อินเดียบังคับใช้น้ำมัน E20 ทั่วประเทศ หวังลดนำเข้าน้ำมัน แต่ผู้ใช้รถโอด กินน้ำมัน-ค่าซ่อมพุ่ง

อินเดียบังคับใช้น้ำมัน E20 ทั่วประเทศ หวังลดนำเข้าน้ำมัน แต่ผู้ใช้รถโอด กินน้ำมัน-ค่าซ่อมพุ่ง

9 ก.ค. 2569 09:04 น.

อินเดียบังคับใช้น้ำมัน E20 ทั่วประเทศ หวังลดนำเข้าน้ำมัน แต่ผู้ใช้รถโอด กินน้ำมัน-ค่าซ่อมพุ่ง

อินเดียผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด กำหนดให้น้ำมันเบนซิน E20 เป็นเชื้อเพลิงมาตรฐานที่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ หวังลดนำเข้า แต่กระแสตีกลับ ผู้ใช้รถโวยรถกินน้ำมัน เครื่องยนต์เสี่ยงพัง

รัฐบาลอินเดียเริ่มผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 เพื่อหวังลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและข้าวโพด ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งล่าสุดถือว่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอินเดียเพิ่มสัดส่วนเอทานอลจาก 10% ในปี 2565 เป็น 20% ในปี 2568 เร็วกว่าแผนเดิมถึง 5 ปี ทำให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากยังไม่รองรับเชื้อเพลิงชนิดนี้

แม้ว่าน้ำมันเบนซินแบบไม่ผสมเอทานอลจะยังมีจำหน่าย แต่มีราคาสูงกว่า E20 ราว 40-50% แล้วแต่พื้นที่ อีกทั้งผู้ใช้รถจำนวนมากไม่ทราบว่าสามารถเลือกเติมน้ำมันชนิดดังกล่าวได้

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้ใช้รถจำนวนมากได้โพสต์ร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่าหลังใช้น้ำมัน E20 รถมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น เครื่องยนต์มีกำลังลดลง และต้องเข้าศูนย์บริการบ่อยขึ้น

ล่าสุด กลุ่มผู้ใช้รถได้รวมตัวประท้วงในกรุงนิวเดลี กล่าวหารัฐบาลว่าเร่งบังคับใช้นโยบายโดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือก พร้อมระบุว่าต้องแบกรับค่าซ่อมบำรุงที่สูงขึ้น

ด้านรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าข้อร้องเรียนจำนวนมากเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมระบุว่าน้ำมัน E20 ผ่านการทดสอบอย่างละเอียดและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์

ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของอินเดีย 6 บริษัท ยังออกมาสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาล โดยเปิดเผยผลการทดสอบและข้อมูลจากศูนย์บริการที่ไม่พบหลักฐานว่าการใช้น้ำมัน E20 ทำให้เครื่องยนต์เสียหายเป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์ยอมรับว่า น้ำมัน E20 ทำให้ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันลดลงประมาณ 3-3.5% เนื่องจากเอทานอลมีค่าพลังงานต่ำกว่าเบนซิน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายประเมินว่าการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอาจเพิ่มขึ้นถึง 4-12%

นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า ความกังวลส่วนใหญ่อยู่ที่รถรุ่นเก่าซึ่งผลิตก่อนปี 2566 เพราะกว่า 75% ของรถที่ใช้งานอยู่บนท้องถนนในอินเดียยังไม่ได้รับการออกแบบให้รองรับน้ำมัน E20 โดยเฉพาะ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า การใช้งานต่อเนื่องอาจเร่งการสึกหรอของระบบจ่ายเชื้อเพลิง เกิดการกัดกร่อน และเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ระบุว่า เอทานอลสามารถดูดซับความชื้นได้มากกว่าเบนซิน จึงอาจทำให้เกิดการกัดกร่อนในระบบเชื้อเพลิงเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน รวมถึงอาจทำให้คราบตะกอนภายในเครื่องยนต์หลุดออกมาและอุดตันปั๊มน้ำมันหรือหัวฉีดได้

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งสามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า น้ำมัน E20 ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย หรือยืนยันตามที่รัฐบาลและผู้ผลิตรถยนต์ระบุว่าเชื้อเพลิงดังกล่าวปลอดภัย จึงทำให้ข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบของน้ำมัน E20 ต่อรถยนต์ยังคงดำเนินต่อไปในอินเดีย

แม้จะเผชิญเสียงคัดค้าน แต่รัฐบาลอินเดียยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยมองว่าจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ท่ามกลางความผันผวนของตลาดน้ำมันโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง.

