บรรยากาศ ไอลอว์ ชุมนุมจี้ กกต.สั่งฟ้อง 229 โยงฮั้ว สว. หน้าหอศิลป์ฯ

13 กันยายน 2569 เวลา 18:21 น.

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่บริเวณหอศิลปวัฒนธรรม แห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กทม. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw-ไอลอว์) ได้รวมตัวจัดกิจกรรมชื่อว่า “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” แสดงพลังครั้งสุดท้ายก่อน กกต. ลงมติคดีโกงเลือก สว. กับข้อเรียกร้องเดียว “สั่งฟ้อง 229” ผู้ต้องหา ไม่มีข้อยกเว้น โดยมีกลุ่มมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมและฟังการปราศรัย รวมกว่า 500 คน โดยมีทั้งนักการเมือง และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง มาเข้าร่วม หลากหลายท่าน อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคประชาชน, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย และอีกหลายท่าน

โดยบรรยากาศบริเวณหน้าหอศิลป ฯ ได้มีการโชว์ผังความเชื่อมโยงคดีโกง สว. ทั้ง 229 คนและกิจกรรมแปลอักษรเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เป็นตัวเลข 229 นอกจากนี้ยังได้มีกิจกรรมแสดงดนตรี จากวงต่าง ๆ วงสามัญชนและโมกศลาร์

ขณะที่ด้านการดูแลความปลอดภัย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต. อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน ลงพื้นที่ตรึงกำลังโดยรอบบนสกายวอล์ก ห้างมาบุญครอง เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของการจัดกิจกรรมการชุมชน ซึ่งเป็นไปอย่างสงบ

อินฟลูฯ เรียงหน้าซัด “พรรคเศรษฐกิจ” หลังปั่นปมใช้หนี้ แทนเขมร 31 ล้าน เอาหล่อ

13 กันยายน 2569 เวลา 17:55 น.

จากกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 31.2 ล้านบาท โดยมีการปั่นพาดหัวข่าวในลักษณะที่ว่า “รัฐบาลนำเงินภาษีไปมอบให้ประเทศกัมพูชา” ประเด็นดังกล่าวได้ถูกนำไปขยายผลทางการเมืองอย่างดุเดือด โดยเฉพาะจาก “พรรคเศรษฐกิจ” ที่ออกมาระบุว่าพยายามยับยั้งงบก้อนนี้แต่ไม่สำเร็จ จนถึงขั้น ส.ส. ของพรรคออกมายกมือไหว้ขอโทษประชาชน ล่าสุด กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และนักวิเคราะห์การเมืองหลายท่านทนไม่ไหว ต้องออกมาเปิดข้อมูลเชิงลึก พร้อมเรียงหน้าวิจารณ์การทำงานของพรรคการเมืองดังกล่าวอย่างดุเดือด ว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริง มุ่งหวังเพียงผลทางการเมือง โดยละทิ้งความรับผิดชอบต่อเครดิตของประเทศชาติ

จุดเริ่มต้นดราม่า “พรรคเศรษฐกิจ” ยืดอกขอโทษ อ้างตัดงบไม่สำเร็จ

ต้นตอของเรื่องนี้เกิดจาก “พรรคเศรษฐกิจ” นำโดย ส.ส.คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค พร้อม ส.ส. อีก 2 คน ออกมาแถลงขอโทษประชาชนที่พยายามตัดงบ 31.2 ล้านบาทในการช่วยภาระดอกเบี้ยกัมพูชาแต่ไม่สำเร็จ โดย ส.ส.คริส ระบุว่า ในวันที่คนไทยเดือดร้อน ทำไมต้องเอาเงินภาษีไปแบกภาระให้เพื่อนบ้าน พร้อมทิ้งท้ายอย่างหล่อๆ ว่า ถ้าวันนี้คนไทยยังไม่อยู่ดีกินดี ถ้าวันนี้คนไทยยังไม่มีเงินเรียนหนังสือ เราจะเอาเงินที่เราเกือบจะไม่มี ไปให้ประเทศเพื่อนบ้าน ผมว่ามันบ้าจริง ๆ… ประชาชนไม่ยอมแพ้ พรรคเศรษฐกิจก็ไม่ยอมแพ้”

ตอกหน้าคนผิด ความจริงคือสัญญาหนี้ ไม่ใช่เงินแจกเขมร

หลังการแถลง โลกออนไลน์ลุกเป็นไฟ อินฟลูเอนเซอร์และนักวิเคราะห์ต่างกางความจริงฟาดกลับ

  • เฟซบุ๊ก Sema Loveking: ซัดแรงว่างบก้อนนี้คือการชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยตามพันธะเดิมของ EXIM Bank พร้อมตอกกลับพวกปั่นข่าวเฟกว่า พูดอย่างนี้จะดีต่อประชาชนที่ไม่ได้รู้ข้อมูล และจะแฟร์ต่อรัฐบาล คนที่ไม่ฉลาด จะได้ฉลาด ไม่โดนจูงจมูกได้ง่ายๆ
  • เฟซบุ๊ก พีระชาติ อินตา ย้ำว่าเงินก้อนนี้ไม่ใช่การหยิบเงินสดไปแจกเขมร พร้อมขยี้ปม ความย้อนแย้ง” ว่า ส.ส. พรรคยกมือไหว้ขอโทษที่ตัดงบไม่ได้ แต่พอดูรายงานโหวต พรรคเศรษฐกิจกลับ ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณทั้งฉบับ” จึงตั้งคำถามว่า เมื่อพรรคเห็นว่างบก้อนนี้ไม่เหมาะสม เหตุใดจึงลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณทั้งฉบับ? นี่คือความย้อนแย้งที่ควรถูกอธิบาย”

หายนะ Cross-Default ถ้าระงับจ่าย ไทยนั่นแหละที่จะพังพินาศ

ข้อเสนอให้รัฐบาล “ระงับการจ่ายเงิน” ถูกวิจารณ์ยับเยินว่าชี้โพรงให้กระรอกและเสี่ยงทำประเทศฉิบหาย:

  • เฟซบุ๊ก กวีเหลวไหลแท้ ชี้ว่าหากบ้าจี้ทำตาม จะเกิดภาวะผิดนัดชำระหนี้ (Cross-Default) เขมรจะใช้อ้างไม่จ่ายหนี้ที่เหลือได้ทันที เครดิตประเทศตก ภาระดอกเบี้ยพุ่ง พร้อมสับแหลกว่า เพื่อปั่นกระแสหาเสียง ประเทศจะชิบหัยอย่างไรพรรคเศรษฐกิจไม่เกี่ยว… โชคดีที่พรรคนี้มี ส.ส. ไม่กี่คน แค่เอามาปั่นหาเสียงจากประชาชนที่ตามไม่ทัน”
  • เฟซบุ๊ก Wanwichit Boonprong ฟาดแรงถึงกรรมาธิการงบประมาณว่า หาก ไร้สติ” ไปตัดงบก้อนนี้ กัมพูชาจะฉวยโอกาสชักดาบทันที แถมจะเอาไปฟ้องนานาชาติว่าไทยกลั่นแกล้ง พร้อมทิ้งท้ายแทงใจดำว่า รักชาติอย่างมีสติ แต่อย่าเล่นการเมืองโหนกระแสเพื่อทำลายผลประโยชน์ของชาติเลยนะครับ”
  • เฟซบุ๊ก Nitipat Bhandhumachinda: เปรียบเทียบเจ็บๆ ว่าทำแบบนั้นคือการเบี้ยวหนี้ธนาคารตัวเอง ถ้าเราดันทะลึ่งไปเบี้ยวหนี้… ก็จะกลายเป็นว่าเราเบี้ยวหนี้กับธนาคาร เสียชื่อเสียเครดิตให้เขานินทากันไปทั้งโลก ..อย่าได้คิดกระทำโดยเด็ดขาด”

สวนกลับพรรคเศรษฐกิจ แสดงละครเอาหล่อ

นอกจากเรื่องข้อเท็จจริงแล้ว พฤติกรรมทางการเมืองก็ถูกรุมสับ เฟซบุ๊ก Tee Nop เดือดจัด โพสต์ตอบกลับว่าข่าวนี้เข้าทางคนชั่วที่เอามาเล่นต่อจนไฟลามทุ่ง พร้อมวิจารณ์อย่างร้อนแรงว่า สิ่งที่พรรคเศรษฐกิจ ทำนั้น กำลังสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้แก่รัฐบาล มันเป็นการแสดงละครเอาหล่อแบบหน้าด้านๆ ชั่วช้า โดยที่ลืมตัวว่าตัวเองเป็นพรรคร่วม”

บทสรุป ท้าชนคนจับโป๊ะ งานนี้ใครจะอยู่ใครจะไป?

แม้จะโดนกระแสสังคมและผู้รู้จริงรุมสับอยากมากมายแต่ล่าสุด พรรคเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าสู้กระแส โพสต์ข้อความท้าทายกลับอย่างดุเดือดว่า ใครก็ตามที่หาว่า #พรรคเศรษฐกิจ กุข่าว ส.ส.คริส ยินดี ดีเบทพร้อมเปิดเอกสาร ทุกรายการ!”

จากดราม่างบประมาณ ลุกลามกลายเป็นการเปิดหน้าชนทางการเมือง ท่ามกลางเดิมพันคือเครดิตของประเทศชาติและความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง งานนี้ต้องดูกันต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาขึ้นเวทีดีเบต พรรคเศรษฐกิจจะงัดหลักฐานอะไรมาสู้ และมหากาพย์บิดเบือนข้อมูลครั้งนี้จะจบลงอย่างไร!

เท้ง ลั่นของขวัญวันเกิด อนุทิน ดีที่สุด คือเรียกร้อง กกต. สั่งฟ้อง 229 ราย โยง ฮั้ว สว. ส่งศาลล้างครหา

13 กันยายน 2569 เวลา 17:16 น.

เท้ง ส่งสาส์นแฮปปี้เบิร์ธเดย์ถึง อนุทิน ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด คือ นายกฯ-ภูมิใจไทย แสดงจุดยืนเรียกร้อง กกต. สั่งฟ้อง 229 ราย โยง ฮั้ว สว. ให้ศาลตัดสิน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ-ล้างข้อครหา เมิน ภูมิธรรม ย้อนหากวันนั้นเลือกนายกฯ จาก เพื่อไทย ทุกอย่างจบไปแล้ว ชี้ไม่อยากให้มองแค่เจาะจงพรรคใดพรรคหนึ่ง ทุกคนมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ปลุกชวน ปชช. ออกมาแสดงพลังโค้งสุดท้ายก่อนชี้ชะตา ให้ องค์กรอิสระ ทําหน้าที่ตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กทม. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมกิจกรรมเดินขบวนรณรงค์จากสำนักงานไอลอว์ ย่านลาดพร้าว มาจนถึงหอศิลปกทม. เมื่อช่วงเวลาประมาณ15.00น. เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)วินิจฉัยส่งคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วสว. ไปยังศาลฎีกา ในวันพรุ่งนี้(14ก.ย.) ซึ่งจะมีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลข ไม่เปิดเผยรายชื่อว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้วันนี้ประชาชนออกมารวมตัวกัน ซึ่งตนและเพื่อน สส.ที่มาวันนี้ก็มาในฐานะประชาชนเช่นเดียวกัน ไม่ได้มาในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการเรียกร้องในตอนนี้คืออยากให้องค์กรอิสระอย่าง กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เปิดเผยข้อมูลที่มีความโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่น ดังนั้นคำวินิจฉัยของ กกต.จะออกมาเช่นไร อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าความโปร่งใสเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เมื่อถามถึง กรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.มหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นเอ็กซ์ (X) ระบุว่าหากพรรคประชาชนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เรื่องเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. จบไปนานแล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนขอย้ำอีกครั้งว่าทุกวันนี้สิ่งที่พวกเรากำลังส่งเสียงเรียกร้อง ไม่ได้ออกมาเรียกร้องในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง และไม่ได้เรียกร้องต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เราออกมาเรียกร้องเพราะเราต้องการการตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชนที่มีความเชื่อมั่นเชื่อถือได้ หนึ่งในนั้นคือการทำหน้าที่ของ กกต.อย่างตรงไปตรงมา

”ทุกวันนี้หลักฐานที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทุกคนเห็นแล้วว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระบวนการฮั้ว สว.มันมีการโกง ดังนั้น สำหรับผมสิ่งที่ กกต.มีเหลืออยู่ และทำได้คือส่งทั้ง 229 รายชื่อไปให้ศาลเป็นคนตัดสินว่าใครถูกใครผิด“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มองกรณีที่นายภูมิธรรมออกมาโพสต์อย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้ไปมองว่าประเด็นที่มีการโต้ตอบกันในวันนี้เป็นการเรียกร้องกันระหว่างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง วันนี้เรามาในฐานะประชาชน ประชาชนมีสิทธิเต็มที่ที่จะออกมาแสดงพลังของตัวเองในการส่งเสียงเรียกร้องให้ กกต.ทำหน้าที่ตัวเองตรงไปตรงมามากที่สุด

เมื่อถามถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่าคดีฮั้วสว. มีความจงใจล้มพรรคภูมิใจไทย และจะมีการเอาผิดกับคนที่ปล่อยข้อมูลคดีดังกล่าว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พื้นที่ในการพิสูจน์ตัวเองให้ดีที่สุดสำหรับตน องค์กรที่จะมีอำนาจชี้ขาดว่าใครถูกหรือใครผิดคือศาล ดังนั้น วันนี้ไม่ว่าจะเป็นใครโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย กำลังจะบอกว่ามีการกล่าวหาว่าเขาไม่ได้ทำแบบนั้นจริง ตนคิดว่าวิธีการเดียวคือการแสดงความบริสุทธิ์ใจ ออกมาแสดงจุดยืนว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ศาลเป็นคนตัดสิน จะสิ้นข้อสงสัยมากที่สุด

เมื่อถามว่า หากวันที่ 14ก.ย.นี้ กกต. ไม่ส่งรายชื่อทั้ง 229 ไปยังศาล จะดำเนินการอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้เรายังเหลือเวลากันอีกไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่ กกต. จะมีมติประมาณช่วง 10.00 น. และแถลงในช่วงบ่าย จึงอยากให้ประชาชนทุกคนมารวมตัวกันมาแสดงพลังกัน ใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเองที่ได้รับรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ในการเรียกร้องให้องค์กรอิสระอย่าง กกต.ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด อย่าปล่อยให้วิธีการโกงที่ใหญ่มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สามารถถูกเป่าออกไปได้ โดยที่ไม่ต้องมีใครถูกรับผิดชอบในเรื่องนี้

เมื่อถามว่า ถ้าหาก กกต. สั่งฟ้อง สว. ไม่ถึง 10 คน อย่างที่คาดการไว้ จะทำอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การใช้อำนาจหน้าที่
ของ กกต. ก็ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเอง แต่วันนี้อย่าเพิ่งมองไปไกลขนาดนั้นเลย วันนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ก็อยากจะส่งเสียงเรียกร้องอีกครั้ง ให้ประชาชนที่อยู่บริเวณหอศิลป์ฯ แห่งนี้ หรืออยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เดินทางมารวมตัวกันที่นี่ มาเพื่อแสดพลังของตัวเอง ให้ กกต.ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า วันนี้เป็นวันเกิดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ​ในโอกาสวันเกิดของนายกฯ หากวันนี้นายกฯ มองว่าตัวท่านรวมถึงพรรคภูมิใจไทยกำลังถูกกล่าวหา ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด ที่จะเป็นการล้างข้อครหาต่อตัวท่าน และพรรคภูมิใจไทย คือแสดงจุดยืนส่งเรื่องนี้ ไปให้ศาลในการวินิจฉัยว่า ตัวท่านบริสุทธิ์ ตนคิดว่านี่คือของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด

ภูมิธรรม ซัดกลับ วิโรจน์ อย่าทำตัวเป็นคนดีย์ ชี้ผิดมาที่ เพื่อไทย ทั้งที่ ส้ม เลือก น้ำเงิน เอง 

13 กันยายน 2569 เวลา 16:34 น.

ภูมิธรรม ซัดกลับ วิโรจน์ อย่าทำตัวเป็นคนดีย์ ชี้ผิดมาที่ เพื่อไทย ทั้งที่ ส้ม เลือก น้ำเงิน เอง 

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอบคุณทุกเสียงสะท้อน จากการโพสต์ใน X ของผม เรื่อง”ฮั้ว สว.“

จุดประสงค์ผมไม่ต้องการโต้ตอบ ทางการเมืองแบบ “ตีลูกปิงปอง” ผมเพียงอยากเห็นการทำงานการเมืองอย่างรับผิดชอบต่อเสียงของประชาชนที่เลือกเข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร

ผมอยากจะบอกว่า ” พรรคการเมืองใดทำอะไรไว้ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง“ อย่าใช้ลีลาทางการเมืองที่แสดงตัวเป็นคนดีย์ เป็นคนคิดดี แล้วชี้ความผิดมาที่พรรคเพื่อไทย ว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยก็เท่ากับเพื่อไทยนั้นผิดมหันต์ โดยกลบเกลื่อนความผิดที่เป็นต้นเหตุของปัญหา ซึ่งพรรคตัวเองได้ทำไว้

เพียงแค่เอ่ยคำว่า “ขอโทษ” แล้วคิดว่าจะจบปัญหาทุกอย่าง พรรคเพื่อไทยจะทำอะไร ไม่จำเป็นต้องให้พรรคใดมาคอยชี้นำบอกทาง..

ใครทำอะไร หรือไม่ทำอะไร พรรคนั้น คนนั้น ต้องรับผิดชอบ การกระทำของตัวเอง เรื่องที่ผมแสดงข้อคิดเห็นนี้ เป็นประเด็นที่ผมพูดคุยกับตัวแทนพรรคส้ม ก่อนส้มจะตัดสินใจ เลือก”น้ำเงิน“

ตัวแทนส้มที่ร่วมคุยในวันนั้น มี คุณเท้ง(หัวหน้าพรรค)/คุณพิจารณ์ เชาว์พัฒนวงศ์(รองหัวหน้าพรรคแต่ปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรค)/ คุณศรายุทธ ใจหลัก (เลขาฯพรรคขณะนั้น) และคุณไอติม(พริษฐ์ วัชรสินธุ) รองหัวหน้าพรรค

ผมได้พูดประเด็นต่างๆที่กล่าวไปแล้ว แต่ที่ไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เพราะ พรรคส้ม ขอให้งดสัมภาษณ์

และขอเวลาตัดสินใจ ซึ่งเราเคารพคำขอร้องของพรรคส้ม จึงได้ทำตามคำขอร้องที่พูดคุยกันในที่ประชุม

ครั้งนั้นผมไปพูดคุยในฐานะตัวแทนของพรรคเพื่อไทย โดยมีผู้เข้าร่วมเจรจาจากฝ่ายเพื่อไทย ทั้งรองหัวหน้าพรรคชูศักดิ์ ศิรินิล/ รองหัวหน้าพรรค จิราพร สินธุไพร/ เลขาธิการพรรค สรวงศ์ เทียนทอง

ผมถึงบอกว่า เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่แล้ว และเราได้ชวนคุณเข้าร่วมทำงานการเมืองกับเรา แต่คุณไม่ร่วมมือโดยมีข้อกล่าวหาประกอบการตัดสินใจว่า เราเชื่อถือไม่ได้ เพราะเคยตระบัตสัตย์

ผมยังเคยถามกลับว่า ถ้าเราเชื่อถือไม่ได้ แล้วพรรคที่คุณเลือกน่าเชื่อถือกว่าเราตรงไหน 

หยุดเถิดครับ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด คนทุกคน พรรคทุกพรรค ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ ใครต้องการเลือกทำหน้าที่ทางการเมืองอย่างไร คนนั้น พรรคนั้น ต้องเลือกตัดสินใจและทำหน้าที่ของตนอย่างรับผิดชอบ

ไม่ต้องมายุ่งก้าวก่ายการตัดสินใจภายในของคนอื่น พรรคอื่น.. พรรคเพื่อไทยเราเคารพในเสียงของประชาชนที่เลือกมา และเรื่องนี้ “ประชาชน คนไทย เป็นผู้พิจารณาและตัดสินครับ “

อนุทิน ชี้ เท้ง ลงถนนเดินกดดันกกต. เป็นสิทธิ แต่ขอเคารพกฎหมาย

13 กันยายน 2569 เวลา 15:53 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ก.ย.2569 ที่บางพลี จ.สมุทรปราการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มไอลอว์เดินเป็นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีโกงเลือกสว. 229 คน นายกรัฐมนตรีมองอย่างไร ว่า มองว่าเป็นสิทธิ์ของทุกคนในความเป็นประชาชนหรือในบทบาทอะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้เคารพ และอยู่ภายใต้กฎหมาย แบบนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนมองว่าแปลกหรือไม่ที่ผู้นำฝ่ายค้านลงถนนเองโดยที่ไม่ใช้เวทีสภาฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการ แต่ละคนอาจจะมีอุดมการณ์มีความคิดอะไรของตัวเอง ตรงนี้เราต้องยอมรับ และรับฟัง

ระทึก! ฝ้าเพดานศูนย์อาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา พังถล่มลงมาทับชุดโต๊ะเก้าอี้เสียหายหนัก

13 กันยายน 2569 เวลา 15:23 น.

ระทึก! ฝ้าเพดานศูนย์อาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา พังถล่มลงมาทับชุดโต๊ะเก้าอี้เสียหายหนัก โชคดีเป็นช่วงวันหยุดไม่มีคนใช้งาน-ไร้บาดเจ็บ ด้านเจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบโครงสร้างให้ทันก่อนเปิดใช้งานพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า เกิดอุบัติเหตุระทึกภายในฝ้าเพดานบริเวณศูนย์อาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา ได้เกิดพังถล่มลงมากองกับพื้น แรงกระแทกส่งผลให้ชุดโต๊ะและเก้าอี้รับประทานอาหารที่อยู่บริเวณด้านล่างพังเสียหายยับเยิน โชคดีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงวันหยุด ทำให้ไม่มีข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือบุคคลภายนอกใช้งานพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้นับว่าใกล้เคียงต่อการเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ เนื่องจากในวันทำการปกติ ชั้น B2 จุดดังกล่าวถือเป็นพื้นที่ใช้งานหนาแน่น มีข้าราชการ พนักงานรัฐสภา บุคลากร รวมถึงบุคคลสำคัญทางการเมือง ทั้ง สส. สว. และผู้ที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสภา ใช้เป็นจุดพักผ่อน และรับประทานอาหารกลางวัน เป็นจำนวนมาก หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันทำการปกติ อาจส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

เบื้องต้น หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและทีมวิศวกรของอาคารรัฐสภา ได้เข้าสำรวจความเสียหายและพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุของการพังถล่มว่าเกิดจากปัญหาโครงสร้าง ความชื้น หรือวัสดุเสื่อมสภาพ พร้อมทั้งเตรียมสั่งปิดกั้นพื้นที่ดังกล่าวชั่วคราวเพื่อซ่อมแซมและตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยที่อาจสร้างความ สูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ในอนาคต ก่อนที่จะใช้งานในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้.

กรมที่ดินเร่งเดินสำรวจออกโฉนด 69 จังหวัด ผลงาน 8 เดือน ทะลุ 95%

14 กันยายน 2569 เวลา 10:49 น.

กรมที่ดินเดินหน้าสร้างความมั่นคงในสิทธิที่ดินให้แก่ประชาชน เร่งขับเคลื่อนโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ ครอบคลุม 69 จังหวัด ตั้งเป้าหมายรวม 86,000 แปลง โดยผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือน มีความก้าวหน้าแล้วกว่า ร้อยละ 95

โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดิน

เป้าหมาย 70,000 แปลง ดำเนินการได้ 66,439 แปลง คิดเป็นร้อยละ 99.87

โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เป้าหมาย 16,000 แปลง ดำเนินการได้ 15,392 แปลง คิดเป็นร้อยละ 96.20

ข้อมูลจาก “บอกดิน” ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการจัดการด้านที่ดิน โดยมีผลดำเนินการ บอกดิน 1 จำนวน 5,348 แปลง บอกดิน 2 จำนวน 166,215 แปลง และบอกดิน 3 จำนวน 73,893 แปลง

การเร่งรัดออกโฉนดที่ดินไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนเอกสารสิทธิ แต่คือการสร้าง ความมั่นคงในสิทธิที่ดิน ลดปัญหาความไม่ชัดเจนด้านกรรมสิทธิ์ และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรของรัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสให้ประชาชนอย่างยั่งยืน

เดินสำรวจทั่วไทย ประชาชนได้ประโยชน์ ที่ดินไทยมั่นคง

กรมที่ดิน เคียงข้างประชาชน เพื่อที่ดินไทยยั่งยืน

#กรมที่ดิน #เดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน #โฉนดที่ดิน #บอกดิน #บริการประชาชน #ที่ดินมั่นคง #กรมที่ดินเพื่อประชาชน #เดินสำรวจ69

กาฬสินธุ์เต้น จี้กำจัดหมอคางดำ

14 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

ผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ สั่งปูพรมสำรวจแหล่งปลาหมอคางดำ 5 จุด เร่งจำกัดวงการแพร่ระบาด หวั่นกระทบระบบนิเวศและอาชีพเกษตรกร ด้านประมงจังหวัด กาฬสินธุ์เผย ยอดจับพุ่ง12ตัน ผอ.กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด’มั่นใจยังอยู่ในภาวะควบคุมได้ ยืนยันนำไปบริโภคได้ทุกเมนู ปลาไม่มีพิษ แต่ห่วงผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามค้องป้องกันความเสียหายด่วน

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569  นายสุวรรธณ์  เข็มธนเพ็ชร  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจ ติดตาม และเฝ้าระวังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ในพื้นที่เขื่อนลำปาว ณ ลานเจ้าปู่เชียงโสม บริเวณเชิงสะพานเทพสุดา ฝั่งอำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อสำรวจและประเมินสถานการณ์การแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในพื้นที่เขื่อนลำปาว รวมทั้งหารือและกำหนดแนวทางในการควบคุม กำจัด และจำกัดวงการแพร่ระบาดให้อยู่ในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำจืด ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่น ตลอดจนการประกอบอาชีพของเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ผู้เลี้ยงปลากระชัง และชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดกาฬสินธุ์

การปฏิบัติงาน ได้จัดทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจ จำนวน 2 ทีม ลงพื้นที่สำรวจรวม 5 จุด โดยดำเนินการประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ตรวจสอบและสุ่มสำรวจด้วยเครื่องมือประมง พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลและเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำที่พบในแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการดำเนินงานที่เหมาะสม จุดที่1 บริเวณสันเขื่อนและประตูระบายน้ำเขื่อนลำปาว รวมถึงบริเวณหาดดอกเกตุ , จุดที่ 2 บริเวณสะพานไหลหลอด บ้านดงบัง ตำบลดงสมบูรณ์ อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ และ บ้านโคกสะอาด อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี,จุดที่3 บริเวณแพร้านอาหารใกล้สะพานเทพสุดา ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์, จุดที่4 บริเวณบ้านท่าเรือภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ และ จุดที่ 5 บริเวณบ้านนาอวน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี

โดยทุกจุดได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ ตรวจสอบ สุ่มสำรวจด้วยเครื่องมือประมง บันทึกข้อมูล และเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำ ก่อนนำข้อมูลกลับมาสรุปผล โดยระหว่างการเฝ้าระวังสถานการณ์ พบปลาหมอคางดำเพิ่มเติม จำนวน 4ตัว ในจำนวนนี้มี 3ตัว พบบริเวณบ้านคำเขื่อนแก้ว ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับอำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี โดยชาวประมงพื้นบ้านจับได้ จำนวน 2 ตัวด้วยแห อีก 1 ตัวติดลอบ และพบอีก 1 ตัว ที่บริเวณบ้านท่าเรือภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ ก่อนนำส่งเจ้าหน้าที่กรมประมงเพื่อตรวจพิสูจน์

ผลการตรวจสอบ ยืนยันว่า ปลาทั้ง 4 ตัวเป็นปลาหมอคางดำ ทำให้การพบครั้งนี้ นับเป็นการพบปลาหมอคางดำ ครั้งที่ 4 ในพื้นที่เขื่อนลำปาว หลังจากพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และพบเพิ่มเติมในวันที่ 5 และ 9 กันยายน 2569 โดยจุดที่พบยังอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน บริเวณตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี และพื้นที่ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์และกรมประมงจึงเร่งติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการควบคุม กำจัด และจำกัดวงการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหมอคางดำแพร่กระจายเป็นวงกว้าง และลดความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรสัตว์น้ำพื้นถิ่นและการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือชาวประมง เกษตรกร และประชาชน หากพบปลาที่มีลักษณะต้องสงสัย หรือพบปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ขอให้รีบแจ้งสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ หรือสำนักงานประมงอำเภอในพื้นที่ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เก็บตัวอย่าง และดำเนินการตามแนวทางของกรมประมงต่อไป

วันเดียวกัน ที่เขื่อนลำปาว ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่ชุดประชาสัมพันธ์ ติดตามเฝ้าระวังปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่ประมงอำเภอหนองกุงศรี ได้นำภาพเปรียบเทียบ ระหว่างปลาหมอคางดำกับปลานิล ทำการประชาสัมพันธ์แนะนำวิธีการสังเกตปลาหมอคางดำให้กับชาวประมงพื้นบ้าน ตามแผนปฏิบัติการรณรงค์ โดย จังหวัดกาฬสินธุ์ และ ผู้แทนกรมประมง เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เปิดปฏิบัติการประชาสัมพันธ์และเฝ้าระวังปลาหมอคางดำไปเมื่อวานนี้ (12 ก.ย.) มี นายสุวรรธณ์ เข็มธนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ผลการรณรงค์ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านและประชาชนมั่นใจขึ้นและมีรายงานในช่วงเช้าวันนี้ สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ แจ้งว่า ชาวประมงพื้นบ้าน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ จับปลาหมอคางดำได้อีก 2 ตัว ทำให้ยอดพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวเพิ่มเป็น 12 ตัวแล้ว

นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า การพบปลาหมอคางดำ ได้รับแจ้งจากประมงพื้นบ้าน ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี ว่าสามารถจับปลาหมอคางดำได้อีก 2 ตัว เป็นชาวประมงรายเดิม คือ นายยุติธรรม ที่เป็นคนจับปลาหมอคางดำได้เป็นคนแรก ทำยอดที่พบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาวรวม 12ตัว ข้อสังเกตปลาหมอคางดำยังคงอยู่ในพื้นที่บริเวณเดิมคือ ตลิ่งริมน้ำ ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี ที่ยังสามารถจำกัดพื้นที่และต้องขอความร่วมมือจากชาวประมงให้ช่วยกันจับมาให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ติดตามเฝ้าระวังและทำการประชาสัมพันธ์ที่จะมีการประเมินผลทุกวัน

ด้าน นางสาวศิราณี  งอยจันทร์ศรี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กล่าวว่า จากรายงานพื้นที่เขื่อนลำปาว ปัจจุบันสถานการณ์ยังอยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้ สำหรับเกณฑ์การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จะดำเนินการได้ต่อเมื่อพบอัตราความชุกชุมของปลาตั้งแต่ 10 ตัวต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป โดยเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ประเมินเป็นประจำทุกเดือน ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ทั้งนี้ลักษณะทางกายภาพของอ่างเก็บน้ำที่มีความลึก ส่งผลให้การควบคุมและกำจัดกระทำได้ง่ายกว่าบริเวณแหล่งน้ำกร่อยหรือป่าชายเลนที่สัตว์น้ำสามารถซ่อนตัวได้ จากผลการสำรวจพบว่า ปลาหมอคางดำมักกระจายตัวอยู่บริเวณแหล่งแปรรูปสัตว์น้ำ เนื่องจากมีปริมาณสารอินทรีย์สูงซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นดี สำหรับมาตรการกำจัดนั้น เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติการในช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปลาลอยตัวขึ้นมาฮุบอากาศเพื่อเร่งกำจัดและสกัดกั้นไม่ให้หลุดรอดเข้าสู่บ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นสามารถแจ้งสำนักงานประมงในพื้นที่ได้ทันที

นางสาวศิราณี กล่าวอีกว่า กรมประมงขอยืนยันว่า ปลาหมอคางดำเป็นเพียงสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ไม่มีพิษ และมีคุณค่าทางโภชนาการด้านโปรตีนสูงเทียบเท่าปลานิล ประชาชนสามารถนำมาประกอบอาหารและแปรรูปได้ตามปกติ อาทิ การทำปลาร้า หรือประกอบอาหารประเภทแกง ทั้งนี้ ในส่วนของการบริหารจัดการงบประมาณ แม้จะอยู่ในช่วงปลายปีงบประมาณ แต่กรมประมงได้เตรียมแผนรองรับสำหรับงบรอบใหม่ที่จะจัดสรรเข้ามาในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมทั้งได้บรรจุแผนการจัดการปัญหาดังกล่าวไว้ในงบประมาณระยะยาวปี 2570 แล้ว โดยระหว่างนี้เจ้าหน้าที่จะยังคงปฏิบัติงานเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเร่งกำจัด กรมประมงยังมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่เพื่อป้องกันผลกระทบล่วงหน้า โดยได้กำชับให้ประมงจังหวัดเร่งลงพื้นที่แนะนำเกษตรกรให้ใช้ระบบกรองน้ำก่อนนำเข้าบ่อเลี้ยง เพื่อป้องกันลูกปลาหลุดรอด เนื่องจากในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าปลาหมอคางดำได้แพร่กระจายออกจากบริเวณเขื่อนแล้วหรือไม่

NIA ผนึก มก. เดินหน้า ‘Thai Kitchen 2026’ ดัน 12 ผู้ประกอบการ ต่อยอด FoodTech ไทยสู่ตลาดจริง

14 กันยายน 2569 เวลา 13:56 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เดินหน้าส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอาหารของไทย ผ่านโครงการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program โปรแกรมเร่งการเติบโตที่มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมด้านอาหาร ให้สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาต่อยอดธุรกิจ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสทางธุรกิจ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะ “ครัวของโลก” สู่การเป็น “ศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต” โดยภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ ด้วยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรรวมกว่า 1.7 ล้านล้านบาท การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับธุรกิจอาหารจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า “หัวใจของการพัฒนาผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม ไม่ได้อยู่เพียงแค่การมีผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีที่ดี แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ตลาด และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง ดังนั้น Thai Kitchen จึงมุ่งพาผู้ประกอบการก้าวข้ามจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปสู่การทำความเข้าใจตลาดและการพิสูจน์ความต้องการของลูกค้า หรือ Market Validation การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะต่อไป เพื่อให้นวัตกรรมอาหารของไทยไม่เพียงมีศักยภาพในการแข่งขัน แต่สามารถขยายโอกาสและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดสากล”

หนึ่งในเป้าหมายของ Thai Kitchen 2026 คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม โดย Demo Day ถือเป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึง Transformation Journey ของผู้ประกอบการทั้ง 12 ราย ตั้งแต่โจทย์และความท้าทายก่อนเข้าร่วมโครงการ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การทดลอง และการพัฒนาธุรกิจ จนเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สามารถต่อยอดได้จริง ทั้งการยกระดับผลิตภัณฑ์ การทำความเข้าใจความต้องการของตลาด การวางกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเติบโตในอนาคต พร้อมนำเสนอเป้าหมาย โอกาสทางธุรกิจ และแนวทางการต่อยอดหลังจบโครงการ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่เครือข่ายพันธมิตรและโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจ ตลอดจนการเข้าถึงกลไกสนับสนุนด้านเงินทุนและการพัฒนานวัตกรรม อันจะช่วยเร่งการนำผลงานนวัตกรรมออกสู่ตลาดและขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.ศรีจิตรา เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “Thai Kitchen 2026 มุ่งสร้างผู้ประกอบการอาหารยุคใหม่ที่ไม่ได้เน้นเพียงการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ แต่สามารถนำ Food Technology และ Innovation มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ พร้อมพัฒนาศักยภาพให้สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โครงการนี้จึงเป็นมากกว่าพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แต่เป็นพื้นที่ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญด้านอาหาร เข้ากับโลกของธุรกิจ เพื่อช่วยเปลี่ยน ‘ศักยภาพของนวัตกรรม’ ให้กลายเป็น ‘โอกาสทางธุรกิจ’ และวางรากฐานให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง แข่งขันได้ และก้าวสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ Thai Kitchen Demo Day จัดขึ้น ณ IMPACT Culinova หนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนย่านนวัตกรรมอาหาร โดยเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารทั้ง 12 ราย ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพจากโครงการ Thai Kitchen 2026 ได้แสดงศักยภาพและนำเสนอพัฒนาการของธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหาร ภายใต้แนวคิด “Crafting the Future of Food: Turning Innovation into Market Success” หรือการร่วมกันรังสรรค์อนาคตของอาหาร ด้วยการเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นความสำเร็จทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษ “การรังสรรค์เมนูจากผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการโดยเชฟผู้เชี่ยวชาญ” เพื่อถ่ายทอดศักยภาพของนวัตกรรมอาหารจากแนวคิดและผลิตภัณฑ์ สู่การประยุกต์ใช้จริงผ่านเมนูอาหารที่สร้างสรรค์ ช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสและเห็นถึงโอกาสในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ในหลากหลายมิติ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ที่เชื่อมโยง นวัตกรรม รสชาติ และโอกาสทางธุรกิจ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน Thai Kitchen Demo Day คือการมอบรางวัลเชิดชูผู้ประกอบการที่มีผลงานโดดเด่นตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมโครงการ สะท้อนถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่น และการพัฒนาที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program โดยแบ่งออกเป็น 3 รางวัล ได้แก่

  1. Popular Vote Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจากผู้เข้าร่วมงาน ที่ได้รับความสนใจ การยอมรับ และความประทับใจที่ผู้ประกอบการสามารถสร้างขึ้นได้จากการนำเสนอผลงานและศักยภาพของนวัตกรรม ได้แก่ บริษัท คินเซน2019 (ประเทศไทย) จำกัด : Kinsen: ผลิตภัณฑ์เส้นอกไก่ไร้แป้ง
  2. Best Engagement Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโครงการอย่างต่อเนื่องและโดดเด่น โดยพิจารณาจากการประเมินของทีมงานสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ บริษัท โอแอนด์พี ควอลิตี้เทรด จำกัด Nutriflow: ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร และควบคุมน้ำหนัก และ บริษัท บ้านหมื่นปี จำกัด : บ้านหมื่นปี: ผลิตภัณฑ์ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม
  3. Best Performance Award รางวัลสำหรับผู้ประกอบการที่มีผลการดำเนินงานและพัฒนาการทางธุรกิจโดดเด่น สามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากโครงการมาต่อยอดและสะท้อนศักยภาพของธุรกิจได้อย่างชัดเจน โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานตลอดโครงการร่วมกับการประเมินจากคณะกรรมการในเวที Demo Day ได้แก่ บริษัท ชิมไทย จำกัด : MAKVAN: ซอสไทยที่มีผงมะแขว่นเป็นส่วนผสม

การมอบรางวัลครั้งนี้ ยังถือเป็นแรงผลักดันในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารไทยมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพและต่อยอดธุรกิจ เพื่อก้าวสู่การเติบโตและสร้างความสำเร็จในอนาคต โดยมีอีก 8 รายที่ร่วมนำเสนอภายใต้ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

กลุ่ม Modern Heirloom: อาหารพื้นถิ่นไทยในรูปแบบร่วมสมัย เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับนวัตกรรม

1) ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทุ่งกุลาอินเตอร์เทรด : KULABEEF: ลาบเนื้อไทยวากิวทุ่งกุลาร้องไห้พร้อมทาน จากกระบวนการหมักเนื้อด้วยโคจิข้าวหอมมะลิ

2) บริษัท ธัญทัช อินเตอร์เทรด จำกัด : Kreungton: ซอสกะเพราสำเร็จรูปด้วยการคงกลิ่นรสแบบดั้งเดิม

กลุ่ม High-Value Thai Food & Fruits: การเพิ่มมูลค่าอาหารและผลไม้ไทย ด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตขั้นสูง

1) บริษัท สกลนคร สร้างสุข จำกัด : Bienvica: ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกุหลาบผสมแคคตัสชนิดอัดก๊าซ

2) บริษัท เลมอน มี ฟาร์ม จำกัด : LEMON ME: เปลือกมะนาวโรล ด้วยเทคนิคการลดความขม

3) บริษัท มากขาม จำกัด : Raisiriwat: ผลิตภัณฑ์ผลไม้รวมแผ่น

4) บริษัท ซินอา บริว จำกัด : Sinar Brew: น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดด้วยกระบวนการหมักร่วมแบบขั้นตอนเดียว

5) บริษัท เคทูเอ็น มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่นส์ จำกัด : Early Me: ผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองชนิดผง พร้อมชง

กลุ่ม Future Food: อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางเลือก ระบบอาหารอัจฉริยะ และการผลิตแห่งอนาคต

1) บริษัท ซิลเวอร์ แบร์ จำกัด : Telarde: ซอสน้ำปลาจากพืช

โครงการ Thai Kitchen 2026: Crafted FoodTech Accelerator Program คืออีกหนึ่งความร่วมมือระหว่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารไทยได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการเชื่อมโยง องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม ตลาด และเครือข่ายทางธุรกิจ เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนไอเดียและศักยภาพของผู้ประกอบการให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้ เพื่อให้ก้าวข้ามจากการมี ‘นวัตกรรมที่ดี’ ไปสู่การมี ‘ธุรกิจที่เติบโตได้จริง’ พร้อมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสสู่ตลาดสากล เพราะอนาคตของอาหารไทยไม่ได้วัดจากการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการทำให้นวัตกรรมตอบโจทย์ตลาด สร้างมูลค่า และเติบโตได้จริง” ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย

‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ

14 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ พร้อมเดินหน้านโยบาย Nature Positive มุ่งฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากความแปรปรวนของสภาพอากาศรายวัน เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย ภัยพิบัติ และภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการไทยทุกระดับ

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกฎกติกาการค้าใหม่ของโลก โดยเฉพาะมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในระยะแรก เหล็กและอะลูมิเนียมจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน ต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดยุโรป อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปมาตรการดังกล่าวจะขยายครอบคลุมสินค้าอีกจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน จำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการแข่งขันด้านอื่นๆ

รศ.วงกต กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Transition จะต้องดำเนินควบคู่กับ Digital Transition หรือที่เรียกว่า Twin Transition เพราะเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณการปล่อยคาร์บอน การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

ในระดับนานาชาติ สอวช. ทำหน้าที่เป็น National Designated Entity (NDE) ของประเทศไทย รับผิดชอบด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ดำเนินโครงการ Technology Needs Assessment (TNA) เพื่อประเมินความต้องการเทคโนโลยีของประเทศใน 4 ภาคส่วนยุทธศาสตร์ ได้แก่ ภาคพลังงาน และภาคเกษตร ในมิติการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ และภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ในมิติการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนจะถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคการพัฒนากำลังคนของประเทศต่อไป

สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รศ.วงกต ระบุว่า สอวช. อยู่ระหว่างรวบรวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เพื่อจัดทำข้อเสนอนโยบายระยะยาว ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การแก้ไข การรับมือ การติดตามสถานการณ์ และการประเมินช่องว่างของเทคโนโลยีที่ประเทศยังขาด พร้อมสนับสนุนแนวทางการใช้ Science Diplomacy หรือการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน โดยอาศัยเครือข่ายนักวิจัยและมหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี

ด้านการบริหารจัดการน้ำ สอวช. ทำงานร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในการผลักดันการใช้ฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติ ระบบติดตามสถานการณ์ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ รองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

รศ.วงกต ย้ำว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน สอวช. จึงร่วมสนับสนุนการพัฒนา Green Workforce ในหลายแนวทาง อาทิ การผลักดันประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคน ในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน พร้อมเชื่อมโยงความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมกับการผลิตบัณฑิต ผ่านการจับคู่ระหว่างอุปสงค์และอุปทานด้านทักษะ (Skill Matching) เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในอนาคตได้

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโครงการ Net Zero Campus ซึ่งมีมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนสนใจเข้าร่วมเกือบ 100 แห่ง เพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และสร้างบัณฑิตที่มีทักษะด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการขยายผล Saraburi Sandbox ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน โดยมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

สำหรับเป้าหมายสำคัญในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า คือการสนับสนุนให้ประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 10 ล้านตัน ผ่านโครงการ Net Zero Campus และ Sandbox ในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมวางระบบที่ทำให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการดำเนินโครงการระยะสั้น แต่เป็นมาตรฐานใหม่ที่ฝังอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ระบบการศึกษา และการพัฒนากำลังคนของประเทศ รวมถึงการเตรียมการจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในด้าน Nature Positive หรือการทำให้ธรรมชาติกลับมาเพิ่มพูนและฟื้นตัว ตามนโยบายของ ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เน้นในด้านการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ซึ่งกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังร่วมกันขับเคลื่อนควบคู่ไปกับเป้าหมาย Net Zero อีกด้วย

“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการลดคาร์บอนเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเป็นระบบที่ดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน สอวช. จะเดินหน้าพัฒนาทักษะใหม่ของกำลังคน สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และจัดทำนโยบายรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสานต่อไปสู่แนวคิด Nature Positive เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” รศ.วงกต กล่าว