นายกฯ เผยหารือทีมเศรษฐกิจ เล็งออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้ใช้เท่าไร เดี๋ยวว่ากัน

นายกฯ เผยหารือทีมเศรษฐกิจ เล็งออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้ใช้เท่าไร เดี๋ยวว่ากัน

นายกฯ เผยหารือทีมเศรษฐกิจ เล็งออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ชี้ใช้เท่าไร เดี๋ยวว่ากัน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.52 น.

วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเรียกทีมเศรษฐกิจเข้าหารือช่วงเที่ยงวันที่ 30 เม.ย. มีการหารือเรื่องอะไร ว่าคุยเรื่องการเตรียมความพร้อมที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งยังมีขั้นตอนที่เราต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและมีประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนถึงจะทำ 

เมื่อถามว่า กรอบวงเงินคือ 5 แสนล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เราตั้งกรอบวงเงินไว้ส่วนจะใช้จริงเท่าไหร่เดี๋ยวว่ากัน แต่กรองวงเงินก็แถวๆนั้น

ฮึ่มขู่ฟ้อง ราเชน! สุริยะโต้ดรามาโยกย้าย ลั่น ไม่เกี่ยวหลาน-ไม่ใช่ล้างบาง

ฮึ่มขู่ฟ้อง ราเชน! สุริยะโต้ดรามาโยกย้าย ลั่น ไม่เกี่ยวหลาน-ไม่ใช่ล้างบาง

ฮึ่มขู่ฟ้อง ราเชน! สุริยะโต้ดรามาโยกย้าย ลั่น ไม่เกี่ยวหลาน-ไม่ใช่ล้างบาง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.29 น.

“สุริยะ ”เดือด! โต้ดราม่าโยกย้าย ลั่น “ไม่เกี่ยวหลาน-ไม่ใช่ล้างบาง”ไม่เลิกปล่อยข่าวให้ร้ายจะดำเนินการฟ้องขั้นเด็ดขาด  ยืนยัน โยกย้ายข้าราชการกระทรวงไม่เกี่ยวกับเบี้ยวนัดหลาน หรือประเด็นการเมือง เพียงแต่พิจารณาตามความเหมาะสมในการปฎิบัติหน้าที่ที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชี้แจงกรณี การโยกย้าย นายราเชน ศิลปรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ โดยย้ำว่า หลังจากมีกระแสข่าวโยกย้ายเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน ตนได้ชี้แจงไปแล้วในเรื่องของเหตุผลความจำเป็น แต่จนถึงขณะนี้ นายราเชน ยังพูดถึงสาเหตุถึงการโยกย้ายตำแหน่งผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง และชี้แจงในหลายประเด็นเพื่อพยายามสื่อให้เห็นว่า การที่ตนโดนปรับเปลี่ยนตำแหน่งเป็นสาเหตุมาจากกรณีที่หลานของตน ซึ่งเป็นผู้ บริหารนกแอร์ พยายามติดต่อ พบนายราเชน แต่นายราเชนไม่ให้พบ อีกทั้งยังเปิดหลักฐานไทม์ไลน์การโทรศัพท์ติดต่อขอพูดคุยหลายวัน ในช่วงตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2568 ถึง 19 เมษายน 2568

นายสุริยะ ยืนยันว่า ตนไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนว่าหลานของตนติดต่อขอเข้าพบอธิบดีกรมฝนหลวง แต่หลังจากเป็นข่าว ตนได้สอบถามไปยังหลานของตนได้รับการยืนยันว่าติดต่อขอเข้าพบอธิบดีกรมฝนหลวงจริง แต่ยังไม่ได้เข้าพบพูดคุยกัน เพราะวันที่นัดเจอกัน ไม่ได้ไปเอง แต่เป็นทีมงานที่ไปกันทั้งหมด 3 คน แต่อธิบดีกรมฝนหลวงไม่ให้เข้าพบเพราะว่าไม่ใช่คนที่นัดหมายและเกรงว่าจะเป็นการหลอกลงทุน จากนั้นก็ไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันเพราะเข้าใจว่าเป็นการบริหารจัดการธุรกิจของหลานชายไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตน ย้ำว่าครอบครัวแยกกันทำธุรกิจไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันโดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง

ทั้งนี้ หากตนรู้ล่วงหน้า ว่าจะมีการติดต่อกัน ตนก็คงจะบอกให้อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ติดต่อพูดคุยกัน เพื่อรับฟังรายละเอียดเผื่อมีเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารงาน แต่หลังจากพบพูดคุยกันตนก็จะสั่งปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานอธิบดีกรมฝนหลวงอยู่ดีเพราะการสั่งโยกย้ายไม่ไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวแต่เป็นความเหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องการคนที่มีความสามารถและไฟแรงเข้ามาแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ณ เวลานี้  ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าข้าราชการกระทรวงอาจใกล้อายุเกษียณราชการอาจจะใส่เกียร์ว่างไม่เต็มที่ต่อการปฎิบัติหน้าที่หรือไม่  พร้อมขอตั้งข้อสังเกตว่า ในเมื่ออธิบดีกรมฝนหลวง ไม่อนุญาตให้หลานของตนเข้าพบ แล้วจะรู้ได้ไงว่าหลานของตนของานซ่อมเครื่องบิน จากกรมฝนหลวงฯ 

ส่วนประเด็นการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงก่อนเกษียณราชการหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมนั้น นายสุริยะยืนยันว่า ตั้งแต่ตนทำงานการเมืองมาตั้งแต่ 2544 จนถึงปัจจุบัน ยอมรับว่าโยกย้ายข้าราชการไปหลายกระทรวงไม่มีข้าราชการคนไหนตั้งคำถามถึงเรื่อง ความเป็นธรรม มีเพียงในราเชน คนเดียวที่เกิดความขัดแย้ง และการโยกย้ายครั้งนี้ก็ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องประเด็นส่วนตัว หรือทางการเมืองแต่อย่างใด 

ส่วนกรณีที่นายราเชน ให้เหตุผลในเอกสารลาออก ว่าไม่สามารถตอบสนองนโยบายฝ่ายการเมืองได้นั้น นายสุริยะ ระบุว่า มีอะไรที่สนองฝ่ายการเมืองไม่ได้ ตนไปบีบอะไรขอให้นายราเชนชี้แจงมา  แต่ถ้าเสนอสิ่งที่ไม่เป็นข้อเท็จจริง หรือข้อมูลเท็จ ตนถือว่าได้รับความเสียหาย ย้ำว่า ต่อจากนี้หากนายราเชนยังไม่หยุดพาดพิง จะดำเนินการฟ้องคดี และหากเห็นว่ากรณีที่เป็นข่าวไม่เป็นธรรมกับนายราเชน ก็สามารถฟ้องดำเนินคดีกับตนได้ 

สำหรับการโยกย้ายตำแหน่ง ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นการล้างบางคนเก่าของพรรคการเมืองเดิมหรือไม่นั้น นายสุริยะ กล่าวว่า ตอนที่ไปดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็มีคนที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยแต่งตั้งไว้อยู่ เช่น อธิบดีกรมทางหลวง และอธิบดีกรมทางหลวงชนบท ตนก็ไม่เคยโยกย้าย ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องการล้างบาง เพราะข้าราชการทุกคนทำตามนโยบายของผู้บริหารและรัฐมนตรีอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปย้ายใคร เพราะเป็นคนของพรรคใดพรรคหนึ่ง

ส่วนกรณีที่นายราเชนเตรียม ที่จะไปขอความเป็นธรรมจากพรรคกล้าธรรม จะทำให้เรื่องนี้ ถูกนำไปโยงกับเรื่องการเมืองหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า นายราเชนพูดเองว่า ที่ถูกสั่งย้ายเพราะไม่ให้หลานชายพบจึงไม่ใช่เรื่องของการเมือง และยืนยันว่าการโยกย้ายครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับทางพรรคกกล้าธรรม 

นอกจากนี้ กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการเรียกนายราเชนไปพบเพื่อพูดคุยเรื่องงบประมาณ ก่อนโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี นั้น นายสุริยะ ยอมรับก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มีการสั่งการให้เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรียกคุยข้าราชการประจำกระทรวงเกษตรจริงเพื่อสอบถามนโยบายเพื่อเสนองบประมาณฯ แต่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณแต่อย่างใด เสำพียงแต่สอบถาม ตามที่สำนักงบประมาณ ให้ตรวจสอบความจำเป็นหรือไม่อย่างไร หรือต้องการปรับปรุงส่วนไหนหรือไม่ ซึ่งตนก็ยืนยันไปตามเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน 

ส่วนเมื่อวานนี้ นี้มีการประชุมงบประมาณกระทรวงเกษตรที่นายราเชนได้เข้าประชุมด้วย ก็ไม่ได้พูดคุยกันอาจเป็นเพราะมีข้าราชการอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งตนก็เคยบอกแล้วว่า นายราเชน ข้องใจในประเด็นไหน ห้องของตนเปิดตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้เกิดจากสาเหตุมีการร้องเรียนถึงการบริหารงานของนายราเชน  โดยเฉพาะการบริหารงานบุคคลที่มีการโยกย้าย 

อย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังมีเรื่องการใช้เครื่องบิสฝนหลวงอำนวยความสะดวกให้พวกพ้อง ขณะเดียวกันยังมีเรื่องการร้องเรียนการทุจริตองค์การต่างๆในโครงการต่างๆ ภายในกรมฝนหลวงฯ ในหลายโครงการในหลายโครงการโดยที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับก่อสร้างและซ่อมสร้างที่ส่อไปในทางทุจริตในหลายโครงการ จึงเป็นสาเหตุทำให้นายราเชน ถูกโยกย้ายตำแหน่งในครั้งนี้

อนุทิน พูดชัด ไม่ดึง ศักดิ์สยาม ร่วม ครม.นี้ ยันออกจากการเมืองไปนานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องแวะกับพรรค

อนุทิน พูดชัด ไม่ดึง ศักดิ์สยาม ร่วม ครม.นี้ ยันออกจากการเมืองไปนานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องแวะกับพรรค

อนุทิน พูดชัด ไม่ดึง ศักดิ์สยาม ร่วม ครม.นี้ ยันออกจากการเมืองไปนานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องแวะกับพรรค

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.11 น.

“อนุทิน” พูดชัด ไม่ดึง “ศักดิ์สยาม ” ร่วมครม.นี้ แม้เก้าอี้ยังเหลือ1 ตำแหน่ง   ยันออกจากการเมืองไปนานแล้วไม่เกี่ยวข้องแวะกับพรรค งงทำไมถึงถูกผูกโยง ชี้ฝ่ายค้าน- สว. ล่าชื่อสอบป.ป.ช.เป็นสิทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ย้อนพรรคส้มตั้งครม.เงาก็ดี  บอกไม่มีเงาก็ไม่ใช่คน

วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 15.30 น.  ที่ทำเนียบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย  (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบรามการทุจริตแห่งชาติ ยกคำร้องคดี ยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม และ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จะมีโอกาสกลับมาเป็นคณะรัฐมนตรีหรือไม่เนื่องจากมีตำแหน่งว่างอยู่1 ตำแหน่ง ว่า  มันไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคณะรัฐมนตรีเลย เรื่องของการตั้งคณะรัฐมนตรี   เป็นสิ่งที่ตนดำเนินการ ซึ่งก็ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง คือมีนายกฯ และ รัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน ตนก็ดำเนินการไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องตรงไหน และไม่มีส่วนใดๆเกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยามใดๆทั้งสิ้น  

เมื่อถามว่า ในคณะรัฐมนตรียังมีโควต้าเว้นไว้ 1 ตำแหน่ง ทำให้สังคมเกิดความสงสัย นายกฯ กล่าวว่า คนมันพอแล้ว หน้าเนื้องานขณะนี้พอแล้ว มีคนมาช่วยงานในสำนักนายกฯ 3-4 คน  ส่วนคณะรัฐมนตรีหากสังเกตการจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลหลักสองพรรค ก็ใช้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงจากพรรคตัวเอง ฉะนั้นเนื้องานต่างๆจึงเพียงพอ เมื่อมันเพียงพอจำนวนคนใส่เข้าไปในงาน  จึงเพียงพอ จะเหลือที่ว่างก็ไม่จำเป็นต้องใส่ให้เต็ม 

เมื่อถามว่า ปรับครม.ครั้งหน้าจะดึงนายศักดิ์สยามเข้ามาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่ดึงครับเอาให้เคลียร์กันตรงนี้เลย เดี่ยวจะไปพูดอะไรกันอีกว่า1 ที่เก็บไว้รอคุณศักดิ์สยาม ตั้งแต่ท่านออกจากการเมืองไป ท่านลาออกจากพรรคไป ออกจากสส.ไป ท่านไม่เคยเข้ามาข้องแวะใดๆทั้งนั้นเกี่ยวกับการเมืองเลย ท่านก็ให้ความเคารพต่อคำวินิจฉัยของทุกหน่วยงานที่มีคำวินิจฉัยตามกฎหมายต่อคดีของท่านต่อเคสของท่าน ก็ไม่มีความยุ่งเกี่ยวใดๆทางการเมืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ยังงงว่าไปเอาเรื่องของพรรคภูมิใจไทยไปผูกกับการตั้งครม. หรือการเหลือของตำแหน่งรัฐมนตรี 1 ตำแหน่งไปบอกว่าไปรอคุณศักดิ์สยาม รับรองได้ว่าไม่มี ยังไม่เคยได้คุยกับท่านเรื่องนี้เลย ก็คงไม่มีเรื่องนี้ในครม.ชุดนี้ ”

เมื่อถามว่า มองการรวบรวมรายชื่อของสส.ฝ่ายค้านและสว.บางส่วนที่ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้ตรวจสอบป.ป.ช.อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ ทุกคนก็ทำตามสิทธิ์และหน้าที่ ไปมองอะไรก็ไม่ได้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและรัฐมนตรี ที่คนมีส่วนในการรับผิดชอบโดยตรง ก็ว่ากันไปแล้วไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค 