ที่มา : BBC

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีคารวะอดีตผู้นำคิม อิล ซุง ครบรอบ 32 ปีอสัญกรรม

"คิม จองอึน" ร่วมพิธีคารวะอดีตผู้นำคิม อิล ซุง ครบรอบ 32 ปีอสัญกรรม

9 ก.ค. 2569 09:04 น.

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีคารวะอดีตผู้นำคิม อิล ซุง ครบรอบ 32 ปีอสัญกรรม

คิม จองอึน เดินทางไปยังสุสานพระราชวังคึมซูซัน เพื่อคารวะคิม อิล ซุง เนื่องในโอกาสครบรอบ 32 ปีการถึงแก่อสัญกรรม พร้อมรำลึกถึงคิม จอง อิล ขณะที่ปีนี้คาดจัดพิธีอย่างเรียบง่าย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป (Yonhap) รายงานว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางไปยัง พระราชวังคึมซูซันแห่งสุริยะ (Kumsusan Palace of the Sun) ในกรุงเปียงยาง เมื่อเวลาเที่ยงคืนของวันพุธ เพื่อคารวะ คิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศ เนื่องในโอกาสครบรอบ 32 ปี การถึงแก่อสัญกรรม

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ระบุว่า คิม จองอึน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูง ได้ถวายความเคารพต่อร่างของ คิม อิล ซุง และ คิม จอง อิล อดีตผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งได้รับการเก็บรักษาไว้ภายในพระราชวังคึมซูซัน

KCNA รายงานว่า คิม จองอึนได้ก้มคำนับอย่างนอบน้อม พร้อมอธิษฐานขอให้ผู้นำทั้งสอง “เป็นอมตะ”

คิม อิล ซุง ถึงแก่อสัญกรรมจากภาวะหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 ขณะมีอายุ 82 ปี ส่วนคิม จอง อิล ถึงแก่อสัญกรรมจากอาการหัวใจวายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2554 ขณะมีอายุ 69 ปี

รายงานระบุว่า การรำลึกในปีนี้น่าจะจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายกว่าปกติ เนื่องจากเกาหลีเหนือมักจัดพิธีรำลึกอย่างยิ่งใหญ่เฉพาะวาระครบรอบ 5 ปี และ 10 ปี ซึ่งปีนี้ไม่ตรงกับวาระดังกล่าว

การปรากฏตัวของคิม จองอึนในครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางการที่เขาพยายามสร้างภาพลักษณ์และความชอบธรรมในการปกครองประเทศด้วยตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยลดการอ้างอิงถึงมรดกทางการเมืองของบิดาและปู่ เมื่อเทียบกับช่วงแรกที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ.

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม เจ้าของศูนย์พักพิงลุยน้ำท่วม ช่วยหมา-แมวหนีตายจากมหาอุทกภัยจีน

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม เจ้าของศูนย์พักพิงลุยน้ำท่วม ช่วยหมา-แมวหนีตายจากมหาอุทกภัยจีน

9 ก.ค. 2569 08:48 น.

ชาวเน็ตแห่ชื่นชม เจ้าของศูนย์พักพิงลุยน้ำท่วม ช่วยหมา-แมวหนีตายจากมหาอุทกภัยจีน

โลกออนไลน์แห่ชื่นชมเจ้าของศูนย์พักพิงสัตว์ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน หลังมีการเผยแพร่คลิปขณะเขาเสี่ยงภัย ลุยน้ำเพื่อช่วยอพยพสุนัขและแมวออกจากศูนย์พักพิงท่ามกลางน้ำท่วม

เหตุน้ำท่วมใหญ่ในจีน สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้างต่อทั้งคนและสัตว์ โดยน้ำที่ยังท่วมสูงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ความช่วยเหลือยังเข้าไปไม่ถึง ทำให้นายโม่ ซิงเจี้ยน เจ้าของศูนย์พักพิงสัตว์ในเมืองหนานหนิง ตัดสินใจฝ่ากระแสน้ำที่เพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็วจากบ้านตัวเองไปยังศูนย์พักพิง ด้วยความเป็นห่วงสุนัขและแมวหลายสิบตัวก่อนพบว่าคอกสัตว์ถูกน้ำท่วมจนแทบมิด เขาจึงต้องเร่งช่วยเหลือสัตว์ที่ติดอยู่ภายในด้วยตัวคนเดียว

จากคลิปที่เขาถ่ายไว้ ทำให้เห็นว่าการช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากกระแสน้ำไหลเชี่ยว นายโม่จึงสามารถลากสุนัขออกมาได้ครั้งละเพียง 2 ตัวเท่านั้น ส่วนแมวจำนวนมากถูกนำขึ้นไปไว้บนกำแพงและหลังคาของศูนย์พักพิง เพื่อหลบหนีน้ำที่ยังคงเพิ่มระดับอย่างต่อเนื่อง

เพื่อนร่วมงานของนายโม่เปิดเผยกับสำนักข่าวว่า ขณะนี้สัตว์ทั้งหมดที่ได้รับการช่วยเหลือยังปลอดภัย แต่ยังมีสุนัขอีกหลายตัวและแมวมากกว่า 50 ตัว ที่รอการอพยพออกจากพื้นที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครยังคงเร่งให้ความช่วยเหลือ

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เป็นผลจากฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ อันเกิดจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “ไมสัก” ส่งผลให้หลายพื้นที่ในกว่างซีเผชิญน้ำท่วมฉับพลันและความเสียหายเป็นวงกว้างตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์

ทางการจีนระบุว่า จนถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 คน สูญหายอีก 11 คน ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 375,000 คน และต้องอพยพออกจากพื้นที่แล้วมากกว่า 130,000 คน นอกจากนี้ อ่างเก็บน้ำ 341 แห่งมีระดับน้ำสูงเกินเกณฑ์ควบคุมน้ำท่วม ขณะที่สถานีตรวจวัดระดับน้ำ 56 แห่งมีระดับน้ำเกินระดับเฝ้าระวัง สะท้อนถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่ยังคงส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางตอนใต้ของจีนอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : AP

เหตุระทึก! ดินถล่มฝังไซต์ก่อสร้างอุโมงค์ในอินเดีย ล่าสุดพบผู้เสียชีวิต 3 ศพ เร่งค้นหาอีก 5 คน

เหตุระทึก! ดินถล่มฝังไซต์ก่อสร้างอุโมงค์ในอินเดีย ล่าสุดพบผู้เสียชีวิต 3 ศพ เร่งค้นหาอีก 5 คน

9 ก.ค. 2569 08:21 น.

เหตุระทึก! ดินถล่มฝังไซต์ก่อสร้างอุโมงค์ในอินเดีย ล่าสุดพบผู้เสียชีวิต 3 ศพ เร่งค้นหาอีก 5 คน

เหตุดินภูเขาพังถล่มลงทับไซต์ก่อสร้างอุโมงค์ในรัฐเกรละ จนกลายเป็นคลิปไวรัล ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 5 คน ท่ามกลางฝนที่ยังตกไม่หยุด

เหตุดินถล่มครั้งใหญ่ในไซต์งานก่อสร้างอุโมงค์รัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย จากฝนมรสุมตกหนักต่อเนื่อง ซึ่งมีการเผยคลิปวินาทีระทึกขณะเกิดเหตุในโลกโซเชียล ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างคนงานที่เสียชีวิตอย่างน้อย 3 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 5 คน ท่ามกลางฝนที่ยังตกไม่หยุดและสภาพพื้นที่ที่เต็มไปด้วยโคลน

เหตุสลดครั้งนี้เกิดขึ้นในเขตวายานาด พื้นที่ภูเขาซึ่งขึ้นชื่อเรื่องป่าอุดมสมบูรณ์และภูมิประเทศลาดชัน โดยมวลดินจำนวนมหาศาลได้ไหลเข้าทับบริเวณก่อสร้างอุโมงค์อย่างกะทันหัน ทำให้คนงานจำนวนหนึ่งหนีไม่ทันและติดอยู่ใต้ซากดิน

แม้สภาพอากาศจะยังเลวร้าย แต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเดินหน้าปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้เครื่องจักรเร่งเปิดทางและเคลียร์ซากดินเพื่อเข้าถึงจุดที่คาดว่ามีผู้ติดค้าง

โรงพยาบาลในพื้นที่เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษา 9 คน โดย 1 คนมีอาการสาหัสและยังอยู่ในภาวะวิกฤต ขณะที่แพทย์และเจ้าหน้าที่กำลังดูแลผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด

นอกจากรัฐเกรละแล้ว ฝนมรสุมยังสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของอินเดีย ทั้งทางตะวันตกและตอนเหนือของประเทศ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มหลายจุด รวมถึงกรุงนิวเดลีที่เผชิญฝนตกหนักจนหลายพื้นที่จมอยู่ใต้น้ำ แม้ว่าฝนจะช่วยคลี่คลายคลื่นความร้อนที่ปกคลุมประเทศก่อนหน้านี้ก็ตาม

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาของอินเดียออกประกาศเตือนว่า หลายพื้นที่ทางตอนเหนือยังมีความเสี่ยงเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วง 3 วันข้างหน้า พร้อมเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเพิ่มเติมได้อีก.

ที่มา : AP

ทรัมป์ขู่อิหร่าน จะโจมตีแรงขึ้นอีก หากไม่หยุดยิงเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ขู่อิหร่าน จะโจมตีแรงขึ้นอีก หากไม่หยุดยิงเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

9 ก.ค. 2569 05:45 น.

ทรัมป์ขู่อิหร่าน จะโจมตีแรงขึ้นอีก หากไม่หยุดยิงเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านระลอกใหม่อีกในคืนวันพุธ โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงขู่อิหร่านว่า การโจมตีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะรุนแรงขึ้นอีก หากอิหร่านไม่หยุดยิงเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

เมื่อคืนวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 (ตามเวลาสหรัฐฯ) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงเตือนอิหร่านอีกครั้งว่า การโจมตีตอบโต้จากสหรัฐฯ จะ “รุนแรงกว่านี้มาก” หากอิหร่านยังคงพุ่งเป้าโจมตีเรือต่างๆ ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ในคืนเดียวกันนี้

“นี่คือการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่อิหร่านทิ้งระเบิดใส่เรือเมื่อวานนี้ ถ้ามันเกิดขึ้นอีก มันจะรุนแรงกว่านี้มาก!” ทรัมป์กล่าว หลังจากที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มเปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่แล้ว

พร้อมกันกับการคำเตือนนี้ ทรัมป์ได้โพสต์ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงภาพหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นภาพที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์ โดยภาพดังกล่าวเผยให้เห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นเหนือตึกสองหลัง โดยมีทัศนียภาพของเมืองที่เปิดไฟสว่างไสวเป็นฉากหลัง

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานที่โพสต์ภาพนี้เป็นคนแรกได้ลบภาพดังกล่าวในเวลาต่อมา พร้อมระบุเพิ่มว่า “ผมเพิ่งตรวจสอบอีกครั้ง และภาพนี้ไม่ได้มาจากเหตุการณ์คืนนี้ เป็นความผิดพลาดของผมเอง ผมขอยืดอกรับผิดชอบ”

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้แชร์วิดีโอ 3 ตัวที่เผยให้เห็นความเสียหายที่ดูเหมือนจะเกิดจากการโจมตี แม้ว่าเขาจะไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเหตุการณ์ในวิดีโอเกิดขึ้นที่ไหนและเมื่อใดก็ตาม

ขณะเดียวกัน สื่อของอิหร่านหลายสำนักรายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นราว 10 ครั้งในเมืองชาบาฮาร์ และเมืองโคนารัก (Konarak) ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งอีกแห่งหนึ่ง ทำให้เมืองชาบาฮาร์เผชิญเหตุไฟดับวงกว้าง โรงพยาบาลอิหม่ามอาลี (Imam Ali) ได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิดเล็กน้อย

รายงานยังระบุอีกว่า มีขีปนาวุธตกใส่เกาะอาบูล มูซา (Abu Musa) ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเมืองสิริก (Sirik) ขณะที่มีรายงานเสียงระเบิดดังขึ้นในเมืองจาสก์ (Jask) และที่ฐานทัพ 2 แห่งในเมืองบูเชอร์ (Bushehr) ด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เมืองชายฝั่งไฟดับวงกว้าง

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เมืองชายฝั่งไฟดับวงกว้าง

9 ก.ค. 2569 05:21 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ เมืองชายฝั่งไฟดับวงกว้าง

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่แล้ว อ้างเพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดหลายครั้งในเมืองชายฝั่งของอิหร่าน และเกิดไฟดับเป็นวงกว้าง

เมื่อ 8 ก.ค. 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่ประเทศอิหร่านอีกระลอกแล้ว เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองประเทศอาจ “สิ้นสุดลงแล้ว”

CENTCOM ประกาศเรื่องการโจมตีดังกล่าวผ่านการโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “ภายใต้คำสั่งของผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองกำลังของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการโจมตีเพิ่มเติมต่ออิหร่าน เพื่อลดทอนขีดความสามารถของพวกเขาในการคุกคามเสรีภาพในการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ”

“สหรัฐฯ จะดำเนินการให้อิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการก้าวร้าวอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อเร็วๆ นี้ ต่อการเดินเรือพาณิชย์และลูกเรือพลเรือนที่กำลังเดินเรืออย่างเสรีในเส้นทางน้ำระหว่างประเทศสายสำคัญยิ่งนี้” CENTCOM ระบุ

ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า ชาบาฮาร์ (Chabahar) เมืองท่าทางตอนใต้ของอิหร่าน เผชิญกับเหตุไฟฟ้าดับ หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศว่าได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่ประเทศอิหร่านอีกระลอก

สำนักข่าวสาธารณรัฐอิสลาม (IRNA) ซึ่งเป็นสื่อทางการของอิหร่าน รายงานว่า มีเสียงระเบิดดังขึ้นราว 10 ครั้งในเมืองชาบาฮาร์ และเมืองโคนารัก (Konarak) ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งอีกแห่งหนึ่ง

ขณะที่สำนักข่าว IRIB ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน รายงานว่า โรงพยาบาลอิหม่ามอาลี (Imam Ali) ในเมืองชาบาฮาร์ ได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิดจากการโจมตี นอกจากนี้ ท่าเทียบเรือ 2 แห่ง และหอควบคุมการจราจรทางน้ำในเมืองท่าแห่งนี้ก็ตกเป็นเป้าหมายด้วยเช่นกัน

รายงานยังระบุอีกว่า มีขีปนาวุธตกใส่เกาะอาบูล มูซา (Abu Musa) ในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งอยู่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเมืองสิริก (Sirik) ขณะที่มีรายงานเสียงระเบิดดังขึ้นในเมืองจาสก์ (Jask) และเมืองบูเชอร์ (Bushehr) ด้วยเช่นกัน

IRNA ยืนยันในเวลาต่อมาว่า มีขีปนาวุธของสหรัฐฯ 2 ลูก ตกใส่ฐานทัพทหารทางตอนใต้ของเมืองบูเชอร์ แต่ยังไม่แน่ชัดเรื่องผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ทั้งนี้ เมืองบูเชอร์เป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวนูร์นิวส์ (Nournews) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ยืนยันว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าวไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง

เด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง

9 ก.ค. 2569 03:19 น.

เด็ก 18 เดือนฟื้นใน “ห้องดับจิต” หลังหมอเพิ่งประกาศตาย 5 ชั่วโมง

เด็กทารกวัย 18 เดือนถูกพบว่ายังมีชีวิตอยู่ในห้องดับจิตของโรงพยาบาลในสหรัฐฯ หลังแพทย์ประกาศว่าเขาตายไปแล้วเมื่อ 5 ชั่วโมงก่อน ขณะที่ตำรวจกำลังพิจารณาตั้งข้อหาพ่อแม่เด็กฐานละเลยทำลูกจมน้ำ

สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 8 ก.ค. 2569 อ้างข้อมูลจากรายงานของตำรวจที่เพิ่งได้รับการเปิดเผยออกมาระบุว่า เด็กทารกชาวอเมริกันวัย 18 เดือน ถูกพบว่าหมดสติอยู่ในสระว่ายน้ำที่รัฐแอริโซนา ก่อนที่ในเวลาต่อมาแพทย์จะประกาศว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว แต่หลังจากนั้นหลายชั่วโมง เด็กคนนี้กลับถูกพบว่ายังมีชีวิตอยู่ใน “ห้องดับจิต” ของโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 8 ก.พ. 2569 ครอบครัวของเด็กชายวัย 18 เดือนโทรแจ้งตำรวจด้วยความตื่นตระหนกหลังจากพบเด็กนอนคว่ำหน้าอยู่ในสระว่ายน้ำที่บ้านหลังหนึ่งในย่านกิลเบิร์ต ชานเมืองฟีนิกซ์ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่มาถึงได้ทำการช่วยชีวิต ก่อนที่เด็กจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและถูกประกาศว่าเสียชีวิตในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา

ตามรายงานของตำรวจ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้นายแพทย์อารยัน ตูซี (Aryan Toosi) ซึ่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลทราบว่า พวกเขาเห็นสัญญาณชีพของเด็ก แต่หมอรายดังกล่าวกลับตอบว่า “โปรดทำหน้าที่ของพวกคุณไป และให้ผมทำหน้าที่ของผม” และว่า “ผมเรียนจบโรงเรียนแพทย์มานะ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ครอบครัวกำลังรวมตัวกันเพื่อชมการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล ซูเปอร์โบวล์ (NFL Super Bowl) ก่อนที่ตำรวจจะได้รับแจ้งเหตุคนจมน้ำ

ในเวลา 17.30 น.วันเกิดเหตุ ตามเวลา MST ของสหรัฐฯ ตำรวจกิลเบิร์ตเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดเหตุ จากนั้นเด็กถูกนำตัวส่งศูนย์การแพทย์ เมอร์ซี กิลเบิร์ต ก่อนที่เด็กจะถูกประกาศว่าเสียชีวิตในเวลา 18.20 MST

“หากไม่มีใครคัดค้าน ผมจะขอแจ้งเวลาเสียชีวิต” หมอตูซีกล่าว ตามคลิปวิดีโอจากกล้องติดตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีข่าวท้องถิ่นในเครือ NBC News ได้รับมา “เวลาเสียชีวิต 18:20 น. ขอความสงบนิ่งไว้อาลัย” แพทย์กล่าว

แต่ในเวลา 23.20 น. MST หรือราว 5 ชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายศพจากสำนักงานแพทย์นิติเวชเขต มาริโกปา เคาน์ตี (Maricopa) เดินทางมาถึงห้องดับจิตของโรงพยาบาล และพบว่าเด็กยังคงหายใจอยู่

จากนั้นเด็กจึงถูกส่งตัวทางอากาศไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาได้รับการรักษาจนฟื้นตัวและได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วในตอนนี้

รายงานของตำรวจไม่ได้รวมบันทึกทางการแพทย์ของเด็กคนดังกล่าวไว้ ทำให้ยังคงมีความไม่ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ขณะที่นายสกอตต์ โฮลเดน ทนายความของนายแพทย์ตูซีบอกกับสำนักข่าว AP ว่า “คดีนี้ยังมีรายละเอียดอีกมาก ทั้งในแง่ของข้อเท็จจริงและทางการแพทย์ มากกว่าที่มีการรายงานออกไปในตอนนี้”

ในส่วนของพ่อแม่เด็ก ตำรวจกำลังเตรียมตั้งข้อหา “ปล่อยปละละเลย” แก่พวกเขา เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้กลิ่นกัญชาอย่างรุนแรงภายในบ้าน ซึ่งทำให้เชื่อว่าเด็กอาจจะสามารถเข้าถึงบริเวณสระว่ายน้ำได้โดยไม่มีผู้ดูแล อย่างไรก็ตาม สำนักงานอัยการเขต มาริโกปา เคาน์ตี ยังไม่ตัดสินใจว่า จะดำเนินคดีหรือไม่

ทางด้านศูนย์การแพทย์ เมอร์ซี กิลเบิร์ต ออกแถลงการณ์ว่า ทางโรงพยาบาลได้ทำการ “ทบทวนอย่างละเอียดในทุกแง่มุมเกี่ยวกับการดูแลรักษาที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้ เพื่อหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น และเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในการเสริมสร้างมาตรฐานการดูแลของเราให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ

ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ

9 ก.ค. 2569 02:22 น.

ดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนในบังกลาเทศ ครู-นักเรียนดับ 8 ศพ

เกิดเหตุดินถล่มทับโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งในบังกลาเทศ อันเป็นผลจากพายุมรสุม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ขณะที่ทางการเตือนว่าจะมีฝนตกเพิ่มอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุดินถล่มทับ โรงเรียนสอนศาสนาหญิงล้วนแห่งหนึ่งในเมืองค็อกซ์สบาซาร์ ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทะเลของบังกลาเทศ เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีนักเรียน 7 คนและครู 1 คนเสียชีวิต

โรงเรียนแห่งนี้ถูกโคลนและเศษซากหักพังฝังกลบ ส่งผลให้ต้องมีการระดมกำลังค้นหาและกู้ภัยอย่างเร่งด่วน โดยยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าในตอนเกิดเหตุมีคนอยู่ภายในโรงเรียนจำนวนเท่าใด

บังกลาเทศต้องเผชิญกับพายุฝนกระหน่ำจากมรสุมมาตั้งแต่วันอาทิตย์ ส่งผลให้มีรายงานเหตุดินถล่มคร่าชีวิตผู้คนหลายระลอกในเมืองค็อกซ์สบาซาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนผู้ลี้ภัยขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีชาวโรฮีนจาที่หลบหนีการปราบปรามของกองทัพเมียนมามาอาศัยอยู่กว่า 1 ล้านคน

นายโมฮัมเหม็ด มิซานูร์ เราะห์มาน ข้าหลวงใหญ่เพื่อการบรรเทาทุกข์และการส่งกลับผู้ลี้ภัย เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยดึงร่างผู้ประสบภัยออกจากใต้กองโคลนได้แล้ว 13 ราย แต่ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย บางคนมีอายุเพียง 7, 8, 11 หรือ 12 ปีเท่านั้น ส่วนเด็กอีก 5 คนที่เหลือถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ระบุว่าเหตุดินถล่มจุดอื่น ๆ นับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาไปแล้วอย่างน้อย 8 ศพ ซึ่งรวมถึงเด็ก 5 คน

หน่วยงานด้านสภาพอากาศของบังกลาเทศคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักขึ้นอีกในไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งทางการออกคำเตือนให้ประชาชนระวังเหตุดินถล่มและน้ำท่วมเพิ่มเติม พร้อมทั้งอพยพครอบครัวต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยสูงออกนอกพื้นที่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก”

ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก”

9 ก.ค. 2569 01:00 น.

ทรัมป์เชื่อ สงครามอิหร่าน “จะไม่ปะทุขึ้นอีกระลอก”

โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่า สงครามกับอิหร่านจะไม่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง แม้ทั้งสองฝ่ายจะโจมตีตอบโต้กันในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่าอาจโจมตีอิหร่านอีกในคืนนี้

เมื่อวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ระบุว่า เขาไม่คิดว่าสงครามกับอิหร่านจะ “เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง” แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะกลับมาปะทะกันรอบใหม่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา และตัวเขาเพิ่งออกมาขู่ว่า อาจโจมตีอิหร่านอีกครั้งในคืนนี้

“ผมไม่คิดว่ามันจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ผมคิดว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างรวดเร็วมาก พวกเขาโจมตีเรือสองสามลำ และเราก็เลยโต้กลับพวกเขารุนแรงกว่ามาก เมื่อพวกเขาโจมตีมา เราสวนกลับแรงกว่าเดิมถึง 10 เท่า คุณก็รู้ เราโจมตีรุนแรงกว่าพวกเขามาก” ทรัมป์กล่าวเมื่อถูกถามว่าสงครามจะกลับมาปะทุอีกครั้งหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุว่าเขาจะยอมถอยจากคำขู่ที่จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง โดยเขากล่าวว่า “เราแค่ใช้ภาษาเดียวกับที่พวกเขาใช้”

“ผมคิดว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม มันจะจบลงอย่างรวดเร็วมาก และเราจะทำเพียงแค่… ทำให้สถานการณ์ปลอดภัยขึ้น รวมถึงเรื่องน้ำมันด้วย การขนส่งน้ำมันจะเป็นไปอย่างเสรีและราบรื่นมาก และมันจะเกิดขึ้นเร็วมาก” ทรัมป์กล่าวเสริมพร้อมระบุว่า “เราไม่ได้คิดจะทำการโจมตีระยะยาว”

ถ้อยแถลงดังกล่าวถือเป็นไปในทิศทางบวกขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่เขาเคยกล่าวว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เขาได้ลงนามร่วมกับอิหร่านเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อนนั้นได้ “สิ้นสุดลงแล้ว” และขู่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน รวมถึงโรงงานผลิตน้ำจืด เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สยองญี่ปุ่น! รวบหญิงวัย 49 ใช้เข็ม-ด้าย “เย็บปาก” เพื่อนร่วมห้อง

สยองญี่ปุ่น! รวบหญิงวัย 49 ใช้เข็ม-ด้าย “เย็บปาก” เพื่อนร่วมห้อง

8 ก.ค. 2569 23:51 น.

สยองญี่ปุ่น! รวบหญิงวัย 49 ใช้เข็ม-ด้าย “เย็บปาก” เพื่อนร่วมห้อง

ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมหญิงวัย 49 ปี หลังก่อเหตุใช้เข็มกับด้ายเย็บปากเพื่อนร่วมห้องจนปิดสนิท แต่ความแตกหลังผู้เสียหายแอบหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือ

สื่อท้องถิ่นของประเทศญี่ปุ่นรายงานในวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 ว่า หญิงวัย 49 ปี จากเมืองโคกะ จังหวัดอิบารากิ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว หลังจากก่อเหตุเย็บริมฝีปากของเพื่อนร่วมห้องให้ติดกัน หลังจากเพื่อนร่วมห้องรายนี้หลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือได้สำเร็จ

สำนักข่าว NHK รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า นางมาซาเอะ ซากุระอิ ถูกจับกุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ก.ค.) ในฐานะผู้ต้องสงสัยว่า ก่อเหตุทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมห้องวัย 42 ปี ด้วยการใช้เข็มและด้ายเย็บปากของเธอจนปิดสนิท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมาที่บ้านพักของพวกเขา โดยตำรวจเปิดเผยว่า ผู้เสียหายหลบหนีออกจากบ้านหลังนั้นเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. และวิ่งเข้าไปในร้านค้าใกล้เคียง โดยเธอยื่นกระดาษที่มีข้อความขอความช่วยเหลือ เนื่องจากเธอไม่สามารถพูดได้ เพราะปากถูกเย็บเอาไว้

ผู้เสียหายบอกกับตำรวจว่าเธอไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ในทันทีเพราะกลัวถูกเพื่อนร่วมห้องรายนี้ทำร้าย ก่อนจะสบโอกาสหลบหนีออกมาได้ในตอนที่ซากุระอิไม่อยู่บ้าน

เชื่อกันว่าหญิงทั้งสองคนอาศัยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว โดยตำรวจกำลังเร่งสืบสวนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ รวมถึงชนวนเหตุและรายละเอียดของการเกิดเหตุในครั้งนี้

ขณะเดียวกัน คนรู้จักของซากุระอิให้สัมภาษณ์กับ ทีวี อาซาฮี (TV Asahi) ว่า พวกเขาเคยได้ยินว่าซากุระอิมักจะเปิดบ้านให้คนที่หนีออกจากบ้านเข้ามาพักอาศัย และคอยช่วยหางานให้ทำ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีผู้คนจำนวนมากหมุนเวียนเข้ามาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของเธอในช่วงเวลาที่ต่างกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantimes