ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์

ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์

ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  “นโยบาย “ค่าไฟขั้นบันได” : ความไม่เป็นธรรมที่ถูกซ่อนในระบบไฟฟ้าไทย”

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ “โครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได” ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 โดยปรับราคาค่าไฟฟ้าดังนี้
200 หน่วยแรก : ไม่เกิน 3.00 บาท/หน่วย (ลดลงจากเดิม ~3.95 บาท)
201–400 หน่วย : อัตราใกล้เคียงเดิม (~3.95 บาท)
เกิน 400 หน่วยขึ้นไป : อัตราก้าวหน้า (อาจสูงเกิน 5 บาท/หน่วย)
(หมายเหตุ : ไฟฟ้า 1 หน่วย คือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาด 1,000 วัตต์ ต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง เช่น แอร์ขนาด 12,000 BTU เปิด 1 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วย)

แม้รัฐบาลจะระบุว่าเป็นมาตรการ “ช่วยลดภาระประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อย” แต่หากวิเคราะห์ลึกลงไป นี่คือการ “ย้ายภาระ” ไม่ใช่การ “แก้ปัญหา” เพราะในความเป็นจริง กลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ไม่ใช่คนรวยเสมอไป แต่อาจรวมถึงบ้านที่มีผู้สูงอายุ มีผู้ป่วยติดเตียง หรือครอบครัวขยายที่มีสมาชิกหลายคน คนกลุ่มนี้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น นี่จึงอาจไม่ใช่การสร้างความเป็นธรรม แต่คือการให้ประชาชนแบกภาระกันเอง ท่ามกลางโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว

การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธี “เกลี่ยตัวเลข” ระหว่างกลุ่มผู้ใช้ไฟ แทนที่จะเร่งจัดการกับต้นทุนการผลิตที่อาจสูงเกินจริง สะท้อนให้เห็นว่ารัฐกำลังพยายาม “ซุกปัญหาไว้ใต้พรม” โดยไม่ยอมแตะต้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานที่ฝังรากลึก

หากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาจริง ต้องเริ่มจากปัญหาความไม่เป็นธรรมในระบบค่าไฟที่รัฐยังไม่กล้าแก้ไข

1.ค่าไฟฟ้าทิพย์ (ภาระที่ไม่ได้ใช้จริง) : ตลอดหลายสิบปี ประชาชนต้องแบกต้นทุนสูงถึง 1.09 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นค่า Adder / FiT ประมาณ 6.4 แสนล้านบาท และค่าความพร้อมจ่าย (AP) อีก 4.4 แสนล้านบาท เฉพาะปี 2567 ปีเดียว ประชาชนต้องจ่าย “ค่าไฟทิพย์” กว่า 1 แสนล้านบาท โดยที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจริง เงินจำนวนนี้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคงของกลุ่มทุนพลังงาน คำถามสำคัญคือ เมื่อไหร่รัฐบาล กพช. และ กกพ. จะกล้าเจรจาลดกำไรส่วนเกินเหล่านี้เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน?

2.ความโปร่งใสในการจัดซื้อ LNG : มีข้อสงสัยเรื่องราคาก๊าซ LNG จากรัสเซีย (Yamal LNG) ตามข่าวที่ปรากฏ ในประเด็นที่ราคาตลาดโลกลดลงถึง 40% แต่บริษัทกึ่งผูกขาดกลับทำสัญญาผ่าน ปตท. ในราคา Pool Gas เดิม (485 บาท/MMBTU) ทำให้มีส่วนต่างกำไรสูงถึง 194 บาท/MMBTU หรือเกือบ 10,000 บาทต่อตัน รัฐต้องเข้าตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดการสมยอมราคาที่เอาเปรียบผู้บริโภค

3.การจัดสรรก๊าซอ่าวไทยที่ไม่เป็นธรรม : ควรนำ “ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย” ที่มีต้นทุนต่ำเพียง 201 บาท/MMBTU มาผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนก่อน แทนการใช้ราคา Pool Gas (281 บาท/MMBTU) ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟได้ทันทีประมาณ 0.52 บาท/หน่วย แต่ปัจจุบันก๊าซราคาถูกกลับถูกจัดสรรไปให้ภาคปิโตรเคมีใช้เป็นลำดับแรก

การอ้างว่าต้องจัดสรรก๊าซให้ภาคปิโตรเคมีก่อนเพื่อ ‘สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ’ อาจเป็นเพียงวาทกรรมที่เอาตัวเลขกำไรของบริษัทใหญ่มาบังหน้า แต่ทรัพยากรในอ่าวไทยเป็นของคนไทยทุกคน ดังนั้น ‘ความอยู่รอดของประชาชน’ ต้องอยู่เหนือ ‘ผลกำไรของกลุ่มทุน’ 

4.การฝืนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ : ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2566 รัฐต้องกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและปริมาณไฟสำรองไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพประชาชน แต่ปัจจุบันรัฐกลับจำกัดการผลิตจากแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำที่รัฐควบคุมได้เอง เช่น ลิกไนต์แม่เมาะ (1.20–1.23 บาท/หน่วย) และ พลังน้ำ (1.06–1.37 บาท/หน่วย) ดังนั้น รัฐบาลโดย กพช. และ กกพ. ต้องดำเนินการกำหนดกรอบหรือเพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองอันส่งผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเกินควรแก่ประชาชน
วันนี้ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนพลังงาน แต่ขาด “ความกล้าหาญทางนโยบาย” ที่จะเลือกผลประโยชน์ของประชาชนเหนือกลุ่มทุน นโยบายค่าไฟขั้นบันไดที่ทำอยู่เป็นเพียงการซื้อเวลา แต่ความไม่เป็นธรรมยังถูกซ่อนในระบบไฟฟ้า ไม่ได้รับการแก้ไข

ค่าไฟหน่วยละ 3 บาทจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากรัฐบาลหยุดเอื้อประโยชน์ให้ “เสือนอนกิน” และกล้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานตามรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ

ศุภจี เผย จำหน่ายทุเรียนจันทบุรี ที่ประสบภัยธรรมชาติได้หมดแล้ว

ศุภจี เผย จำหน่ายทุเรียนจันทบุรี ที่ประสบภัยธรรมชาติได้หมดแล้ว

ศุภจี เผย จำหน่ายทุเรียนจันทบุรี ที่ประสบภัยธรรมชาติได้หมดแล้ว

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

“ศุภจี” เผยผลประสานผู้ประกอบการรับซื้อทุเรียนร่วงจากพายุฤดูร้อนในจังหวัดจันทบุรี ล่าสุดจำหน่ายได้หมดแล้ว เดินหน้ามาตรการแปรรูป–คัดคุณภาพ–เชื่อมตลาด ช่วยลดความสูญเสียและพยุงรายได้เกษตรกร

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Suphajee Suthumpun” ระบุว่า จากสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่พัดถล่มพื้นที่สวนทุเรียนจังหวัดจันทบุรี ส่งผลให้ผลผลิตใกล้เก็บเกี่ยวได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทุเรียนร่วงจากต้น กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งประสานผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ลงสำรวจความเสียหาย พร้อมจัดการระบายผลผลิตทุเรียนที่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ตลาดและการแปรรูป ซึ่งล่าสุดทุเรียนประสบภัยสามารถจำหน่ายได้หมดแล้ว

ทั้งนี้ ผลผลิตทุเรียนร่วงดังกล่าว ประมาณร้อยละ 80 ผู้ประกอบการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไอศกรีมที่เน้นเนื้อสัมผัส ร้อยละ 10 เป็นทุเรียนแก่สำหรับแปรรูปเป็นทุเรียนกวน และอีกร้อยละ 10 เป็นทุเรียนสิ้นสภาพที่นำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นเช่น การทำปุ๋ย

สำหรับทุเรียนที่ยังมีคุณภาพและสามารถตัดจำหน่ายได้ โดยมีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งมากกว่า 30% กระทรวงพาณิชย์จะประสานผู้ซื้อและผู้ประกอบการเข้าคัดเลือกผลผลิตจากสวน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะทุเรียนทอด เพื่อช่วยลดการสูญเสียและสร้างรายได้ให้เกษตรกร

ขณะเดียวกัน ทุเรียนที่ยังอยู่บนต้นและไม่ได้รับความเสียหาย กรมการค้าภายในจะเข้าไปดูแลเป็นกรณีพิเศษ โดยประสานผู้รับซื้อเข้ารับซื้อผลผลิตโดยตรงจากสวน เพื่อสร้างตลาดรองรับและช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาล

ส่วนทุเรียนที่ไม่สามารถจำหน่ายหรือแปรรูปได้ จะมีมาตรการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตด้อยคุณภาพปะปนเข้าสู่ตลาด อันจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อทุเรียนไทย

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อเร่งหารือแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

“กระทรวงพาณิชย์ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกพื้นที่ และยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือ ดูแล และหามาตรการรองรับผลผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้โดยเร็ว” นางศุภจีกล่าว

สุริยะ หนาว! เรืองไกร ร้อง กกต. ส่งศาลรธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ ปมสั่งย้าย อธิบดีกรมฝนหลวง

สุริยะ หนาว! เรืองไกร ร้อง กกต. ส่งศาลรธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ ปมสั่งย้าย อธิบดีกรมฝนหลวง

สุริยะ หนาว! เรืองไกร ร้อง กกต. ส่งศาลรธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ ปมสั่งย้าย อธิบดีกรมฝนหลวง

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  นักกฎหมาย ยื่นคำร้องทางไปรษณีย์ส่งไปยัง กกต.เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีโยกย้ายนายราเชน  ศิลปะรายะ จากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำกระทรวงว่า การกระทำดังกล่าวดังกล่าวเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัว  ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตร ฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) หรือไม่

นายเรืองไกร  ยังอ้างข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อ เช่น การยื่นหนังสือลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตร  โดยให้เหตุผลเนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ และได้มีการโพสต์ข้อความผ่านทาง facebook ส่วนตัวและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการไต่สวนความจริงถือว่ามีน้ำหนัก  กรณีดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายสุริยะ ในฐานะรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ และต่อมานายสุริยะก็ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในกรณีดังกล่าว  โดยยอมรับว่าหลานตัวเองได้ติดต่อไปยังนายราเชน เพื่อขอดูงบประมาณปี70 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย อีกทั้งยังให้สัมภาษณ์ว่าการโยกย้ายเพราะใกล้เกษียณราชการ   

นายเรืองไกร กล่าวว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ จึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่เป็นความปรากฏต่อ กกต.  ซึ่ง กกต.มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า นายสุริยะเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ จึงได้ขอให้ กกต. รวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และมีหนังสือให้นายสุริยะ เข้าให้ข้อเท็จจริงประกอบ เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาต่อไป พร้อมขอให้มีคำสั่งให้นายสุริยะหยุดปฏิบัติหน้าที่

ราเชน อธิบดีฝนหลวงฯ พึ่งทางธรรม ลาบวช 1 เดือน ขอจบทุกปัญหา บอกครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว

ราเชน อธิบดีฝนหลวงฯ พึ่งทางธรรม ลาบวช 1 เดือน  ขอจบทุกปัญหา บอกครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว

ราเชน อธิบดีฝนหลวงฯ พึ่งทางธรรม ลาบวช 1 เดือน ขอจบทุกปัญหา บอกครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

“ราเชน”ประกาศเข้าสู่ทางธรรม  ยึดวัดป่าบ้านตาดยุติปัญหา ยื่นลาบวช 1 เดือน บอกครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว 

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า เตรียมลาบวช โดยยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมยื่นหนังสือลาบวชตามสิทธิ์ราชการ โดยมีกำหนดเข้าพิธีอุปสมบทในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 และจะบวชจนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการบวชครั้งนี้เป็นความตั้งใจเดิมที่ตั้งใจไว้อยู่แล้ว เพื่อฝึกสมาธิและปฏิบัติธรรม โดยปกติตนเองทำบุญอยู่เป็นประจำ

ทั้งนี้ ตนขออยู่เงียบๆ และไม่ต้องการให้มีการพูดอะไรต่อแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา “ครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว”จึงอยากหยุดไว้แค่นี้  

นายกฯ บุกบางใหญ่ ดูสินค้า ไทยช่วยไทย ช็อปกระจาย สส.พรรคส้ม เข็นรถบริการ อนุทิน  

นายกฯ บุกบางใหญ่ ดูสินค้า ไทยช่วยไทย ช็อปกระจาย สส.พรรคส้ม เข็นรถบริการ อนุทิน  

นายกฯ บุกบางใหญ่ ดูสินค้า ไทยช่วยไทย ช็อปกระจาย สส.พรรคส้ม เข็นรถบริการ อนุทิน  

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

นายกฯ บุกบางใหญ่ ดูสินค้า “ไทยช่วยไทย” ช้อปกระจายคิกออฟวันแรก ขณะ สส.พรรคส้ม บริการรถเข็นใส่ของในฐานะเจ้าของพื้นที่ นายกฯหนูเรียกมาใกล้ๆ บอกไม่ใช่ฝ่ายค้านประชาชนช่วยกัน ก่อนโฟนอิน 4 จว.คึกคัก 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ซิตี้ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยมี น.ส.ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมี นายสุทัศน์ มีศิริ สส.นนทบุรี เขต 6 บางใหญ่ พรรคประชาชน ร่วมด้วย

โดยนายกฯได้เยี่ยมชมและซื้อสินค้าภายในงานไทยช่วยไทย เช่น กระดาษทิชชู น้ำมันหอย น้ำยาล้างจาน น้ำมันพืช ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น ทั้งนี้ระหว่างซื้อสินค้า นายสุทัศน์ สส.พรรคประชาชน ได้ช่วยเข็นรถเข็นช้อปปิ้งให้นายกฯด้วย โดยนายสุทัศน์ระบุว่า วันนี้ พาคณะมาร่วม เป็นสส.ในพื้นที่ ขอเชิญชวนประชาชนให้มาจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลได้จัดสินค้าราคาถูกมาเยอะ ผู้สื่อข่าวว่าเป็นการทำงานที่ไม่แบ่งฝ่ายค้านบ่ายฝ่ายรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสุทัศน์ กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดทำสิ่งที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่ ขณะที่ นายกฯเรียกนายสุทัศน์ ซึ่งกำลังเข็นรถเดินช่วยนายกฯในฐานะเจ้าของพื้นที่ ให้เข้ามาอยู่ใกล้ๆ พร้อมกล่าวว่า ถือว่าไม่ใช่ฝ่ายค้าน ถือว่าเป็นประชาชนมาช่วยกัน ก่อนถ่ายภาพร่วมกัน

จากนั้นนายกฯได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของอยู่ในตลาดบางใหญ่ซิตี้ โดยได้แวะซื้อของกินภายในงาน พร้อมอุดหนุนและชิมห่อหมกปลาอินทรีย์ ก่อนสั่งกินคู่ข้าวสวย พร้อมนางศุภจี และชมว่าอร่อย นอกจากนี้ยังซื้อและกินทุเรียนชะนี ชิมไอศกรีม ก่อนเหมามะม่วง แคนตาลูป ทุเรียน ภายในตลาดอีกด้วย

ต่อจากนั้นนายอนุทิน ได้โฟนอินสอบถามความคืบหน้าการคิกออฟโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในวันแรกไปยัง 4 จังหวัด ได้แก่ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนายกฯ สอบถามบรรยากาศจังหวัดเชียงคึกคักหรือไม่เป็นอย่างไร ขอให้ซื้อของหื้อม่วนนะหมู่เฮา

จากนั้นนายกฯพูดคุยกับทางจังหวัดตราด ถามว่าร้อนหรือไม่ ก่อนกล่าวว่า โอเคหรือไม่ ของเยอะไหม และชาวบ้านเห็นได้เลยหรือไม่ว่าซื้อของได้ราคาปกติ พร้อมกำชับผู้ว่าฯขอให้ดูจริงจัง ไม่ใช่ผู้ว่าฯกลับแล้วกลับกันหมด 

ขณะจังหวัดศรีสะเกษ นายกฯกล่าวกับผู้ว่าฯว่า วันนี้เงินเดือนออกให้เหมาเยอะๆหน่อยและดูแลชาวบ้านด้วย วันนี้ตนก็ใช้ไป 30% ของเงินเดือนแล้ว ก่อนกล่าวอีกว่า งานดูดี คนเยอะ ขอให้ดูแลประชาชนได้ทั่วถึง ของไม่พอยังไงก็ให้รีบติดต่อแจ้งพาณิชย์จังหวัดและแจ้งมาที่ส่วนกลาง

ส่วนที่จังหวัดสงขลา นายกฯกล่าวว่า เดี๋ยวจะไปสัญจรที่แรกที่จังหวัดสงขลา พร้อมถามว่า ตอนนี้นักท่องเที่ยวสุดสัปดาห์เข้ามาเยอะอยู่หรือไม่ ขอให้ดูแลให้ดี 

ภายหลังโฟนอินนายกฯได้เดินเยี่ยมชมร้านค้าภายในตลาดบางใหญ่ซิตี้ต่อ โดยได้ซื้อปลาสวยงามไปเลี้ยง และได้ตักปลาเอง เป็นปลาคาริมายาเรดสปอร์ต 2 ตัว ตัวละ 500 บาท โดยนำไปเลี้ยงเอง 1 ตัว และอีก 1 ตัวมอบให้เด็กชายที่กำลังมาซื้อปลาภายในร้าน โดยนายกฯระบุกับเด็กชายคนดังกล่าวว่า “ให้เลี้ยงแข่งกันนะ มาดูซิว่าใครโตกว่า” และนายกฯยังซื้อตู้ปลาด้วย ก่อนเดินมาอีกร้านซื้อปลาคาฟจักรพรรดิ 4 ตัว จากนั้นผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ซื้อปลา จะนำไปไว้ที่บ้านหรือไว้ที่ห้องทำงานทำเนียบฯ นายกฯตอบว่า จะซื้อไปใส่ตู้ที่บ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายกฯได้นั่งรถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อ BYD ทะเบียน สน 32 กรุงเทพมหานคร มาเยี่ยมชมบูธจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยหว่างที่นายกฯ เดินชมสินค้าภายในงาน ได้มีประชาชนมาถ่ายรูปกับทะเบียนรถนายกฯ ที่จอดบริเวณงาน โดยบางคนระบุว่า เป็นหัวแล้ว งวดนี้ออกแน่ 

กลาโหมยอมรับ ส่อเลื่อนจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ยันไม่กระทบศักยภาพกองทัพเรือ

กลาโหมยอมรับ ส่อเลื่อนจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ยันไม่กระทบศักยภาพกองทัพเรือ

กลาโหมยอมรับ ส่อเลื่อนจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ยันไม่กระทบศักยภาพกองทัพเรือ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

กลาโหม แจงแผนจัดหาเรือฟริเกตก ยอมรับอาจเลื่อนกรอบเวลา แต่ยืนยันไม่กระทบขีดความสามารถโดยรวม

วันที่ 1 พฤษาคม 2569  ที่ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) เมืองทองธานี พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาว่า เป็นความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานและลึกซึ้ง โดยเชื่อว่ายังคงมีความแน่นแฟ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นการทบทวนความสัมพันธ์นั้น โฆษกระบุว่า เป็นเรื่องในระดับนโยบาย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะพิจารณาอย่างรอบคอบ

ขณะที่กระทรวงกลาโหม มีบทบาทในการติดตามและสนับสนุนการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศของรัฐบาล เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยรวม

ขณะที่การจัดทำแผนงบประมาณปี 70 ของเหล่าทัพ อยู่ระหว่างดําเนินการ เพื่อไม่ให้เป็นไปตามนโยบาย รมว.กลาโหม 

ด้าน นาวาเอก นรา คุณโทถม รองโฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กองทัพเรือมีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาเรือฟริเกต เพื่อเสริมศักยภาพกำลังทางเรือ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาด้านงบประมาณ และการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณมีความเหมาะสม โดยเบื้องต้นอาจมีการปรับเลื่อนกรอบเวลาออกไปจากปีงบประมาณ 2570 แต่ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง

ทั้งนี้ ยืนยันว่าโครงการจัดหาเรือฟริเกตลำที่ 1 ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอน และเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการหลัก

พร้อมย้ำว่า แม้การจัดหาเรือใหม่อาจมีการเลื่อนออกไป แต่กองทัพเรือยังสามารถรักษาความพร้อมของกำลังรบจากเรือที่มีอยู่ ให้รองรับภารกิจด้านความมั่นคงได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ นาวาอากาศโท ณัฐนัย จันทร์เปล่ง รองโฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า แผนการจัดหาอากาศยานของกองทัพอากาศยังคงดำเนินการตามแผนงานเดิม

โดยในระยะแรก จะดำเนินการตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2572 และจะทยอยนำอากาศยานเข้าประจำการในช่วงปี 2572

ขณะที่แผนระยะที่ 2 ซึ่งกำหนดไว้ในปี 2571 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด ทั้งด้านแผนงานและกระบวนการผลิตจากบริษัทผู้ผลิต ก่อนจะมีการประกาศและดำเนินการอย่างชัดเจนในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ภาพรวมของโครงการยังเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้

ทูตรัสเซียโชว์วิสัยทัศน์ที่ สมช. มุ่งหุ้นส่วนยั่งยืน-แก้โกงออนไลน์

ทูตรัสเซียโชว์วิสัยทัศน์ที่ สมช. มุ่งหุ้นส่วนยั่งยืน-แก้โกงออนไลน์

ทูตรัสเซียโชว์วิสัยทัศน์ที่ สมช. มุ่งหุ้นส่วนยั่งยืน-แก้โกงออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

ทูตรัสเซียโชว์วิสัยทัศน์ที่ สมช. มุ่งหุ้นส่วนยั่งยืน-แก้โกงออนไลน์

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่รายละเอียดการบรรยายพิเศษของ นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซีย ณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

“เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) ได้เดินทางไปบรรยายให้กับเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (Office of the National Security Council) โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานและองค์กรภาครัฐอื่น ๆ ร่วมรับฟังด้วย การบรรยายได้จัดขึ้นในหัวข้อด้านความสัมพันธ์ทางการทูตและความร่วมมือกันระหว่างประเทศรัสเซียและไทย 

การบรรยายได้นำเสนอแนวโน้มในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและไทย โดยเอกอัครราชทูตฯ ได้เล่าถึงช่วงเวลาที่สำคัญของความร่วมมือทวิภาคี โดยได้บรรยายไปถึงรากฐานของความสัมพันธ์รัสเซีย-ไทยในสมัยศตวรรษที่ 19 และความสำคัญของความร่วมมือระหว่างกันในปัจจุบัน เช่น การทำงานร่วมกันทางด้านการเมือง การพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้านการค้าและเศรษฐกิจ ความร่วมมือเชิงวัฒนธรรม และปริมาณนักท่องเที่ยวที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น 

เอกอัครราชทูตได้บรรยายถึงการพัฒนาระหว่างรัสเซียและไทยที่จะนำไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต โดยรัสเซียมีความพร้อมที่จะขยายความร่วมมือกับประเทศไทยในเชิงปฏิบัติ การเชื่อมโยงกันระหว่างสถาบันต่าง ๆ และโครงการร่วมกันระยะยาวเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในความสัมพันธ์ทวิภาคี 

นอกจากนั้น เอกอัครราชทูตฯ ยังได้กล่าวถึงความร่วมมือกันในด้านความมั่นคงสารสนเทศระหว่างประเทศทั้งในรูปแบบทวิภาคีและกรอบขององค์การสหประชาชาติ ผู้รับฟังต่างให้ความสนใจกับประสบการณ์ของประเทศรัสเซียในการต่อต้านการฉ้อโกงทางออนไลน์ 

การบรรยายยังได้เน้นไปที่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และความร่วมมือพหุภาคีที่จะช่วยยกระดับความร่วมมือกันด้านความมั่นคง รวมถึงการรับมือกับภัยคุกคามข้ามชาติ การเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคภายใต้กรอบความร่วมมือรัสเซียและอาเซียน การพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน การหาความร่วมมือใหม่ ๆ ทั้งในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล พลังงาน และด้านการศึกษา เพื่อการวิเคราะห์ไปถึงระดับภูมิภาคและระดับโลก เพิ่มบทบาทของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวทีการเมือง และเศรษฐกิจโลก ซึ่งแน่นอนว่ารัสเซียให้ความสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนหลักการพื้นฐานของความเท่าเทียม ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน 

ก่อนจบการบรรยาย เอกอัครราชทูตฯ ได้กล่าวถึงที่มาของวิกฤติในประเทศยูเครนโดยเริ่มจากปี พ.ศ. 2557 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นในกรุงเคียฟของยูเครนและแนวทางที่นำไปสู่การออกห่างจากรัสเซีย เอกอัครราชทูตได้กล่าวถึงท่าทีของรัสเซียต่อปฏิบัติการทางทหารพิเศษ รวมถึงบทบาทของชาติตะวันตกในการเพิ่มความขัดแย้ง แม้ว่ารัสเซียจะเปิดกว้างต่อการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางการเมืองและการทูต แต่ต้องคำนึงถึงรากฐานที่แท้จริงในปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น”

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ไทย-รัสเซีย
รัสเซียข-ไทย
สมช.

ขอขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพจากทางเพจเฟสบุ๊ก สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

กรณ์ อัด ภท. หมกเม็ด แลนด์บริดจ์ ย้ำ TDRI ประเมิณไม่คุ้มค่าทางการเงิน

กรณ์ อัด ภท. หมกเม็ด แลนด์บริดจ์ ย้ำ TDRI ประเมิณไม่คุ้มค่าทางการเงิน

กรณ์ อัด ภท. หมกเม็ด แลนด์บริดจ์ ย้ำ TDRI ประเมิณไม่คุ้มค่าทางการเงิน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

วันนี้ 1 พฤษภาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเปิดโปงเบื้องหลังนโยบายเรือธง Landbridge ที่เคยถูกถอนออกไปในช่วงหาเสียง แต่กลับมาเร่งผลักดันในฐานะรัฐบาล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ช่วงก่อนเลือกตั้ง TDRI ได้ออกมาชมเชยพรรคภูมิใจไทยที่ ‘ไม่มี’ นโยบาย Landbridge ปรากฏในชุดนโยบายหาเสียงของพรรค แล้วประเมินว่าใช้ ‘งบประมาณหาเสียงน้อยดี‘ TDRI บอกว่า ดีแล้วที่ถอนเรื่องนี้ออกไป (ทั้งที่เคยเป็นนโยบายเรือธงของพรรคในการเลือกตั้งปี 2566) TDRI ให้เหตุผลว่าโครงการนี้ ‘ไม่คุ้มค่าทางการเงิน และมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ตํ่ามาก’ ตอนนั้นผมได้ออกมาเตือน TDRI ว่าคุณแน่ใจหรือว่า พรรคภูมิใจไทย เขาจะไม่หมกเม็ด ปกปิดรายละเอียดโครงการ โดยมีแผนจะผลักดันอยู่ดีเมื่อกลับมาเป็นรัฐบาล และนี่ก็เป็นสาเหตุว่า แทบทุกเวทีดีเบตที่เราเน้นย้ำมากกับทุกรายละเอียดของนโยบายหาเสียงที่ต้องสอดคล้องกับรายงานที่พรรคการเมืองต้องส่งกกต. วันนี้เราเห็นความจริงแล้วว่า สิ่งที่พูดไม่ได้ทำ แต่สิ่งที่จะทำหมกเม็ดไม่พูดและไม่รายงานตามกฎหมาย”

กรณ์ จาติกวณิช

หลังจากที่โพสต์ของ กรณ์ จาติกวณิช เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ชาวเน็ตและแฟนคลับจำนวนมากต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย เช่น

“คุณกรณ์จำแม่นมาก แถมรู้ทันเขาอีก”

“ไม่พูด ก็ทำ”

“แต่ กกตหค ก็มิได้นำพา”

“ไม่คิดว่าจะได้ทำจรืงก็แค่สร้างฝันแล้วบริหารงบส่วนหน้าแจกกระจายไปทุกพื้นที่ทุกสังคมที่เกี่ยวข้อง/พอหมดเงินนี้ก็คาดว่าไม่น้อยนะราวๆพันกว่าล้านนะ/โครงการก็ละลายหายไปเหมือน”คลองไทย””

“ผลประโยชน์ มันเยอะครับ”

“กักตุนที่ดินไว้แล้ว อาจเก็บค่าต๋งกินเปล่าได้อีก”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij 

คุณแหน : 2 พฤษภาคม 2568

คุณแหน : 2 พฤษภาคม 2568

คุณแหน : 2 พฤษภาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ขอแสดงความยินดีกับ ผศ.ดร.เสาวนีย์ วรรณประภา ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งมงกุฎไทย ตริตาภรณ์มงกุฎไทย ตามพระราชโองการประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูเกียรติช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยขั้นตำ่กว่าสายสะพาย ประจำปี 2569 ประกาศ ณ วันที่ 23 เม.ย.69…ทีมงาน “คุณแหน” ที่ นสพ.แนวหน้า และ เพื่อนๆวารสารฯ ธรรมศาสตร์ ก็ฝากแสดงความยินดีกับ ดร.นก – ผศ.ดร.เสาวนีย์ มาด้วยเช่นกัน…
  • สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ประกาศรายชื่อ ศิษย์เก่าดีเด่น คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.ประจำปี 2569 ดังรายชื่อต่อไปนี้ ศิษย์เก่าดีเด่น เกียรติยศ ได้แก่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ… ศิษย์เก่าดีเด่น 6 ท่าน ได้แก่ ศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ ,รศ.ดร.พีระ เจริญพร ,จีรพันธ์ อัศวธนกุล , สุนทร สถาพร ,ยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์ และ อารย์ ปาลเดชพงศ์ … ทางด้าน นักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่ง ได้แก่ ดร.พิมนารา หิรัญกสิ…นอกจากนี้ยังมี ศิษย์เก่าดาวรุ่ง 4 ท่าน ได้แก่ ดร.ศิรัถยา อิศรภักดี , พริษฐ์ เที่ยงธรรม , ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ และ มทินา วัชรวราทร…ขอแสดงความยินดีมา ณ โอกาสนี้ด้วย…
  • ดีใจด้วยอีกเรื่อง เมื่อทราบข่าวว่า โรงพยาบาลเซเปี้ยนซ์ ได้รับ รางวัล ArokaGO Star ครั้งที่ 7 ประจำปี 2026 ด้วยมาตรฐานการดูแลสุขภาพ เวลเนส และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในระดับสากล โดยมี นพ.อาณัติ อุดมศักดิ์ ประธานกรรรมการบริหารเข้ารับรางวัล พร้อมรับรองมาตรฐาน ArokaGO Star อย่างเป็นทางการ เมื่อเร็วๆนี้…ด้วยทุกการรักษามุ่งเน้น”ตรงจุด ปลอดภัย และยั่งยืน” …
  • เพื่อนๆบ่นเสียดาย…เพราะหาก ภณิดา คู่ชีวิตไม่ด่วนจากไปก่อนเมื่อไม่กี่วันมานี้ จตุพร บานชื่น ก็จะได้ฉลองชีวิตรักที่ได้อยู่ร่วมกันมา 50 ปี…มีพบย่อมมีพรากจากกันเป็นธรรมดาของชีวิต…
  • เมื่อวานเช้า คัทยา วิจิตรพันธ์ุ ต้องพาบิดา ชวลิต มาพบแพทย์ ร.พ.จุฬาภรณ์ โดยด่วน เพราะมีอาการปวดหลังมากนอนไม่ได้ทั้งคืน ผลเอ็กซ์เรย์ กล้ามเนื้ออักเสบ รับยาไม่ต้องแอดมิท โดยมีคู่ชีวิต นงลักษณ์ เฝ้าดูแลไม่ห่าง เสร็จภารกิจ เลยพากันไปเยี่ยมพี่สาว ดุษฎี อยู่เจริญ ที่บ้านหลักสี่ จนเย็นย่ำค่ำมืดเลยทีเดียวเชียว…
  • เพื่อนนิติศาสตร์ มธ. รุ่น 2513-2516 ขอร่วมแสดงความอาลัยในการจากไปของ อิทธิพร แสงประดับ งานสวดพระอภิธรรมศพ จัดที่ ศาลา 5 วัดสุทธจินดา(นครราชสีมา) 18.00 น. วันที่ 29 เม.ย.- 2 พ.ค. และ กำหนดพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 3 พ.ค.15.00 น…
  • กลับมาจากไปเรียนซัมเมอร์ที่ออสเตรเลีย พชรพชร์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ ดูสดใสร่าเริง เจ้าตัวเข้ารายงานตัวกับคุณตา-คุณยาย วันชัย-จุไรรัตน์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ ว่า อยู่ที่โน่น ได้ตื่นแต่เช้า นอนไว ทานอาหารได้เยอะ จนตัวสูงขึ้นหลายเซ็นติเมตร และไปเรียนแต่เช้าทุกวัน…หลานๆอยู่พร้อมหน้าครบครัน สร้างสีสันสดใสให้บ้านของคุณตา-คุณยายเป็นที่สุด!!…

บารอนเนส

เผยเบื้องหลัง 40 ปีแห่งความไว้วางใจ สู่กลยุทธ์ Social Marketing ฟันเฟืองสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจ

เผยเบื้องหลัง 40 ปีแห่งความไว้วางใจ สู่กลยุทธ์ Social Marketing ฟันเฟืองสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจ

เผยเบื้องหลัง 40 ปีแห่งความไว้วางใจ สู่กลยุทธ์ Social Marketing ฟันเฟืองสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.35 น.

ตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่โจทย์ใหญ่ของผู้บริโภคยังคงเป็นเรื่องของ “ความเชื่อมั่น” โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีตัวเลือกมากมาย การค้นหาศูนย์รวมรถมือสองที่น่าเชื่อถือที่สุด จึงเป็นสิ่งแรกที่ผู้ซื้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้รถคุณภาพดีในราคาที่เป็นธรรม

กว่า 40 ปี สู่ความเชื่อมั่น เส้นทางที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

เบื้องหลังก้าวสำคัญในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ “เต็นท์รถคุณพ้ง” คือการนำโดย “แมน” ผู้บริหารวิสัยทัศน์ไกลที่มาพร้อมกับแนวคิดการทำธุรกิจยุคใหม่ โดยมองว่ารากฐานของความยั่งยืนไม่ใช่เพียงยอดขาย แต่คือการส่งมอบคุณภาพควบคู่ไปกับความจริงใจ ทั้งนี้ แมนได้ดึงกลยุทธ์ Social Marketing มาเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน เพื่อสร้างตัวตนและการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในใจลูกค้าทุกราย การปรับเปลี่ยนภายใต้การนำของแมน ทำให้ภาพลักษณ์ของเต็นท์รถคุณพ้งเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่เป็นเพียงสถานที่เลือกซื้อรถมือสอง ได้กลายเป็น “ศูนย์รวมที่ปรึกษาด้านรถยนต์มือสองมืออาชีพ” ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจสูงสุด ด้วยสไตล์การบริหารที่เน้นการดูแลลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว และการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา

ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน คุณแมนสามารถพิสูจน์ความสามารถด้วยการพาองค์กรก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งจากกลุ่มลูกค้าเดิมและกลุ่มคนรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความจริงใจและการไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา คือรากฐานสำคัญที่จะพาแบรนด์ไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

พลิกโฉมการซื้อ-ขาย ให้เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยระดับสากล

ในปี 2026 นี้ เต็นท์รถคุณพ้ง ได้สร้างปรากฏการณ์ พลิกโฉมการซื้อ-ขายรถมือสอง ให้กลายเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย ด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจสอบประวัติรถและการยื่นขอสินเชื่อออนไลน์ ทำให้ผู้ซื้อยุคใหม่เข้าถึงรถยนต์คุณภาพได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ถือเป็น แหล่งซื้อรถมือสองราคาดีในประเทศไทย ที่คุ้มค่าที่สุดในขณะนี้

เทคนิคการเลือกซื้อรถแบบไม่โดนเอาเปรียบ โดย “เต็นท์รถคุณพ้ง” เพราะหัวใจสำคัญในปี 2026 คือ “คุณภาพต้องพิสูจน์ได้ ราคาต้องโปร่งใส” เต็นท์รถคุณพ้งจึงร่วมแชร์หลักการสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถคู่ใจ

เลือกซื้อจากแหล่งที่กล้าการันตีสภาพ: เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยงว่าคุณจะได้รถคุณภาพดีจริงตามที่ตกลง ราคากลางต้องสอดคล้องกับสภาพจริง: ราคาต้องมีความสมดุล ไม่ถูกจนผิดสังเกตหรือแพงเกินมูลค่าตลาดโดยไม่มีเหตุผลรองรับ , เอกสารประวัติรถต้องชัดเจน: ต้องมี Service Record หรือเอกสารยืนยันประวัติการบำรุงรักษาที่โปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกคัน

ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์ เต็นท์รถคุณพ้ง จึงมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำแนะนำเสมือนเป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยวิเคราะห์ความต้องการ ตั้งแต่ลักษณะการใช้งานไปจนถึงการวางแผนการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้ “รถที่ใช่” ในงบประมาณที่เหมาะสมที่สุด การเลือกซื้อรถมือสองในปี 2026 จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอีกต่อไป หากเริ่มต้นจากแหล่งที่โปร่งใสและเป็นมืออาชีพ “เต็นท์รถคุณพ้ง” พร้อมยกระดับประสบการณ์การซื้อขายรถให้ง่าย ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุด ด้วยเทคโนโลยีการตรวจสอบสภาพที่เข้มงวดและทีมผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเสมือนคนในครอบครัว เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการรถมือสองเบอร์ 1 ในใจคนกรุงเทพฯ ที่พร้อมมอบ “รถที่ใช่” ในราคาที่ยุติธรรมที่สุด