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนได้ตั้งครม.เงา เกาะติดการทำงาน นายอนุทิน  บอกว่า  “ก็ดีแล้ว มีเงา ไม่มีเงาก็ไม่ใช่คนนะสิ” 

‘วุฒิภูมิ จุฬางกูร’ หลานอาสุริยะ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู ‘นกแอร์’

'วุฒิภูมิ จุฬางกูร' หลานอาสุริยะ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู 'นกแอร์'

‘วุฒิภูมิ จุฬางกูร’ หลานอาสุริยะ ผู้บริหารแผนฟื้นฟู ‘นกแอร์’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

ตระกูล “จุฬางกูร” กับ “จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็น 2 ตระกูลที่แตกกอมาจากรากเดียวกัน โดยต้นตระกูลเป็นทายาทของ “ฮั้งฮ้อ แซ่จึง” ซึ่งต้นตระกูล “จุฬางกูร” คือ “สรรเสริญ จุฬางกูร” พี่ใหญ่ของน้องๆ อีก 3 คน คือ “พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ” (บิดาของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”), “โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ”

“สรรเสริญ” นอกจากเป็นผู้ก่อตั้ง Summit Group แล้ว ยังนำพาครอบครัว “จุฬางกูร” รุกเข้าไปทำธุรกิจอีกหลายอย่าง ทั้งธุรกิจสื่อยักษ์ใหญ่ และสายการบินนกแอร์ โดยมี “หทัยรัตน์ จุฬางกูร” ภรรยาของ “สรรเสริญ” และลูกๆ เข้าไปถือหุ้นใหญ่

โดยการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 6/2562 วันที่ 13 มิถุนายน 2562 มีมติแต่งตั้ง “วุฒิภูมิ จุฬางกูร” ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริหาร (CEO) นกแอร์

สำหรับ “วุฒิภูมิ จุฬางกูร” เป็นบุตรชายคนที่ 5 ของ “หทัยรัตน์” และ “สรรเสริญ” จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ปริญญาโทบริหารธุรกิจ ศศินทร์แห่งจุฬาฯ, ปริญญาเอก 2 ใบ ครุศาสตร์ สาขาบริหารการศึกษา ที่จุฬาฯ และมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น

ผ่านการอบรมบทบาทหน้าที่กรรมการจากสมาคมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) หลักสูตร Director Certification Program (DCP) รุ่น 148/2554 และหลักสูตร Finance for Director (FFD) รุ่นที่ 12/2554 มีประสบการณ์เป็นกรรมการและผู้บริหารทั้งในบริษัทจดทะเบียนและบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งด้วยกัน อาทิ เป็นกรรมการ, กรรมการสรรหาและพิจารณาผลตอบแทน บมจ.ซีเอ็ดยูเคชั่น, กรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บมจ.ไอร่า แคปปิตอล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศแต่งตั้ง “พิชิต สถาปัตยานนท์” เป็น CEO แทน “วุฒิภูมิ” ที่ดำรงตำแหน่งมาแล้ว 6 ปี

ขณะที่ “วุฒิภูมิ” จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง “ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ” ต่อไป เพื่อกำกับภาพรวมของแผนยุทธศาสตร์ การประสานงานกับพันธมิตรระดับโลกในการเพิ่มฝูงบิน รวมถึงการดำเนินงานภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ ย้อนไปปี 2566 ขณะที่ดำรงตำแหน่ง CEO นกแอร์ “วุฒิภูมิ” เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า สายการบินอยู่ระหว่างการพิจารณาการลงทุนศูนย์ซ่อมอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul : MRO) ในประเทศไทย โดยบริษัทวางกรอบงบประมาณการลงทุนที่ 1,400 ล้านบาท โดยการลงทุนนี้เป็นการแยกตั้งบริษัทใหม่ ไม่ไม่อยู่ภายใต้แผนฟื้นฟู

ท่ามกลางกระแสข่าวร้อน “หลานสุริยะ” นัดหมาย “อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร” เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการซ่อมเครื่องบิน แม้ไม่ได้ระบุว่าเป็นหลานคนไหน แต่คงมีไม่กี่คนที่อยู่ในสายธุรกิจการบินโดยตรง และ “วุฒิภูมิ” ก็คือหนึ่งในนั้น

เคลียร์ดรามาเก้าอี้ประธาน กมธ.ฯ! ดึง ณัฏฐ์ชนน กลับเข้ากลุ่มไลน์สส.ภูมิใจไทย แล้ว

เคลียร์ดรามาเก้าอี้ประธาน กมธ.ฯ! ดึง ณัฏฐ์ชนน กลับเข้ากลุ่มไลน์สส.ภูมิใจไทย แล้ว

เคลียร์ดรามาเก้าอี้ประธาน กมธ.ฯ! ดึง ณัฏฐ์ชนน กลับเข้ากลุ่มไลน์สส.ภูมิใจไทย แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เคลียร์ดรามาเก้าอี้ประธานกรรมาธิการฯ! ดึง ณัฏฐ์ชนน กลับเข้ากลุ่มไลน์สส.ภูมิใจไทย แล้ว

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ได้ออกจากกลุ่มไลน์ สส.ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ภายหลังทราบจากสื่อมวลชนรายงานว่า ตัวเองไม่มีรายชื่อดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ 14 คณะ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย

ต่อมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วานนี้ (29เม.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับนายณัฏฐ์ชนน ถึงเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่ได้แต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมาธิการ ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนายณัฏฐ์ชนน เข้าใจโดยดี ยืนยันว่าสามารถทำงานร่วมกันต่อได้

ล่าสุดมีรายงานว่า ผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยรายหนึ่ง ได้ดึงนายณัฏฐ์ชนน กลับเข้ากลุ่มไลน์สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่ง แต่งตั้ง ที่ปรึกษา-เลขานุการ ศุภจี รมว.กระทรวงพาณิชย์

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่ง แต่งตั้ง ที่ปรึกษา-เลขานุการ ศุภจี รมว.กระทรวงพาณิชย์

ราชกิจจาฯ เผยแพร่คำสั่ง แต่งตั้ง ที่ปรึกษา-เลขานุการ ศุภจี รมว.กระทรวงพาณิชย์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

วันที่ 30 เมษายน 2569  เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ที่ 674/2569 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามประกาศ ลงวันที่ 30 มีนาคม 2569 นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ด้วยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 จึงแต่งตั้งให้บุคคลดำรงตำแหน่ง ข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

1. นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

2. นายวรวุฒิ โปษกานนท์ ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

29 เมษายน 2569

ลุงป้อม เดินเล่นชิลๆ ตระเวนชิมของอร่อยย่านเก่าแก่วิสุทธิกษัตริย์

ลุงป้อม เดินเล่นชิลๆ ตระเวนชิมของอร่อยย่านเก่าแก่วิสุทธิกษัตริย์

ลุงป้อม เดินเล่นชิลๆ ตระเวนชิมของอร่อยย่านเก่าแก่วิสุทธิกษัตริย์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.15 น.

30 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ปรับลุคถอดเสื้อคลุม เดินเล่นชิลๆ พร้อมคนใกล้ชิด ตระเวนชิมของอร่อยในย่านเก่าแก่วิสุทธิกษัตริย์ แหล่งรวมร้านดังระดับตำนาน ที่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวรู้จักดี

มื้อเที่ยงวันนี้ “ลุงป้อม” เลือกฝากท้องที่ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อเทนซัน ไร้เทียมทาน ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าดัง น้ำซุปเข้มข้นหอมเครื่องเทศ ก่อนจะต่อด้วยของว่างและเครื่องดื่มที่ เฮี้ยะไถ่กี่ ร้านกาแฟโบราณคู่ย่านที่ยังคงเสน่ห์คลาสสิกไม่เปลี่ยน

พล.อ.ประวิตร กล่าวด้วยอารมณ์ดีว่า ช่วงนี้เห็นคนแซวกันเยอะว่าอากาศร้อนทำไมยังใส่เสื้อคลุม วันนี้เลยถอดเสียเลย ถือโอกาสออกมาเดินเล่น หาอะไรอร่อยๆ กิน พร้อมชวนประชาชนช่วยแนะนำร้านเด็ดในพื้นที่ต่างๆ ให้ตนได้ตามไปชิม

“อย่างวันนี้ พี่เอ ศุภชัย ก็ส่งคลิปชวนไปเดินตลาด เห็นรีวิวเยอะว่าของกินเพียบ ผมเองก็ชอบไข่พะโล้พี่เอมาก ไว้มีเวลาจะไปแน่นอน” พล.อ.ประวิตร กล่าว

สำหรับย่านวิสุทธิกษัตริย์ เจ้าตัวย้ำว่า เป็นอีกพื้นที่ที่ของอร่อยซ่อนตัวอยู่เยอะ โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวที่ตนโปรดเป็นพิเศษ พร้อมทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มว่า “กินของอร่อยแล้ว อย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะครับ”

– 006

ปชน. ชี้ หนังสือแบบเรียน สกร. ‘ตกยุค-ห่วย-แพง’ จี้เร่งแก้ไข เตือนระวังเสียเก้าอี้

ปชน. ชี้ หนังสือแบบเรียน สกร. 'ตกยุค-ห่วย-แพง' จี้เร่งแก้ไข เตือนระวังเสียเก้าอี้

ปชน. ชี้ หนังสือแบบเรียน สกร. ‘ตกยุค-ห่วย-แพง’ จี้เร่งแก้ไข เตือนระวังเสียเก้าอี้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดยนายธีรศักดิ์ จิระตราชู สส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ปวิตรา จิตตกิจ สส.กทม. น.ส.พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สส.กทม. และนายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา สส.กทม. ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีการทำงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) และกรณีเด็กหลุดการศึกษานอกระบบ 
  
โดยน.ส.ปวิตรา ได้นำหนังสือแบบเรียน สกร.ที่รัฐจัดซื้อจัดโดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้มากางโชว์ พร้อมกล่าวว่า เป็นหนังสือที่ด้อยคุณภาพ ตกยุค ราคาแพงเกินกว่าเหตุ ทั้งเนื้อหา รูปแบบ หน้าปก และสันหนังสือค่อนข้างที่จะล้าสมัย ภาพประกอบไม่ชัดเจน หลายเล่มจัดพิมพ์หน้าปก 4 สี แต่เนื้อหาข้างในเป็นขาวดำ และถูกตั้งราคาค่อนข้างสูงเกินความเหมาะสม เช่นบางวิชาตั้งราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 100  ไปจนถึง 800 บาท ขณะที่บางเล่มมีเพียง 130 หน้า กลับถูกตั้งราคาที่ 200 กว่าบาทและบางวิชาที่มีเพียง 90 หน้า ราคาขายที่ 300 กว่าบาท ต่างจากหนังสือเรียนของ สพฐ.ที่มีการควบคุมราคาและพิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์ 4 สี จึงทำให้ผู้เรียน สกร.ถูกบังคับให้เรียนด้วยหนังสือที่ไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน 
  
น.ส.ปวิตรา กล่าวต่อว่า หนังสือแบบเรียนของ สกร.ยังเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาทางวิชาการน้อย แบบฝึกหัดไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงเพราะเป็นหนังสือหลักสูตรเก่าของปี 2551 ที่ถูกนำกลับมาตีพิมพ์ใหม่  สิ่งที่น่ากังวลคือความไม่สอดคล้องระหว่างหลักสูตรใหม่กับหนังสือเรียนที่ใช้จริงที่ได้รับใบอนุญาตมานานกว่า 10 ปี และยังถูกใช้งานมาถึงปัจจุบัน สกร.คือพื้นที่ความหวัง พื้นที่ของอนาคตของคนไทยที่หลายชีวิตต้องรู้จากระบบ ตกหล่นขาดโอกาสจากการศึกษาแบบปกติ โดยปกติแล้วยุคปัจจุบันก้าวไปถึงยุค AI ที่กำลังจะเปลี่ยนตลาดแรงงาน เราไม่สามารถปล่อยให้ สกร.ถูกลดความสำคัญหรือถอยหลังลงคลองได้แล้ว เราควรจะช่วยกันสนับสนุนผลักดันให้ไปอยู่แนวหน้า
  
“ดิฉันอยากจะฝากไปถึงรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สกร.ให้ท่านช่วยมาดูปัญหานี้ มันชักจะไม่ชอบมาพากล เพราะทำไมหนังสือที่ใช้อยู่ถึงด้อยคุณภาพขนาดนี้ ท่านต้องทำเรื่องให้กระจ่าง โปร่งใสและตรวจสอบได้ อย่าปล่อยให้เกิดการทำร้ายอนาคตของประเทศ อย่าปล่อยให้รัฐใช้งบประมาณไปกับการศึกษาที่ตกยุค ล้าหลัง ไม่สามารถยกระดับชีวิตของประชากรได้อย่างจริง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะถ้าหนังสือไม่มีคุณภาพผู้เรียนก็จะเสียโอกาส และถ้าหนังสือราคาแพงประเทศชาติก็จะสูญเสียงบประมาณ ถ้ากระบวนการจัดซื้อไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ นอกจากความศรัทธาต่อการศึกษาของประเทศไทยจะลดลง ท่านรัฐมนตรีก็อาจจะเสียเก้าอี้ของท่านด้วย” น.ส.ปวิตรา กล่าว 
   
น.ส.ปวิตรา กล่าวต่อว่า วันนี้อยากให้ สกร.ยอมรับว่ามีปัญหา เช่น พื้นที่ฝั่งธนบุรีที่หลายพื้นที่ต้องไปเช่าที่เอกชน หรือไปสถานที่วัด เพื่อเป็นหน่วยการศึกษาของ สกร.อะไรชำรุดก็ต้องไปหาทุนมาซ่อมแซมกันเอง เห็นด้วยว่าการศึกษาไม่ได้จำกัดด้วยสถานที่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานที่ในการเรียนมีผลต่อการเรียนและประสิทธิภาพการศึกษา  ดังนั้นจึงขอตั้งคำถามไปยังรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สกร.ว่ามีความกล้าหาญที่จะแก้ปัญหานี้ อย่างจริงจังหรือไม่ หรือว่าเกรงกลัวอะไรอยู่ในกระทรวง หรือเกรงกลัวต่ออิทธิพลอะไรหรือไม่จนต้องปิดตาข้างหนึ่งแล้วปล่อยให้ปัญหานี้ทิ้งค้าง
  
ด้านนายธีรศักดิ์ กล่าวถึงการดำเนินการเรื่องนี้ในสภาว่าจะดำเนินการติดตามอย่างต่อเนื่อง เช่นการปรึกษาหารือ และการตั้งกระทู้ถามให้ตอบในราชกิจจานุเบกษา ว่าจะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จได้อย่างไร เช่นแผนการใช้ในปี 2570 ว่าขอให้เร่งแก้ไขให้เป็นรูปประธรรมได้ภายในปี 2569

ศรีสุวรรณ บุกร้อง ป.ป.ช.สอบ ราชทัณฑ์-ยุติธรรม ปมพักโทษ ทักษิณ มิชอบ

ศรีสุวรรณ บุกร้อง ป.ป.ช.สอบ ราชทัณฑ์-ยุติธรรม ปมพักโทษ ทักษิณ มิชอบ

ศรีสุวรรณ บุกร้อง ป.ป.ช.สอบ ราชทัณฑ์-ยุติธรรม ปมพักโทษ ทักษิณ มิชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

ศรีสุวรรณ บุกร้อง ป.ป.ช.สอบ ราชทัณฑ์-ยุติธรรม ปมพักโทษ ทักษิณ มิชอบ

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องเพื่อขอให้ไต่สวน และวินิจฉัยชี้มูลความผิดกรรมการ และอนุกรรมการพักโทษระดับกรมราชทัณฑ์ และระดับกระทรวงยุติธรรมทุกชุด ที่พิจารณาอนุญาตให้ นช.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการพักโทษโดยไม่ชอบด้วยคำสั่ง คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับ นช.ทักษิณ ชินวัตร

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ครั้งที่ 4/2569 โดยมีนักโทษเด็ดขาดเข้ารับการพิจารณา ทั้งสิ้นจำนวน 920 ราย โดยในจำนวนนี้มีมติเห็นชอบพักการลงโทษกรณีปกติให้แก่ นช.ทักษิณ ชินวัตร และมีเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) จนกว่าจะพ้นโทษ โดยอ้างว่ามีเหตุผลให้ได้รับการพักการลงโทษ เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 52 (7) กฎกระทรวง กำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564

แต่ทว่าคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีนางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ได้รับมอบหมายจากนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการฯ ประชุมหารือกับกรรมการแต่ละหน่วยงาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ต้องขังเด็ดขาดทั่วประเทศที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์โครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป กลับมติให้ นช.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องขังเด็ดขาดเรือนจำกลางคลองเปรม เป็นผู้มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษกรณีทั่วไป โดยไม่ต้องติดกำไล EM เนื่องด้วยเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกินกว่า 70 ปี และมีโรคประจำตัว

โดยที่คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการฯดังกล่าว กลับไม่นำประเด็นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้สั่งแล้วว่าการบังคับจองจำโทษ นช.ทักษิณ ชินวัตร ระหว่าง 22 ส.ค.66 ต่อเนื่อง 1 ปีไม่ชอบ โดย นช.ทักษิณ ชินวัตร มีส่วนรับรู้และได้ผลประโยชน์ แต่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีอำนาจหน้าที่บริหาร ควบคุม สั่งการกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ มีหน้าที่ต้องดำเนินคดีต่อ นช.ทักษิณ ชินวัตร ข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับข้าราชการกระทรวงยุติธรรม และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ มากกว่าห้าคน ซึ่งร่วมกันหรือแบ่งงานกันทำเพื่อให้พ้นไปจากการบังคับโทษตามคำสั่งศาลฎีกาฯ เมื่อ 23.00 น. คืนวันที่ 22 ส.ค.66 เป็นเวลากว่า 1 ปี มาพิจารณาเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการยุติการพักโทษนายทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด

นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เคยมีคำร้องเป็นหนังสือแจ้งเตือนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดมาก่อนแล้วตั้งแต่ 20 มี.ค.69 แต่ทว่ากลับเพิกเฉย วันนี้จึงจำต้องนำความพร้อมพยานหลักฐานมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ใช้อำนาจตาม พรป.ป.ป.ช.2561 ในการไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิดทุกคนที่เอื้อประโยชน์ให้ นช.ทักษิณ ตามครรลองของกฎหมายต่อไป 

สนธิญา ยื่นศาลฎีกา ทบทวนคำสั่ง 10 สส.ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่

สนธิญา ยื่นศาลฎีกา ทบทวนคำสั่ง 10 สส.ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่

สนธิญา ยื่นศาลฎีกา ทบทวนคำสั่ง 10 สส.ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.06 น.

“สนธิญา”ยื่นศาลฎีกา ทบทวนคำสั่ง 10 สส.ปชน.หยุดปฏิบัติหน้าที่ ปมแก้ ม.112 พ่วงสอบ”เท้ง”ขัดคำสั่งศาล ขึ้นเวทีแถลงข่าวหลังคำวินิจฉัย

30 เมษายน 2569 ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายสนธิญา สวัสดี นักร้องเรียนและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ายื่นคำร้องคัดค้านขอให้ศาลฎีกา โปรดพิจารณาวินิจฉัยคำสั่งใหม่ กรณีการสั่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ 10 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่เข้าชื่อยื่นแก้มาตรา 112 พร้อมยื่นตรวจสอบการกระทำผิดคำสั่งศาลฎีกา กรณีการให้สัมภาษณ์หลังคำวินิจฉัยศาลของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นการขัดต่อคำสั่งศาลฎีกาหรือไม่

นายสนธิญา กล่าวว่า การที่ตนจะร้องตรงต่อศาลให้พิจารณาคำสั่ง 10 สส.หยุดปฎิบัติหน้าที่ มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านบอกว่าตนเองไม่ใช่ผู้ร้องโดยตรง ซึ่งตนขอแย้งว่ากรณีศาลฎีกาหรือกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ ประชาชนทั่วไปไม่สามารถร้องตรงต่อทั้งสองศาลได้ แต่ต้องร้องผ่านสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งตนเองเป็นหนึ่งในสองผู้ร้องที่ร้องเรียนผ่าน ป.ป.ช.จึงได้พิจารณากับฝ่ายกฎหมายว่า กรณีการยื่นเพื่อให้ศาลเปลี่ยนแปลงคำสั่งให้ 10 สส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ นั้น ตนจะขอยื่นผ่าน ป.ป.ช.ในอาทิตย์หน้า

ส่วนประเด็นการขัดคำสั่งศาลฎีกานั้น นายสนธิญา กล่าวว่า วันนี้ตนได้ยื่นคำร้องต่อองค์คณะตุลาการศาลฎีกาเรียบร้อยแล้ว โดยศาลมีคำสั่งห้ามชัดเจนว่า ห้ามกระทำซ้ำ หรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งกรณีที่นายนัฐพงษ์ และคณะ สส.10 คน แถลงข่าวภายหลังมีคำสั่งศาล โดยมีใจความว่า “จะไม่เพิ่มและไม่ลดเพดาน เคยกระทำมาอย่างใดอย่างหนึ่งก็จะทำอย่างอย่างนั้นตามปกติ และจะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในหน้าที่ สส.” ในประเด็นนี้ตนจึงเห็นว่าการตอบคำถามผู้สื่อข่าวของนายณัฐพงษ์ กำลังจงใจที่จะตอบโต้ต่อศาลฎีกา และจงใจประกาศอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมรับ หรือการกระทำการใดๆ ต่อไป โดยที่ไม่ฟังคำสั่งศาลฎีกาหรือไม่

“ตนจึงขออนุญาตนำเรื่องนี้มาร้องเรียนต่อศาลฎีกา เพื่อโปรดพิจารณาวินิจฉัยและเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพราะหากไม่มีคำสั่งจากศาลฎีกา ตนเองก็ไม่สามารถมาร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ โดยยืนยันว่าตนเองร้องเรียนในฐานะผู้ร้องต่อ ป.ป.ช.และในฐานะประชาชนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตตรา 50”

นายสนธยา กล่าวย้ำว่า เจตนาของตนเองคือต้องการให้องค์คณะตุลาการศาลฎีกาทุกท่าน โปรดพิจารณาวินิจฉัยว่าสิ่งที่ตนร้องเรียนมานั้นขัดหรือไม่ขัดต่อคำสั่งของศาลอย่างไร เนื่องจากในวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลฎีกามีการออกคำสั่งเวลา 10.30 น.จากนั้นเลยมา 2 ชั่วโมง 12.30 น.มีการขึ้นเวทีแถลงข่าวของหัวหน้าพรรค และ 10 สส. สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ส่อเจตนาว่า การกระทำของพวกคุณต้องมาแถลงต่อศาลพูดอย่างนั้นไปเพราะอะไร