อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

18 ก.ค. 2569 06:07 น.

อิสราเอลโจมตีกาซาดับ 14 ศพ โดรนถล่มขบวนแห่ศพ เสียชีวิต 8 ราย

อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีหลายจุดในฉนวนกาซา คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 14 ศพ ในจำนวนนี้ 8 รายเสียชีวิตจากโดรนโจมตีขบวนแห่ศพที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ขณะที่ฮามาสกล่าวหาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงต่อเนื่อง

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีหลายพื้นที่ในฉนวนกาซาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ โดยผู้เสียชีวิตมากกว่าครึ่งอยู่ในเหตุโดรนโจมตีขบวนแห่ศพที่ค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ทางตอนกลางของฉนวนกาซา

รายงานระบุว่า โดรนอิสราเอลโจมตีบริเวณตลาดอัล-บาลาตา ใกล้มัสยิดอาห์หมัด ยัสซิน ขณะประชาชนกำลังรวมตัวเพื่อร่วมพิธีศพของชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ข้อมูลของสำนักงานป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนในกาซาและโรงพยาบาลอัล-อาวดา ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย

พยานในที่เกิดเหตุระบุว่า ผู้ร่วมพิธีกำลังเดินออกจากมัสยิดเพื่อเริ่มขบวนแห่ศพ ก่อนที่โดรนจะยิงโจมตีใส่กลุ่มผู้ร่วมงานโดยตรง ขณะที่ การโจมตีครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป แม้อิสราเอลและฮามาสจะอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงก็ตาม

ด้านกองทัพอิสราเอลยอมรับว่าเป็นผู้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายคือกลุ่มติดอาวุธที่เรียกว่า “กลุ่มก่อการร้าย” ในพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา พร้อมระบุว่าได้รับทราบรายงานว่ามีพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ และอยู่ระหว่างตรวจสอบผลของปฏิบัติการ

ขณะที่กลุ่มฮามาสออกแถลงการณ์ประณามเหตุโจมตีว่าเป็น “อาชญากรรมอันโหดร้าย” พร้อมกล่าวหาอิสราเอลละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาอย่างเป็นระบบ และเรียกร้องให้ประเทศผู้ไกล่เกลี่ย รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศ เร่งดำเนินการยุติการโจมตี

ที่มา Aljazeera

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

17 ก.ค. 2569 23:51 น.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 เขย่าชายฝั่งเม็กซิโก-กัวเตมาลา เตือนสึนามิในรัศมี 300 กม.

เกิดแผ่นดินไหว 7.3 นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของเม็กซิโก ใกล้พรมแดนกัวเตมาลา แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในทั้งสองประเทศ พร้อมประกาศเตือนสึนามิในรัศมี 300 กิโลเมตร ด้านเจ้าหน้าที่เร่งประเมินความเสียหาย

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 นอกชายฝั่งรัฐเชียปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก ใกล้พรมแดนประเทศกัวเตมาลา ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงในทั้งสองประเทศ และมีการประกาศเตือนภัยสึนามิในพื้นที่ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

รายงานระบุว่า ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บริเวณนอกชายฝั่งเมืองปวยร์โต มาเดโร รัฐเชียปัส ที่ความลึกราว 10 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น ทำให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบต่อพื้นผิวอย่างรุนแรงกว่าปกติ โดยมีการเตือนให้เฝ้าระวังคลื่นสึนามิที่อาจเกิดขึ้นภายในรัศมี 300 กิโลเมตร จากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว

หลังเกิดเหตุ ประชาชนในหลายพื้นที่ของเม็กซิโกและกัวเตมาลาต่างอพยพออกจากอาคารเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ทางการทั้งสองประเทศได้ประกาศใช้มาตรการฉุกเฉิน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอาคาร บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงประเมินว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่

เบื้องต้น สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่า จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่บริเวณนอกชายฝั่งรัฐเชียปัส และยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงหรือผู้เสียชีวิตในทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดอาฟเตอร์ช็อกและความเสี่ยงจากคลื่นสึนามิตามมา.

ที่มา  BBC USGS

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านคืนที่ 6 ดับอย่างน้อย 8 ศพ อิหร่านโต้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านคืนที่ 6 ดับอย่างน้อย 8 ศพ อิหร่านโต้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ

17 ก.ค. 2569 23:32 น.

สหรัฐฯ ถล่มอิหร่านคืนที่ 6 ดับอย่างน้อย 8 ศพ อิหร่านโต้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน ดับ 8 ศพ บาดเจ็บ 20 ราย ขณะที่อิหร่านอ้างโจมตีฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ใน 4 ประเทศ พร้อมประกาศช่องแคบฮอร์มุซจะไม่กลับสู่สภาพเดิมก่อนสงคราม

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหรัฐฯ เดินหน้าปฏิบัติการโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่านเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า การโจมตีสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนหลายแห่ง

รายงานระบุว่า เป้าหมายที่ได้รับความเสียหายประกอบด้วยสะพาน ท่าอากาศยาน โรงไฟฟ้า และสถานีรถไฟ สะท้อนให้เห็นว่าการสู้รบเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคและการคมนาคมในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน

โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command: CENTCOM) เปิดเผยว่า กำลังพลสหรัฐฯ ได้ขึ้นตรวจค้นเรือลำหนึ่งในอ่าวโอมาน เพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อมอิหร่าน ซึ่งถือเป็นอีกสัญญาณของการเพิ่มแรงกดดันทางทหารต่ออิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าความขัดแย้งจะคลี่คลาย

ขณะที่กองทัพอิหร่านแถลงว่า ได้เปิดปฏิบัติการตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพและทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในบาห์เรน จอร์แดน คูเวต และกาตาร์ อย่างไรก็ตาม ทางการกาตาร์เปิดเผยว่า กองทัพสามารถสกัดการโจมตีได้สำเร็จ แต่มีเด็ก 1 คนได้รับบาดเจ็บจากเศษซากขีปนาวุธที่ตกลงมาหลังการสกัดกั้น

ขณะเดียวกัน โฆษกกองทัพอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก จะไม่มีวันกลับไปอยู่ในสภาพเดิมก่อนเกิดสงคราม ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือและตลาดพลังงานโลก

ที่มา Aljazeera

โพลชี้ชาวอเมริกันไม่มั่นใจ “ทรัมป์” จะทำข้อตกลงอิหร่านดีกว่าโอบามา

โพลชี้ชาวอเมริกันไม่มั่นใจ "ทรัมป์" จะทำข้อตกลงอิหร่านดีกว่าโอบามา

17 ก.ค. 2569 21:37 น.

โพลชี้ชาวอเมริกันไม่มั่นใจ “ทรัมป์” จะทำข้อตกลงอิหร่านดีกว่าโอบามา

ผลสำรวจล่าสุดพบชาวอเมริกันเพียง 23% เชื่อว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านได้ดีกว่าข้อตกลงยุคบารัก โอบามา ขณะที่ 37% มองว่าจะออกมาแย่กว่า

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ข่าว CNN เผยผลสำรวจร่วมของ The Washington Post-Ipsos ระบุว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถจัดทำข้อตกลงกับอิหร่านที่ดีกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2558 ในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้

โดยผลสำรวจพบว่า มีเพียง 23% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เชื่อว่า ทรัมป์จะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีกว่า ขณะที่ 37% มองว่าข้อตกลงของทรัมป์จะออกมาแย่กว่า ส่วน 12% คาดว่าข้อตกลงจะมีคุณภาพใกล้เคียงกัน และที่เหลือยังไม่แสดงความคิดเห็น

ผลสำรวจที่ออกมาถือเป็นข่าวร้ายสำหรับทรัมป์ เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน เขาได้กล่าวถึงข้อตกลงนิวเคลียร์ของโอบามาซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยยืนยันว่าข้อตกลงเดิมเป็นหายนะ และให้คำมั่นว่าจะสามารถทำข้อตกลงที่ดีกว่าได้

อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ก็มีเพียง 54% ที่เชื่อว่าทรัมป์จะทำข้อตกลงได้ดีกว่าโอบามา โดยแรงสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม MAGA Republicans ซึ่งมีถึง 70% ที่เชื่อมั่นในตัวทรัมป์ ส่วนในกลุ่มรีพับลิกันที่ไม่ใช่สาย MAGA ความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย โดย 27% เชื่อว่าทรัมป์จะทำข้อตกลงได้ดีกว่า ขณะที่ 23% มองว่าข้อตกลงของโอบามายังคงดีกว่า.

ที่มา CNN

บ.สื่อดูแล “ทรูธโซเชียล” ของทรัมป์ เปิดบริการเสียเงิน ส่งโพสต์ “เรียลไทม์” ให้วอลล์สตรีท

บ.สื่อดูแล "ทรูธโซเชียล" ของทรัมป์ เปิดบริการเสียเงิน ส่งโพสต์ "เรียลไทม์" ให้วอลล์สตรีท

17 ก.ค. 2569 17:15 น.

บ.สื่อดูแล “ทรูธโซเชียล” ของทรัมป์ เปิดบริการเสียเงิน ส่งโพสต์ “เรียลไทม์” ให้วอลล์สตรีท

“ทรัมป์ มีเดีย” เจ้าของแพลตฟอร์ม “ทรูธ โซเชียล” เตรียมเปิดตัวบริการส่งข้อมูลแบบเสียเงิน เพื่อให้บริษัทการเงินในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทสามารถเข้าถึงโพสต์ของบัญชีระดับสูง รวมถึงบัญชีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ใช้งานหลักของแพลตฟอร์ม ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท

บริษัท ทรัมป์ มีเดีย แอนด์ เทคโนโลยี กรุ๊ป (Trump Media & Technology Group) ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย “ทรูธ โซเชียล” (Truth Social) ประกาศแผนการเปิดตัวบริการเชิงพาณิชย์รูปแบบใหม่ในชื่อ “ทรูธ เอพีไอ” (Truth API) ซึ่งเป็นระบบป้อนข้อมูลเชิงพาณิชย์แบบชำระเงิน โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป

บริการนี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับกลุ่มลูกค้าสถาบันการเงินและนักเทรดในวอลล์สตรีทที่ต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร โดยระบบจะจัดส่งโพสต์จากบัญชีที่มีอิทธิพลและมีอันดับสูงสุดบนแพลตฟอร์ม ซึ่งปัจจุบันผู้ที่มีผู้ติดตามมากที่สุดคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตรงถึงมือผู้ซื้อบริการในเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด

ที่ผ่านมา ข้อความสาธารณะของโดนัลด์ ทรัมป์ มักจะกระตุ้นให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดการเงินโลกในทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับนโยบายการค้า ภาษีศุลกากร หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ สำหรับสถาบันการเงินระดับโลกแล้ว ความล่าช้าในการเข้าถึงข้อมูลเพียงไม่กี่วินาทีอาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจหรือความเสียหายมูลค่ามหาศาล

