ซูเปอร์มาร์เก็ตแทบแตก มิ้นท์ รัญชน์รวี ในลุค Grocery run ที่ทำเอาโซเชียลนอนไม่หลับ

ซูเปอร์มาร์เก็ตแทบแตก มิ้นท์ รัญชน์รวี ในลุค Grocery run ที่ทำเอาโซเชียลนอนไม่หลับ

ซูเปอร์มาร์เก็ตแทบแตก มิ้นท์ รัญชน์รวี ในลุค Grocery run ที่ทำเอาโซเชียลนอนไม่หลับ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.10 น.

วานนี้ 29 เมษายน 2569 สาว มิ้นท์ รัญชน์รวี ทำเอาโลกโซเชียลถึงกับนอนไม่หลับ เมื่อเจ้าตัวโพสต์ลงบนอินสตาแกรมส่วนตัว ในลุคเดินซูเปอร์มาร์เกต ที่ทำเอาสะกดสายตาของใครหลายคน โดยสาวมิ้นท์มาในชุดสปอร์ตบราสีดำ อวดหุ่นสุดเป๊ะ แผ่นหลังเนียนสวย และกางเกงขายาวเข้าชุด เพิ่มความคูลด้วยแว่นกันแดดและรองเท้าแตะแบบสวม เดินเลือกซื้อผักและผลไม้อย่างอารมณ์ดี พร้อมแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “Grocery run”

มิ้นท์ รัญชน์รวี

หลังจากภาพเซ็ตนี้ของ มิ้นท์ รัญชน์รวี ถูกเผยแพร่ออกไป แฟนคลับและชาวเน็ตต่างกระหน่ำกดไลก์และเข้ามาคอมเมนต์กันถล่มทลาย จนช่องคอมเมนต์ลุกเป็นไฟ เต็มไปด้วยอิโมจิรูปหัวใจ และรูปกองไฟ กันรัว ๆ เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นลุคไปซื้อของที่แซ่บเกินต้านจริง ๆ

มิ้นท์ รัญชน์รวี
มิ้นท์ รัญชน์รวี
มิ้นท์ รัญชน์รวี

ซึ่ง มิ้นท์ รัญชน์รวี เอื้อกูลวราวัตร เป็นดาราสาวชื่อดังชาวจังหวัดนครราชสีมา เป็นอดีตนักแบดมินตันเยาวชนทีมชาติ ดีกรีเหรียญเงินเยาวชนแห่งชาติ เข้าวงการจากการถ่ายโฆษณาและแสดงละครเรื่องแรก ข้ามสีทันดร ในปี 2561 มีผลงานโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมากมาย เช่น พราวมุก, คือเธอ และดวงใจเทวพรหม ตอน ดุจอัปสร

มิ้นท์ รัญชน์รวี
มิ้นท์ รัญชน์รวี
มิ้นท์ รัญชน์รวี
มิ้นท์ รัญชน์รวี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม mintranch

ไอจีแทบแตก! ลิซ่า ปล่อยลุคซีทรูดำสุดแซ่บ แฟนๆทั่วโลกแห่กดไลก์

ไอจีแทบแตก! ลิซ่า ปล่อยลุคซีทรูดำสุดแซ่บ แฟนๆทั่วโลกแห่กดไลก์

ไอจีแทบแตก! ลิซ่า ปล่อยลุคซีทรูดำสุดแซ่บ แฟนๆทั่วโลกแห่กดไลก์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.52 น.

30 เมษายน 2569 ทำเอาโซเชียลมีเดียร้อนฉ่าอีกครั้ง เมื่อซูเปอร์สตาร์ระดับโลก “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” สร้างกระแสฮือฮาบนอินสตาแกรมด้วยการปล่อยภาพเซ็ตล่าสุดในลุคสุดเซ็กซี่ พร้อมแคปชัน “BadAngelchella” จนแฟน ๆ ทั่วโลกแห่เข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ถล่มทลาย

ภาพชุดดังกล่าว ลิซ่าปรากฏตัวในชุดมินิเดรสซีทรูผ้าลูกไม้สีดำ เผยให้เห็นรูปร่างและแผ่นหลังสุดเซ็กซี่ หลังภาพถูกเผยแพร่ออกไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยอดไลก์พุ่งทะลุหลักล้านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไต่ระดับแตะกว่า 2 ล้านไลก์ โดยแฟนๆ ต่างเข้ามาคอมเมนต์พร้อมอีโมจิไฟลุกและคำชื่นชมอย่างล้นหลาม

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม ‘รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน’ ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม 'รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน' ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

อาชีวะอุบลฯโชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม ‘รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน’ ต้อนรับ รมว.ศึกษาฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

อาชีวะอุบลฯ โชว์ผลงานระดับโลก! นำทีม “รองแชมป์แกะสลักหิมะฮาร์บิน” ต้อนรับ รมว.ศึกษาธิการ ในโอกาสตรวจเยี่ยมเมืองดอกบัว

จังหวัดอุบลราชธานี (30 เม.ย. 69) ณ หอประชุมเบญจานุสรณ์ โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาและมอบนโยบายการดำเนินงานในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการจัดนิทรรศการแสดงศักยภาพของเยาวชนไทยที่ไปสร้างชื่อเสียงในระดับสากล

นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี มอบหมายให้ นายสุรศักดิ์ คำมั่น รองผู้อำนวยการฯ และ นายสุระชาติ พละศักดิ์ หัวหน้าแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ นำคณะครูและนักเรียน “ทีมฮาร์บิน” เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 (รองแชมป์โลก) จากการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 ณ มหาวิทยาลัยวิศวกรรมฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมต้อนรับและนำเสนอผลงาน

ภายในนิทรรศการ ทีม “ฮาร์บิน” ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ปวช.2 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ประกอบด้วย นางสาวฐานวดี หรรษาพันธุ์, นางสาวกมลชนก สุทธิคุณ, นายเตวิชพศุตม์ พุทสะลา และ นายณัชพล ญาวงศ์ ได้ร่วมกันนำเสนอโมเดลจำลอง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จ ตั้งแต่กระบวนการเตรียมความพร้อม การฝึกซ้อมที่เข้มงวด ไปจนถึงการเดินทางไปฝ่าอุณหภูมิติดลบ ณ มณฑลเฮย์หลงเจียง เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวชื่นชมผลงานของนักศึกษาอย่างมาก โดยระบุว่าความสำเร็จของวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานีในครั้งนี้ สะท้อนถึงคุณภาพของการจัดการอาชีวศึกษาที่สามารถสร้าง “ยอดฝีมือ” ให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก พร้อมทั้งให้กำลังใจนักศึกษาในการพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Soft Power) ของประเทศต่อไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมและศิลปะแล้ว ยังมีการประชุมสัมมนาทางวิชาการเพื่อบูรณาการการทำงานของสถานศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี ให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นรูปธรรม

ทัวร์ลงอีก! รอมฎอน โพสต์จี้สภาขยับเคสลอบสังหาร สส. แห่ถามทีทหารโดนบึ้ม-ยิงเคยเรียกร้องแบบนี้มั้ย?

ทัวร์ลงอีก! รอมฎอน โพสต์จี้สภาขยับเคสลอบสังหาร สส. แห่ถามทีทหารโดนบึ้ม-ยิงเคยเรียกร้องแบบนี้มั้ย?

ทัวร์ลงอีก! รอมฎอน โพสต์จี้สภาขยับเคสลอบสังหาร สส. แห่ถามทีทหารโดนบึ้ม-ยิงเคยเรียกร้องแบบนี้มั้ย?

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.00 น.

นาย รอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  สภาผู้แทนราษฎรต้องไม่นิ่งเฉยต่อกรณีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ครับ เรื่องนี้ไม่ใช่โจมตีบุคคล/พรรคใด แต่ต่อสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ ปชช.เชื่อมั่น

หลังจากข้อความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ทำเอาคนเข้ามาคอมเมนต์สนั่น ในเฟซบุ๊กของ รอมฎอน ปันจอร์ อาธิเช่น  ใช่ครับ เราไม่ควรนิ่งเฉยกับ BRN เสนอให้จัดการขั้นเด็ดขาดครับ เพราะผู้ประสบเหตุที่เกิดจากBRN มีมากกว่าเหตุ สส. เป็นร้อยเท่าครับ , ทำไม comment เอกฉันท์ขนาดนี้ ,  ทีทหารโดนวางระเบิด กับโดนยิงในบังเกอร์ ได้เคยเรียกร้อง แบบนี้มั้ย? เขาคือคนเหมือนกัน และกำลังทำกน้าที่เพื่อประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะรัฐปาตานีที่พวก..จะแบ่งแยกออกไป , การลอบสังหาร ตชด.เป็นภัยสังคมกวาดให้เตียน ส.ส.ผู้สนับสนุนผู้ก่อการร้ายก็ไม่ควรเหลือไว้ ,แสดงออกกับการที่ทหารโดนลอบวางระเบิด ให้เหมือนกรณีนี้บ้างนะท่านผู้ทรงเกลียด

คำว่าเชื่อมั่นในข้อความด้านบน ผมว่าควรกำกัดโจรใต้ให้สิ้นซากเพื่อให้นักลงทุน ให้นักท่องเที่ยวเเละประชาชน จะได้มีความเชื่อมั่นปลอดภัยจากโจรดีกว่า , อย่าสำคัญชีวิตผิด สส มีค่ามากกว่าครูทหาร ชาวบ้าน จ่าปืน จ่าเพียร หรอ ก็แค่ลอบยิงธรรมดา ทำไมสภาต้องให้น้ำหนัก น่ารำคาญ สภามีเรื่องบ้านเมืองที่คนทั้งประเทศเดือนร้อน น่ารำคาญ

เป็นหน้าที่ตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม เอาเวลาไปทำหน้าที่เพื่อประชาชนไทยดีกว่าครับ ทำหน้าที่ที่เหมาะสมและถูกต้อง คุณเป็นตัวแทนประชาชนไทย การไปชี้นำหรือแทรกแซงกระบวนยุติธรรม มันไม่ใช่หน้าที่คุณครับ ประเด็นอื่นมีเยอะแยะ การพัฒนาและการส่งเสริมศักยภาพของคนในพื้นที่ รวมถึงผลักดันสวัสดิการโอกาส และเรื่องต่างๆ เพื่อให้คนพื้นที่ได้เข้าถึง เรื่องแบบนี้มีอยู่ในนโยบายมั่งไหม

ภูมิใจไทย เปิดตัว ไทยช่วยไทย แจกสิทธิ 4,000 บาท ช่วยลดค่าครองชีพ เริ่มลงทะเบียน พ.ค. นี้

ภูมิใจไทย เปิดตัว ไทยช่วยไทย แจกสิทธิ 4,000 บาท ช่วยลดค่าครองชีพ เริ่มลงทะเบียน พ.ค. นี้

ภูมิใจไทย เปิดตัว ไทยช่วยไทย แจกสิทธิ 4,000 บาท ช่วยลดค่าครองชีพ เริ่มลงทะเบียน พ.ค. นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.21 น.

วันนี้ 30 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการโพสต์ภาพอินโฟกราฟิกเปิดตัวโครงการ ไทยช่วยไทย ภายใต้สโลแกน ช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่กำลังรอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ไทยช่วยไทย ช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออก 60% ประชาชนออก 40% แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน รับสิทธิ์ 4,000 บาท ลงทะเบียน พฤษภาคม 69 เริ่มใช้สิทธิ์ มิถุนายน 69 #พรรคภูมิใจไทย #พูดแล้วทำพลัส #ไทยช่วยไทย #ลดค่าใช้จ่าย #เพิ่มกำลังซื้อ”

พรรคภูมิใจไทย

หลังจากโพสต์ของ พรรคภูมิใจไทย ถูกเผยแพร่ออกไป มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก ซึ่งส่วนใหญ่ไปในทิศทางบวกและมองว่าเป็นการช่วยลดรายจ่ายได้จริง เช่น

“ส่วนตัวเราว่าแบบนี้ดีนะคะ หลายคนอาจจะมองว่าให้น้อยจัง แต่อย่างน้อยมันจะสามารถกระตุ้น ศก. ได้ในระยะถึง 4 เดือนด้วยกัน ถ้าให้ทีเดียว เต็มที่ก็ได้แบบเดือน หรือ เดือนครึ่ง ส่วนเรื่องลงทะเบียน ยังไม่รู้ต้องลงใหม่หมด หรือคนได้สิทธิ์ครั้งที่แล้ว จะได้อัตโนมัติเลยหรือเปล่า ถ้ายังไม่กำหนดการลงทะเบียนเป็นแบบไหน อยากให้พิจารณาคนที่ลงทะเบียนเดิมและใช้สิทธิ์ของครั้งที่แล้ว ได้รับสิทธิ์อัตโนมัติโดยแค่กดยืนยันรับสิทธิ์ในช่วงระยะเวลากำหนด ก็ดีนะคะ”

“ขอบคุณครับ ดีมากครับ”

“ลดรายจ่ายขึ้น ค้าขายจะได้ดีขึ้นมากๆกว่าเดิมครับ”

“น้ำใจที่คอยห่วงใยประชาชน ขอบพระคุณค่ะ”

“รอค่าไฟ 3 บาท”

พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย
พรรคภูมิใจไทย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย

บิ๊กโจ๊ก ส่ง ทนาย ร้อง กสม. ปม โฆษก ตร. แถลงข่าวเปิดคลิปเสียง สินบนทองคำ

บิ๊กโจ๊ก ส่ง ทนาย ร้อง กสม. ปม โฆษก ตร. แถลงข่าวเปิดคลิปเสียง สินบนทองคำ

บิ๊กโจ๊ก ส่ง ทนาย ร้อง กสม. ปม โฆษก ตร. แถลงข่าวเปิดคลิปเสียง สินบนทองคำ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

‘บิ๊กโจ๊ก’ ส่งร้องกสม. ปม”โฆษก ตร. แถลงข่าวเปิดคลิปเสียง เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนทำให้เสื่อมเสีย ชี้นำสังคม กดดันกระบวนการยุติธรรม  //ด้านกสม.รับลูกเตรียมนำเข้าหารือ คาดใช้เวลา 2-3เดือน หากพบละเมิดจริงจะประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องให้แก้ไข แต่ถ้าเป็นเขตอำนาจศาลก็ไม่อาจก้าวล่วง

วันนี้ 30 เมษายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความส่วนตัว เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน(กสม.)เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม เกี่ยวกับกรณีพลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดี สินบนทองคำ 246 บาท แถลงข่าวพร้อมเปิดคลิปสนทนาทางโทรศัพท์ ระหว่างตนเองกับผู้เกี่ยวข้องในคดี ซึ่งเข้าข่ายชี้นำสังคมและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเป็นการประจาน และทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นผู้รับหนังสือ

สัญญาภัชระ สามารถ

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า วันนี้ตนได้รับการมอบหมายจากพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ให้มายื่นหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อ 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชา ชาติ (OHCHR) กรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ทีมโฆษกสำนัก งานตำรวจแห่งชาติ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวในวันที่ 18 เมษายน 2569 ซึ่งทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทราบดีว่าพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้ส่งสำนวนคดีนี้ทั้งหมด ไปยังอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตเรียบ ร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569แล้ว และอำนาจหน้าที่ไม่ได้อยู่ที่ท่านในขณะนั้น 

ส่วนสำนวนของนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ก็ถูกส่งให้คณะผู้ไต่สวนอิสระซึ่งดำเนินการไปแล้ว ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยเรื่องกรอบอำนาจตามที่เราเคยเสนอ จึงควรจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญในการดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ที่เกี่ยวข้องตามที่ถูกกล่าวหาในเรื่องตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุน ซึ่งบัญญัติไว้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561  มาตรา 45 วรรค 2 

สัญญาภัชระ สามารถ

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ที่สำคัญคือการแถลงข่าวโดยการเปิดคลิปเสียงซึ่งอ้างว่าเป็นเสียงการสนทนาระหว่างพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก กับนายสามารถ หรือเอ็ดเวิร์ด ซึ่งทนายที่มีชื่อไม่ใช่ตนเอง  มองว่าไม่มีอำนาจ และเป็นการดำเนินคดีซ้ำ ในการที่มาดำเนินการเหล่านั้นควรจะต้องมีการพิสูจน์พยานหลักฐานในชั้นศาล ไม่ใช่พิสูจน์ที่หน้าจอทีวี เพราะฉะนั้นการพิพากษาต่างๆเพื่อไม่ให้เป็นบรรทัดฐานสังคม ไม่ใช่ว่าพอมีประเด็นก็มาเปิดโต๊ะแถลงสรุปข่าว ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ เป็นลักษณะของการประจาน เหยียดหยาม ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เรื่องนี้ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์ในศาลแต่กลับมาชี้นำสังคม อาจส่งผลกระทบหรือเสียหายต่อคดี การกระทำดังกล่าวของทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบของตนเองหรือไม่

“วันนี้จึงมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและการกระทำของ ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่ เพียงใด และหากพบการกระทำใดๆอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานหรือบุคคลที่ฝ่าผืนดังกล่าว เพื่อเป็นบรรทัดฐานของสังคมต่อไป” นายสัญญาภัชระ กล่าว

สัญญาภัชระ สามารถ

ด้านนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า หลังจากนี้จะมีการนำเรื่องเข้าพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่ในเรื่องของการแถลงที่มีการละเมิดสิทธิ์ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหายังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หลังจากนี้จะมีการนำเรื่องเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อดูว่าจะเข้าหลักเกณฑ์ใด 1.เป็นการละเมิดสิทธิ์หรือไม่ 2.การประสานการคุ้มครอง 3.หากไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ กสม. ก็จะให้การช่วยเหลือทางอื่น ทั้งนี้หากเป็นเรื่องที่อยู่ในการพิจารณาของศาล ก็จะตัดอำนาจของทาง กสม. ไป

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่าส่วนกรอบระยะเวลาหากไม่มีความซับซ้อนก็จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เมื่อพิจารณาแล้วหากพบมีการละเมิดสิทธิตามที่ผู้ร้องมายื่น ตามอำนาจ กสม. ให้มีข้อเสนอแนะเพื่อแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยชน ซึ่งกสม. เองไม่มีการกำหนดโทษใดๆ หากผู้ร้องต้องการดำเนินคดีอาญาหรืออื่นๆทางผู้ร้องต้องดำเนินการเอง

สัญญาภัชระ สามารถ
สัญญาภัชระ สามารถ

นายกฯ นำแถลงผลงานกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ นำแถลงผลงานกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ

นายกฯ นำแถลงผลงานกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.12 น.

“นายกฯ” นำแถลงผลงานกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ – เครือข่ายทุจริตทะเบียนราษฎร์ – บ่อนการพนันผิดกฎหมาย ประกาศเดินหน้าปราบปรามพุ่มอิทธิพล – เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ต่อเนื่อง ลั่น หากทำผิดไม่มีใครเคลียร์ได้ ลุยจับกุมดำเนินคดีเด็ดขาด เผย หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายพอใจแนวทาง “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” 

วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นานกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตสวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมายว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา คือการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ยืนยันว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ โดยดำเนินคดียึดอายัดทรัพย์สินในหลายกรณี 

ทั้งนี้ ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาล และหน่วยงานในสังกัด ที่ต้องการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง วันนี้จึงมีผลงานการปราบปรามเพิ่มเติมที่จะรายงานต่อประชาชนในภาพรวม ซึ่งเป็นผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ เรื่องการปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนราษฎร์ และสัญชาติ กระทรวงมหาดไทย ได้จำหน่ายรายการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ ได้แก่ เครือข่ายนายก๊ก อาน และเครือข่ายนายลียง พัด โดยหลังจากการตรวจพบทางทะเบียนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว กรมการปกครอง โดยกระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน ซึ่งความร่วมมือจากเครือข่ายหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมดำเนินคดีขยายผลไปยังเครือข่าย โดยปรากฏผลการจับกุม และการปราบปรามเครือข่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ขบวนการเหล่านี้ไม่ได้แยกกันทำ แต่มีความเกี่ยวเนื่องซัพพอร์ตกันเชื่อมโยงได้ว่าเป็นกลุ่มคนเดียวกัน ส่วนใหญ่คือแก๊งสแกมเมอร์ ฟอกเงิน ขนของเถื่อน และบ่อนการพนันซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด ซึ่งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญที่ใช้ปฏิบัติการมาโดยตลอด ได้แก่ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) หน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ รวมถึงกองทัพที่ให้ความร่วมมือในการเข้าไปปราบปรามผู้กระทำผิด ซึ่งทุกคนรับทราบแนวทางการดำเนินการแล้ว ดังนั้นที่บอกว่าจะไปเจอคนนั้นคนนี้ที่มีอิทธิพลมีชื่อเสียงมีเงินมีอำนาจต่างๆ ทีมที่ตนมอบหมายให้ปฏิบัติการตามนโยบายรักษาความสงบของชาติ และนโยบายจัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยยึดหลัก “ปิดชื่อถือพฤติกรรม”

นอกจากนี้  ตนมีการสอบถามอยู่ตลอดไม่ใช่อยู่ดีๆมอบนโยบายไปแล้วไม่ติดตาม และไม่ได้เชื่อข้อมูลจากใครเพียงคนเดียว แต่มีการตรวจสอบ ทั้งคนที่อยู่ในวงจร และนอกวงจร โดยมีทีมที่คอยประเมิน พบว่าฝ่ายบังคับใช้กฎหมายทั้งหมดมีความสบายใจ และเต็มใจในแนวทาง “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” เพื่อที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีความกังวล ตนได้แสดงให้ทีมเห็นหลายครั้ง โดยได้ร่วมสังเกตการณ์ในการปฏิบัติการจับกุมการกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ตลอด และทุกครั้งที่ไปจะมีการประสานงานทั้งทางตรงทางอ้อม เมื่อทีมงานเห็นว่าเมื่อทำผิดแล้วเคลียร์ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้มีความชัดเจน เขาก็จะดำเนินการได้อย่างเต็มที่จนจบสิ้นกระบวนการ ซึ่งทุกรายถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด จึงอยากให้ประชาชนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลเอาจริงกับเรื่องการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกชนิด 

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ล่าสุดมีการจับกุมบ่อนพนันที่มีรูปแบบใหม่ตามโรงแรมตามต่างจังหวัด จึงฝากเตือนผู้ประกอบการ ถ้ากรณีเช่นนี้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร อาคาร หรือบ้าน ถ้าท่านให้คนเหล่านี้เข้าไปเปิดบ่อน ซ่องสุมผู้คนทำผิดกฎหมาย ท่านก็เปรียบเสมือนคนที่ทำผิดกฎหมายด้วย โดยเฉพาะผู้ต้องใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการต่างๆ ถ้าท่านไปสนับสนุนคนเหล่านี้ให้ทำกิจกรรมผิดกฎหมาย ใบอนุญาตต่างๆของท่านจะถูกเพิกถอน และถูกดำเนินคดี ซึ่งไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ท่านได้ลงทุนมา แต่เราจำเป็นต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด จึงอยากให้ผู้ประกอบการทุกท่านถืออุทาหรณ์ไว้ว่ามีหน้าที่ต้องทำถูกกฎหมาย เพื่อที่จะดำเนินกิจการได้ตามปกติ 

ทั้งนี้ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะให้การสนับสนุนทุกหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และวันนี้ต้องถือว่าเป็นการบูรณาการทำงานร่วมกัน เพราะนายกฯกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปง. ป.ป.ท. กระทรวงยุติธรรม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตน และรับนโยบายจากตน 

“ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการเคลียร์ การใช้อามิสสินจ้างใดๆในการปราบปรามสิ่งเหล่านี้ให้เกิดความไขว้เขว เราไม่จำเป็นต้องมีความร่ำรวยจากสิ่งเหล่านี้ แต่ถือว่าการทำหน้าที่ให้พี่น้องประชาชน และบ้านเมืองมีเกียรติมีค่ามากกว่าอามิสสินจ้างหรือทรัพย์สินเงินทองใดๆที่ได้จากสิ่งเหล่านี้” นายกฯ ระบุ 

เมื่อถามถึงการทุจริตสวมตัว นายกฯ กล่าวว่า เราดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะเริ่มจากจุดเล็กๆในพื้นที่ภาคเหนือ และมีการขยายผล ซึ่งมีอีกหลาย 1,000 กรณี เราพอที่จะทราบเครือข่ายของกระบวนการเหล่านี้แล้ว เชื่อว่าคงจะหยุดการกระทำรูปแบบเดิมแล้ว และหากคิดจะทำในรูปแบบใหม่ก็คงไม่ง่ายเหมือนเมื่อก่อน

เมื่อถามว่า จะมีการถอนสัญชาติแก๊งเหล่านี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราทำทุกอย่าง การถอนสัญชาติก็ดำเนินการไปมาก รวมถึงการยึดทรัพย์ และถ้าใช้คนเหล่านี้เป็นนอมินี หรือทำธุรกรรมใดๆก็ตามต้องถือว่าธุรกรรมเหล่านั้นเป็นโมฆียะไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ ส่วนที่มีการติดตามจับกุมดำเนินคดีเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครอง และตำรวจ ที่จะดำเนินการ ส่วนการฟ้องยึดทรัพย์ ปปง. ป.ป.ท. และดีเอสไอ ทำงานร่วมกันอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขบวนการทุจริตทะเบียนราษฎร–สัญชาติไทย พบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้ช่องโหว่กฎหมายสร้าง “ตัวตนปลอม” เพื่อฟอกเงินและถือครองทรัพย์สิน โดยคดีสำคัญเริ่มจากปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” (พ.ย. 68) จ.เชียงใหม่ จับ 14 ราย พบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว 11 ราย ต่อด้วย “สลายหมอกเชียงดาว” (ม.ค. 69) จับ 6 ราย และ “ตัดบัตรกรุงเก่า” (มี.ค. 69) จ.อยุธยา พบย้ายทะเบียนบ้านเท็จ 214 ราย จับ 6 ราย

ปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” (29 เม.ย. 69) ทลายขบวนการจีน จ้างชายไทยจดทะเบียนสมรสกับหญิงจีน ก่อนแจ้งเกิดบุตรด้วยข้อมูลเท็จเพื่อให้ได้สัญชาติไทย ใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและตั้งนอมินี จับกุมแล้ว 6 ราย (ชาวจีน 2 ราย ชายไทยรับจ้าง 3 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย) พบเชื่อมโยงอย่างน้อย 5 กรณี ซึ่งดำเนินคดีอาญา 34 ราย และดำเนินการทางวินัยเจ้าหน้าที่รัฐ 19 ราย 

ขณะเดียวกัน ยังเร่งปราบบ่อนพนันผิดกฎหมาย เปิดปฏิบัติการ “ROSE GARDEN” จ.นครราชสีมา จับ 89 ราย เงินหมุนเวียนกว่า 60 ล้านบาท/เดือน และ “สิงห์ปราบปรปักษ์” ใน กทม. 2 จุด จับรวม 106 ราย เงินสะพัดหลายสิบล้านบาทต่อเดือน

การปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ได้ดำเนินการตามนโยบายในการสร้างความมั่นคงปลอดภัย โดยการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย จำนวน 3 คดี อีกทั้งชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัด 76 ชุด และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอ 878 ขุด ได้มีผลการดำเนินงาน จับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 5,510 คดี และการออกตรวจตรา ทั้งจุดตรวจจุดสกัดและการหาข่าว รวมทั้งสิ้น339,184 ครั้ง 

ปกรณ์วุฒิ บี้เปิดสำนวนคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ขู่บุก ป.ป.ช. ทวงหลักฐานสัปดาห์หน้า

ปกรณ์วุฒิ บี้เปิดสำนวนคดี 'ศักดิ์สยาม' ขู่บุก ป.ป.ช. ทวงหลักฐานสัปดาห์หน้า

ปกรณ์วุฒิ บี้เปิดสำนวนคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ขู่บุก ป.ป.ช. ทวงหลักฐานสัปดาห์หน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

‘ปกรณ์วุฒิ’ บี้ ป.ป.ช.เปิดสำนวนคดี ‘ศักดิ์สยาม’  ขู่ บุก ป.ป.ช. หากอาทิตย์หน้ายังไม่เห็นข้อมูล ฟาดซ้ำปมตีตก เหตุเข้าใจหน้าที่ตัวเองผิด ทั้งที่เป็นอำนาจศาลพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ย้ำเข้าชื่อครบแล้ว ร้องประธานสภาส่งศาลฎีกาตั้งสอบ ป.ป.ช. ตั้งคณะทำงานร่วมร่างหนังสือ

วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคประชาชน แถลงข่าว เรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดสำนวนการไตร่สวนคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคมซุกหุ้น ว่า การที่ป.ป.ช.ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณียกคำร้องในคดีของนายศักดิ์สยาม ซึ่งเป็นคำร้องที่ตนและพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาชุดที่ 25 ยื่นไปในข้อหาจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งก็ปรากฏว่าทางป.ป.ช.นั้นได้ยกคำร้องไปโดยให้เหตุผลว่ามีการโอนหุ้นในทางบัญชีอย่างถูกต้อง และยกข้ออ้างว่าหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว นายศักดิ์สยามได้ไปขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน อีกทั้งยังมีการฟ้องดำเนินคดีกับนายส. ซึ่งเป็นบุคคลตามที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าเป็น ตัวแทนอำพรางหรือนอมินี 

อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่าสิ่งที่ป.ป.ช.จะต้องพิสูจน์ในกรณีนี้คือเจตนาของนายศักดิ์สยาม ก่อนปี 2562 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ขอย้ำว่าคดีนี้เป็นเจตนาของนายศักดิ์สยาม ก่อนปี 2562 ในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เข้าเป็นสส.ว่าเวลาก่อนหน้านั้น และวันที่ยื่นทรัพย์สินนั้นนายศักดิ์สยามมีเจตนาที่จะปกปิดทรัพย์สินหรือไม่ ดังนั้นเหตุการณ์อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วไม่ได้พิสูจน์แต่อย่างใดว่าเจตนาก่อนปี 2562 ของนายศักดิ์สยามนั้นเจตนาปิดบังหรือไม่ปิดบัง

ทั้งนี้ตนเองการตั้งข้อสังเกตต่อคำชี้แจงของปปชว่าป.ป.ช.มีความพยายามอ้างมาตรฐานในการพิสูจน์ทางอาญาว่าหากจะมีการชี้มูลจะต้องพิสูจน์ให้ได้สิ้นสงสัยว่ามีเจตนาทุจริต ซึ่งตนคิดว่าปปชมีความเข้าใจผิดในการทำหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งกระบวนการยุติธรรมผู้ที่จะต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยในคดีอาญา คือศาลไม่ใช่ปปช. ดังนั้น ในคดีนี้ ป.ป.ช. ต้องทำหน้าที่เหมือนเป็นตำรวจหรืออัยการ หากเห็นว่ามีมูลต้องชี้มูล แล้วให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน ว่านายศักดิ์สยามมีความผิดหรือไม่ ไม่ใช่ใช้มาตรฐานนี้ตั้งแต่ในชั้น ป.ป.ช. ซึ่งถ้าหากใช้มาตรฐานนี้ ตนก็สงสัยว่าหลักฐานสงสัยว่าหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ หลักฐานการเงินในการโอนหุ้นของหจก.บุรีเจริญฯ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นเงินมาจากนายศักดิ์สยามและปลายทางอยู่ที่ นาย ส. ที่ถูกกล่าวหาเป็นนอมินี ทาง ป.ป.ช. ได้พิสูจน์หลักฐานนี้หรือไม่ และให้เหตุผลอะไรที่บอกว่าหลักฐานเหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเจตนา และไม่มีมูลในการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน 

ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสาร 1. รายงานแสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมข้อเท็จจริง พยานหลักฐานเอกสารทั้งหมดในคดีนี้ 2.ความเห็นของพนักงาน ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบในเรื่องที่กล่าวหา  และ 3. รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะศาลปกครอง ได้พิพากษาว่าเมื่อคดีจบแล้วเอกสารนั้นไม่ได้อยู่ในชั้นความลับอีกต่อไป  ป.ป.ช. มีหน้าที่ต้องเปิดเผย ซึ่งเคยมีบรรทัดฐานเรื่องนี้ไปแล้ว ซึ่งทางป.ป.ช.ก็เคย ถูกคำสั่งลงโทษจากการที่ไม่เปิดเผยเช่นกัน ตนจึงขอเรียกร้องให้ ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารเหล่านี้ต่อสาธารณะ หากป.ป.ช.ยังไม่เปิดเผยภายในสัปดาห์หน้า ตนจะเดินทางไปที่สำนักงานป.ป.ช.เพื่อยื่นเอกสารขอให้เปิดเผยหลักฐานทั้งหมด

เมื่อถามถึง ความคืบหน้าการรวบรวมรายชื่อที่จะร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งศาลฎีกาให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีในกรณีนี้มีความคืบหน้าอย่างไร นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้มีการตั้งคณะ ทำงานทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อร่างคำร้องและยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งรายชื่อคาดว่าไม่มีปัญหา คาดว่าภายในเดือนพ.ค.นี้จะมีการยื่นต่อประธานรัฐสภา ทั้งนี้ถ้าหากได้เห็นเอกสารหลักฐาน สำนวนคดีของนายศักดิ์สยามทั้งหมดก็จะเป็นประโยชน์ในการเขียนคำร้อง

เมื่อถามว่า กรณีเข้าชื่อเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 236 เพื่อตัดการใช้ดุลพินิจของประธานสภาฯ จะรายชื่อร่วมกันในครั้งนี้เลยหรือไม่ นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ใช้คนละส่วนกัน อย่างไรก็ตาม การเข้าชื่อเสนอแก้ไขในกรณีดังกล่าว แค่เสียงสส.ของพรรคประชาชน ก็เพียงพอแล้ว 

เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่นๆ มีการแสดงเจตจำนงเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า การประชุมวิปฝ่ายค้าน ตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยจึงไม่แน่ใจว่านายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ด้วยแล้วหรือไม่ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายปกรณ์วุฒิ แถลงข่าว พบว่า มี สส.พรรคภูมิใจไทย 2 คน มายืนรับฟังการแถลงข่าวตั้งแต่ต้นจนจบการแถลงข่าว ซึ่งคาดว่าจะมีการบันทึกเสียงด้วย

รอมฎอน เซ็ง ประธานสภาฯ เมินตั้งทีมติดตามคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ทั้งที่มีข้อพิรุธ

รอมฎอน เซ็ง ประธานสภาฯ เมินตั้งทีมติดตามคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ทั้งที่มีข้อพิรุธ

รอมฎอน เซ็ง ประธานสภาฯ เมินตั้งทีมติดตามคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ทั้งที่มีข้อพิรุธ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

‘รอมฎอน‘ เซ็ง ‘ประธานสภาฯ’ เมินตั้งทีมติดตามคดีลอบยิง ‘สส.กมลศักดิ์’ ทั้งที่มีข้อพิรุธ ลามจี้ยกระดับเป็นคดี ‘พิเศษ’ ด้าน ‘ชยพล‘ เผยมี IO สาดโคลนกลบข่าว หวังเบี่ยงประเด็น 

วันนี้ 30 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงภายหลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ปฏิเสธข้อเสนอตั้งคณะกรรมการติดตามคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาประธานสภาฯ ได้สนทนากับตนเองเล็กน้อย โดยบอกว่าข้อเสนอที่ให้ใช้อำนาจในฐานะประธานสภาฯ ตั้งกลไกติดตามตรวจสอบถ่วงดุลในคดีดังกล่าว เพื่อให้แน่ใจได้ว่าการดำเนินคดีนี้ของพนักงานสอบสวนจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ประธานสภาฯ กลับบอกว่ายังไม่เห็นอุปสรรคตนเอง และปล่อยให้หน่วยงานดำเนินการ ทั้งที่ตอนนี้เรามีอุปสรรคอยู่พอสมควร มีข้อกังขาในการรวบรวมพยานหลักฐานและความคืบหน้าของคดี มีข้อกังวล ขณะนี้นายกมลศักดิ์จำเป็นจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความร้องทุกข์เอง ล่าสุดเพิ่งแจ้งความนาวิกโยธิน 2 นาย ในคดีพยายามฆ่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา รอความชัดเจนในเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีที่ตำรวจภูธรภาค 9 ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ จะสามารถสอบปากคำผู้ที่ถูกร้องและผู้ที่ถูกแจ้งความหรือไม่ วันนี้ครบกำหนดที่จะต้องสอบปากคำ แต่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก 

รอมฎอน

นายรอมฎอน กล่าวต่อว่า ประชาชนกังวลแม้จะจับกุมชุดสังหารได้ 5 คนแล้วแต่นายกมลศักดิ์ ก็ไปแจ้งความร้องทุกข์เพิ่ม คดีจะถูกแยกเป็นสองคดีหรือไม่ จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อน สส.จากเขตเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือตนเองจะต้องระวังตัว ซึ่งถือเป็นผลกระทบโดยตรง สัมพันธ์กับการทำงานในฐานะ สส. ทั้งนี้นายกมลศักดิ์ ลาประชุมเป็นสัปดาห์ที่ 2 แล้ว  เพราะต้องใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่

“การลอบยิงไม่ใช่โจมตีต่อ สส.คนใดคนหนึ่ง แต่กำลังท้าทายต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีมาตรการป้องกัน ในฐานะที่เป็น สส.จะติดตามคดีนี้ และจะสื่อสารกับประธานสภาฯ อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ในความรู้สึกของประชาชนคดีนี้ไม่ใช่เป็นคดีส่วนตัว เพราะเกี่ยวโยงไปที่บางหน่วยงาน ไม่ใช่คดีสังคมเหมือนที่บางหน่วยงานกำลังจะบอก แต่เป็นคดีความมั่นคงที่กระทบต่อสถาบันทางการเมือง เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมืองบางอย่าง ประชาชนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามในการตัดตอนหรือเบี่ยงเบนประเด็นหรือไม่ ต้องจับตาว่าพนักงานสอบสวนจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐานหรือไม่” นายรอมฎอน กล่าว

รอมฎอน

นายรอมฎอน กล่าวต่อว่า ตนมีข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาลขอให้ยกระดับคดีลอบยิงนายกมลศักดิ์ เป็นคดีพิเศษเพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นกลาง เป็นมืออาชีพจริง ๆ เพราะคาดหวังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่อาจจะไม่เพียงพอแล้ว จึงอยากฝากเรื่องนี้ให้รัฐบาลได้พิจารณา หลักประกันเรื่องความโปร่งใส ถูกต้อง เที่ยงธรรม และความเป็นมืออาชีพเป็นเรื่องสำคัญในคดีนี้ 

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของการเบี่ยงเบนประเด็น มีความพยายามที่มีปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ที่พยายามด้อยค่าแพร่มลทินไปยังนักการเมือง ผู้สื่อข่าว นักกิจกรรม และภาคประชาสังคมที่โดนโจมตีอย่างหนัก เราตีความว่ามันเกิดเป็นระลอกและมีแบบแผน จึงขอให้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพราะกระทบต่อสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ปลอดภัยในการส่งเสียงประชาชน ไม่เช่นนั้นเราจะแก้ปัญหาของภาคใต้ด้วยแนวทางสันติได้อย่างยากลำบาก

นายรอมฎอน กล่าวด้วยว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการยังตั้งไข่ อยู่ในช่วงของการจัดตั้ง คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์นี้น่าจะมีความชัดเจน กลไกคณะกรรมาธิการจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล ถือเป็นกลไกถ่วงดุล แต่ช่วงเวลาที่เป็นช่องว่างนี้ จากข่าวพนักงานสอบสวนจะรีบสรุปสำนวนคดีในสัปดาห์หน้า ประธานสภาฯ มีอำนาจตั้งคณะกรรมการหรือกลไกภายในสภาฯ เท่าที่มีอยู่ในการติดตาม น่าเสียดายที่ประธานสภาฯ บอกปัด จากนี้คงต้องใช้กลไกคณะกรรมาธิการ การตั้งญัตติอภิปรายเรื่องนี้ในที่ประชุมสภา  รวมถึงตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอย่างจริงจัง ให้คำมั่นว่าสภาฯ จะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และทำให้คดีนี้มีความโปร่งใส มืออาชีพ เป็นวิทยาศาสตร์ ผลักดันให้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ DSI 

ด้านนายชยพล สะท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่า คดีดังกล่าวมีทรัพยากรของราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อมีคนติดตามเรียกร้องข้อเท็จจริง จะใช้กลยุทธ์การสร้างภาพจำเพื่อเบี่ยงประเด็นกลบข่าว กรณี สส.ถูกลอบสังหารโดยมีทรัพยากรของหน่วยงานราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง มีความพยายามไม่สืบหาความจริง พยายามปล่อยเรื่องเงียบ ปล่อยเบลอ  ฃ สร้างข่าวบนฐานของความโกรธความเกลียดเพื่อให้คนไปสนใจเรื่องอื่นมากกว่า นำมาสู่การสร้างความชอบธรรมในการโจมตี คุกคาม ใช้กำลังจนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตจากการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง

รอมฎอน

ขณะที่ น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงถึงเรื่องไอโอว่า ในสมัยสภาชุดที่แล้วก็ได้มีการสอบถามถึงเรื่องนี้กับกองทัพ ซึ่งได้มีการชี้แจงว่ากองทัพไม่ได้มีการทำไอโอ มีแต่การประชาสัมพันธ์เชิงบวก แต่ศาลปกครองเคยให้คำวินิจฉัยไว้ว่า กองทัพทำไอโอ ตนในฐานะอดีตข้าราชการทหาร เคยได้รับการอบรมเรื่องของการทำไอโอจริง บอกได้เลยว่าโต๊ะตัวไหน เก้าอี้ตัวไหนทำปฏิบัติการไอโอ เรื่องนี้กองทัพไม่ควรปฏิเสธ ซึ่งเรื่องการปฏิบัติการไอโอสามารถทำได้แต่ไม่ควรทำกับประชาชนในประเทศ นักการเมืองภายในประเทศ หรือสื่อมวลชนภายในประเทศ ควรกระทำกับอริราชศัตรู อย่าใช้เงินภาษีของประชาชน ทรัพยากรของรัฐมาปฏิบัติการข้อมูลของข่าวสารเพื่อให้ตัวเองบรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมือง

น.ท.กิตติพงษ์ กล่าวว่า ไอโอที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นไอโอเทา ยังมีความจริงมาผสมอยู่บ้างกับข้อมูลเท็จ ด้อยค่าแพร่มลทินไปสู่เป้าหมาย ก่อนหน้านี้กลุ่มไอโอมีการเผยแพร่โจมตีบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่กองทัพภาคสอง แต่ปัจจุบันมามาเผยแพร่ข้อมูลที่ชายแดนใต้ ดังนั้น ขอเรียกร้องไปยังนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผบ.เหล่าทัพ แม่ทัพภาคสี่ ออกคำสั่งเป็นรายลักษณ์อักษรห้ามปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารกับบุคคลภายในประเทศ เพื่อห้ามกำลังพลของตัวเองปฏิบัติการไอโอ หากตรวจพบว่ามีทหารนายใดทำไอโอ ให้ส่งข้อมูลเหล่านี้ให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องออกคำสั่งลงโทษทางวินัย ซึ่งถือว่าผิดวินัยร้ายแรง นี่คือความจริงใจที่จะแก้ปัญหา 

ส่วนนายเอกราช อุดมอำนวย สส.กรุงเทพมหานคร  พรรคประชาชน กล่าวว่า ภายหลังหลังจากที่สภามีการตั้งคณะกรรมาธิการ  เสร็จเรียบร้อยก็จะนำเรื่องสันติภาพชายแดนใต้เข้าสู่ที่ประชุม เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการจัดการของกอ.รมน. และกฎหมายต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาชายแดนใต้ และการใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเครื่องมือในการสอบหาความจริง เบื้องต้นเพื่อหาหลักฐานในคดีทางนิติวิทยาศาสตร์ได้อย่างแม่นยำและรอบคอบ และถ้าคดีนี้อยู่ในคดีของดีเอสไอ ย่อมเป็นประโยชน์มากกว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  พิจารณาให้ความเป็นธรรมกับในพื้นที่

เจาะลึกปมร้อน ย้ายอธิบดี สะเทือนเก้าอี้สุริยะ?

เจาะลึกปมร้อน ย้ายอธิบดี สะเทือนเก้าอี้สุริยะ?

เจาะลึกปมร้อน ย้ายอธิบดี สะเทือนเก้าอี้สุริยะ?

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.55 น.

สำหรับประเด็นร้อนการเมืองในขณะนี้ที่กำลังถูกจับตา หนีไม่พ้นการปลดฟ้าผ่าอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยในการประชุมครม. เมื่อวันอังคาร ที่ 28 เมษายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เสนอเรื่องโยกย้ายข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ให้ครม.พิจารณาโดยให้ย้าย นายราเชน ศิลปะรายะ จากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสลับให้ นายวิทยา แก้วมี ผู้ตรวจราชการฯ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวงฯ แทน

เหตุการณ์เริ่มกลายเป็น “ข่าวร้อน” ทันทีเมื่อมีรายงานข่าวสะพัดว่า นายราเชน เตรียมยืนหนังสือลาออกจากราชการเพราะไม่พอใจการโยกย้ายดังกล่าว

จากข่าวลือกลายเป็นข่าวจริง ในวันรุ่งขึ้น 29 เมษายน นายราเชน ได้ออกมาพูดด้วยตัวเอง ยืนยันข่าวเตรียมยื่นหนังสือลาออก โดยระบุว่า “ตลอดระยะเวลารับราชการกว่า 30 ปี ผมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล หากมีการตรวจสอบก็พร้อม แต่ในกรณีนี้ยืนยันว่าไม่มีความผิด และไม่เคยได้รับการชี้แจงเหตุผลของการโยกย้ายอย่างเป็นทางการ”

นายราเชน ย้ำชัดเจนว่า “การตัดสินใจลาออกเป็นหนทางในการรักษา​ศักดิ์​ศรีของ​ข้าราชการ”​

ยิ่งร้อนฉ่าขึ้นไปอีกเมื่อเวลา 13.50 น. นายราเชน ถือหลังสือลาออกจากไปที่ยื่นที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ โดยระบุเหตุผลในเอกสารลาออกว่า “ไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้”

พร้อมด้วยการทิ้งบอมพ์ลูกใหญ่ว่า มีบุคคลพยายามติดต่อเข้าพบอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการโทรศัพท์เข้ามา 5-6 ครั้ง แต่เมื่อนัดหมายกันก็ไม่มาตามนัด แต่มีคนอื่นมาแทน อ้างว่าจะคุยรื่องการซ่อมอากาศยานของหน่วยงาน 

สอดคล้องกับการเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนชื่อดังก่อนหน้านั้นว่า ผู้ที่ติดต่อเข้าพบอ้างว่าเป็นหลานของ “ผู้ใหญ่”

แน่นอนเมื่อมีการทิ้งบอมพ์แบบนี้ คนที่ต้องรีบออกมาชี้แจงทันทีคือ นายสุริยะ ระบุสาเหตุการโยกย้ายนายราเชน ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ว่า มาจากหลายปัจจัย กระทรวงเกษตรฯเกี่ยวข้องกับประชาชนรากหญ้า ต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือเร่งด่วนหลายอย่าง มองว่า ข้าราชการที่ใกล้เกษียณอายุอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นสาเหตุให้ต้องปรับเปลี่ยน

ส่วนประเด็นร้อนที่สังคมกังขาว่าสาเหตุการย้ายเพราะไม่ตอบสนองที่ “หลายนายสุริยะ” ไปขอเข้าพบ นายสุริยะ ชี้แจงว่า ถ้าเป็นความจริงก็ถือว่าผิดกฎหมาย และเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสาเหตุนี้ไปย้ายอธิบดี

กระนั้น นายสุริยะ ยอมรับว่าได้สอบถามกับหลาน ทราบว่าได้โทรศัพท์ไปขอเข้าพบอธิบดีจริง แต่ไม่ได้พูดอะไรกัน

สำหรับกรณีที่ว่ามีการเรียกอธิบดีกรมต่างๆ ไปพบที่ชั้น 4 อาคารย่านวิภาวดี นายสุริยะ ชี้แจงว่า มีการเรียกขอข้อมูลงบประมาณ 2570 จริง เพราะได้รับการประสานงานให้ดูแลกระทรวงเกษตรฯ โดยครั้งนั้นได้มอบหมายให้นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เป็นผู้แทนพูดคุย

ขณะที่ในส่วนของนายราเชน สื่อเริ่มตรวจสอบประวัติ พบว่า ได้ย้ายจากกรมชลประทาน มาเป็นรองอธิบดีกรมฝนหลวงและผู้อำนวยการสำนักงานรัฐมนตรี ในสมัยที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรมว.เกษตรฯ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็น รมช.เกษตร และได้เลื่อนเป็นอธิบดีกรมฝนหลวง โดยการผลักดันของ ร.อ.ธรรมนัส ตอนที่นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงฯไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกอบจ.สงขลา เมื่อต้นปี 2568

อย่างไรก็ตามประเด็นนี้นายราเชน ยืนยันว่า เป็นข้าราชการมืออาชีพทำงานใกล้ชิดผู้บริหารหลายชุด ไม่ได้เป็นคนของนักการเมือง

ด้านความเคลื่อนไหวทางการเมือง นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ราเชน เตรียมเข้ายื่นขอความเป็นธรรมต่อพรรคกล้าธรรม ที่อาคารรัฐสภา ในวันที่ 30 เมษายน อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลานัดหมายผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถาม นายราเชน ได้รับคำตอบว่ายังไม่สามารถเดินทางเข้าพบได้ตามกำหนด เนื่องจากเอกสารที่ใช้ประกอบการร้องขอยังไม่ครบถ้วน จึงขอเลื่อนการเข้ายื่นเรื่องออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด

ขณะที่เพจ อีเสี้ยม ขยี้เกษตร ได้ออกมาเปิดเอกสารช่วงเวลา ที่มีคนอ้างเป็นหลานรัฐมนตรีคนดัง?… โทรหา อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดีลลับขอโควต้าซ่อมเครื่องบิน ระบุว่า

– วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ขอนัดวันเวลาและได้ส่งผู้แทนเข้าพบวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.30-14.30 น.
– วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 16.57 น. ใช้เวลา 1 นาที
– วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 10.35 น. ใช้เวลา 54 วินาที
– วันที่ 16 เมษายน 2569 เวลา 14.10 น. ( miss call )
– วันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 12.28 น. (ติดต่อกลับ ) ใช้เวลา 1 นาที
– วันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 12.31 น. ใช้เวลา 16 วินาที
– วันที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 13.11 น. (ติดต่อกลับ) ) ใช้เวลา 54 วินาที
– วันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 10.12 น. ใช้เวลา 5 วินาที

ขณะที่นายสุริยะ เปิดแถลงอีกคร้้งในวันที่ 30 เมษายน โดยได้โต้นายราเชน อย่างดุเดือด โดยเฉพาะที่ระบุเหตุผลการลาออกว่าไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้

” มีอะไรที่สนองฝ่ายการเมืองไม่ได้ ผมไปบีบอะไรขอให้นายราเชนชี้แจงมา  แต่ถ้าเสนอสิ่งที่ไม่เป็นข้อเท็จจริง หรือข้อมูลเท็จ ผมถือว่าได้รับความเสียหาย ต่อจากนี้หากนายราเชนยังไม่หยุดพาดพิง จะดำเนินการฟ้องคดี และหากเห็นว่ากรณีที่เป็นข่าวไม่เป็นธรรมกับนายราเชน ก็สามารถฟ้องดำเนินคดีกับผมได้” 

อย่างไรก็ตามการชี้แจงของนายสุริยะ ยังไม่อาจดับไฟแห่งความกังขาได้ จึงต้องจับตาต่อไปว่า จากประเด็นโยกย้ายข้าราชการ จะทำให้เก้าอี้รมว.เกษตรฯ สะเทือนไปด้วยหรือไม่