ดร.ณัฏฐ์ ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก พรก.กู้เงิน แก้วิกฤตพลังงาน

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก พรก.กู้เงิน แก้วิกฤตพลังงาน

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก พรก.กู้เงิน แก้วิกฤตพลังงาน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

“ดร.ณัฏฐ์”  ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก “พรก.กู้เงิน” ผลกระทบพลังงาน เป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน เป็นภัยความมั่งคงในทางเศรษฐกิจ จำนวนเงินถือทั้งฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัย ภายใน 60 วัน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า การตรากฎหมายของฝ่ายบริหาร โดยคณะรัฐมนตรี เป็นพระราชกำหนด หรือ พรก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 โดย พรก.ที่ออกโดยฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะชื่อต่อท้ายด้วยอะไร ถือเป็นอำนาจและกระบวนการตรากฎหมายของคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 172 เป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปัดป้องภัยพิบัติสาธารณะ โดยมีเงื่อนใขในการตรา พรก. เมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สามารถตรา พรก. ได้

ปัญหาพลังงานขาดแคลน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นปัญหาความต่อเนื่อง ถือเป็นความเดือดร้อยของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ย่อมมีผลทางตรงและทางอ้อม ทำให้สินค้าอุปโภค บริโภค มีราคาสูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อขยับ ทำให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้กระบบต่อต้นทุนการผลิต ทำให้อุปทานการผลิตเพิ่มราคาสูงขึ้นไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การตราพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 โดยให้อำนาจกระทรวงการคคลังกู้เงินมาใช้แก้ปัญหาพลังงาน ถือเป็นความจำเป็น

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงราคาสูง หากรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ไข ย่อมลุกลาม ย่อมเป็นห่วงโซ่อุปทาน รายรับของประชาชนไม่พอรายจ่ายเพราะหมดเงินไปกับซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไปเติมรถจักรยานยนต์ รถยนต์ หรือรถบรรทุก ทั้งการใช้ยานพาหนะ ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงตามกลไกภาวะสงครามตะวันออกกลาง ถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ถือเป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

กรณีที่ฝ่ายค้านนำเไปเปรียบเทียบกับ วิกฤติความร้ายแรงในวิกฤติต้มยำกุ้ง ธนาคารล้ม หรือวิกฤตืโตควิด 19 สามารถนำไปเทียบเคียงกันไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงต่างกัน แม้ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ด้วยความเข็มแข็งตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล แต่การตราพระราชกำหนด(พรก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กับ พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ในประเด็นหนี้สาธารณะคงค้างภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งเพดานสูงสุดไว่ไม่เกินร่อยละ 70 ของ GDP แยกต่างหากจากกัน ถือเป็นคนละส่วนกัน แม้จะมีผลผูกพันกับประชากรทุกคน โดยเฉลี่ยต่อหัวประชากรที่เกิดใหม่ด้วยก็ตาม

แต่การที่จะพิจารณาว่า เงินกู้ส่วนสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ อีก 2 แสนล้านบาท ไม่ใช่จำเป็นเร่งด่วน นั้น อาจสงสัยได้ แต่ในการบริหารจัดการของรัฐบาล ต้องดำเนินงานต่อเนื่องจากกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่กระบวนการพระราชกำหนดกู้เงิน ต้องพิจารณาเนื้อหาทั้งฉบับ มิใช่ว่าจะแยกแต่ละรายการว่า ส่วนนี้เร่งด่วน ส่วนนี้ไม่เร่งด่วน เป็นการตีความเข้าข้างตนเอง เมื่อพระราชกำหนดกู้เงินประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รัฐบาลจะต้องนำไปขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน

กรณี สส.ฝ่ายค้าน เห็นว่า พรก.กู้เงินไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยรวบรวมรายชื่อ  สส.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า หรือจำนวน 100 คน ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรและให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นเพื่อวินิจฉัย โดยมาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้รอการพิจารณา พรก.นั้นไว้ก่อน จนกว่าจะได้รับแจ้งการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้ระยะเวลาพิจารณาระยะเวลาเท่าไหร่ ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ

โดยพี่น้องประชาชนมีความสงสัยว่า เมื่อพระราชกำหนดออกโดยคณะรัฐมนตรี เหตุใดต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งเป็นเงื่อนไขของกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารที่นำไปใช้ชั่วคราว โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคสาม บัญญัติโดยไม่ชักช้า ในระหว่างสมัยประชุมจะต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการให้เรียกประชุม และต้องนำมาให้รัฐสภา หากไม่อนุมัติหรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติแต่วุฒิสภาไม่อนุมัติ และสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรให้ พรก. นั้นตกไป แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้ป็นไปในระหว่างที่ใช้ พรก.นั้น

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

นายกฯ สั่งกรมที่ดินยกระดับปราบนอมินี ตรวจสอบเข้ม หากพบให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

จากสถานการณ์การถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว หรือ “นอมินี” ที่กำลังสร้างความกังวลให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งด้านราคาที่ดิน และการเข้าถึงทรัพยากรของคนไทย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมสั่งการให้กรมที่ดินยกระดับมาตรการตรวจสอบและกำกับดูแลการทำธุรกรรมเกี่ยวกับที่ดินทั่วประเทศอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว รวมถึงการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

จากข้อสั่งการดังกล่าว กรมที่ดินได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ขอให้จังหวัดแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตามคู่มือแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวโดยเคร่งครัด รวมทั้งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนให้เข้าใจและตระหนักรู้ ไม่ให้ความร่วมมือโดยการเป็นผู้ถือครองที่ดินแก่คนต่างด้าว หรือการพบเห็นการกระทำความผิดจะต้องแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และสนับสนุนการปฏิบัติการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 หรือหน่วยงานอื่นอื่นในการปราบปรามผู้กระทำผิดขั้นเด็ดขาด รวมถึงกำชับให้สำนักงานที่ดินทั่วประเทศเร่งดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และติดตามธุรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายอย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ใช้ความรอบคอบและเข้มงวดในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทุกขั้นตอน โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่ที่มีการซื้อขายที่ดินของกลุ่มทุนต่างชาติจำนวนมาก

กรมที่ดินยืนยันชัดเจนว่า ที่ผ่านมาได้มีมาตรการรองรับรวมถึงดำเนินการตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุน ความเชื่อมโยงของผู้ถือครองที่ดิน โครงสร้างผู้ถือหุ้นของนิติบุคคล ตลอดจนพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายอำพรางการถือครองแทนคนต่างด้าว ซึ่งหากพบข้อพิรุธ จะต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายทันที ดังนี้

1. กรณีบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยซื้อที่ดิน เมื่อมีการชำระด้วยเงินสดตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป หรือเมื่ออสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าตามราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป เว้นแต่เป็นการโอนมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรม หรือกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าอาจให้คนไทยถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนเพิ่มเติม เช่น แหล่งที่มาของเงิน รายได้ ฐานะทางการเงิน อาชีพ ฯลฯ

2. กรณีนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ทั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น เพิ่มทุน หรือสลับสัดส่วนการถือหุ้นผิดปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายและเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดินทางอ้อม เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้นอย่างละเอียด เช่น แหล่งที่มาของเงิน รายได้ ฐานะทางการเงิน อาชีพ ฯลฯ

3. ให้สำนักงานที่ดินทุกแห่งตรวจสอบนิติบุคคลซึ่งคนต่างด้าวถือหุ้นอยู่ หรือเป็นกรรมการ หรือเป็นกรณีที่สงสัยว่ามีการถือครองที่ที่ดินแทนคนต่างด้าว เป็นประจำทุกเดือนและรายงานผลให้กรมที่ดินทราบทุก 3 เดือน

หากพบหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำผิด กรมที่ดินได้สั่งการให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทั้งกับบริษัท บุคคลต่างด้าว และผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวข้อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายบังคับจำหน่ายที่ดินที่ถือครองโดยมิชอบ และเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้ที่ดินดังกล่าวตกอยู่ในการครอบครองของกลุ่มทุนต่างชาติผ่านขบวนการอำพรางต่อไป

ขณะเดียวกัน กรมที่ดินยังได้ประสานกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอความร่วมมือตรวจสอบนิติบุคคลที่มีหุ้นส่วนเป็นคนต่างด้าว และมีความเสี่ยงเข้าข่ายเป็นบริษัทอำพราง โดยเฉพาะบริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้น มีการเพิ่มทุนหรือเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้นสับเปลี่ยนไปมา ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดทางให้คนต่างด้าวเข้ามาถือครองที่ดินทางอ้อม โดยขอให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแจ้งข้อมูลมายังกรมที่ดินทันทีหากพบพฤติการณ์เข้าข่ายหรือมีข้อสงสัย เพื่อให้กรมที่ดินเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปอย่างรวดเร็วและเข้มงวด

กรมที่ดินย้ำว่า การแก้ไขปัญหานอมินีจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่เพียงเรื่องของการหลีกเลี่ยงกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ความมั่นคงด้านทรัพยากรที่ดิน และสิทธิของประชาชนคนไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการปล่อยปละละเลยหรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่พยายามอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาถือครองที่ดินโดยมิชอบอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ กรมที่ดินขอความร่วมมือประชาชน หากพบพฤติกรรมต้องสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว หรือการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง สามารถแจ้งข้อมูลต่อสำนักงานที่ดินในพื้นที่ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปกป้องทรัพยากรที่ดินของประเทศและรักษาผลประโยชน์ของคนไทยอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 69

'อธิบดีกรมการข้าว'ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 69

‘อธิบดีกรมการข้าว’ประชุมเตรียมความพร้อมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 69

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

15 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและคณะทำงานจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันหารือเพื่อเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันที่ 6 มิ.ย.2569 รวมถึงได้รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานของแต่ละคณะทำงานการจัดงานฯ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในปีนี้ กรมการข้าวได้กำหนดจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันที่ 5 – 7 มิ.ย.2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการและเทคโนโลยีด้านข้าว รวมถึงกิจกรรมเสวนาในประเด็นเกี่ยวกับข้าวที่น่าสนใจ การออกร้านตลาดนัดสินค้าและของดีประจำถิ่น ตลอดจนกิจกรรมประกวดการแข่งขันและความบันเทิงจากศิลปินต่างๆ มากมาย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงถูกด่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงถูกด่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงถูกด่า

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการสาดสีตีไข่  หลายคนอาจกำลังรู้สึกท้อแท้เมื่อถูกตำหนิ ถูกนินทา หรือแม้แต่ถูกด่าทออย่างไม่เป็นธรรม จนเกิดคำถามในใจว่า “ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา?”

โบราณว่าไว้ “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” คำนี้ยังคงเป็นจริงเสมอ เพราะคนเรานั้นต่างจิตต่างใจ    ความเห็นที่ไม่ตรงกันย่อมนำมาซึ่งการกระทบกระทั่งเป็นธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือเราจะรับมือกับ “ไฟ” ที่คนอื่นจุดขึ้นได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ไม้ขีดไฟเพียงก้านเดียวลุกลามกลายเป็นไฟไหม้ป่าในใจเรา

หากคิดว่าการถูกด่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ลองมองย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล ขนาดพระพุทธเจ้า ก็ยังทรงถูกด่าทอและกลั่นแกล้งอย่างหนักหน่วง แล้วประสาอะไรกับเราที่เป็นเพียงคนธรรมดา

1. พิจารณาด้วยสติ  (พรหมชาลสูตร)  ครั้งหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จทางไกลร่วมกับคณะสงฆ์  มีพราหมณ์ชื่อ สุปปิยะ เดินตามหลังมา พร้อมกับกล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ มาตลอดทาง    ในขณะที่ลูกศิษย์ของเขากลับกล่าวสรรเสริญ    เมื่อภิกษุสงฆ์นำเรื่องนี้มาสนทนา พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ไม่ให้โกรธเมื่อมีคนด่า และไม่ให้เหลิงเมื่อมีคนชม แต่ให้ชี้แจงตามความเป็นจริง   “หากสิ่งที่เขาด่าติเตียนเป็นเรื่องจริง ก็จงนำมาแก้ไขปรับปรุง แต่ถ้าไม่จริงก็ให้ชี้แจงด้วยเหตุผลความจริง ไม่ใช่ชี้แจงด้วยอารมณ์โกรธแค้น”

2. ของขวัญที่ไม่รับ (อักโกสกสูตร) เนื่องจาก อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ โกรธแค้นที่เพื่อนของตนหนีไปออกบวชในสำนักพระพุทธเจ้า   จึงไปยืนด่าทอด้วยคำหยาบคายรุนแรง ว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนเลวทรามต่ำช้า   แต่พระพุทธองค์ทรงนิ่งสงบและถามสั้นๆ ว่า  ” ถ้าท่านเอาของขวัญไปให้ญาติ แล้วญาติไม่รับ ของขวัญนั้นจะตกเป็นของใคร?”   เมื่อพราหมณ์ตอบว่าของขวัญย่อมเป็นของผู้ให้ตามเดิม  พระองค์จึงตรัสว่า  “เช่นเดียวกัน    ถ้าท่านด่าเราแต่เราไม่รับคำด่าของท่าน  ท่านโกรธเราแต่เราไม่โกรธตอบ   คำด่านั้นนั้นย่อมกลับคืนไปสู่ตัวท่านเอง”

3. นิ่งสงบความเคลื่อนไหว  นางมาคันทิยา ซึ่งต่อมาเป็นมเหสีของพระเจ้ากรุงโกสัมพี  มีความแค้นพระพุทธเจ้าเป็นการส่วนตัว เพราะพระพุทธเจ้าเคยทรงปฏิเสธที่จะรับนางมาเป็นชายา  เพราะนางรู้สึกว่าถูกพระพุทธเจ้าทรงเหยียดหยามดูหมิ่นอย่างรุนแรง  จึงจ้างพวกนักเลงมาด่าพระพุทธเจ้า  เพื่อบีบให้พระองค์ออกจากกรุงโกสัมพี ด้วยคำด่า 10 ประการ  (อักโกสวัตถุ 10)   เปรียบเทียบพระองค์เป็นสัตว์ต่างๆ  และแช่งให้ไปลงนรก 

เมื่อพระอานนท์ทนไม่ไหวและชวนให้พระพุทธเจ้าหนีไปเมืองอื่น แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เผชิญหน้ากับปัญหาไม่หนีไปไหน  เหตุเกิดที่ไหนต้องดับที่นั่น  “เราต้องอดทนต่อคำล่วงเกิน เหมือนช้างที่อดทนต่อลูกศรที่ยิงมาทุกทิศในสงคราม   การหนีไปเมืองอื่นนั้น ไม่ช่วยอะไร   เพราะถ้าเมืองนั้นเขาด่าอีก เราจะทำอย่างไร จะหนีไปไหนต่อ?  เรื่องราวเกิดขึ้นที่ไหน ต้องให้สงบลงที่นั่นก่อน แล้วจึงค่อยไปที่อื่น”

พระองค์ไม่โต้ตอบนางมาคันทิยาด้วยคำด่าหรือแก้ตัว   แต่ทรงใช้ความอดทน(ขันติ) ความวางเฉย(อุเบกขา)และความเมตตา  โดยทรงกล่าวว่า “เราจักอดกลั้นต่อคำล่วงเกิน ดังช้างอดทนต่อลูกศรที่ตกมาจากคันธนูในสงคราม เพราะคนจำนวนมากเป็นผู้ไม่มีศีล)” 

ในที่สุด เมื่อไม่มีการโต้ตอบจากพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก คนที่รับจ้างด่าก็เหนื่อยและเลิกราไปเอง ตามที่พระองค์ตรัสไว้ว่า “เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ ย่อมจะสงบลงเองภายใน 7 วัน”

เรื่องนี้ตรงกับ เรื่องการทำความดีด้วยการแสดงธรรม สั่งสอน  ( ธัมมเทศนามัย) ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ โดยพระพุทธเจ้า  ทรงใช้ “วิกฤต” เป็น “โอกาส” ในการสั่งสอนธรรมะ ทั้งแก่พระอานนท์ เหล่าภิกษุ และแม้แต่ตัวผู้ที่มาด่าทอเอง เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้เห็นทางสว่างและเข้าใจวิธีการดับทุกข์ในใจ

เรียบเรียงจากพระไตรปิฎก   พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่มที่ 9 (พรหมชาลสูตร)   พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ 15 (อักโกสกสูตร)   และ   พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท เล่มที่ 25 (มาคันทิยา)         

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

คุณแหน : 16 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 16 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 16 พฤษภาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ข่าวจริง มิได้อิงนิยาย แจ้งมาจาก กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กระทรวงการคลังว่า ได้ประกาศขยายเวลารับสมัคร กิจกรรมเชิดชูคนดี กยศ. ประจำปี 2569 จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 69 เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาที่มีผลงานด้านจิตสาธารณะ คุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งผลงานเพื่อรับการคัดเลือกเป็น  สถานศึกษาต้นแบบ จำนวน 12 แห่ง เพื่อรับโล่ประกาศเกียรติคุณ ยกย่องสถานศึกษา และการปลูกฝังจิตสาธารณะให้แก่นักเรียนนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง…สถาบันใดที่มี กิจกรรมดีๆยังมีเวลาส่งผลงานถึงสิ้นเดือนหน้า …
  • ในโครงการหมู่บ้านจัดสรร ยกให้ ดร.เกษรา ธัญญลักษณ์ภาคย์ ผู้บริหารโครงการเสนาวิลล่า เป็นคนแรกที่คิดทำโซล่าเซลล์ติดให้ลูกค้าที่มาซื้อบ้าน มานานเกือบสิบปีแล้ว นับเป็นผู้ริเริ่มที่มีความคิดกว้างไกล…
  • ช่วงนี้ มานิดา นฤภัทร พาเหล่าบรรดาพนักงานบริษัทธีมเมติกฯ ล่องใต้โดยเฉพาะจังหวัดพัทลุงเพื่อศึกษาชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวบ้านร้านถิ่น เพื่อประกอบในการเขียนบทละครและมองหาโลเคชั่นในการผลิตละครคุณภาพออกสู่สายตาประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้…
  • ไม่ได้สมัคร ส.ส.หรือ ส.ว.แต่อย่างใด แต่ด้วยยึดคติว่าเป็นคนของประชาชน มีจิตใจเป็นสุขที่ได้ดูแลผู้อื่นอยู่เป็นนิจ เพราะ ศุลีพร โชควิวัฒน เคยทำงานแบงค์ชาติและมีสายสัมพันธ์กับสื่อมวลชน เมื่อวันก่อนน้องๆกลุ่มนักข่าวชวน อ้อม-ศุลีพร เดินทางไปเที่ยวฮ่องกงด้วยกัน เจ้าตัวตอบ OKโดยไม่มีลังเลเลยแม้แต่น้อย…ใจเธอได้…
  • เพราะตั้งแต่ฝุ่นละอองปกคลุมเมืองเชียงใหม่ ทำให้สองสามีภรรยา ประนอม – สมจิต เฉินบำรุง หาเรื่องเดินสายไปโน่นไปนี่ตลอดเวลามิได้หยุด อย่างช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณๆทั้งสอง ก็เดินทางไปท่องเที่ยวกวางโจ ประเทศจีน…เพื่อนฟังข่าวแล้ว โปรดอย่าอิจฉามารศรี…
  • วันคล้ายวันเกิดเมื่อ 12 พค.ที่ผ่านมา จุไรรัตน์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ และ วันชัย สามี ได้ไปทำบุญถวายสังฆทาน และเที่ยงร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนสนิท ส่วน วันทิตา และบุตรชาย พชรพชร์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ และ ดร.นิรัญชา-ดร.ปติ พร้อมบุตรชาย ปณัติ พุทธวิบูลย์ ได้ร่วมทำบุญถวายสังฆทานกันเมื่อ 10 พ.ค.แล้ว เพราะวันจริงเป็นวันทำงานนั่นเอง…
  • ควันหลง งานสังสรรค์112 ปี สกุล ”ศรีวรรธนะ” ที่ ราชนาวิกสภา เมื่อเร็วๆนี้ ผู้มาสังสรรค์ที่มีอายุมากสุด 93 ปี ได้แก่ ไขศรี เกษมสันต์ ซึ่งยังเดินเหินได้ โดยไม่ต้องพึ่งวีลแชร์ ส่วนอายุน้อยที่สุด คือ ด.ช.อนิก จันทนิก อายุเพียง 3 ปี 8 เดือน…ส่วนพิธีกรคู่ยอดเยี่ยมในงานฯยกให้ ณัฐวรรธน์ กับ ฐิติพัฒน์ ศรีวรรธนะ สำหรับ เทอดขวัญ กำภูฯ กับ ชุลีธร บุตรสาวคนสวย ทำหน้าที่หาของขวัญที่ระลึกให้แก่ผู้ร่วมงานทุกท่านจำนวน 79 คน แบบไม่มีขาดตกบกพร่อง…สรุปบรรยากาศโดยรวมชื่นมื่นยิ่งนัก…
  • อีกงานที่อดพูดถึงไม่ได้ งานสังสรรค์ศิษย์เก่าชาวราชินีรุ่นที่ 65 ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลดิ์ เมื่อเร็วๆนี้ เป็นงานสังสรรค์ที่ครีเอทงานดีมากไม่ซ้ำแบบงานใคร มีทั้งการแสดงบนเวที มีFlash Mob เต้นรำ ส่วนเพื่อนสาว สว.เพิ่งเดินทางมาจากญี่ปุ่น พิมพ์วัลย์ สุวรรณประกร ยามาซากิ มาพร้อมคู่ชีวิต มร. ทสึกาสะ ยามาซากิ งานนี้ พิมพ์วัลย์ มาเป่าเม้าท์ออร์แกนเพลง Sukiyaki กับ Subaru ให้เพื่อนๆรับฟังกันเพลินๆ…ส่วน เจริญขวัญ ลิ่มศิลา น้องสาวคนเก่งของ ยุรฉัตร บุญสนิท ได้รับทิปจากบรรดาแม่ยกในงานฯ มากโข ได้เงินไปเข้า กองทุนคุณครูเกษียณราชินี…ให้ความรู้สึกดี๊ดีเป็นที่ยิ่ง!!…

บารอนเนส

เปิดฉาก ‘KOREA SEASON 2026’ ชวนชมศิลปะ-นิทรรศการ พร้อมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเกาหลี

เปิดฉาก 'KOREA SEASON 2026' ชวนชมศิลปะ-นิทรรศการ พร้อมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเกาหลี

เปิดฉาก ‘KOREA SEASON 2026’ ชวนชมศิลปะ-นิทรรศการ พร้อมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเกาหลี

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวและมูลนิธิเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศของเกาหลี (KOFICE) เตรียมเปิดฉากเทศกาลวัฒนธรรมเกาหลี 2026 KOREA SEASON อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

“KOREA SEASON” คือโครงการส่งเสริมวัฒนธรรมเกาหลีในต่างประเทศ โดยจะคัดเลือกประเทศที่มีความสนใจในวัฒนธรรมเกาหลีอย่างลึกซึ้งเพื่อนำเสนอผลงานศิลปะ การแสดงและนิทรรศการที่ได้รับการสร้างสรรค์มาเป็นพิเศษต่อเนื่องตลอดทั้งปี

โดยในปีนี้ ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีแห่งประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ย่านอโศกมานานกว่า 13 ปีกำลังจะย้ายที่ทำการใหม่ไปยังย่านทองหล่อในเดือนกรกฎาคมและมีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้

โดยศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีมีแผนจะสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้งผู้ชมและศิลปินชาวไทยได้มีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมหลากหลายแขนง อาทิ การแสดงระบำ นิทรรศการมีเดียอาร์ตและเทศกาลต่าง ๆ โดยมีโปรแกรมหลักที่น่าสนใจ ได้แก่การแสดงบัลเลต์ร่วมสมัย “GAT” ในเดือนพฤษภาคม, เทศกาล K-Live Festival  ในเดือนตุลาคม และนิทรรศการมีเดียอาร์ต ที่นำเสนอเรื่องราวของวัฒนธรรมดั้งเดิมเกาหลี  ในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ จะมีการแสดงเปิดตัวเทศกาลอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงบัลเลต์ร่วมสมัย “GAT”ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก “GAT”(กัท)หรือหมวกดั้งเดิมของเกาหลี โดยเป็นการนำสุนทรียศาสตร์แบบเกาหลีมาถ่ายทอดผ่านท่วงท่าบัลเลต์ของตะวันตก

การแสดงชุดนี้จะตีความรูปลักษณ์และสัญลักษณ์ของหมวกประเภทต่าง ๆผ่านทางภาษากาย สื่อถึงความสง่างามของเหล่านักปราชญ์ (ซอนบี)และความอ่อนช้อยของสตรีเกาหลี นับเป็นโชว์ที่มีเอกลักษณ์และสะกดสายตาผู้ชมการแสดงบัลเลต์ร่วมสมัย “GAT” จะจัดขึ้นในวันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 18.00 น. ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ  ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อสำรองที่นั่งฟรี ผ่านกูเกิลฟอร์มทางโซเชียลมีเดียของศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย (Facebook:@koreanculturalcenterTH, Instagram: @kccthailand)

นางซอนจู ลี ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย กล่าวว่า”ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้แนะนำศิลปวัฒนธรรมเกาหลีสู่ชาวไทยผ่านรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งการแสดง นิทรรศการ และคอนเสิร์ต ภายใต้โครงการ 2026 KOREA SEASON หวังว่าศิลปะเหล่านี้จะสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆและเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธไมตรีเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

ให้โอกาส =ให้การเริ่มต้น ป.ป.ส. ชวนร่วมวิ่ง ‘Recovery Run’ การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งของผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด

ให้โอกาส =ให้การเริ่มต้น  ป.ป.ส. ชวนร่วมวิ่ง ‘Recovery Run’  การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งของผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด

ให้โอกาส =ให้การเริ่มต้น ป.ป.ส. ชวนร่วมวิ่ง ‘Recovery Run’ การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งของผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.57 น.

ถ้าวันนั้นผมไม่ได้รับโอกาสที่สองจากสังคม วันนี้ผมคงไม่ได้เริ่มต้นอีกครั้ง”

เสียงของ ภฤศ บุญทองนุ่ม ที่ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ “– Recovery Run ของสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ไม่ได้เป็นเพียงคำบอกเล่าจากอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด แต่เป็นเสียงสะท้อนจากคนคนหนึ่งที่เคย “ตกลงไปถึงก้นบึ้ง” ของชีวิต และกำลังพยายามเดินกลับขึ้นมาอีกครั้ง

 “ชีวิตมันเปลี่ยน ภายในเพียงชั่วข้ามคืน”

แพทย้อนเล่าช่วงเวลาที่ถูกจับกุมในคดียาเสพติด ว่าเป็นจุดต่ำสุดในชีวิต

“ทุกสิ่งทุกอย่างที่แย่ที่สุดในชีวิต มันเข้ามาหาเราจากการกระทำของเรานี่แหละ จากการที่เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จนถูกจับกุม จนทำให้สูญเสียอาชีพที่รัก พังทลาย แล้วก็ต้องเข้าไปถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ” จากชีวิตคนดัง มีชื่อเสียง มีงาน มีอนาคต ทุกอย่างพังลง “ภายในเพียงชั่วข้ามคืน”

เขายอมรับว่า ยาเสพติดไม่ได้ทำลายแค่ร่างกาย แต่กัดกร่อนถึง “ตัวตน” ของมนุษย์คนหนึ่ง

“ยาเสพติดมันจะทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง มันทำลายนอกเหนือจากร่างกายและจิตใจ มันทำให้เราอ่อนแอ จับต้นชนปลายไม่ถูก ชีวิตไม่มีหลัก” และเมื่อชีวิตค่อยๆ ดิ่งลงเรื่อยๆ สิ่งที่สูญเสียไม่ได้มีแค่ชื่อเสียง แต่รวมถึงครอบครัว ความเชื่อมั่น และศักดิ์ศรีของตัวเอง “สูญเสียงาน ครอบครัว อับอาย เสียชื่อเสียง อาชีพที่รักพังทลาย”

จุดเริ่มต้นของการ “ให้โอกาสตัวเอง”

ภายในกำแพงเรือนจำ แพท บอกว่า เขาได้อยู่กับตัวเองมากที่สุดในชีวิต  ได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมชีวิตถึงมาถึงจุดนี้” จากเดิมที่เชื่อว่าเส้นทางที่ตัวเองเลือกนั้นถูกต้อง เขาเริ่มมองเห็นว่าแนวคิดเดิม ๆ ของตัวเองนั้น “อันตราย” ต่อทั้งตัวเองและสังคม

“ถ้าเราไม่อยากให้ชีวิตตัวเองมันย่ำแย่เหมือนเดิม เราก็ต้องเลือกเส้นทางใหม่” เขาเรียกมันว่าเป็น “ความท้าทาย” ของชีวิต  การลองเดินอีกเส้นทางหนึ่ง เส้นทางที่สังคมเรียกว่า “ถูกต้อง” และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชีวิตค่อย ๆ ดีขึ้นจริง

เริ่มให้โอกาสกับตัวเองจากการเปลี่ยนแปลงความคิด คือจุดเริ่มต้น

แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มี “โอกาส” จากคนรอบข้าง แพท ยอมรับว่า ตัวเองโชคดีที่มีครอบครัวคอยให้กำลังใจ และระบบภายในเรือนจำที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ ฝึกอาชีพ ศึกษาศาสนา และทบทวนชีวิต

“สุดท้ายแล้ว มันจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราเองก่อน แต่คนรอบข้าง หรือคนอื่น ๆ ที่มอบโอกาส มอบกำลังใจ ก็เป็นอีกตัวช่วยที่สำคัญ”  เพราะ “การกลับมา” ยากกว่า “การก้าวพลาด”

แม้จะผ่านการบำบัดและเลิกยาแล้ว แต่ แพท ยอมรับว่า “ยาเสพติด” ไม่ได้หายไปจากความทรงจำง่ายๆ “มีหลายคืนมากๆ ที่ยังฝันเกี่ยวกับการเสพยา ฝันถึงบรรยากาศนั้น ฝันถึงความสุขนั้น มันเข้าไปอยู่ในสมองจริงๆ”

เขาอธิบายว่า แรงผลักให้คนกลับไปเสพซ้ำมีทั้ง “ด้านลบ” และ “ด้านบวก”  ด้านลบ คือความเครียด ความโดดเดี่ยว ความเหนื่อยล้า ด้านบวก คือความอยากสนุก อยากมีความสุข อยากผ่อนคลาย “มันเลยไปกันใหญ่ อันนี้คือเรื่องจริง” แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการต่อสู้กับยา คือการต่อสู้กับสายตาของสังคม “คนที่มองเรา บางทีอาจไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่ความกลัวในใจเราก็ยังมี” เพราะสำหรับคนที่เคยก้าวพลาด การกลับมาไม่ได้หมายความว่าโลกจะเปิดประตูต้อนรับทันที พวกเขายังต้องแบกรับคำตัดสิน เสียงซุบซิบ ความระแวง และการตีตรา “เราก็ต้องยอมรับว่า การที่จะกลับมามันไม่ง่าย แล้วเราก็ต้องแลกกับสิ่งเหล่านี้ด้วย”

“การเสพซ้ำ” ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือส่วนหนึ่งของการเลิกยา

สำหรับหลายคน การกลับไปเสพซ้ำอาจถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว หรือเป็นข้อพิสูจน์ว่าคนติดยา “เลิกไม่ได้จริง”

แต่ กานดา ช่วยเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสภาพ (Recovery) ยืนยันว่า ความเข้าใจเช่นนั้นคืออคติที่ทำร้ายผู้พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำให้ “การเดินกลับมา” ยากกว่าการก้าวเข้าไป

กานดา บอกว่า คนที่คิดจะเลิกยา ไม่ได้แค่ “หยุดเสพ” แต่ต้องแบกความรู้สึกมหาศาลไว้ด้วย ทั้งความอับอาย ความล้มเหลว ความผิดหวังของครอบครัว และคำตัดสินจากสังคม “การเข้าไปกับการกลับมา ต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

เธอเปรียบผู้ที่กำลังเลิกยา เหมือนคนที่กำลังเดินข้ามทะเลทรายที่ร้อนระอุ ไม่มีน้ำ ไม่มีแรง  แต่มีสายตาของสังคมคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา

“เราจะเป็นโอเอซิสให้เขาได้ไหม หรือเราจะเป็นน้ำกรดที่พร้อมจะฉีดกัดและผลักเขาออกไป” คำถามนี้ กานดา บอกว่า เป็นคำถามที่สังคมต้องตอบร่วมกัน “อย่าหวงโอกาสไว้เลย” สิ่งที่กานดาย้ำหนักที่สุด คือ การลด “การตีตรา”

เพราะเธอพบผู้ผ่านการบำบัดอยู่ 3 กลุ่ม  กลุ่มแรก คือคนที่เลิกได้และไม่กลับไปเสพอีกเลย  กลุ่มที่สอง คือคนที่พยายามเลิก แต่ระหว่างทางกลับพลาดและเสพซ้ำ  และกลุ่มที่สาม คือคนที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบบำบัดได้

สิ่งที่เธอพบมากที่สุด คือ “กลุ่มที่สอง”  คนที่พยายามแล้ว  แต่ยังพลาด และคนกลุ่มนี้เอง ที่มักถูกสังคมตัดสินเร็วที่สุด “เห็นไหม บอกแล้วว่าเลิกไม่ได้”

กานดา บอกว่า คำพูดแบบนี้ “เจ็บปวดมาก” สำหรับผู้ที่กำลังพยายามลุกขึ้น  เธอจึงประกาศชัดเจนว่า “ดิฉันต้อนรับคนที่เสพซ้ำค่ะ เพราะการเสพซ้ำ คือ การอยู่บนเส้นทางของการเลิก ถ้าเขาไม่เคยเลิก จะมีเหรอคะที่เขาจะเสพซ้ำ” ก่อนทิ้งท้าย ว่า “ให้โอกาสเขาอีกนะคะ อย่าหวงโอกาสไว้เลยค่ะ”

เมื่อโลกเริ่มเปลี่ยนจาก “ลงโทษ” เป็น “รักษาชีวิต”

พิศาล แสงจันทร์ และ ทายาท เดชเสถียร จากเพจ “บอล ยอด หนังพาไป” ร่วมกันถ่ายทอดมุมมองหลังจากได้มีโอกาสไปทำรายการ  “หนังพาไป” ในคอนเซปต์ที่ชื่อว่า The Secret Place ที่พาผู้ชมไปพบกับ ‘สถานที่ลับ’ ใน 3 เมืองใหญ่ ได้แก่ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก  กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์และ ปีนัง ประเทศมาเลเซีย

เรื่องของ Harm Reduction หรือแนวคิดการลดความรุนแรงของการใช้สารเสพติดที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือการแจกเข็มสะอาดในปีนัง มาเลเซีย เพื่อลดการติดเชื้อ HIV   และ Drug Consumption Room หรือ ศูนย์ฉีดปลอดภัย ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก สถานที่เหล่านี้ จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลการเสพยาอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดการเสพยาเกินขนาดจนมีผู้เสียชีวิต

ทั้งคู่ เล่าว่า หลายประเทศไม่ได้มองผู้เสพเป็น “อาชญากร” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “มนุษย์” ที่ยังต้องได้รับการรักษาชีวิต

“การรักษาชีวิต หรือการช่วยเหลือคน มันเป็นหน้าที่ของเรา” และยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ตัวเองก็เติบโตมากับคำว่า “ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม” ทำให้มีมุมมองด้านเดียวกับยาเสพติดและผู้ใช้ยาเสพติดมาตลอด  แต่หลังจากไปทำรายการ เขาพบว่า “มันทำลายอคติในตัวเรา” และให้มุมมองใหม่ที่เปิดกว้าง ทำให้เข้าใจและพร้อมจะให้โอกาสผู้เสพได้กลับมาใช้ชีวิตปกติมากขึ้น

“โอกาส” คือกลไกสำคัญของการฟื้นฟู

ทั้งหมดนี้ กลายเป็นที่มาของโครงการ “วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run” ที่สำนักงาน ป.ป.ส. เปิดตัวภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส…สร้างการเริ่มต้น” กิจกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานวิ่ง แต่คือ “พื้นที่เชิงสัญลักษณ์” ของการยอมรับผู้ผ่านการบำบัดกลับคืนสู่สังคม

มานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระบุว่า แนวคิดการแก้ปัญหายาเสพติดของไทยกำลังเปลี่ยนจาก “การปราบปราม” ไปสู่ “การดูแล ฟื้นฟู และคืนคนดีสู่สังคม” เพราะอุปสรรคสำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่ยาเสพติด แต่คือ “กำแพงการตีตรา” “การฟื้นฟูจะไม่สามารถสำเร็จได้ หากสังคมไม่เปิดโอกาส”

อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจปัจจุบัน พบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดประมาณ 3.7 ล้านคน แบ่งเป็นทั้งกลุ่มที่เคยใช้ กลุ่มที่อยู่ในระบบบำบัด และกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่การเสพติดรุนแรง ในจำนวนนี้ มีกลุ่มที่อยู่ในระบบบำบัดเกือบ 2 ล้านคน ขณะที่อีกประมาณ 3.3 แสนคน เป็นกลุ่มที่ใช้ยาเสพติดบ่อยครั้ง หรือมากถึง 20 วันต่อเดือน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต อาการคลุ้มคลั่ง หรือการใช้ยาแบบผสมหลายชนิด

อารีภักดิ์ ยอมรับว่า แม้แนวทางการแก้ปัญหายาเสพติดของไทยจะเริ่มเปลี่ยนจาก “ผู้เสพคืออาชญากร” ไปสู่ “ผู้เสพคือผู้ป่วย” มากขึ้น แต่สิ่งที่ยังแก้ได้ยาก คือ “ภาพจำ” และ “ความกลัว” ที่ฝังอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน

“คนใช้ยาในอดีตถูกมองว่าน่ากลัว เป็นคนไม่ดี ภาพเหล่านี้ฝังอยู่ในสังคมมานาน”

เธอมองว่า หัวใจสำคัญของการฟื้นฟู ไม่ใช่เพียงการรักษาทางการแพทย์ แต่คือ “การยอมรับ” และ “การมีที่ยืน” ในสังคม “ถ้าเขารู้สึกว่าเขากลับเข้าไปอยู่ในสังคมได้ ใช้ชีวิตปกติได้ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า” และหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ช่วยลดการกลับไปเสพซ้ำ คือ “การมีงานทำ” การมีพื้นที่ให้ผู้ผ่านการบำบัดได้ใช้ศักยภาพ และรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม “ขอแค่มีงานทำ มีคนยอมรับ เขาก็มีแรงที่จะไม่กลับไปสู่วงจรยาเสพติดอีก”

ปัญหาที่ยังใหญ่กว่าที่สังคมคิด

เบื้องหลังเรื่องราวของผู้ผ่านการบำบัดแต่ละคน คือภาพใหญ่ของปัญหายาเสพติดที่ยังคงอยู่ในสังคมไทยสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครลุกขึ้นมาได้เพียงลำพัง เรื่องของยาเสพติด อาจเริ่มจากการตัดสินใจของคนคนหนึ่ง แต่การฟื้นฟู ไม่เคยเป็นหน้าที่ของใครคนเดียว ต้องอาศัยทั้งครอบครัว ชุมชน ระบบรัฐ โอกาสจากนายจ้าง  ความเข้าใจจากสังคม และแรงศรัทธาจากตัวผู้ที่อยากเริ่มต้นใหม่ เพราะสำหรับคนที่เคยก้าวพลาด “โอกาส” อาจไม่ใช่เพียงความเมตตา แต่อาจเป็นสิ่งเดียว ที่ทำให้ชีวิตคนคนหนึ่งกลับมายืนได้อีกครั้ง

วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run

ภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส…สร้างการเริ่มต้น” สำนักงาน ป.ป.ส. เตรียมจัดกิจกรรม “วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run” ในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ณ สวนหลวง ร.9 เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งออกวิ่งไปพร้อมกัน บางคนวิ่งเพื่อสุขภาพ บางคนวิ่งเพื่อกำลังใจ แต่สำหรับบางคน การวิ่งครั้งนี้อาจมีความหมายมากกว่านั้น เพราะมันคือ “การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง”

กิจกรรม “วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run” ที่สำนักงาน ป.ป.ส. จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส…สร้างการเริ่มต้น” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกาย แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดได้ออกมายืนท่ามกลางสังคมอีกครั้ง โดยมีผู้ผ่านการบำบัดจำนวนหนึ่งร่วมวิ่งนำหน้า ท่ามกลางความหวังว่า วันหนึ่งสังคมจะมองพวกเขาในฐานะ “มนุษย์คนหนึ่ง” มากกว่าภาพจำในอดีต และเชื่อว่าโอกาสเล็กๆ จากสังคม อาจเป็นแรงสำคัญที่ทำให้ใครบางคนไม่ต้องหวนกลับไปสู่วงจรเดิมอีกครั้ง

S&P ร่วมเปิด “Chance and Change Café” สร้างโอกาส-พัฒนาทักษะอาชีพผู้ต้องขัง

S&P ร่วมเปิด “Chance and Change Café”  สร้างโอกาส-พัฒนาทักษะอาชีพผู้ต้องขัง

S&P ร่วมเปิด “Chance and Change Café” สร้างโอกาส-พัฒนาทักษะอาชีพผู้ต้องขัง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี รองประธานคณะกรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิดร้านอาหารเพื่อรองรับการฝึกอาชีพ “Chance and Change Café” และตรวจเยี่ยมโครงการบำบัดฟื้นฟูในรูปแบบชุมชนบำบัดและการฝึกวิชาชีพผ่านนิทรรศการแสดงงานศิลปะ Prison Contemporary Art ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ในการนี้ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) โดย มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยผู้บริหารจากกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนเข้าร่วมงาน

โดย S&P ได้ร่วมสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง ภายใต้โครงการ “S&P Chance for Change อบรมวิชาชีพ สร้างโอกาสคืนสู่สังคม” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เพื่อถ่ายทอดทักษะวิชาชีพด้านอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่ม ให้แก่ผู้ต้องขัง อันเป็นการร่วมสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ สร้างอาชีพ และคืนคนดีสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานมีการนำเสนอแนวทางการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังผ่านการฝึกวิชาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนคืนสู่สังคม ผ่านกิจกรรมและหลักสูตรฝึกอาชีพหลากหลายสาขา ตลอดจนการจัดแสดงผลงานศิลปะ “Prison Contemporary Art” ซึ่งสะท้อนศักยภาพและโอกาสใหม่ของผู้เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู

นอกจากนี้ คณะผู้เข้าร่วมงานยังได้เยี่ยมชมร้าน “Chance and Change Café” ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติจริงด้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงเยี่ยมชมศูนย์ฝึกอาชีพด้านเบเกอรี่และขนมไทย การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และศูนย์ CARE สำหรับรองรับและติดตามการฟื้นฟูผู้ผ่านโปรแกรมชุมชนบำบัดก่อนกลับคืนสู่สังคม กิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันสร้าง “โอกาส” และ “ความหวัง” ให้แก่ผู้ก้าวพลาด ให้สามารถกลับมายืนหยัดในสังคมได้อีกครั้ง

S&P พร้อมเป็นพลังสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้าง “โอกาส” เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการให้ที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

คู่หูอาหารเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนมื้อธรรมดาให้ได้ประโยชน์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

คู่หูอาหารเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนมื้อธรรมดาให้ได้ประโยชน์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

คู่หูอาหารเพื่อสุขภาพ เปลี่ยนมื้อธรรมดาให้ได้ประโยชน์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

โภชนาการที่ดี ไม่ได้หมายถึงสารอาหารเพียงชนิดเดียว หรือการกินตามกระแส “ซูเปอร์ฟู้ด” ตัวล่าสุดเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของการกินเพื่อสุขภาพคือการได้รับสารอาหารอย่างสมดุล เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต การเผาผลาญพลังงาน และการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการระดับโลกจากเฮอร์บาไลฟ์ ระบุว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามคือ “การจับคู่อาหาร” เพราะอาหารบางชนิดเมื่อรับประทานร่วมกัน สามารถช่วยให้ร่างกายดูดซึมและนำสารอาหารไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิทยาศาสตร์โภชนาการพบว่า การกินอาหารบางประเภทร่วมกันสามารถส่งผลต่อการดูดซึมและการนำสารอาหารไปใช้ของร่างกายได้ หมายความว่าเราสามารถช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ผ่านการเลือกจัดมื้ออาหารอย่างเหมาะสม โดยหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การรับประทานอาหารที่หลากหลาย แทนที่จะกินอาหารชนิดเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน และรู้จักจับคู่อาหารบางประเภทที่ช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากกว่าการกินแยกกัน

รวม 5 คู่อาหารที่กินด้วยกันแล้วได้ประโยชน์จัดเต็ม

1. ผักหลากสีกับไขมันดี

ผักที่มีสีเข้ม เช่น ผักโขม แครอท พริกหยวก และมะเขือเทศ มีสาร “แคโรทีนอยด์” (Carotenoids) ซึ่งเป็นสารสกัดจากพืชตามธรรมชาติที่ไม่เพียงแต่ให้สีสันที่สวยงาม แต่ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย สารเหล่านี้ละลายได้ดีในไขมัน หมายความว่าร่างกายจะดูดซึมได้ดีขึ้นเมื่อทานคู่กับไขมัน

แนะนำเมนูง่ายๆ: ลองใช้น้ำมันมะกอกเป็นน้ำสลัด โรยถั่วหรือเมล็ดพืชในผักต้ม หรือใส่เนื้ออะโวคาโดลงในสมูทตี้ผักโขม เมนูนี้จะช่วยให้ร่างกายดึงสารต้านอนุมูลอิสระไปใช้ได้เต็มที่มากขึ้น

2. วิตามินซีกับธาตุเหล็ก

ธาตุเหล็กมีหน้าที่สำคัญในการลำเลียงออกซิเจนและช่วยระบบเผาผลาญพลังงาน พบได้ทั้งในพืชและสัตว์ โดยธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ (Heme Iron) จะดูดซึมได้ดีกว่าธาตุเหล็กจากพืช (Non-heme Iron) เช่น ถั่ว เลนทิล ผักโขม และธัญพืช

แนะนำเมนูง่ายๆ: วิตามินซีจะช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืช ลองเติมมะเขือเทศลงในซุป เติมส้มลงในสลัดผักโขม หรือใส่สตรอว์เบอร์รีลงในซีเรียล นอกจากนี้ ถ้าใส่สับปะรดหรือมะม่วงลงไปในโปรตีนเชคที่มีการเสริมธาตุเหล็กจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น

3. ชาเขียวกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง

ชาเขียวมีสาร “คาเทชิน” (Catechins) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อร่างกายมาก การบีบเลมอนลงในชา หรือทานคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง (เช่น ส้ม สตรอว์เบอร์รี หรือกีวี่) จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารเหล่านี้ได้มากขึ้น

แนะนำเมนูง่ายๆ: ลองทานชาเขียวคู่กับของว่างที่มีโปรตีนและไฟเบอร์ เช่น กรีกโยเกิร์ตใส่สับปะรด หรือโปรตีนบาร์กับเบอร์รีสักกำมือ เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานที่ต่อเนื่องและสารต้านอนุมูลอิสระที่ครบถ้วน

4. วิตามินดีกับอาหารที่มีแคลเซียมสูง

วิตามินดีคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไปใช้ในการบำรุงกระดูกและกล้ามเนื้อ

แนะนำเมนูง่ายๆ: แซลมอนและปลาแมคเคอเรลมีวิตามินดีสูง ในขณะที่ผักใบเขียวและผลิตภัณฑ์นมมีแคลเซียมสูง อาจลองทานสลัดผักรวมคู่กับปลาหมักย่าง หรือใส่ผักโขมลงในไข่คน ส่วนคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ สามารถเลือกทานผลิตภัณฑ์เสริมวิตามินดีควบคู่ไปกับอาหารจากพืชที่มีแคลเซียมสูงเพื่อเติมเต็มความต้องการของร่างกายได้เช่นกัน

5. โปรตีนและไฟเบอร์

ผู้ใหญ่หลายคนมักได้รับโปรตีนและไฟเบอร์ไม่เพียงพอในแต่ละวัน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้สำคัญมากต่อการ “ทำให้อิ่ม” การจับคู่โปรตีนกับอาหารที่มีกากใยสูงจะช่วยให้อิ่มท้องนานขึ้นและดีต่อระบบขับถ่าย

แนะนำเมนูง่ายๆ: ลองปั่นเบอร์รีรวมหรือผักลงในโปรตีนเชค หรือจัดจานสลัดสีสันสดใสทานคู่กับเต้าหู้ ถั่ว ไข่ ไก่ หรือปลา จะช่วยให้มื้ออาหารสมดุลและน่ากินยิ่งขึ้น

รู้ทันไลฟ์สไตล์ตัวเอง ไม่วิ่งตามกระแส

โภชนาการที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดหรือการวิ่งไล่ตามกระแสซูเปอร์ฟู้ด แต่คือการได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการอย่างเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ การทานอาหารที่หลากหลายจะทำให้ได้รับประโยชน์จากการจับคู่สารอาหารเหล่านี้โดยอัตโนมัติ และแม้ว่าอาหารสด (Whole foods) จะเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โปรตีนเชค หรือผลิตภัณฑ์เสริมใยอาหาร ก็เป็นตัวช่วยที่ดีในการเติมเต็มส่วนที่ขาด โดยเฉพาะในวันที่เร่งรีบหรือเมื่อร่างกายต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ ความสม่ำเสมอยังเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนจัดการโภชนาการของแต่ละบุคคล ดังนั้นการเลือกจับคู่สารอาหารอย่างชาญฉลาด ทั้งโปรตีนจากพืชและสัตว์ ผักผลไม้หลากสี ธัญพืช และไขมันดี จะช่วยสร้างแนวทางการกินที่ยั่งยืนและทำให้ร่างกายได้รับสิ่งที่ต้องการในทุกๆ วัน

สนใจข้อมูลสุขภาพกับเฮอร์บาไลฟ์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.herbalife.com ช่องทาง Social Media: Facebook/HerbalifeThailandOfficial และ Instagram/HerbalifeThailandOfficial

พาร์กินสันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

พาร์กินสันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

พาร์กินสันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงสังคมไทย “โรคพาร์กินสัน” ซึ่งเคยพบประมาณ 1 คนในประชากร 1,000 คน วันนี้ขยับขึ้นเป็น 1 คน ใน 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนปรากฏการณ์ “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” ซึ่งไม่อาจอธิบายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

นพ. สิทธิ เพชรรัชตะชาติ 

สาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ โปรตีนจะสะสมจนกลายเป็น “โปรตีนขยะ” โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจุดเริ่มต้นอาจเกิดขึ้นที่ลำไส้ ก่อนส่งผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่นๆ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอบ่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาระบบย่อยอาหาร ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณระยะเริ่มต้นของโรคได้

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ PM2.5 การสะสมของไมโครพลาสติก และสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้

สัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็น “เสียงเตือน” จากสมอง และอาจเกิดขึ้นก่อนอาการสั่นถึง 10–20 ปี หมายความว่า เมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุด อาจเป็นช่วงที่เซลล์สมองสูญเสียไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60

ทั้งนี้ จากสถิติเดิมที่พบผู้ป่วย 1 คนต่อประชากร 1,000 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 1 คนต่อ 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายใน 10 ปี โดยประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ภาพรวมของเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเร็วที่สุดในโลก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อน “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” อย่างชัดเจน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือ อายุของผู้ป่วยที่ลดลง จากเดิมที่มักพบในวัยประมาณ 60 ปี ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ราว 50 ปี และเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มอายุ 40 ปี บางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ สะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของผู้สูงอายุหลังเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกระทบประชากรวัยทำงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

หัวใจสำคัญของการรับมือโรคพาร์กินสันคือแนวคิด “รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เพราะโรคไม่ได้เริ่มต้นด้วยอาการมือสั่นเสมอไป ระยะแรกอาจแสดงอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลที่รุนแรงขึ้น การนอนผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยการ  รู้เร็วมีสองมิติ คือ รู้ว่าเป็นโรคเร็วเพื่อเริ่มรักษาได้ทันเวลา และรู้วิธีดูแลเร็วเพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง

แม้ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดหรือหยุดการเสื่อมของเซลล์ประสาทได้โดยตรง แต่การดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ถึง 80–90 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม

สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคพาร์กินสัน มีตั้งแต่การใช้ยาเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง การผ่าตัดฝังอิเล็กโทรดในสมองด้วยเทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งช่วยลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า และลดการพึ่งพายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ความเข้มสูง (Focused Ultrasound) เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้คลื่นเสียงยิงเข้าไปในสมองเฉพาะจุดเพื่อหยุดวงจรที่ผิดปกติ และมีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีนี้จะขยายผลได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยระยะแรก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสันเบื้องต้นได้ที่แอปพลิเคชัน “Check PD”

“โรคพาร์กินสัน” ไม่ใช่จุดจบของชีวิต หากตรวจพบเร็ว ดูแลอย่างถูกต้อง และได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยยังสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะการรู้เร็วและดูแลอย่างถูกต้อง คือโอกาสสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง