อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมถล่มทั่วประเทศถึงวันพฤหัสฯ บางพื้นที่ปริมาณฝนสะสมเกิน 200 มม.

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมถล่มทั่วประเทศถึงวันพฤหัสฯ บางพื้นที่ปริมาณฝนสะสมเกิน 200 มม.

8 ก.ค. 2569 09:12 น.

อุตุฯ เกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมถล่มทั่วประเทศถึงวันพฤหัสฯ บางพื้นที่ปริมาณฝนสะสมเกิน 200 มม.

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้เตือนฝนมรสุมตกหนักทั่วประเทศต่อเนื่องถึงวันพฤหัสบดี หลายพื้นที่เสี่ยงฝนสะสมเกิน 200 มิลลิเมตร รัฐบาลสั่งทุกจังหวัดเตรียมรับมืออุทกภัย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลี (Korea Meteorological Administration: KMA) คาดการณ์ว่า ฝนจากฤดูมรสุมจะตกหนักปกคลุมทั่วเกาหลีใต้ตลอดวันพุธ และมีแนวโน้มตกต่อเนื่องไปจนถึงวันพฤหัสบดี โดยบางพื้นที่อาจมีปริมาณฝนสะสมมากกว่า 200 มิลลิเมตร

รายงานระบุว่า พื้นที่กรุงโซลและปริมณฑล พื้นที่ตอนในของจังหวัดคังวอน รวมถึงจังหวัดชุงชองใต้ มีฝนตกมาตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ก่อนที่แนวฝนจะขยายปกคลุมทั่วประเทศ โดยมีสาเหตุมาจาก แนวปะทะอากาศที่เคลื่อนตัวขึ้นลงเหนือคาบสมุทรเกาหลี พร้อมกันนี้คาดว่า พื้นที่กรุงโซลและปริมณฑล พื้นที่ภูเขาและพื้นที่ตอนในของจังหวัดคังวอน รวมถึงตอนกลางและตอนเหนือของจังหวัดคย็องซังเหนือ จะมีฝนตกสะสมประมาณ 50-100 มิลลิเมตร จนถึงวันพฤหัสบดี 

ขณะที่จังหวัดชุงชองเหนือ จังหวัดชุงชองใต้ และจังหวัดช็อลลาเหนือ คาดว่าจะมีฝนตกสะสม 80-150 มิลลิเมตร และบางพื้นที่อาจมีฝนตกหนักเกิน 200 มิลลิเมตร แม้หลายพื้นที่คาดว่าฝนจะเริ่มซาลงในคืนวันพฤหัสบดี แต่บริเวณกรุงโซลและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ตอนในของจังหวัดคังวอน อาจยังมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเช้าวันศุกร์

ด้านนายยุน โฮ-จอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัยของเกาหลีใต้ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากฝนตกหนัก พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดคย็องกี จังหวัดชุงชองใต้ และอีก 5 พื้นที่ เพื่อติดตามมาตรการป้องกันและรับมือสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบแผนอพยพประชาชน เตรียมมาตรการด้านความปลอดภัย และประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อป้องกันความสูญเสียจากฝนตกหนักที่อาจเกิดขึ้น.

ที่มา Yonhap

ระเบิดเขย่ากรุงดามัสกัส เจ็บอย่างน้อย 18 คน ระหว่างผู้นำฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์

ระเบิดเขย่ากรุงดามัสกัส เจ็บอย่างน้อย 18 คน ระหว่างผู้นำฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์

8 ก.ค. 2569 08:44 น.

ระเบิดเขย่ากรุงดามัสกัส เจ็บอย่างน้อย 18 คน ระหว่างผู้นำฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์

เกิดเหตุระเบิด 2 ครั้งซ้อนในกรุงดามัสกัส ในระหว่างที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเยือนซีเรียครั้งประวัติศาสตร์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 18 คน และสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์รวมถึงอาคารโดยรอบ

เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร (8 ก.ค.) ตามเวลาในท้องถิ่น ในระหว่างที่นายเอ็มมานูเอล มาครงประธานาธิบดีฝรั่งเศส กำลังอยู่ระหว่างการเยือนซีเรียอย่างเป็นทางการเพื่อพบหารือกับนายอาห์หมัด อัล ชารา ประธานาธิบดีซีเรีย 

กระทรวงมหาดไทยซีเรียเปิดเผยว่า จุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่พลุกพล่านของกรุงดามัสกัส แรงระเบิดทำให้กระจกอาคารจำนวนมากแตกกระจาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยเร่งเข้าปิดล้อมพื้นที่ พร้อมส่งทีมสืบสวนเข้าตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุระเบิด

ภาพจากพื้นที่เผยให้เห็นรถตู้คันหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าตรวจสอบความมั่นคงของอาคารโดยรอบ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงนำสุนัขดมกลิ่นเข้าค้นหาวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันเหตุระเบิดซ้ำ

ชาวเมืองดามัสกัสรายหนึ่งเปิดเผยว่า ขณะกำลังอยู่ในร้านค้า ได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรก ก่อนที่ตำรวจจะเข้ามาควบคุมพื้นที่ และเพียงประมาณ 5 นาทีต่อมา ก็เกิดระเบิดลูกที่สองขึ้น

เขายังระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการเดินทางเยือนของประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสกับซีเรีย

เหตุระเบิดครั้งนี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล อาหมัด อัล-ชาราที่ขึ้นสู่อำนาจหลังเป็นผู้นำฝ่ายกบฏโค่นล้มรัฐบาลของ บาชาร์ อัล อัสซาด ในปี 2024 และยุติสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 14 ปี

ทั้งนี้ การเยือนของประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ถือเป็นการเดินทางเยือนซีเรียของผู้นำชาติตะวันตกรายสำคัญคนแรก นับตั้งแต่รัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ก่อนที่เขาจะเดินทางต่อไปยังกรุงอังการา ประเทศตุรกี เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำองค์การนาโตในวันเดียวกัน.

ที่มา : BBC

ระทึก! คานเหล็กอาคารก่อสร้างในแมนฮัตตันโก่งตัว สั่งอพยพคน-ปิดถนน หวั่นอาคารทรุดถล่ม

ระทึก! คานเหล็กอาคารก่อสร้างในแมนฮัตตันโก่งตัว สั่งอพยพคน-ปิดถนน หวั่นอาคารทรุดถล่ม

8 ก.ค. 2569 08:22 น.

ระทึก! คานเหล็กอาคารก่อสร้างในแมนฮัตตันโก่งตัว สั่งอพยพคน-ปิดถนน หวั่นอาคารทรุดถล่ม

ระทึกกลางนครนิวยอร์ก หลังอาคารสูงที่อยู่ระหว่างปรับปรุงในแมนฮัตตัน เสาและคานโก่งตัว พื้นอาคารแอ่น จนต้องอพยพผู้คนจากอาคารและพื้นที่โดยรอบ พร้อมปิดถนนหลายสาย เร่งประเมินความเสี่ยงหวั่นพังถล่ม

เกิดเหตุระทึกกลางย่านแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่ออาคารสูงที่อยู่ระหว่างปรับปรุงเพื่อดัดแปลงเป็นอพาร์ตเมนต์หรูเกิดความผิดปกติของโครงสร้าง หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าเสาและคานบางส่วนโก่งตัว ขณะที่พื้นอาคารแอ่นลง ทำให้ต้องเร่งอพยพคนงานและผู้ที่อยู่ในอาคารใกล้เคียง พร้อมปิดถนนหลายสายเพื่อความปลอดภัย

อาคารดังกล่าวเป็นอาคารสำนักงานที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 และเคยเป็นสำนักงานใหญ่ระดับโลกของบริษัทยาไฟเซอร์ ตั้งอยู่ในย่านมิดทาวน์แมนฮัตตัน ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจของนครนิวยอร์ก ใกล้ทั้งอาคารไครส์เลอร์ , สถานี Grand Central Terminal และสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ

เหตุการณ์เริ่มขึ้นในช่วงเวลาเร่งด่วนราว 08.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หลังมีผู้แจ้งว่าอาจมีเศษอิฐร่วงลงมาจากอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยเร่งเข้าตรวจสอบ แม้ภายหลังกรมอาคารของนครนิวยอร์กจะระบุว่ายังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีวัสดุตกจากตัวอาคาร แต่การตรวจสอบกลับพบว่าโครงสร้างบางส่วนเกิดการโก่งตัวและยังคงมีการเคลื่อนตัว จึงต้องยกระดับมาตรการความปลอดภัยทันที

นายโซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และคนงานทุกคนได้รับการตรวจสอบจนครบถ้วนแล้ว พร้อมประกาศปิดพื้นที่ตั้งแต่ถนนสายที่ 40 ถึงสายที่ 45 ระหว่างถนนสายที่ 1 และสายที่ 3 ห้ามทั้งรถยนต์และประชาชนผ่านเข้าออก จนกว่าจะมั่นใจว่าอาคารมีความปลอดภัย

ด้านเจ้าหน้าที่เมืองนิวยอร์กใช้โดรนบินสำรวจสภาพอาคารจากภายนอก เพื่อลดความเสี่ยงในการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปภายใน ขณะเดียวกันวิศวกรและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินกำลังเข้าตรวจสอบโครงสร้างเป็นรายชั้น เพื่อจัดทำแผนเสริมความแข็งแรงของอาคารและป้องกันการทรุดตัวเพิ่มเติม

แม้การประเมินเบื้องต้นจะมีสัญญาณในทางบวก แต่ทางการยังคงสั่งอพยพอาคารโดยรอบต่อไป รวมถึงโรงเรียนแห่งหนึ่งและสถานกงสุลอิสราเอลที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากโครงสร้างเกิดการเคลื่อนตัวเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมอาคารนครนิวยอร์กยังระบุว่า โครงการก่อสร้างแห่งนี้เคยถูกสั่งปรับจากการละเมิดมาตรการด้านความปลอดภัยหลายครั้ง ทั้งกรณีเศษโลหะและกระจกตกจากอาคาร รวมถึงอุบัติเหตุที่คนงานตกจากบันไดระหว่างปฏิบัติงาน ทำให้เหตุการณ์ล่าสุดยิ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงการก่อสร้างแห่งนี้.

ที่มา : AP

ราคาน้ำมันพุ่ง หลังเรือถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ยกเลิกผ่อนปรนอิหร่าน

ราคาน้ำมันพุ่ง หลังเรือถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ยกเลิกผ่อนปรนอิหร่าน

8 ก.ค. 2569 08:03 น.

ราคาน้ำมันพุ่ง หลังเรือถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ ยกเลิกผ่อนปรนอิหร่าน

ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นกว่า 3% หลังอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีต่อเนื่อง

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ ใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ โดยการโจมตีครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อยุติสงคราม 

หลังเกิดเหตุ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์  ซึ่งเป็นราคาน้ำมันอ้างอิงของตลาดโลก ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 3% อยู่ที่ 74.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2,420 บาท  ส่วนราคาน้ำมันดิบ เวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 2.8% ปิดที่ 70.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2,300 บาท

ดร.มาเจด อัล อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ เปิดเผยว่า อิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว อัล-เรกายยัต (Al-Rekayyat) ของกาตาร์ ขณะเดินเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านยุติการกระทำที่บ่อนทำลายความมั่นคงในภูมิภาคและเป็นภัยต่อความปลอดภัยของการเดินเรือระหว่างประเทศ และยังระบุว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบตามกฎหมายต่อความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมด.

.

ที่มา CNBC

ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป

ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป

8 ก.ค. 2569 07:04 น.

ทรัมป์รื้อฟื้นปมกรีนแลนด์ ก่อนประชุมนาโต ขู่ถอนทหารจากยุโรป

ทรัมป์รื้อฟื้นประเด็นเรื่องกรีนแลนด์อีก โดยระบุก่อนรวมเวทีประชุมนาโตว่า เกาะแห่งนี้ควรอยู่ในการปกครองของสหรัฐฯ พร้อมขู่ว่า จะถอนทหารออกจากประเทศในยุโรปที่คัดค้านเรื่องนี้ให้หมด

เมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค. 2569 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รื้อฟื้นความพยายามของสหรัฐฯ ในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ อาจถอนกำลังพลของกองทัพทั้งหมดออกจากยุโรป เพื่อตอบโต้ต่อท่าทีของชาติยุโรปที่ยังคงเดินหน้าคัดค้านในประเด็นนี้

“ดินแดนเกาะแห่งนี้ ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐอเมริกา” ทรัมป์กล่าวไม่นานหลังจากเดินทางถึงกรุงอังการา ประเทศตุรกี เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำประเทศสมาชิกนาโต

พันธมิตรผู้ร่วมลงนาม 32 ประเทศ รวมถึงเดนมาร์ก ซึ่งเป็นเจ้าของเกาะกรีนแลนด์ ตกอยู่ในสภาวะวิกฤตเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่ทรัมป์เรียกร้องว่าสหรัฐฯ ต้องเข้าควบคุมดินแดนเกาะแห่งนี้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

ในการประชุมทวิภาคีกับประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน แห่งตุรกี เมื่อบ่ายวันอังคารตามเวลากรุงอังการา ทรัมป์ได้ระบายความอัดอั้นว่า การที่ยุโรปปฏิเสธที่จะโอนอ่อนตามความต้องการขยายดินแดนของเขาคือ “สิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์ของผมกับนาโต”

“เพราะกรีนแลนด์ไม่ได้ช่วยอะไรเดนมาร์กเลย เดนมาร์กไม่ได้ใช้เงินเพื่อช่วยเหลือกรีนแลนด์อย่างจริงจัง แต่กรีนแลนด์เป็นส่วนสำคัญสำหรับสหรัฐอเมริกา” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

“และที่นั่นก็ถูกรายล้อมไปด้วยเรือของจีนและเรือของรัสเซีย ซึ่งเรื่องนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ เรื่องเรือเหล่านั้นน่ะ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้” เขากล่าว โดยย้ำคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับภัยคุกคามทางการทหารจากต่างชาติที่มีต่อดินแดนปกครองตนเองแห่งนี้ ซึ่งเป็นข้อกล่าวอ้างที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกรีนแลนด์ได้ปฏิเสธไปก่อนหน้านี้

ทรัมป์กล่าวต่อไปว่า กรีนแลนด์ “ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ ไม่ใช่เดนมาร์ก และในเมื่อพวกเขาไม่ยอมร่วมมือด้วย ประกอบกับเงินทั้งหมดที่เราต้องจ่ายไปเพื่อช่วยพวกเขาตั้งรับรัสเซีย — เราก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินก้อนนั้นอีกต่อไป”

“เราสามารถถอนทหารของเราทั้งหมดออกจากยุโรปได้” เขาเน้นย้ำ “เพราะอย่างที่คุณอาจจะสังเกตเห็นแล้วว่า ยุโรปในตอนนี้เป็นสถานที่ที่แตกต่างจากเมื่อ 20 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง”

“และพวกเขาควรจะระวังตัวให้ดี” ทรัมป์กล่าวต่อโดยพูดถึงยุโรปในภาพรวม “โดยเฉพาะเรื่องผู้อพยพและเรื่องพลังงาน หากพวกเขาไม่ระวังในสองสิ่งนี้ คุณก็จะไม่เหลือสิ่งที่เป็นยุโรปอีกต่อไป”

หลังจากนั้น เขาได้สั่งยุติการแถลงข่าวในส่วนที่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง

คำถามและความคิดเห็นของทรัมป์ได้ผลักดันให้กรีนแลนด์ ซึ่งเป็นเกาะขั้วโลกขนาดมหึมาที่มีประชากรเบาบางและพื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ให้กลับมาอยู่ภายใต้สปอตไลท์ทางการเมืองระดับโลกอีกครั้ง

ความพยายามของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการครอบครองกรีนแลนด์ได้กลายเป็นประเด็นเดือดระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการที่ทรัมป์กล่าวอ้างซ้ำๆ ว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องเข้าซื้อเกาะแห่งนี้ ขณะที่กลุ่มสมาชิกรัฐสภาของกรีนแลนด์ต่างยืนกรานว่าเกาะแห่งนี้ไม่ได้มีไว้ขาย

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ซึ่งก่อนหน้านี้ปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารเพื่อผนวกดินแดนกรีนแลนด์ จู่ๆ ก็ออกมาประกาศว่า เขากับมาร์ก รุตเต เลขาธิการใหญ่นาโต ได้ร่วมกันจัดทำ “กรอบข้อตกลงในอนาคต” ที่เกี่ยวข้องกับดินแดนดังกล่าวแล้ว

นับตั้งแต่นั้นมา คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ได้ร่วมประชุมหารือกันเพื่อหาแนวทางในการดำเนินงานขั้นต่อไป โดย ลาร์ส เลิกเกอ รัสมุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์ก กล่าวเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า คณะทำงานจะสามารถหาข้อสรุปและทางออกร่วมกันได้ภายในสิ้นปีนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคิดเห็นต่อถ้อยแถลงล่าสุดของทรัมป์เกี่ยวกับกรีนแลนด์ อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ประธานาธิบดีฟินแลนด์ ก็ตอบว่า “ทำตัวให้เหมือนชาวอาร์กติกหน่อยครับ คือใจเย็นๆ (Cool) ไว้ก่อน หากเป็นเรื่องของความมั่นคงในแถบอาร์กติก ในกลุ่มพันธมิตรของเราก็มีถึง 7 ประเทศที่เป็นชาติในแถบอาร์กติกอยู่แล้ว”

เขากล่าวเสริมว่า “ฟินแลนด์ได้ฝึกฝนทหารมาแล้วถึง 1 ล้านนายในสภาพภูมิอากาศแบบอาร์กติก และโดยพื้นฐานแล้วพวกเราก็ใช้ชีวิตกันในสภาพแวดล้อมแบบอาร์กติกอยู่แล้ว ขอให้ตระหนักถึงข้อนี้ไว้ด้วยครับ และเราควรปล่อยให้กระบวนการเจรจาระหว่างชาวเดนมาร์ก ชาวอเมริกัน และชาวกรีนแลนด์ ดำเนินต่อไปจะดีกว่า”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnbc

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้ยิงเรือน้ำมันในฮอร์มุซ

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้ยิงเรือน้ำมันในฮอร์มุซ

8 ก.ค. 2569 04:55 น.

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ตอบโต้ยิงเรือน้ำมันในฮอร์มุซ

สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีอิหร่านหลายระลอก เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านยิงอาวุธเข้าใส่เรือพาณิชย์ 3 ลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ ประณามว่าเป็นการละเมิด MOU

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) แถลงว่า กองทัพเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านในวันพุธที่ 8 ก.ค. 2569 ตามเวลาท้องถิ่นเพื่อ “ลงโทษอย่างรุนแรง” ที่เตหะรานพุ่งเป้าโจมตีเรือพาณิชย์ที่มีลูกเรือผู้บริสุทธิ์ปฏิบัติงานอยู่ ในเส้นทางเดินเรือสากล

ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันทั้ง 3 ลำถูกโจมตีได้รับความเสียหาย ในช่วง 24 ชั่วโมงระหว่างวันจันทร์และวันอังคาร

ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคาร เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวว่า อิหร่านจะต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่จะตามมา พร้อมทั้งประณามว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ “ไม่สามารถยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง”

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งอิหร่านยังไม่ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเหล่านั้น

ทั้งนี้ Centcom ระบุในแถลงการณ์ที่โพสต์ลงบนแพลตฟอร์ม X ว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ครั้งนี้มีขึ้นเพื่อตอบโต้การโจมตีของอิหร่าน “การแสดงท่าทีก้าวร้าวของอิหร่านนั้นเป็นสิ่งที่ไร้ความชอบธรรม อันตราย และเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน”

ด้านกาตาร์และซาอุดีอาระเบียต่างก็ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าวเช่นกัน โดยแต่ละประเทศระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมันของตนถูกโจมตีขณะกำลังแล่นผ่านหรืออยู่ใกล้กับบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งก่อนหน้านี้เคยช่วยให้อิหร่านกลับมาขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามร่วมกันระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลเตหะรานเมื่อเดือนที่แล้ว

ประกาศที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารระบุว่า จะมีการผ่อนผันให้เป็นระยะเวลาสั้นๆ ไปจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม สำหรับการทำธุรกรรมต่างๆ ที่เคยได้รับอนุญาตภายใต้ข้อยกเว้นดังกล่าว เพื่อให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนสิ้นสุดผลบังคับใช้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย

เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย

8 ก.ค. 2569 04:30 น.

เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย

ศาลอังกฤษ ตัดสินให้เจ้าชายแฮร์รีกับคนดังอีกหลายคนแพ้คดีที่พวกเขาร่วมกันฟ้องร้องบริษัท Associated Newspapers ในข้อหาสืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมายเพื่อมาเขียนข่าว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 7 ก.ค. 2569 ว่า เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ พร้อมด้วยผู้มีชื่อเสียงอีก 6 คน รวมถึง เซอร์เอลตัน จอห์น, เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์, ซาดี ฟรอสต์ และบารอนเนส ดอรีน ลอว์เรนซ์ แพ้คดีที่พวกเขายื่นฟ้องร้องบริษัท Associated Newspapers ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ Daily Mail และ Mail on Sunday ในข้อหาลักลอบสืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมายเพื่อนำมาเขียนข่าว

ผู้พิพากษา จัสติส นิกคลิน ยกฟ้องข้อกล่าวหาทั้ง 97 ข้อ โดยระบุว่าฝ่ายโจทก์มีเพียง “ความสงสัย” ซึ่งศาลเข้าใจได้ว่าทำไมถึงสงสัย แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ามีการสืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมายจริง

ในขณะเดียวกัน ผู้พิพากษายอมรับคำให้การและหลักฐานของนักข่าวฝั่ง Daily Mail ที่สามารถอธิบายที่มาของแหล่งข่าวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และตัดสินว่าผู้บริหารระดับสูง 3 คนไม่ได้ให้การเท็จ

โฆษกของสำนักพิมพ์ระบุว่า คดีนี้ทำให้เสียเวลาศาลและสูญเสียค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรมไปมากกว่า 50 ล้านปอนด์ (ราว 2.2 พันล้านบาท)

ฝั่งเจ้าชายแฮร์รี และ บารอนเนส ลอว์เรนซ์ ระบุในแถลงการณ์ร่วมกันว่า “พวกเรามาศาลเพื่อแสวงหาความยุติธรรมและความรับผิดชอบ แต่เรากลับไม่ได้รับมันเลย นี่คือการฟอกขาวอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งน่าเศร้าที่มันเป็นไปตามคาด”

ฝั่ง Associated Newspapers นาย พอล เดเคอร์ บรรณาธิการบริหาร กล่าวว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเรื่องที่ “กุขึ้นมา” และไม่ควรนำมาฟ้องร้องตั้งแต่แรก พร้อมระบุว่านี่คือความถูกต้องและชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของสื่อมวลชน

คดีนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของเจ้าชายแฮร์รี หลังจากที่ก่อนหน้านี้พระองค์เคยชนะคดีลักษณะเดียวกันกับสื่อค่ายอื่น เช่น Mirror Group Newspapers และได้รับค่าเสียหายจากหนังสือพิมพ์ the Sun

ศาลจะมีกำหนดการไต่สวนเพิ่มเติมอีก 2 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค.

ทั้งนี้ เจ้าชายแฮร์รี กล่าวหา Daily Mail และ Mail on Sunday ว่า มีบทความถึง 14 ชิ้นที่เขียนขึ้นโดยใช้ข้อมูลส่วนพระองค์ที่ถูกรวบรวมมาอย่างผิดกฎหมาย

ขณะที่ เอลิซาเบธ เฮอร์ลีย์ ฟ้องร้องหลังจากถูกรายงานข่าวเรื่อง ข้อพิพาทกรณีการพิสูจน์ความเป็นพ่อเกี่ยวกับลูกชายของเธอกับ สตีฟ บิง นักธุรกิจชาวอเมริกัน

ส่วน ซาดี ฟรอสต์ ข้อเรียกร้องของเธอครอบคลุมบทความจำนวน 11 ชิ้น ซึ่งรวมถึงร่างสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับการตั้งครรภ์นอกมดลูกของเธอด้วย

บารอนเนส ลอว์เรนซ์ กล่าวหาว่ามีบทความ 5 ชิ้นที่ใช้ข้อมูลที่ “ถูกขโมยไป” ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวเธอและการสืบสวนคดีฆาตกรรม สตีเฟน ลูกชายของเธอ

เซอร์ เอลตัน จอห์น ฟ้องร้องในกรณีที่เกี่ยวข้องกับ การตีพิมพ์รายละเอียดเรื่องการลืมตาดูโลกของลูกชายที่เกิดจากการอุ้มบุญของเขากับสามีคือ เดวิด เฟอร์นิช โดยมีการนำใบสูติบัตรมาเปิดเผยก่อนที่ทั้งคู่จะได้รับเอกสารฉบับจริงของตัวเองเสียด้วยซ้ำ

ด้านเซอร์ ไซมอน ฮิวจ์ส กล่าวหา หนังสือพิมพ์ Mail ว่า “พร้อมที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากเรื่องรสนิยมทางเพศของเขา” พร้อมทั้งอ้างถึงเหตุการณ์ในปี 2549 ที่ฮิวจ์สถูก “เปิดเผยตัวตนว่าเป็นรักเพศเดียวกัน บนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ The Sun”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลฝรั่งเศสชี้ “มารีน เลอ เปน” ผิดจริง แต่เปิดทางชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี

ศาลฝรั่งเศสชี้ “มารีน เลอ เปน” ผิดจริง แต่เปิดทางชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี

8 ก.ค. 2569 03:05 น.

ศาลฝรั่งเศสชี้ “มารีน เลอ เปน” ผิดจริง แต่เปิดทางชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี

ศาลอุทธรณ์ฝรั่งเศสตัดสินให้ มารีน เลอ เปน ผู้นำพรรคฝ่ายขวาจัดของฝรั่งเศส มีความผิดในข้อหาใช้เงินทุน EU ผิดวัตถุประสงค์ แต่ลดโทษต่างๆ ลง เปิดทางให้เธอสามารถลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีได้

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์กรุงปารีสมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า มารีน เลอ เปน มีความผิดจริงในข้อหาใช้เงินทุนของสหภาพยุโรป (EU) ผิดวัตถุประสงค์ในช่วงปี 2547-2559 แต่ศาลลดโทษต่างๆ ของเธอลง ซึ่งเป็นการเปิดทางให้เธอสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในเดือนเมษายน 2570 ได้

ศาลลดหย่อนโทษห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองนาน 5 ปีของ เลอ เปน ลงเหลือ 15 เดือน ส่วน 45 เดือนที่เหลือให้รอลงอาญา และศาลการลงโทษให้มีผลย้อนหลังไปถึงเดือนมีนาคม 2568 ในตอนที่มีการตัดสินความผิดครั้งแรก หมายความว่าในตอนนี้ เลอ เปน ถือว่าได้ชดใช้โทษดังกล่าวครบถ้วนแล้ว

ขณะที่โทษจำคุก 3 ปี ศาลลดให้เหลือรอลงอาญา 2 ปี และกักบริเวณในที่พักอาศัยเป็นเวลา 1 ปี โดยต้องสวมกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และโทษดังกล่าวก็ไม่ได้ตัดสิทธิ์ เลอ เปน จากการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างสิ้นเชิง

ศาลอธิบายว่า พวกเขาได้ชั่งน้ำหนักระหว่างโทษการตัดสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับ “เสรีภาพในการลงสมัครรับเลือกตั้ง” และ “สิทธิ์ในการเลือกอย่างเสรีของผู้ออกเสียงลงคะแนน”

ศาลระบุว่าเป็นหน้าที่ของศาลในการประเมินว่าบทลงโทษนั้นได้สัดส่วนหรือไม่ แต่การลงสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิ์ในการออกเสียงลงคะแนนนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางประชาธิปไตย

ก่อนหน้านี้ เลอ เปน กล่าวย้ำหลายครั้งว่าเธอจะไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีหากต้องสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากเธอจะรู้สึกว่าไม่มี “เสรีภาพอย่างเต็มที่” ในการหาเสียง

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เลอ เปน ประกาศในการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ว่า เธอจะลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในการรเลือกตั้งปี 2570 นี้ และเธอจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเพื่อคัดค้านคำพิพากษาในคดียักยอกทรัพย์

การยื่นอุทธรณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้คำสั่งที่กำหนดให้เธอต้องสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ถูกระงับไว้ชั่วคราว จนกว่าศาลศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาในคดีนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นช่วงต้นปี 2027

ทั้งนี้ มารีน เลอ เปน ยังคงมีคะแนนนำในโพลสำรวจความคิดเห็น ในขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 10 เดือนจะถึงการเลือกตั้ง โดยเธอเคยลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว 3 ครั้ง โดยพ่ายแพ้ให้กับเอ็มมานูเอล มาครง 2 ครั้งติดต่อกัน แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มาครงจะไม่สามารถลงสมัครได้อีกแล้ว เนื่องจากเป็นประธานาธิบดีครบ 2 สมัย

มาครงยังไม่แสดงความเห็นใดๆ ต่อคำตัดสินของศาล แต่คู่แข่งทางการเมืองต่างออกมาประณาม เลอ เปน อย่างรวดเร็ว โดย โอลิวิเยร์ โฟร์ จากพรรคสังคมนิยม (Socialists) เชื่อว่าเธอไม่ควรลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากผู้สมัครชิงตำแหน่งสูงสุดของฝรั่งเศสจำเป็นต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งในกรณีของเธอนั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

ด้าน มารีน ตงเดอลิเยร์ ผู้นำพรรคกรีนส์ (Greens) กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ตรงกันข้ามกับที่พรรคเนชันแนล แรลลี พยายามกล่าวอ้างซ้ำๆ เพราะ “ไม่มีการสมคบคิดกันในทางกฎหมายเพื่อเล่นงาน [เลอ เปน]… และคุณอาจพูดได้ด้วยซ้ำว่าเธอได้รับความปรานีอย่างมากแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านโจมตีเรือ 3 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ โวยละเมิด MOU

อิหร่านโจมตีเรือ 3 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ โวยละเมิด MOU

8 ก.ค. 2569 01:45 น.

อิหร่านโจมตีเรือ 3 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐฯ โวยละเมิด MOU

อิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือของกาตาร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ประณามว่าเป็นการละเมิด MOU อย่างร้ายแรง ขณะที่กาตาร์เรียกทูตอิหร่านเข้าพบเพื่อประท้วง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เปิดเผยว่า อิหร่านยิงโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำบริเวณน่านน้ำของประเทศโอมาน ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านทำไว้ร่วมกันอย่างร้ายแรง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายนี้บอกด้วยว่า สหรัฐฯ มีมาตรการตอบโต้ที่หลากหลายต่อการละเมิดข้อตกลงของอิหร่าน และตอนนี้พวกเขากำลังพิจารณาทางเลือกทั้งหมดอยู่

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์แถลงเมื่อวันอังคารว่า เรือ “อัล-ราคิยัต” (al-Rakiyat) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ติดธงกาตาร์ กำลังแล่นผ่านบริเวณใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ ในตอนที่เรือถูกโจมตี

กาตาร์กล่าวโทษอิหร่านว่าเป็นผู้ก่อเหตุ โดยประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงและชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเตหะราน ยุติการกระทำทั้งหมดที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาค หรือคุกคามความปลอดภัยของการเดินเรือระหว่างประเทศโดยทันที

“เราถือว่า อิหร่าน ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบต่อการโจมตีครั้งนี้ รวมถึงความเสียหายหรือผลกระทบใดๆ ที่ตามมา” กระทรวงฯ ระบุเพิ่มเติม และเรียกตัวอุปทูตอิหร่านเข้าพบเพื่อยื่น “หนังสือประท้วง” แล้ว

ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า ได้รับรายงานการโจมตีเมื่อเวลา 01:19 น. ของวันอังคารตามเวลาในอ่าวเปอร์เซีย โดยเรือของกาตาร์อยู่ห่างจากเมืองลิมาห์ ประเทศโอมาน ไปทางทิศตะวันออกราว 8 ไมล์ทะเล ในตอนที่ถูกโจมตีซึ่งทำให้เกิดไฟไหม้บนเรือ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวฟาร์ส (Fars) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน รายงานโดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนว่า เรือบรรทุกน้ำมันของกาตาร์ถูกโจมตีขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “หลังจากเพิกเฉยต่อคำเตือนหลายครั้ง”

เหตุโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะออกเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงอังคารา ประเทศตุรกี ซึ่งคาดว่าบรรดาผู้นำจะหารือกันเกี่ยวกับความมั่นคงในช่องแคบดังกล่าว ในขณะที่อิหร่านกำลังจัดพิธีศพ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล

ทั้งนี้ รัฐบาลเตหะรานได้ระงับการเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามอย่างถาวรกับสหรัฐฯ ชั่วคราว ระหว่างจัดพิธีศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอลเมื่อ 28 ก.พ. และเป็นวันแรกของสงครามในตะวันออกกลาง โดยพิธีศพจะดำเนินไปตลอดสัปดาห์นี้

แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ก.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สหรัฐฯ จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน หรือ “จัดการเรื่องนี้ให้จบไป”

ต่อมาในวันอังคาร นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน โพสต์ข้อความตอบโต้ผ่าน X ว่า การเจรจาเพื่อหาข้อตกลงขั้นสุดท้าย “จะไม่เริ่มต้นขึ้น หากยังคงมีการข่มขู่คุกคามอยู่” พร้อมอ้างถึงข้อกำหนดที่ 13 ใน MOU ซึ่งระบุว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ ก่อนจะสามารถเริ่มการเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้ายได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เรือยามฝั่งญี่ปุ่น-จีน เผชิญหน้าใกล้เกาะพิพาท ในทะเลจีนตะวันออก

เรือยามฝั่งญี่ปุ่น-จีน เผชิญหน้าใกล้เกาะพิพาท ในทะเลจีนตะวันออก

7 ก.ค. 2569 23:56 น.

เรือยามฝั่งญี่ปุ่น-จีน เผชิญหน้าใกล้เกาะพิพาท ในทะเลจีนตะวันออก

(ภาพจาก AFP PHOTO / JAPAN COAST GUARD)

เรือของหน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นกับจีน เผชิญหน้ากันใกล้กับเกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่า ขับไล่เรือของอีกฝ่ายกลับไปได้สำเร็จ

เมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค. 2569 เรือจากหน่วยยามฝั่งของประเทศญี่ปุ่นกับประเทศจีน เกิดการเผชิญหน้ากันใกล้กับเกาะที่เป็นข้อพิพาทในทะเลจีนตะวันออก โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าตนเองได้ขับไล่เรือของอีกฝ่ายที่รุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำอาณาเขตของตน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับหมู่เกาะที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย ซึ่งญี่ปุ่นเรียกว่า เกาะเซนกากุ (Senkaku) ขณะที่จีนเรียกว่า เกาะเตียวหยู (Diaoyu) โดยหมู่เกาะนี้ตั้งอยู่ระหว่างเกาะไต้หวันกับเกาะโอกินาวา และเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกิดความตึงเครียดทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศมานานหลายทศวรรษ

หน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ได้ทำการขับไล่เรือของจีน 2 ลำ หลังจากที่เรือดังกล่าวพยายามแล่นเข้ามาใกล้เรือประมงของญี่ปุ่นที่กำลังล่องเรืออยู่ในน่านน้ำ ขณะที่หน่วยยามฝั่งของจีนแถลงว่า พวกเขาไล่เรือประมงของญี่ปุ่นที่ “รุกล้ำ” เข้ามาในน่านน้ำรอบหมู่เกาะดังกล่าว

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนย่ำแย่ลงนับตั้งแต่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลปักกิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับไต้หวัน

ครั้งล่าสุดที่เรือของจีนแล่นเข้าสู่น่านน้ำที่ญี่ปุ่นอ้างความเป็นเจ้าของคือเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ทว่าการที่เรือจีนจะแล่นเข้ามาประชิดเรือประมงของญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น

หน่วยยามฝั่งของญี่ปุ่นระบุว่า ทางการได้ออกคำสั่งให้เรือยามฝั่งของจีนออกจากพื้นที่… และประสบความสำเร็จในการกดดันให้เรือดังกล่าวออกจากน่านน้ำญี่ปุ่น เมื่อเวลาประมาณ 09:20 น. นอกจากนั้น หน่วยยามฝั่งยังได้วางกำลังล้อมรอบเรือประมงของญี่ปุ่นเพื่อความปลอดภัยด้วย

ทางด้านหน่วยยามฝั่งของจีน (CCG) ระบุในแถลงการณ์ว่า เรือประมงของญี่ปุ่นชื่อ ซุยโฮ มารุ (Zuihou Maru) รุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของพวกเขา เรือของ CCG จึงดำเนินมาตรการที่จำเป็นในการตักเตือนและขับไล่เรือลำดังกล่าวออกไป

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนกับญี่ปุ่นต่างกล่าวหาอีกฝ่ายหลายต่อหลายครั้งว่า ส่งเรือมาประจำการรอบหมู่เกาะพิพาทเหล่านี้ และในบางครั้งก็นำไปสู่การเผชิญหน้ากันอย่างน่ากลัว

นอกจากนี้ จีนยังได้ส่งเรือไปยังน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาทแห่งอื่นๆ ในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นแหล่งสะสมของพลังงานสำรอง แม้ว่าญี่ปุ่นจะออกมาประท้วงมาตลอดว่าให้หยุดการกระทำดังกล่าวก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna