ฮามาสประกาศตั้งผู้นำคนใหม่ หลังหัวหน้าคนก่อนถูกอิสราเอลสังหาร

ฮามาสประกาศตั้งผู้นำคนใหม่ หลังหัวหน้าคนก่อนถูกอิสราเอลสังหาร

22 ก.ค. 2569 10:27 น.

ฮามาสประกาศตั้งผู้นำคนใหม่ หลังหัวหน้าคนก่อนถูกอิสราเอลสังหาร

ฮามาสประกาศแต่งตั้ง คาลิล อัล-ฮัยยา เป็นผู้นำคนใหม่ แทนหัวหน้าที่เสียชีวิตจากปฏิบัติการของอิสราเอลเมื่อปี 2567 ขณะที่สื่ออิสราเอลมองว่า การเลือกผู้นำคนใหม่อาจสะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวต่ออิสราเอลต่อไป

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มฮามาสประกาศแต่งตั้ง นายคาลิล อัล-ฮัยยา เป็นผู้นำคนใหม่ของกลุ่ม แทนผู้นำคนก่อนที่เสียชีวิตจากการโจมตีของกองทัพอิสราเอลเมื่อปี 2567  โดยอัล-ฮัยยาเป็นแกนนำจากฝ่ายการเมืองของกลุ่ม และเคยทำหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนฮามาสในการเจรจาหยุดยิงกับอิสราเอล

รายงานระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา หลังการสู้รบยาวนานกว่า 2 ปี โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนสันติภาพในฉนวนกาซา ซึ่งกำหนดให้ฮามาสปลดอาวุธ และให้อิสราเอลถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่

สื่อของปาเลสไตน์รายงานว่า อัล-ฮัยยาเคยรอดชีวิตจากความพยายามลอบสังหารของอิสราเอลมาแล้วหลายครั้ง ทำให้เขาเป็นหนึ่งในแกนนำระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญของฮามาสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

ขณะที่สื่ออิสราเอลวิเคราะห์ว่า การแต่งตั้งอัล-ฮัยยาอาจเป็นสัญญาณว่า ฮามาสจะยังคงยึดจุดยืนแข็งกร้าวต่ออิสราเอล โดยมองว่าผู้นำคนใหม่เป็นตัวแทนของฝ่ายที่ต้องการเดินหน้าการต่อสู้ด้วยอาวุธ และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างฮามาสกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง.

ฝรั่งเศสผ่านกม.ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า15 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย ห้ามใช้มือถือในรร. นับเป็นประเทศแรกในอียู

ฝรั่งเศสผ่านกม.ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า15 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย ห้ามใช้มือถือในรร. นับเป็นประเทศแรกในอียู

22 ก.ค. 2569 09:51 น.

ฝรั่งเศสผ่านกม.ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า15 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย ห้ามใช้มือถือในรร. นับเป็นประเทศแรกในอียู

รัฐสภาฝรั่งเศสผ่านกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย พร้อมห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง หวังเริ่มบังคับใช้ก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ นับเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐสภาฝรั่งเศสมีมติเห็นชอบร่างกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย พร้อมผ่านมาตรการห้ามนักเรียนนำโทรศัพท์มือถือมาใช้ภายในโรงเรียน นับเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรป ที่ผ่านกฎหมายลักษณะนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสื่อดิจิทัลต่อสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน

นางอานน์ เลอ เออนาฟฟ์ รัฐมนตรีด้านดิจิทัลของฝรั่งเศส กล่าวว่า ตามกฎหมายฉบับนี้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จะไม่สามารถเปิดบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป ส่วนบัญชีที่มีอยู่เดิมจะถูกปิดภายในเดือน มกราคม 2570 ซึ่งหากตรวจสอบพบว่าผู้ใช้อายุต่ำกว่า 15 ปี บัญชีนั้นจะถูกปิด พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการจะคำนึงถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายจะไม่ครอบคลุมเว็บไซต์หรือบริการออนไลน์ด้านการศึกษา เช่น สารานุกรมออนไลน์ หรือฐานข้อมูลทางวิชาการและวิทยาศาสตร์

ทางด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นนโยบายสำคัญในวาระที่สองของการดำรงตำแหน่ง กล่าวว่า การผ่านกฎหมายครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ และยืนยันว่าฝรั่งเศสกำลังเป็นผู้นำของยุโรปในการปกป้องเด็กและเยาวชนจากความเสี่ยงบนโลกออนไลน์

นายมาครงระบุว่า ต้องการให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน ก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายยังต้องผ่านการพิจารณาของ สภารัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้การบังคับใช้ล่าช้าออกไป

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานด้านสาธารณสุขของฝรั่งเศสเคยเตือนว่า แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Snapchat และ Instagram ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง ขณะที่หลายครอบครัวในฝรั่งเศสได้ยื่นฟ้อง TikTok โดยอ้างว่า เนื้อหาบางส่วนบนแพลตฟอร์มมีความเชื่อมโยงกับการฆ่าตัวตายของเยาวชน

แม้พรรค ฟรองซ์ อ็องซูมิส  ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านฝ่ายซ้าย จะคัดค้านกฎหมายนี้ โดยให้เหตุผลว่ายังมีข้อกังขาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อาจกระทบต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยไม่เปิดเผยตัวตน และยากต่อการบังคับใช้ แต่กฎหมายได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคุ้มครองเด็กและผู้ปกครองจำนวนมาก.

พายุโซนร้อน “เบอร์ธา” จ่อขึ้นฝั่งสหรัฐฯ แม้อ่อนกำลัง แต่ยังเสี่ยงลมแรง-น้ำทะเลหนุน

พายุโซนร้อน "เบอร์ธา" จ่อขึ้นฝั่งสหรัฐฯ แม้อ่อนกำลัง แต่ยังเสี่ยงลมแรง-น้ำทะเลหนุน

22 ก.ค. 2569 07:08 น.

พายุโซนร้อน “เบอร์ธา” จ่อขึ้นฝั่งสหรัฐฯ แม้อ่อนกำลัง แต่ยังเสี่ยงลมแรง-น้ำทะเลหนุน

พายุโซนร้อน “เบอร์ธา” เคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ นักอุตุนิยมวิทยาคาดพายุจะอ่อนกำลังก่อนขึ้นฝั่ง แต่ยังอาจก่อให้เกิดลมกระโชกแรง คลื่นซัดฝั่ง และน้ำทะเลหนุนในลุยเซียนา

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ ประจำเมืองสไลดเดล รัฐลุยเซียนา ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พายุอ่อนกำลังลง คือ ลมเฉือน จากทางตอนเหนือ ซึ่งรบกวนการก่อตัวของกลุ่มเมฆฝนและทำให้โครงสร้างของพายุอ่อนแอลง

นักอุตุนิยมวิทยาคาดว่า พายุจะขึ้นฝั่งบริเวณ เซนต์เบอร์นาร์ดแพริช หรือ พลาคไมน์สแพริช ในช่วงเย็นวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วหลังขึ้นฝั่ง

แม้พายุจะอ่อนแรงลง แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง ลมกระโชกแรงความเร็วประมาณ 40-50 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 64-80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมถึงน้ำทะเลหนุนสูงประมาณ 0.6-1.2 เมตร ตามแนวชายฝั่ง

อย่างไรก็ตาม นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ภัยคุกคามหลักของพายุลูกนี้คือแรงลม ไม่ใช่น้ำท่วมจากฝนตกหนัก

ขณะนี้ พื้นที่ตั้งแต่ ฟลอริดาแพนแฮนเดิล ไปจนถึงรัฐลุยเซียนา อยู่ภายใต้ประกาศเตือนภัยพายุโซนร้อน ไปจนถึงวันพุธ ส่วนเมือง นิวออร์ลีนส์ อยู่ภายใต้ประกาศเฝ้าระวังพายุโซนร้อน 

พายุเบอร์ธาเป็น พายุโซนร้อนลูกที่ 2 ของฤดูพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกปีนี้ ต่อจากพายุโซนร้อนอาร์เธอร์ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้หลายพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ เผชิญฝนตกหนัก

แม้องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) จะคาดการณ์ว่า ฤดูพายุเฮอริเคนปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่ก็เตือนว่ายังมีโอกาสเกิดพายุรุนแรงได้ และขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือพายุที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงฤดูเฮอริเคนจนถึงเดือนตุลาคม.

ที่มา : AP

หนุ่มสหรัฐฯ โดนคุกกว่า 6 ปี แฮก Snapchat สาวกว่า 500 คน ขโมยภาพเปลือย

หนุ่มสหรัฐฯ โดนคุกกว่า 6 ปี แฮก Snapchat สาวกว่า 500 คน ขโมยภาพเปลือย

22 ก.ค. 2569 06:47 น.

หนุ่มสหรัฐฯ โดนคุกกว่า 6 ปี แฮก Snapchat สาวกว่า 500 คน ขโมยภาพเปลือย

ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ พิพากษาจำคุกชายชาวอิลลินอยส์เป็นเวลากว่า 6 ปี หลังสารภาพว่าแฮกบัญชีผู้ใช้งาน Snapchat ของผู้หญิงหลายร้อยคน เพื่อขโมยภาพเปลือยและกึ่งเปลือย นำไปเก็บและซื้อขายบนโลกออนไลน์

ไคล์ สวารา วัย 27 ปี ถูกผู้พิพากษา ไบรอัน เมอร์ฟี แห่งศาลรัฐบาลกลางในเมืองบอสตัน พิพากษาจำคุก 76 เดือน หลังรับสารภาพในข้อหาฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์และโจรกรรมข้อมูลประจำตัว ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินคดีอดีตโค้ชกรีฑามหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ที่เคยว่าจ้างเขาให้แฮกบัญชีของนักศึกษาและผู้หญิงรายอื่นเพื่อขโมยภาพส่วนตัว

อัยการระบุว่า ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2020 ถึงกุมภาพันธ์ 2021 สวาราใช้หมายเลขโทรศัพท์ออนไลน์ที่ปกปิดตัวตน ส่งข้อความหลอกลวง ไปยังผู้หญิงมากกว่า 1,500 คน โดยแอบอ้างว่าเป็นทีมสนับสนุนของ Snapchat เพื่อหลอกให้เหยื่อส่งรหัสยืนยันตัวตน

มีผู้หญิงหลายร้อยคนหลงเชื่อ ส่งผลให้สวาราสามารถเข้าถึงบัญชี Snapchat ของผู้หญิงอย่างน้อย 517 คน และดาวน์โหลดภาพเปลือยหรือกึ่งเปลือยของเหยื่ออย่างน้อย 59 คน

นอกจากเก็บภาพไว้เองแล้ว เขายังโฆษณารับจ้างแฮกบัญชีบนโลกออนไลน์ โดยหนึ่งในลูกค้าคือ สตีฟ เวทธี อดีตโค้ชกรีฑามหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น ซึ่งจ่ายเงิน 50 ดอลลาร์สหรัฐ ให้สวาราแฮกบัญชีของหญิงสาว รวมถึงอดีตนักกีฬาที่เขาเคยฝึกสอน เพื่อนำภาพส่วนตัวออกมา

เวทธีถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปี เมื่อปี 2024 จากความผิดหลอกลวงและขโมยภาพเปลือยของหญิงสาวอย่างน้อย 56 คน ทั่วสหรัฐฯ

ในเอกสารยื่นต่อศาล ทนายความของสวาราระบุว่า ลูกความรู้สึกสำนึกผิดและละอายใจอย่างยิ่ง โดยอ้างว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงที่เขาต้องกักตัวอยู่บ้านระหว่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอิลลินอยส์

อย่างไรก็ตาม อัยการยังเปิดเผยว่า สวาราให้ข้อมูลอันเป็นเท็จกับเจ้าหน้าที่สืบสวน โดยปฏิเสธว่าไม่มีความสนใจสื่อลามกอนาจารเด็ก ทั้งที่ภายหลังพบสื่อลักษณะดังกล่าวอยู่ในบัญชีออนไลน์ของเขาด้วย ทำให้เขาถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหาให้การเท็จต่อเจ้าหน้าที่อีกกระทง.

ที่มา : channelnewsasia

แอฟริกาวิกฤตหนัก แซงเอเชียขึ้นแท่น “ทวีปที่มีคนหิวโหยมากที่สุดในโลก”

แอฟริกาวิกฤตหนัก แซงเอเชียขึ้นแท่น "ทวีปที่มีคนหิวโหยมากที่สุดในโลก"

22 ก.ค. 2569 06:29 น.

แอฟริกาวิกฤตหนัก แซงเอเชียขึ้นแท่น “ทวีปที่มีคนหิวโหยมากที่สุดในโลก”

แอฟริกากลายเป็นทวีปที่มีประชากรเผชิญกับภาวะหิวโหยมากที่สุดในโลกเป็นครั้งแรก แซงหน้าเอเชีย ตามรายงานที่เผยแพร่ล่าสุดของยูเอ็น สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาภาวะทุพโภชนาการในแอฟริกายังคงทวีความรุนแรง 

รายงานซึ่งจัดทำโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ร่วมกับอีก 4 หน่วยงานของยูเอ็น ระบุว่า ในปี 2025 มีประชากรในแอฟริกาประมาณ 309 ล้านคน หรือคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งทวีป ที่เผชิญภาวะหิวโหย มากที่สุดในโลก

ขณะที่เอเชีย ซึ่งเคยเป็นภูมิภาคที่มีผู้ประสบปัญหาหิวโหยมากที่สุด มีประชากรได้รับผลกระทบประมาณ 292 ล้านคน หรือคิดเป็น 6% ของประชากร

เดวิด ลาบอร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์เกษตรและอาหารของ FAO กล่าวว่าศูนย์กลางของปัญหาความหิวโหยได้ย้ายจากเอเชียมายังแอฟริกาแล้ว เขาอธิบายว่า เมื่อ 25 ปีก่อน จีนยังเผชิญปัญหาความหิวโหยอย่างหนัก แต่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ ส่วนอินเดียแม้ยังมีปัญหา แต่ก็เดินหน้ามาตรการแก้ไขอย่างจริงจัง

รายงานระบุว่า สัดส่วนประชากรโลกที่เผชิญภาวะหิวโหยลดลงจาก 8.6% ในปี 2022 เหลือ 7.8% ในปี 2025 ทำให้จำนวนผู้หิวโหยทั่วโลกลดลงราว 43 ล้านคน เหลือประมาณ 645 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19

ในแอฟริกา ภาวะทุพโภชนาการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2017 แม้ข้อมูลล่าสุดจะเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้นในปี 2025 แต่ยังอยู่ในระดับน่ากังวล

นอกจากนี้ ประชากรแอฟริกาที่ ไม่สามารถเข้าถึงอาหารเพื่อสุขภาพได้ ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021 สวนทางกับภูมิภาคอื่นของโลก โดยปัจจุบันประชากรแอฟริกาถึง 66.6% หรือประมาณ 2 ใน 3 ของทั้งทวีป ไม่มีกำลังซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่าเอเชียถึงกว่า 2 เท่า

ยูเอ็นระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ในแอฟริกาทรุดหนัก มาจากผลกระทบของ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เกิดภัยแล้งและสภาพอากาศสุดขั้ว รวมถึงความขัดแย้งในหลายพื้นที่

ลาบอร์ดระบุว่า สงครามใน ซูดาน และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถกลับไปทำการเกษตรหรือสูญเสียรายได้ ส่งผลให้เข้าถึงอาหารได้ยากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ยูเอ็นเคยเตือนว่า สงครามในซูดานทำให้ประชาชนกว่า 20 ล้านคน เผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง และยังเตือนด้วยว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจทำให้ประชาชนอีกหลายล้านคนทั่วโลกตกอยู่ในภาวะหิวโหยเฉียบพลัน

รายงานยังแนะนำให้ประเทศต่าง ๆ ในแอฟริกาเร่งปฏิรูปภาคการผลิตอาหารจากสัตว์ ซึ่งเป็นกลุ่มอาหารที่มีราคาสูงที่สุดในภูมิภาค เพื่อเพิ่มการเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว.

ที่มา :channelnewsasia

ทรัมป์ลั่น ยังไม่จบเรื่องกับอิหร่าน ขณะเตหะรานขยายวงโจมตี

ทรัมป์ลั่น ยังไม่จบเรื่องกับอิหร่าน ขณะเตหะรานขยายวงโจมตี

22 ก.ค. 2569 06:25 น.

ทรัมป์ลั่น ยังไม่จบเรื่องกับอิหร่าน ขณะเตหะรานขยายวงโจมตี

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ความเสียหายของอิหร่านในตอนนี้ ต้องใช้เวลากว่า 20 ปีในการฟื้นฟู แต่ยืนยันด้วยว่า สหรัฐฯ ยังไม่เสร็จสิ้นการโจมตีอิหร่าน ท่ามกลางการโจมตีตอบโต้อย่างรุนแรงของฝ่ายเตหะราน

เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า สหรัฐฯ ยัง “ไม่เสร็จสิ้น” การโจมตีอิหร่าน ในขณะที่ฝ่ายเตหะรานขยายขอบเขตการโจมตีไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ หลังจากที่พันธมิตรกลุ่มฮูตีออกมาขู่ว่าจะปิดล้อมท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย

สหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่องกว่า 2 สัปดาห์แล้ว โดยนายทรัมป์กล่าวอ้างว่า อิหร่านอาจต้องใช้เวลามากกว่า 20 ปีในการฟื้นตัวจากความเสียหายที่เกิดขึ้นในสงครามตะวันออกกลางครั้งนี้

“ถ้าเราถอนตัวออกไปตอนนี้ อิหร่านต้องใช้เวลาถึง 20 หรือ 25 ปีในการฟื้นฟูประเทศ” เขากล่าว “เรายังไม่จบภารกิจเลยสักนิด … และเราจะยังไม่ถอนกำลังออกไปในตอนนี้”

คำกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นในขณะที่ประเทศ จอร์แดน, คูเวต และบาห์เรน รายงานว่าถูกอิหร่านโจมตี โดยทรัมป์เพิ่งให้คำมั่นกับประธานาธิบดี โจเซฟ อูน ของเลบานอน ว่าจะสนับสนุนความพยายามปลดอาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยุติการต่อสู้ระหว่างเลบานอนกับอิสราเอล

ทั้งนี้ บาห์เรนระบุว่า สามารถสกัดการโจมตีจากอิหร่านได้ในขณะที่เสียงไซเรนเตือนภัยดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับคูเวตและจอร์แดนที่ระบุว่า สามารถสกัดกั้นการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธไว้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คูเวตยอมรับว่า อิหร่านโจมตีโรงไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลติดต่อกันหลายวัน รวมถึงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนต้องจำกัดการใช้พลังงาน

ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ยืนยันการโจมตีในจอร์แดน โดยระบุว่ามุ่งเป้าหมายไปที่ “กลุ่มอาคารพักอาศัยของกองกำลังก่อการร้ายสหรัฐฯ ในภูมิภาครุกบัน (Rukban)”

ก่อนหน้านี้ กองทัพอิหร่านระบุว่าได้พุ่งเป้าโจมตีทรัพย์สินทางการทหารของสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรน ซึ่งรวมถึงระบบป้องกันทางอากาศ, ฐานเรดาร์ และอาคารบริหารจัดการต่างๆ

“ด้วยการทำลายระบบเรดาร์ในครั้งนี้ ศัตรูควรเตรียมรับมือกับระลอกการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธที่เฉียบขาดและรุนแรงยิ่งขึ้น” IRGC ระบุ

ในขณะเดียวกัน นายทรัมป์กล่าวว่า เขาจะ “จัดการ” กับกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านด้วย หากกลุ่มดังกล่าวทำตามคำขู่เมื่อวันจันทร์ที่ว่าจะปิดล้อมท่าเรือของซาอุดีอาระเบีย

“ถ้าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น เราจะจัดการเอง” ทรัมป์กล่าว “เราเคยจัดการกับกลุ่มฮูตีมาแล้ว และเราก็ไม่ได้ข่าวคราวจากพวกเขาอีกเลยพักใหญ่ ตั้งแต่ที่เราทำสิ่งที่เราได้ทำไปในครั้งก่อน”

ทางด้านซาอุดีอาระเบียก็ออกมาประณามคำขู่ดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยเรียกกลุ่มฮูตีว่า เป็นกองกำลังติดอาวุธก่อการร้าย ขณะที่ยังไม่แน่ชัดว่ากลุ่มฮูตีจะบังคับใช้มาตรการปิดล้อมดังกล่าวด้วยวิธีใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

22 ก.ค. 2569 05:52 น.

สงครามอิหร่านผลาญเงินแล้ว 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ กลาโหมของบเพิ่มอีก

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เผยในการพิจารณาของงบประมาณเพิ่มในสภาคองเกรสว่า สหรัฐฯ ใช้เงินไปกับสงครามอิหร่านแล้วกว่า 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมยืนยันว่า งบก้อนใหม่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เข้าให้การต่อสภาคองเกรส เพื่อของบประมาณในการทำสงครามเพิ่ม โดยเขากล่าวว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.26 ล้านล้านบาท) ในการโจมตีอิหร่าน

ระหว่างการรับฟังพิจารณาร่างงบประมาณ ดิก ดอร์บิน สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ได้เอ่ยถามรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมว่า เขาคาดว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ หลังจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสิ้นสุดลงแล้ว

เฮกเซธตอบว่า งบประมาณ 3.75 หมื่นล้านดอลลาร์ดังกล่าว ส่วนหนึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายล่วงหน้าไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณแล้ว เช่น ค่าอาหารของกองกำลังทหาร

เฮกเซธยืนยันว่า คำร้องขออนุมัติงบประมาณ 8.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เร่งด่วนอย่างยิ่ง เพราะ “เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม” เพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งสันติภาพ และจำเป็นต้องมีการลงทุนครั้งสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้บรรดาประเทศคู่แข่งก้าวแซงหน้าสหรัฐฯ ไปได้

“หากปราศจากงบประมาณเหล่านี้ เราจะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนในระดับวิกฤต ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานอย่างการจ่ายเงินเดือนให้แก่เหล่ากำลังพล การจัดหายุทโธปกรณ์และกระสุนทดแทนอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการประคองปฏิบัติการที่สำคัญให้ดำเนินไปได้อย่างไม่สะดุด”

อนึ่ง ทำเนียบขาวเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาอนุมัติงบประมาณ 8.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.95 ล้านล้านบาท) โดยส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อ “ความจำเป็นเร่งด่วน” ที่เกี่ยวข้องกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ทำเนียบขาวระบุว่า งบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดจำนวน 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ จะถูกจัดสรรให้กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ทว่าข้อเสนอดังกล่าวต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่อย่างมากในรัฐสภา

เนื่องจากความขัดแย้งกับอิหร่านไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียง ประกอบกับสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ จำนวนมากกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้

สำหรับคำร้องของบประมาณดังกล่าว ประกอบไปด้วย 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับเติมคลังยุทโธปกรณ์และกระสุน, 1.73 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ และ 1.21 หมื่นล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการลับทางทหาร

นอกจากนี้ ยังมีการร้องของบประมาณอีกราว 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการรักษาความปลอดภัยให้แกสถานเอกอัครราชทูตและฐานปฏิบัติการทางการทูตของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ หลังจากที่บางแห่งถูกโจมตีในช่วงต้นของสงคราม

ส่วนงบประมาณส่วนที่เหลือจะถูกนำไปใช้ในมาตรการอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงงบ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวอเมริกัน และอีก 1.4 พันล้านดอลลาร์เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในแอฟริกากลาง

นายเฮกเซธยืนยันกับสภาคองเกรสว่า งบประมาณทุกดอลลาร์ที่ได้รับการจัดสรรจะถูกนำไปใช้เพื่อสร้าง “อานุภาพทำลายล้าง” ให้แก่กองทัพสหรัฐฯ และจะช่วย “เสริมสร้างสันติภาพด้วยความแข็งแกร่ง”

เขายังกล่าวหารัฐบาลชุดก่อนของประธานาธิบดีไบเดนว่า “ทิ้งความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเอาไว้” ในเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ และเหล่า “นักรบ” จำเป็นต้องใช้นี้เงินนี้เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ

ทั้งนี้ เกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างการซักถามจากสมาชิกวุฒิสภาฝั่งเดโมแครต คือ เคอร์สเตน กิลลิแบรนด์ และ แกรี ปีเตอร์ส โดยปีเตอร์สได้เรียกเฮกเซธและสงครามครั้งนี้ว่าเป็น “ความล้มเหลว” ซึ่งนำไปสู่การตะโกนโต้ตอบกันอย่างยาวนานก่อนปิดการพิจารณา ซึ่งดำเนินมานานกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ม็อบโบโลญญาเดือด ปะทะตำรวจเจ็บ 60 นาย ปมทำคนตายขณะจับกุม

ม็อบโบโลญญาเดือด ปะทะตำรวจเจ็บ 60 นาย ปมทำคนตายขณะจับกุม

22 ก.ค. 2569 05:03 น.

ม็อบโบโลญญาเดือด ปะทะตำรวจเจ็บ 60 นาย ปมทำคนตายขณะจับกุม

เกิดการประท้วงใหญ่ในเมืองโบโลญญา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ชายชาวโมร็อกโกที่เสียชีวิตขณะถูกตำรวจจับกุม แต่การประท้วงกลายเป็นความรุนแรง มีตำรวจบาดเจ็บระหว่างการปะทะกว่า 60 นาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.ค. 2569 ว่า เกิดการประท้วงรุนแรงขึ้นที่เมืองโบโลญญา ทางตอนเหนือของอิตาลี เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่นาย อับเดอร์ราฮิม ฟากีร์ ชายชาวโมร็อกโกที่เสียชีวิตขณะถูกตำรวจเข้าควบคุมตัว โดยเกิดการปะทะกับตำรวจจนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 60 นาย

เมื่อ 19 ก.ค. เมื่อนายฟากีร์ ผู้อาศัยอยู่ในอิตาลีมานานกว่า 30 ปี เสียชีวิตขณะถูกตำรวจ 2 นายใช้กำลังเข้าสยบและกดตัวลงกับพื้น หลังผู้แจ้งว่าเขาทำตัวประหลาดและเตะประตูโรงรถ

แต่สิ่งที่จุดกระแสความไม่พอใจของประชาชนคือ คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในเวลาต่อมาซึ่งแสดงให้เห็นตำรวจ 2 นาย กดตัวฟากีร์ที่นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น โดยมีพลเรือนช่วยจับขา และเจ้าหน้าที่กู้ชีพยืนดูอยู่ โดยนายฟากีร์ร้องขอให้หยุดก่อนจะหมดสติไป แต่ตำรวจยังคงมัดข้อมือข้อเท้าและตบแก้มเขาสองครั้ง ก่อนจะพบว่าเขาไม่รู้สึกตัวแล้ว

ภาพที่ออกมาทำให้ประชาชนหลายพันคนออกมาเดินขบวนประท้วงในเมืองโบโลญญาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม โดยในตอนแรกการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ แต่มีกลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 100 คนแยกตัวออกไปปะทะกับตำรวจและเผารถยนต์ นำไปสู่เหตุความวุ่นวายจน มีตำรวจได้รับบาดเจ็บถึง 64 นาย

ด้านอัยการเมืองโบโลญญาเปิดการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา” แล้ว

ขณะที่ครอบครัวของนายฟากีร์และผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่า นายฟากีร์ไม่มีอาวุธ ไม่ได้ข่มขู่ใคร และควรได้รับความช่วยเหลือไม่ใช่การใช้ความรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยความจริง

นายมัตเตโอ เลโปเร นายกเทศมนตรีเมืองโบโลญญา แสดงความตกใจต่อคลิปวิดีโอและสนับสนุนการประท้วงอย่างสงบ แต่ประณามกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง

ส่วนสหภาพตำรวจออกมาโต้แย้งว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้องแล้ว การใช้สเปรย์พริกไทยและให้พลเรือนช่วย แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมวิจารณ์นายกเทศมนตรีว่าการจัดประท้วงเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลมาก่อความวุ่นวาย

ด้านนายกรัฐมนตรี จอร์เจีย เมโลนี เน้นย้ำว่าต้องสอบสวนหาความจริงอย่างถี่ถ้วน แต่ “ไม่มีสิ่งใดสามารถสร้างชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้”

ขณะที่ฝ่ายค้านออกมาวิจารณ์รัฐบาลที่หลับหูหลับตาปกป้องตำรวจ พร้อมเปรียบเทียบคดีนี้กับคดีอุ้มทรมานและเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัวของตำรวจในอดีต และกล่าวหากลุ่มฝ่ายขวาของนางเมโลนีด้วยว่า พยายามนำแนวทางปฏิบัติของ ICE (หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ) เข้ามาในอิตาลี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีปลด ผบ.ทสส.พ้นตำแหน่งแล้ว หลังโดนประท้วงหลายวัน

เซเลนสกีปลด ผบ.ทสส.พ้นตำแหน่งแล้ว หลังโดนประท้วงหลายวัน

22 ก.ค. 2569 04:25 น.

เซเลนสกีปลด ผบ.ทสส.พ้นตำแหน่งแล้ว หลังโดนประท้วงหลายวัน

(ภาพจาก AFP PHOTO / UKRAINIAN PRESIDENTIAL PRESS SERVICE)

ประธานาธิบดียูเครนปลดผู้บัญชาการทหารสูงสุดพ้นตำแหน่งแล้ว หลังจากเกิดการประท้วงนานหลายวัน จากความไม่พอใจที่ตัวเขาเลือกปลดรัฐมนตรีกลาโหมที่ประชาชนชื่นชอบออกจากตำแหน่ง

เมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ค. 2569 นายโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ประกาศปลด พลเอก โอเลกซานเดอร์ ซีร์สกี วัย 60 ปี ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว ไม่กี่วันหลังจากเขาปลด มีไคโล เฟโดรอฟ รัฐมนตรีกลาโหมวัย 35 ปีซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงออกจากตำแหน่ง จากความขัดแย้งกันระหว่างนายเฟโดรอฟกับนายพลซีร์สกี

การปลดนายเฟโดรอฟนำไปสู่การประท้วงบนท้องถนนในหลายเมืองทั่วประเทศ เนื่องจากเขาเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนที่มองว่า เขาเดินหน้าปฏิรูปกองทัพ นำเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ นำแคมเปญระดมทุน “Army of Drones” และต่อต้านการทุจริต

การประท้วงทำท่าจะบานปลายในสัปดาห์นี้ เนื่องจากผู้จัดการชุมนุมขู่จะประท้วงใหญ่ทั่วประเทศในช่วงสุดสัปดาห์ หากพลเอกซีร์สกีไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง โดยซีร์สกีถูกมองว่าเป็นนายพลสไตล์โซเวียตแบบดั้งเดิมที่ลังเลต่อการเปลี่ยนแปลงขั้นเด็ดขาดในกองทัพ

ยังไม่แน่ชัดว่าการตัดสินใจปลดนายพลซีร์สกีของประธานาธิบดียูเครนเป็นผลมาจากแรงกดดันดังกล่าวหรือไม่ แต่เขาตัดสินใจแต่งตั้งนายพล มีไคโล ดราปาตี ซึ่งเป็นทหารผ่านศึก และเป็นที่นิยมของประชาชนขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแทน

ประธานาธิบดีเซเลนสกีโพสต์วิดีโอขอบคุณซีร์สกีสำหรับผลงานในอดีต เช่น การป้องกันกรุงเคียฟตอนที่รัสเซียเริ่มโจมตีในปี 2565 และเผยว่าได้ยื่นข้อเสนอตำแหน่งใหม่ที่เหมาะสมให้แก่เฟโดรอฟแล้ว

ขณะที่นายเฟโดรอฟแสดงความยินดีกับนายพลดราปาตี พร้อมระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ “ความหวังใหม่” และขอบคุณซีร์สกีสำหรับภารกิจที่ผ่านมา แต่เน้นย้ำว่ากองทัพต้องเคลื่อนไปข้างหน้าให้เร็วยิ่งขึ้นและแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีต

ก่อนหน้านี้ นายพลซีร์สกีเพิ่งเผยแพร่บทความชี้แจงว่า ความสัมพันธ์ของเขากับเฟโดรอฟเป็นเรื่องงานไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวกัน และมองว่าปัญหาเรื่องสัญญาจัดซื้อและการเกณฑ์ทหารที่เขาถูกกล่าวหานั้น ซับซ้อนกว่าที่ผู้ประท้วงเข้าใจ พร้อมระบุว่า “ชัยชนะในสงครามเกิดจากการทำงานจริง ไม่ใช่ละครฉากใหญ่ต่อหน้าสาธารณชน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อกวงการ “เคย์ลี ฮอตเทิล” นักแสดงจาก Godzilla vs. Kong เสียชีวิตในวัย 19 ปี

ช็อกวงการ “เคย์ลี ฮอตเทิล” นักแสดงจาก Godzilla vs. Kong เสียชีวิตในวัย 19 ปี

22 ก.ค. 2569 01:10 น.

ช็อกวงการ “เคย์ลี ฮอตเทิล” นักแสดงจาก Godzilla vs. Kong เสียชีวิตในวัย 19 ปี

เคย์ลี ฮอตเทิล นักแสดงสาวผู้โด่งดังจากบทบาทของเธอในภาพยนตร์สัตว์ประหลาดฟอร์มยักษ์เรื่อง Godzilla vs. Kong เสียชีวิตในวัยเพียง 19 ปี จากอุบัติเหตุรถยนต์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.ค. 2569 ว่า เคย์ลี ฮอตเทิล นักแสดงชาวอเมริกัน ผู้มีชื่อเสียงจากบทบาทในภาพยนตร์แฟรนไชส์ชุด Godzilla vs. Kong เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น

ฮอตเทิล ซึ่งเป็นผู้พิการทางการได้ยิน ได้รับบทเป็น “เจีย” (Jia) เด็กกำพร้าตัวน้อยผู้มีบทบาทสำคัญในภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์เรื่องนี้ ซึ่งเข้าฉายเมื่อปี 2564 และกลับมารับบทเดิมอีกครั้งในภาคต่ออย่าง Godzilla x Kong: The New Empire ในปี 2567

โจชัว ฮอตเทิล ผู้เป็นพ่อของเธอ ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊ก โดยใช้ภาษามืออเมริกัน (ASL) เพื่อยืนยันข่าวการเสียชีวิตของเคย์ลี

ด้านตำรวจเขต เฟรเดอริก เคาน์ตี ในรัฐแมริแลนด์ ระบุว่า รถยนต์ที่ฮอตเทิลโดยสารมาด้วยเสียหลักออกนอกถนนและพุ่งชนกับท่อระบายน้ำเมื่อเวลาประมาณ 02.50 น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า คนขับรถคันดังกล่าวซึ่งมีอายุ 19 ปี ขับรถมาด้วยความเร็วสูง

หลังเกิดเหตุฮอตเทิลได้รับบาดเจ็บสาหัสและหัวใจหยุดเต้นระหว่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ก่อนจะได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนคนขับรถวัย 19 ปี ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่ “ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต” ขณะที่ผู้โดยสารรายที่สองปฏิเสธการรับความช่วยเหลือในจุดเกิดเหตุ

ทั้งนี้ โรงเรียนสอนคนหูหนวกแห่งรัฐเทกซัส ซึ่งฮอตเทิลเคยศึกษาอยู่ก็ได้ร่วมแชร์ข่าวนี้ด้วย ความเสียใจอย่างที่สุดเช่นกัน โดยระบุว่า “หัวใจของเราอยู่กับครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมชั้น และทุกคนที่รู้จักและรักเคย์ลีในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งนี้”

นอกจากนั้น แถลงการณ์ยังขอร้องให้ทุกคนเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวฮอตเทิล และอย่าเพิ่งคาดเดาไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้

ด้านค่ายวอร์เนอร์ บราเธอร์ส (Warner Bros) ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์อสูรกายยอดฮิต ได้ร่วมไว้อาลัยแก่นักแสดงสาวพร้อมโพสต์รูปภาพของเธอบนแพลตฟอร์ม X ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc