ศาลสูงกัมพูชายืนโทษ “รง ชุน” นักการเมืองฝ่ายค้าน ระงับโทษจำคุกแต่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษ "รง ชุน" นักการเมืองฝ่ายค้าน ระงับโทษจำคุกแต่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

19 มิ.ย. 2569 12:27 น.

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษ “รง ชุน” นักการเมืองฝ่ายค้าน ระงับโทษจำคุกแต่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

ศาลฎีกากัมพูชามีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ตัดสินให้ “รง ชุน” ที่ปรึกษาอาวุโสพรรคพลังชาติ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน มีความผิดในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม แต่ศาลมีคำสั่งให้รอการลงโทษจำคุกที่เหลือไว้ก่อน ทำให้เขารอดพ้นจากการเข้าคุก แต่ยังคงถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งนาน 5 ปี และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 3 ปี

ศาลฎีกากัมพูชาในกรุงพนมเปญ มีคำพิพากษายืนยันความผิดของ นายรง ชุน (Rong Chhun) อายุ 56 ปี นักการเมืองฝีปากกล้าและที่ปรึกษาอาวุโสของพรรคพลังชาติ (Nation Power Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีคำสั่งให้รอการลงโทษจำคุกที่เหลืออยู่เอาไว้ก่อน ส่งผลให้เขาไม่ต้องถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำ

นายเอม จันทา ทนายความของนายรง ชุน เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า คำตัดสินของศาลฎีการะบุให้ระงับโทษจำคุกที่เหลืออยู่เป็นเวลา 3 ปี จากโทษจำคุกเดิมทั้งหมด 4 ปีที่เขาได้รับจากการตัดสินเมื่อปีที่แล้ว แต่ศาลยังคงยืนบทลงโทษอื่น ๆ ได้แก่ การสั่งห้ามมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกรูปแบบ เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งรวมถึงการห้ามไปใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง และห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง นอกจากนี้ เขายังถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 3 ปี

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2024 หลังจากที่นายรง ชุน เดินทางไปพบปะกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการถูกขับไล่ที่ดินในโครงการก่อสร้างของรัฐบาล และเขาได้แสดงความคิดเห็นพาดพิงถึงการเดินทางเยือนพื้นที่ชายแดนติดกับเวียดนามของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ซึ่งข้อหายุยงปลุกปั่นนี้ ถือเป็นข้อหาที่ทางการกัมพูชามักนำมาใช้เล่นงานนักกิจกรรมและผู้เห็นต่างทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง

บรรยากาศที่หน้าอาคารศาลฎีกาเป็นไปอย่างตึงเครียด มีกลุ่มผู้สนับสนุนนายรง ชุน ประมาณ 200 คน รวมตัวกันฝ่าสิ่งกีดขวางของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมตะโกนเรียกร้องให้ “ยกเลิกข้อกล่าวหาต่อนายรง ชุน” โดยหนึ่งในผู้สนับสนุนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า คำตัดสินนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะประชาชนต้องการเห็นพื้นที่ประชาธิปไตยและการปรองดองแห่งชาติมากกว่านี้

หลังรับฟังคำพิพากษา นายรง ชุน ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวหน้าศาลว่า “นี่คือคำตัดสินที่ไม่ยุติธรรม” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายผู้กุมอำนาจในกัมพูชาจงใจใช้กฎหมายเพื่อกีดกันไม่ให้เขาลงแข่งขันในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในปี 2027 รวมถึงการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2028 เขากล่าวว่า “ผลการตัดสินในวันนี้ทำให้ผมรู้ว่า ตัวผมเองยังมีอิทธิพลอยู่มาก จนทำให้ผู้กุมอำนาจรัฐไม่กล้าที่จะมอบอิสรภาพให้ผมกลับไปลงสนามแข่งในสนามเลือกตั้งปี 2027 และ 2028”

แม้ว่าคำตัดสินของศาลฎีกาจะถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว แต่นายรง ชุน ยืนยันว่าเขายังไม่หมดหวัง โดยจะร่วมหารือกับทีมกฎหมายอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการยื่นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชาต่อไป

ทั้งนี้ บรรดากลุ่มสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกัมพูชามาอย่างยาวนาน ว่ามักใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการปิดปากฝ่ายค้านและกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว นายเขม โสกา อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาที่เคยถูกตัดสินจำคุก 27 ปีในข้อหากบฏ เพิ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่อย่างไรก็ตาม สิทธิ์ทางการเมืองและการออกเสียงเลือกตั้งของเขาก็ยังคงถูกสั่งเพิกถอนอยู่เช่นเดิม.

ที่มา Associated Press / AFP

อินโดนีเซียระงับโครงการอาหารฟรีช่วงปิดเทอม หั่นงบ-ลดขนาดโครงการ

อินโดนีเซียระงับโครงการอาหารฟรีช่วงปิดเทอม หั่นงบ-ลดขนาดโครงการ

19 มิ.ย. 2569 11:54 น.

อินโดนีเซียระงับโครงการอาหารฟรีช่วงปิดเทอม หั่นงบ-ลดขนาดโครงการ

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศระงับโครงการอาหารฟรีสำหรับเด็กในช่วงปิดภาคเรียน พร้อมลดขอบเขตการดำเนินงานของโครงการ เพื่อควบคุมรายจ่ายภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องต้นทุนสูง ปัญหาทุจริต และข้อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

สำนักงานโภชนาการแห่งชาติอินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ยืนยันการสั่งระงับโครงการแจกอาหารฟรีแก่นักเรียนทั่วประเทศชั่วคราว ในช่วงวันหยุดปิดภาคเรียนระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน ถึง 13 กรกฎาคมนี้ และจะบังคับใช้มาตรการนี้ในช่วงวันหยุดราชการ วันหยุดทางศาสนา รวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ในอนาคตด้วย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมาที่มีการแจกอาหารอย่างต่อเนื่องแม้เป็นช่วงปิดเทอม

นางอากุสตินา อารุมซารี รองหัวหน้าและโฆษกสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ เปิดเผยว่า นอกจากการระงับแจกช่วงวันหยุดแล้ว รัฐบาลจะยุติการสนับสนุนงบประมาณอาหารกลางวันแก่โรงเรียน 76 แห่ง ซึ่งมีนักเรียนรวมราว 39,000 คนในพื้นที่ที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจสูง และจะโยกย้ายทรัพยากรส่วนนี้ไปเน้นกลุ่มนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดแคลนแทน พร้อมระบุว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการปฏิรูปองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และ “เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรของรัฐจะสร้างประโยชน์สูงสุดแก่กลุ่มที่จำเป็นจริงๆ”

การปรับลดขนาดโครงการในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการลดแรงกดดันต่อสถานะทางการเงินของประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสงครามในตะวันออกกลาง โดยงบประมาณของโครงการนี้ในปีปัจจุบันถูกหั่นลดลงจาก 335 ล้านล้านรูเปียห์ เหลือเพียง 268 ล้านล้านรูเปียห์

นอกจากนี้ ทางสำนักงานฯ ยังเตรียมเสนอปรับลดงบประมาณในปีหน้าลงอีก จากเดิมที่ตั้งไว้ 270 ล้านล้านรูเปียห์ เนื่องจากมองว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป โดยการงดจ่ายเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ให้แก่ครัวกลางที่ต้องปิดทำการในช่วงวันหยุดเรียนนี้ คาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้สูงถึง 3.4 ล้านล้านรูเปียห์ และอาจมีการสั่งปิดครัวกลางบางแห่งที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือมีผู้รับบริการน้อยเกินไปเพิ่มเติมในอนาคต

โครงการแจกอาหารและนมฟรีนี้ ถือเป็นนโยบายหาเสียงสำคัญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ตั้งเป้าจะดูแลเด็กและสตรีมีครรภ์รวมกว่า 82.9 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากร เพื่อแก้ปัญหาภาวะแคระแกร็นในเด็กอินโดนีเซียที่มีอัตราสูงกว่าร้อยละ 20 โดยข้อมูล ณ เดือนมีนาคม มีผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้แล้วกว่า 61 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวกลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว ทั้งในเรื่องงบประมาณที่สูงลิ่วจนเบียดบังงบพัฒนาส่วนอื่น เหตุการณ์อาหารเป็นพิษหมู่ของนักเรียนในหลายพื้นที่ และล่าสุดคือปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปราโบโวเพิ่งสั่งปลดนายดาดัน ฮินดายานา หัวหน้าสำนักงานโภชนาการฯ พร้อมรองหัวหน้าอีก 2 คน เนื่องจากถูกตั้งข้อหา “กระทำความผิดอาญาในการบริหารจัดการองค์กร”

นอกจากปัญหาภายในแล้ว นโยบายนี้ยังจุดชนวนให้เกิดการประท้วงใหญ่ในกรุงจาการ์ตาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประชาชนนับร้อยรวมตัวกันขับไล่และเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการนี้ทันที เนื่องจากมองว่าเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญกับภาวะค่าครองชีพและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงทุกวัน ซึ่งการปรับลดและจัดระเบียบโครงการใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลในการลดกระแสต่อต้านและอุดรอยรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดิน.

ที่มา Reuters / AFP

ดาราสาวอังกฤษถูกจับ ลอบนำ “ไอซ์” 320 กิโลกรัม ซุกซ่อนกับถุงถ่านเข้าออสเตรเลีย

ดาราสาวอังกฤษถูกจับ ลอบนำ "ไอซ์" 320 กิโลกรัม ซุกซ่อนกับถุงถ่านเข้าออสเตรเลีย

19 มิ.ย. 2569 11:42 น.

ดาราสาวอังกฤษถูกจับ ลอบนำ “ไอซ์” 320 กิโลกรัม ซุกซ่อนกับถุงถ่านเข้าออสเตรเลีย

ตำรวจออสเตรเลียตั้งข้อหานักแสดงสาวชาวอังกฤษ ต้องสงสัยเอี่ยวขบวนการลักลอบนำเข้าเมทแอมเฟตามีน หรือ “ไอซ์” จำนวน 320 กิโลกรัม ซ่อนในถุงถ่านจากประเทศกานา มูลค่าเกือบ 300 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

นักแสดงสาวชาวอังกฤษถูกตั้งข้อหาในออสเตรเลีย หลังตำรวจกล่าวหาว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับความพยายามลักลอบนำเข้าเมทแอมเฟตามีน หรือ “ไอซ์” จำนวน 320 กิโลกรัม จากแอฟริกาตะวันตกเข้าสู่ออสเตรเลีย โดยยาเสพติดล็อตนี้มีมูลค่าตามท้องตลาดเกือบ 300 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

ตำรวจระบุว่า เอ็มมา ฮุสเซน วัย 34 ปี ซึ่งเคยปรากฏตัวในซีรีส์ภาคแยกของละครดังเรื่อง EastEnders: E20 และภาพยนตร์แอ็กชันของเจสัน สเตธแธม ถูกตั้งข้อหาพยายามนำเข้าสารเมทแอมเฟตามีนในปริมาณทางการค้าเข้าสู่ออสเตรเลีย ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

ฮุสเซนขึ้นศาลในนครซิดนีย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับคู่สามีภรรยาจากรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ลักลอบขนยาเสพติดจากประเทศกานา โดยซุกซ่อนยาไว้ในถุงถ่านที่บรรจุอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์

เจ้าหน้าที่ประเมินว่า ยาเสพติดทั้งหมดมีมูลค่าตามท้องตลาดประมาณ 296 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือราว 208 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจพบความผิดปกติของตู้คอนเทนเนอร์ 2 ตู้ ที่เดินทางมาจากกานาและมาถึงท่าเรือพอร์ตโบตานี ในนครซิดนีย์

เมื่อตรวจสอบด้วยเครื่องเอกซเรย์ เจ้าหน้าที่พบสารสีขาวลักษณะเป็นผลึกซ่อนอยู่ภายในตู้ ซึ่งในเอกสารระบุว่าเป็นถุงถ่าน ก่อนส่งตัวอย่างไปตรวจสอบ และยืนยันว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน

ตำรวจได้ยึดยาเสพติดทั้งหมดออกจากตู้คอนเทนเนอร์ ก่อนที่ของกลางจะถูกนำส่งไปยังสถานที่เก็บสินค้าแห่งหนึ่งในเขตชานเมืองทางตะวันตกของซิดนีย์

เจ้าหน้าที่กล่าวหาว่า ฮุสเซนเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว และควบคุมดูแลขณะที่ชายหลายคนช่วยกันขนถ่ายสินค้า ก่อนนำถุงบางส่วนขึ้นรถและเดินทางไปยังบ้านหลังหนึ่งในย่านแบล็กทาวน์ ซึ่งตำรวจเข้าจับกุมเธอในเวลาต่อมา

ตำรวจยังยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสมุดบันทึกบางรายการไว้เป็นหลักฐาน

นอกจากนี้ ตำรวจยังจับกุมหญิงวัย 30 ปี และชายวัย 32 ปี ในเมืองแอดิเลด รัฐเซาท์ออสเตรเลีย หลังถูกกล่าวหาว่าใช้ข้อมูลปลอมเพื่อเช่าพื้นที่เก็บของในซิดนีย์ ซึ่งใช้เป็นจุดรับส่งยาเสพติด

รองผู้กำกับการตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย เทรเวอร์ โรบินสัน กล่าวว่า การยึดยาเสพติดครั้งนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ยาไอซ์มูลค่า 296 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ถูกส่งต่อไปยังท้องตลาด ซึ่งอาจคิดเป็นการจำหน่ายได้มากกว่า 3.2 ล้านครั้ง

ด้านเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ชายแดนออสเตรเลีย จาเร็ด ไลตัน กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตรวจค้น พร้อมระบุว่ากลุ่มอาชญากรรมมักพยายามซ่อนยาเสพติดในสินค้าทั่วไป เช่น ถ่าน แต่เจ้าหน้าที่ได้รับการฝึกฝนให้ตรวจจับความผิดปกติเหล่านี้ได้.

ที่มา : BBC

ไฟไหม้ รร.ประถมในกรุงโตเกียว นักเรียน-ครูอพยพทัน เจ็บอย่างน้อย 10 ราย

ไฟไหม้ รร.ประถมในกรุงโตเกียว นักเรียน-ครูอพยพทัน เจ็บอย่างน้อย 10 ราย

19 มิ.ย. 2569 11:17 น.

ไฟไหม้ รร.ประถมในกรุงโตเกียว นักเรียน-ครูอพยพทัน เจ็บอย่างน้อย 10 ราย

 เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในโรงเรียนประถมทากิโนงาวะไดซัน ซึ่งเป็นโรงเรียนสังกัดเขตคิตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลให้นักเรียนและครูได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 10 คน จากการสูดดมควันพิษและอุบัติเหตุขณะอพยพ ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถอพยพทุกคนออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

เมื่อเวลาประมาณ 11:00 น. ของวันนี้ (19 มิ.ย.)  ตามเวลาท้องถิ่น สำนักงานดับเพลิงโตเกียวและสถานีตำรวจนครบาลโตเกียวได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่โรงเรียนประถมศึกษา “ทากิโนงาวะ ไดซัน” ซึ่งตั้งอยู่ในเขตคิตะ กรุงโตเกียว โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณชั้น 4 ของอาคารเรียน

รายงานระบุว่า กลุ่มควันสีดำและเปลวไฟสีแดงเพลิงพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่างของห้องดนตรีชั้น 4 อย่างรุนแรง ซึ่งในขณะเกิดเหตุ มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กำลังเรียนอยู่ในห้องดังกล่าว ส่วนจุดที่เป็นต้นตอของเพลิงไหม้คาดว่ามาจากห้องที่อยู่ติดกัน ทางการได้ระดมรถดับเพลิงและรถกู้ภัยจำนวน 68 คัน รุดไปยังที่เกิดเหตุเพื่อเร่งฉีดน้ำสกัดกั้นเพลิง จนกระทั่งสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้ในเวลาประมาณเที่ยงวัน โดยความเสียหายเบื้องต้นพบว่าพื้นที่บนชั้น 4 ถูกไฟไหม้วอดเสียหายไปราว 200 ตารางเมตร

ในช่วงเกิดเหตุ มีนักเรียนและครูอยู่ในอาคารเรียนคอนกรีตเสริมเหล็ก 4 ชั้นแห่งนี้รวมเกือบ 330 คน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นตกใจเป็นอย่างมาก นักเรียนบางส่วนต้องอพยพขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้า และมีเด็กอีก 4 คนที่ติดอยู่บริเวณชั้น 2 ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือลงมาได้อย่างปลอดภัย ในตอนแรกมีรายงานสับสนว่าอาจมีผู้ติดค้างอยู่ภายในอาคารเป็นจำนวนมาก แต่ท้ายที่สุดก่อนเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าสามารถอพยพนักเรียนและบุคลากรทั้งหมดออกจากอาคารได้สำเร็จ ไม่มีผู้ตกค้าง

คณะกรรมการการศึกษาเขตคิตะเปิดเผยว่า โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนทั้งหมด 340 คน และมีครู 24 คน จากเหตุการณ์นี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 10 ราย แบ่งเป็น นักเรียน 7 รายที่สูดดมควันพิษเข้าไป, นักเรียนชาย 1 รายที่หกล้มได้รับบาดเจ็บระหว่างการอพยพ และครูอีก 2 ราย ทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในพื้นที่อย่างเร่งด่วน เบื้องต้นแพทย์ระบุว่าทุกคนอาการปลอดภัยและไม่มีใครเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

ผู้เห็นเหตุการณ์ในพื้นที่เปิดเผยว่า บรรยากาศโดยรอบเป็นไปด้วยความโกลาหล รถดับเพลิงและรถพยาบาลจำนวนมากเปิดไซเรนดังสนั่น ทั้งนี้ บริเวณที่เกิดเหตุตั้งอยู่ย่านที่พักอาศัย ห่างจากสถานีรถไฟอาสุกะยามะ ของรถไฟสายโทเดน อาราคาวะ ไปทางทิศใต้ประมาณ 150 เมตร และห่างจากสถานีรถไฟ JR โอจิ ไปทางทิศใต้ประมาณ 400 เมตร

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงนครบาลโตเกียวกำลังเร่งตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ร่วมกับการสอบปากคำพยาน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ต่อไป.

ที่มา NHK ONE / ANN

รัฐบาลอินโดฯ เผยมาตรการรับมือภัยแล้งจากเอลนีโญ สั่งตุนข้าวสำรอง 5.3 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

รัฐบาลอินโดฯ เผยมาตรการรับมือภัยแล้งจากเอลนีโญ สั่งตุนข้าวสำรอง 5.3 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

19 มิ.ย. 2569 10:05 น.

รัฐบาลอินโดฯ เผยมาตรการรับมือภัยแล้งจากเอลนีโญ สั่งตุนข้าวสำรอง 5.3 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์

รัฐบาลอินโดนีเซียเดินหน้ามาตรการรับมือภัยแล้งจากเอลนีโญ คาดฤดูแล้งจะรุนแรงที่สุดในเดือนสิงหาคม พร้อมสะสมข้าวสำรองแตะ 5.3 ล้านตัน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหาร

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 กระทรวงเกษตรอินโดนีเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินมาตรการป้องกันผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง โดยฤดูแล้งของประเทศจะเข้าสู่ช่วงรุนแรงที่สุดในเดือนสิงหาคมนี้

โดยนายซูวันดี เลขาธิการกระทรวงเกษตรอินโดนีเซีย กล่าวว่า ทางการกำลังประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้าและมาตรการบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง อาทิ การซ่อมแซมระบบชลประทาน การสำรวจและบริหารจัดการแหล่งน้ำ การติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม รวมถึงการทำฝนหลวงหรือการดัดแปรสภาพอากาศ ขณะเดียวกันรัฐบาลตั้งเป้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมให้สามารถส่งน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรได้อีก 1 ล้านเฮกตาร์ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับน้ำชลประทานทั่วประเทศเพิ่มเป็นประมาณ 3 ล้านเฮกตาร์

นอกจากนี้ ทางการยังส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้พันธุ์พืชที่ทนแล้ง ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ และเข้าร่วมโครงการประกันภัยภาคการเกษตรเพื่อลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียได้เร่งสะสมข้าวสำรองเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยปัจจุบันองค์การโลจิสติกส์แห่งชาติ มีสต็อกข้าวอยู่ถึง 5.3 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ.

ที่มา ChinaDaily

ระทึก โทรศัพท์มือถือไฟลุกไหม้เกิดควันบนเครื่องบิน “บริติช แอร์เวย์ส” ที่สนามบินฮาเนดะ ของญี่ปุ่น

ระทึก โทรศัพท์มือถือไฟลุกไหม้เกิดควันบนเครื่องบิน "บริติช แอร์เวย์ส" ที่สนามบินฮาเนดะ ของญี่ปุ่น

19 มิ.ย. 2569 09:33 น.

ระทึก โทรศัพท์มือถือไฟลุกไหม้เกิดควันบนเครื่องบิน “บริติช แอร์เวย์ส” ที่สนามบินฮาเนดะ ของญี่ปุ่น

เกิดเหตุระทึก โทรศัพท์มือถือไฟลุกไหม้ ควันขโมงบนเครื่องบิน “บริติช แอร์เวย์ส” ที่สนามบินฮาเนดะ ของญี่ปุ่น ต้องยกเลิกเที่ยวบินชั่วคราว อพยพผู้โดยสารทั้งลำ

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นและหน่วยดับเพลิงกรุงโตเกียว เปิดเผยว่า เที่ยวบินของสายการบินบริติชแอร์เวย์ส ซึ่งมุ่งหน้าไปยังกรุงลอนดอน ของอังกฤษ เกิดเหตุควันพวยพุ่งออกมาจากสัมภาระของผู้โดยสาร ขณะเครื่องบินกำลังเคลื่อนตัวจากหลุมจอดไปยังรันเวย์ที่สนามบินฮาเนดะ เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

หลังได้รับรายงาน หอบังคับการบินได้สั่งให้เครื่องบินกลับไปยังพื้นที่จอดทันที ก่อนที่ลูกเรือจะใช้ถังดับเพลิงควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จ เมื่อเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าตรวจสอบภายในห้องโดยสารพบว่า ต้นตอของควันมาจากโทรศัพท์สมาร์ตโฟนของผู้โดยสารรายหนึ่ง

รายงานข่าวระบุว่า เที่ยวบินนี้มีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 211 คน โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ โดยหลังการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างละเอียด เครื่องบินได้รับอนุญาตให้ออกเดินทางอีกครั้ง โดยล่าช้ากว่ากำหนดเดิมประมาณ 1 ชั่วโมง ขณะนี้ กระทรวงคมนาคมญี่ปุ่นอยู่ระหว่างสอบสวนสาเหตุและรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น.

ที่มา NHK

“คิม โยจอง” ซัด G7 เรียกร้องปลดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ย้ำนิวเคลียร์คืออาวุธป้องกันตัว

"คิม โยจอง" ซัด G7 เรียกร้องปลดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ย้ำนิวเคลียร์คืออาวุธป้องกันตัว

19 มิ.ย. 2569 08:48 น.

“คิม โยจอง” ซัด G7 เรียกร้องปลดนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ย้ำนิวเคลียร์คืออาวุธป้องกันตัว

“คิม โยจอง” น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ออกโรงโจมตีผู้นำ G7 หลังย้ำจุดยืนปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ระบุเป็นข้อเรียกร้องล้าสมัย พร้อมยืนยันคลังนิวเคลียร์คือผลประโยชน์หลักและเครื่องมือป้องกันอธิปไตยของประเทศ

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า นางคิม โยจอง น้องสาวของนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ออกแถลงการณ์ตอบโต้ผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 หลังการประชุมสุดยอดที่เมืองเอเวียง-เลส์-แบงส์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีการย้ำจุดยืนสนับสนุนการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนืออย่างสมบูรณ์ตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

คิมโยจองระบุว่า ข้อเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ เป็นแนวคิดที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่า อาวุธนิวเคลียร์เป็นผลประโยชน์หลักของรัฐ เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องอธิปไตย และเป็นรากฐานในการรักษาสันติภาพของประเทศตามกฎหมายของเกาหลีเหนือ ซึ่งการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นประเด็นที่ไม่สามารถย้อนกลับได้.

ที่มา Yonhap

ศาลเซอร์เบีย ตัดสินจำคุกพ่อแม่ มือปืนกราดยิงโรงเรียน 10 ศพ

ศาลเซอร์เบีย ตัดสินจำคุกพ่อแม่ มือปืนกราดยิงโรงเรียน 10 ศพ

19 มิ.ย. 2569 06:08 น.

ศาลเซอร์เบีย ตัดสินจำคุกพ่อแม่ มือปืนกราดยิงโรงเรียน 10 ศพ

พ่อแม่ของเด็กชายผู้ก่อเหตุยิงเด็ก 9 คนกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีก 1 คน เสียชีวิตที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในเซอร์เบีย ถูกตัดสินจำคุกในการพิจารณาคดีใหม่ที่กรุงเบลเกรด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อปี 2566 คนร้ายซึ่งตอนนั้นมีอายุเพียง 13 ปี ก่อเหตุกราดยิงเด็กผู้หญิง 7 คน เด็กผู้ชาย 1 คน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีก 1 คน เสียชีวิตที่โรงเรียน “วลาดิสลาฟ ริบนิการ์” (Vladislav Ribnikar) ในกรุงเบลเกรด เมืองหลวงของเซอร์เบีย และมีเด็กผู้หญิงอีกหนึ่งคนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา

เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องรับโทษทางอาญา จึงถูกส่งตัวไปควบคุมขังในสถาบันจิตเวช อย่างไรก็ตาม นายวลาดิเมียร์ และนางมิลยานา เคตมาโนวิช ผู้เป็นพ่อและแม่ ถูกตั้งข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่และทารุณกรรมผู้เยาว์ นอกจากนี้ผู้เป็นพ่อยังถูกตั้งข้อหาฐานกระทำความผิดร้ายแรงต่อความปลอดภัยสาธารณะอีกด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (18 มิ.ย. 2569) ศาลได้พิพากษาจำคุกนายเคตมาโนวิชเป็นเวลา 14 ปี 6 เดือน ขณะที่ภรรยาของเขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 11 เดือน ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายอัยการต่างได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านโทษจำคุกดังกล่าวแล้ว

โซรา ดอบริตชานิน ทนายความผู้แทนครอบครัวของผู้สูญเสีย กล่าวถึงการพิจารณาคดีนี้ว่าเป็น “การต่อสู้อันยาวนาน” ที่จะยังคงดำเนินต่อไปในศาลอุทธรณ์

ทั้งนี้ เหตุโจมตีด้วยอาวุธปืนในลักษณะกราดยิง ถือเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในเซอร์เบีย และประเทศแห่งนี้ไม่เคยเผชิญเหตุกราดยิงในโรงเรียนมาก่อนจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์นี้ เมื่อ 3 พ.ค. 2566 โดยเด็กชายแอบหยิบปืนพก 2 กระบอกจากตู้เซฟของผู้เป็นพ่อแล้วนำไปโรงเรียน ก่อนจะเปิดฉากยิงบริเวณโถงทางเดินและในห้องเรียน

นอกจากผู้เสียชีวิตทั้ง 10 ศพแล้ว ยังมีเด็กอีก 5 คนรวมถึงครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ด้วย และเพียงสองวันให้หลัง ก็เกิดเหตุคนร้ายขับรถกราดยิงคร่าชีวิตผู้คนไปอีก 9 ศพ ใกล้กับกรุงเบลเกรด

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนหลายหมื่นคนพากันออกมารวมตัวประท้วงบนท้องถนน จนรัฐบาลเซอร์เบียต้องตอบสนองด้วยการประกาศโครงการเรียกคืนอาวุธปืนผิดกฎหมาย โดยจะนิรโทษกรรมแก่ผู้นำอาวุธมาส่งมอบ และบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้น

พ่อแม่ของเด็กชายเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีครั้งแรกในปี 2567 โดยศาลได้รับฟังพยานหลักฐานจากลูกชายของพวกเขาแบบเป็นการลับ

แม้ว่าผู้เป็นพ่อจะถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลานานฐานฝึกฝนให้ลูกชายใช้ปืนและไม่เก็บรักษาอาวุธปืนอย่างปลอดภัย แต่ผู้เป็นแม่กลับพ้นผิดในข้อหาครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย และถูกตัดสินความผิดเพียงข้อหาละเลยหน้าที่ นอกจากนี้ ครูฝึกจากสนามยิงปืนที่เด็กชายไปฝึกซ้อมยังถูกพบว่ามีความผิดฐานให้การเท็จด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์ในกรุงเบลเกรดได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีของพ่อแม่เด็กชายใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2568 เนื่องจากมองว่า คำพิพากษาเดิมนั้นไม่มีความชัดเจนและขัดแย้งกันเอง ซึ่งผู้เป็นพ่อยังคงถูกควบคุมตัวไว้ในเรือนจำ ส่วนผู้เป็นแม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ภายนอกคุกได้จนกระทั่งถึงการพิจารณาคดีในปีนี้

การพิจารณาคดีใหม่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยหัวหน้าอัยการระบุว่า การลงโทษพ่อแม่ผู้ก่อเหตุจะเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบที่ว่า สังคมเซอร์เบียจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยามสงบของประเทศอย่างไร

ด้านทนายความฝ่ายจำเลย (พ่อแม่ของผู้ก่อเหตุ) แถลงต่อศาลว่า คำตัดสินล่าสุดที่ระบุว่าพ่อแม่ทั้งสองมีความผิดฐานละเลยหน้าที่นั้น ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากคำตัดสินครั้งแรกที่เคยถูกยกฟ้องไปแต่อย่างใด

พวกเขายังโต้แย้งว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัด และไม่มีการนำเสนอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าเด็กชายคนดังกล่าวถูกปล่อยปละละเลยแต่อย่างใด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษจับชายต้องสงสัย หลังเด็ก 3 ขวบตกบ่อจระเข้ จนบาดเจ็บสาหัส

อังกฤษจับชายต้องสงสัย หลังเด็ก 3 ขวบตกบ่อจระเข้ จนบาดเจ็บสาหัส

19 มิ.ย. 2569 04:46 น.

อังกฤษจับชายต้องสงสัย หลังเด็ก 3 ขวบตกบ่อจระเข้ จนบาดเจ็บสาหัส

ตำรวจอังกฤษจับกุมชายต้องสงสัยในข้อหาพยายามฆ่า หลังเด็กวัย 3 ขวบ ตกลงไปในบ่อจระเข้ของสวนสัตว์แห่งหนึ่งจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และตอนนี้ยังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 มิ.ย. 2569 ตำรวจของสหราชอาณาจักรจับกุมตัวชายวัย 30 ปีคนหนึ่งจากมณฑลนอร์ฟอล์ก ในข้อหาพยายามฆ่า หลังจากเด็กชายวัย 3 ขวบ ตกลงไปในกรงจระเข้ของสวนสัตว์ “จอห์นสันส์ ออฟ โอลด์ เฮิร์สต์” (Johnsons of Old Hurst) จนได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการอยู่ในขั้นวิกฤต

ตำรวจมณฑลเคมบริดจ์เชียร์เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุที่สวนสัตว์ จอห์นสันส์ฯ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองฮันติงดอน เมื่อเวลา 13:24 น. ตามเวลาฤดูร้อนของอังกฤษ (BST) โดยเด็กถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส โดยขณะนี้อาการยังอยู่ในขั้นวิกฤตแต่ทรงตัว

ตำรวจให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พวกเขาเชื่อว่าชายคนดังกล่าวและเด็กชายไม่ได้รู้จักกันมาก่อน ด้านเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนว่าเด็กถูกสัตว์ทำร้ายด้วยหรือไม่ หรือบาดเจ็บเพราะตกจากที่สูงเพียงอย่างเดียว

อนึ่ง ชาวบ้านท้องถิ่นให้ข้อมูลกับสื่อว่า ภายในกรงเลี้ยงจระเข้ดังกล่าว มีระเบียงยกสูง และคาดว่าตัวจระเข้อยู่ลึกลงไปด้านล่างประมาณ 15 ฟุต (ประมาณ 4.5 เมตร) นอกจากนี้ยังมีรั้วกั้นตลอดแนวทางเดิน ซึ่งเขาประเมินว่ามีความสูงอยู่ที่ประมาณ 4 ฟุต (ประมาณ 1.2 เมตร)

สารวัตรสืบสวน เวอริตี แมคแคนน์ จากตำรวจเคมบริดจ์เชียร์ กล่าวว่า “ในขั้นตอนนี้ เรากำลังพูดคุยกับผู้ที่อยู่ในสวนสัตว์ ณ เวลาที่เกิดเหตุการณ์อันน่าสะเทือนใจนี้ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ให้มากขึ้น”

“เราไม่เชื่อว่าชายที่ถูกจับกุมและเด็กจะรู้จักกัน ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและสนับสนุนครอบครัวของเด็กชายอยู่ที่โรงพยาบาล และเรายังคงส่งกำลังใจให้พวกเขาเสมอ”

ด้าน เบน โอเบเซ-เจคตี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตฮันติงดอน ได้โพสต์ข้อความลงบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ขอส่งกำลังใจให้เหยื่อตัวน้อยและครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากและสะเทือนใจอย่างรุนแรงนี้” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชน “ละเว้นจากการคาดเดาต่าง ๆ นานาบนโลกออนไลน์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด น้ำมันตกเป็นฝนสีดำ

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด น้ำมันตกเป็นฝนสีดำ

19 มิ.ย. 2569 03:37 น.

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด น้ำมันตกเป็นฝนสีดำ

ยูเครนส่งโดรนเกือบ 1,000 ลำโจมตีหลายพื้นที่ในรัสเซีย รวมถึงในกรุงมอสโก จนทำให้เกิดระเบิดและเพลิงไหม้โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งอย่างรุนแรง ส่งผลให้น้ำมันดิบกระจายและตกลงมาเป็นฝนสีดำ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มิ.ย. 2569 ยูเครนส่งโดรนโจมตีรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ส่งผลให้เกิดระเบิดรุนแรงและเพลิงไหม้ที่โรงกลั่นน้ำมัน “คาปอตนียา” (Kapotnya) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมอสโก และมีโดรนอีกมากกว่า 200 ลำที่ถูกส่งไปโจมตีเมืองหลวงของรัสเซียแห่งนี้

นายอันเดรย์ โวโรบียอฟ ผู้ว่าการท้องถิ่นเปิดเผยว่า การระเบิดทำให้กลุ่มควันหนาทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้าจนกลายเป็นสีดำ และส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 17 รายในแคว้นมอสโก

ควันไฟสีดำปกคลุมท้องฟ้า
ควันไฟสีดำปกคลุมท้องฟ้า

การระเบิดยังทำให้มีคราบน้ำมันดิบสีดำเม็ดเล็ก ๆ ได้ตกลงมาสาดกระจายคล้ายฝนในพื้นที่ส่วนหนึ่งของกรุงมอสโก โดยชาวบ้านท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว บีบีซี (BBC) ว่า ละอองฝนที่ตกลงมาได้ทิ้ง “คราบสกปรกสีดำ” ไว้บนเสื้อผ้าของพวกเขา แต่ทางการมอสโกปฏิเสธข่าวเรื่องการเกิด “ฝนน้ำมัน” ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ช่องเทเลแกรม (Telegram) อย่างเป็นทางการของเมืองได้ประกาศเตือนประชาชนในเขตพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้ปิดหน้าต่างให้มิดชิด พร้อมระบุว่าครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคหอบหืด ควรเดินทางออกจากพื้นที่ดังกล่าวโดยด่วน

เหตุการณ์นี้ยังส่งผลให้ศูนย์การค้าที่อยู่ใกล้เคียงก็เกิดเพลิงไหม้เช่นกัน โดยมีรายงานว่าเกิดจากเศษซากโดรนที่ร่วงลงมาใส่ตัวอาคาร ขณะที่ท่าอากาศยานทั้ง 4 แห่งของกรุงมอสโกต้องปิดให้บริการเป็นการชั่วคราว และมีเที่ยวบินมากกว่า 500 เที่ยวบินที่ถูกยกเลิกหรือล่าช้า

เศษซากความเสียหายตกใส่สนามเด็กเล่นและรถยนต์ที่จอดอยู่ในมอสโก
เศษซากความเสียหายตกใส่สนามเด็กเล่นและรถยนต์ที่จอดอยู่ในมอสโก

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า กองทัพสามารถสกัดกั้นและทำลายโดรนของยูเครนได้เกือบ 1,000 ลำทั่วประเทศ รวมถึงขีปนาวุธร่อนของยูเครนอีก 4 ลูกในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา นอกจากนี้ คลังเก็บน้ำมันในแคว้น รอสตอฟ (Rostov) ทางตอนใต้ก็ถูกโจมตีเช่นกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

ด้านประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนกล่าวว่า การโจมตีด้วยโดรนในครั้งนี้คือการตอบโต้ที่รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งส่งผลให้อารามคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ “เปเชอร์สกา ลาฟรา” (Pechersk Lavra) ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญระดับประเทศเกิดเพลิงไหม้

“เราไม่ต้องการสงครามนี้และไม่เคยต้องการมันเลย” เซเลนสกีกล่าว “แต่ถ้า ยูเครนต้องมอดไหม้ มอสโกของพวกคุณก็ต้องมอดไหม้ด้วยเช่นกัน”

ส่วนนาย เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซีย กล่าวตอบโต้ว่า การโจมตียูเครนหลังจากนี้จะดำเนินไป “ในวงกว้างและรุนแรง” พร้อมเสริมว่าตัวเขา “เชื่อมั่นมานานแล้วว่า แค่คำพูดนั้นมันไม่เพียงพออีกต่อไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc