ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปัญหาน้ำมันแพง เป็นภัยความมั่นคงเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน แม้ ครม. ยังไม่แถลงนโยบาย

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปัญหาน้ำมันแพง เป็นภัยความมั่นคงเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน แม้ ครม. ยังไม่แถลงนโยบาย

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปัญหาน้ำมันแพง เป็นภัยความมั่นคงเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน แม้ ครม. ยังไม่แถลงนโยบาย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ปัญหา “น้ำมันแพง” เป็นภัยความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน  แม้ ครม. ยังไม่แถลงนโยบาย ควรแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

วันที่ 6 เมษายน 2569 สืบเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้นำ ครม.เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์เพื่อถวาย์สัตย์ฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรคหนึ่ง เป็นเงื่อนไขในการบังคับก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี

แต่คณะรัฐมนตรีจะมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินหรือ มีเงื่อนไขบังคับก่อน โดยคณะรัฐมนตรีจะต้องแถลงต้อง “แถลงนโยบาย” ต่อรัฐสภา จึงจะมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินได้  เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคหนึ่ง

ภาษาชาวบ้าน คือ ถวายสัตย์ฯยังไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน เป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ทำให้ประชาชนรับรู้ว่า รัฐบาลอนุทิน 2 นโยบายด้านใดบ้าง ทั้งการให้แถลงนโยบายจะต้องเป็นไปตามหลักคุ้มค่า ที่มาของงบประมาณและไม่ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ โดยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ห้ามมิให้ฝ่ายค้านลงมติไม่ไว้วางใจ

กลไกรัฐธรรมนูญ ก่อนแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี มีหลัก ย่อมมีข้อยกเว้น “ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา” หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคสอง

คำว่า “สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน” หมายความว่า ปัญหานั้น ต้องสำคัญระดับประเทศในเชิงมหภาคและจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจรอได้ หากเนินช้าจะทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย เช่น กระทบต่อความปลอดภัยของประเทศ กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น

ปัญหาด้านพลังงาน “น้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นปัญหาในเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เพราะภาคอุตสาหกรรมก็ดี ภาคประชาชนก็ดี จำเป็นต้องใช้น้ำมันในการเติมรถยนต์ รถบรรทุก ที่ใช้ในการขนส่ง บรรทุกและใช้สัญจรไปมา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลก็ดี  เบนซิล ก็ดี เป็นความจำเป็นแก่รถยนต์ที่ประชาชนที่ต้องใช้ประจำวัน การปรับราคาน้ำมันให้ราคาสูงเพิ่มขึ้น โดย คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ไม่อาจควบคุมได้ ปล่อยไห้น้ำมันลอยตัว   

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ราคาน้ำมันแพง” ทำให้มีผลกระทบต่อการดำรงชีพของพี่น้องประชาชนและภาคอุตสาหกรรมของประเทศเป็นวงกว้าง  กระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ กระทบต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศ ส่งผลทำให้ประชาชนอุปโภคและบริโภคสินค้าทุกประเภทที่มีราคาสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ประชาชนได้รับเดือดร้อนกันถ้วนหน้า แม้อ้างว่าตัวแปรเกิดจากภาวะภัยสงครามและเศรษฐกิจโลก

ภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาเพิ่ม  อยู่ในภาวะรัฐสามารถใช้กลไกในการบริหารราชการแผ่นดินกำกับควบคุมได้ และปัญหาพลังงานเชื้อเพลิง เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกรณีสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนของประเทศ ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อภาวะเศรษกิจของประเทศ อันเป็นประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคสอง เปิดช่องให้ ครม.ที่เข้ารับหน้าที่ จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ปัญหาพลังงาน “ราคาน้ำมัน” เชื้อเพลิงพุ่งเกินกว่า 50 บาท กระทบต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ใช้รถส่วนบุคคลและรถสาธารณะ ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เป็นความจำเป็นเร่งด่วน ที่รัฐบาลต้องเร่งรีบในการแก้ปัญหาโดยด่วน  อาทิ ในการตรา พรก.ในการอุ้มราคาน้ำมันและกำกับควบคุมราคาน้ำมัน หรือหาพลังงานหรือสินค้าหรือบริการทดแทนเพิ่มเติม

แม้ ครม.อนุทิน 2 กำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ภายในสัปดาห์นี้ หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐมนตรี หากเห็นว่า  หากปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวจะเพิ่มขึ้น หากปล่อยเนิ่นช้าไปจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน ไม่จำต้องรอให้แถลงนโยบายก่อนถึงจะแก้ปัญหา เพราะยิ่งปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวเพิ่มขึ้น อาจมีผลกระทบทางอ้อมในแง่การเมือง ต่อความสั่นคลอนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แม้จะเพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็ตาม

‘อนุทิน-พิพัฒน์-ยศชนัน’ นั่งรถไฟฟ้านายกฯ เข้าทำเนียบ ประชุมครม.นัดพิเศษ

'อนุทิน-พิพัฒน์-ยศชนัน' นั่งรถไฟฟ้านายกฯ เข้าทำเนียบ ประชุมครม.นัดพิเศษ

‘อนุทิน-พิพัฒน์-ยศชนัน’ นั่งรถไฟฟ้านายกฯ เข้าทำเนียบ ประชุมครม.นัดพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

อนุทิน-พิพัฒน์-ยศชนัน’ นั่งรถไฟฟ้านายกฯ เข้าทำเนียบ ประชุมครม.นัดพิเศษ

เมื่อเวลา 19.08 น.วันที่ 6 เม.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบด้วยรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว. การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นั่งรถมาคันเดียวกัน โดยเมื่อลงรถนายยศชนัน กล่าวเพียงสั้นๆว่า ”ไปรถตู้กลับรถเก๋ง“

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งอะไรกับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่บ้างนายกฯตอบเพียงสั้นๆว่า “ขอให้ดูข่าวพระราชสำนักจะละเอียดกว่า” 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นครม.ได้ทยอย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อประชุมครม. นัดพิเศษ

เปิดภาพ ครม.อนุทิน 2 ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า

เปิดภาพ ครม.อนุทิน 2 ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า

เปิดภาพ ครม.อนุทิน 2 ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.14 น.

6 เมษายน 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทั้ง 35 คน สวมเครื่องแบบปกติขาว ร่วมถ่ายภาพหมู่บริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี

นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี

นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.10 น.

นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องในวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ พ.ศ.2569 

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 16.00 น. ณ ปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ ปฐมบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องในวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ พุทธศักราช 2569 โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึง ได้ถวายความเคารพ ก่อนวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จำนวน 2 พาน ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี” เป็นอันเสร็จพิธี โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าผลัดเวรเฝ้าฯ ผลัดที่ 6 ร่วมพิธี

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัด ม.162 แก้น้ำมันแพง ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัด ม.162 แก้น้ำมันแพง ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัด ม.162 แก้น้ำมันแพง ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.42 น.

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัดอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ลุยแก้ปัญหาเร่งด่วนช่วยประชาชนโดยไม่ต้องรอแถลงนโยบาย รื้อค่าการกลั่น ซัดตัวเลข 14-17 บาท เป็นเพียงตัวเลขทิพย์ ไม่สะท้อนความเป็นจริง ยอมรับโรงกลั่นรับผลประโยชน์ส่วนเกินจริง จาก “วอร์พรีเมียม” เตรียมเจรจาดึงกำไรเดือน มี.ค.มาช่วยประชาชน พร้อมงัด พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 คุมเข้มค่าการกลั่นระยะยาว แย้ม 11 เม.ย. นี้ คลอดมาตรการอุ้มกลุ่มเปราะบาง-ขนส่ง ยัน คนละครึ่งพลัส มาแน่

6 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผย ว่า คตร.ได้ประชุมต่อเนื่อง 3 วันจนถึงคืนวันที่ 5 เม.ย.ไม่ได้เป็นการเรียกโรงกลั่นมาเพื่อต่อรองตัวเลข แต่เป็นการบังคับกางบัญชี ขอข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงและราคาขายจริงมาเพื่อคำนวณหาผลประโยชน์ส่วนเกินด้วยสูตรของรัฐเอง โดยจะนำเสนอข้อสรุปเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ในคืนนี้(6 เม.ย.)โดยถือเป็นครั้งแรกที่จะอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน ให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน  
 
       สำหรับกระแสข่าวที่ว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14-17 บาทต่อลิตรนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องเรียนว่าจริงๆ เป็นตัวเลขอ้างอิง คุยกันในที่ประชุม คตร.  เราเรียกกันว่าตัวเลขทิพย์ ที่ใช้อ้างอิงโดยไม่สะท้อนต้นทุนหรือความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันเลย ทาง คตร. จึงเตรียมเสนอให้มีการรายงานตัวเลขที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน 

นายเอกนิติ กล่าวว่าจากการเรียกตรวจสอบบัญชีต้นทุนของโรงกลั่นแต่ละแห่งอย่างละเอียด พบว่า ปัจจุบันเกิดความผิดปกติในโครงสร้างราคาจากภาวะสงคราม ทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium) น้ำมันกลายเป็นของขาดแคลนที่ใครอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายแพง ประกอบกับไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงกว่าน้ำมันดิบมาก  ทำให้ในเดือนมี.ค.จนถึงเม.ย.ที่ผ่านมา โรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกิน เกิดขึ้นจริง เนื่องจากราคาขายพุ่งสูงกว่าต้นทุน ค่าการกลั่นในปัจจุบันจึงต้องบวก War Premium เข้าไป ทำให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในอดีตที่ 2.45 บาทต่อลิตร แต่ก็ไม่ได้สูงลิ่วถึง 14-17 บาทตามที่เป็นข่าวแน่นอน  
 
       นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.ระยะอดีตเดือน มี.ค. เนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง รัฐบาลจะใช้วิธีให้กระทรวงพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อขอนำผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้มาช่วยลดภาระประชาชน คล้ายกับโมเดลในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2.ระยะอนาคต ตั้งแต่ เม.ย. เป็นต้นไปจะใช้ พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สามารถกำหนดราคาและค่าการกลั่นในอนาคตได้เลย ซึ่งนาย

เอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานจะเรียกประชุมวันที่ 7 เม.ย.นี้ โดยจะนำเอาต้นทุนที่แท้จริง ราคาขายจริง และกำไรเฉลี่ยในอดีตมาเป็นมาตรฐานในการคำนวณและกำกับดูแล
 
“จากนี้ไปการประกาศตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะต้องแยกบรรทัดให้เห็นชัดเจน ว่าส่วนใดคือ ค่าการกลั่นปกติและส่วนใดคือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยง จะเรียกเหมารวมเป็นค่าการกลั่นอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงและประชาชนไม่ตกใจ” 
 
       ส่วนเรื่องค่าการกลั่น กระทรวงพลังงานประเมินว่าค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมย้อนหลัง 5 ปี ยังอยู่ที่2.45 บาท และที่ตอนนี้ไม่สามารถกำหนดเพดานราคาค่าการกลั่นตายตัวได้เพราะโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 6 โรงกลั่นแตกต่างกันมาก เช่น มีโรงกลั่นแห่งหนึ่งเจอปัญหาน้ำมันนำเข้าติดค้างอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่สูงกว่าโรงกลั่นอื่นมาก หากรัฐบาลไปกำหนดเพดานกำไรตายตัว โรงกลั่นแห่งนี้จะขาดทุนทันที และอาจแก้ปัญหาด้วยการทิ้งน้ำมันไว้ที่เดิม ไม่ยอมนำเข้ามากลั่น ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่กว่าคือ ปัญหาน้ำมันขาดแคลน และที่ไม่ใช้ภาษีลาภลอยเพราะกระทรวงการคลังได้ศึกษาแล้วพบว่าเหมาะกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วขึ้นเลยแบบถาวร เช่น มีถนนตัดผ่านหน้าบ้านทำให้ราคาที่ดินขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวน มีขึ้นและมีลง การใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 จึงเป็นกลไกที่จัดการได้เร็วกว่าและเหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่า
 
       นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนว่า จะมีการประชุม ครม. ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว ในวันที่ 11 เม.ย. นี้ จะเน้นไปที่มาตรการแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาน้ำมันโดยตรงก่อน โดยพุ่งเป้าเยียวยาไปที่กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง เกษตรกร และชาวประมง ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิ่งเหล่านี้มีแน่ และทำแน่แต่จะยังไม่ออกในวันที่ 11 เม.ย. นี้ เพราะต้องแยกส่วนเก็บไว้ใช้เป็นกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพในระยะต่อไป เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานจะลุกลามไปถึงต้นทุนราคาสินค้าและภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแน่นอน

‘สุเทพ’ปลัดศธ. แจงยิบ โต้เพจดัง ปมรถหลวง โผล่งานวันเกิด บ้าน 200 ล้าน ยันข้อมูลเท็จ

'สุเทพ'ปลัดศธ. แจงยิบ โต้เพจดัง ปมรถหลวง โผล่งานวันเกิด บ้าน 200 ล้าน ยันข้อมูลเท็จ

‘สุเทพ’ปลัดศธ. แจงยิบ โต้เพจดัง ปมรถหลวง โผล่งานวันเกิด บ้าน 200 ล้าน ยันข้อมูลเท็จ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.38 น.

“สุเทพ” ปลัดศธ. แจงยิบ!! หลังถูกโซเชียลแฉ มีบิ๊กวิทยาลัย-ขรก. นำรถหลวงมาใช้งานเลี้ยงวันเกิดปลัด ศธ. ที่บ้านพิมานเทพ ราคา 200 ล้าน

6 เม.ย.2569 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก Suthep Kaengsanthai ระบุว่า 

ตามที่มีข่าวเผยแพร่จากเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับตัวผม 

ผมขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1. กรณีงานวันเกิด  

โดยปกติผมไม่ได้มีการจัดงานวันเกิด แต่ในปีนี้มีน้อง ๆแจ้งว่าจะมารับประทานอาหารร่วมกันที่บ้าน โดยระบุว่าจะมีประมาณ 10–20 คน ผมจึงยินดีในฐานะเจ้าบ้าน และตั้งใจจะสั่งอาหารทั่วไปมารับประทานกันตามปกติ  

อย่างไรก็ตาม ขณะผมปฏิบัติงานอยู่ที่สำนักงาน ผู้จัดได้มีการเตรียมงานเพิ่มเติมโดยผมไม่ทราบล่วงหน้า เมื่อผมกลับถึงบ้านจึงพบว่ามีการจัดสถานที่ เวที และเครื่องเสียง ซึ่งผมได้สอบถามและได้รับแจ้งว่า เป็นของส่วนบุคคลนำมาร่วมกัน โดยผมมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด

2. กรณีผู้มาร่วมงาน  

ผมไม่ได้เป็นผู้เชิญหรือผู้สั่งการให้บุคคลใดมาร่วมงาน การเข้าร่วมเป็นไปในลักษณะการบอกต่อกันเองของผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกัน เมื่อผมกลับมาถึงจึงทราบว่ามีผู้มาร่วมงานจำนวนมากกว่าที่คาดไว้  

ทั้งนี้ ผมไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางหรือการดำเนินการของผู้มาร่วมงาน และหากมีบุคคลใดดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมาย ย่อมเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้น

กรณีการใช้ทรัพยากรของทางราชการผมขอยืนยันว่า ผมมิได้มีการสั่งการ อนุญาต หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำทรัพยากรของทางราชการมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด

3. กรณีทรัพย์สิน  

บ้านพักดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ซึ่งได้มาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน ซึ่งบ้านแท้จริงมีมูลค่า 8.4 ล้าน และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระโดยผ่านการหักจากบัญชีเงินเดือนทุกเดือน โดยผมได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน  ราคา และหลักฐานการได้มา ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วตามหน้าที่ที่ต้องยื่น 

ดังนั้นการลงข้อมูลเผยแพร่ของเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย กล่าวอ้างว่าบ้านดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่า 200 ล้าน จึงเป็นข้อมูลเท็จ

จึงขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือในการใช้วิจารณญาณในการรับและเผยแพร่ข้อมูล หากมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงจนก่อให้เกิดความเสียหายผมจำเป็นต้องดำเนินการใช้สิทธิตามกฏหมายในการปกป้องตนเอง

ขอบคุณครับ

สุเทพ  แก่งสันเทียะ

‘ฝนหลวงฯ’เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน’เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย’ ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

'ฝนหลวงฯ'เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน'เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย' ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

‘ฝนหลวงฯ’เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน’เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย’ ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

วันที่ 6 เมษายน 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากที่เมื่อวานนี้ (5 เม.ย. 2569) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ ส่งเครื่องบิน 7 ลำ ปฏิบัติการเช้า-บ่าย เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้กับพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งผลหลังการปฏิบัติการพบว่ามีฝนตกบริเวณ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ อ.ลี้ จ.ลำพูน และ อ.เถิน จ.ลำปาง โดยช่วงเช้าที่ผ่านมายังได้รับการรายงานจากอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ จ.ลำพูน เพิ่มเติมด้วยว่า มีฝนตกบริเวณ ต.นาทราย ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง วัดปริมาณน้ำฝนได้ประมาณ 10-20 มิลลิเมตร รวมถึง ค่าคุณภาพอากาศหลังปฏิบัติการระบายฝุ่นละออง ณ เวลา 17.00 น. จ.เชียงใหม่ วานนี้มีค่า AQI 162 (สีแดง) จากช่วงเช้าในเวลา 08.00 น. ที่มีค่า AQI 228 (สีม่วง) ซึ่งทำให้ค่าคุณภาพดีขึ้น

สำหรับในเช้าวันนี้ ค่าคุณภาพอากาศของ จ.เชียงใหม่ ณ เวลา 08.00 น.มีค่า AQI 190 อยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) จึงสั่งการให้หน่วยฯ จ.เชียงใหม่ วางแผนปฏิบัติการ อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 10.30 น. ได้แก่ เครื่องบิน CN 2221 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA 1541 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.ลี้ จ.ลำพูน เครื่องบิน CASA 1545 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ต่อจากนั้นเวลา 10.45 น. เครื่องบิน CASA 1544 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA 1547 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ – อ.เมืองจ.แม่ฮ่องสอน และเครื่องบิน L2611 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน – อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งผลปฏิบัติการ

ทั้งนี้ จากข้อมูลดาวเทียมและเรดาร์เมื่อเวลา 12.00 น. พบว่า เริ่มมีเมฆก่อตัว โดยจะวางแผนปฏิบัติการเลี้ยงเมฆต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีฝนบริเวณพื้นที่อ.อมก๋อย อ.แม่แจ่ม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อ.ขุนยวม อ.ปาย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน อ.เชียงคาย จ.เลย อ.พาน จ.เชียงราย

โดยต่อมาในช่วงบ่ายได้ติดตามสภาพอากาศและวางแผนทำงานต่อเนื่องอีก 8 เที่ยวบิน ในเวลา 14.30 น. โดยใช้เครื่องบิน CASA ลำที่ 1 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ และ อ.แม่สรวย – อ.เมือง จ.เชียงราย เครื่องบิน CASAลำที่ 2 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน – อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เครื่องบินL410 ลำที่ 1 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน L410 ลำที่ 2 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และในเวลา 15.00 น. จะใช้เครื่องบิน CN 1 ลำ ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA ลำที่ 1ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.ลี้ จ.ลำพูน และเครื่องบิน CASA ลำที่ 2 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ หวังผลปฏิบัติการจากการเลี้ยงเมฆให้พัฒนาตัวเพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดฝนตกในพื้นที่เป้าหมายเย็นวันนี้

– 006

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง ‘ชันโรง’ ออเดอร์ทะลัก-ผลผลิตไม่พอขาย

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง 'ชันโรง' ออเดอร์ทะลัก-ผลผลิตไม่พอขาย

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง ‘ชันโรง’ ออเดอร์ทะลัก-ผลผลิตไม่พอขาย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ทองคำสีอำพัน! เกษตรกรตรังโชว์เลี้ยง ‘ชันโรง’ พันธุ์ขนเงิน เก็บน้ำผึ้งเดือน 5 ขายดีซีซีละ 1.50 บาท ออเดอร์ทะลักข้ามปี-ผลผลิตไม่พอขาย

วันที่ 6 เม.ย. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ หมู่ที่ 3 ต.บางเป้า อ.กันตัง จ.ตรัง นายอับดลรักหีม อวนข้อง เกษตรกรวัย 59 ปี ประสบความสำเร็จในการใช้พื้นที่ว่างรอบบ้านเลี้ยง ‘ผึ้งจิ๋ว’ หรือ ‘ชันโรง’ (ภาษาใต้เรียก ‘อุง’) พันธุ์ขนเงิน เพื่อเก็บน้ำผึ้งคุณภาพสูงจำหน่าย โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงหน้าแล้งที่น้ำผึ้งมีความเข้มข้นสูงสุด หรือที่เรียกว่า ‘น้ำผึ้งเดือน 5’

นายอับดลรักหีม เปิดเผยว่า น้ำผึ้งชันโรงที่ได้จะมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ คือหวาน หอม และอมเปรี้ยวเล็กน้อย เนื่องจากผึ้งไปเก็บเกสรจากดอกมะพร้าว ดอกปาล์ม และดอกไม้ในป่าชายเลนข้างบ้าน ซึ่งน้ำผึ้งชนิดนี้มีราคาสูงกว่าน้ำผึ้งทั่วไปถึง 2 เท่า เพราะชันโรงมีขนาดเล็ก น้ำหวานน้อย และหาแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ยาก ปัจจุบันตนจำหน่ายในราคา ซีซีละ 1.50 บาท (หรือขวดละ 100-1,200 บาทตามขนาด) โดยใน 1 กล่องจะเก็บน้ำผึ้งได้ประมาณ 300-400 ซีซี ซึ่งตอนนี้มียอดจองล่วงหน้าจากลูกค้าจนผลิตไม่ทันขาย

สำหรับชันโรงเป็นผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน ไม่ดุร้าย จึงปลอดภัยต่อผู้เลี้ยงและคนในครอบครัว นอกจากจะช่วยผสมเกสรเพิ่มผลผลิตให้พืชสวนแล้ว น้ำผึ้งชันโรงยังมีสรรพคุณทางยาสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำผึ้งทั่วไป ช่วยบำรุงผิวพรรณ รักษาอาการหอบหืด สมานแผล และเป็นแหล่งโพรไบโอติกที่ดีต่อลำไส้ ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มผู้รักสุขภาพ

จากการเลี้ยงชันโรงมากว่า 5 ปี ปัจจุบันมีมากกว่า 60 กล่อง สร้างรายได้จากการขายน้ำผึ้งไม่ต่ำกว่าปีละ 50,000 บาท นอกจากนี้นายอับดลรักหีมยังขยายพันธุ์ขายกล่องเลี้ยงพร้อมพ่อแม่พันธุ์ในราคาชุดละ 1,000 บาท หรือกล่องเปล่ากล่องละ 120 บาท ซึ่งการเลี้ยงใช้เวลาเพียง 3-4 เดือนก็เริ่มเก็บผลผลิตได้ แต่หากเลี้ยงครบ 1 ปีจะยิ่งได้ปริมาณน้ำผึ้งที่มากขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาดูงานหรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่ เฟซบุ๊ก: Tingaoun Kong (ติ่ง อวนข้อง) หรือโทรศัพท์ 084-8379369

ดานอนขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความตระหนักรู้ ไขข้อข้องใจด้านสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเด็กผ่าคลอด

ดานอนขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความตระหนักรู้ ไขข้อข้องใจด้านสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเด็กผ่าคลอด

ดานอนขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความตระหนักรู้ ไขข้อข้องใจด้านสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเด็กผ่าคลอด

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ด้วยอัตราการคลอดบุตรด้วยการผ่าคลอด (C-section) ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 40.9% ของการคลอดทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำไว้ที่ 10–15% ดานอนจึงจัดกิจกรรม “เดือนรณรงค์การตระหนักรู้ เกี่ยวกับการผ่าคลอด” หรือ “C-Section Awareness Month” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2  โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ พร้อมนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับความท้าทายด้านสุขภาพของระบบทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน ที่เด็กผ่าคลอดอาจต้องเผชิญ โดยโครงการดังกล่าวยังมุ่งช่วยคลายความไม่สบายใจของคุณแม่ผ่าคลอดจำนวนมาก ซึ่งมักกังวลว่าบุตรหลานอาจมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอกว่า หรือ พัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กที่คลอดตามธรรมชาติ

แม้ว่าการผ่าคลอดจะเป็นวิธีที่จำเป็นทางการแพทย์และสามารถช่วยชีวิตได้ในหลายกรณี แต่กระบวนการดังกล่าวอาจทำให้ทารก ไม่ได้รับแบคทีเรียที่มีประโยชน์จากแม่ในช่วงแรกของชีวิต ซึ่งตามปกติจะถ่ายทอดผ่านกระบวนการคลอดแบบธรรมชาติ การขาดกระบวนการส่งต่อจุลินทรีย์ตามธรรมชาตินี้ อาจส่งผลให้จุลินทรีย์ในลำไส้ช่วงแรกเริ่มไม่สมดุล และมีงานวิจัยชี้ว่าอาจส่งผลต่อการพัฒนาการของสมองในระยะเริ่มต้น

รศ. ร.อ. นพ. มานพชัย ธรรมคันโธ, รศ. นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์, ภกญ. วิรัชดา สุทธยาคม และ เย-เวียน

นมแม่ ถือเป็นแหล่งโภชนาการที่ครบถ้วนสำหรับเด็กทารกรวมถึงทารกผ่าคลอดในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งรวมถึงซินไบโอติก (Synbiotic) ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ซึ่งเป็นรากฐานภูมิต้านทานของเด็กผ่าคลอดที่แข็งแรงในอนาคต และนอกจากนั้น ยังมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดที่นำเสนอข้อมูลที่สร้างความมั่นใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ โดยพบว่า ซินไบโอติก ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างพรีไบโอติกส์และโพรไบโอติกส์ ร่วมกับ Bifidobacterium breve สามารถช่วยฟื้นฟูสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ของเด็กผ่าคลอดได้ นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า ซินไบโอติกไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อร่างกายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังให้ประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อเนื่อง

ทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์เบื้องหลัง

โดยปกติแล้ว เมื่อทารกคลอดตามธรรมชาติ เด็กจะได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จากแม่โดยอัตโนมัติ ซึ่งเปรียบเสมือนชุดเริ่มต้น (Starter Pack) สำหรับการสร้างพื้นฐานของระบบลำไส้และภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ในทางกลับกัน เด็กที่เกิดจากการผ่าคลอดอาจพลาดโอกาสในการรับจุลินทรีย์ตามธรรมชาตินี้ไปบางส่วน ส่งผลให้การเติบโตของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งนั้นล่าช้าออกไป

ซึ่งผลงานวิจัยที่กล่าวถึงข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ซินไบโอติกสามารถช่วยสร้างสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ในเด็กกลุ่มนี้ได้ โดยพบว่ามีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น

เพราะเหตุใดเรื่องนี้จึงสำคัญต่อครอบครัวในยุคปัจจุบัน

อัตราการผ่าคลอดทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจาก 7% ในปี 1990 มาอยู่ที่ 21% ในปัจจุบัน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึง 29% ภายในปี 2030 ซึ่งแนวโน้มนี้ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุของคุณแม่ที่มากขึ้นและการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (IVF) มากขึ้น เมื่อคุณแม่ที่จำเป็นต้องผ่าคลอดมีจำนวนมากขึ้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของโภชนาการที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบลำไส้และภูมิคุ้มกันของเด็กได้อย่างไร จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ:ด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กผ่าคลอด

ในงานเสวนาทางวิชาการด้านสุขภาพ “ฉลาดรอบด้าน ภูมิต้านทานพร้อม เพื่อเด็กผ่าคลอด” ซึ่งจัดขึ้นโดยดานอน ภายใต้โครงการ C-Section Awareness Month โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กผ่าคลอด รวมถึงบทบาทของโภชนาการที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ในการช่วยส่งเสริมสุขภาพระบบทางเดินอาหารและภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

รองศาสตราจารย์ เรือเอก นายแพทย์มานพชัย ธรรมคันโธ รองประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และนายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์การผ่าคลอดที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย โดยอ้างอิงข้อมูลในปี 2565 พบว่ามีอัตราการผ่าคลอดสูงถึง 40.9% (Multiple Indicator Cluster Survey 2022) เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีรายงานการผ่าคลอดอยู่ที่ประมาณ 35% ซึ่งการผ่าคลอดส่งผลให้เกิดการเสียสมดุลของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ของทารกในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต อันเป็นช่วงเวลาสำคัญในการวางรากฐานของพัฒนาการทุกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิต้านทานและสมอง จากการศึกษาซี่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหลายประเทศทั่วโลกพบว่าการผ่าคลอดส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในการบรรยายครั้งนี้ยังได้นำเสนอแนวทางที่ช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กผ่าคลอด โดยเน้นย้ำว่านมแม่ยังคงเป็นโภชนาการที่ดีที่สุดเพราะหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของนมแม่คือซินไบโอติกที่ช่วยคืนสมดุลจุลินทรีย์สุขภาพ

อีกทั้ง ยังได้นำเสนองานวิจัยของการเสริมซินไบโอติกในเด็กผ่าคลอด พบว่า ช่วยส่งเสริมภูมิต้านทานได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ และช่วยลดความเสี่ยงต่อ 5 โรคที่พบบ่อย และงานวิจัยที่ตีพิมพ์ล่าสุดยืนยันอีกว่าการเสริมซินไบโอติกให้ผลในการคืนสมดุลจุลินทรีย์สุขภาพได้ยาวนานต่อเนื่องแม้จะหยุดการเสริมแล้วก็ตาม   โดยกล่าวปิดท้ายถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นรากฐานของพัฒนาการของเด็กรวมถึงการพัฒนาสมองและการเรียนรู้

ด้าน รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ นายกสมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก กล่าวเสริมจากมุมมองของพัฒนาการเด็กว่า การพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิตจะส่งผลต่อการพัฒนาสมองด้วยหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือการมีสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ การพัฒนาสมองและระบบประสาทยังสำคัญต่อศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กซึ่งสามารถเสริมสร้างร่วมกันได้ด้วยโภชนาการที่เหมาะสม ควบคู่กับการเลี้ยงดูผ่านการกระตุ้นพัฒนาการตามวัย โภชนาการที่เหมาะสมจำเป็นต้องอาศัยสารอาหารหลากหลายอย่างสมดุลทำงานร่วมกัน ไม่เพียงสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น สารอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสารอาหารที่พบได้ในนมแม่ อาทิ DHA, โอเมก้า 3, 6 และ 9, สฟิงโกไมอีลิน (Sphingomyelin), ทริปโตเฟน (Tryptophan) และวิตามินบี 12  

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ พงษ์ศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาทของบุคลากรทางการแพทย์และคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อความสำเร็จแห่งอนาคตในรูปแบบที่เด็กเลือกเองว่า ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เด็กจำเป็นต้องมีทักษะที่หลากหลายรอบด้าน นอกเหนือจากความฉลาดทางสติปัญญา หรือ IQ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเข้าสังคมและการปรับตัว หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะทำงานร่วมกับการได้รับโภชนาการและพันธุกรรมที่ได้รับจากพ่อแม่ คือการเลี้ยงดูลูกของคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ที่ควรปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเช่นกัน  คุณพ่อคุณแม่สมัยใหม่ในยุค AI ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลงมือทำและสำรวจสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การคิดวิเคราะห์ วางแผนและแก้ปัญหา รวมถึงส่งเสริมให้ลูกคิดนอกกรอบและสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ นอกจากนั้นการสอนให้ลูกเข้าใจและจัดการอารมณ์ตนเอง พร้อมเข้าใจผู้อื่น ก็เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจมากขึ้น รวมถึงการสอนและฝึกฝนให้ลูกรู้จักยืดหยุ่น ปรับตัว ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมที่ตนเองเคยชิน พร้อมเรียนรู้จากความล้มเหลวและเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป  

ดานอนตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพเด็กผ่าคลอด

ในฐานะผู้นำด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพ ในปีนี้ ดานอนจึงได้เดินหน้าจัดโครงการ “เดือนรณรงค์การตระหนักรู้ เกี่ยวกับการผ่าคลอด” หรือ “C-Section Awareness Month” ในประเทศไทยเป็นปีที่สอง โดยร่วมมือกับ สมาคมพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเด็กผ่าคลอดอย่างรอบด้าน

ภายในงานเสวนาวิชาการครั้งนี้ ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกว่า 300 คน อาทิ กุมารแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการดูแลสุขภาพและพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยแรกเริ่มของชีวิต

เภสัชกรหญิง วิรัชดา สุทธยาคม ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการเพื่อสุขภาพ ดานอน ประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กล่าวว่า “ดานอน สนับสนุนการศึกษาวิจัยและมุ่งทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์และชุมชนในการให้ความรู้ในด้านโภชนาการเพื่อส่งมอบสุขภาพที่ดีให้แก่เด็กๆ ทั้งในด้านพัฒนาการสมองและภูมิต้านทานที่แข็งแรง ผ่านหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้และเครื่องมือติดตามสุขภาพภูมิคุ้มกันบนเว็บไซต์ เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของโภชนาการ รวมถึงการเปิดสายด่วนสำหรับคุณพ่อคุณแม่ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คุณแม่ไม่ต้องเผชิญกับข้อสงสัยในการเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง”

‘ของดี วิถีนนท์’ Cultural Product of Thailand 2026 ยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยสู่ตลาดสมัยใหม่

‘ของดี วิถีนนท์’ Cultural Product of Thailand 2026 ยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยสู่ตลาดสมัยใหม่

‘ของดี วิถีนนท์’ Cultural Product of Thailand 2026 ยกระดับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยสู่ตลาดสมัยใหม่

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จังหวัดนนทบุรี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี จัดงาน ของดี วิถีนนท์ Cultural Product of Thailand 2026 ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (Cultural Product of Thailand : CPOT) โดยมี นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานเปิดงาน ณ ลานโปรโมชัน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จ.นนทบุรี

การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ที่มุ่งเน้นการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยของจังหวัดนนทบุรี เพิ่มมูลค่าและเปิดโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการ สร้างรายได้แก่ประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ โดยต่อยอดจากอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานพบกับ การจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยกว่า 60 ร้านค้า จากผู้ประกอบการในจังหวัดนนทบุรี พร้อมกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเยาวชน นิทรรศการให้ความรู้ อาทิ ชุดไทยพระราชนิยม ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม หรือ CPOT (ซี-พอท) ฯลฯ

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี เผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ และสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน จึงอยากเชิญชวนประชาชนมาร่วมชม ชิม ช้อป และสนับสนุนผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย ภายในงาน “ของดี วิถีนนท์” Cultural Product of Thailand 2026 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 7 เม.ย.69 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์เกต จ.นนทบุรี รายละเอียดเพิ่มเติม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนนทบุรี โทร 0 2580 1348