ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงกับอิหร่าน จะลงนามในวันอาทิตย์นี้

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงกับอิหร่าน จะลงนามในวันอาทิตย์นี้

14 มิ.ย. 2569 01:20 น.

ทรัมป์อ้าง ข้อตกลงกับอิหร่าน จะลงนามในวันอาทิตย์นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความยืนยันว่า จะมีการลงนามข้อตกลงกับอิหร่านในวันอาทิตย์นี้ แม้โฆษกกระทรวงต่างประเทศของอิหร่านเพิ่งปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่า ข้อตกลงกับอิหร่านมีกำหนดการ “ลงนามในวันพรุ่งนี้” พร้อมเสริมว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดสำหรับเรือทุกลำทันทีที่มีการลงนามข้อตกลงดังกล่าว

“ข้อตกลงของ บารัค ฮุสเซน โอบามา ที่ทำกับอิหร่าน หรือ JCPOA นั้น มันคือเส้นทางไปสู่การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ที่แสนง่ายดาย สวยงาม และราบรื่น ซึ่งจริง ๆ แล้วอิหร่านควรจะมีมันตั้งแต่เมื่อ 6 ปีก่อน และคงจะเอามันมาใช้ไปนานก่อนหน้านี้แล้ว” ข้อความของทรัมป์ระบุ

“แต่ข้อตกลงของผมกับอิหร่านนั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง มันคือ “กำแพงกั้นไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์!” อันที่จริง ตอนนี้พวกเขาไม่ได้ต้องการอาวุธนิวเคลียร์อีกต่อไปแล้ว และจะไม่มีวันได้ครอบครองมันด้วย ไม่ว่าจะผ่านการซื้อ การพัฒนา หรือการจัดหาด้วยวิธีอื่นใดก็ตาม”

“ข้อตกลงนี้มีกำหนดจะลงนามในวันพรุ่งนี้ (วันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย.) และทันทีหลังจากลงนามสำเร็จ ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้ทุกคนผ่านได้ ความสัมพันธ์ของเรากับอิหร่านในตอนนี้แตกต่างและดีกว่าที่รัฐบาลชุดก่อน ๆ เคยมีมาอย่างสิ้นเชิง และไม่เหมือนกับยุคโอบามาที่จ่ายเงินให้พวกเขาหลายแสนล้านดอลลาร์ รวมถึงเงินสดเป็นฟ่อนอีก 1.7 พันล้านดอลลาร์ เพราะข้อตกลงนี้จะไม่มีการแลกเปลี่ยนเงินกันแม้แต่ดอลลาร์เดียว!”

“เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและทุกอย่างสงบลง เราจะเข้าไปขนเศษฝุ่นนิวเคลียร์ที่ฝังลึกอยู่ใต้ภูเขาหินแกรนิตอันแข็งแกร่งกลับมา ซึ่งต้องขอบคุณเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ที่แสนสวยงามของเราและเหล่านักบินที่ชาญฉลาด จากนั้นเราจะนำมันมาลดสมรรถนะและทำลายทิ้ง ไม่ว่าจะทำในอิหร่านหรือในสหรัฐอเมริกาก็ตาม”

“เราตั้งตารอที่จะได้ร่วมงานกับอิหร่าน รวมถึงทั่วทั้งตะวันออกกลางไปอีกยาวไกลในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการทั้งหมดนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และราบรื่น แต่ถ้ามันไม่เป็นเช่นนั้น เราก็ยังมีทางเลือกขั้นเด็ดขาด ซึ่งหวังว่าคงจะไม่ต้องนำมาใช้ซ้ำอีก! ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!!! ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ข้อความของนายทรัมป์ถูกโพสต์หลังจาก โฆษกกระทรวงต่างประเทศของอิหร่านออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่าจะมีการลงนามข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์นี้ แต่เขาไม่ตัดความเป็นไปได้ที่การลงนามจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (12 มิ.ย.) ว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ระบุว่าหากมีการลงนาม ข้อตกลงนี้จะเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาใน “ระดับเทคนิค”

เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า แม้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะกำหนดกรอบข้อผูกพันหลัก ๆ ที่อิหร่านต้องยอมรับ ซึ่งรวมถึงการยุติโครงการนิวเคลียร์ การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการที่สหรัฐฯ จะเข้าไปทำลายวัสดุเสริมสมรรถนะของอิหร่าน แต่การเจรจาในระดับเทคนิคขั้นสูงต่อจากนั้น จะมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดวิธีการนำประเด็นเหล่านั้นไปปฏิบัติและลงมือทำจริงอย่างเป็นรูปธรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

14 มิ.ย. 2569 00:05 น.

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่ให้เกิน 10 ล้านคน

ชาวสวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ ว่าจะยอมรับแผนการจำกัดจำนวนประชากรประเทศไม่ให้เกิน 10 ล้านคนหรือไม่ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องการรับผู้อพยพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวสวิตเซอร์แลนด์เตรียมเดินทางไปลงคะแนนเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 14 มิ.ย. 2569 นี้ เพื่อตัดสินว่าพวกเขาเห็นด้วยกับ ข้อเสนอในการจำกัดจำนวนประชากรของประเทศไม่ให้เกิน 10 ล้านคนหรือไม่ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องการรับผู้อพยพที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก พรรคประชาชนสวิส (Swiss People’s Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวา โดยพวกเขาอธิบายว่าเป็น “ข้อคิดริเริ่มเพื่อความยั่งยืน” ที่มีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ บริการสาธารณะ และสิ่งแวดล้อม

ในทางกลับกัน รัฐบาล, พรรคการเมืองอื่น ๆ, ผู้นำทางธุรกิจ และสหภาพแรงงาน ต่างขนานนามข้อเสนอนี้ว่าเป็น “ข้อคิดริเริ่มที่สร้างความโกลาหล” โดยแย้งว่ามันจะทำให้โรงพยาบาลและโรงแรมต่าง ๆ ขาดแคลนบุคลากรที่จำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังจะทำลายความสัมพันธ์ที่สร้างมาอย่างยากลำบากกับสหภาพยุโรป (EU) จนอาจทำให้สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก EU ตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวท่ามกลางโลกที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้

จำนวนประชากรของสวิตเซอร์แลนด์เติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งในขณะนั้นมีประชากรอยู่ที่ 7.3 ล้านคน แต่ในปัจจุบันตัวเลขพุ่งสูงถึง 9.1 ล้านคนแล้ว โดย 27% ของจำนวนนี้คือชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่เกิดในต่างประเทศ

ระบบประชาธิปไตยทางตรงของสวิตเซอร์แลนด์หมายความว่า การตัดสินใจครั้งสำคัญทั้งหมดจะทำผ่านคูหาเลือกตั้ง โดยผู้รณรงค์เพียงแค่รวบรวมรายชื่อให้ครบ 100,000 รายชื่อ ก็สามารถจัดให้มีการลงประชามติทั่วประเทศได้แล้ว

ชาวสวิสจำนวนมากกำลังเผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับปัญหาผู้โดยสารหนาแน่นบนรถไฟ ราคาอพาร์ตเมนต์ที่แพงขึ้นอย่างมาก และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของสวิตเซอร์แลนด์ชี้ว่า การลงคะแนนเสียงครั้งนี้อาจมีผลลัพธ์ที่สูสีกันมาก โดยโพลระบุว่าผู้ลงคะแนนเสียงเริ่มเอนเอียงไปทาง “ไม่เห็นด้วย” ด้วยคะแนนฉิวเฉียดที่ 52% ขณะที่มีผู้เห็นด้วย 45% และยังมีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

สำหรับผู้ลงคะแนนเสียงที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ คำถามสำคัญคือมาตรการจำกัดเพดานประชากรนี้จะทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติ

การกำหนดเพดานขั้นเด็ดขาดกับจำนวนผู้อยู่อาศัยนั้น ไม่ใช่มาตรการที่ประเทศอื่นเคยทดลองใช้มาก่อน แม้ว่าจีนจะเคยพยายามชะลอการเติบโตของประชากรผ่านนโยบายลูกคนเดียว (ซึ่งปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว) ก็ตาม

ภายใต้ข้อเสนอใหม่ จำนวนประชากรของสวิตเซอร์แลนด์ต้องไม่เกิน 10 ล้านคนก่อนปี 2593 และสั่งการให้รัฐบาลดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทันทีที่ตัวเลขประชากรแตะระดับ 9.5 ล้านคน

มาตรการต่าง ๆ ที่ว่าอาจรวมถึงการจำกัดจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ลี้ภัยในสวิตเซอร์แลนด์ และการยกเลิกสิทธิ์สำหรับแรงงานต่างชาติในการพาครอบครัวมาอยู่ร่วมกัน

หากจำนวนประชากรแตะเพดาน 10 ล้านคน ข้อตกลงระหว่างประเทศที่สวิตเซอร์แลนด์ได้ลงนามไว้ รวมถึงข้อตกลงการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีของสหภาพยุโรป (EU) ก็จะต้องถูกยกเลิกไป

ความเป็นไปได้ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับสมาคมธุรกิจของสวิตเซอร์แลนด์อย่าง “อีโคโนมีสวิส” (Economiesuisse) อย่างมาก โดย รูดอล์ฟ มินช์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสมาคมฯ กล่าวว่า หากญัตตินี้ผ่านความเห็นชอบ สวิตเซอร์แลนด์ “อาจต้องเผชิญกับความท้าทายในความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป”

นั่นเป็นเพราะว่า EU เตือนประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกมาโดยตลอดว่า พวกเขาไม่สามารถเลือกรับแต่ผลประโยชน์จากตลาดร่วมของ EU แล้วบ่ายเบี่ยงข้อผูกพันต่าง ๆ เช่น เรื่องการเคลื่อนย้ายประชากรอย่างเสรีได้

“จนถึงตอนนี้ EU ยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์” มินช์อธิบาย พร้อมเสริมว่า “มันเป็นผลประโยชน์ของเราที่จะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงและชัดเจนกับคู่ค้ารายหลักเอาไว้”

นอกจากนี้ บรรดานายจ้างชาวสวิสยังกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงแหล่งแรงงานทักษะสูงจากทั่วทั้งยุโรป ไม่เพียงเท่านั้น ในปัจจุบัน ครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมดในภาคธุรกิจโรงแรมของสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้อพยพ ขณะที่โรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุต่างก็ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเช่นเดียวกัน

แต่ฝ่ายสนับสนุนจากพรรคประชาชนสวิสแย้งว่า การอพยพย้ายถิ่นฐานเข้าสู่สวิตเซอร์แลนด์เป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลและที่เรียนในโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด และการจำกัดผู้อพยพจะช่วยลดแรงกดดันเหล่านี้ลงได้

ส่วนฝ่ายคัดค้านมองว่าแนวคิดนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันประชากรชาวสวิสถึง 20% มีอายุเกิน 65 ปีแล้ว และประเทศจำเป็นต้องมีแรงงานรุ่นใหม่และผู้เสียภาษีรุ่นใหม่เข้ามาทำงานและสนับสนุนความต้องการของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถสร้างแรงงานรุ่นใหม่เหล่านี้ได้เพียงพอด้วยตัวเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลถล่มเลบานอนอีก แม้ข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐฯ ใกล้บรรลุ

อิสราเอลถล่มเลบานอนอีก แม้ข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐฯ ใกล้บรรลุ

13 มิ.ย. 2569 22:48 น.

อิสราเอลถล่มเลบานอนอีก แม้ข้อตกลงอิหร่าน-สหรัฐฯ ใกล้บรรลุ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่พื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนเพิ่มเติมอีก หลังสั่งอพยพประชาชนกว่า 20 จุด ท่ามกลางรายงานว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงร่วมกันแล้ว

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. 2569 สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในเมืองมาร์ราเกห์ ในเขตไทร์ ทางตอนใต้ของประเทศอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้กองทัพยิวสั่งให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ประมาณ 20 จุด โดยการโจมตีทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ

การโจมตีทางอากาศดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชาริฟ ของปากีสถาน ซึ่งเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “เราใกล้จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพมากกว่าครั้งไหน ๆ” พร้อมกล่าวเสริมว่า คาดว่าการสรุปข้อตกลงขั้นสุดท้าย “น่าจะเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า”

แม้ฝ่ายอิหร่านจะออกมาปฏิเสธเรื่องการลงนามภายในวันอาทิตย์ แต่โฆษกกระทรวงต่างประเทศไม่ตัดความเป็นไปได้ที่การลงนามจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่วันข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านยืนยันว่า ข้อตกลงนี้ครอบคลุมถึง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และการยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนด้วยเช่นกัน

ส่วนเรื่องการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน นายอารักชีกล่าวว่าจะเริ่มต้นขึ้นในภายหลัง

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมายืนยันรายละเอียดบางส่วนของข้อตกลง โดยระบุว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อิหร่านจะได้รับนั้น ขึ้นอยู่กับการที่กรุงเตหะรานต้องปฏิบัติตามพันธกรณีของตัวเอง แต่ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่า เลบานอนจะเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับล่าสุดนี้ด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. จุดชนวนสงครามในตะวันออกกลาง ก่อนจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงในเดือนเมษายน แต่สหรัฐฯ และอิหร่านก็ยังคงมีการปะทะกันประปราย รวมถึงการโจมตีตอบโต้กันไปมาอีก 2 ระลอกในสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาได้ยกเลิก “แผนการโจมตี” อิหร่าน เนื่องจากทีมเจรจา “เพิ่งจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันครั้งใหญ่” ซึ่งเป็นข้อตกลงที่น่าจะมีการลงนามในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ สื่อของอิหร่านได้เผยแพร่รายละเอียดบางส่วนของสิ่งที่อ้างว่าเป็นข้อตกลง 14 ข้อ ซึ่งทรัมป์ได้ออกมาปฏิเสธว่า “ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดที่ได้ตกลงกันไว้เลย” และ “ไม่ใกล้เคียงกับความจริงเลยแม้แต่น้อย”

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีของปากีสถานเปิดเผยว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้รับการเห็นชอบร่วมกันแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างรอการสรุปขั้นสุดท้าย

และในวันเสาร์ นายชาริฟได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ประเทศของเขา “กำลังเตรียมการสำหรับการลงนามในข้อตกลงสันติภาพผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์… ซึ่งจะตามด้วยการเจรจาในระดับเทคนิคในสัปดาห์หน้า”

ด้านนายอารักชียอมรับว่า ภายในสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรความมั่นคงระดับสูงสุดของอิหร่าน มีทั้ง “ผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่คัดค้าน” ต่อข้อกำหนดล่าสุดของข้อตกลงนี้ และยังไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นมติร่วมกัน “สำหรับตอนนี้เราต้องรอก่อน หากได้รับการอนุมัติ ข้อตกลงนี้จะถูกลงนามจากระยะไกล”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านปัดข่าวลงนามข้อตกลงในวันอาทิตย์ แต่อาจเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

อิหร่านปัดข่าวลงนามข้อตกลงในวันอาทิตย์ แต่อาจเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

13 มิ.ย. 2569 21:42 น.

อิหร่านปัดข่าวลงนามข้อตกลงในวันอาทิตย์ แต่อาจเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านปฏิเสธรายงานที่ว่า พวกเขาจะลงนามข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในวันอาทิตย์นี้ แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่การลงนามจะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า

สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่านรายงานในวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย. 2569 ว่า นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยืนยันว่า การลงนามในกรอบข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะ “ยังไม่เกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้” แม้ว่าปากีสถานซึ่งเป็นตัวกลางรายสำคัญจะส่งสัญญาณว่าอาจเกิดขึ้นก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นายบากาอีระบุด้วยว่า เขาไม่ตัดความเป็นไปได้ที่การลงนามจะเกิดขึ้นในอีก “ไม่กี่วันข้างหน้า” โดยย้ำว่า “เนื่องจากความไร้เสถียรภาพของอีกฝ่าย เราจึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งต่อถ้อยแถลงใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้”

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวเสริมว่า “นี่ไม่ใช่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ แต่เป็นเพียงบันทึกความเข้าใจที่ระบุถึงประเด็นหลัก ๆ ที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และชี้แจงให้ชัดเจนว่าสงครามจะสิ้นสุดลง”

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของนายบากาอี ซึ่งทำหน้าที่เป็นโฆษกทีมเจรจาของอิหร่าน มีขึ้นหลังจากที่ทางการปากีสถานคาดการณ์ว่า ข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เป็นไปได้จะได้รับการสรุปขั้นสุดท้ายภายใน “24 ชั่วโมงข้างหน้า”

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวที่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการเจรจาครั้งนี้ได้เปิดเผยกับสำนักข่าว CNN เช่นกันว่า คาดว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในสิ้นวันพรุ่งนี้ หรืออาจเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา  : cnn

จีนเตือนพื้นที่ทะเลทรายเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง หลังอากาศร้อนจัด-ฝนหนัก-ธารน้ำแข็งละลายเร็วผิดปกติ

จีนเตือนพื้นที่ทะเลทรายเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง หลังอากาศร้อนจัด-ฝนหนัก-ธารน้ำแข็งละลายเร็วผิดปกติ

13 มิ.ย. 2569 10:50 น.

จีนเตือนพื้นที่ทะเลทรายเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรง หลังอากาศร้อนจัด-ฝนหนัก-ธารน้ำแข็งละลายเร็วผิดปกติ

จีนเตือนประชาชนในซินเจียงอุยกูร์และพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ รับมือกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมรุนแรง ช่วงฤดูร้อนนี้ หลังอากาศร้อนผิดปกติ ฝนตกหนัก และการละลายอย่างรวดเร็วของธารน้ำแข็ง

รายงานจากสื่อทางการจีนระบุว่า ทะเลทรายทากลามากัน ซึ่งเป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดของจีน ได้เผชิญเหตุน้ำท่วมครั้งแรกของปีตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายน โดยมีภาพน้ำจำนวนมากไหลเข้าท่วมเนินทรายที่ปกติแห้งแล้งอย่างยิ่ง

แม้ว่าทะเลทรายทากลามากันจะเคยเกิดน้ำท่วมในลักษณะคล้ายกันมาตั้งแต่ปี 2021 แต่โดยปกติเหตุการณ์ดังกล่าวมักเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงที่สุดของปี

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้อุณหภูมิพุ่งสูงเร็วกว่าปกติอย่างมาก โดยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน อุณหภูมิในซินเจียงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาเดียวกันถึง 7.3 องศาเซลเซียส และแตะระดับ 38 องศาเซลเซียส

ขณะเดียวกัน พื้นที่ทางตะวันตกและตอนใต้ของซินเจียงยังเผชิญฝนตกบ่อยครั้งขึ้น โดยบางพื้นที่มีปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตสำหรับช่วงต้นเดือนมิถุนายนถึง 2-3 เท่า

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า น้ำท่วมในทะเลทรายครั้งนี้เป็นผลจากการผสมผสานระหว่างคลื่นความร้อนและฝนตกหนัก ส่งผลให้ธารน้ำแข็งและหิมะสะสมบนเทือกเขาเทียนซาน และเทือกเขาคุนหลุน ละลายอย่างรวดเร็ว

มวลน้ำจำนวนมหาศาลได้ไหลลงสู่แม่น้ำทาริม ซึ่งเป็นแม่น้ำภายในแผ่นดินที่ยาวที่สุดของจีน ก่อนที่ระดับน้ำจะเพิ่มสูงจนล้นตลิ่ง และไหลทะลักเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำในเขตทะเลทราย

แม้ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เกิดโอเอซิสชั่วคราวกลางทะเลทราย แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไม่น่าจะคงอยู่ได้นาน เนื่องจากทะเลทรายทากลามากันตั้งอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดินและถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขาสูง ทำให้มีความชื้นต่ำและอัตราการระเหยของน้ำสูงมาก

แม้น้ำที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหล่อเลี้ยงพื้นที่ป่าไม้และระบบนิเวศในบางส่วนของภูมิภาค แต่ทางการจีนเตือนว่าความเสี่ยงด้านภัยพิบัติยังคงอยู่ในระดับสูง

ซุน เชียนเชียน นักวิเคราะห์จากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาจีนกล่าวว่า น้ำท่วมรุนแรงอาจสร้างความเสียหายต่อถนน ทางรถไฟ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นระบบสำคัญของภูมิภาค

เจ้าหน้าที่ยังแนะนำให้ประชาชนและนักเดินทางติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด ปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางตามสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก.

ที่มา : channelnewsasia

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยอมรับ Meta ทำพลาดระหว่างปรับองค์กรสู่ AI หลังปลดพนักงาน-โยกคนนับพันตำแหน่ง

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยอมรับ Meta ทำพลาดระหว่างปรับองค์กรสู่ AI หลังปลดพนักงาน-โยกคนนับพันตำแหน่ง

13 มิ.ย. 2569 08:17 น.

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยอมรับ Meta ทำพลาดระหว่างปรับองค์กรสู่ AI หลังปลดพนักงาน-โยกคนนับพันตำแหน่ง

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตายอมรับว่า บริษัททำผิดพลาดหลายอย่างระหว่างปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อมุ่งสู่บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยืนยันไม่มีแผนปลดพนักงานรอบใหญ่เพิ่ม

การยอมรับดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ Meta กำลังทุ่มงบลงทุนมหาศาลหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานภายในองค์กร ซึ่งสะท้อนแนวโน้มของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ที่กำลังเร่งแข่งขันด้าน AI อย่างเข้มข้นในปีนี้

ในบันทึกภายใน ซักเคอร์เบิร์กระบุว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ทำให้เกิดความท้าทายจำนวนมากต่อองค์กร และด้วยความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เขาได้ทำผิดพลาด 

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าบริษัทพยายามสร้างเสถียรภาพให้กับองค์กรให้มากที่สุดในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และไม่ต้องการให้พนักงานกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตมากเกินไป

ซักเคอร์เบิร์กยังยืนยันอีกครั้งว่า Meta ไม่มีแผนปลดพนักงานทั่วทั้งองค์กรเพิ่มเติมในปีนี้ แม้ว่าจะยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็ตาม

ก่อนหน้านี้ Meta ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยลดจำนวนพนักงานทั่วโลกลงประมาณ 10% ของกำลังคนทั้งหมด

ขณะเดียวกัน บริษัทได้โยกย้ายพนักงานกว่า 7,000 คนเข้าสู่โครงการใหม่ที่เกี่ยวข้องกับระบบการทำงานและกระบวนการพัฒนา AI

ซักเคอร์เบิร์กอธิบายว่า การสร้างตำแหน่งงานใหม่ด้าน AI ทำให้บริษัทสามารถลดขนาดบางทีมลงได้ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถโยกย้ายพนักงานกลับไปยังหน่วยงานเดิมได้หากพบว่าการปรับโครงสร้างในบางส่วนไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

นอกจากการปรับโครงสร้างบุคลากรแล้ว Meta ยังมีแผนเพิ่มการลงทุนด้านการสร้างทีมและวัฒนธรรมองค์กร เพื่อช่วยให้พนักงานปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง

ซักเคอร์เบิร์กระบุว่าบริษัทจะเพิ่มงบประมาณสำหรับกิจกรรมภายในองค์กร การประชุมนอกสถานที่ และงานอีเวนต์ต่าง ๆ มากขึ้น พร้อมเตรียมจัดงาน Hackathon ขนาดใหญ่ในเดือนกรกฎาคม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทีมงานและเร่งพัฒนาโมเดล AI รุ่นใหม่

ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Meta ในการแข่งขันด้าน AI กับคู่แข่งรายสำคัญอย่าง OpenAI, Google และ Microsoft

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา Meta ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์งบลงทุนประจำปี 2026 เป็นระหว่าง 125,000 ล้านถึง 145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล และเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่

แม้ซักเคอร์เบิร์กจะยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เต็มไปด้วยความผิดพลาดและความท้าทาย แต่ Meta ยังคงเดินหน้าปรับองค์กรครั้งใหญ่ต่อไป โดยมีเป้าหมายสำคัญในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลกในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

นักศึกษาอินโดฯ นับพันคนชุมนุมกลางกรุงจาการ์ตา กดดันปธน.ปราโบโว ปมเศรษฐกิจทรุด-ค่าครองชีพพุ่ง

นักศึกษาอินโดฯ นับพันคนชุมนุมกลางกรุงจาการ์ตา กดดันปธน.ปราโบโว ปมเศรษฐกิจทรุด-ค่าครองชีพพุ่ง

13 มิ.ย. 2569 07:55 น.

นักศึกษาอินโดฯ นับพันคนชุมนุมกลางกรุงจาการ์ตา กดดันปธน.ปราโบโว ปมเศรษฐกิจทรุด-ค่าครองชีพพุ่ง

นักศึกษาชาวอินโดนีเซียกว่า 1,500 คน เดินขบวนประท้วงรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เรียกร้องลดราคาน้ำมัน อาหาร พร้อมยกเลิกโครงการรัฐที่มองว่าสิ้นเปลือง ขณะเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยในอินโดนีเซียรวมตัวชุมนุมในกรุงจาการ์ตา เพื่อประท้วงนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้น และภาระหนี้สาธารณะที่ขยายตัว

โดยการชุมนุมครั้งนี้ ใช้ชื่อว่า “อินโดนีเซียกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะล้มละลาย” (Heading to Bankrupt Indonesia) มีผู้เข้าร่วมประมาณ 1,500 คน โดยผู้ประท้วงสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักศึกษา ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณอนุสาวรีย์แห่งชาติและวงเวียนโรงแรมอินโดนีเซีย ใจกลางกรุงจาการ์ตา

คณะผู้บริหารนักศึกษามหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย (BEMUI) ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุม ระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญปัญหารุนแรง ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง ราคาสินค้าจำเป็นปรับตัวสูงขึ้น ตำแหน่งงานลดลง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องหลัก 5 ประการ โดยเฉพาะการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอาหาร รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการสวัสดิการบางส่วนที่มองว่าใช้งบประมาณจำนวนมากและไม่คุ้มค่า เช่น โครงการอาหารฟรีสำหรับนักเรียน ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของปราโบโว และโครงการสหกรณ์หมู่บ้านทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังแสดงความไม่พอใจต่อการใช้งบประมาณภาครัฐ การปรับขึ้นราคาพลังงาน และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกองทัพในภาคพลเรือน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าอาจสะท้อนแนวโน้มรวมศูนย์อำนาจมากขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน

ระหว่างการชุมนุมเกิดเหตุปะทะเป็นระยะ เมื่อผู้ประท้วงบางส่วนพยายามฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจและรั้วเหล็กรักษาความปลอดภัย พร้อมขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้เกิดการชุลมุนบริเวณพื้นที่ชุมนุม ฝ่ายจัดงานอ้างว่า มีผู้ชุมนุมบางส่วนถูกสกัดไม่ให้เข้าร่วมการประท้วงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ขณะที่ทางการได้ระดมกำลังตำรวจและทหารราว 6,000 นาย เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุรุนแรง

ทั้งนี้ การชุมนุมครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในแรงกดดันทางการเมืองครั้งสำคัญที่รัฐบาลปราโบโวต้องเผชิญ หลังถูกวิจารณ์เพิ่มขึ้นทั้งในประเด็นเศรษฐกิจ การใช้จ่ายงบประมาณ และแนวทางการบริหารประเทศที่ถูกมองว่ามีลักษณะรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น.

เที่ยวบินโป๊ปขัดข้องกลางสนามบิน กษัตริย์สเปนส่งเครื่องบินส่วนพระองค์รับกลับโรม

เที่ยวบินโป๊ปขัดข้องกลางสนามบิน กษัตริย์สเปนส่งเครื่องบินส่วนพระองค์รับกลับโรม

13 มิ.ย. 2569 05:34 น.

เที่ยวบินโป๊ปขัดข้องกลางสนามบิน กษัตริย์สเปนส่งเครื่องบินส่วนพระองค์รับกลับโรม

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เดินทางกลับนครรัฐวาติกันล่าช้ากว่า 3 ชั่วโมง หลังเครื่องบินเช่าเหมาลำของ อิเบเรียเกิดปัญหาทางเทคนิค กษัตริย์สเปนทรงเสนอเครื่องบินส่วนพระองค์ให้ใช้เดินทางแทน

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 องค์ประมุขแห่งคริสตจักร นิกายโรมันคาทอลิก ประสบเหตุเที่ยวบินล่าช้าระหว่างเตรียมเดินทางกลับกรุงโรม หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนประเทศสเปน เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เมื่อเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบินอิเบเรียที่เตรียมนำพระองค์กลับนครรัฐวาติกัน เกิดปัญหาทางเทคนิคที่สนามบินเมืองซานตาครูซ เด เตเนริเฟ ในหมู่เกาะคานารี

รายงานข่าวระบุว่า กษัตริย์เฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน จึงทรงเสนอให้สมเด็จพระสันตะปาปาใช้เครื่องบินส่วนพระองค์แบบฟอลคอนเดินทางกลับแทน โดยเสด็จไปส่งพระองค์ถึงลานจอดเครื่องบิน ก่อนที่สมเด็จพระสันตะปาปาและคณะผู้ติดตามจะขึ้นเครื่องออกเดินทาง

นักบินของสายการบินอิเบเรียแจ้งผ่านระบบเสียงบนเครื่องบินว่า เครื่องยนต์ไม่สามารถสตาร์ตได้ โดยระบุว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับตำแหน่งจอดเครื่องและทิศทางลม แม้จะมีความพยายามเคลื่อนย้ายเครื่องบินและแก้ไขปัญหาแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้ผู้โดยสารทั้งหมดต้องลงจากเครื่อง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้กำหนดการเดินทางของสมเด็จพระสันตะปาปาล่าช้าออกไปมากกว่า 3 ชั่วโมง ขณะที่สายการบินอิเบเรียได้ส่งเครื่องบินอีกลำจากกรุงมาดริดมารับเจ้าหน้าที่วาติกันและผู้สื่อข่าวที่ไม่ได้ร่วมเดินทางไปกับพระองค์บนเครื่องบินพระราชทาน

การเดินทางครั้งนี้เป็นการปิดฉากภารกิจเยือนสเปนของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งครอบคลุมกรุงมาดริด เมืองบาร์เซโลนา และหมู่เกาะคานารี อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางผู้อพยพจากแอฟริกาตะวันตกเข้าสู่ยุโรป โดยสื่อหลายสำนักระบุว่า นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่เที่ยวบินของสมเด็จพระสันตะปาปาเกิดปัญหาร้ายแรงจนต้องเปลี่ยนเครื่องบินระหว่างการเดินทาง.

ปากีสถานเผยสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงร่างสุดท้ายข้อตกลงสันติภาพแล้ว จ่อปิดดีลนิวเคลียร์

ปากีสถานเผยสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงร่างสุดท้ายข้อตกลงสันติภาพแล้ว จ่อปิดดีลนิวเคลียร์

13 มิ.ย. 2569 04:50 น.

ปากีสถานเผยสหรัฐฯ-อิหร่านตกลงร่างสุดท้ายข้อตกลงสันติภาพแล้ว จ่อปิดดีลนิวเคลียร์

นายกฯ ปากีสถานเผยสหรัฐฯ และอิหร่านเห็นชอบร่างสุดท้ายของข้อตกลงสันติภาพแล้ว เหลือเพียงกำหนดขั้นตอนดำเนินการ ขณะที่อิหร่านยอมรับว่าใกล้บรรลุข้อตกลงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เปิดเผยว่า สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุ ร่างสุดท้ายที่เห็นชอบร่วมกันของข้อตกลงสันติภาพได้แล้ว โดยขณะนี้เหลือเพียงการกำหนดรายละเอียดของขั้นตอนถัดไปก่อนนำไปสู่การปฏิบัติจริง

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า บันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ เข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงมากกว่าช่วงเวลาใดที่ผ่านมา พร้อมขอให้สื่อมวลชนหลีกเลี่ยงการคาดเดาเนื้อหาของข้อตกลงก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

นายอารักชีระบุว่า ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในช่วงสำคัญของการเจรจา และอาจมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมภายในไม่กี่วันข้างหน้า โดยยังมีการหารืออย่างเข้มข้นภายในอิหร่าน ระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ผู้นำระดับสูง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านย้ำว่า ข้อตกลงนี้ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันของสหรัฐฯ แต่เป็นผลจากการยืนหยัดในจุดยืนและเส้นแดงของอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดและการเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยเขาอธิบายว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้แบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกมุ่งเน้นการยุติความขัดแย้งในทุกสมรภูมิ โดยเฉพาะในเลบานอน ส่วนระยะที่สองจะเข้าสู่ประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง ได้แก่ โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน การครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง และมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดถือเป็นสัญญาณบวกครั้งสำคัญของความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังทั้งสองฝ่ายเผชิญความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องจากปัญหานิวเคลียร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลางตลอดหลายปีที่ผ่านมา.

มือปืนกราดยิงเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ดับ 1 เจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนพบเสียชีวิตในอาคารร้าง

มือปืนกราดยิงเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ดับ 1 เจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนพบเสียชีวิตในอาคารร้าง

13 มิ.ย. 2569 04:36 น.

มือปืนกราดยิงเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ดับ 1 เจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนพบเสียชีวิตในอาคารร้าง

ชายวัย 45 ปี ก่อเหตุกราดยิงในเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย ก่อนถูกพบเสียชีวิตภายในอาคารร้าง หลังเคยก่อเหตุยิงใส่ตำรวจระหว่างการไล่ล่าเมื่อไม่กี่วันก่อน

วันที่ 13 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุกราดยิงในเมืองมิดแลนด์ รัฐเทกซัส ของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอย่างน้อย 10 ราย โดยเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงปิดล้อมและรับมือสถานการณ์ ก่อนพบผู้ก่อเหตุเสียชีวิตภายในอาคารคลินิกสัตวแพทย์ร้าง

ตำรวจเมืองมิดแลนด์ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนกราดยิงเมื่อเวลา 08.03 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนเข้าตรวจสอบพื้นที่และเผชิญหน้ากับผู้ก่อเหตุ ซึ่งยิงตอบโต้เจ้าหน้าที่จนตำรวจหลายนายต้องหลบอยู่หลังรถสายตรวจ และต้องใช้รถหุ้มเกราะเข้าช่วยเหลือ

ผู้ก่อเหตุถูกระบุว่าเป็นนายวิกเตอร์ มาตา บียาร์เรอัล อายุ 45 ปี ชาวเมืองโอเดสซา ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่กำลังตามล่าตัวเขาในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน หลังจากก่อเหตุยิงใส่ตำรวจเมืองมิดแลนด์หลายนัดระหว่างการไล่ล่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แม้ตำรวจจะไม่ได้รับบาดเจ็บก็ตาม

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่หน่วยสวาตและหน่วยงานอื่น ๆ เข้าปิดล้อมพื้นที่โดยรอบ ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองมิดแลนด์ นางลอรี บลอง กล่าวว่าทางการใช้หุ่นยนต์และโดรนตรวจสอบภายในอาคาร ก่อนยืนยันว่ามือปืนเสียชีวิตแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิตของเขา

โรงพยาบาลมิดแลนด์ เมโมเรียล เปิดเผยว่า รับผู้บาดเจ็บ 9 ราย โดย 4 รายอยู่ระหว่างการผ่าตัด ส่วนอีก 5 รายมีอาการคงที่ ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีก 1 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองโอเดสซา ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทั้งหมด แต่ยืนยันว่าไม่มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้

สำหรับเมืองมิดแลนด์เคยเผชิญเหตุกราดยิงครั้งใหญ่เมื่อปี 2562 เมื่ออดีตพนักงานบริษัทน้ำมันขับรถตระเวนยิงผู้คนแบบไม่เลือกหน้าในเมืองมิดแลนด์และโอเดสซา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 20 ราย.