อภิสิทธิ์ กระทุ้งหนัก! นายกฯ-ครม.เบี้ยวตอบกระทู้ – บี้ โสภณ ทำตามข้อบังคับ

อภิสิทธิ์ กระทุ้งหนัก! นายกฯ-ครม.เบี้ยวตอบกระทู้ - บี้ โสภณ ทำตามข้อบังคับ

อภิสิทธิ์ กระทุ้งหนัก! นายกฯ-ครม.เบี้ยวตอบกระทู้ – บี้ โสภณ ทำตามข้อบังคับ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.57 น.

“อภิสิทธิ์”กระทุ้งหนัก “นายกฯ-ครม.”เบี้ยวตอบกระทู้ – บี้”โสภณ”ทำตามข้อบังคับ ต้องแจ้งเหตุเป็นหลักฐานลายลักษณ์อักษร เหน็บถ้าอย่างนั้นก็ส่งเสริมให้หนีสภาฯ ไปเรื่อยๆ ด้าน”ปธ.สภาฯ”เผยจ่อแก้ข้อบังคับ หลังพบ สส.ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับ คำวินิจฉัยของประธานมีปัญหา

30 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.09 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังจบการพิจารณากระทู้ถามสดของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรื่องน้ำมัน ซึ่งนายกฯ มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ ในฐานะรมว.คมนาคม มาชี้แจง แต่นายพิพัฒน์ ไม่สามารถมาตอบแทนได้ จึงได้มอบหมาย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม มาตอบกระทู้ถามดังกล่าวแทน ซึ่งนายณัฐพงษ์ ได้ฝากประเด็นคำถามเจาะจงไปที่นายกฯ หรือรมว.คมนาคม ให้มาตอบชี้แจงในการประชุมฯ คราวหน้าด้วยตัวเอง กรณีการกักตุนน้ำมัน เชื่อมโยงกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ และเสี่ย ต. เพื่อนของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม จะจัดการอย่างไร หรือจะเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน เพราะเป็นหัวจ่ายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย

ทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงประธานฯ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยและซ้ำซาก ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ หรือข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อที่ 151 เจตนาชัดเจนต้องการให้นายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ถาม ต้องมาตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ให้แจ้งต่อประธานสภาฯเป็นหนังสือก่อนหรือในวันการประชุมสภาฯ และให้กำหนดว่าจะตอบได้เมื่อใด ดังนั้นต่อไปถ้านายกฯ หรือรัฐมนตรีบอกว่าไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ ประธานฯจะแจ้งที่ประชุมได้หรือไม่ว่าเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้คืออะไร

“สภาฯ จะได้ทราบว่า ท่านไปเปิดงานสำคัญกว่าการมาตอบกระทู้ตรงนี้จริงหรือไม่ หรือท่านประชุมซึ่งความจริงจะเลื่อนก็ได้แล้วไม่มาตอบกระทู้ ประธานฯควรวินิจฉัยด้วยซ้ำว่าเหตุที่แจ้งมาเข้าข่ายความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ และหากแจ้งเพียงว่ามีนัดหมายไว้ก่อน ประธานควรแจ้งที่ประชุมฯด้วยว่า นัดหมายอะไร เมื่อไหร่ มีหลักฐานหรือไม่ สภาฯจะได้ศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยหากประธานฯ ไม่สามารถทัดทานได้ สังคมจะได้รับรู้ ว่ามันเป็นจำเป็นขนาดนั้นหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ทำให้ นายโสภณ วินิจฉัยยืนยันว่า ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ 151 เขียนไว้ชัดเจน ว่ามอบหมายได้ ประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ในกระทู้ถามสด ประเด็นที่นายอภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมาคือกระทู้ทั่วไป มันมีเวลาที่เลื่อนไปตอบวันอื่น ฉะนั้น หากจะให้ตนปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ต้องไปแก้ข้อบังคับ

นายอภิสิทธิ์ จึงชี้แจงว่า ข้อบังคับถ้าจะบอกกันว่าให้ปฏิบัติตามลายลักษณ์อักษร แต่ไม่มีการตรวจสอบ มันก็เหมือนไม่มีข้อบังคับ ต่อให้แก้ข้อบังคับก็ไม่มีประโยชน์ ตนพยายามหาทางออก จะได้ไม่ต้องมาเถียงเรื่องแบบนี้ทุกสัปดาห์ ตนแค่เรียกร้องว่าอย่างน้อยที่สุดโปร่งใสหน่อย เหตุผลคืออะไร มีหลักฐานหรือไม่ ไม่อย่างนั้นเราก็ส่งเสริมให้นายกฯ กับรัฐมนตรีหนีสภาฯ ไปเรื่อยๆ

นายโสภณ จึงกล่าวว่า ตนประสานเลขาธิการสภาฯ ให้ประสานและหารือพรรคการเมืองเพื่อปรับปรุงข้อบังคับที่ไม่สามารถทำได้และเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ปฏิบัติงานของสภาฯ ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าข้อบังคับที่เขียนไว้ สส.ไม่ได้ปฏิบัติตรงตามข้อบังคับ จึงเป็นเหตุให้การวินิจฉัยของประธานมีปัญหา อย่างไรก็ดี ตนเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ที่ข้อบังคับต้องชัดเจน

ขณะที่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ลุกขึ้นชี้แจงว่า วันนี้ไม่ได้มีใครทำผิดข้อบังคับ ไม่มีอะไรผิดการปฏิบัติของสภาฯ ตั้งแต่เปิดสภาฯมาท่านเห็นรัฐมนตรีหนีสภาฯหรือไม่ เราพยายามจะทำให้กระบวนการตรวจสอบและการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติมันทำได้ ตนขอฝากไปยังฝ่ายค้านว่า สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปขอให้ระบุล่วงหน้าหน่อยว่าจะถามกระทู้เรื่องอะไร ไม่จำเป็นต้องบอกว่าจะถามอะไร เพื่อจะได้ประสานงานรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบชี้แจง กระบวนการนิติบัญญัติของเราจะได้ประโยชน์ไปยังประชาชน

ส่วน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หารือสนับสนุนนายอภิสิทธิ์กรณีที่รัฐมนตรีต้องมีหนังสือแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่มาตอบกระทู้ได้ โดยย้ำว่ากรณีที่นายกฯ หรือนายพิพัฒน์ มอบหมายให้นายสิริพงศ์ มาตอบต้องมีหนังสือต่อประธานสภาฯ และบอกถึงเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเพื่อความบริสุทธิ์ใจขอให้เปิดเผย อย่าไปทำหนังสือหรือทำนัดขึ้นมาย้อนหลัง เพื่อไม่ให้สภาฯ กังขาว่าเหตุที่นายกฯ หรือนายพิพัฒน์ไม่สามารถตอบกระทู้ได้เป็นเหตุที่หลีกเลี่ยงได้หรือไม่

นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า ขณะที่ประธานวิปรัฐบาลขอความร่วมมือให้แจ้งก่อนล่วงหน้าก่อนวันประชุมฯว่าจะถามกระทู้สดรัฐมนตรีคนใด แต่การตั้งถามกระทู้สดเป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชน และเป็นประเด็นที่สืบเนื่องจากการประชุมครม.ทุกวันอังคาร ดังนั้น จะให้รู้ว่าถามเรื่องใด ก่อนมติ ครม.เป็นไปได้ยาก แต่เพื่ออำนวยความสะดวกกับประธานวิปรัฐบาล ขอแจ้งการถามกระทู้สดในสัปดาห์หน้า ว่าจะถามนายกฯ ซึ่งแจ้งล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ประธานวิปรัฐบาลสามารถประสานงานได้ และตนจะรอดูว่านายกฯมาตอบกระทู้สดต่อสภาหรือใช้คติว่า ถ้าว่างแล้วจะมาตอบต่อสภาฯ ซึ่งผิดข้อบังคับการประชุมสภาฯ ในสภาฯ ที่นายกฯ เป็นสมาชิก

ในตอนท้าย นายโสภณ ชี้แจงว่า กระทู้สดที่ผ่านมา ประธานได้มอบให้รองประธานสภาฯ พิจารณาเป็นไปตามข้อบังคับ ส่วนกระทู้ใดสดหรือไม่ หรือใครตอบ ตนไม่ทราบ เป็นแนวปฏิบัติตลอด การคาดคั้นเอาเป็นเอาตาย บอกว่าตนผิดข้อบังคับไม่ถูก ขณะที่การประสานงานของวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลให้เป็นเรื่องที่ตกลงกัน ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย ส่วนหนังสือไม่ใช่จะเอาเวลานี้

ทักษิณ ดีใจได้พักโทษ แต่งง!ปมติดกำไล EM – อุ๊งอิ๊งค์ นำครอบครัวรับพ่อ 11 พ.ค.นี้

ทักษิณ ดีใจได้พักโทษ แต่งง!ปมติดกำไล EM - อุ๊งอิ๊งค์ นำครอบครัวรับพ่อ 11 พ.ค.นี้

ทักษิณ ดีใจได้พักโทษ แต่งง!ปมติดกำไล EM – อุ๊งอิ๊งค์ นำครอบครัวรับพ่อ 11 พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.46 น.

30 เมษายน 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊งค์ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย (พท.) อดีตนายกรัฐมนตรี บุตรสาวคนเล็กของ นายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของ น.ส.แพทองธาร เป็นตัวแทนครอบครัวเดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 60 พร้อมกับ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ก่อนที่ น.ส.แพทองธาร ออกมาเปิดเผยสั้นๆ ว่า ทางคุณพ่อได้รับทราบมติคณะกรรมการพักการลงโทษเรียบร้อยแล้ว ส่วนความรู้สึกของคุณพ่อก็เป็นไปตามกระบวนการทุกอย่าง อาจจะมีความรู้สึกในเรื่องของการติดกำไล EM ก็มีบ่นนิดหน่อยว่าตนเองนั้นแก่แล้ว และเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมาด้วย แต่พอต้องติดกำไล EM ก็รู้สึกนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร เราก็พร้อมทำตามกระบวนการทุกอย่าง ส่วนความรู้สึกภายหลังมีมติพักโทษ ครอบครัวก็รู้สึกว่าได้พักโทษก็ดีใจ

เมื่อถามว่า เรื่องติดกำไล EM เป็นความกังวลหรือไม่ เพราะโดยปกติแล้วถ้าสูงวัย มีโรคประจำตัว และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ส่วนใหญ่จะไม่ต้องติดกำไล EM นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เท่าที่ทราบผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องติดกำไล EM แต่อันนี้มีมติให้ติดก็ต้องติด ทั้งนี้ ตนไม่ได้มองว่าน่าแปลกใจอยู่แล้ว เพราะไม่ได้มีอะไร

น.ส.แพทองธาร กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 11 พ.ค.69 ตนและครอบครัวจะเดินทางมายังเรือนจำฯ ตามเวลาของราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องที่ตนได้โพสต์นับถอยหลัง ก็ยังไม่ได้เล่าให้คุณพ่อฟังแต่อย่างใด ส่วนคุณพ่อจะมีอะไรที่อยากทำเป็นพิเศษหรือไม่นั้น ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไร แค่บอกว่ากลับบ้าน และก็มีการคุยกันเรื่องสุขภาพ เนื่องจากคุณพ่ออยู่ข้างในไม่ได้ตรวจสุขภาพ

เมื่อสอบถามทางครอบครัวชินวัตร ว่ามีเมนูอะไรที่จะรอต้อนรับนายทักษิณ หลังจากได้รับการปล่อยตัวหรือไม่นั้น ทางครอบครัวไม่ได้ตอบคำถามสื่อมวลชน ก่อนเดินขึ้นรถเดินทางกลับออกจากพื้นที่เรือนจำฯ ทันที

ด้าน นายวิญญัติ เปิดเผยถึงความพร้อมในการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติของนายทักษิณ ในวันที่ 11 พ.ค.69 ว่า ขั้นตอนต่างๆ อยู่ระหว่างการเตรียมการของเรือนจำ โดยผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกรมคุมประพฤติ จะร่วมกันหารือวางรายละเอียด ซึ่งคาดว่าในวันดังกล่าวจะมีการปล่อยตัวนายทักษิณเพียงรายเดียว เนื่องจากผู้ต้องขังรายอื่นประมาณ 9 ราย ที่ได้รับการพักโทษนั้น จะมีการทยอยปล่อยตัวออกจากเรือนจำวันอื่น เพราะมีวันพ้นโทษที่แตกต่างกัน

ส่วนประเด็นการติดกำไลติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) นายวิญญัติ กล่าวว่า นายทักษิณบอกว่ารู้สึกยินดีที่ได้รับการพักโทษ เนื่องจากเป็นสิทธิของผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ยังมีข้อสงสัยต่อความจำเป็นของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากนายทักษิณเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว อีกทั้งยืนยันว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี รวมถึงเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชื่อว่าทางคณะอนุกรรมการฯ สามารถนำมาผ่อนปรนข้อบังคับใส่กำไล EM ได้ โดยส่วนตัวตนก็ไม่คิดว่าทางคณะอนุกรรมการฯ จะให้นายทักษิณใส่กำไล EM เช่นกัน และหากการใช้มาตรการนี้ใช้กับผู้อื่นด้วยก็จะดี พร้อมทั้งยังตั้งคำถามว่าการติดกำไล EM ได้คำนึงถึงสุขภาพของผู้ได้รับการพักโทษหรือไม่ อีกทั้งจะกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายทักษิณหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม นายทักษิณก็พร้อมน้อมรับมติของคณะกรรมการฯ แม้จะตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมก็ตาม

นายวิญญัติ กล่าวต่อว่า ภายหลังการปล่อยตัวรับการพักโทษ นายทักษิณจะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติเป็นเวลา 4 เดือน และต้องรายงานตัวภายใน 3 วันนับจากวันปล่อยตัว รวมถึงรายงานตัวต่อเนื่องทุกเดือนจนกว่าจะครบกำหนดโทษ ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดในวันที่ 9 ก.ย.69

นายวิญญัติ กล่าวว่า ท่านเป็นบุคคลที่ไม่คิดจะหลบหนี ถ้าจะหลบหนีคงไม่มารับโทษ ดังนั้น จึงไม่ควรเอามาตรการติดกำไล EM มาใช้กับท่าน ท่านงง แต่ก็น้อมรับกระบวนการที่คณะกรรมการฯ ได้พิจารณา ส่วนความเห็นของตน ตนได้ตั้งข้อสังเกตว่า ท่านเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี มีคุณูปการใหญ่หลวงต่อประเทศชาติหลายเรื่อง มีนโยบายสำเร็จหลายประการที่ประชาชนทราบดี นี่คือคุณงามความดีของท่าน แต่ในเรื่องของความเหมาะสม หากจะบอกว่ามีความเหมาะสมเพื่อให้เกิดความเสมอภาคเท่าเทียมผู้ต้องขังอื่น มันก็คือข้อดี แต่ข้อเสีย คือ ความเสมอภาคของผู้ต้องขังก็ต้องคำนึงว่ามันเกินความจำเป็นหรือไม่ที่จะที่ใช้มาตรการนี้กับท่าน ส่วนเรื่องความเชื่อมั่น ว่าเป็นการควบคุมที่จะใช้กำไล EM เพื่อป้องกันการหลบหนี หรือควบคุมดูแลให้ท่านอยู่ในพื้นที่นั้น อันนี้ก็ชัดเจนว่าท่านมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่น่าจะเป็นประเด็น แต่อย่างที่ทราบตนก็ดีใจกับท่านอยู่แล้ว

นายวิญญัติ กล่าวด้วยว่า ประการต่อมาเรื่องการติดกำไล EM ก็รอให้กรมคุมประพฤติที่เป็นหน่วยงานหลักรับตัวท่านไปคุมประพฤติอีก 4 เดือน ว่าจะใช้วิธีการอะไร แต่ท่านก็มีหน้าที่รับเงื่อนไขและเข้ารายงานตัวภายใน 3 วัน กระบวนการขั้นตอนนี้ตนไม่ทราบ ขอให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ให้ข้อมูลแทน

ส่วนกรณีเหตุใดนายทักษิณ จึงถูกติดกำไล EM ในขณะที่คดีอาญาร้ายแรงอย่างปล้นฆ่า จึงแตกต่างนั้น ทนายวิญญัติ มองว่า เป็นความเห็นของแต่ละฝ่าย แต่ท่านยอมรับมติ ไม่มีปัญหาอะไร ถือเป็นความเห็นหลากหลายของประชาชน

เมื่อถามว่า การติดกำไล EM เพราะเกรงว่านายทักษิณ จะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่นั้น นายวิญญัติ กล่าวว่า การยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่นั้น ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดระบุว่าเป็นข้อห้าม เพราะสิทธิการเมืองคือสิทธิขั้นพื้นฐาน ดังนั้น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่าน หากไม่ได้ความเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของท่าน แต่ท่านอายุมากและมีคุณูปการ การติดกำไล EM มันกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่านหรือไม่ ฉะนั้น การถามว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ท่านยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่นั้น หากพูดตามหลักกฎหมาย ไม่เกี่ยวข้องแน่นอน หากท่านจะให้คำปรึกษาหรือเป็นที่ปรึกษาอะไรแบบไหนก็เป็นสิทธิของท่าน แฃะตนเชื่อว่าในระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือน ท่านจะเก็บเนื้อตัวอยู่บ้าน

สำหรับวันที่ 11 พ.ค.69 หากออกจากเรือนจำฯ แล้วจะต้องไปรายงานตัวภายในวันที่ 11 พ.ค.เลยหรือไม่ หรือจะไปภายใน 3 วันที่มีการกำหนดนั้น นายวิญญัติ กล่าวว่า อันนั้นเป็นขั้นตอนที่กรมคุมประพฤติจะมาชี้แจงกับท่านอีกที ตนไม่มีความเห็นหรือตอบแทนได้ แต่ตามระเบียบให้เวลา 3 วัน นับแต่วันที่ปล่อยตัว เช่น ปล่อยวันที่ 11 พ.ค.69 ก็มีเวลาถึงวันที่ 14 พ.ค.69 แต่บางคนก็บอกว่าให้นับวันแรกด้วย ก็จะถึงแค่วันที่ 13 พ.ค.69 ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องไปรายงานตัวจนกว่าจะพ้นโทษ และทุกคนก็ทราบว่าท่านจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69

ทั้งนี้ ไม่มีอะไรน่ากังวลหลังจากการปล่อยตัวพักโทษคุมประพฤติ มีแต่ญาติๆ และหลายฝ่ายคงตื่นเต้นและรอรับท่าน และนับวันรอวัน แต่อย่างที่บอกว่าท่านงงเพียงว่าทำไมต้องใช้กำไล EM กับท่านด้วย

เมื่อถามอีกว่า หลังจากพักโทษไปแล้ว มีโอกาสจะไปเป็นที่ปรึกษาของพรรค หรือที่ปรึกษาของนักการเมืองหรือไม่นั้น นายวิญญัติ แจงว่า ต้องสอบถามท่านทักษิณแทน เพราะตนตอบคำถามแทนท่านไม่ได้ แต่มันก็เป็นสิทธิและความเหมาะสมที่ท่านจะพิจารณาได้ และที่สำคัญท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ เป็นบุคคลที่ทั่วโลกรู้จัก หากใครเห็นประโยชน์จากตรงนี้ แล้วอยากปรึกษาท่าน ตนเชื่อว่าท่านยินดี เพราะที่ผ่านมาท่านก็เป็นห่วงประชาชนและประเทศชาติ ทั้งนี้ เวลามาหน้าเรือนจำฯ ในวันที่ 11 พ.ค.69 เท่าที่พูดคุยกัน จะอยู่ที่ประมาณเวลา 07.45 น.เป็นต้นไป และประมาณ 08.00 น.ท่านจะออกจากที่นี่

นายวิญญัติ ปิดท้ายว่า สำหรับความเห็นของตนนั้น การที่คณะกรรมการฯ ให้ติดกำไล EM ตนไม่ได้ร่วมประชุมด้วย แต่ในความเห็นส่วนตัวมองว่าการติดกำไล EM นำมาใช้ในไทยเพื่อเป็นมาตรการปล่อยตัวชั่วคราว ให้ทางเลือกกับผู้ยากจนหรือผู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์มาวางค้ำประกัน แล้วก็เอากำไล EM เป็นเครื่องพันธนาการ เพื่อส่งสัญญาณให้ทางราชทัณฑ์หรือคุมประพฤติ ฉะนั้น หลักการตรงนี้ ตนเรียนตามตรงว่า ต้องติดถ้าได้ปล่อยตัว แต่มันก็มีข้อผ่อนปรน เช่น อายุเกิน 70 ปี หรือมีโรคประจำตัว พิการหรือไม่ หรือมีอุปสรรคต่อการเข้ารับการรักษาพยาบาลหรือไม่ เพราะกำไล EM คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หากใครเข้ารับการรักษาพยาบาล มันจะกระทบการรักษาไหม หรือคนเป็นโรคเบาหวาน ใส่แล้วจะคันขอไหม นี่คือข้อผ่อนปรนหลักๆ ที่เคยเห็นมา หรืออีกอย่างคือความเหมาะสม เกียรติยศและศักดิ์ศรีความเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีถูกนำไปพิจารณาหรือไม่ ตนก็ไม่ทราบ หากถามว่าติดกำไล EM มันคือต้องติด แต่มันก็มีข้อผ่อนปรน ส่วนจะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือเพราะกลัวว่าท่านจะหลบหนีหรือไม่นั้น ตนไม่ขอแสดงความเห็น เพราะอยากให้คิดว่าถ้าจะหลบหนี ท่านคงไม่กลับมารับโทษ นี่ก็รับโทษมาแล้ว 8 เดือน ท่านรักประเทศไทศจึงกลับมาอยู่บ้าน เเม้ท่านไปอยู่ต่างประเทศ ท่านก็อยากกลับบ้านแล้ว อย่างไรก็ตาม ท่านน้อมรับมติที่ให้ติดกำไล EM แต่ก็ยอมรับด้วยความงุนงง แต่ติดก็ต้องติด

ก.ตร.ไฟเขียว! ปรับเกณฑ์ประเมินสายสืบสวน ดันแต่งตั้งตำรวจหญิงนอกวาระ

ก.ตร.ไฟเขียว! ปรับเกณฑ์ประเมินสายสืบสวน ดันแต่งตั้งตำรวจหญิงนอกวาระ

ก.ตร.ไฟเขียว! ปรับเกณฑ์ประเมินสายสืบสวน ดันแต่งตั้งตำรวจหญิงนอกวาระ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.35 น.

30 เมษายน 2569 พล.ต.ท.ชัยต์พจน์ สุวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 4/2569 ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีทั้งวาระเพื่อทราบและวาระเพื่อพิจารณา โดยในส่วนของวาระเพื่อทราบ เป็นการรายงานผลการดำเนินงานตามปกติของคณะอนุกรรมการ ก.ตร.ในด้านต่างๆ อาทิ งานด้านวินัย การบริหารทรัพยากรบุคคล และการพิจารณาข้อกฎหมาย ซึ่งดำเนินการแทน ก.ตร.ตามกรอบอำนาจหน้าที่ และนำเสนอให้ที่ประชุมรับทราบตามวงรอบ

ส่วนวาระเพื่อพิจารณา ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความรู้ความสามารถของข้าราชการตำรวจในสายงานสืบสวนและสอบสวน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2569

ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นผลมาจากการลงพื้นที่ของคณะทำงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างสายงานสืบสวนสอบสวน ซึ่งพบข้อจำกัดและปัญหาในการปฏิบัติจริง จึงได้นำมาปรับแก้เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเป็นธรรม โดยมุ่งเน้นให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติงานในสายงานดังกล่าวอย่างแท้จริง ได้รับสิทธิและโอกาสในการเติบโตในสายอาชีพอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกวาระประจำปี โดยเฉพาะในกลุ่มตำรวจหญิงสายงานป้องกันและปราบปราม ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความจำเป็นต้องเสริมกำลังในหลายหน่วยงานสำคัญ อาทิ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการตำรวจสันติบาล

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า การแต่งตั้งนอกวาระครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายและแผนการดำเนินงานที่ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ถึงปีงบประมาณ 2569 เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังพลตำรวจหญิง โดยผู้ที่ได้รับการบรรจุและผ่านการฝึกอบรมเรียบร้อยแล้ว จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในสายงานป้องกันและปราบปรามได้อย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ กำลังพลตำรวจหญิงดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง โดยเฉพาะงานถวายความปลอดภัยบุคคลสำคัญ การดูแลแขกต่างประเทศ และภารกิจในพระราชพิธีต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่ผ่านการฝึกเฉพาะทาง และมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์สำคัญระดับประเทศ

พล.ต.ท.ชัยต์พจน์ กล่าวย้ำว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกำลังพล และรองรับภารกิจสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในอนาคต ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมและขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเทต่อไป

กกต.ยื่นแก้ชื่อพยาน! ศาล รธน.สั่งทำคำชี้แจงใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด

กกต.ยื่นแก้ชื่อพยาน! ศาล รธน.สั่งทำคำชี้แจงใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด

กกต.ยื่นแก้ชื่อพยาน! ศาล รธน.สั่งทำคำชี้แจงใน 15 วัน คดีบาร์โค้ด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.21 น.

30 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 21 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ในฐานะผู้ถูกร้อง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ซึ่งผู้ถูกร้องยื่นบัญชีระบุพยานบุคคล (เพิ่มเติม) ฉบับลงวันที่ 24 เมษายน 2569 ขอแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีระบุพยานบุคคล ฉบับลงวันที่ 17 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้บุคคลที่ถูกอ้างเป็นพยานจัดทำถ้อยคำเป็นหนังสือ ให้หน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ภราดร พบนายกฯ คาดสัปดาห์หน้า ครม.มีมติไทยช่วยไทย ครอบคลุม ปชช.กว่า 30 ล้านคน

ภราดร พบนายกฯ คาดสัปดาห์หน้า ครม.มีมติไทยช่วยไทย ครอบคลุม ปชช.กว่า 30 ล้านคน

ภราดร พบนายกฯ คาดสัปดาห์หน้า ครม.มีมติไทยช่วยไทย ครอบคลุม ปชช.กว่า 30 ล้านคน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.18 น.

30 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.25 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า ว่า น่าจะมีการพูดคุยเกี่ยวกับโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งน่าจะมีแนวทางที่ชัดเจน โดยคิดว่า สัปดาห์หน้าน่าจะมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้จึงมาพูดคุยกันก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า การหารือวันนี้ ถือเป็นการหารือแทน ครม.เศรษฐกิจหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า กำลังจะหารือกับนายกฯว่า เนื่องจากวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เป็นวันหยุด จะมีการหารือ ครม.เศรษฐกิจหรือไม่ เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่า นายกฯต้องการอยากให้โครงการนี้ออกมาเร็วที่สุดใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตามกำหนดคือ 1 มิ.ย.ที่ได้ประกาศไป

เมื่อถามว่า ความพร้อมที่รัฐบาลพอจะเตรียมได้ตอนนี้เป็นเรื่องงบประมาณอย่างเดียว หรือประสานกับหน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย นายภราดร กล่าวว่า ต้องรอดูกระทรวงการคลังที่เป็นฝ่ายออกนโยบายและแนวทาง รวมถึงกระทรวงอื่นด้วยว่า มีความคิดกับเรื่องการเยียวยาในส่วนไหนอย่างไรบ้าง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอะไรหรือไม่ ต้องถามหลายๆ กระทรวงดูด้วย ในส่วนของกระทรวงการคลัง ทางนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้บอกถึงมาตรการ 2-3 เรื่องไปแล้ว

เมื่อถามถึงกลุ่มเป้าหมายที่จะครอบคลุม 20-30 ล้านคน จำนวนยังเป็นเท่านี้อยู่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เบื้องต้นมี 2 ส่วนคือ 1.ผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน และ2.จะใช้โครงการไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่งเดิม ตอนนี้กำลังดูตัวเลขว่า น่าจะได้ประมาณเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น 2 ส่วนบวกกันอย่างน้อยน่าจะต้องเกิน 30 ล้านคน เพราะอยู่ในส่วนของสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน แต่ในส่วนนี้เดิมคือ 20 ล้านคน อาจจะมีบวกๆ ดังนั้น อาจจะเกิน 30 ล้านคนของผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ เคาะไทยช่วยไทยพลัส ก่อนเริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้

นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ เคาะไทยช่วยไทยพลัส ก่อนเริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้

นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ เคาะไทยช่วยไทยพลัส ก่อนเริ่มใช้ 1 มิ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.07 น.

30 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.05 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เสร็จสิ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ , นายภราดร ปริศนานันกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ , นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) , นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี , นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง , นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) , นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และตัวแทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อประชุมหารือเร่งสรุปแนวทางโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้าต่อไป เนื่องจากโครงการจะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้

– 006

ผบ.ทบ.ลั่นตอบโต้ทันที หากกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ปมประชิดรั้วลวดหนาม

ผบ.ทบ.ลั่นตอบโต้ทันที หากกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ปมประชิดรั้วลวดหนาม

ผบ.ทบ.ลั่นตอบโต้ทันที หากกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ปมประชิดรั้วลวดหนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.50 น.

“ผบ.ทบ.”ลั่นตอบโต้ทันที หาก”กัมพูชา”ละเมิดข้อตกลง ปมประชิดรั้วลวดหนาม “เสธ.ทบ.”ย้ำกองทัพไม่ยอมอีกแล้ว หากทำคนไทยตื่นตระหนก จะไม่อยู่เฉย

30 เมษายน 2569 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชาเคลื่อนกำลังประชิดชายแดน โดยเฉพาะตามแนวลวดหนาม จนทำให้ฝ่ายไทยจุดประทัดเตือน ว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว กัมพูชาต้องทำตามข้อตกลงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 แต่มีการเคลื่อนย้ายมาซึ่งถือว่าผิดข้อตกลง ฝ่ายไทยจึงได้ถือเป็นการแจ้งเตือน ซึ่งจริงๆ แล้วมีแนวทางใช้กำลังที่เตือนอยู่แล้ว ซึ่ง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้มอบนโยบายแนวทางการใช้กำลังดังกล่าว ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากกัมพูชาละเมิดสิ่งใดที่ตกลงกันไว้ เราก็จะตอบโต้ตามแนวทางต่างๆ ตามภาพข่าวที่เราเห็นกัมพูชาได้เชิญผู้สังเกตการณ์ AOT มาลงพื้นที่ ก็จะมีกำลังทหารมาอยู่ใกล้บริเวณแนวรั้วที่เรารักษาอยู่ แต่เราก็มีวิธีการในการตอบโต้ของเรา ซึ่งจะทำให้เขาไม่ทำในสิ่งเหล่านั้นอีก

“ผมได้เน้นย้ำเราจะไม่ยอมในสิ่งที่เขามารบกวนหรือก่อกวนในพื้นที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ของเราตระหนกตกใจ กองทัพจะไม่ยอมในเรื่องดังกล่าว หากถามว่าหากเกิดการกระทำลักษณะดังกล่าวจะกระทบต่อความไว้เนื้อเชื่อใจและส่งผลต่อความ ร่วมมือในอนาคตหรือไม่นั้น ในระดับนโยบายผู้ใหญ่ของรัฐบาลและกองทัพมีการพูดคุยว่าอย่าทำเรื่องเหล่านั้นเด็ดขาดหากทำถือเป็นการละเมิดข้อตกลงเราคงไม่อยู่เฉย เราจะปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้”

เมื่อถามว่า กรณีปราสาทตาควายกัมพูชา ก็มีการประท้วงไทยไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวบูรณะปราสาท พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เขาทำอย่างอื่นมากไปกว่านี้ไม่ได้ ดังนั้น ขอให้ประชาชนไว้วางใจ เราเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ดูแลสถานที่ของเรา

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 5 พ.ค.นี้ หวัง รบ.นึกถึงปอดคนไทย

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 5 พ.ค.นี้  หวัง รบ.นึกถึงปอดคนไทย

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 5 พ.ค.นี้ หวัง รบ.นึกถึงปอดคนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.34 น.

ฝ่ายค้าน จี้ ครม.มีมติยืนยันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด 5 พ.ค.นี้  หวังรัฐบาลนึกถึงปอดคนไทย ช่วยโหวตในสภาฯ ไม่ปล่อยวัวหายล้อมคอก

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พร้อมด้วย นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รับยื่นหนังสือจาก รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ตัวแทนภาคีเครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม และคณะ เพื่อขอเรียกร้องให้สนับสนุนและผลักดันการตราร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ….

นายพริษฐ์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ว่า ขั้นตอนการทำให้ร่าง  พ.ร.บ.อากาศสะอาดไปต่อ มี 2 ขั้นตอนใหญ่ คือ ครม.จะต้องมีมติยืนยันให้ร่างได้ไปต่อก่อนวันที่ 12 พ.ค.นี้ หรือ 60 วันหลังจากมีการประชุมสภาฯ นัดแรก ซึ่งฝ่ายค้านจะติดตามตรวจสอบมติ ครม.อย่างใกล้ชิด เข้าใจว่า ครม.จะมีมติในการประชุมวันที่ 5 พ.ค.69 ซึ่งฝ่ายค้านได้เซ็นหนังสือเชิญตัวแทนสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมคู่ขนานกับวิปฝ่ายค้านในเช้าวันดังกล่าว  หากร่างฉบับใดที่ ครม.มีมติ  เราเห็นด้วยก็พร้อมสนับสนุน แต่หากไม่มีมติยืนยันออกมาในวันที่ 5 พ.ค.นี้ เราจะได้ซักถามเหตุผลในที่ประชุม เสนอแนะกลับไปให้ทบทวน และมีมติก่อนวันที่ 12 พ.ค.69 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หาก ครม.มีมติยืนยันก็จะเข้าสู่ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา เราต้องการ 350 เสียง หากพรรคร่วมรัฐบาลมีมติเห็นชอบให้กฎหมายดังกล่าวไปต่อได้ อย่างไรก็มีเสียงเพียงพอแน่นอน หวังว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจะนึกถึงสุขภาพและปอดของประชาชนคนไทยทุกคน เพราะการไม่ได้ไปต่อจะไม่เป็นผลดีเหมือนทิ้งงานที่หลายฝ่ายผลักดันร่วมมาหลายปี โยนทิ้งรายชื่อของประชาชน 26,500 รายชื่อ หวังว่ารัฐบาลจะไม่ตัดสินใจเช่นนั้น

“หากประกาศบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดแล้ว ภารกิจของเราก็ยังไม่เสร็จสิ้น เราอยากเห็นรัฐบาลใช้เครื่องมือจากร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อเตรียมการรับมือในฤดูถัดไป อย่าปล่อยให้วัวหายล้อมคอก แต่ต้องใช้เครื่องมือในการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องการจัดสรรงบประมาณ และการลดต้นตอของฝุ่น PM 2.5 ทั้งหมดเป็นคำสัญญาของพรรคฝ่ายค้านที่จะร่วมผลักดันให้กับประชาชน”นายพริษฐ์ กล่าว

นางการดี กล่าวต่อว่า อากาศสะอาดเป็นเรื่องสำคัญ หากเราอยู่เฉย ๆ คงไม่หายไปแน่นอน การลงมือทำจะต้องเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวนการทำงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อจำกัดการปล่อยฝุ่นตั้งแต่ต้น ฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าจะต้องมีการผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดไปต่อ เพราะปัญหาไม่ใช่แค่ฝุ่นเชิงกายภาพ แต่เป็นอนาคตความมั่นคงของมนุษย์และสุขภาพที่ส่งผลถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจด้วย 

อนุทิน โยนถาม สุริยะ แจงดราม่าย้าย อธิบดีฝนหลวง

อนุทิน โยนถาม สุริยะ แจงดราม่าย้าย อธิบดีฝนหลวง

อนุทิน โยนถาม สุริยะ แจงดราม่าย้าย อธิบดีฝนหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.21 น.

อนุทิน โยนถาม สุริยะ แจงดราม่าย้าย อธิบดีฝนหลวง 

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569  ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนหนังสือลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวง ภายหลังมีการแต่งตั้งโยกย้ายให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง ขณะนี้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้วหรือยัง ว่า เรื่องนี้ต้องถามนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว. เกษตรและสหกรณ์ ท่านรับผิดชอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เมื่อถามว่า แต่เหมือนเป็นดราม่าใหญ่โตระหว่างอธิบดีกรมฝนหลวง กับรมว.เกษตรฯ นายกฯ กล่าวว่า ต้องไปถาม รมว.เกษตรและสหกรณ์ ว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีที่มาที่ไปอย่างไร

นพพล ชี้ ศุภจี ขายตัดราคาทุเรียน ทำตลาดส่งออกป่วน จี้แก้ราคาพืชผลตกสวนทางต้นทุน

นพพล ชี้ ศุภจี ขายตัดราคาทุเรียน ทำตลาดส่งออกป่วน จี้แก้ราคาพืชผลตกสวนทางต้นทุน

นพพล ชี้ ศุภจี ขายตัดราคาทุเรียน ทำตลาดส่งออกป่วน จี้แก้ราคาพืชผลตกสวนทางต้นทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

นพพล ชี้ ศุภจี ขายตัดราคาทุเรียน ทำตลาดส่งออกป่วน เผย สส.ทุกพรรคเห็นตรงกัน ราคาพืชผลเกษตรตกทุกประเภทสวนทางตุ้นทุน จี้ ศุภจี เร่งแก้วิกฤติ

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 นายนพพล เหลืองทองนารา สส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากการอภิปรายในสภาในวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมืองเห็นตรงกันว่าผลผลิตทางการเกษตร ทั้งมะพร้าว ทุเรียน มังคุด มะม่วง ราคาตกต่ำกว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะราคาข้าวที่ตกต่ำติดต่อกันมานานกว่า 3 ฤดูกาล ทั้งนี้ราคาข้าวเปลือกอยู่ระหว่าง 5,500-6,300 บาทมานานแล้ว สวนทางกับต้นทุนการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นจาก 6,000 บาทต่อตันเป็น 7,500 บาทต่อตัน 

นายนพพล กล่าวว่า  ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินนโยบายแบบหลงทาง แทนที่จะมุ่งในการหาตลาดใหม่ให้กับสินค้าไทย โดยเฉพาะข้าวไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด แม้ในตลาดโลกจะมีคู่แข่งหลายประเทศ  ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ควรเริ่มเดินหน้าในการขยายตลาดข้าวไทยให้มากกว่านี้  คาดว่าในปี 2569 ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยจะลดลงไม่ถึง 7.9 ล้านตัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะกระทรวงพาณิชย์ยังคงขายในตลาดเก่าที่ขายกันมานานนับ 10 ปี ทั้งๆ ที่กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อาฟริกาใต้ และกลุ่มประเทศในแถบโอเชียเนียทั้ง 14 ประเทศ ยังคงมีความต้องการข้าวไทย แต่รัฐบาลกลับไม่ส่งเสริมการขายหรือการส่งออกส่งผลให้ไทยเสียตลาดในกลุ่มประเทศเหล่านี้ไป  

“นอกจากนี้กรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปไลฟ์สดขายทุเรียนร่วมกับแม่ค้าออนไลน์ชื่อดัง เป็นการขายแบบตัดราคาพ่อค้าแม่ค้าในตลาดผลไม้ ผลที่ออกมาแม้ขายทุเรียนลูกละ 100 บาทได้มากถึง 15 ล้านบาท แต่ความเสียหายมากกว่านั้น เพราะนางศุภจีไปในฐานะของรัฐบาลและขายทุเรียนตัดราคาแบบนี้ลูกค้าต่างชาติจะมองประเทศไทยอย่างไร การจัดอีเว้นท์ขายทุเรียนที่ผ่านมาจึงเป็นผลเสียมากกว่าได้ เพราะในฐานะแม่ทัพ การตลาดไทยต้องทำเพื่อเกษตรกรไทย นำสินค้าไทยไปขายในต่างแดนเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรทั่วไทย แต่นางศุภจี กลับไปเพิ่มยอดขายให้กับแม่ค้าออนไลน์ การจัดอีเว้นท์ดังกล่าวทำลายตลาดทุเรียนไทยมากกว่าส่งเสริมการขายให้ชาวสวนทุเรียนทั่วไทย” นายนพพล กล่าว