รสนา ค้านแหลก! รัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน ใส่กองทุนน้ำมัน เพื่ออุ้มโรงกลั่น

รสนา ค้านแหลก! รัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน ใส่กองทุนน้ำมัน เพื่ออุ้มโรงกลั่น

รสนา ค้านแหลก! รัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน ใส่กองทุนน้ำมัน เพื่ออุ้มโรงกลั่น

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.43 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 รสนา โตสิตระกูล อดีตสว. โพสต์ข้อความระบุว่า ร่วมกันคัดค้านรัฐบาลไม่ให้กู้ 1.5 แสนล้านใส่กองทุนน้ำมันเพื่ออุ้มโรงกลั่น !!

มีข่าวว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่วาระแรกจะพิจารณาการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาทให้กองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคาน้ำมันนั้น ขอเสนอว่ารัฐบาลต้องหยุดกู้เงินมา
สร้างภาระให้ประชาชนได้แล้ว 

จากโครงสร้างราคาน้ำมันที่แสดงล่าสุด คือวันที่ 3 เมษายน 2569 มีน้ำมันฯ เพียง 3 ชนิด ที่ได้รับการชดเชย ได้แก่

1)ไบโอดีเซล บี7 ชดเชย 14.27 บาทต่อลิตร

2)ไบโอดีเซล บี 20 ชดเชย 16.64 บาทต่อลิตร

3)เบนซิน อี20 ชดเชย 2.66 บาทต่อลิตร

เบนซินชนิดอื่นลอยตัวตามราคาตลาดโลก แถมถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ได้แก่

-เบนซิน 95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 6.59 บาทต่อลิตร

-แก๊สโซฮอล์ 91,95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 43 สตางค์ต่อลิตร

-แก๊สโซฮอล์ อี85ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 3.31 บาทต่อลิตร

การเอาน้ำมันชีวภาพเช่น เอทานอล ไบโอดีเซลมาเติม ไม่ได้ทำให้น้ำมันผสมมีราคาถูกลง มีแต่เติมแล้วกลับแพงขึ้น เช่นบี 20 (เติมไบโอดีเซล 20%) ต้องชดเชยมาก กว่าน้ำมัน บี7 (ที่ผสมไบโอดีเซล 7 % ) ทั้งที่การผสมไบโอดีเซลถึง 20% ควรมีราคาถูกลงด้วยเนื้อน้ำมัน แต่กลายเป็นยิ่งเติมมาก ยิ่งแพงขึ้น การที่ บี20 มีราคาถูกกว่า บี 7 ลิตรละ5 บาท ไม่ใช่เพราะมีไบโอดีเซลถูกกว่า แต่ที่มีราคาถูกกว่า5 บาท เพราะใช้มายากลทางคณิตศาสตร์มาตบตา โดยเอาเงินกองทุนฯ ที่ควักจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันมาอุ้มเพิ่มให้อีกลิตรละ 2.37 บาท, รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตให้อีก 97 สต.ต่อลิตร และลดค่าการตลาดลงไป 86 สต. นอกนั้นก็ได้ลดจากภาษีแวต รวมๆลดไป 5บาท จึงหลอกตาให้คนมาเติม บี20 เพราะเข้าใจผิดว่าราคาถูกกว่าบี7 ถึง 5 บาท
การที่โรงกลั่นเป็นธุรกิจเอกชน จึงไม่ควรมีสิทธิมาบังคับประชาชนให้เติมน้ำมันผสม และใช้เล่ห์กลเอาเงินประชาชนมาอุ้ม เข้าตำรา “อัฐยายซื้อขนมยาย” การที่ไม่ยอมบอกราคาว่าเอทานอลลิตรละเท่าไหร่ ไบโอดีเซลลิตรละเท่าไหร่ ถือว่าเป็นการจงใจปิดหูปิดตาประชาชน ใช่หรือไม่ 

ในต่างประเทศ เขาใช้รถ Flex Car คือรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบยืดหยุ่น ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกว่าจะเติมน้ำมันพื้นฐาน ผสมน้ำมันชีวภาพกี่เปอร์เซ็น โดยการเติมผสมกันเองตามราคาถูกแพงของเนื้อน้ำมันตามที่เป็นจริง ไม่ใช่มีราคาถูก เพราะล้วงเงินประชาชนจากกองทุนน้ำมันมาชดเชย 

น้ำมันชีวภาพวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า ราคาเนื้อน้ำมันต้องถูกกว่า จึงจะสามารถแข่งขันได้ โดยไม่มีเงินชดเชยมาอุ้ม การใช้กองทุนฯมาอุ้มราคาน้ำมันชีวภาพไม่ได้ช่วยเกษตรกรอย่างที่อ้าง แต่เป็นการแสวงหากำไรของโรงกลั่น โดยเอาน้ำมันชีวภาพราคาแพงใกล้เคียงน้ำมันพื้นฐานมาแทรกขายให้ประชาชนแบบบีบบังคับ โดยเอาเงินของประชาชนจากกองทุนน้ำมันมาอุ้มราคา อุ้มราคากี่

บาทก็คือประชาชนเป็นหนี้ต้องใช้คืนเงินจำนในนั้นแบบผ่อนส่ง 

น้ำมันผสมจึงมีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน แต่พรางตาว่า

ถูกกว่าด้วยเงินของประชาชนทั้งสิ้น เพื่อกำไรของโรงกลั่น เป็นหลัก ใช่หรือไม่

รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้ระบบเช่นนี้ดำรงอยู่เพื่อขูดรีดประชาชนอีกต่อไป ด้วยการปล่อยให้ใช้เล่ห์กลทางตัวเลขราคา ที่มีการคำนวณถ่างราคาด้วยการล้วงเงินจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันไปประกันกำไรสูงสุดให้ผู้ค้าน้ำมันที่ไม่เคยเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกับประชาชนที่กำลังเดือดร้อนกันทั้งประเทศจากวิกฤตน้ำมัน 

ยิ่งกว่านั้นประชาชนยังถูกซ้ำเติมเด้งที่2 จากแก๊งลักลอบกักตุนน้ำมัน และแก๊งน้ำมันเถื่อน ที่หาประโยชน์จากการกักตุนจนน้ำมันจนขาดแคลน สร้างความเสียหายต่ออาชีพประชาชน เช่นสินค้าเกษตรเสียหายจากการไม่มีน้ำมันไปส่งสินค้า ข้าวในนาเสียหายเพราะขาดน้ำมันเติมเครื่องสูบน้ำ การกักตุนเพื่อรอเวลาที่จะโกงราคาน้ำมันจากการกักตุน โดยใช้สต๊อคเดิมขายในราคาใหม่  ซึ่งไม่ต่างจากการปล้นประชาชน ใช่หรือไม่

ราคาน้ำมันแพงที่แพงเกินจริง ทำให้ต้นทุนสินค้าอย่างอื่นพุ่งขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ของแพงทั้งแผ่นดิน

จึงขอเรียกร้องรัฐบาลให้ยกเลิก พรบ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ 2562 จะดีกว่า เพราะกองทุนน้ำมันทำหน้าที่ในการประกันกำไรให้กับฝ่ายผู้ประกอบการ มากกว่าดูแลราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่เป็นธรรมให้กับประชาชน กองทุนน้ำมันกลายภาระประชาชนที่ซ่อนกำไรโรงกลั่น เป็นเกราะกำบังสายตาประชาชนจากราคาน้ำมันที่ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ตามที่อ้างแต่อย่างไร 

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำเพื่อปลดแอกประชาชนจากกองทุนน้ำมัน คือ กำหนดโครงสร้างก๊าซหุงต้มเสียใหม่ คือเปลี่ยนให้ครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มที่ผลิตได้จากอ่าวไทยในราคาในประเทศ ดังที่เคยปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ถูกยกเลิกก๊าซหุงต้มที่เป็นสินค้่ควบคุมราคา โดยไปอ้างอิงราคานำเข้าจากซาอุดิอารเบีย ทั้งที่ก๊าซหุงต้มเป็นทรัพยากรของประเทศไทย

หากรัฐบาลเปลี่ยนแนวทางกำหนดราคา ให้ครัวเรือนใช้ก๊าซหุงต้มเป็นราคาในประเทศ กองทุนน้ำมันจะไม่มีภาระต้องชดเชยแม้แต่บาทเดียวให้ผู้ประกอบการที่ขายก๊าซหุงต้มที่ผลิตเองภายในประเทศ ด้วยราคาตลาดโลก  ใช่หรือไม่ ?!

กรณีก๊าซหุงต้ม (LPG) สมัยรัฐบาลพล.อ เปรม ติณสูลานนท์ พบแหล่งก๊าซเชิงพาณิชย์ในอ่าวไทย และรัฐบาลมีมติให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มก่อน ส่วนที่เหลือจึงให้ภาคส่วนอื่นใช้ เช่น ภาคยานยนต์ ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี 

แต่ปัจจุบัน ปิโตรเคมี ที่เป็นบริษัทลูกของบมจ.ปตท. กลับได้ใช้ก๊าซLPG ก่อน เป็นราคาในประเทศแทนครัวเรือน แต่การขายผลิตภัณฑ์พลาสติกของปิโตรเคมี ก็ขายในราคาตลาดโลก ไม่ได้ขาย

ราคาถูกกว่าเพราะใช้ทรัพยากรในประเทศ แต่อย่างไร ใช่หรือไม่ 
ในช่วงวิกฤตยามนี้ จึงทำให้เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกพาเหรดขึ้นราคาสูงลิ่วตามราคาตลาดโลกตีคู่กับราคาน้ำมัน ใช่หรือไม่

สรุปข้อเสนอต่อรัฐบาลท่านอนุทิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

1)โครงสร้างราคาพลังงาน หากใช้ราคาอิงสิงคโปร์ ควรตัดค่าพรีเมี่ยมที่ประกอบด้วยค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย  เพราะน้ำมันกลั่นในประเทศไทยทั้งหมดจึงไม่มีค่าใช้จ่ทยดังกล่าว ค่าปรับปรุงคุณภาพระหว่าน้ำมันสิงคโปร์ ที่ต่างจากไทย และค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ควรตัดออกทั้งหมด จะช่วยลดราคาลงได้ลิตระ 1บาท

2)กำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้เกิดลาภลอยเมื่อมีวิกฤตการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นโดยไม่ใช่ประสิทธิภาพของโรงกลั่น 
ที่เสนอคุมเพดานค่าการกลั่นที่2 บาทต่อลิตร เพราะการกลั่นน้ำมันเพื่อการใช้ภายในประเทศ ปีละ 60,000 ล้านลิตร ค่าการกลั่น 2บาทต่อลิตร ก็ได้ค่าการกลั่นปีละ 120,000 ล้านบาทแล้ว เป็นค่าการกลั่นที่เป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันในประเทศ และโรงกลั่นมีกำไร
หากเพิ่มค่าการกลั่นเป็น3 บาทตามที่นักวิชาการสายโรงกลั่นเสนอ เท่ากับเพิ่มกำไรให้โรงกลั่นอีกปีละ 60,000 ล้านบาทไปเนาะๆทีเดียว

3)รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังควรพิจารณาปรับลดสรรพสามิตน้ำมันตามสถานการณ์เพื่อลดภาระราคาน้ำมันแพงให้ประชาชน

4)รัฐบาลควรยกเลิกพรบ.กองทุนน้ำมัน พ.ศ 2562 ปัจจุบันราคาเบนซินถูกปล่อยลอยตัวอย่างสมบูรณ์ แต่ยังถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยดีเซล และก๊าซหุงต้ม จึงเสนอให้ลอยตัว โดยไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันอีก และไม่ต้องกู้เงิน 1.5 แสนล้านมาเป็นภาระหนี้ของประชาชน
รัฐบาลควรช่วยแก้ปัญหาน้ำมันแพงตามความจำเป็น โดยช่วยเหลือตรงไปที่กลุ่มเปราะบาง 5กลุ่มตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยอุดหนุนจากภาษีของรัฐบาล

5)เปิดให้มีการขายน้ำมันพื้นฐาน ดีเซลและเบนซินล้วน ตามโครงสร้างราคาใหม่ โดยไม่มีการโก่งราคา ไม่มีการผสมน้ำมันชีวภาพ
 น้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอล และไบโอดีเซล ควรเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลือกเติมด้วยราคาที่แข่งขันได้ ไม่ใช่ด้วยการชดเชยจากเงินของประชาชนผ่านกองทุนน้ำมัน

6)เปลี่ยนให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มก่อนภาคส่วนอื่นที่เป็นราคาที่เป็นธรรมในประเทศเหมือนสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะสามารถตัดการชดเชยจากกองทุนน้ำมันได้
หากรัฐบาลท่านอนุทินทำได้เช่นนี้ จึงจะถือได้ว่าท่านทำเพื่อประชาชนที่ได้เลือกท่านมา ไม่ใช่ใช้วาทกรรมสวยหรู แต่ผลจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำ กลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่เห็นๆกันอยู่คนรู้กันทั้งประเทศ แต่ท่านนายกฯรู้ช้ากว่าคนอื่น ใช่หรือไม่ !!??

ทั้งนี้ รสนา โตสิตระกูล โพสต์อีกว่า  ร่วมกันคัดค้านรัฐบาลกู้ 1.5 แสนล้าน อุ้มโรงกลั่น รัฐบาลปล่อยโรงกลั่นอิ่มหมีพีมันด้วยกำไรลาภลอย เอากองทุนน้ำมันจากเงินประชาชนไปชดเชยโรงกลั่นบนกำไรลาภลอย ปล่อยผู้ค้ามาตรา7 และ 10 ให้หาประโยชน์จากลาภกักตุน โดยไม่เช็คสต๊อคก่อนปรับขึ้นราคา

รัฐบาลไม่ทวงคืน ทั้งลาภลอย และลาภกักตุน ส่งคืนกองทุนน้ำมัน แต่จะกู้เงินอีก 1.5 แสนล้านบาท มาใส่กองทุนน้ำมันให้ประชาชนมีหนี้เพิ่มเพื่ออุ้มโรงกลั่น และบรรดาไอ้โม่งที่โกงลาภกักตุน ใช่หรือไม่??!!

รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเอาเงิน 1.5 แสนล้านคืนจากกำไรลาภลอย และลาภกักตุนมาให้กองทุนน้ำมัน

ไม่ใช่กู้ 1.5 แสนล้าน มาให้ประชาชนแบก เพื่ออุ้มโรงกลั่นต่อ !!!

เอกนัฏ ฟิตจัด! เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน วันนี้

เอกนัฏ ฟิตจัด! เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน วันนี้

เอกนัฏ ฟิตจัด! เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน วันนี้

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.36 น.

“เอกนัฏ” ฟิตจัด เรียกโรงกลั่นถกรีดกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันทันที วันนี้ 7 เม.ย. 69 ลั่นเลิกใช้เลขทิพย์กำหนดเพดานค่าการกลั่น

เมื่อเวลา 22.05 น.วันที่ 6 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า วันนี้คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานได้รายงานผลการประชุมให้ ครม. รับทราบ เรื่องการขอให้โรงกลั่นน้ำมันส่งกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ตนในฐานะ รมว.พลังงาน ไปดำเนินการต่อ

“วันที่ 7 เม.ย.ในช่วงเช้าที่ผมเข้ากระทรวงจะเรียกโรงกลั่นน้ำมันเข้ามาหารือทันที จากนั้นในช่วงเวลา 13.00 น. ผมจะนำเรื่องเพื่อหารือในวงคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่ผมเป็นประธานในทันที”

ส่วนเพดานค่าการกลั่นนั้นในปัจจุบันสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ใช้ค่าการกลั่นในสถานการณ์ปกติ ซึ่งวันนี้เป็นสถานการณ์ผิดปกติทำให้ราคาแพงขึ้น ซึ่งบางส่วนที่แพงขึ้นเพราะเป็นพรีเมียม ในช่วงสถานการณ์ปกติราคาค่าการกลั่นอยู่ที่ 2 บาทกว่าไม่เกิน 3 บาท ในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา แต่ในช่วงเดือนมี.ค. 2569 ราคาค่าการกลั่นขึ้นสูงมาถึง 7 บาท และเข้ามาในช่วงเดือนเม.ย. นี้ ไม่กี่วันราคาขึ้นมา 16-17 บาท

ทั้งนี้ ในวันที่ 7 เม.ย. จะนำตัวเลขจริงทั้งหมดมาดู วันนี้ประเทศไทยต้องเลิกใช้ตัวเลขทิพย์ ตัวเลขในใจมากำหนดเพดานค่าการกลั่นได้แล้ว

งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์

งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น  ติดดาบอนุทิน  สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์

งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์ ดีเอสไอยันน้ำมันหายจริง พี.ซี.สยามฯตั้งโต๊ะแถลง โต้กักตุนดีเซล2ล้านลิตร

รมว.คลังงัดพ.ร.ก.ป้องกันขาดแคลนน้ำมัน ให้อำนาจนายกฯสั่งกบง.กำหนด “ค่าการกลั่น” หั่นต้นทุนทิพย์ทิ้ง พร้อมเจรจาดึงกำไรเดือนมีนาคมมาช่วยประชาชน ด้านพี.ซี.สยามปิโตรเลียมฯสุราษฎร์ธานี ตั้งโต๊ะแถลง ปัดกักตุนน้ำมัน หวังฟันกำไรชี้ข้อมูลพาณิชย์คลาดเคลื่อนทำบริษัทเสียหายหนัก พร้อมเปิดเอกสารขนส่ง-บัญชีซื้อขายพิสูจน์ความจริง ด้านดีเอสไอ เร่งหาปลายทางน้ำมันล่องหนจ.สุราษฎร์ฯหลังพบขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล96 เที่ยว

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 เม.ย.69 นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อให้ดำเนินคดีกับบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด โดยแจ้งความว่าเข้าข่าย “กักตุนสินค้าควบคุม” โดยมีปริมาณน้ำมันในครอบครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และอาจมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลายมาตราของกฎหมายว่าด้วยสินค้าควบคุม เหตุเกิดต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประเด็นร้อนพุ่งเป้าไปที่ “น้ำมันปริมาณมหาศาล” ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายกักตุนเพื่อหวังผลทางการค้า สร้างแรงกระเพื่อมในภาคพลังงานและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา9.30น.ที่ห้องประชุมชั้น 3 ตึกพีซีทาวเวอร์ ต. บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พ.ท.จำนงค์ วิบูลย์ศิลป์ ในฐานะผู้จัดการทั่วไป บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด พร้อมด้วยทนายความ เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันที่บริษัทตกเป็นผู้ต้องหา

ปัดข่าวกักตุนน้ำมัน

พ.ท.จำนงค์กล่าวว่าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีการเสนอข่าวมีความคลาดเคลื่อนไปหลายประการก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง และการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก ขอเรียนว่า บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด เป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทยืนยันว่าเราได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ระเบียบของกฎหมายอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด และมีการรายงานข้อมูลที่ครบถ้วนทุกประการ

และตามที่ ปรากฎเป็นข่าวว่าบริษัทกักตุนน้ำมันดีเซลจำนวน 2 ล้านลิตรนั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งข้อเท็จจริงคือ จำนวนน้ำมันดังกล่าว เป็นน้ำมันกลุ่มเบนซินที่บริษัทจัดเก็บไว้ในสต๊อกเพื่อรอการจำหน่ายให้กับลูกค้าตามปกติ ยืนยันว่าเรามีบัญชีระบบซื้อขายอย่างถูกต้อง ไม่ได้กักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบแต่อย่างใด โดยเอกสารบัญชีรับจ่ายคงเหลือเป็นเรื่องปกติของระบบซื้อขายและสต๊อกทางธุรกิจ

ระหว่างวันที่ 27- 29 มีนาคม เจ้าพนักงานระดับจังหวัดก็ได้เข้ามาตรวจคลังของบริษัทอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องจากส่วนกลางได้เข้าตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าบริษัทกักตุนน้ำมัน หรือทำผิดกฎหมาย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมีการกล่าวหาว่าบริษัทกักตุนน้ำมันก็พร้อมจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฏหมาย ซึ่งก็ทราบข่าวทางสื่อมวลชนว่าขณะนี้บริษัทถูกแจ้งความดำเนินคดี แต่ยังไม่ได้รับหมายเรียกหรือการประสานจากเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ ซึ่งเรายืนยันว่าหากทางเจ้าหน้าที่ติดต่อประสานมาทางบริษัทพร้อมจะให้ความร่วมมือ

นำหลักฐานมอบให้ตำรวจ

พ.ท.จำนงค์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพิ่มเติม พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

และในวันที่ 7 เมษายน จะนำหลักฐานเข้ายื่นกับทางรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานอย่างเร่งด้วย รวมไปถึงหลักฐานที่จะนำไปแสดงต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี หากมีการร้องขอจากพนักงานสอบสวน ยืนยันว่าการขนถ่ายน้ำมันเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องชัดเจนต่อไป

ต่อข้อถามที่ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่มีน้ำมันหายไประหว่างขนส่งจำนวน 57 ล้านลิตร พ.ท.จำนงค์ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกับเรื่องดังกล่าว เพียงแต่ระบุว่า ในระบบการขนส่งน้ำมันออกจากโรงกลั่นไปสู่คลังน้ำมันต่างๆ นั้น มีหลักฐานชัดเจน ผ่านการควบคุมอะไรหลายขั้นตอน

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าบริษัทอาจจะกลายเป็นแพะเพื่อหาผู้รับผิดชอบจากกรณีการกักตุนน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา พ.ท.จำนงค์ก็ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเช่นกัน แต่ยืนยันในความบริสุทธิ์ ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท และพร้อมจะให้ผู้มีอำนาจในส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ เพื่อที่บริษัทจะได้พิสูจน์ความจริ งและเรียกชื่อเสียงกลับมา

และยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมามีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก ส่วนกรณีมีความเห็นทางโซเชียลอาจทำให้บริษัทเกิดความเสียหายรุนแรงทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่น และยอดสั่งซื้อที่ลดลง

DSIชงแน่เป็นคดีพิเศษ

เมื่อเวลา10.55น ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะพนักงานสืบสวนคลี่คลายคดีกักตุนน้ำมัน ว่าวันนี้ตนมารับฟังข้อมูลจากพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ่ และคณะพนักงานสืบสวนว่าได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง ซึ่งข้อมูลก็มาจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน กรมการขนส่ง เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อมูลค่อนข้างเยอะ แต่เราก็มีกรอบการทำงาน ซึ่งอธิบดีฯ ก็ได้ชี้แจงให้ฟังโดยเมื่อฟังผลแล้วก็เป็นที่น่าพึงพอใจ และจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด เพราะวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ดีเอสไอก็ทำงานไม่ได้หยุดในการรวบรวมข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ในวันนี้ ส่วนเรื่องการดำเนินการตามกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่ต้องดำเนินการต่อไป ส่วนตนก็มารับฟังความคืบหน้าเพื่อจะได้ประสานข้อมูลให้หากมีส่วนใดที่ดีเอสไอยังขาดในการประกอบสำนวนการสืบสวน เราก็จะช่วยหา

รวมข้อมูลเป็นคดีเดียวกัน

พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่า ส่วนการรับเป็นคดีพิเศษนั้น ตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องสืบสวน แต่หลังจากนี้จะมีการประชุมบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านและได้นัดหารือแล้ว ส่วนจะเป็นเมื่อใดจะแจ้งอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้เราก็สืบ สวนสอบสวนเบื้องต้นไว้ก่อน ส่วนกรอบระยะเวลาการทำงาน ทางอธิบดีฯ ก็ได้วางกรอบไว้แล้ว แต่การปฏิบัติดำเนินการก็ต้องสอบถามกันวันต่อวันว่าได้ดำเนินการคืบหน้าอย่างไรบ้าง เพราะจะมีการปรับแผนกันตลอด ส่วนกรณีที่พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจนั้น เราก็ได้นำข้อมูลมารวบรวมและหารือในวันนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ แนวทางการทำคดีหากพบการกระทำความผิดจากเรื่องนี้ เราก็จะรวบรวมมาเป็นคดีพิเศษทั้งหมด เพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน

พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่าส่วนความชัดเจนของตัวเลขน้ำมันที่หายไปนั้น ตนขอให้เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนก่อน เพื่อจะได้วิเคราะห์กันให้ครบถ้วน เพราะตัวเลขค่อนข้างเยอะ ซึ่งข้อมูลก่อนหน้านี้ที่แถลงไป คือ ข้อมูลวันที่ 3 เม.ย.69 ดังนั้น จึงขอเวลารวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมอีก ส่วนตัวเลยน้ำมันที่หายไปกลางทะเล 57 ล้านลิตรนั้น เบื้องต้นจะมีปริมาณเพิ่มอีกหรือไม่ ก็ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ไปรวบรวมข้อมูลวันต่อวันมาก่อน อย่างไรก็ตาม เราขอให้มันชัดเจน เพราะถ้าเร่งรีบอาจเกิดความเสียหายได้

พบข้อมูลการกระทำผิด

“ตอนนี้เราพบการกระทำผิดแน่นอน น้ำมันหายไปแน่นอน ส่วนจะปริมาณ 57 ล้านลิตร หรือ 58 ล้านลิตร หรือ 59 ล้านลิตรนั้น ตนมองว่าอย่าเพิ่งไปยืนยันขนาดนั้นเลย เพราะเรารู้ว่าน้ำมันหายไปแน่นอนตามที่ได้ชี้แจงวันแถลงข่าว ส่วนจะมีมากกว่านี้หรือไม่ ตนขอให้ทางอธิบดีดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ได้ทำงานก่อน“ รมว.ยุติธรรม ระบุ

พล.ต.ท.รุทธพล เผยด้วยว่า ส่วนปลายทางของน้ำมันที่หายไปนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสืบสวน ว่าปลายทางหายไปไหน อย่างกรณีเคสของจังหวัดสุราษฎร์ ธานีที่หายไปในระหว่างทะเล ดังนั้น เราจึงต้องใช้ข้อมูลของ ศรชล. มาประกอบด้วย ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ต้องขอรวบรวมราบละเอียดให้ครบถ้วนก่อน ทั้งนี้ ตนได้สั่งให้ตรวจสอบหาจำนวนเรือด้วยว่าใน 96 เที่ยวที่มีการขนน้ำมันนั้น ได้ใช้เรือทั้งหมดกี่ลำ เพราะบางลำอาจจะวิ่งหลายเที่ยว อนึ่ง เราเร่งปราบปรามเต็มที่ ในกรณีที่ประชาชนห่วงว่าสงกรานต์นี้จะมีน้ำมันเพียงพอหรือไม่

เรียกเอกชนเข้ามาชี้แจง

ส่วนกรณีที่บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัดได้ออกคำชี้แจงว่าบริษัทไม่ได้กักตุนน้ำมันและทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน ทางดีเอสไอจะต้องเรียกมาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล เผยว่า ตอนนี้ตั้งเป็นคดีสืบสวนแล้ว ก็จะสามารถเข้าไปสอบปากคำได้เลย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน ส่วนจะเป็นการสอบปากคำที่ จ.สุราษฎร์ธานี หรือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น คงจะต้องหารืออีกครั้ง ว่าจะเรียกสอบปากคำ หรือให้ดำเนินการส่งเอกสาร อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงของทางบริษัทฯ พนักงานสอบสวนจะรับฟัง แต่ก็จะต้องดูพยานหลักฐานและข้อกฎหมายประกอบด้วย

ประชุมครม.นัดพิเศษ3ทุ่ม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)เปิดเผยว่าคตร.ได้ประชุมต่อเนื่อง 3วันจนถึงคืนวันที่ 5 เม.ย.ไม่ได้เป็นการเรียกโรงกลั่นมาเพื่อต่อรองตัวเลข แต่เป็นการบังคับกางบัญชี ขอข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงและราคาขายจริงมาเพื่อคำนวณหาผลประโยชน์ส่วนเกินด้วยสูตรของรัฐเองโดยจะนำเสนอข้อสรุปเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)นัดพิเศษ ในคืนวันที่ 6 เมษายนโดยถือเป็นครั้งแรกที่จะอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน ให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน

คตร.ซัดค่าการกลั่นทิพย์14บาท

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14-17 บาทต่อลิตรนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า จริงๆเป็นตัวเลขอ้างอิง คุยกันในที่ประชุม คตร.เราเรียกกันว่าตัวเลขทิพย์ ที่ใช้อ้างอิงโดยไม่สะท้อนต้นทุนหรือความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันเลย ทาง คตร.จึงเตรียมเสนอให้มีการรายงานตัวเลขที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน

ซึ่งจากการเรียกตรวจสอบบัญชีต้นทุนของโรงกลั่นแต่ละแห่งอย่างละเอียด พบว่า ปัจจุบันเกิดความผิดปกติในโครงสร้างราคาจากภาวะสงคราม ทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium) น้ำมันกลายเป็นของขาดแคลนที่ใครอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายแพง ประกอบกับไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงกว่าน้ำมันดิบมาก

ทำให้ในเดือนมีนาคมจนถึงเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกิน เกิดขึ้นจริง เนื่องจากราคาขายพุ่งสูงกว่าต้นทุน ค่าการกลั่นในปัจจุบันจึงต้องบวก War Premium เข้าไป ทำให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในอดีตที่ 2.45 บาทต่อลิตร แต่ก็ไม่ได้สูงลิ่วถึง 14-17 บาทตามที่เป็นข่าวแน่นอน

ชงนายกฯใช้อำนาจ พ.ร.ก.2516แก้ปัญหา

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.เดือน มีนาคมเนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง รัฐบาลจะใช้วิธีให้กระทรวงพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อขอนำผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้มาช่วยลดภาระประชาชน คล้ายกับโมเดลในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2.ในอนาคต ตั้งแต่ เมษายนเป็นต้นไปจะใช้ พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สามารถกำหนดราคาและค่าการกลั่นในอนาคตได้เลย ซึ่งนายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานจะเรียกประชุมวันที่ 7 เม.ย.นี้ โดยจะนำเอาต้นทุนที่แท้จริง ราคาขายจริง และกำไรเฉลี่ยในอดีตมาเป็นมาตรฐานในการคำนวณและกำกับดูแล

“จากนี้ไปการประกาศตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะต้องแยกบรรทัดให้เห็นชัดเจน ว่าส่วนใดคือ ค่าการกลั่นปกติและส่วนใดคือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยง จะเรียกเหมารวมเป็นค่าการกลั่นอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงและประชาชนไม่ตกใจ”นายเอกนิติ กล่าว

กำหนดเพดานค่าการกลั่นตายตัวไม่ได้

ส่วนเรื่องค่าการกลั่น กระทรวงพลังงานประเมินว่าค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมย้อนหลัง 5 ปี ยังอยู่ที่2.45 บาท และที่ตอนนี้ไม่สามารถกำหนดเพดานราคาค่าการกลั่นตายตัวได้เพราะโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 6 โรงกลั่นแตกต่างกันมาก เช่น มีโรงกลั่นแห่งหนึ่งเจอปัญหาน้ำมันนำเข้าติดค้างอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่สูงกว่าโรงกลั่นอื่นมาก หากรัฐบาลไปกำหนดเพดานกำไรตายตัว โรงกลั่นแห่งนี้จะขาดทุนทันที และอาจแก้ปัญหาด้วยการทิ้งน้ำมันไว้ที่เดิม ไม่ยอมนำเข้ามากลั่น ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่กว่าคือ ปัญหาน้ำมันขาดแคลน และที่ไม่ใช้ภาษีลาภลอยเพราะกระทรวงการคลังได้ศึกษาแล้วพบว่าเหมาะกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วขึ้นเลยแบบถาวร เช่น มีถนนตัดผ่านหน้าบ้านทำให้ราคาที่ดินขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวน มีขึ้นและมีลง การใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 จึงเป็นกลไกที่จัดการได้เร็วกว่าและเหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่า”

ยันอุ้มเปราะบาง”คนละครึ่งพลัส”มีแน่

นายเอกนิติ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนว่า จะมีการประชุมครม.ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว ในวันที่ 11 เม.ย. นี้ จะเน้นไปที่มาตรการแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาน้ำมันโดยตรงก่อน โดยพุ่งเป้าเยียวยาไปที่กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง เกษตรกร และชาวประมง

ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีแน่ และทำแน่แต่จะยังไม่ออกในวันที่ 11 เม.ย. นี้ เพราะต้องแยกส่วนเก็บไว้ใช้เป็นกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพในระยะต่อไป เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานจะลุกลามไปถึงต้นทุนราคาสินค้าและภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแน่นอน

ทร.ห้ามลักลอบส่งออกน้ำมัน

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่าจากสถานการณ์การลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ รวมทั้งทำให้เกิดวิกฤติด้านพลังงานภายในประเทศนั้น ผู้บัญชาการทหารเรือได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติการ โดยมอบหมายให้ทัพเรือภาคที่ 1 และทัพเรือภาคที่ 2 เสริมกำลังทั้งทางเรือ อากาศยาน และระบบตรวจจับอื่นๆ เพื่อเพิ่มความถี่และความครอบคลุมของการลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะบริเวณเส้นทางเสี่ยงและพื้นที่ชายแดนทางทะเล การปฏิบัติดังกล่าวมุ่งเน้นการเฝ้าตรวจ ป้องปราม และสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทางทะเลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการข่าวกรอง การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมาย

กองทัพเรือขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ช่วยดูแลระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชนในการเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งข้อมูลมายังกองทัพเรือเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป กองทัพเรือ จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชน ปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายกฯถกรมต.เศรษฐกิจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น. และได้เรียกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง(คตร.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรมและนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อประชุมหารือเรื่องปรับปรุงโครงสร้างราคาขายส่งนํ้ามันหน้าโรงกลั่น ก่อนจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในช่วงค่ำวันนี้ เพื่อให้มีมติเห็นชอบ

“มาร์ค”จี้เร่งจับ‘ไอ้โม่ง’

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวจะติดตามเรื่องน้ำมันอย่างไรว่า ได้ทักท้วงเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เพราะดูจากตัวเลข ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องการกักตุนแน่ ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลยังปฏิเสธอยู่ แต่ตอนนี้รัฐบาลก็ออกมายอมรับแล้ว และตนเห็นว่าจะมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจถึงขั้นให้เป็นคดีพิเศษ ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป และรัฐบาลต้องทำต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว เรายังยืนยันว่าจะรัฐบาลก็ดี ภาคธุรกิจก็ดี ยังไม่ได้รับภาระ หรือในส่วนของโรงกลั่นยังไม่มีการแบ่งเบาภาระของประชาชนที่แบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่ได้ตัวไอ้โม่งตัวจริง แม้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะลาออกจากการดำเนินงาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็ติดตามเรื่องนี้อยู่ ต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงาน ทำเรื่องนี้ให้จริงจัง แต่ก็ต้องย้ำว่าเรื่องการแบ่งเบาภาระของประชาชนนั้น ตนอยากเห็นเป็นรูปธรรม รวมถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเปราะบางต่างๆ ซึ่งรัฐบาลพูดในหลักการมาแล้วแต่ยังไม่ได้ไปทั่วถึง ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริง

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“แม้จะมีตัวเลขที่มั่นคง แต่ยังมีสถานการณ์รออยู่ข้างหน้า ที่ท้าทายรัฐบาลพอสมควร โดยเฉพาะวิกฤตที่มาจากการสู้รบในตะวันออกกลาง หากรัฐบาลตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากมีผลประโยชน์ ก็อาจจะกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลได้”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

อดีต44สส.ระทึก ปปช.นัดเคาะยื่นศาลฎีกา

อดีต44สส.ระทึก  ปปช.นัดเคาะยื่นศาลฎีกา

อดีต44สส.ระทึก ปปช.นัดเคาะยื่นศาลฎีกา

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เลขาฯป.ป.ช.เผยคำฟ้องอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ปมร่วมแก้ไขมาตรา 112 ลุ้นยื่นศาลฎีกาก่อนหรือหลังสงกรานต์ ยืนยันไม่มีใบสั่งการเมือง แต่ข้อมูลเยอะขอเวลาจัดทำเอกสารให้สมบูรณ์ก่อน

จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกากรณีอดีต44สส.พรรคก้าวไกลในข้อหาผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดเตรียมเอกสารพร้อมคำร้องนั้น

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้เร่งระดมการถ่ายเอกสารเนื่องจากเอกสารประกอบคำร้องมีจำนวน56 ชุด โดยจะต้องส่งทั้งองค์คณะตุลาการและคู่ความ เอกสานมีเป็นจำนวนมากทางป.ป.ช.ไม่ได้ดึงเวลาในการยื่นคำร้อง แต่เพราะต้องมีความละเอียดรอบครอบ

“ยืนยันเรื่องนี้ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน เป็นไปตามขั้นตอนและไทม์ไลน์ของกระบวนการ ไม่มีใบสั่งหรืออะไรทั้งสิ้น คำร้องเป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้มูลมา ทั้งนี้จะก่อน หรือหลังสงกรานต์ในวันที่ 9 เมษายน ก็จะทราบ ต้องดูรายละเอียดอีกครั้งเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องดูให้สมบูรณ์ก่อนส่ง”นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูล เป็นการชี้มูลจากการกระทำพฤติกรรม เนื้อหาต่างๆว่าบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งเช่นนี้สมควรมีพฤติการณ์เช่นนี้หรือไม่จะถือว่าผิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งป.ป.ช.ไม่ได้ชี้มูลสิทธิการยื่นแก้กฎหมายของส.ส. เหมือนอย่างที่ส.ส.พรรคประชาชน ออกมากล่าวหา อย่างไรก็ตามทุกอย่างอยู่ในคำร้องไม่สามารถเปิดเผยได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับอดีต 44 สส.ก้าวไกล ปัจจุบัน เป็น สส.ของพรรคประชาชน 10คน ประกอบด้วย สส.แบบบัญชีรายชื่อ 7 คน คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล,นายรังสิมันต์ โรม,นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง,นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล,นายณัฐวุฒิ บัวประทุม,นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

ส่วน สส.เขต 2 คนคือ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดทำคำร้อง หรือคำขอของสำนักงานป.ป.ช.จะเสนอให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ของ สส.ไปด้วยจึงต้องรอคำสั่งของศาลฎีกาว่าจะพิจารณาอย่างไร

ครม.สั่งปรับลดค่าการกลั่น-ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขรก.WFH จ่อจำกัดเวลาเปิดปิดปั๊ม

ครม.สั่งปรับลดค่าการกลั่น-ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขรก.WFH จ่อจำกัดเวลาเปิดปิดปั๊ม

ครม.สั่งปรับลดค่าการกลั่น-ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ขรก.WFH จ่อจำกัดเวลาเปิดปิดปั๊ม

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.47 น.

“ปกรณ์​” เผยครม.นัดพิเศษ​ มอบ​ ก.พลังงาน ศึกษาปรับลดค่าการกลั่น​ -​ ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน​  ไฟเขียว​ ข้าราชการทำงานนอกสถานที่​ พร้อมเริ่มมาตรการเปิด​ -​ปิดปั๊มน้ำมันหลังสงกรานต์​

เมื่อเวลา 22.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย​ กล่าวถึง การประชุมครม. นัดพิเศษในวันนี้ ได้มีการพิจารณาปรับลดค่าการกลั่นและลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันหรือไม่ว่า ต้องให้ทางคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง​ หรือ คตร​. ที่มีนายเอกนิ​ติ​ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.คลัง เห็นชอบ​ ก่อนมอบให้ กระทรวงการคลังไปเป็นผู้ศึกษา

ส่วนการใช้พ.ร.ก.แก้ไขป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง​พ.ศ 2516  ที่นายกฯระบุว่า​ จะใช้บางส่วนนั้น​ นายปกรณ์​ กล่าวว่า​ น่าจะมีการออกเรื่องให้ work from Anywhere หรือ​ ทำงานนอกสถานที่ของข้าราชการ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที​ นอกจากนี้ยังจะมีการกำหนดมาตรการเปิด​ปิดสถานีบริการน้ำมันตามเวลาที่กำหนด​ ให้จำหน่ายเป็นช่วงเวลา​ ส่วนรายละเอียด​น่าจะเริ่มได้ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์

นายกฯอนุทินให้คำมั่น พาประเทศพ้นวิกฤตพลังงาน เดินหน้าคนละครึ่ง-สินเชื่อเกษตรกร

นายกฯอนุทินให้คำมั่น พาประเทศพ้นวิกฤตพลังงาน เดินหน้าคนละครึ่ง-สินเชื่อเกษตรกร

นายกฯอนุทินให้คำมั่น พาประเทศพ้นวิกฤตพลังงาน เดินหน้าคนละครึ่ง-สินเชื่อเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.28 น.

นายกฯ นำครม.หนู 2 ให้คำมั่น พาปท.พ้นวิกฤตพลังงาน ลั่นปชช.ต้องเดือดร้อนน้อยที่สุด รับสถานการณ์ยังรุนแรงต่อเนื่อง จ่อปรับลดงบประมาณภาครัฐ – รื้อโครงสร้างพลังงาน พร้อมเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง – สินเชื่อเกษตรกร เล็งใช้พ.ร.ก.ป้องกันขาดแคลนน้ำมัน สางปัญหาพลังงาน

จากนั้นเวลา 21.54 น. วันที่ 6 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยครม.ชุดใหม่ แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดพิเศษ ซึ่งใช้เวลาประชุมประมาณ 2 ชั่วโมง โดยนายกฯ แถลงว่า วันนี้เรามีการประชุมครม. นัดแรกภายหลังจากที่นำครม. เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งนับว่าตั้งแต่วินาทีนั้นครม. ชุดนี้ก็มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์ ซึ่งวันนี้รัฐบาลตั้งใจที่จะดำเนินการบรรเทาภาระและความเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องมาจากเหตุการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าชธรรมชาติ ทำให้ปุ๋ย เม็ดพลาสติกในตลาดโลกปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งต้องนำเข้าพลังงานจากแหล่งตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ความขัดแย้งยังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ในอนาคตเหตุการณ์อาจจะยุติลง แต่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการผลิตน้ำมันและก๊าชธรรมชาติในภูมิภาคนี้ก็ยังคงใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติ ดังนั้นราคาของพลังงานและการขาดแคลนปิโตรเคมีก็จะยังคงดำรงอยู่อีกระยะหนึ่ง 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ประการสำคัญที่รัฐบาลต้องนำเรียนกับประชาชนตามตรงแม้รัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา ซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ แต่ปริมาณของน้ำมันและสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้มีความยากลำบากมากขึ้นในการหาน้ำมันและก๊าซจากแหล่งอื่น รัฐบาลเลือกที่จะแถลงข้อเท็จจริงนี้ต่อประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและพร้อมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่อไป

“ผมและครม.ชุดใหม่ทุกคนขอยืนยันว่าจะทำงานอย่างหนัก เพื่อแก้ปัญหาและหาทางช่วยเหลือและรักษาประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วน ให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ไปได้ด้วยกันให้ได้ ขอให้ประชาชนให้ความมั่นใจต่อรัฐบาลชุดนี้ว่าพวกเราจะยืนอยู่เคียงข้างประชาชนและทำงานเพื่อพวกท่าน เพราะเรามาจากพวกท่าน รัฐบาลจะปรับลดงบประมาณในส่วนของภาครัฐเพื่อนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือในการลดผลกระทบให้กับประชาชนเป็นลำดับแรก และจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งน้ำมันและค่าไฟฟ้าเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด รวมถึงจัดให้มีมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่นโครงการคนละครึ่งพลัส โครงการไทยช่วยไทย การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งจะได้ศึกษาในรายละเอียด ต่อไปและจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าผ่านพ้นไปด้วยดีภายในสัปดาห์นี้”นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ส่งผลกระทบที่ส่งผลกระทบระดับโลกเรายอมรับความจริงเรายอมรับความจริงและจะปรับเปลี่ยนปรับเปลี่ยน เพื่อให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ความสามัคคี ความร่วมมือของคนในชาติเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในยามนี้ ตนเชื่อว่าประชาชนชาวไทยทุกคนจะให้ความร่วมมือกับรัฐบาลและเราจะผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกันและอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ได้อย่างมั่นคง ทั้งนึ้ ในการประชุมครม.ตนได้แจ้งให้ครม.ได้รับทราบถึงสถานการณ์ในปัจจุบันเรื่องที่สืบเนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลชุดนี้จะต้องดำเนินการสนับสนุนต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและเป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน ช่วงนี้น้ำมันและผลิตภัณฑ์อาจจะมีราคาแพงและขาดแคลนไปบ้าง ซึ่งรัฐบาลจะพยายามทำให้ส่งผลกับประชาชนน้อยที่สุดและเราขอย้ำว่ามีมาตรการช่วยเหลือลดความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งรัฐมนตรีที่จะรับผิดชอบจะได้แถลงให้กับประชาชนได้รับทราบในเวลาไม่นานจากนี้ นอกจากนี้ตนขอความร่วมมือครม. ให้ปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่สุดกำลังความสามารถในการที่จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายต่างๆของรัฐบาลเต็มไปด้วยประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

เมื่อถามว่า วันนี้ในที่ประชุมครม.ไม่มีมติเรื่อลดค่าโรงกลั่นและภาษีสรรพสามิตใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ซึ่งอย่างที่เรียนทุกอย่างจะเป็นรูปธรรมและได้รับการปฏิบัติโดยเร็วเมื่อรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภาคาดว่าใน 2-3 วันนี้

เมื่อถามต่อว่ามีการใช้อำนาจตามพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง  พ.ศ.2516 หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ในส่วนที่จำเป็นต้องใช้อำนาจของนายกฯตามพ.ร.ก.ปี 2516 อาจมีบางส่วน ซึ่งตนยืนยันว่าทางกระทรวงพลังงาน หรือรมว.คลังได้แจ้งถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ดังกล่าว ตนให้คำยืนยันว่าตนพร้อมที่จะรับผิดชอบและจะดำเนินการในอำนาจตามขอบเขตที่ตนมี ถ้าเป็นประโยชน์และเป็นการลดความเดือดร้อนของประชาชน

ครม. ไฟเขียวนโยบาย ‘อนุทิน 2’ ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนไทย

ครม. ไฟเขียวนโยบาย 'อนุทิน 2' ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนไทย

ครม. ไฟเขียวนโยบาย ‘อนุทิน 2’ ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนไทย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.55 น.

ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาล”อนุทิน 2″ ชี้ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 21.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าวันนี้ (6 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3. ด้านสังคม 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย 

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเกิดความชะงักงัน ปริมาณลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญ ความท้าทายด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และด้านความมั่นคงด้วย

โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ จะต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน ปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ โดยกลไกการบริหารราชการในรูปแบบ “Cluster” แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่

1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 

3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

4. ด้านสังคมและสวัสดิการ และ 

5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

 “ รัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จะมีการจัดทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารได้ผ่านทาง http://www.thaigov.go.th” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนติดตามการแถลงนโยบายของรัฐบาล

ครม.นัดพิเศษ เคาะ 3 กุนซือ ‘วันนอร์-เพิ่มพูน-อรรถพล’ ตั้ง ‘รัชดา’ โฆษกรัฐบาลอนุทิน 2

ครม.นัดพิเศษ เคาะ 3 กุนซือ 'วันนอร์-เพิ่มพูน-อรรถพล' ตั้ง 'รัชดา' โฆษกรัฐบาลอนุทิน 2

ครม.นัดพิเศษ เคาะ 3 กุนซือ ‘วันนอร์-เพิ่มพูน-อรรถพล’ ตั้ง ‘รัชดา’ โฆษกรัฐบาลอนุทิน 2

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.48 น.

ครม.นัดพิเศษ ไฟเขียว! ตั้ง 3 กุนซือนายกฯ “วันนอร์-เพิ่มพูน-อรรถพล” พร้อมตั้ง”รัชดา”โฆษกรัฐบาล “อนุทิน” 2 

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 21.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (6 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 4 ตำแหน่ง ได้แก่

1. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 

2. พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

3. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

4. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

อนุทิน เปิดหัว ครม.นัดพิเศษ สั่งลุยงานวันแรก ย้ำทำเพื่อประชาชน

อนุทิน เปิดหัว ครม.นัดพิเศษ สั่งลุยงานวันแรก ย้ำทำเพื่อประชาชน

อนุทิน เปิดหัว ครม.นัดพิเศษ สั่งลุยงานวันแรก ย้ำทำเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.15 น.

“อนุทิน” เปิดหัวประชุม ครม.นัดพิเศษ ขอ รมต.เข้ากระทรวงทำงานทำทันที บอกตัวเองก็ไม่ได้ดูฤกษ์ หากตัวเองอยู่ไม่ได้ รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ เข้ม รมต.ร่วมประชุม ครม.ทุกวันอังคาร ถ้ามาไม่ได้ เท่ากับทำงานให้ ปชช.ไม่ได้ ย้ำ ครม.เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีแบ่งพรรค 

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 19.48 น.ที่สันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ 

โดยก่อนเริ่มการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับครม.ชุดใหม่ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที ว่า ก่อนที่จะเริ่มประชุมตามวาระขอแสดงความยินดีกับ ครม.ทุกคนที่ได้มาทำงานร่วมกัน เป็นองค์ประกอบของครม.ในชุดนี้ ทุกคนเพิ่งได้รับพระราชทานพระราชดำรัสจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลังจากที่ได้ไปเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งการถวายสัตย์นี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้นแสดงว่า ครม.ชุดนี้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติราชการแผ่นดินต่อไป 

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า เมื่อสักครู่นี้คำถวายสัตย์ปฏิญาณที่เราทุกคนได้กล่าวต่อหน้าพระพักต์พระประมุขแห่งชาติก็ขอให้เป็นแนวทางในการทำงานในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทุกคน ครม.ชุดนี้ถือเป็นรัฐมนตรีที่ต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่วันแรกไม่มีเวลาฮันนีมูนหรือผ่านการทดลองงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราเข้ามารับภาระหน้าที่ในช่วงที่โลกทั้งโลกมีวิกฤติจากความขัดแย้งของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่า ด้วยความร่วมมือของรัฐบาลของ ครม.ทุกคนในรัฐบาลชุดนี้เราต้องแก้ไขปัญหา และลดความเดือดร้อนและทำให้ประเทศของเราได้พัฒนาต่อไปและก้าวหน้าต่อไปโดยการทำงานของพวกเราทุกคนให้ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมายร่วมกัน 

นายกฯ กล่าวว่า ครม.ชุดนี้ส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้วและหลายคนมีความอาวุโสเป็นที่เคารพของเราทุกคน และหลายคนก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังวังชาสติปัญญาที่พร้อมจะทำงานรับใช้บ้านเมืองก็ขอให้ใช้จุดแข็งต่างๆ ที่เรามีอยู่ในการที่จะทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเป็นไปด้วยประสิทธิภาพสูงสุด 

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ขอให้ถือว่าครม.นี้คือรัฐมนตรีที่เป็นชุดเดียวกันไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลถือเป็นคณะรัฐมนตรีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็น ครม.ของประชาชนคนไทย ดังนั้นการทำงานทั้งหลายพร้อมที่จะรับฟังข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะ นโยบายและการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีทุกคน เราจะไม่มีพิธีรีตองใดมากมายขอให้ทุกคนได้ทำงานด้วยความรักความสามัคคีและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งจากสถานการณ์ของประเทศไทยตอนนี้ความเป็นหนึ่งเดียวของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้จะทำให้ประเทศเราฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ในการประชุม ครม.ทุกครั้ง จะเริ่มประชุมคณะรัฐมนตรีในเวลา 10.00 น. ที่ตึกบัญชาการ ชั้น 5 หาก ครม.คนใด มีความต้องการที่จะหารือในระหว่างการประชุมกับนายกรัฐมนตรีเรื่องการแก้ไขปัญหาก็พร้อมที่จะพบกับทุกคน และพร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้เจตนารมย์บรรลุผลสำเร็จทุกประการ ขอให้คณะรัฐมนตรีทุกคนให้ความสำคัญกับการประชุม ครม.ถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการเป็นคณะรัฐบาลของเรา ตั้งแต่ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงรัฐรัฐบาลหนู 1 จะเห็นได้ว่าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะประกาศผู้ที่ลาประชุมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการประชุม ครม.ที่ครบองค์จะเกิดขึ้นเพียงแค่วันแรกจึงขอความร่วมมือกับทุกคนว่าหากเรามาประชุม ครม.ไม่ได้ก็แสดงว่าทำงานให้กับประชาชนไม่ได้ 

นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้ถือเป็นการประชุม ครม.นัดพิเศษ โดยจะร่วมกันพิจารณาร่างแถลงนโยบายของรัฐบาล ก่อนจะประสานไปยังประธานรัฐสภา ซึ่งเมื่อสักครู่ตนได้มีโอกาสพบกับประธานรัฐสภา ที่อุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งประธานรัฐสภาได้แจ้งย้ำมาว่าถ้าวันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในร่างคำแถลงนโยบายแล้ว ให้ทางเลขา ครม.ส่งเรื่องที่จะนัดประชุมรัฐสภา ไปที่สำนักงานของประธานรัฐสภาโดยทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ (7เม.ย.69) เพื่อกำหนดวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รวมถึงยังตกลงเรื่องแนวปฏิบัติต่างๆเกี่ยวกับการประชุมคณะรัฐมนตรีและการแต่งตั้งคณะข้าราชการการเมืองที่สำคัญ

นอกจากนี้จากสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบันการช่วยประหยัดพลังงานถือเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันโดยเฉพาะภาครัฐที่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน จึงได้มีข้อสั่งการก่อนหน้านี้ให้ถือปฏิบัติต่อไปว่าให้หน่วยงานภาครัฐปฏิบัติตามมติของ ครม.ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลแต่มติก็ยังมีผลอยู่ การปฎิบัติงานที่บ้าน (WFH) และ Work from Anywhere ทำงานที่ไหนก็ได้ เนื่องจากปัจจุบันพบว่ายังไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยกรณีที่หน่วยงานที่ยังไม่มีความพร้อมในระบบไอที มอบหมายให้กระทรวงดีอี สำนักงานรัฐบาลดิจิทัล (DGA) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้เป็นหน่วยงานสนับสนุนให้เกิดผล ส่วนเหตุผลที่มอบให้สำนักงานกฤษฎีการ่วมด้วยนั้นเนื่องจากสำนักงานกฤษฎีกาได้ทำสำเร็จมาหลายปีแล้ว ในเรื่องของ WFH ช่วยคำแนะนำกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้ และขอให้สำนักงบประมาณช่วยสนับสนุนงบประมาณ และให้รัฐมนตรีทุกคนช่วยกันกำกับดูแลนโยบาย WFH ได้มีผลเป็นรูปธรรม เพื่อประหยัดพลังงานและเป็นตัวอย่างที่ดีกับประชาชนต่อไป ขณะเดียวกันขอให้สำนักงานปลัดสำนักงานนายกรัฐมนตรี (สปน.) ปรับปรุงระเบียบ ว่าด้วยรถราชการที่อยู่ในความดูแลของ สปน.ให้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ปัจจุบันและอนาคตด้วย ไม่มีทางเลือกสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและไฮโดรเจนด้วย รวมถึงให้มีองค์ความรู้เพิ่มเติมโดยฝาก ให้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม ดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

ขณะที่เรื่องยาขอฝากนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมสำหรับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ หากมีปัญหาเรื่องการขนส่งยาหรือขาดแคลนยา ขอให้เตรียมความพร้อมไว้ ขอให้รัฐมนตรีเร่งแก้กฎระเบียบสำหรับยาที่ผลิตในประเทศแต่ยังไม่ได้นำออกมาใช้ ขอเร่งใช้ให้มากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ตนได้ใช้อำนาจในพระราชกำหนดขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีรวม 6 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รายงานให้กับที่ประชุมได้รับทราบ 

นอกจากนี้ได้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายเป็นผู้ชี้แจงถึง ข้อปฏิบัติของรัฐมนตรี รับทราบเนื่องจากบางคนยังไม่เข้าใจว่ายังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จนกว่าจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันพรุ่งนี้ (7เม.ย.69) ขอให้คณะรัฐมนตรีเข้ากระทรวงปฏิบัติหน้าที่ปกติ เพราะวันนี้เราได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทมาแล้ว ไม่มีพรใดหรือสิ่งใดเป็นมงคลกับพวกเรามากกว่านี้อีกแล้ว จึงอยากให้รัฐมนตรีเร่งทำงานอย่างเต็มที่และทำงานอย่างหนัก ส่วนพิธีทางศาสนาสามารถทำได้แต่ฤกษ์ที่ดีที่สุดคือฤกษ์สะดวก เพราะตนก็ไม่ได้ดูฤกษ์ หากตนอยู่ไม่ได้ก็ไม่มีใครอยู่ได้ ขอให้ทุกคนเข้ากระทรวงและทำงานกันอย่างเต็มที่ขับเคลื่อนทุกอย่างได้เลย