เครื่องบินเล็กตกในฝรั่งเศส นักกระโดดร่มดับสลด 11 ศพ

เครื่องบินเล็กตกในฝรั่งเศส นักกระโดดร่มดับสลด 11 ศพ

28 มิ.ย. 2569 21:51 น.

เครื่องบินเล็กตกในฝรั่งเศส นักกระโดดร่มดับสลด 11 ศพ

เครื่องบินเล็กบรรทุกนักกระโดดร่มกับครูฝึก ตกในภาคตะวันออกของฝรั่งเศส ทำให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องบินทั้ง 11 คนเสียชีวิตทั้งหมด ในขณะที่ทางการกำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุ

ทางการท้องถิ่นของฝรั่งเศสรายงานว่า เกิดเหตุเครื่องบินพลเรือนลำหนึ่งซึ่งบรรทุกนักกระโดดร่มตกใกล้กับเมืองตงแบลน (Tomblaine) ทางตะวันออกของฝรั่งเศส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 ส่งผลให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องทั้ง 11 คนเสียชีวิตทั้งหมด

เหตุการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุเครื่องบินขนาดเล็กครั้งที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดของฝรั่งเศส โดย อีฟส์ เซกีย์ ผู้ว่าการจังหวัด “เมอเธ-เอ-โมแซล” (Meurthe-et-Moselle) ทางตะวันออกของประเทศ แถลงว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ประกอบด้วยครูฝึก 5 คน นักเรียน 5 คน และนักบินอีก 1 คน

“ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์หรือบุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” นายเซกีย์กล่าวเสริมในระหว่างการแถลงข่าว

ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว AFP รายงานว่า เครื่องบินลำดังกล่าวซึ่งจดทะเบียนในประเทศเยอรมนี ตกลงบนพื้นสนามหญ้าใกล้กับรันเวย์ของสนามบินน็องซี-เอสเซ (Nancy-Essey) ซึ่งอยู่ใกล้กับย่านที่พักอาศัยและถนนสองสาย แต่ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้เครื่องบินลำนี้ตก

ขณะนี้ทีมสนับสนุนด้านการแพทย์และจิตวิทยา กำลังเข้าดูแลญาติของผู้เสียชีวิตที่อยู่ในสนามบิน รวมถึงพยานคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์

ด้านนายอมอรี ลาโกต รองอัยการประจำเมืองน็องซี ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ระบุว่า เจ้าหน้าที่เริ่มการสืบสวนทางเทคนิคเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว

นอกจากนั้น ตำรวจฝรั่งเศสประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X โดยขอความร่วมมือให้ประชาชน “หลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด” ในการเดินทางไปยังพื้นที่รอบสนามบิน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและบริการฉุกเฉินสามารถเข้าทำงานได้อย่างสะดวก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่ “อิหร่านอาจไม่เหลืออยู่” หากยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทรัมป์ขู่ "อิหร่านอาจไม่เหลืออยู่" หากยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

28 มิ.ย. 2569 12:27 น.

ทรัมป์ขู่ “อิหร่านอาจไม่เหลืออยู่” หากยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนว่าอิหร่าน “อาจไม่เหลือประเทศอยู่” หากสหรัฐฯ ถูกบีบให้กลับมาใช้กำลังทางทหาร ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวหากันว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และเหตุโจมตีตอบโต้ยังลุกลามกระทบเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความเตือนผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียลระบุว่า กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีคลังเก็บขีปนาวุธ คลังโดรน และสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่านหลายจุด เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทรัมป์ ระบุว่า “มันอาจจะถึงจุดที่เราไม่สามารถใช้เหตุผลได้อีกต่อไป และจะถูกบีบให้ต้องใช้กำลังทหารเพื่อปิดงานที่เราได้เริ่มต้นไว้อย่างประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และหากวันนั้นมาถึง สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะไม่มีอยู่อีกต่อไป!” 

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ชี้แจงว่า ปฏิบัติการโจมตีครั้งนี้เป็นการตอบโต้หลังจากอิหร่านส่งโดรนเข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบ “คิกุ” (Kiku) สัญชาติปานามา ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบกว่า 2 ล้านบาร์เรล ขณะที่สื่อท้องถิ่นของอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดรุนแรงหลายระลอกในพื้นที่เมืองซีริกและเกชม์ ทางตอนใต้ของประเทศ

ทางฝั่งอิหร่านได้เปิดฉากตอบโต้ทันควัน โดยกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงว่า ได้ยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยสามารถทำลายฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญของสหรัฐฯ ถึง 8 แห่ง รวมถึงฐานทัพอากาศอาลี อัล-ซาเลม ในคูเวต และฐานทัพเรือของกองเรือที่ 5 ในท่าเรือซัลมาน ประเทศบาห์เรน ส่งผลให้เสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศดังก้องไปทั่วบาห์เรนถึงสองครั้ง

นอกจากนี้ IRGC ยังประกาศยกระดับมาตรการควบคุมเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอย่างเบ็ดเสร็จ โดยขู่ว่าเรือลำใดก็ตามที่ละเมิดเส้นทางเดินเรือที่อิหร่านกำหนดไว้ จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรงกว่าเดิม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสร้างความสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกและการขนส่งสินค้าทางเรือระหว่างประเทศอย่างหนัก

การเปิดฉากโจมตีรอบใหม่นี้ ถือเป็นการฉีกข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวและบันทึกความเข้าใจที่ลงนามร่วมกันเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ภายใต้การไกล่เกลี่ยของปากีสถานอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเดิมทีข้อตกลงดังกล่าวระบุให้ทั้งสองฝ่ายระงับการใช้กำลังทหารต่อกัน และให้อิหร่านเปิดทางให้เรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยเป็นเวลา 60 วัน

ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ในเลบานอนยิ่งซ้ำเติมให้แผนสันติภาพของสหรัฐฯ และอิหร่านส่อแววล่มสลาย หลังจากนายนาอิม กัสเซม ผู้นำคนใหม่ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ออกมาประกาศปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพระยะยาวที่อิสราเอลและรัฐบาลเลบานอนเพิ่งลงนามร่วมกันโดยมีสหรัฐฯ หนุนหลัง

ผู้นำฮิซบอลเลาะห์ประณามข้อตกลงดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ “น่าอัปยศอดสูและเป็นการยอมจำนนสูญเสียอธิปไตย” พร้อมยื่นคำขาดให้อิสราเอลถอนทหารทั้งหมดออกจากตอนใต้ของเลบานอน ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยืนกรานว่ากองทัพอิสราเอลจะยังคงตรึงกำลังในเขตความมั่นคงทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป และจะไม่อนุญาตให้พลเรือนกลับเข้าพื้นที่จนกว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะถูกปลดอาวุธทั้งหมด ซึ่งมาตรการนี้ถูกมองว่าเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” จากฝ่ายขวาจัดของอิสราเอลเอง และกลายเป็นอีกหนึ่งชนวนเหตุที่ทำให้สงครามตัวแทนในตะวันออกกลางพร้อมจะระเบิดขึ้นเป็นสงครามใหญ่ทุกเมื่อ.

ที่มา AFP

เม็กซิโก-สหรัฐฯ เปิดโรงงานผลิต “แมลงวันหมัน” สกัดวิกฤตหนอนแมลงวันเจาะเนื้อวัวระบาด

เม็กซิโก-สหรัฐฯ เปิดโรงงานผลิต "แมลงวันหมัน" สกัดวิกฤตหนอนแมลงวันเจาะเนื้อวัวระบาด

28 มิ.ย. 2569 12:07 น.

เม็กซิโก-สหรัฐฯ เปิดโรงงานผลิต “แมลงวันหมัน” สกัดวิกฤตหนอนแมลงวันเจาะเนื้อวัวระบาด

เม็กซิโกและสหรัฐฯ เปิดโรงงานผลิตแมลงวันหมันมูลค่ากว่า 50-61 ล้านดอลลาร์ในรัฐชีอาปัส มุ่งยุติวงจรการสืบพันธุ์ของ “หนอนแมลงวันเจาะเนื้อ” หลังพบสัตว์ติดเชื้อในเม็กซิโกทะลุ 30,000 ตัว และลามเข้าสู่รัฐเท็กซัส จนกระทบตลาดค้าปศุสัตว์ข้ามพรมแดนอย่างหนัก เผยเตรียมกำลังผลิตสูงสุดถึง 100 ล้านตัวต่อสัปดาห์

ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ผู้นำเม็กซิโก พร้อมด้วยนางบรูค โรลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ ได้ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานผลิตแมลงวันหมันอย่างเป็นทางการ ที่เมืองเมตาปา เด โดมิงเกซ รัฐชีอาปัส ทางตอนใต้ของเม็กซิโก 

โรงงานแห่งนี้เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก ที่ใช้เงินลงทุนกว่า 50-61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7-2.1 พันล้านบาท) โดยถูกสร้างขึ้นภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีเพื่อทำหน้าที่ผลิตหนอนแมลงวันเจาะเนื้อที่ผ่านการทำให้เป็นหมัน ซึ่งเมื่อโรงงานเดินหน้าเต็มกำลังการผลิต จะสามารถปล่อยแมลงวันหมันได้มากถึง 100 ล้านตัวต่อสัปดาห์ เพื่อส่งพวกมันไปผสมพันธุ์กับแมลงวันป่าในธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยตัดวงจรการขยายพันธุ์ของพวกมันลงได้

“หนอนแมลงวันเจาะเนื้อ” เป็นปรสิตอันตรายที่จะวางไข่ในบาดแผลเปิดหรือเนื้อเยื่อเมือกของสัตว์เลือดอุ่น จากนั้นไข่จะฟักเป็นตัวหนอนชอนไชกินเนื้อเป็นอาหาร หากสัตว์ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

แม้หน่วยงานความร่วมมือระหว่างปานามาและสหรัฐฯ เพื่อการกำจัดและป้องกันหนอนแมลงวันเจาะเนื้อ  จะเคยออกคำเตือนมาตั้งแต่ปี 2023 ว่าปรสิตชนิดนี้กำลังแพร่กระจายขึ้นมาทางเหนือ แต่การควบคุมกลับเป็นไปอย่างยากลำบาก เม็กซิโกตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกในรัฐชีอาปัสเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 และในปัจจุบันมีสัตว์ติดเชื้อในเม็กซิโกแล้วมากกว่า 30,000 ตัว

สถานการณ์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อปรสิตลุกลามข้ามพรมแดนเข้าสู่สหรัฐฯ โดยมีการยืนยันพบสัตว์ติดเชื้อในรัฐเท็กซัสเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ของสหรัฐฯ เนื่องจากในอดีตสหรัฐฯ เคยกำจัดปรสิตชนิดนี้หมดไปตั้งแต่ปี 1966 และเคยระบาดสั้น ๆ ในฝูงกวางที่รัฐฟลอริดาเมื่อปี 2016 โดยใช้เทคนิคการปล่อยแมลงวันหมันแบบเดียวกันนี้

“ประเทศของเราเคยชนะมันมาแล้วเมื่อ 40-50 ปีก่อน และเราจะเอาชนะหนอนแมลงวันเจาะเนื้อนี้ได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ด้วยการทำงานที่ยอดเยี่ยมที่จะเกิดขึ้นในโรงงานแห่งนี้” รัฐมนตรีเกษตรสหรัฐฯ กล่าว

ผลกระทบจากการระบาดส่งผลให้สหรัฐฯ ประกาศปิดพรมแดนระงับการนำเข้า “โคมีชีวิต” จากเม็กซิโกมาตั้งแต่ปี 2025 เพื่อความปลอดภัย ซึ่งมาตรการนี้สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากเดิมทีเม็กซิโกต้องส่งออกโคมีชีวิตมากกว่า 1 ล้านตัวต่อปีให้แก่ขุนวัวในรัฐเท็กซัส ส่งผลให้ฟาร์มหลายแห่งในสหรัฐฯ ขาดแคลนสัตว์และทำให้ปริมาณโคในคลังลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์

อย่างไรก็ตาม วิกฤตนี้ได้เปลี่ยนผ่านโครงสร้างภายในของเม็กซิโกเช่นกัน โดยเกษตรกรชาวเม็กซิกันที่เคยส่งออกวัวเป็นขึ้นไปทางเหนือ ได้หันมาลงทุนในอุตสาหกรรมขุนวัวและโรงฆ่าสัตว์ภายในประเทศแทน ส่งผลให้เม็กซิโกเปลี่ยนรูปแบบมาส่งออก “เนื้อวัวแปรรูป” ไปยังสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในปี 2026 นี้

“โรคระบาดในสัตว์ ศัตรูพืช และความท้าทายด้านความปลอดภัยทางอาหารไม่ได้ถูกจำกัดด้วยพรมแดน” ประธานาธิบดีเชนบอมของเม็กซิโกกล่าวว่า “เมื่อเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ คำตอบที่ดีที่สุดคือการร่วมมือกัน แบ่งปันประสบการณ์ และสร้างทางออกไปด้วยกัน”

โรงงานผลิตแมลงวันหมันแห่งใหม่ในเม็กซิโกนี้ จะช่วยเพิ่มจำนวนแมลงวันหมันในระบบขึ้นอีกเท่าตัว นอกเหนือจากโรงงานเดิมของ COPEG ในปานามาที่เดินเครื่องเต็มกำลังผลิตอยู่ที่ 100 ล้านตัวต่อสัปดาห์ โดยแมลงวันหมันชุดล่าสุดถูกนำไปปล่อยในพื้นที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ใกล้กับรัฐเท็กซัส เพื่อเร่งสกัดกั้นการระบาดอย่างเร่งด่วน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ เองก็กำลังเร่งสร้างโรงงานผลิตแมลงวันหมันของตัวเองในรัฐเท็กซัสเช่นเดียวกัน.

ที่มา REUTERS / AFP 

พบซากสุนัข 117 ตัว ในศูนย์ช่วยเหลือสัตว์แบบ “ไม่ฆ่า” ในแคลิฟอร์เนีย หลายตัวมีรอยกระสุน

พบซากสุนัข 117 ตัว ในศูนย์ช่วยเหลือสัตว์แบบ "ไม่ฆ่า" ในแคลิฟอร์เนีย หลายตัวมีรอยกระสุน

28 มิ.ย. 2569 11:40 น.

พบซากสุนัข 117 ตัว ในศูนย์ช่วยเหลือสัตว์แบบ “ไม่ฆ่า” ในแคลิฟอร์เนีย หลายตัวมีรอยกระสุน

ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ชื่อดังในรัฐแคลิฟอร์เนียที่อ้างตัวเป็นศูนย์แบบ “ไม่ฆ่าสัตว์” (No-Kill) ถูกตำรวจนำกำลังเข้าขุดค้นพื้นที่ หลังพบพิรุธรับสุนัขมานับร้อยแต่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ผลการขุดค้นเจอซากสุนัขฝังกลบรวมกันถึง 117 ตัว พบหลายตัวมีร่องรอยกระสุน และเจอปลอกคอกว่า 600 เส้น

เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกาพบซากสุนัขอย่างน้อย 117 ตัว ภายในพื้นที่ของศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ Miranda’s Rescue Animal Sanctuary ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นศูนย์ดูแลสัตว์แบบ “No-Kill” หรือศูนย์ที่ไม่ทำการุณยฆาตสัตว์ ตั้งอยู่นอกเมืองฟอร์ทูนา ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าสุนัขจำนวนมากมีร่องรอยถูกยิง

สำนักงานเขตฮัมโบลต์เคาน์ตี้เปิดเผยว่า การขุดค้นพื้นที่ดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายใต้หมายค้นเพื่อรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์และการฉ้อโกง โดยมีการขุดตรวจหลายจุดที่เชื่อว่าเป็นพื้นที่ฝังซากสัตว์จำนวนมาก

การตรวจค้นในพื้นที่ราว 125 ไร่ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีเรดาร์ทะลุทะลวงพื้นดิน เพื่อตรวจหาความผิดปกติใต้ผิวดิน ก่อนจะลงมือขุดค้นและพบซากสุนัขที่ยังคงสภาพสมบูรณ์แต่อยู่ในขั้นตอนการเน่าเปื่อยที่แตกต่างกันจำนวน 117 ตัว ถูกฝังกลบอยู่ในหลุมขนาดใหญ่ 2 จุด นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงยังขุดพบกะโหลกสุนัขเพิ่มเติมอีก 21 ชิ้น เศษกระดูกอีกหลายร้อยชิ้น และไมโครชิปที่หลุดออกอีก 6 ชิ้น

โดยมีการนำซากจำนวน 70 ตัวเอกซเรย์ในพื้นที่ทันที ผลเบื้องต้นพบเศษโลหะคล้ายชิ้นส่วนกระสุนจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ระบุว่าหลักฐานเบื้องต้นชี้ว่า สุนัขจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตจากบาดแผลกระสุนปืน ส่วนซากสุนัขอีก 47 ตัวถูกเก็บเป็นพยานหลักฐานเพื่อนำไปตรวจสอบเพิ่มเติมภายหลัง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการในพื้นที่ได้ทันเวลา

การตรวจค้นยังนำไปสู่การค้นพบโรงนาแห่งหนึ่งภายในพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเป็นสถานที่ที่ใช้ฆ่าสุนัข และในบริเวณเดียวกันยังพบปลอกคอสุนัขมากกว่า 600 เส้น

เจ้าหน้าที่ระบุว่า สุนัขส่วนใหญ่ที่พบมีการฝังไมโครชิป ทำให้ทีมวิเคราะห์กำลังตรวจสอบข้อมูลเพื่อระบุตัวตนและเชื่อมโยงกับสัตว์ที่เคยถูกส่งเข้ามายังศูนย์แห่งนี้

การสอบสวนยังพบข้อมูลว่า ตั้งแต่ต้นปี 2025 ศูนย์ดังกล่าวรับสัตว์เข้ามาดูแลประมาณ 900 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งต่อมาจากศูนย์พักพิงในพื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโก พร้อมเงินสนับสนุนจำนวนหลายแสนดอลลาร์ แต่มีข้อมูลการรับเลี้ยงออกไปเพียง 116 ตัวเท่านั้น ส่งผลให้มีสัตว์มากกว่า 700 ตัวที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าอยู่ที่ใด

คดีเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนเมษายน หลังเพื่อนบ้านรายหนึ่งยอมรับว่าได้เข้าไปในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาตและขุดพบสิ่งที่เชื่อว่าเป็นซากสุนัขที่ถูกฝังไว้ ก่อนแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

ด้านแชนนอน มิแรนดา ผู้ก่อตั้งและผู้ดำเนินการศูนย์ ซึ่งยังไม่ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหา ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า Miranda’s Rescue เป็นศูนย์ช่วยเหลือสัตว์แบบ “ไม่ฆ่า”” อย่างแท้จริง และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ปรากฏในสื่อและจากหน่วยงานรัฐ

เขาระบุว่า ศูนย์ของตนมักรับดูแลสัตว์ที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมหรือเป็นสัตว์ที่ศูนย์อื่นไม่สามารถจัดหาผู้รับเลี้ยงได้ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยทำการุณยฆาตเพื่อเปิดพื้นที่รองรับสัตว์ใหม่ และจะดำเนินการเฉพาะในกรณีจำเป็น เช่น สัตว์ป่วยระยะสุดท้าย หรือมีความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษย์และสัตว์อื่นเท่านั้น

สำนักงานเขตฮัมโบลต์เคาน์ตี้ระบุว่า การสอบสวนยังมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการตรวจสอบหลักฐานจำนวนมาก โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาต่อมิแรนดาหรือเจ้าหน้าที่ของศูนย์ แต่หากพบหลักฐานเพียงพอที่เข้าข่ายการทารุณกรรมสัตว์ การฉ้อโกง หรือความผิดอื่นตามกฎหมาย คดีจะถูกส่งให้อัยการพิจารณาดำเนินคดีอาญาต่อไป.

ที่มา BBC / Guardian

ทรัมป์เปิดตัว “พาสปอร์ตสหรัฐฯ” ฉลองวันชาติ 250 ปี มีภาพตัวเองในเล่ม

ทรัมป์เปิดตัว "พาสปอร์ตสหรัฐฯ" ฉลองวันชาติ 250 ปี มีภาพตัวเองในเล่ม

28 มิ.ย. 2569 10:54 น.

ทรัมป์เปิดตัว “พาสปอร์ตสหรัฐฯ” ฉลองวันชาติ 250 ปี มีภาพตัวเองในเล่ม

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดตัวหนังสือเดินทางรุ่นพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โดยมีการใส่ภาพของทรัมป์ลงในหน้าพาสปอร์ต นับเป็นครั้งแรกที่ภาพประธานาธิบดีซึ่งยังดำรงตำแหน่งอยู่ปรากฏอยู่บนหนังสือเดินทางของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ภาพการออกแบบหน้าพาสปอร์ตรุ่นพิเศษลงบนแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล โดยเผยให้เห็นหน้าหนังสือเดินทางที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ ซึ่งปรากฏภาพของตัวเขาเองในท่าทางกำหมัดอยู่บนโต๊ะทำงานในทำเนียบขาว โดยมีฉากหลังเป็นคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ และมีลายเซ็นของทรัมป์อยู่ด้านล่าง ส่วนหน้าตรงข้ามเป็นภาพวาดประวัติศาสตร์การประกาศอิสรภาพโดยศิลปิน จอห์น ทรัมบุลล์

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “พาสปอร์ตใหม่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งบอกว่า ‘ยินดีต้อนรับ แต่ต้องทำตัวดี ๆ!'” 

ในเวลาต่อมา บัญชี X ของทำเนียบขาวได้แชร์ภาพดังกล่าวพร้อมระบุคำอธิบายว่านี่คือ “พาสปอร์ตผู้รักชาติ” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 250 ปีของอเมริกา ซึ่งภาพของทรัมป์ในพาสปอร์ตรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงจากแบบที่กระทรวงการต่างประเทศเคยเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน โดยอ้างอิงมาจากภาพเหมือนอย่างเป็นทางการของเขาในหอศิลป์ภาพเหมือนแห่งชาติสมิธโซเนียน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยว่า หนังสือเดินทางรุ่นประวัติศาสตร์นี้จะเริ่มเปิดให้จับจองตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป และมีจำนวนจำกัดจนกว่าสินค้าจะหมด อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงเอกสารนี้ค่อนข้างจำกัดมาก และเปิดให้เฉพาะพลเมืองอเมริกันเท่านั้น

ที่สำคัญคือพลเมืองไม่สามารถยื่นคำขอทางออนไลน์หรือทางไปรษณีย์ได้ แต่จะต้องทำการนัดหมายล่วงหน้าเพื่อเดินทางมาทำพาสปอร์ตด้วยตัวเองที่สำนักงานหนังสือเดินทางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เท่านั้น หรือต้องเข้าร่วมงานกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งในปัจจุบันบนเว็บไซต์ของกระทรวงฯ มีการระบุสถานที่จัดงานไว้เพียง 2 แห่ง และทั้งคู่ก็จัดขึ้นที่สำนักงานในวอชิงตันเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่จะเพิ่มสถานที่อื่น ๆ ในภายหลัง

เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า พาสปอร์ตรุ่นนี้จะเป็น “แบบมาตรฐานเริ่มต้น” สำหรับผู้ที่มาต่ออายุพาสปอร์ตด้วยตนเองที่สำนักงานวอชิงตันในช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนผู้ที่ทำผ่านระบบออนไลน์หรือที่จุดบริการอื่น ๆ จะยังคงได้รับพาสปอร์ตรูปแบบเดิม ซึ่งปัจจุบันหน้าปกด้านในของพาสปอร์ตสหรัฐฯ จะเป็นภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เช่น ภาพการเหยียบดวงจันทร์, เทพีเสรีภาพ หรือภาพวาดเหตุการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงชาติสหรัฐฯ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่า ประชาชนที่ไปทำพาสปอร์ตที่สำนักงานวอชิงตันจะสามารถปฏิเสธไม่รับพาสปอร์ตรุ่นพิเศษนี้ได้หรือไม่

การเปิดตัวพาสปอร์ตรุ่นนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ที่มีการนำภาพของประธานาธิบดีที่ยังมีชีวิตอยู่และยังอยู่ในตำแหน่งมาใส่ไว้ในหนังสือเดินทาง และเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของทรัมป์ในการจารึกชื่อและภาพลักษณ์ของตัวเองลงบนเอกสารและสถาบันระดับชาติ

นอกเหนือจากหนังสือเดินทางแล้ว โรงกษาปณ์สหรัฐฯ เพิ่งประกาศแผนการผลิตเหรียญทองคำที่ระลึกเป็นรูปหน้าของทรัมป์เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีของประเทศในช่วงฤดูร้อนนี้ และเขายังเตรียมสร้างประวัติศาสตร์เป็นประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่งคนแรกที่มีลายเซ็นปรากฏอยู่บนธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พยายามทิ้งสัญลักษณ์ของตัวเองไว้ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในหลายรูปแบบ รวมถึงการพยายามเพิ่มชื่อของเขาเข้าไปในศูนย์ศิลปะการแสดงจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ซึ่งถูกถอดออกในภายหลัง และการประกาศแผนจัดสร้าง “อาร์ก เดอ ทรัมป์” (Arc de Trump) หรือประตูชัยทรัมป์ ขนาดมหึมาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยจำลองแบบมาจากประตูชัยในกรุงปารีส.

ที่มา BBC / CNN

ไฟป่ารัฐยูทาห์ขยายวงกว้างทะลุ 2.3 แสนไร่ ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

ไฟป่ารัฐยูทาห์ขยายวงกว้างทะลุ 2.3 แสนไร่ ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

28 มิ.ย. 2569 10:23 น.

ไฟป่ารัฐยูทาห์ขยายวงกว้างทะลุ 2.3 แสนไร่ ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

รัฐยูทาห์เผชิญฤดูกาลไฟป่ารุนแรงเป็นประวัติการณ์ ล่าสุด “ไฟป่าคอตตอนวูด” โหมไหม้กว่า 2.3 แสนไร่ กลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ โดยขณะนี้ ทางการยังควบคุมไฟไม่ได้แม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว กระทบรีสอร์ตสกี-บ้านพักตากอากาศ ผู้ว่าการรัฐสั่งห้ามจุดพลุในวันชาติ

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายร้อยนายในรัฐยูทาห์ยังคงเร่งควบคุม “ไฟป่าคอตตอนวูด” (Cottonwood Fire) ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาในป่าสงวนแห่งชาติฟิชเลก ทางตอนกลางของรัฐ

ศูนย์ประสานงานไฟป่าแห่งชาติสหรัฐฯ (NIFC) รายงานว่า เพลิงได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงข้ามคืน โดยขยายวงกว้างจากประมาณ 70,000 เอเคอร์ (ราว 1.7 แสนไร่) เพิ่มขึ้นเกินกว่า 92,000 เอเคอร์ (ประมาณ 230,000 ไร่) ภายในวันเสาร์ที่ผ่านมา (27 มิ.ย.) เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งจัด ความชื้นในอากาศต่ำ และกระแสลมกระโชกแรง ส่งผลให้ไฟป่าลูกนี้กลายเป็นไฟป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ขณะนี้ ที่ยังคงลุกไหม้อยู่ในปัจจุบัน โดยมีอัตราการควบคุมเพลิงอยู่ที่ 0%

แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เปลวไฟได้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อรีสอร์ตสกี “อีเกิล พอยต์” ในเขตบีเวอร์เคาน์ตี้  รวมถึงทำลายบ้านพักตากอากาศไปหลายหลัง ขณะที่ป่าสงวนแห่งชาติถูกสั่งปิดทำการชั่วคราว ทางการกำลังเร่งประเมินมูลค่าความเสียหายที่แน่ชัด

ขณะเดียวกัน ประชาชนราว 1,300 คนในเมืองแมรีส์เวล, จังก์ชัน และเซิร์เคิลวิลล์ ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกลุ่มควัน ได้รับคำเตือนให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมอพยพทันทีหากสถานการณ์แย่ลง พร้อมแจ้งเตือนเรื่องคุณภาพอากาศที่อยู่ในระดับ “อันตรายต่อสุขภาพ” จากกลุ่มควันหนาทึบ

นายสเปนเซอร์ ค็อกซ์  ผู้ว่าการรัฐยูทาห์ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียขอให้ทุกคนร่วมส่งกำลังใจและสวดภาวนาให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงรวมถึงขอให้มีฝนตกลงมาช่วย นอกจากนี้ ยังได้ออกคำสั่งจำกัดการใช้พลุและดอกไม้ไฟชั่วคราวทั่วทั้งรัฐ ก่อนจะถึงวันชาติสหรัฐฯ (4 ก.ค.) “สถานการณ์ในตอนนี้สิ้นหวังและย่ำแย่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายร้อยนายก็ยังสามารถปกป้องและรักษาพื้นที่สำคัญเอาไว้ได้อย่างปาฏิหาริย์ในหลายจุด” 

ด้านผู้อำนวยการกองป่าไม้ ไฟป่า และที่ดินของรัฐยูทาห์ ระบุว่าปีนี้รัฐยูทาห์เผชิญกับฤดูไฟป่าที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากสถิติพบว่ามีไฟป่าเกิดขึ้นแล้วถึง 380 ครั้ง โดยมีสาเหตุมาจากฝีมือมนุษย์สูงถึง 273 ครั้ง

นอกจากไฟป่าคอตตอนวูดแล้ว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองซอลต์เลกซิตี้ ยังมีไฟป่าอีกสองจุดใหญ่ คือ “ไฟป่าไอออน”  และ “ไฟป่าเชอร์รี” ที่เผาไหม้พื้นที่รวมกันกว่า 112 ตารางไมล์ จนต้องสั่งอพยพประชาชนในเมืองยูเรกา และพื้นที่อ่างเก็บน้ำเวอร์นอน พร้อมสั่งปิดทางหลวงสายหลัก

ศูนย์ประสานงานไฟป่าแห่งชาติเผยว่า ไม่ใช่แค่รัฐยูทาห์เท่านั้น แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ในฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภัยแล้งรุนแรง หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวที่อบอุ่นที่สุดเป็นประวัติการณ์และปริมาณหิมะสะสมต่ำสุดทุบสถิติ ปัจจุบันมีไฟป่าขนาดใหญ่ที่ยังควบคุมไม่ได้กว่า 36 จุด ตั้งแต่รัฐอะลาสกาไปจนถึงฟลอริดา โดยตั้งแต่ต้นปีมีพื้นที่ป่าถูกเผาทำลายไปแล้วเกือบ 3 ล้านเอเคอร์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี

นอกจากนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติยังได้ประกาศ “เตือนภัยสีแดง” ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่ไฟป่าจะลุกลามอย่างรวดเร็วและเป็นอันตรายต่อชีวิต ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่รัฐแคลิฟอร์เนีย อาริโซนา ไปจนถึงนิวเม็กซิโก

ล่าสุด มีรายงานไฟป่าปะทุขึ้นทางตอนใต้ของ อุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอนรัฐแอริโซนา ส่งผลให้บริษัทจ่ายไฟฟ้าต้องประกาศ “ตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย” ชั่วคราวในพื้นที่แกรนด์แคนยอนวิลเลจและชุมชนตูซายันเพื่อลดความเสี่ยงที่สายไฟจะทำให้เกิดเพลิงไหม้ซ้ำซ้อน ส่งผลให้อุทยานไม่มีไฟฟ้าใช้ชั่วคราว และต้องแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวให้เตรียมพร้อมระบบพลังงานสำรอง รวมถึงดาวน์โหลดแผนที่แบบออฟไลน์ล่วงหน้าก่อนเข้าพื้นที่.

ที่มา Guardian / Associated Press

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ

28 มิ.ย. 2569 05:52 น.

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ

กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านในพื้นที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซอีกเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน โดยอ้างว่า ทำเพื่อตอบโต้หลังจากอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์อีกลำเมื่อวันเสาร์

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ มีปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ของอิหร่านเพิ่มเติมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (27 มิ.ย. 2569) ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเป็นการ “ตอบโต้โดยตรงต่อการก้าวร้าวอย่างต่อเนื่องของอิหร่าน”

“อากาศยานของกองทัพสหรัฐฯ ได้มุ่งเป้าโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการสอดแนมทางทหาร, ระบบการสื่อสาร, ฐานที่ตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ, คลังเก็บโดรน และขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิดของอิหร่าน” CENTCOM ระบุในแถลงการณ์

การโจมตีเพิ่มเติมในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีเรือพาณิชย์ลำหนึ่งใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.) ซึ่งส่งผลให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีตอบโต้อิหร่านในพื้นที่รอบช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามเจรจาเพื่อไปสู่การทำข้อตกลงขั้นสุดท้าย

“หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ เพื่อตอบโต้กรณีที่อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกสินค้า เอ็ม/วี เอเวอร์ เลิฟลี (M/V Ever Lovely) อิหร่านได้รับโอกาสในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง แต่กลับเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น โดยกองกำลังของอิหร่านได้ส่งโดรนพลีชีพ เข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน เอ็ม/ที คิคุ (M/T Kiku) เมื่อเช้านี้ เวลา 04:30 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET)” แถลงการณ์ของ CENTCOM ระบุ

นอกจากนั้น แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า ตอนนี้เรือพาณิชย์ต่าง ๆ ยังคงเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ

อนึ่ง ก่อนหน้านี้สำนักข่าวเพรสทีวี (Press TV) ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านเปิดเผยว่า พวกเขาโจมตีที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อตอบโต้การโจมตีเมื่อวันศุกร์ของสหรัฐฯ โดยไม่เจาะจงว่าเป็นสถานที่ใด

แต่ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น (CNN) ว่า สหรัฐฯ “ตรวจพบโดรนจำนวนสองสามลำ” ทว่าโดรนเหล่านั้นบินไปไม่ถึงเป้าหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คลื่นความร้อนทำลายสถิติใหม่อีกในยุโรป ดับพุ่งเฉียด 400 ศพแล้ว

คลื่นความร้อนทำลายสถิติใหม่อีกในยุโรป ดับพุ่งเฉียด 400 ศพแล้ว

28 มิ.ย. 2569 04:43 น.

คลื่นความร้อนทำลายสถิติใหม่อีกในยุโรป ดับพุ่งเฉียด 400 ศพแล้ว

ยุโรปต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดอย่างรุนแรงอีกหนึ่งวัน โดยหลายพื้นที่ทั่วทวีปมีอากาศร้อนทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดอีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้เสียชีวิตจากความร้อนพุ่งเกือบ 400 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 2569 สถิติอากาศร้อนจัดยังคงถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่องในประเทศเดนมาร์กและสาธารณรัฐเช็ก เนื่องจากคลื่นความร้อนในช่วงต้นฤดูร้อนชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ได้แผ่ขยายตัวไปทางเหนือและตะวันออกของยุโรปมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ประเมินว่า ปัจจุบันมีประชากรในยุโรปราว 150 ล้านคนที่กำลังเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงเกิน 35 องศาเซลเซียส และเตือนว่า คลื่นความร้อนในครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและระบบนิเวศ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของเยอรมนีระบุว่า ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ติดต่อกันเป็นวันที่ 2 โดยอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 41.5 องศาเซลเซียสที่หมู่บ้านเมิกเคิร์น-เดรวิตซ์ (Möckern-Drewitz) ในรัฐแซกโซนี-อันฮัลต์ ทางตะวันออกของประเทศ

ตัวเลขดังกล่าวได้ทำลายสถิติเดิมที่ 41.3 องศาเซลเซียส ซึ่งเพิ่งถูกบันทึกไว้เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านี้ที่เมืองซาร์บรึคเคิน (Saarbrucken) ใกล้กับพรมแดนฝรั่งเศส

“ความร้อนระดับนี้ไม่ใช่สภาพอากาศในฤดูร้อนที่น่าอภิรมย์ แต่มันคือวิกฤตทางสุขภาพ” คาทริน เกอริง-เอ็กการ์ดท์ นักการเมืองเยอรมันและอดีตผู้นำพรรคกรีน กล่าวบนแพลตฟอร์ม X

ที่กรุงเบอร์ลิน เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำรถฉีดน้ำแรงดันสูงจำนวน 2 คันออกมาฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อช่วยคลายความร้อนให้แก่ประชาชน

ทางด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของสาธารณรัฐเช็ก (CHMI) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่บันทึกสถิติอุณหภูมิที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันเสาร์ โดยวัดได้ 40.8 องศาเซลเซียส ณ สถานีตรวจวัดอากาศในเมืองดกซานี (Doksany) ทางตอนเหนือของกรุงปราก

ขณะที่พยากรณ์อากาศในเดนมาร์กเปิดเผยว่า มีการบันทึกอุณหภูมิเบื้องต้นที่ 37 องศาเซลเซียสในเมืองโอดุม (Odum) ใกล้กับเมืองออร์ฮุส ซึ่งตัวเลขนี้ได้ทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลเดิมที่ 36.4 องศาเซลเซียส ซึ่งเคยทำไว้ในปี 2519

นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ทำลายสถิติวันที่ร้อนที่สุดในเดือนมิถุนายนติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อวันเสาร์ โดยปรอทวัดอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 39 องศาเซลเซียสที่เมืองบาเซิลทางตอนเหนือของประเทศ

“คลื่นความร้อนที่ไม่ธรรมดานี้ มีสาเหตุมาจากพื้นที่ความกดอากาศสูงที่เคลื่อนตัวช้าและคงอยู่เป็นเวลานาน หรือที่เรียกกันว่า ‘โดมความร้อน’ (Heat dome)” นายเบน ริช ผู้ประกาศข่าวสภาพอากาศหลักของบีบีซี อธิบาย “ภายใต้ระบบความกดอากาศสูงนี้ มวลอากาศที่กดตัวลงต่ำจะเกิดการบีบอัดและร้อนขึ้น ทำให้อุณหภูมิขยับสูงขึ้นในทุก ๆ วัน”

“นอกจากนี้ ท้องฟ้าส่วนใหญ่ยังคงปราศจากเมฆเปิดทางให้แสงแดดที่แผดเผาอย่างรุนแรงยิ่งเพิ่มความร้อนให้สูงขึ้นไปอีก” เขากล่าวเสริม

ทั้งนี้ คลื่นความร้อนระลอกล่าสุด ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในคาบสมุทรไอบีเรีย เป็นสาเหตุหรือมีส่วนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายร้อยคนในยุโรปตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นับตั้งแต่คลื่นความร้อนเริ่มเปิดฉากขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำในฝรั่งเศส ขณะพยายามลงเล่นน้ำเพื่อคลายร้อนเพิ่มเป็นอย่างน้อย 55 ศพ โดยราย 2 ใน 3 ในจำนวนนี้ ลงเล่นน้ำในพื้นที่ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย

ขณะที่ระบบเฝ้าระวังสาธารณสุข “โมโม” (MoMo) ของสเปน พบผู้เสียชีวิตที่อาจมีความเชื่อมโยงกับสภาพอากาศที่ร้อนแล้วถึง 327 ศพ ในช่วงระหว่างวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) ถึงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มิ.ย.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 1,430 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เกิดอาฟเตอร์ช็อก 430 ครั้ง

ดับพุ่ง 1,430 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เกิดอาฟเตอร์ช็อก 430 ครั้ง

28 มิ.ย. 2569 03:18 น.

ดับพุ่ง 1,430 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา เกิดอาฟเตอร์ช็อก 430 ครั้ง

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนในเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นเป็น 1,430 ศพแล้ว ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต แม้ว่าช่วงเวลาทองคำจะใกล้หมดลงแล้วก็ตาม

เมื่อวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 2569 นายฮอร์เก โรดริเกซ สมาชิกระดับสูงของรัฐสภาเวเนซุเอลาออกแถลงการณ์ถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นวันพุธที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) เพิ่มขึ้นเป็น 1,430 ศพแล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3,238 ราย

นายโรดริเกซระบุว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือเป็น “ภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดที่สาธารณรัฐแห่งนี้เคยประสบพบเจอมาในรอบ 123 ปี” และเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาแล้วถึง 430 ครั้ง

นอกเหนือจากการอัปเดตยอดผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บแล้ว เขายังเปิดเผยอีกว่าปัจจุบันมีครอบครัวที่ต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้วถึง 3,142 ครอบครัว

นายโรดริเกซยังเรียกร้องให้ประชาชนอาศัยอยู่แต่ในบ้านและหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองลาไกวรา (La Guaira) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุด โดยเขาอธิบายว่าพื้นที่ดังกล่าวได้รับ “ความเสียหายอย่างรุนแรงและพังย่อยยับ”

ทางด้าน จอช มาคาบวก วิศวกรจากองค์การสาธารณกุศลของสหราชอาณาจักร Search and Rescue Assistance in Disasters หรือ “ซาเรด” (Saraid) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางซาเรดกำลังเร่งทำงานเพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยในประเทศเวเนซุเอลา

แม้ “ช่วงเวลาทองคำ” ในการช่วยเหลือผู้รอดชีวิต หรือ 72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดภัยพิบัติ จะใกล้หมดลงแล้ว แต่มาคาบวกเชื่อว่า “ไม่มีเส้นตายที่แน่นอน” และ “เวลาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้” ในทุก ๆ ชั่วโมงที่ผ่านไป “โอกาสในการรอดชีวิตจะลดน้อยลงเรื่อย ๆ”

มาคาบวก ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในพื้นที่หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในตุรกี-ซีเรียเมื่อปี 2566 บอกอีกว่า คนล่าสุดที่ทีมของเขาช่วยชีวิตไว้ได้นั้นคือ “หลังจากผ่านไปนานกว่า 100 ชั่วโมง” แม้ว่าการช่วยเหลือที่ราวกับ “ปาฏิหาริย์” เช่นนี้จะ “เกิดขึ้นได้ยากมาก” ก็ตาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน

ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน

28 มิ.ย. 2569 02:04 น.

ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน

เหตุเครื่องบินเล็กบินชนตึกระฟ้าในประเทศจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายคือตัวนักบิน และมีผู้บาดเจ็บอีก 13 ราย โดยทางการจีนไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 27 มิ.ย. 2569 ว่า เครื่องบินขนาดเล็กที่พุ่งชนตึก ซิติก ทาวเวอร์ (CITIC Tower) ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในกรุงปักกิ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 มิ.ย.) มีผู้อยู่บนเครื่องเพียงคนเดียวคือนักบิน ซึ่งตอนนี้เสียชีวิตแล้ว ขณะเดียวกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์เดียวกันนี้อีก 13 ราย

ตามรายงานจากสำนักข่าว รอยเตอร์ส ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากรัฐบาลเขตเฉาหยางระบุว่า เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของกรุงปักกิ่ง ส่งผลให้นักบินของเครื่องบินลำดังกล่าวเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 13 ราย โดยเป็นผู้ที่อยู่ด้านล่างและถูกเศษซากปรักหักพังตกใส่

“เครื่องบินขนาดเบาแบบเครื่องยนต์เดี่ยว 2 ที่นั่ง พุ่งชนอาคารสูงระฟ้าขณะบินอยู่ใกล้กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 ฝั่งตะวันออกในเขตเฉาหยาง เมื่อเวลา 17:55 น. (09:55 น. GMT) ของวันที่ 26 มิถุนายน” รัฐบาลเขตเฉาหยางระบุ “มีผู้อยู่บนเครื่องเพียงคนเดียวคือนักบิน ซึ่งเสียชีวิตแล้ว”

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุบัติเหตุเครื่องบินตกในครั้งนี้ และยังคงไม่แน่ชัดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือเป็นอุบัติเหตุ

รอยเตอร์ส รายงานอีกว่า ในวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. ร่องรอยความเสียหายที่เกิดจากการพุ่งชนได้รับการนำแผ่นไม้มาปิดกั้นไว้ชั่วคราวแล้ว

ด้านสำนักข่าวเดอะไทมส์ รอยเตอร์ และซีเอ็นเอ็น รายงานตรงกันว่า หลังเกิดเหตุ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานดับเพลิงจำนวนมากรุดมายังบริเวณรอบอาคารอย่างหนาตา

อย่างไรก็ตามสำนักข่าวเอ็นบีซี นิวส์ (NBC News) รายงานว่า ในระหว่างที่ตำรวจกำลังกันผู้คนให้ออกห่างจากจุดเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ยังได้ห้ามไม่ให้ผู้เห็นเหตุการณ์ถ่ายภาพ และขอความร่วมมือให้ผู้อื่นลบภาพถ่ายที่บันทึกไว้ด้วยเช่นกัน

พนักงานไปรษณีย์ที่ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ยอมรับว่า เขาสามารถบันทึกวิดีโอตอนที่เครื่องบินคาอยู่กับตัวตึกไว้ได้ แต่ในเวลาต่อมาได้ตัดสินใจลบออกเนื่องจากเกรงว่าจะถูกตำรวจจับกุม นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งได้สั่งให้ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ออกจากพื้นที่เกิดเหตุด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : people