มช. ร่วมกับ National University of Singapore มุ่งนำ AI พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลขั้นสูง

มช. ร่วมกับ National University of Singapore มุ่งนำ AI พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลขั้นสูง

มช. ร่วมกับ National University of Singapore มุ่งนำ AI พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลขั้นสูง

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เป็นเจ้าภาพจัดงาน “The Quantum Convergence: Launching Thailand’s first IBM Quantum Network academic member in collaboration with NUS (National University of Singapore)” โดยในโอกาสนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับบริษัท IBM (NYSE: IBM) เพื่อเข้าร่วมศูนย์วิจัยและนวัตกรรม IBM-NUS ซึ่งมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลขั้นสูง พร้อมกำหนดวาระนวัตกรรมเพื่อสร้างระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ระดับแนวหน้าของประเทศไทย ความร่วมมือในครั้งนี้ต่อยอดจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ลงนามร่วมกับ IBM เพื่อเข้าร่วมศูนย์วิจัยและนวัตกรรม IBM-NUS เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสามฝ่ายในด้านการวิจัย การเสริมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากร อันถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์และการประมวลผลเชิงควอนตัมในสิงคโปร์และประเทศไทย

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม พร้อมเปิดโอกาสสำหรับความร่วมมือระดับนานาชาติในการพัฒนาและประยุกต์ใช้การประมวลผลเชิงควอนตัมในสาขาที่มีผลกระทบสูง อาทิ วิทยาศาสตร์วัสดุ การแพทย์ วิทยาการข้อมูล การประมวลผลสมรรถนะสูง ตลอดจนการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคนิคการจำลองและการหาค่าที่เหมาะสมขั้นสูง นอกจากนี้ งานยังเน้นย้ำบทบาทของนวัตกรรมควอนตัมเชิงประยุกต์ในการเสริมสร้างศักยภาพการวิจัย ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ไฮไลต์สำคัญของงาน ประกอบด้วย พิธีการลงนามเป็นสมาชิก IBM Quantum Innovation Center กับ National University of Singapore ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่อย่างเป็นทางการ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ Mr.George Loh Associate Vice President (Strategic Partnership) National University of Singapore เป็นผู้ลงนาม ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านควอนตัมของภูมิภาค และสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของทุกฝ่ายในการพัฒนาขีดความสามารถด้านควอนตัมของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรระดับนานาชาติ

ในช่วงเช้าของงาน ได้มีการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “IBM Quantum Computing with Qiskit Workshop” นำโดยผู้เชี่ยวชาญจาก IBM เพื่อเสริมสร้างทักษะเชิงปฏิบัติแก่นักวิจัยและผู้เข้าร่วม โดยเน้นการใช้งาน Qiskit ซึ่งเป็นชุดซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับการออกแบบ จำลอง และประมวลผลวงจรควอนตัมอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การสร้างและทดสอบวงจรควอนตัม รวมถึงการนำเครื่องมือเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในงานวิจัยและพัฒนาต่าง ๆ ต่อไป

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว นักศึกษาและนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเทคโนโลยีควอนตัมขั้นสูงผ่าน IBM Quantum Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้ใช้งานเทคโนโลยีควอนตัมขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อการเรียนรู้ การทดลอง และการวิจัย อันจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ด้านการประมวลผลเชิงควอนตัมอย่างเป็นระบบ การต่อยอดความร่วมมือนี้ยังครอบคลุมถึงการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมควอนตัมไปประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและสังคม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในด้านวิชาการ เศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน การพัฒนา quantum ecosystem นี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรมในประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย

ก้อย อรัชพร ส่ง Sunflower เพลงรักของคนที่เลือกจะรัก แม้จะไม่ถูกเลือก

ก้อย อรัชพร ส่ง Sunflower เพลงรักของคนที่เลือกจะรัก แม้จะไม่ถูกเลือก

ก้อย อรัชพร ส่ง Sunflower เพลงรักของคนที่เลือกจะรัก แม้จะไม่ถูกเลือก

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

ก้อย อรัชพร ศิลปินและนักแสดงสาวที่เดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานดนตรีอย่างต่อเนื่อง กลับมาพร้อมซิงเกิลที่ 2 ในปีนี้อย่าง “Sunflower” บทเพลงรักที่ถ่ายทอดมุมมองความรักในแบบที่แตกต่างออกไป ไม่ได้พูดถึงความสมหวัง แต่เป็นความรู้สึกของคนที่ “เลือกจะรัก” แม้จะไม่ได้เป็นคนที่ถูกเลือกก็ตาม

“Sunflower” หรือ “ทานตะวัน” ใช้ดอกไม้เป็นตัวแทนของความรู้สึก เปรียบเหมือนการเป็นคนหนึ่งที่ยังคงหันหาใครบางคน เหมือนดอกทานตะวันที่หันเข้าหาแสงเสมอ ไม่ใช่เพราะแสงนั้นเป็นของเรา แต่เพราะมันคือสิ่งเดียวที่หัวใจเลือกจะมอง

เพลงนี้เล่าถึงการอยู่ข้าง ๆ ใครสักคนอย่างไม่เร่งรัด ไม่คาดหวังเกินไป เพียงแค่หวังว่าในสักวันหนึ่งเขาอาจจะหันมาเห็นกันบ้าง และแม้วันนั้นจะไม่มาถึง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเสียใจ เพราะการได้รักใครสักคนอย่างเต็มที่ ก็มีความหมายในตัวมันเองแล้ว

ก้อยถ่ายทอดมุมมองความรักครั้งนี้ผ่านประโยคที่สะท้อนตัวตนของเพลงได้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าฉันไม่ใช่ ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย” ทำให้ “Sunflower” ไม่ใช่แค่เพลงของการรอคอย แต่เป็นเพลงของการเข้าใจความรัก และยอมรับมันในแบบที่มันเป็น

ในส่วนของมิวสิกวิดีโอ ได้ บอส กมลพิพัฒน์ บุนนาค  เพื่อนซี้จากแก๊ง Friendsfly และ อัด อวัช รัตนปิณฑะ นักแสดงมากความสามารถ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักในมุมที่ทั้งอบอุ่นและชวนลุ้น กับเคมีแบบ “เพื่อนสนิท” ที่แม้ความสัมพันธ์จะไม่ชัดเจน แต่กลับเต็มไปด้วยโมเมนต์เล็ก ๆ ที่ทำให้คนดูเผลอยิ้มตาม

และแม้ช่วงนี้ก้อยจะอยู่ในโหมดอินเลิฟ แต่เพลง “Sunflower” กลับเล่าเรื่องความรักในมุมของการไม่คาดหวังอะไร ตอกย้ำอีกด้านของความรู้สึกที่โตขึ้น ที่เข้าใจว่าการได้รักใครสักคนอย่างเต็มที่ ถึงเราอาจจะไม่ใช่สำหรับเขา แต่การได้รักก็มีความหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว 

สามารถรับชมมิวสิกวิดีโอเพลง ‘Sunflower’ ได้แล้วทาง YouTube GoyNattyDream https://www.youtube.com/@goynattydreamchannel  

ศธ.งัดมาตรการเข้ม ลดค่าใช้จ่าย ลูกเสือไม่ต้องจัดเต็ม รองเท้า-กระเป๋า ไม่ต้องตราโรงเรียน

ศธ.งัดมาตรการเข้ม ลดค่าใช้จ่าย ลูกเสือไม่ต้องจัดเต็ม รองเท้า-กระเป๋า ไม่ต้องตราโรงเรียน

ศธ.งัดมาตรการเข้ม ลดค่าใช้จ่าย ลูกเสือไม่ต้องจัดเต็ม รองเท้า-กระเป๋า ไม่ต้องตราโรงเรียน

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

ศธ. “ย้ำชัดทุกโรงเรียนต้องลดภาระผู้ปกครองทันที” ออกมาตรการเข้ม ไม่มีข้อยกเว้น เดินหน้าจากความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริงทั่วประเทศ 

2 พฤษภาคม 2569  กระทรวงศึกษาธิการประกาศยกระดับนโยบาย “ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง” อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทุกสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยไม่มีข้อยกเว้น พร้อมเร่งขับเคลื่อนจาก “ความร่วมมือ” สู่ “การปฏิบัติจริง” หลังพบว่ายังมีบางสถานศึกษาที่ยังไม่ดำเนินการตามแนวทางที่ได้ขอความร่วมมือไปก่อนหน้านี้ 

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดอมรินทราราม ว่า จากสถานการณ์ค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงและส่งผลกระทบต่อครัวเรือนทั่วประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการ “ลดภาระผู้ปกครอง” มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศให้พิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น 

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามพบว่า แม้หลายโรงเรียนได้ตอบรับและดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีบางแห่งที่ยังไม่ได้นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ทำให้ผู้ปกครองยังคงต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย หรือจำเป็นต้องติดตามสอบถามด้วยตนเอง 

“กระทรวงศึกษาธิการเข้าใจดีว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาคือหนึ่งในความกังวลหลักของผู้ปกครองในเวลานี้ เราไม่ต้องการให้ความร่วมมือเป็นเพียงแนวทางเชิงขอร้องอีกต่อไป แต่ต้องเกิดผลจริงในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ” รมว.ศธ. กล่าว และว่า  

เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงศึกษาธิการจึงออกประกาศเพิ่มเติม กำหนดมาตรการสำคัญ 2 ด้านหลัก พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้ 

มาตรการที่ 1: ลดค่าใช้จ่ายทันที ปรับระเบียบให้สอดคล้องสถานการณ์เศรษฐกิจ ยกระดับจากการ “ขอความร่วมมือ” เป็น “แนวทางปฏิบัติ” ที่ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการ โดยเน้นลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ได้แก่ 

• ชุดนักเรียน 
อนุโลมให้นักเรียนสามารถใช้ชุดเดิมได้ แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายสถานศึกษา เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน 

• ความยืดหยุ่นด้านการแต่งกาย 
ส่งเสริมให้สถานศึกษาพิจารณาเพิ่มวันสวมใส่ชุดพละหรือชุดสุภาพ เพื่อลดความจำเป็นในการจัดซื้อชุดใหม่ 

• ชุดลูกเสือ–เนตรนารี 
ไม่บังคับจัดซื้อชุดเต็มรูปแบบ โดยสามารถใช้เฉพาะผ้าผูกคอและหมวกร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละได้ 

• กระเป๋าและรองเท้า 
เปิดกว้างไม่จำกัดรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีตราสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความสุภาพ ความเหมาะสม และการใช้งานจริง 

• การปักชื่อเครื่องแบบนักเรียน 
ปรับจากการปักชื่อ–นามสกุลเต็ม เป็นการใช้อักษรย่อของสถานศึกษา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มอายุการใช้งาน และสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) 

• การบริหารจัดการระดับสถานศึกษา 
มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาออกแบบมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมตามบริบทของพื้นที่ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและผู้ปกครอง 

มาตรการที่ 2 : จัดหาอุปกรณ์การเรียน “ราคาควบคุม” เพิ่มทางเลือก ลดค่าใช้จ่ายจริงกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการจัดหาและกระจาย 

• หนังสือเรียน 

• แบบเรียน 

• เครื่องเขียน 

• อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น 

ในราคาควบคุม เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถเข้าถึงอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และมีทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม 

เข้มมาตรการติดตามผล เน้น “ทุกโรงเรียนต้องเกิดผลจริง” เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายดังกล่าวจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วน กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่ 

• การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาโดยรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูง 

• การรายงานผลจากหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 

• การเปิดช่องทางรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองโดยตรง 

หากพบว่าสถานศึกษาใดยังไม่ดำเนินการตามนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งเข้าไปหารือ แก้ไข และกำกับติดตามอย่างใกล้ชิดในทันที 

รมว.ศธ. กล่าวย้ำว่า  “มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นความตั้งใจของกระทรวงศึกษาธิการที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่ทุกครอบครัวกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ เราจะทำให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า ระบบการศึกษาจะไม่สร้างภาระเพิ่มเติม แต่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระของพวกเขา”
 

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี โพสต์ข้อความระบุว่าหลังจากที่ทุกท่านได้ฮือฮากับข่าวการพบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรีไปก่อนหน้านี้ วันนี้แอดมินรวบรวมข้อมูล “สรุปผลการดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง” ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันมาฝากกันแล้ว ดังนี้

ตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบันการดำเนินงานขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เริ่มต้นทำการขุดค้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดกู้และชุดศึกษาหลักฐานทาง โบราณคดีจากตำแหน่งที่มีการค้นพบกลองมโหระทึก ในที่นา ของนางคนางค์ เพชรสุด หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขุดพบสุสานบุคคลชั้นสูง อายุกว่า 1,500 ปี สวมกำไลทองคำ ฝังรวมกับกลองมโหระทึก

การดำเนินงานในระยะแรกได้กำหนดหลุมขุดค้นขนาด 2 x 2.2 เมตร วางแนวตามทิศตะวันออก-ตะวันตก โดยกำหนดให้ตำแหน่งที่พบ กลองมโหระทึกอยู่บริเวณกึ่งกลางหลุม และทำการขุดค้นตามระดับชั้นดินธรรมชาติ เพื่อรักษาบริบทของหลักฐานให้มากที่สุด ผลการชุดค้นในช่วงต้นพบชิ้นส่วนขอบฐานของกลองมโหระทึกใน ระดับความลึกประมาณ 60 เซนติเมตรจากผิวดิน พร้อมทั้งพบ ภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง

เมื่อดำเนินการขุดลึกลงไปถึงระดับประมาณ 100 เซนติเมตร พบชิ้นส่วนกลองมโหระทึกอีกใบในลักษณะคว่ำหน้าอยู่ในดิน และเริ่มปรากฎหลักฐานสำคัญ คือ โครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยมีการวางภาชนะสำริดประกอบพิธีศพในตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งด้านข้าง ใต้ร่าง และปลายเท้า

นอกจากนี้ยังพบเครื่องประดับ ได้แก่ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน แหวนทองคำ และกำไลทองคำ ซึ่งบางชิ้นยังคงสวมอยู่กับโครงกระดูก แสดงถึงความสำคัญของบุคคลและความเชื่อเกี่ยวกับ การอุทิศสิ่งของในพิธีกรรมหลังความตาย

ภายหลังจากการค้นพบโครงกระดูก ได้ดำเนินการขุดค้นอย่างละเอียดเพื่อศึกษารูปแบบการฝังศพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนกระทั่งพบโครงกระดูกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 4 โครง ในบริเวณด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหลุมขุดค้น โดยโครงกระดูกทั้งหมดมีทิศทางการวางตัวสอดคล้องกัน คือหันศีรษะไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

จากข้อจำกัดของพื้นที่หลุมชุดค้นเดิม และการที่โครงกระดูกบางส่วนทอดยาวเข้าไปในผนังดิน จึงขยายพื้นที่ขุดค้นออกเป็นขนาด 4 x 4.5 เมตร เพื่อให้สามารถตามแนวโครงกระดูกและทำการศึกษารูปแบบของแหล่งได้อย่างครบถ้วน

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 การดำเนินงานมีความก้าวหน้ามากขึ้นโดยสามารถติดตามแนวโครงกระดูกไปจนถึงบริเวณศีรษะของบางโครงและพบหลักฐานใหม่ที่สำคัญ ได้แก่ โลหะสำริดบริเวณศีรษะ รวมถึงลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน และเม็ดลูกปัดทองคำเพิ่มเติม โดยเฉพาะในโครงกระดูกหมายเลข 1 ซึ่งเป็นโครงที่มีการพบเครื่องประดับจำนวนมากตั้งแต่ระยะแรก

ต่อมาในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 พบโครงกระดูกเพิ่มรวมเป็นอย่างน้อย 8 โครง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกจำนวน 4 โครง และกลุ่มที่ พบเพิ่มเติมอีก 4 โครง ซึ่งวางเรียงตัวต่อเนื่องกันในแนวเดียวกันโดยมีภาชนะดินเผาคันระหว่างกลุ่มอย่างเป็นระเบียบและมีการสวมโลหะสำริดลักษณะคล้ายภาชนะครอบบริเวณศีรษะ ทั้งส่วนบนของกะโหลกและบริเวณคาง ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษที่ไม่พบโดยทั่วไป

นอกจากนี้ ยังพบกลุ่มโบราณวัตถุสำคัญ เช่น ภาชนะดินเผาขนาดเล็กที่วางซ้อนกันเป็นชุดจำนวนประมาณ 7 ใบ ภาชนะสำริดบริเวณปลายเท้าของโครงกระดูก และลูกปัดจำนวนมาก โดยเฉพาะในโครงกระดูกหมายเลข 5 ที่พบลูกปัดแก้วสีฟ้าอมเขียว จำนวนประมาณ 1,300 เม็ดรวมกันเป็นกลุ่มคล้ายเครื่องประดับ ตลอดจนการพบจี้ทองคำ, ลูกปัดทองคำ และต่างหูทองคำเพิ่มเติมในบางโครง

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

ศุภมาส สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.52 น.

“ศุภมาส” สั่ง สคบ. ลุยเกาะเกร็ด! สอบร้านปั้นดินเผา เบี้ยวส่งของ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  เร่งตรวจสอบกรณีนักท่องเที่ยวใช้บริการปั้นและฝากเผาเครื่องปั้นดินเผาที่เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี แต่ไม่ได้รับสินค้าตามกำหนด 

ล่าสุด นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ สคบ. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ร้านค้าแห่งหนึ่ง บริเวณเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี จากกรณีที่มีผู้ร้องทุกข์จำนวน 4 ราย เข้าใช้บริการปั้นและเผาเครื่องปั้นดินเผา ในราคา 100 บาท แต่เนื่องจากการเผาใช้ระยะเวลานาน ทางร้านจึงมีการบริการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผาให้ โดยคิดค่าบริการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผา ราคา 30 บาท ใช้ระยะเวลาในเผาและจัดส่งประมาณ1 เดือน 

จากการสอบถามข้อเท็จจริง  ร้านค้าชี้แจงว่า ทางร้านได้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม ทำให้เอกสารที่ใช้ในการจัดส่งเครื่องปั้นดินเผาของผู้บริโภคบางรายสูญหายและไม่สามารถจัดส่งได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับและประสงค์รับเครื่องปั้นดินเผา ให้ติดต่อร้านค้า เพื่อแจ้งที่อยู่ในการจัดส่ง และหากผู้บริโภคไม่ประสงค์รับเครื่องปั้นดินเผา ทางร้านค้ายินดีคืนเงินค่าบริการเผาและค่าจัดส่ง จำนวน 130 บาทให้ทันที ซึ่งทาง สคบ. ได้ประสานผู้ร้องทุกข์ทั้ง 4 ราย ทราบว่าผู้ร้องจำนวน 1 รายได้รับเงินคืนเรียบร้อยแล้ว และอีก 3 รายอยู่ในระหว่างการพิจารณาเงื่อนไขของร้านค้า 

“จากกรณีที่เกิดขึ้น หากไม่ได้รับการสื่อสารหรือไม่มี สคบ. เป็นตัวกลาง  เราไม่อาจทราบได้ว่าผู้บริโภคจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่การท่องเที่ยว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว ดิฉันจึงได้เน้นย้ำให้ สคบ. เร่งให้ความช่วยเหลือเพื่อคืนความเป็นธรรมผู้บริโภค  ขณะเดียวกันขอเน้นย้ำถึงสิทธิของผู้บริโภค ในการซื้อสินค้าและใช้บริการทุกครั้ง ควรเก็บหลักฐานการรับเงิน ชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ของร้านค้า เพื่อความสะดวกในการติดตาม ในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในอนาคต และฝากถึงร้านค้ารวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจทุกรายให้ประกอบธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเป็นธรรม“ นางสาวศุภมาสกล่าว

ทั้งนี้ หากผู้บริโภคไม่ได้ความเป็นธรรมสามารถ ขอคำปรึกษาได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 หรือร้องทุกข์ผ่านทางแอปพลิเคชัน OCPB connect และ เว็บไซต์ ocpb.go.th สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ คว้ารางวัลองค์กรทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เข้ารับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ ประจำปี 2568” เดินหน้าภารกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้เปราะบาง และสังคมอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 30 เมษายน 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล ให้กับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ภายใต้การดูแลของนางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ที่ได้รับรางวัล “ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ ประจำปี 2568” ณ อาคารหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า การได้รับรางวัลในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานที่ยึดประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ ขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ไปด้วยกัน ภายใต้เจตนารมณ์ของความมุ่งมั่นทำประโยชน์เพื่อสังคม โดยรางวัลนี้จะเป็นเหมือนกำลังใจของการเดินหน้าสานต่อภารกิจสร้างโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส และการพัฒนาสังคมไทยให้ดีขึ้นต่อไป

สำหรับรางวัลดังกล่าว นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมูลนิธิฯ ที่ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐในฐานะองค์กรที่อุทิศตนทำงานเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์ต่าง ๆ การมอบอุปกรณ์ยังชีพแก่ผู้ประสบภัย การสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กรมประชาสัมพันธ์ เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติบุคคล หน่วยงาน หรือสื่อมวลชนที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริม ผลักดัน หรือดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อกรมประชาสัมพันธ์และประเทศชาติ

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

60 มัคคุเทศก์น้อยโชว์ของ เรียนจริง ทำจริง ณ พิพิธภัณฑ์พระนคร พร้อมเทคนิคจาก พ่อมด TikTok

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.31 น.

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดงานปัจฉิมนิเทศกิจกรรม “Young จะเล่า” พร้อมมอบประกาศนียบัตรเยาวชนผู้ผ่านการอบรมในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม” จำนวน 60 คน ซึ่งเป็นเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ ถ่ายทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทยผ่านสื่ออย่างสร้างสรรค์และมีคุณภาพ

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กิจกรรม ‘Young จะเล่า’ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่การเป็น ‘มัคคุเทศก์น้อยแห่งสยาม’ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือทำจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และค้นพบศักยภาพของตนเอง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นนักเล่าเรื่องรุ่นใหม่ในอนาคต งานปัจฉิมนิเทศครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการมอบประกาศนียบัตร แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนผลลัพธ์ของโครงการที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของเยาวชน ทั้งด้านทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในรากฐานทางวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการได้รับความสนใจจากเยาวชนทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมทั้งสิ้น 196 คน และผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 60 คน จากเดิมที่กำหนดไว้ 50 คน เพื่อเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการตลอดหลักสูตร ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 มีนาคม 2569 โดยเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. ด้านการผลิตเนื้อหาและสร้างสรรค์คอนเทนต์ 2. ด้านองค์ความรู้พิพิธภัณฑ์ และ 3.ด้านการเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพ

โดยมี นายศิลา พีรวัฒฑึก “พ่อมดติ๊กต๊อก” นักสร้างคอนเทนต์ชื่อดัง, นายยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, นายเทินพันธ์ แพนสมบัติ ผู้เชี่ยวชาญจากกองทุนฯ และคณาจารย์จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

นอกจากการอบรมในห้องเรียน เยาวชนยังได้ฝึกปฏิบัติงานจริงในบทบาท “มัคคุเทศก์น้อย” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร รวมระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ตรงและความมั่นใจในการสื่อสารกับผู้เข้าชมโดยมอบประกาศนียบัตรแก่เยาวชนทั้ง 60 คน พร้อมมอบโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานคลิปวิดีโอโดดเด่น 3 รางวัล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของเยาวชนในการเป็นทั้ง “ผู้รู้เท่าทันสื่อ” และ “ผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์” ที่สามารถนำองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมไทยมาสื่อสารสู่สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกิจกรรมประกวดคลิปวิดีโอในหัวข้อ “มัคคุเทศก์น้อยอาสา พาทัวร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” ผลงานที่มียอดรับชมสูงสุด 3 อันดับ ได้รับโล่เกียรติคุณและเงินรางวัลจากกองทุนฯ ดังนี้

รางวัลชนะเลิศ: นางสาวณิชา ไทยยิ่ง

รองชนะเลิศอันดับ 1: นางสาวศรุตา คอยเอื้อชาติ

รองชนะเลิศอันดับ 2: นางสาวพนิตนันท์ จำเนียรเจริญกุล

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ยังคงมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะรอบด้าน สอดคล้องกับบริบทสังคมในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และการสื่อสาร ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตและการใช้สื่ออย่างเหมาะสม ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อยกระดับศักยภาพเยาวชนสู่การเป็นนักสื่อสารและผู้ผลิตสื่อคุณภาพ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของประเทศ

ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานของเยาวชนและข่าวสารกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: “Young จะเล่า” และ “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์”

ม็อบแรงงานบุกทำเนียบ ยื่น 9 ข้อ เรียกร้องรัฐบาล แก้พลังงาน หนุนรื้อประกันสังคม ยกเลิกบำนาญสูตร care

ม็อบแรงงานบุกทำเนียบ ยื่น 9 ข้อ เรียกร้องรัฐบาล แก้พลังงาน หนุนรื้อประกันสังคม ยกเลิกบำนาญสูตร care

ม็อบแรงงานบุกทำเนียบ ยื่น 9 ข้อ เรียกร้องรัฐบาล แก้พลังงาน หนุนรื้อประกันสังคม ยกเลิกบำนาญสูตร care

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

ม็อบแรงงานบุกทำเนียบ ยื่น 9 ข้อเรียกร้องต่อ “นายกฯ” จี้ แก้ปัญหาพลังงาน-สินค้าแพง-เพิ่มค่าแรง หนุนรื้อประกันสังคม ยกเลิกบำนาญสูตร care 

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตย (สปท.) จัดกิจกรรม “วันกรรมกรสากล” เดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันกรรมกรสากลประจำปี 2569 

โดยผู้ชุมนุม ได้นำป้ายผ้าที่มีข้อความเรียกร้องสิทธิต่างๆ อาทิ “หยุดตัดสิทธิ์ ลดค่าจ้าง โบนัส จากการตั้งครรภ์” “นำ ปตท.กลับมาเป็นของรัฐ“ ”น้ำมันแพงเพราะนายทุน“ ”บำนาญสูตรสัปดน ทำผู้ประกันตนแตกแยก“ “รัฐอุ้มนายทุน=ไม่เห็นหัวประชาชน”

นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังการนำโมเดลปั๊มนํ้ามัน ที่มีหุ่นจำลองขนาดใหญ่กำลังถือหัวจ่ายน้ำมัน และตู้หัวจ่ายน้ำมันสีเขียวพร้อมป้ายว่า “รวยไม่ไหวแล้วโว้ยย“

จากนั้น นายมาณพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. ได้อ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 9 ข้อ ดังนี้ 1.แก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า สินค้าราคาแพง ซึ่งส่งผลผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน ขอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างพลังงานโดยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พร้อมเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ การขุดเจาะ และการผลิตในประเทศ ว่ามีจำนวนเท่าใด และควบคุมไม่ให้ราคาแพง ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง รวมถึงกำหนดมาตรการที่เข้มข้นในการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และการประกอบอาชีพของประชาชน

2.ขอให้รัฐบาลเร่งให้สัตยาบันองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญในการเจรจาและเข้าเป็นสมาชิก เพื่อให้การค้า การลงทุน เป็นไปตามหลักการว่าด้วยการดำเนินธุรกิจที่ต้องเคารพสิทธิแรงงาน

3.ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน ขอให้สนับสนุนส่งเสริมระบบไตรภาคี โดยให้มีการปรับขึ้นราคาค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นทำต่อพี่น้องผู้ใช้งานให้เท่ากันทั้งประเทศ

4.ปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม โดยขอให้รัฐบาลใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และหยุดนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ

5.หลักประกันทางสังคม โดยต้องปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ มีคณะกรรมการที่มีความรู้ ความสามารถ ผ่านการเลือกตั้งของผู้ประกันตนทุกตำแหน่ง ยกเลิกนโยบายลดเงินสมทบประกันสังคม ให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานการจ่ายเงินสมทบเดียวกัน รวมถึงยกเลิกการจ่ายบำนาญสูตร care 

6.ความมั่นคงในการทำงาน ยกเลิกการจ้างงานระยะสั้นหรือชั่วคราว และส่งเสริมให้มีการจ้างงานระยะยาว

7.สุขภาพความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจต่อการแก้ปัญหาฝุ่นท ควันพิษ ด้วยการให้ ครม. ยืนยันให้รัฐสภาหยิบยกร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ขึ้นมาพิจารณาใหม่ภายใน 60 วัน

8.แรงงานนอกระบบ รัฐบาลต้องกำหนดให้มีระบบสวัสดิการรองรับผลกระทบที่แรงงานนอกระบบต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น ต้องสามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด หรืออุปกรณ์ป้องกันความร้อน 

9.แรงงานข้ามชาติ ต้องกำหนดมาตรการให้ชัดเจน ทั้งกระบวนการนำเข้า การต่อวีซ่า และใบอนุญาตทำงาน ต้องมีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ยาวยุ่งยาก

จากนั้น นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และนายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลมารับมอบหนังสือ โดยนายนพพร กล่าวว่า ตนจะนำข้อเรียกร้องไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนำข้อสั่งการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะช่วยติดตาม หากมีอะไรก็จะได้พูดคุยกัน

ก้าวสู่ปีที่ 139 ไทย ญี่ปุ่น ยกระดับความร่วมมือ อาชีวะ KOSEN

ก้าวสู่ปีที่ 139 ไทย ญี่ปุ่น ยกระดับความร่วมมือ อาชีวะ KOSEN

ก้าวสู่ปีที่ 139 ไทย ญี่ปุ่น ยกระดับความร่วมมือ อาชีวะ KOSEN

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ก้าวสู่ปีที่ 139! ไทย-ญี่ปุ่น ยกระดับความร่วมมือ “อาชีวะ-KOSEN” ดึง AI ช่วยครู ลดภาระงานสอน

วันนี้ 1 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งประเทศญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อยกระดับความร่วมมือทางการศึกษาไทย-ญี่ปุ่น และความสัมพันธ์ในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 139 ปี ณ ห้องดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

อาชีวะ KOSEN

รมว.ศธ. กล่าวว่า ได้นำเสนอนโยบายการศึกษา 5 ด้านของ ศธ. ที่แถลงต่อรัฐสภา ประกอบด้วย การนำ AI มาลดภาระงานธุรการให้ครูได้ทุ่มเทกับการสอนอย่างเต็มที่ โดยชูห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Lab ของญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยการปรับเพิ่มงบประมาณรายหัวสำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนการยกระดับหลักสูตรให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธินักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา ที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมนักกฎหมายและนักจิตวิทยาประจำการ และการผลักดัน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ให้มีผลบังคับใช้ได้จริงในรัฐบาลชุดนี้

นอกจากนี้ รมว.ศธ. ยังได้เสนอแนวทางความร่วมมือในอนาคต 3 ด้าน ได้แก่ การขยายอาชีวศึกษาและสนับสนุนทุนฝึกงานในสถานประกอบการญี่ปุ่น ทั้งในไทยและในญี่ปุ่น การเสริมความแข็งแกร่งโครงการ KOSEN เพื่อแลกเปลี่ยนนักเรียนและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการสนับสนุนครูอาสาสมัครญี่ปุ่นด้านภาษาและวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาศักยภาพโรงเรียนวิทยาศาสตร์ไทยอย่างครบวงจร

อาชีวะ KOSEN

ด้าน นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น กล่าวชื่นชมนโยบายของ รมว.ศธ. ว่ามีความกว้างขวาง รอบด้าน และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง พร้อมแบ่งปันประสบการณ์ของญี่ปุ่นในหลายมิติ อาทิ การปฏิรูปนโยบายยกเว้นค่าเรียนระดับมัธยมปลายเพื่อบรรเทาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การใช้ AI เสริมประสิทธิภาพและสร้างแรงบันดาลใจให้ครู ตลอดจนการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา ซึ่งญี่ปุ่นเองก็เผชิญความท้าทายในประเด็นนี้เช่นกัน รวมถึงการสนับสนุนของสถานทูตญี่ปุ่นต่อมูลนิธิบ้านพระพรที่ดูแลเด็กไร้บ้านในไทย พร้อมยืนยันความพร้อมของญี่ปุ่นในการสนับสนุนไทยผ่านโครงการ JICA, Japan Foundation และ KOSEN พร้อมเปิดกว้างสำหรับโครงการความร่วมมือเพิ่มเติม เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาของทั้งสองประเทศต่อไป

อาชีวะ KOSEN
อาชีวะ KOSEN
อาชีวะ KOSEN
อาชีวะ KOSEN
อาชีวะ KOSEN

สดุดีคนดีศรีการศึกษา รมว.ศธ. มอบโล่เกียรติคุณ 1,360 ราย

สดุดีคนดีศรีการศึกษา รมว.ศธ. มอบโล่เกียรติคุณ 1,360 ราย

สดุดีคนดีศรีการศึกษา รมว.ศธ. มอบโล่เกียรติคุณ 1,360 ราย

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

วานนี้ 30 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ฉากทัศน์การศึกษาไทย ในยุคสังคมโลกเปลี่ยน” (Scenarios of Thai Education in an Era of Global Transformation) พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณดีเด่น ประจำปี 2568 กว่า 1,360 คน ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จ.อุบลราชธานี โดยมี นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี คณะผู้บริหารระดับสูง ศธ. ให้การต้อนรับและเข้าร่วม

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากการรายงานแสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของแต่ละโรงเรียน เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อคุณภาพและความสำเร็จของสถานศึกษา พร้อมทั้งให้ความร่วมมือสนับสนุน ส่งเสริมและขับเคลื่อนการจัดการศึกษา ด้วยความเสียสละ อุทิศตน อย่างเต็มกำลังความสามารถ จึงเป็นผู้สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณถึงคุณงามความดีต่อวงการศึกษา 

โล่เกียรติคุณ

โดย รมว.ศธ. กล่าวถึง 5 ภารกิจเร่งด่วน ในการผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อกู้วิกฤตทุนมนุษย์ เพื่อสร้าง DNA พลเมืองนักคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ ได้แก่ คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก ด้วยโครงการ Work Smart ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน เตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น เพื่อไม่ให้ครูต้องทำหน้าที่แม่ครัวหรืองานจัดซื้อจัดจ้าง, รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ โดยเตรียมยกเลิกการจัดสรรงบแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม

นอกจากนี้ เตรียมดันหลักสูตรฐานสมรรถนะและนโยบาย “AI for All” เพื่อสร้างเป็นพลเมืองโลกของเด็กไทย และสำหรับการประเมิน PISA 2029 ด้วย และแน่นอนว่า เราให้ความสำคัญกับโรงเรียนต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และในอนาคตจะตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” ปกป้องผู้เรียนและบุคลากรจากความรุนแรง รวมทั้ง การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ให้เป็น “ธรรมนูญการศึกษา” เพื่อปลดล็อกหลักสูตรและคุ้มครองผู้เรียนอย่างยั่งยืนต่อไป

โล่เกียรติคุณ

ด้านนายปรีชา จิตรสิงห์ นายกสมาคมกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานตอนหนึ่งว่า สมาคมฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนที่ทันสมัยสู่มาตรฐานสากล สำหรับการประชุมทางวิชาการฯ ปี 2568 จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษา และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลากรดีเด่น ประจำปี ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการและเลขานุการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษานิเทศก์ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูดีเด่น ตลอดจนเพื่อรายงานผลการดำเนินการของสมาคมฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทางวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 กว่า 1,800 คน

โล่เกียรติคุณ
โล่เกียรติคุณ
โล่เกียรติคุณ
โล่เกียรติคุณ
โล่เกียรติคุณ
โล่เกียรติคุณ