ก่อนหน้านี้ ธนาคารและนักเทรดต่าง ๆ ต้องคอยเฝ้าหน้าจอแอปพลิเคชันทรูธ โซเชียล เพื่อตรวจสอบโพสต์ใหม่ ๆ ด้วยตนเอง แต่บริการใหม่นี้จะส่งข้อมูลโพสต์ที่สามารถขับเคลื่อนทิศทางตลาด ตรงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของลูกค้าที่ยอมจ่ายเงินทันที

“ตลาดการเงินต่างก็เคลื่อนไหวตามโพสต์บนทรูธ โซเชียล อยู่แล้ว” เควิน แมคเกิร์น  รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารของทรัมป์ มีเดีย กล่าว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าบริการนี้จะกลายเป็นแหล่งสร้างผลกำไรที่มั่นคงและสม่ำเสมอให้กับบริษัท ซึ่งปัจจุบันยังคงมีสถานะขาดทุน

อย่างไรก็ตาม ทางทรัมป์ มีเดีย ยังไม่ได้เปิดเผยโครงสร้างราคาอย่างเป็นทางการสำหรับบริการส่งข้อมูลความเร็วสูงนี้ และระบุเพิ่มเติมว่าที่ผ่านมามีหลายบริษัทแอบลักลอบดึงข้อมูลจากระบบไปใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทางบริษัทจะเริ่มดำเนินการบล็อกช่องทางเหล่านั้นในเร็ว ๆ นี้ เพื่อบังคับให้สถาบันการเงินต้องหันมาซื้อข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างหนักในหมู่ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากครอบครัวของโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดในบริษัททรัมป์ มีเดีย ซึ่งหมายความว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินโดยตรงจากการขายสิทธิ์การเข้าถึงแถลงการณ์สาธารณะของตนเองอย่างรวดเร็วกว่าประชาชนทั่วไป

แม้ว่าสื่อโซเชียลมีเดียอื่น ๆ เช่น X  จะมีการขายข้อมูลสถิติและ API ให้กับสถาบันการเงินเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่กรณีนี้สร้างความตื่นตัวเนื่องจากเป็นกรณีของประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่ง

มาร์ก สปีเกล ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนจาก Stanphyl Capital Management ระบุว่า หากบริการนี้รวมโพสต์ของประธานาธิบดีเข้าไปด้วยจริง จะถือเป็นเรื่องที่ “ไม่เคยมีปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน” และบริษัทที่ทำการซื้อขายหุ้นตามข่าวด่วนจะตกอยู่ในสภาวะ “เสียเปรียบ” ทันทีหากพวกเขาไม่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อข้อมูลความเร็วสูงนี้ ทว่าเขากล่าวเสริมว่า ในความเป็นจริงแล้วโพสต์ของทรัมป์ถือเป็นเพียงสัดส่วนที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น ๆ ทั้งหมดที่ขับเคลื่อนตลาดการเงินโลก

โรเบิร์ต เฟรนช์แมน หุ้นส่วนจากบริษัทกฎหมายสัญชาติอเมริกัน Dynamis ให้ความเห็นกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะดูไม่ยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด แต่ในแง่ของกฎหมายแล้ว แพลตฟอร์มเทคโนโลยีสามารถแบ่งระดับชั้นในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลาง”

ปัจจุบัน ทางทำเนียบขาวได้ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่สำนักข่าวบีบีซีได้ติดต่อไปยัง ทรัมป์ มีเดีย เพื่อขอคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่า โพสต์ของตัวประธานาธิบดีทรัมป์เองจะถูกจัดรวมอยู่ในกลุ่มข้อมูลที่ต้องชำระเงินเพื่อเข้าถึงด่วนนี้ด้วยหรือไม่ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับอย่างเป็นทางการ.

ที่มา BBC

ผลสอบไฟไหม้ฮ่องกงคร่า 168 ศพ ชี้ “โศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้” ผู้รับเหมาลดต้นทุน-รัฐปล่อยเกียร์ว่าง

ผลสอบไฟไหม้ฮ่องกงคร่า 168 ศพ ชี้ "โศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้" ผู้รับเหมาลดต้นทุน-รัฐปล่อยเกียร์ว่าง

17 ก.ค. 2569 16:02 น.

ผลสอบไฟไหม้ฮ่องกงคร่า 168 ศพ ชี้ “โศกนาฏกรรมที่ป้องกันได้” ผู้รับเหมาลดต้นทุน-รัฐปล่อยเกียร์ว่าง

คณะกรรมการสอบสวนอิสระของฮ่องกงสรุปสำนวนคดีเพลิงไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ที่อาคารพักอาศัย “หวังฟุกคอร์ท” ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 168 ศพเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ชี้ชัดเป็นโศกนาฏกรรมที่ “ป้องกันได้แต่กลับไม่มีการป้องกัน” เผยบริษัทที่ปรึกษาและผู้รับเหมาสมคบคิดกันลดสเปกวัสดุ ปิดระบบดับเพลิงเพื่อซ่อมแซม และหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ขณะที่ระบบกำกับดูแลของภาครัฐล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเพราะปล่อยให้ผู้ประกอบการควบคุมกันเอง

คณะกรรมการอิสระที่มีผู้พิพากษาเป็นประธาน ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนเหตุเพลิงไหม้อาคารชุด “หวังฟุกคอร์ต (Wang Fuk Court) ในเขตต่ายโป ของฮ่องกง ได้สรุปการไต่สวน โดยระบุว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดของฮ่องกงในรอบหลายทศวรรษ “เป็นโศกนาฏกรรมที่สามารถป้องกันได้ แต่กลับไม่มีการป้องกัน”

นาย วิกเตอร์ ดอว์ส ทนายความประจำคณะกรรมการ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ สามารถคาดการณ์ได้ แต่ไม่มีผู้ใดคาดการณ์อย่างจริงจัง จนทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ โดยในระหว่างการกล่าวสรุป มีอดีตผู้อยู่อาศัยหลายคนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวถึงกับหลั่งน้ำตาภายในห้องพิจารณา

หลักฐานที่นำเสนอในการไต่สวนระบุว่า ต้นเพลิงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดจาก ก้นบุหรี่ที่ถูกทิ้งไม่ถูกวิธี ระหว่างโครงการปรับปรุงอาคาร ขณะเกิดเหตุ อาคารสูงจำนวน 8 หลัง อยู่ระหว่างการซ่อมแซม โดยมีนั่งร้านไม้ไผ่คลุมด้วยตาข่ายและแผ่นโฟมรอบอาคาร ทำให้เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ไฟได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยัง 7 จาก 8 อาคาร

คณะกรรมการยังพบว่า ระบบเตือนไฟไหม้และระบบสายฉีดน้ำดับเพลิงถูกปิดใช้งานระหว่างการก่อสร้าง ขณะที่หน้าต่างหลายจุดถูกปิดทับด้วยแผ่นโฟม ทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ภายนอกได้

การสอบสวนระบุว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างเลือกใช้ ตาข่ายนั่งร้านที่ไม่ทนไฟ แทนวัสดุป้องกันการลุกไหม้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไฟลุกลามไปทั่วโครงการ นอกจากนี้ ยังพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานหลายประการ เช่น ปล่อยให้คนงานสูบบุหรี่ภายในพื้นที่ก่อสร้าง, กำจัดเศษวัสดุไวไฟอย่างไม่เหมาะสม, การถอดหน้าต่างบริเวณบันไดหนีไฟเพื่อให้คนงานเข้าออกสะดวก ส่งผลให้ควันและเปลวไฟแพร่กระจายเข้าสู่ช่องทางอพยพอย่างรวดเร็ว และการใช้ใช้ไม้ปิดช่องหน้าต่างบันได ทำให้ควันสะสมในเส้นทางหลบหนี

นายดอว์สกล่าวว่า หากใช้วัสดุที่ได้มาตรฐาน เหตุเพลิงไหม้อาจดับลงเองตั้งแต่ระยะแรก และอาจไม่ลุกลามกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่

แม้ความผิดส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้รับเหมาและบริษัทที่เกี่ยวข้อง แต่คณะกรรมการเห็นว่า รัฐบาลฮ่องกงต้องรับผิดชอบส่วนหนึ่ง จากระบบกำกับดูแลที่อาศัยการรับรองตนเองของผู้รับเหมา นายดอว์สระบุว่า ระบบดังกล่าวเปรียบเสมือน “ระบบที่อาศัยเกียรติยศและความซื่อสัตย์ของผู้ประกอบการ” แต่เมื่อมีผู้ประกอบการที่ไม่ซื่อสัตย์ ระบบทั้งหมดก็ล้มเหลว

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้อยู่อาศัยเคยร้องเรียนถึงปัญหาความปลอดภัยหลายครั้ง แต่เรื่องร้องเรียนกลับถูกส่งต่อระหว่างหน่วยงานราชการ และการตรวจสอบไม่สามารถยืนยันปัญหาได้ ด้านนาย เจนกิน ซุน ทนายความฝ่ายรัฐบาล ยอมรับว่า ระบบกำกับดูแลมีจุดอ่อนหลายประการ แต่เห็นว่า ไม่เป็นธรรมที่จะกล่าวโทษหน่วยงานรัฐทั้งหมด

รัฐบาลระบุว่า สาเหตุหลักของเหตุเพลิงไหม้เกิดจากการหลอกลวง การละเลยหน้าที่ และการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายของผู้ประกอบการเอกชน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญบางรายที่ลงนามรับรองเอกสารตรวจสอบโดยไม่ตรวจสอบจริง

อาคารหวังฟุกคอร์ตมีผู้อยู่อาศัยมากกว่า 4,600 คน ในจำนวนนี้กว่า 1,700 คนเป็นผู้สูงอายุอายุเกิน 65 ปี จากผู้เสียชีวิตทั้งหมด 168 คน มีผู้สูงอายุถึง 114 คน หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น เหตุเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัยที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของโลกนับตั้งแต่ปี 1980

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางการฮ่องกงได้ตั้งข้อหาบุคคล 7 คน และบริษัท 2 แห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทที่ปรึกษาและบริษัทผู้รับเหมาหลักในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท และสมคบกันฉ้อโกง จากบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเหตุเพลิงไหม้

คณะกรรมการสอบสวนมีกำหนดส่งรายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลฮ่องกงภายในเดือนกันยายน โดยรายงานจะมุ่งเน้นการหาสาเหตุของโศกนาฏกรรม การแก้ไขข้อบกพร่องของระบบ และการปรับปรุงกฎหมายด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต.

ที่มา Associated Press / AFP

อิสราเอลยุบสภา เตรียมเลือกตั้ง 27 ต.ค. หลัง “เนทันยาฮู” เดินหน้าผ่านกฎหมายอื้อฉาวโค้งสุดท้าย

อิสราเอลยุบสภา เตรียมเลือกตั้ง 27 ต.ค. หลัง “เนทันยาฮู” เดินหน้าผ่านกฎหมายอื้อฉาวโค้งสุดท้าย

17 ก.ค. 2569 15:37 น.

อิสราเอลยุบสภา เตรียมเลือกตั้ง 27 ต.ค. หลัง “เนทันยาฮู” เดินหน้าผ่านกฎหมายอื้อฉาวโค้งสุดท้าย

รัฐสภาอิสราเอลลงมติยุบสภาอย่างเป็นทางการ เปิดทางสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ ปิดฉากการทำงานของรัฐบาลผสมภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่สามารถอยู่รอดจนครบเทอม 4 ปีเต็ม หลังรัฐบาลเนทันยาฮู เร่งผลักดันกฎหมายที่สร้างข้อถกเถียงหลายฉบับผ่านสภาในช่วงสุดท้ายของวาระ ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 ปี และความไม่แน่นอนทางการเมืองของประเทศ

รัฐสภาอิสราเอล หรือ เนสเซต (Knesset) ได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 62-0 เสียง ในช่วงเช้ามืดของวันศุกร์  (17 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อยุบสภาอย่างเป็นทางการก่อนหน้าที่จะถึงกำหนดพักสมัยประชุมฤดูร้อน โดยมีนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ร่วมลงมติเห็นชอบด้วย และจะไม่มีการประชุมเต็มคณะอีกจนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 ตุลาคม และจัดตั้งรัฐสภาชุดใหม่

การยุบสภาในครั้งนี้ส่งผลให้เนทันยาฮูสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นรัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ครบวาระ 4 ปีเต็ม ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากในประวัติศาสตร์การเมืองอิสราเอล โดยครั้งล่าสุดที่รัฐบาลอิสราเอลอยู่รอดจนครบวาระโดยไม่มีการประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนด ต้องย้อนไปไกลถึงปี 1988 ขณะที่ในช่วงปี 2019 ถึง 2022 ชาวอิสราเอลต้องออกไปเลือกตั้งใหม่ถึง 5 ครั้งเนื่องจากความไร้เสถียรภาพทางการเมือง

ก่อนการลงมติยุบสภาเพียงไม่กี่วัน พรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมของเนทันยาฮูได้สร้างความตะลึงด้วยการจัดประชุมมาราธอนเพื่อเร่งรัดผ่านร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นไปเพื่อรักษาฐานเสียงและปูทางสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลผสมในสมัยหน้า

สภาได้ผ่านกฎหมายที่ลดทอนอำนาจของอัยการสูงสุดลงอย่างมาก โดยกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2027 ส่งผลให้รัฐมนตรีสามารถปฏิเสธคำวินิจฉัยทางกฎหมายของอัยการสูงสุดได้ ซึ่งถือเป็นการทำลายระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารที่สำคัญที่สุดของประเทศ รวมถึงการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปสื่อของรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสาร ที่เพิ่มอำนาจให้รัฐบาลสามารถเข้าไปควบคุมและตรวจสอบสถานีโทรทัศน์และสื่อกระจายเสียงได้อย่างกว้างขวางขึ้น 

นอกจากนั้น ยังมีการผ่านกฎหมายห้ามจับกุมหรือดำเนินคดีชั่วคราวกับกลุ่มชาวยิวออร์โธดอกซ์สุดโต่งที่หนีทหาร ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นการชั่วคราวอย่างถูกกฎหมาย เพื่อเอาใจพรรคการเมืองสายเคร่งศาสนาในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ถูกศาลฎีกาสั่งระงับไว้ชั่วคราวเพื่อรอการไต่สวน หลังถูกยื่นร้องเรียนทันที

มติการยุบสภาในครั้งนี้ถูกพ่วงเข้าไปกับร่างกฎหมายจัดสรรงบประมาณของพรรคการเมือง ซึ่งมีการเพิ่มเงินสนับสนุนจากภาษีประชาชนให้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการหาเสียงเลือกตั้ง ส่งผลให้ อาวิกดอร์ ลิเบอร์แมน แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ออกมาประณามว่าเป็น “ความพยายามอันน่ารังเกียจในการใช้เงินภาษีของประชาชนในทางที่ผิดก่อนสภาจะแยกย้าย”

ในคืนเดียวกันก่อนการยุบสภา รัฐสภาได้ผ่านกฎหมายขยายเวลาการเกณฑ์ทหารภาคบังคับสำหรับผู้ชายจาก 30 เดือน เป็น 32 เดือน แต่ประเด็นนี้กลับสร้างความไม่พอใจให้กับกองทัพอิสราเอลเป็นอย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้กองทัพได้ร้องขอให้ขยายเวลาเป็น 36 เดือนเพื่อแก้ปัญหากำลังพลขาดแคลนอย่างหนัก ท่ามกลางภาวะสงครามหลายด้านที่ยืดเยื้อมานับตั้งแต่เหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023

กองทัพอิสราเอลระบุว่า ปัจจุบันต้องการทหารเกณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างเร่งด่วนถึง 12,000 นาย โดยเป็นทหารราบเพื่อการรบ 7,000 นาย เพื่อลดแรงกดดันต่อกองกำลังประจำการและทหารกองหนุน แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีกลุ่มชายหนุ่มชาวฮารีดีหรือยิวเคร่งศาสนาที่เข้าเกณฑ์ทหารอีกกว่า 70,000 คน ที่ได้รับการละเว้นไม่ต้องเข้ารับราชการทหารภายใต้กฎหมายใหม่ของรัฐบาล

อามีร์ โอฮานา ประธานรัฐสภาจากพรรคลึคุด (Likud) ของเนทันยาฮู ได้กล่าวแถลงปิดสมัยประชุมโดยยอมรับว่า รัฐสภาชุดที่ 25 นี้ถือเป็นรัฐสภาที่ทำงานภายใต้ความท้าทายและยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล “สภาชุดนี้ต้องเผชิญกับการประท้วงหลายรูปแบบ ทำงานควบคู่ไปกับสงครามที่ยาวนานและยากลำบากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียของครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้ลี้ภัยจากทางเหนือและทางใต้ ผู้บาดเจ็บจากสงคราม ตลอดจนครอบครัวของตัวประกันที่ยังถูกคุมขังอยู่””ผมหวังว่าเมื่อเรากลับมาที่นี่อีกครั้งในอนาคตอันใกล้ เราจะจดจำได้ว่า แม้เราจะมีความเห็นต่างกันอย่างรุนแรง แต่เราไม่ใช่ศัตรู เราคือหุ้นส่วน เป็นผู้ร่วมชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินเดียวกัน”  

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันประชาธิปไตยแห่งอิสราเอล เผยว่า โดยเฉลี่ยแล้วอิสราเอลจะมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในทุก ๆ 2.4 ปี ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีความถี่ในการเลือกตั้งสูงเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศ OECD สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ฝังรากลึกในประเทศแห่งนี้


ที่มา The Times of Israel / AP

ฉงชิ่งระทึก ดินถล่มฝังกลบทั้งหมู่บ้าน เร่งค้นหาผู้สูญหาย

ฉงชิ่งระทึก ดินถล่มฝังกลบทั้งหมู่บ้าน เร่งค้นหาผู้สูญหาย

17 ก.ค. 2569 14:21 น.

ฉงชิ่งระทึก ดินถล่มฝังกลบทั้งหมู่บ้าน เร่งค้นหาผู้สูญหาย

เกิดเหตุดินถล่มครั้งใหญ่ในนครฉงชิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ส่งผลให้บ้านเรือนหลายหลังพังถล่ม มีประชาชนถูกฝังอยู่ใต้ซากดินและอาคาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดมกำลังกู้ภัยค้นหาผู้สูญหาย 

สำนักข่าวซินหัวและสถานีโทรทัศน์ CCTV รายงานว่า เหตุดินถล่มเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม ในอำเภอเผิงสุ่ย นครฉงชิ่ง โดยก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ชุมชนสังเกตเห็นก้อนหินร่วงหล่นจากไหล่เขาเป็นระยะตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. จึงรีบแจ้งเตือนและสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ทางการสามารถอพยพชาวบ้านได้มากกว่า 60 คน แต่ระหว่างการอพยพ เมื่อเวลา 09.08 น. ได้เกิดดินถล่มครั้งใหญ่ มวลดินและหินมหาศาลพังถล่มลงมาทับบ้านเรือนที่อยู่เชิงเขา ทำให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งถูกฝังอยู่ใต้ซากอาคาร โดยจนถึงขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจำนวนผู้สูญหายที่แน่ชัด

ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกจากซากปรักหักพังได้แล้ว 9 คน โดยทั้งหมดไม่มีอาการบาดเจ็บถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

ภาพจากเฮลิคอปเตอร์ของ CCTV เผยให้เห็นมวลดินและโขดหินมหาศาลไหลทะลักลงมาจากภูเขา พุ่งเข้าทับกลุ่มอาคารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ขณะที่ชาวบ้านต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ท่ามกลางกลุ่มฝุ่นขนาดใหญ่ที่ปกคลุมพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีภาพจากกล้องหน้ารถซึ่งได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่ไหล่เขาพังถล่มลงมาทับบ้านเรือนและร้านค้าด้านล่าง เศษหินและดินกระจายเต็มถนน จนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่สัญจรอยู่ต้องหยุดกะทันหัน

กระทรวงบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนได้ยกระดับการตอบสนองต่อสถานการณ์เป็น ระดับ 2 พร้อมส่งทีมกู้ภัยเฉพาะกิจ 100 นาย ลงพื้นที่ ขณะที่หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยระดมกำลังเจ้าหน้าที่อีก 206 นาย พร้อมรถกู้ภัย 49 คัน เพื่อเร่งค้นหาผู้ที่อาจยังติดอยู่ใต้ซากดินและอาคารโดยเร็ว.

ที่มา : channelnewsasia

ฟิลิปปินส์ประณามสื่อรัฐบาลจีนใช้ AI ทำคลิปเหยียดเชื้อชาติ หยามคนฟิลิปปินส์เป็น “ลิง”

ฟิลิปปินส์ประณามสื่อรัฐบาลจีนใช้ AI ทำคลิปเหยียดเชื้อชาติ หยามคนฟิลิปปินส์เป็น "ลิง"

17 ก.ค. 2569 12:54 น.

ฟิลิปปินส์ประณามสื่อรัฐบาลจีนใช้ AI ทำคลิปเหยียดเชื้อชาติ หยามคนฟิลิปปินส์เป็น “ลิง”

รัฐบาลฟิลิปปินส์ประณาม “ไชน่า เดลี่” สื่อของรัฐบาลจีนอย่างรุนแรง หลังเผยแพร่วิดีโอที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เปรียบชาวฟิลิปปินส์เป็น “ลิง” พร้อมกล่าวหาว่าเป็นเนื้อหาที่เหยียดเชื้อชาติ ลดทอนความเป็นมนุษย์ และบิดเบือนข้อพิพาททะเลจีนใต้

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ออกแถลงการณ์ประณามสื่อยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลจีนอย่าง “ไชน่า เดลี่” (China Daily) อย่างรุนแรง พร้อมยื่นคำขาดเรียกร้องให้ลบคลิปวิดีโอที่เป็นการเหยียดเชื้อชาติและลดทอนความเป็นมนุษย์ออกจากระบบทันที

สาเหตุขัดแย้งครั้งล่าสุดนี้ เกิดจากคลิปวิดีโอที่สร้างขึ้นโดย AI ซึ่งถูกโพสต์ลงบนเพจเฟซบุ๊กของไชน่า เดลี่ เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยตัวละครหลักในคลิปมีลักษณะเป็น “ลิงขี้กลัว” ที่สวมเสื้อ “บารองตากาล็อก” (Barong Tagalog) ซึ่งเป็นชุดประจำชาติของฟิลิปปินส์ เนื้อหาในคลิปแสดงภาพลิงตัวดังกล่าวส่งเสียงร้องลั่นขณะถูกมือที่มีธงชาติสหรัฐฯ และญี่ปุ่นผลักขึ้นไปบนเวทีคาราโอเกะซอมซ่อบนเรือลำหนึ่ง

หลังจากลิงตัวนี้ถูกดุว่าร้องเพลงผิด คิ้วของมันก็ขมวดขึงขังแล้วดึงกระดาษที่มีข้อความระบุว่า “คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้” ออกมา ก่อนที่ในท้ายที่สุด ลิงตัวนี้จะถูกเหวี่ยงทิ้งลงทะเลและถูกระดมฉีดด้วยปืนฉีดน้ำแรงดันสูง

กระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ระบุในแถลงการณ์ว่า วิดีโอดังกล่าวรวมถึงภาพการ์ตูนล้อเลียนอื่น ๆ ที่สื่อจีนเผยแพร่นั้น มีเนื้อหาที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ เหยียดเชื้อชาติ และก้าวล่วงขอบเขตของการอภิปรายทางการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมายไปไกลมาก

“เราขอขีดเส้นตายอย่างชัดเจนต่อการแสดงภาพชาวฟิลิปปินส์เป็นลิงในวิดีโอเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความขุ่นเคืองใจ ความทุกข์ใจ และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด ความเห็นต่างทางกฎหมายและการเมืองไม่ได้เป็นข้ออ้างให้หันไปใช้ภาพที่น่ารังเกียจเช่นนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในวาทกรรมสาธารณะของอารยประเทศที่มีความรับผิดชอบ” แถลงการณ์ระบุ พร้อมเตือนว่าภาพและการบิดเบือนข้อมูลเหล่านี้มีแต่จะเพิ่มความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศให้ขยายวงกว้างขึ้น

ขณะที่ กิลเบิร์ต ทีโอดอโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ ได้ออกมาตอกกลับอย่างเผ็ดร้อน โดยตราหน้าวิดีโอดังกล่าวว่าเป็น “โฆษณาชวนเชื่อที่น่ารังเกียจและน่าอดสู” เขากล่าวว่า “คลิปนี้ได้เปิดโปงความล่มสลายทางศีลธรรมและสติปัญญาของเครื่องจักรโฆษณาชวนเชื่อของจีนอย่างล่อนจาม พฤติกรรมที่สับสนและแปรปรวนอย่างรุนแรงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงที่ผ่านมานั้นชัดเจนเกินกว่าที่เราจะเพิกเฉยหรือปล่อยผ่านไปได้”  โดยนายทีโอดอโรเพิ่งถูกรัฐบาลจีนสั่งห้ามเดินทางเข้าจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และมาเก๊า ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

แม้จะถูกทางการฟิลิปปินส์ประณามอย่างรุนแรง แต่จากการตรวจสอบพบว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวยังคงปรากฏอยู่บนหน้าเพจเฟซบุ๊กของไชน่า เดลี่ โดยข้อความระบุบรรยายใต้โพสต์ของสื่อจีนยังคงตอกย้ำจุดยืนเดิมของจีนอย่างแข็งกร้าวว่า “10 ปีผ่านไป สิ่งที่เรียกว่าคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้ไม่ได้เป็นเครื่องมือสำหรับสันติภาพเลย แต่มันคือต้นตอของการเผชิญหน้าความขัดแย้งที่แต่งตัวมาในคราบของกฎหมาย การพึ่งพาอำนาจภายนอกและคอยยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในทะเลจีนใต้ มีแต่จะทำให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นเพียง ‘เบี้ย’ ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศอื่นเท่านั้น”

ทั้งนี้ สื่อกระบอกเสียงของจีนได้ทยอยโพสต์คลิปและภาพการ์ตูนล้อเลียนการกระทำของฟิลิปปินส์ในทะเลจีนใต้มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากภาพของ “ลิง” แล้ว ยังมีการนำเสนอภาพของฟิลิปปินส์ในลักษณะของ “ตัวตลก” และ “งู” อีกด้วย ขณะที่ทางการจีนยังไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีตอบรับต่อการติติงของฟิลิปปินส์ในครั้งนี้

การปะทะกันทางวาทกรรมผ่านสื่อ AI ครั้งนี้ เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่เป็นวันครบรอบ 10 ปี ที่ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร ณ กรุงเฮก ได้มีคำตัดสินครั้งประวัติศาสตร์ที่เป็นประโยชน์แก่ฟิลิปปินส์ โดยสรุปว่าการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำส่วนใหญ่ในทะเลจีนใต้ของจีนนั้นไม่มีฐานรองรับทางกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่จีนได้เพิกเฉยต่อคำตัดสินดังกล่าวมาโดยตลอดและอ้างว่าศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดี

ความตึงเครียดในพื้นที่พิพาททางทะเล โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ และแนวสันดอนสการ์โบโร ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรือหน่วยยามฝั่งของจีนมักใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงยิงสกัดเรือของฟิลิปปินส์จนทำให้เรือเสียหายและมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงมีการเผชิญหน้าในระยะประชิดด้วยอาวุธมีคม เช่น ดาบ หอก และมีด จนเกรงกันว่าอาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งทางทหารระดับภูมิภาคในอนาคต.

ที่มา BBC / Philstar

ทรัมป์กล่าวหาจีน “แทรกแซงเลือกตั้งปี 2020”

ทรัมป์กล่าวหาจีน "แทรกแซงเลือกตั้งปี 2020"

17 ก.ค. 2569 12:18 น.

ทรัมป์กล่าวหาจีน “แทรกแซงเลือกตั้งปี 2020”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวหาจีนแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 พร้อมประกาศให้เปิดเผยข้อมูลข่าวกรองและสั่งหน่วยงานความมั่นคงสอบสวน แม้หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ และรัฐบาลจีนต่างปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะที่เดโมแครตและนักวิเคราะห์ชี้ เป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและปูทางในการปฏิเสธผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่พรรครัฐบาลส่อแววพ่ายแพ้ และอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์จากทำเนียบขาวเมื่อค่ำวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) ตามเวลาสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าจีนแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 ซึ่งเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อนายโจ ไบเดน พร้อมระบุว่าระบบการเลือกตั้งของสหรัฐมี “ช่องโหว่ร้ายแรง” และเสี่ยงต่อการถูกเจาะระบบและแทรกแซงจากต่างชาติ

ทรัมป์กล่าวว่า “ไม่มีประเทศใดจะยิ่งใหญ่ได้ หากการเลือกตั้งไม่ยุติธรรมและโปร่งใส” พร้อมประกาศให้เปิดเผยเอกสารข่าวกรองที่เคยเป็นความลับ โดยอ้างว่าเอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเลือกตั้งของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ไม่ได้แสดงหลักฐานที่ยืนยันว่าจีนสามารถเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งหรือคะแนนเสียงได้จริง

ผู้นำสหรัฐสั่งการให้สำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม เอฟบีไอ และซีไอเอ สอบสวนว่าเหตุใดข้อมูลข่าวกรองดังกล่าวจึงถูกปกปิด พร้อมให้ดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกระทำผิด ทรัมป์ยังเรียกร้องให้รัฐสภาผ่านร่างกฎหมาย Save America Act ซึ่งกำหนดมาตรการตรวจสอบตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเข้มงวด โดยระบุว่าเป็นแนวทางป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง

คำกล่าวอ้างของทรัมป์ขัดแย้งกับผลการประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ หลายแห่ง รวมถึงรายงานของสำนักงานผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติในปี 2021 ที่ระบุว่า ไม่พบหลักฐานว่าประเทศใด รวมถึงจีน พยายามหรือสามารถเปลี่ยนแปลงคะแนนเสียง บัตรเลือกตั้ง การนับคะแนน หรือผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ได้

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในสมัยทรัมป์เองก็เคยระบุว่า การเลือกตั้งปี 2020 เป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ

ก่อนการกล่าวสุนทรพจน์ หลิว ฉาง โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ยืนยันว่ “จีนไม่เคยและจะไม่มีวันแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐ” ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนยังไม่ได้แถลงเพิ่มเติมหลังคำปราศรัยของทรัมป์

พรรคเดโมแครตออกมาวิจารณ์ทันที โดยระบุว่าทรัมป์กำลังเผยแพร่ข้อมูลที่เคยถูกตรวจสอบและปฏิเสธมาแล้ว เพื่อสร้างข้ออ้างในการโต้แย้งผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

มาร์ก วอร์เนอร์ รองประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองวุฒิสภา กล่าวว่า หน่วยข่าวกรอง เอฟบีไอ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กระทรวงยุติธรรม เจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งของทั้งสองพรรค รวมถึงศาล ได้ตรวจสอบข้อกล่าวหาดังกล่าวมาหลายปีแล้ว และไม่พบหลักฐานสนับสนุน

ด้าน คามาลา แฮร์ริส อดีตรองประธานาธิบดีและผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตเมื่อปี 2024 โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า “การเลือกตั้งปี 2020 ไม่ได้ถูกขโมย เราเป็นฝ่ายชนะ และทรัมป์เป็นฝ่ายแพ้” พร้อมกล่าวหาว่าร่างกฎหมาย Save America Act เป็นความพยายามจำกัดสิทธิการออกเสียงของประชาชน

นักวิเคราะห์มองว่า การกล่าวหาจีนครั้งล่าสุดอาจสร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวหลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงยุติสงครามการค้าชั่วคราวเมื่อปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยกล่าวถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในเชิงบวก และได้เชิญผู้นำจีนเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเดือนกันยายนนี้ ขณะที่จีนยังไม่ได้ยืนยันการเดินทางดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า สุนทรพจน์ครั้งนี้มีเป้าหมายทางการเมืองภายในประเทศมากกว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อจีน เนื่องจากทรัมป์ไม่ได้ประกาศมาตรการลงโทษหรือมาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมต่อปักกิ่ง

ขณะเดียวกัน หลายเครือข่ายโทรทัศน์หลักของสหรัฐ ได้แก่ NBC, ABC และ CNN ตัดสินใจไม่ถ่ายทอดสดสุนทรพจน์ผ่านช่องหลัก โดยให้เหตุผลว่ามีเนื้อหาอาจมีลักษณะเป็นการเมืองและสร้างความแตกแยก ซึ่งทรัมป์ตอบโต้ด้วยการเรียกร้องให้เพิกถอนใบอนุญาตการออกอากาศของสถานีเหล่านั้น.

ที่มา Guardian / Reuters