แวดวงนักปกครอง : 16 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 16 พฤษภาคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 16 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯ “อนุทิน” เปิดทำเนียบ มอบนโยบายกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ กว่า 200 คน ณ ตึกสันติไมตรี ย้ำบทบาทฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็น “ทุกอย่างของชาวบ้าน” ต้องเข้าถึงพื้นที่รับฟังปัญหา และไม่ทอดทิ้งประชาชน กำชับเดินหน้าปราบยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ขับเคลื่อน “หมู่บ้านสีขาว” และอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมฝากให้ทุกพื้นที่เตรียมรับมือฤดูฝนและสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด

ขับเคลื่อน “ไทยช่วยไทย” นายกฯ “อนุทิน” นำ Kick-offรถพุ่มพวง ณ ตึกสันติไมตรี หนุนรถพุ่มพวงกระจายสินค้าราคาประหยัด ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยความร่วมมือมหาดไทย-พาณิชย์-เอกชน นำสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการลดสูงสุด 58% ส่งตรงถึงชุมชน ครอบคลุมกว่า 4 ล้านครัวเรือน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง สร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

สายข่าวแม่นยำ นายอำเภอสั่งลุย! นางศรุดา อินทร์ประพันธ์นายอำเภอเมืองพัทลุง พร้อมฝ่ายปกครอง เปิดปฏิบัติการจู่โจมเช้ามืด ปิดล้อมเป้าหมายกลางเมืองพัทลุง หลังสืบทราบเป็นจุดพักยาเสพติด ผลการตรวจค้นพบยาบ้า ไอซ์ อาวุธปืน และของกลางอีกหลายรายการ ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมาย ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการตัดวงจรยาเสพติดลอตใหญ่ ป้องกันการแพร่ระบาดสู่เยาวชนและประชาชนในพื้นที่ พร้อมย้ำเดินหน้ากวาดล้างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของชาวพัทลุง

นางศรุดา อินทร์ประพันธ์

นายอำเภอเมืองพัทลุง จ.พัทลุง

นายปริญญา เทียนทรัพย์

นายอำเภอยางสีสุราช จ.มหาสารคาม

นายอำเภอสาวเก่ง แห่งเมืองคนสวย! นางสาวรัศมินท์พฤกษาทร นายอำเภอโพธาราม จ.ราชบุรี พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่บุกสวนมะพร้าวลักลอบเปิดให้เล่นการพนันกำถั่ว หรือโปถั่ว เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าจับกุมทันทีขณะทำการปิดล้อมตรวจค้น พบนักพนันบางส่วนพยายามวิ่งหลบหนีสามารถจับกุมนักพนันได้จำนวนทั้งสิ้น 83 ราย พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์การเล่นพนัน เงินสดหมุนเวียน และของกลางอื่นที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ทำการบันทึกภาพ ตรวจยึดของกลาง บันทึกจับกุม และควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาร่วมกันลักลอบเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต

ปัญหาเรื่องน้ำรอไม่ได้! คนบรรพตพิสัย เตรียมเฮ! นายอำเภอลุยสำรวจปากคลอง เร่งเคลียร์สันดอนทรายขวางทางน้ำช่วยเกษตรกร 3 ตำบล นายปกรณ์เกียรติ กาฬษร นายอำเภอบรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ร่วมกับท้องถิ่น ลงพื้นที่แม่น้ำหน้าวัดท่างิ้ว เร่งสำรวจปัญหาสันดอนทรายอุดตันปากคลองบ้านตั้วเกา หลังชาวบ้านร้องน้ำไหลเข้าคลองไม่เพียงพอ พบสันดอนทรายขนาดใหญ่ปิดกั้นทางน้ำกระทบพื้นที่เกษตร เสี่ยงขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก นายอำเภอสั่งการเตรียมนำเครื่องจักรกลหนักเข้าขุดลอกเปิดทางน้ำโดยเร่งด่วน ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอย่างทั่วถึงและทันท่วงที

“นายอำเภอพาเที่ยว” พาทุกคนเตรียมม่วนซื่นครั้งใหญ่! นายปริญญา เทียนทรัพย์ นายอำเภอยางสีสุราช จ.มหาสารคาม ขอเชิญเที่ยว “งานบุญบั้งไฟอำเภอยางสีสุราช ประจำปี 2569” สืบสานประเพณีอีสานแห่งศรัทธาและวัฒนธรรมท้องถิ่น พบไฮไลต์ขบวนแห่บั้งไฟสุดตระการตา พร้อมชมพิธีจุดบั้งไฟบูชาพญาแถนตามวิถีดั้งเดิม และสีสันแห่งความสามัคคีของชาวอีสาน สัมผัสเสน่ห์เมืองยางสีสุราช แต่งชุดพื้นเมือง เก็บภาพความประทับใจ “แล้วมาม่วนไปนำกันเด้อพี่น้อง!”

นาย..อำเภอน้อย

ความน่าอับอายของระบบการเมืองไทย ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านและในเวทีโลก

ความน่าอับอายของระบบการเมืองไทย  ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านและในเวทีโลก

ความน่าอับอายของระบบการเมืองไทย ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านและในเวทีโลก

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ขณะนี้ รัฐบาลซึ่งมีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ปัดฝุ่นโครงการเชื่อมฝั่งทะเลอันดามันของมหาสมุทรแปซิฟิก กับฝั่งอ่าวไทยของทะเลจีนและมหาสมุทรแปซิฟิก

มีเสียงคัดค้านกันมากมาย ทั้งจากประชาชน พรรคการเมือง

แต่เสียงสนับสนุนก็มีพอสมควร ผู้เขียนจึงจะขอสรุปให้ประชาชนผู้ที่สนใจฟัง และเอาไปคิด ดังนี้

เรื่องการเชื่อมต่อระหว่างฝั่งมหาสมุทรอินเดีย กับมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งน่าจะเรียกว่า “Southern Economic Corridor” หรือ “ ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้” (SEC) มีมานานแล้วมากกว่า 40 ปี

และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 44 ซึ่งจะเป็นแกนกลางของการพัฒนาภาคใต้ เริ่มวางแผนกันมาตั้งแต่สมัยที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็คงจะผ่านการเห็นชอบจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจฯเรียบร้อยแล้ว จากอำเภอขนอม อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงไปถึงอำเภออ่าวลึก ขนานชายฝั่งทะเลไปจนถึงจังหวัดกระบี่ น่าจะสร้างเสร็จมาแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ปี

เพื่อเป็นที่ตั้งของ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้”ให้มีการสร้างโรงกลั่นน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถังเก็บน้ำมันดิบ ถังเก็บแก๊ส ตลอดจนอุตสาหกรรมและคลังสินค้านานาชนิด ถนนนี้จึงกว้างถึง 200 เมตร แบ่งเป็นทางรถยนต์ 4 เลน ที่เหลือเก็บไว้สร้างทางรถไฟ ท่อแก๊ส และยังมีพื้นที่ตรงกลางอีกประมาณ 100 เมตรเศษ

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผู้เขียนได้นั่งรถยนต์จากอำเภอขนอมไปตามถนนสายนี้ เพื่อชมผลของวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพลเอกเปรม และสภาพัฒน์ (สศช.) สมัยนั้น แต่ปรากฏว่าไม่มีการพัฒนาใดๆ อันเป็นการสืบสาน ต่อยอด ออกไปอีกเลย นอกจากนั้น ที่ว่างตรงกลางก็ถูกประชาชนในท้องถิ่น บุกรุกไปปลูกต้นปาล์ม ต้นมะพร้าว และต้นไม้ ยืนต้นอีกมากมาย

ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลถัดๆ มา เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ที่เปิดโอกาสให้ สส., สว. ของอำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Power) เข้ามาเป็นผู้เลือกตั้ง (Electoral Body) ผู้ใช้อำนาจบริหาร (Executive Power หรือ รัฐบาลนั่นเอง) และยังเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองในระบบนี้ เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจนิติบัญญัติด้วย

คงไม่ต้องจาระไนให้มาก ว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองส่วนใหญ่ ที่อยู่ในระบบนี้ก็จำต้อง :-

ต้องไม่ดำเนินการสืบสานโครงการดีๆ ที่คนเก่าทำไว้

พรรคใดไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็ต้องหาทางทำลายโครงการของฝ่ายรัฐบาลให้พังไป เพื่อตน จะมีโอกาสได้เข้ามาเป็นรัฐบาลบ้าง

ต้องขวนขวายหาทุนรอนสะสมไว้ เพื่อจะได้เป็นรัฐมนตรีกับเขาบ้าง

ต้องมาสว่างไปมืด แบบที่ภิกษุรักเกียรติ สุขธนะ อดีต สส. 7 สมัย และอดีต รมต. 5 สมัย บรรยายธรรมไว้

ต้องมีบ้านใหญ่ ไว้เลี้ยงดูมุ้งเล็กๆ ในสังกัด

ต้องแบ่งคนไทยออกเป็นหลายกลุ่ม หลายพรรค หลายสี

สรุปแล้ว มัวแต่แย่งชิงอำนาจทางการเมือง มัวแต่หาทุนสะสม มัวแต่ทำโครงการประชานิยม จึงไม่มีโครงการใหญ่ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจของคนไทยส่วนรวมแล้วเสร็จ

_____________________

เป็นที่น่าอับอายขายหน้าแก่ประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเพื่อนบ้านทางภาคใต้ของเรา เห็นว่าประเทศไทย คงทำโครงการเช่นนี้ไม่สำเร็จแน่ จึงได้เริ่มทำโครงการเช่นเดียวกันบ้าง

เขาเรียกโครงการที่เชื่อมสองฝั่งของประเทศเขา ว่าเป็นโครงการเชื่อมต่อฝั่งทะเลตะวันออกกับฝั่งตะวันตกเข้าด้วยกัน เริ่มทีหลังประเทศไทย 20 กว่าปี แต่จะเปิดใช้งานในต้นปี 2570 (มกราคม ค.ศ. 2027) นี้แล้ว

เพื่อเชื่อมต่อท่าเรือของทั้งสองฝั่งทะเล คือทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ของมหาสมุทรแปซิฟิก เข้าด้วยกัน

จาก Port Klang ท่าเรือหลักฝั่งตะวันตกในรัฐสลังงอร์ไปจนถึง Kuantan Port ในรัฐปะหังใกล้รัฐตรังกานู ท่าเรือหลักของฝั่งตะวันออก โดยผูกระบบการขนส่งทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งรถไฟโดยสาร และรถบรรทุกสินค้า สนามบิน ท่าเรือ เป็นระบบเศรษฐกิจร่วม

ดังนั้น โรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมันดิบ และคลังน้ำมันที่กลั่นแล้ว จากตะวันออกกลาง และอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องการลูกค้าในอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ จากญี่ปุ่นและจีน ก็น่าจะมาตั้งโรงงานที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยไหม เพราะรอไทยมา 40 ปีแล้ว ก็ยังมัวแต่รำเบิกโรงอยู่ หรือมัวแต่ทะเลาะเบาะแว้ง แย่งชิงอำนาจบริหาร (การเป็นรัฐบาล) กันอยู่อย่างหน้าดำหน้าแดง บางปีก็นายกรัฐมนตรีถึง 3 คน 3 ครม.

ถ้าไม่อายตอนนี้และจะไปอายเมื่อใด

แล้วรัฐบาลซึ่งมีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ จะทำอย่างไร จะหยุดชะงักปล่อยให้เพื่อนบ้านคาบการพัฒนาชิ้นใหญ่ไปกินเสียเฉยๆ หรืออย่างไร

___________________

ผู้เขียนเอง ก็อยากเสนอคณะกรรมการ ที่นายกฯอนุทินตั้งไว้พิจารณาเรื่องนี้ โดยมี นักบริหารมืออาชีพ (Professional Executive with proven success เป็นประธาน) พิจารณาเป็น 4 ข้อ ดังนี้

1.ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ ที่จะใช้เงินเป็นล้านๆ บาทนี้เสีย

2.ประกาศโครงการใหม่ เรียกว่า Southern Economic Corridor (SEC) คู่กับ EEC ปัจจุบัน โดยไม่ต้องใช้เงินเลย โดย

3.รีบเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ มาลงทุนสร้างท่าเรือทั้งสองฝั่งทะเล สร้างถังเก็บน้ำมัน ถังแก๊ส โรงกลั่น โรงงานอุตสาหกรรม ริมถนนสาย 44 ที่เราสร้างไว้แล้ว โดยได้รับการส่งเสริมตามมาตรการที่มีอยู่ โดยให้เอกชนจากต่างประเทศเหล่านี้มาลงทุนเอง ซื้อที่ดินเอง รัฐอำนวยความสะดวกแบบ One stop service.

4.หาทางออกจากระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ซึ่งนำความเสียหายมาสู่ประเทศอย่างประเมินค่ามิได้ เสียโดยรีบด่วน ไม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ (สส., สว.) เข้ามาใช้อำนาจบริหารอีกต่อไปโดยคิดแก้ไขวิธี “การเข้าสู่อำนาจบริหาร” เสียใหม่โดยมี Electoral Body แห่งอำนาจบริหาร ขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจจะคิดค้นขึ้นมาใหม่ หรือหาซื้อหนังสือ “การปฏิรูปการเมืองไทย” ได้ที่สำนักงาน นสพ.แนวหน้า โทร.02-9735000 และโทร. 02-5212690 นำมาถกกับหัวหน้าพรรคของท่านดู

ศิริภูมิ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สิ่งที่อยากเห็นไม่ได้หวังว่าจะเกิดการนำข้อมูลเหล่านี้ (การคอร์รัปชันเรียกรับสินบน)มาใช้ในการต่อว่า บั่นทอน หรือ ตำหนิ หน่วยงานเหล่านั้น แต่หวังว่าทุกหน่วยงานจะยอมรับความจริง แล้วนำไปดำเนินการแก้ไข”

นายมานะ นิมิตรมงคล

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน

(ประเทศไทย) (ACT)

ย้อนรอยมหากาพย์’คลองด่าน’ เจิมศักดิ์ ตั้งคำถามถึง คพ. ปัจจุบัน เปลี่ยนไปจริงหรือ?

ย้อนรอยมหากาพย์'คลองด่าน' เจิมศักดิ์ ตั้งคำถามถึง คพ. ปัจจุบัน เปลี่ยนไปจริงหรือ?

ย้อนรอยมหากาพย์’คลองด่าน’ เจิมศักดิ์ ตั้งคำถามถึง คพ. ปัจจุบัน เปลี่ยนไปจริงหรือ?

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.36 น.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรมควบคุมมลพิษ กับทุจริตโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

อดีต เมื่อสมัยผมดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้งปี 2543 วุฒิสภาได้มอบหมายให้ ตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการทุจริต โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ได้พบการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับกรมควบคุมมลพิษ 

สรุปความสัมพันธ์เชิงคอร์รัปชัน: กรมควบคุมมลพิษ กับ โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมและการทุจริตที่สำคัญที่สุดโครงการหนึ่งของประเทศไทย โดยมี กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ในฐานะส่วนราชการเจ้าของโครงการ เป็นตัวละครหลักที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวพันกับกระบวนการคอร์รัปชันในหลากมิติ ดังนี้

1. การทุจริตเชิงนโยบายและการเปลี่ยนรูปแบบโครงการ
เดิมทีโครงการถูกออกแบบให้เป็นโรงบำบัดน้ำเสียขนาดเล็กกระจายตามจุดต่าง ๆ แต่ต่อมาข้าราชการระดับสูงและฝ่ายการเมืองในกรมควบคุมมลพิษได้ผลักดันให้เปลี่ยนแผนเป็น “ระบบรวมศูนย์” (Centralized System) เพียงจุดเดียวที่ตำบลคลองด่าน ซึ่งส่งผลให้งบประมาณพุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท เปิดช่องให้เกิดการผูกขาดและการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาและกลุ่มบริษัทรับเหมา (กิจการร่วมค้า NVPSKG) ในขั้นตอนการกำหนดข้อกำหนดและเงื่อนไขการประมูล (TOR)

2. การฉ้อโกงและการทุจริตจัดซื้อที่ดิน
กระบวนการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโครงการ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทุจริตในคดีนี้ โดยกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังได้ทำการกว้านซื้อที่ดินซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลน คลองสาธารณประโยชน์ และที่ดินสาธารณะของพลเมือง นำมาออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จากนั้นนำมาเร่ขายต่อให้กับกรมควบคุมมลพิษในราคาที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัว โดยมีข้าราชการระดับสูงของกรมควบคุมมลพิษและนักการเมืองระดับรัฐมนตรีร่วมใช้อำนาจหน้าที่เร่งรัดและอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง

3. สัญญามิชอบและการเผชิญหน้าทางกฎหมาย (ค่าโง่คลองด่าน)
เมื่อความจริงถูกเปิดโปงและมีการสั่งระงับโครงการ กรมควบคุมมลพิษได้บอกเลิกสัญญากับฝ่ายเอกชน ส่งผลให้กลุ่มกิจการร่วมค้าฟ้องร้องต่ออนุญาโตตุลาการและนำไปสู่คำสั่งให้รัฐจ่ายค่าชดเชยหรือ “ค่าโง่คลองด่าน” มูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้กลับคำสั่งและรื้อฟื้นคดีใหม่ โดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีความทุจริตและฉ้อโกงเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น ส่งผลให้กรมควบคุมมลพิษและภาครัฐไม่ต้องจ่ายค่าความเสียหายดังกล่าวในท้ายที่สุด

สรุปมิติความสัมพันธ์เชิงทุจริตระหว่าง กรมควบคุมมลพิษ กับ โครงการคลองด่าน

ระดับนโยบาย (Policy Corruption)
การเปลี่ยนรูปแบบจากโรงบำบัดย่อยเป็นระบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่ เพื่อเอื้อให้เกิดการตั้งงบประมาณจำนวนมหาศาลและการล็อกสเปกประมูล

มิติการจัดการที่ดิน (Land Fraud)
เจ้าหน้าที่รัฐสมรู้ร่วมคิดในการออกโฉนดบนที่สาธารณะและป่าชายเลนโดยมิชอบ เพื่อนำมาจัดซื้อในราคาสูงเกินจริง

มิติทางนิติกรรมและสัญญา (Contractual Fraud)
การผูกพันสัญญาที่รัฐเสียเปรียบอย่างรุนแรง นำไปสู่มหากาพย์การฟ้องร้องเรียก “ค่าโง่” กว่า 9 พันล้านบาท ก่อนศาลปกครองสูงสุดจะพิพากษาพลิกคดีเนื่องจากพบการฉ้อโกงตั้งแต่ต้น

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)
การประสานประโยชน์อย่างเป็นระบบระหว่าง ข้าราชการประจำระดับสูงในกรมควบคุมมลพิษ ฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี และกลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้าง

คดีคลองด่านจึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญและกรณีศึกษาของสังคมไทยในเรื่องภัยพิบัติจากการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อระบบงบประมาณ การบริหารราชการแผ่นดิน และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล

ผลของการตรวจสอบของกรรมาธิการ  ซึ่งผมได้เป็นผู้รายงานต่อวุฒิสภาในสมัยนั้น  เป็นที่น่าภูมิใจว่าวุฒิสภาได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ จากผู้มาประชุมทั้งหมดเกือบ  200 คน รับรองและเห็นด้วยกับรายงานผลการตรวจสอบ 

สมัยนั้นได้มาขอรายงานไปดำเนินคดี จนกระทั่งมีอดีตรัฐมนตรีถูกศาลสั่ง จำคุกและหนีไปอยู่ต่างประเทศ  รัฐมนตรีที่รับผิดชอบควบคุมดูแลกรมควบคุมมลพิษถึงแก่กรรม

หากปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่ากรมควบคุมมลพิษไม่มีทุจริต คอรัปชั่น  เพราะเป็นกรมทางวิชาการ ไม่ได้มีอำนาจในการออกใบอนุญาต ก็เป็นที่น่ายินดี  และคงต้องอธิบายต่อไปว่า  ในอดีตมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในกรณีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านได้อย่างไร? ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผล ย้ำไม่ใช่แค่รับฟัง ต้องนำไปทำจริง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน สั่งแปลงเป็น Action Plan ฟื้น กรอ. ตั้งระบบติดตามผลร่วมรัฐ–เอกชน ย้ำเวทีนี้ไม่ใช่แค่รับฟัง แต่ต้องนำไปทำจริง

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. ทึ่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดเวทีการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมด้วย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่สละเวลามาร่วมหารือ พร้อมระบุว่า หลายท่านเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน การได้กลับมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันอีกครั้ง จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมกันมองทิศทางอนาคตของประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมศักยภาพภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำว่า “อาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาค และยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศต่างให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในทุกด้าน โดยไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน” 

โดยรัฐบาลชุดนี้พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม ๆ กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า วันนี้มีผู้บริหารภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งรองนายกรัฐมนตรี หน่วยงานเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดงานครั้งนี้ขึ้น เพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความสำเร็จของภาคเอกชน คือ ความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารืออย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ภาคเอกชนชั้นนำของไทยในวันนี้ด้วย และหวังว่าจะได้นำทุกข้อเสนอ แนวคิด และข้อมูลที่ได้รับ ไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยและประชาชนต่อไป

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่

1. สถาบันหลัก กกร. – คุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย

2. ยานยนต์ – คุณกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

3. โรงแรม/ท่องเที่ยว – คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย

4. สุขภาพ – แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS

5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ – คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG

6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค – คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คุณเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

7. พลังงาน – คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf

8. การเงิน – คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

9. เทคโนโลยี – ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท Delta Electronics Thailand

10. เกษตร/อาหาร – คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค

โดยภาคเอกชนจากทุกภาคส่วนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวสู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน อาทิ ขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล

นอกจากนี้ มาตรการ BOI Fast Track ได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยสามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรีอ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง “รัฐ–เอกชน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ชื่นมื่น! นายกฯ เผยหลังคุยบิ๊กเจ้าสัว บอก‘คนระดับนี้ไม่ได้มาคุยเล่นๆ’

ชื่นมื่น! นายกฯ เผยหลังคุยบิ๊กเจ้าสัว บอก‘คนระดับนี้ไม่ได้มาคุยเล่นๆ’

ชื่นมื่น! นายกฯ เผยหลังคุยบิ๊กเจ้าสัว บอก‘คนระดับนี้ไม่ได้มาคุยเล่นๆ’

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.15 น.

นายกฯ พา CEO ดินเนอร์ หลังถกนานกว่า 2 ชม.  เผยวงคุยบิ๊กเจ้าสัว ถึงกับหูชา บอกคนระดับนี้ไม่ได้มาคุยเล่นๆ  ครั้งหน้าเปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ ‘ผู้บริหารสถาบันการเงิน -ไฟแนนซ์’ 

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ซึ่งใช้เวลาหารือกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เชิญนักธุรกิจและผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศไปถ่ายภาพหมู่ภายในตึกไทยคู่ฟ้า 

จากนั้นนายกฯนำ นักธุรกิจและผู้ประกอบการชั้นนำ เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อไปยังตึกสันติไมตรี โดยผู้สื่อข่าวถามถึงการหารือเป็นอย่างไรบ้าง โดยนายอนุทิน ร้องโอ้โห พร้อมกล่าวว่า “คิดดู คนระดับนี้ 2 ชั่วโมงกว่า ไม่ได้มาคุยเล่น” 

เมื่อถามย้ำว่าบรรยากาศการพูดคุยเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “หูชาเลย”

ต่อมานายอนุทิน ได้เดินกลับมาตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อทำธุระส่วนตัว โดยจังหวะที่เดินออกจากตึก ได้เดินมาพร้อมกับนางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ก่อนจะปล่อยมุกกับผู้สื่อข่าวว่า “ควงสาว” 

โดยเวลา 19.35 น. นายอนุทินเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ตึกสันติไมตรี ภายในงานจัดอาหารในรูปแบบ Thai Fusion Set อาทิ ทาร์ตยำส้มโอ  กุ้งหวานแตงโม ข้าวสามสีผัดพริกเกลือปลาย่างสมุนไพร เป็นต้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบกันครั้งนี้รัฐบาลได้สอบถามความเห็น โดยให้บรรดาภาคเอกชนตอบแบบสอบถามว่ามีมาตรการหรือนโยบายใดที่อยากจะให้รัฐบาลยุติเพื่อประกอบการตัดสินใจในการวางกรอบนโยบายในอนาคต พร้อมให้เขียนเปิดใจถึงนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัว

โดย ภายหลังจากรับฟังความคิดเห็นจาก 10 ภาคธุรกิจแล้วนั้น มีรายงานว่า ในครั้งหน้ารัฐบาลเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ รวมไปถึงกลุ่มธุรกิจการเงินมาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะต่อไป

ณัฐพงษ์ เดินสายพบประมุข 2 สภา หารือแนวทางทำงาน ในโอกาสรับตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน ป้ายแดง สมัย 2

ณัฐพงษ์ เดินสายพบประมุข 2 สภา หารือแนวทางทำงาน ในโอกาสรับตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน ป้ายแดง สมัย 2

ณัฐพงษ์ เดินสายพบประมุข 2 สภา หารือแนวทางทำงาน ในโอกาสรับตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน ป้ายแดง สมัย 2

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.16 น.

“ณัฐพงษ์” เดินสายพบประมุข 2 สภา หารือแนวทางการทำงาน ในโอกาสรับตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน”ป้ายแดง สมัย 2

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ  หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เดินสายเข้าเยี่ยมคารวะประมุขฝ่ายสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายวุฒิสภา ได้แก่  นายโสภณ  ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร    น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง  นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง  , พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เนื่องในโอกาสได้รับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมทั้งหารือแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่  

โดยนายณัฐพงษ์ ได้นำดอกไม้สีส้ม พร้อมกระเช้าผลไม้ ไปมอบให้ฝ่ายบริหารแต่ละคน พร้อมพูดคุยด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง  

เปิดทำเนียบถกเจ้าสัว นายกฯ อนุทิน นัดนักธุรกิจ แก้ปมธุรกิจสร้างงานให้ปชช.

เปิดทำเนียบถกเจ้าสัว นายกฯ อนุทิน นัดนักธุรกิจ แก้ปมธุรกิจสร้างงานให้ปชช.

เปิดทำเนียบถกเจ้าสัว นายกฯ อนุทิน นัดนักธุรกิจ แก้ปมธุรกิจสร้างงานให้ปชช.

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

“นายกฯ” บอกคุยเจ้าสัวแก้ข้อติดขัดธุรกิจมุ่งสร้างงานปชช. 

วันนี้ 15 พฤษภาคม 2569  เมื่อเวลา 16.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนพูดคุยกับกลุ่มเจ้าสัว คาดหวังอะไรว่า วันนี้เราให้ผู้ประกอบการได้แนะนำให้ความเห็นแล้วรัฐบาลจะรับฟังนำความคิดเห็นข้อชี้แนะต่าง ๆ พยายามอำนวยความสะดวกให้มากที่สุดเพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งผู้ประกอบการ ประชาชน และประเทศ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามว่าจะนำความคิดเห็นเหล่านั้นไปต่อยอดในการขับเคลื่อนเศรฐกิจอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็รับฟังเขาว่าแต่ละภาคส่วนเป็นอย่างไรบ้าง เขาคาดหวังอะไรที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและทำให้เขาขยายกิจการได้ ให้เขาสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประเทศหรือตรงไหนติดขัด และภายใต้การบริหารของรัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้า ต้องการให้ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจไปด้วยกัน รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ จะไปขับเคลื่อนอะไรโดยไม่ถามผู้ประกอบการก็อาจไม่ตรงความต้องการ หรืออาจไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด อยากให้ผู้ประกอบการที่ส่วนใหญ่รู้จักกันสนิทแนบแน่นอยู่แล้วมาพูดเปิดอกกันรัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำทุกอย่างให้เศรษฐกิจแข็งแรงมีศักยภาพ มีอนาคต มีความยั่งยืน

เมื่อถามว่าการพูดคุยครั้งนี้จะขอความร่วมมืออะไรจากผู้ประกอบการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเราสามารถทำให้เขาได้ดำเนินกิจการเติบโตขยายตัวได้ ช่วยเราจ้างแรงงานให้มีอัตราการทำงานของประชาชนสิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้าไปให้เศรษฐกิจได้ขับเคลื่อนขยายตัว  

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

บิ๊กแมตช์เศรษฐกิจ เจ้าสัวธนินท์-เจ้าสัวสหพัฒน์ นั่งประกบ อนุทิน ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนกู้เศรษฐกิจชาติ

บิ๊กแมตช์เศรษฐกิจ เจ้าสัวธนินท์-เจ้าสัวสหพัฒน์ นั่งประกบ อนุทิน ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนกู้เศรษฐกิจชาติ

บิ๊กแมตช์เศรษฐกิจ เจ้าสัวธนินท์-เจ้าสัวสหพัฒน์ นั่งประกบ อนุทิน ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนกู้เศรษฐกิจชาติ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

‘อนุทิน’ล้อมวงคุยCEO ชั้นนำระดับปท. ‘เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์‘นั่งประกอบข้าง ลั่นรัฐบาล-เอกชน ต้องเดินคู่กัน ลั่นรัฐบาล-เอกชนต้องเดินไปด้วยกัน เสริมความมั่นคง-แข็งแกร่งเศรษฐกิจประเทศ ชี้เมื่อประเทศประสบความสำเร็จทุกคนคือผู้ชนะ ยันรบ. พร้อมอำนวยความสะดวกไม่ยึดติดบริบท-กฎหมายเดิม

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 15 พ.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

อนุทิน

โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว. ศึกษาธิการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม 

ทั้งนี้นายภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ กรรมการบริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) ได้นั่งขนาบข้างนายกฯ

อนุทิน

นอกจากนี้ยังมีนายสารัชถ์  รัตนาวะดี ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทกัลฟ์ ดีเวลลอป้มนท์ จำกัด (มหาชน) นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้บริหารบริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ต้องขอกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับผู้ประกอบการภาคเอกชนทุกท่านที่ได้ให้เกียรติรัฐบาลได้มาพบกันกับพวกเราวันนี้ หัวข้อคือผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปตนพูดจบก็เหลือแต่ท่านพูดแล้ว พวกตนก็ฟังอย่างเดียวและประมวลเรื่องต่างๆเพื่อนำเป็นบทสรุปในการที่จะทำให้ทุกอย่างได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งทางรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นผู้ที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันไปกับรัฐบาล ต่างคนต่างไปไม่ได้ เพราะว่ามันจะทำให้เป้าหมายเราไม่สามารถบรรลุ  วันนี้เป้าหมายคือรัฐบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อที่จะทำให้เราสามารถส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการภาคส่วนให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงินระหว่างประเทศ เรื่องของเทคโนโลยีเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ที่ผ่านมา รัฐบาลเราให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคเสริมศักยภาพให้กับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านกฎระเบียบต่างๆขั้นตอนการอนุญาตที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุน ของการดำเนินธุรกิจตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงานและทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

อนุทิน

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมวงนี้ต้องถือว่าไม่มีหัวโต๊ะทุกคนถือว่าเป็นหัวโต๊ะ ตนก็ได้แทรกให้รัฐมนตรีหลายท่านอยู่ในการประชุมนั่งแซมกับท่านด้วย เมื่อสัปดาห์ก่อน ตนได้ไปประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ก็ได้ไปเสนอเรื่องการผลักดันการให้ความสำคัญกับทางพลังงานโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร ย้ำว่าอาเซียนจะต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันและเกิดกลไกลในการต่อรอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสำคัญของอาเซียนในทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งทุกประเทศต้องกราบเรียนว่าพูดถึงเรื่องพลังงานสะอาดพูดถึงเรื่องโลจิสติกส์ พูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารทุกประเทศพูดเหมือนกันไม่ได้นัดหมาย แต่เน้นใน 3 ประเด็นนี้ ซึ่งตนคิดว่าสำหรับประเทศไทยเรามีความแข็งแรงและมีศักยภาพเป็นอย่างมากใน 3 ประเด็นนี้ที่จะขับเคลื่อนให้อาเซียนของเราเป็นศูนย์กลางที่จะทำให้ โลกทั้งใบให้ความสำคัญและประเทศไทยของเรา เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ฉะนั้นโอกาสในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พูดง่ายๆว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ตนได้กราบเรียนคือรัฐกับเอกชนต้องไปด้วยกันและในความเป็นรัฐบาลชุดนี้เราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกทุกๆอย่างวันนี้เราไม่ยึดติดอยู่กับบริบทเดิมๆ หรือยึดติดกับกฎหมายเก่าๆ และขั้นตอนที่หลากหลายและที่สำคัญความยุติธรรมให้ทุกท่านได้มีโอกาสในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจในการว่าจ้างแรงงานเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศให้กับกิจการของท่าน เพราะรัฐบาลถือว่าประเทศไทยถ้าเราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งไปได้ เราจะขาดพวกท่านไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ตนได้ปรารภหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)จึงได้ขอให้มีการ จัดการพบปะกันในวันนี้ขึ้น เพื่อรับฟังความเห็นจากท่านทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้นำมาประยุทธ์และนำมาทำให้ความต้องการความคาดหวังทั้งหลายของท่านได้เป็นส่วนที่จะทำให้ท่านบรรลุเป้าหมาย เมื่อท่านประสบความสำเร็จ ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จ ทุกคนถือว่าเป็นผู้ชนะนี่คือวัตถุประสงค์ของวันนี้

“ผมขอให้ท่านได้หารือกันในวงนี้เต็มที่และถ้ายังไม่หน่ำใจเดี๋ยวเราไปทานข้าวเย็นกันวันนี้ ขออนุญาตให้รัฐบาลเป็นเจ้ามือและเป็นเจ้าภาพในการร่วมรับประทานอาหารเย็นกับนักธุรกิจชั้นนำผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ เพื่อใช้ทุกแนวทางและทุกข้อมูลที่ได้จากท่านเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายกฯ กล่าว

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

อนุทิน ประกาศลั่น ยุคนี้ต้องไม่มีสินบน สั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับเงิน

อนุทิน ประกาศลั่น ยุคนี้ต้องไม่มีสินบน สั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับเงิน

อนุทิน ประกาศลั่น ยุคนี้ต้องไม่มีสินบน สั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับเงิน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

“อนุทิน” ลั่นยุคนี้ต้องไม่มีสินบน เตรียมสั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐ เรียกรับเงิน ยอมรับดัชนีคอร์รัปชันไทยรั้งท้าย เหตุจาก “ความรู้สึก” ฝังใจ ลั่นต้องล้างตราบาป ไม่สร้าง “ดิจิตอลฟุตปริ้นท์” แย่ๆทิ้งไว้ หวังกู้ความเชื่อมั่นประเทศกลับคืนมา

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.50 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)เปิดเผยข้อมูล 10 หน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวข้องกับการเรียกรับค่าใช้จ่ายพิเศษหรือสินบน ว่า จะต้องไม่มีหน่วยงานไหนที่ทําเช่นนั้นได้ ซึ่งเราก็รับฟังจากภาคเอกชนดังกล่าว และวันนี้ได้พบกับอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมิอง ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ตนจึงบอกว่า เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อกรมโยธาธิการฯอยู่ในการกํากับดูแลของกระทรวงมหาดไทย และปัจจุบันไม่ได้มีเรื่องในการอนุญาตอะไรเลย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตรวจ เขาก็บอกว่าบางทีต้องไปดูก่อน คําว่าโยธาฯมีทั้งเทศบาล จังหวัด   และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ใช้คําว่าโยธา แต่ไม่ใช่กรมโยธาธิการ และผังเมือง ซึ่งอันนั้นไม่สําคัญ ที่สําคัญคือต้องไม่ให้มีเรื่องพวกนี้ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในเมื่อมีเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนมาเช่นนี้ นายกฯ จะให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ตนจะนําเรื่องนี้แจ้งให้ รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงทราบ เพื่อให้ไปติดตามว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดอันดับความเชื่อมั่นในเรื่องของคอรัปชั่นจัดอันดับให้ประเทศเราอยู่ในลำดับรั้งท้าย ตนจึงถามว่าไปทําการศึกษาหรือวิเคราะห์กันมาอย่างไร เขาบอกว่าใช้ดัชนีความรู้สึกในการถาม ตนคิดว่ามันไม่พอ และเชื่อว่าในหลายปีที่ผ่านมาเราใช้หลักธรรมาภิบาล เพราะมีองค์กรอิสระต่างต่างๆคอยตรวจสอบเรื่องคอร์รัปชั่น โดยที่รัฐบาลเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ จริงๆแล้วในทางปฏิบัติ ก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งจะเห็นว่ามีการดําเนินคดีลงโทษผู้กระทําผิดมากมาย แต่อาจจะเป็นความรู้สึกที่มีมานานแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องล้างตราบาป จากนี้ไปเราต้องไม่ทําอะไรที่ไม่ดี คําว่าตราบาปสมัยเก่าใช้คําว่า Stigma(สติ๊กม่า) เดี๋ยวนี้ใช้คําว่าดิจิตอลฟุตปริ้นท์ เราอย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นจะฝังไปในจิตใจคน ถามกี่ครั้ง ๆ ก็บอกว่าโกง เพราะเราสร้างแนวทางมาไว้ไม่ดี ก็ต้องแก้ไขตรงนี้