ฝนถล่ม-อาฟเตอร์ช็อกขวางภารกิจกู้ภัยฟิลิปปินส์ ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวพุ่ง 55 ราย

ฝนถล่ม-อาฟเตอร์ช็อกขวางภารกิจกู้ภัยฟิลิปปินส์ ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวพุ่ง 55 ราย

12 มิ.ย. 2569 10:22 น.

ฝนถล่ม-อาฟเตอร์ช็อกขวางภารกิจกู้ภัยฟิลิปปินส์ ยอดเสียชีวิตแผ่นดินไหวพุ่ง 55 ราย

ภารกิจกู้ภัยในฟิลิปปินส์เป็นไปอย่างยากลำบาก หลังเจ้าหน้าที่เผชิญทั้งฝนตกหนักและอาฟเตอร์ช็อก ขณะเร่งค้นหาผู้สูญหายจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 55 ราย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยฟิลิปปินส์กำลังเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ หลังฝนตกหนักและแรงสั่นสะเทือนหลังแผ่นดินไหว หรืออาฟเตอร์ช็อก ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้การค้นหาผู้สูญหายเป็นไปอย่างล่าช้า ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 55 ราย

แผ่นดินไหวขนาด 7.8 ซึ่งเกิดขึ้นนอกชายฝั่งเกาะมินดาเนาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างหนัก อาคารหลายแห่งพังถล่ม เกิดดินถล่ม และทำให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากคำเตือนสึนามิ

สถานการณ์ในพื้นที่ประสบภัยยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก โดยเฉพาะในจังหวัดซารังกานี ซึ่งได้รับความเสียหายรุนแรง เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเคลียร์เส้นทางที่ถูกดินและก้อนหินขนาดใหญ่ปิดกั้น พร้อมค้นหาผู้ที่ยังติดอยู่ใต้ซากอาคาร

เรเน ปุนซาลัน หัวหน้าหน่วยจัดการภัยพิบัติจังหวัดซารังกานีเปิดเผยว่า แม้เจ้าหน้าที่จะสามารถเปิดเส้นทางได้หลายสายแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ส่งอาหารและน้ำดื่มให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้

เขาระบุว่าฝนที่ตกลงมาเมื่อคืนที่ผ่านมา รวมถึงอาฟเตอร์ช็อก เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการช่วยเหลือต้องหยุดชะงักเป็นระยะ

ทีมกู้ภัยต้องใช้รถแบ็กโฮเข้าช่วยเคลื่อนย้ายก้อนหินและซากปรักหักพัง แต่เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากยังมีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้ยังมีรายงานผู้สูญหาย 31 คน โดยเจ้าหน้าที่เดินหน้าค้นหาอย่างเต็มที่ แต่ยอมรับว่าโอกาสพบผู้รอดชีวิตเริ่มลดลง หลังผ่านไปหลายวันนับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว

หัวหน้าหน่วยภัยพิบัติซารังกานีกล่าวว่า หลังเวลาผ่านไปหลายวัน การพบผู้รอดชีวิตอาจต้องอาศัยปาฏิหาริย์ และภารกิจสำคัญในเวลานี้คือการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับคืนให้ครอบครัว

ด้านประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์ ได้ลงพื้นที่เมืองเจเนอรัล ซานโตส เพื่อตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัย พร้อมประกาศจัดสรรงบประมาณ 100 ล้านเปโซ หรือประมาณ 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อฟื้นฟูศาลากลางเมืองที่ได้รับความเสียหาย.

ที่มา : channelnewsasia

ม็อบนศ.เม็กซิโก ปะทะตำรวจใกล้สนามเปิดบอลโลก 2026 ที่เม็กซิโก ซิตี ประท้วงงบจัดการแข่งขัน

ม็อบนศ.เม็กซิโก ปะทะตำรวจใกล้สนามเปิดบอลโลก 2026 ที่เม็กซิโก ซิตี ประท้วงงบจัดการแข่งขัน

12 มิ.ย. 2569 10:15 น.

ม็อบนศ.เม็กซิโก ปะทะตำรวจใกล้สนามเปิดบอลโลก 2026 ที่เม็กซิโก ซิตี ประท้วงงบจัดการแข่งขัน

นักศึกษาและกลุ่มเคลื่อนไหวในเม็กซิโกชุมนุมประท้วงใกล้สนามนัดเปิดฟุตบอลโลก 2026 ก่อนปะทะตำรวจปราบจลาจล ขณะทางการยังคุมสถานการณ์ได้และการแข่งขันดำเนินต่อไปตามกำหนด

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เกิดเหตุปะทะกันรุนแรงระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณโดยรอบสนามเม็กซิโกซิตี สเตเดียม ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 นัดเปิดสนาม ระหว่างทีมชาติเม็กซิโกกับทีมชาติแอฟริกาใต้

รายงานข่าวระบุว่า กลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติอิสระเม็กซิโก (UNAM) และสถาบันการศึกษาอื่น ๆ เดินขบวนไปยังบริเวณสนามแข่งขัน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก รวมถึงปัญหาสังคมด้านอื่นๆ ของประเทศ  

มีรายงานว่า ระหว่างการชุมนุม ผู้ประท้วงบางส่วนซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำและปกปิดใบหน้า พยายามฝ่าแนวตำรวจที่ปิดล้อมพื้นที่รอบสนาม ก่อนขว้างปาก้อนหินและวัตถุต่างๆ ใส่เจ้าหน้าที่ ขณะที่ตำรวจตอบโต้ด้วยอุปกรณ์ควบคุมฝูงชน รวมถึงอุปกรณ์ส่งเสียงดังสำหรับสลายการชุมนุม ส่งผลให้เกิดการปะทะกันเป็นช่วงสั้น ๆ บริเวณรอบสนาม และมีควันลอยขึ้นในบางจุดใกล้ทางเข้าสนาม 

ต่อมาตำรวจปราบจลาจลได้เข้าควบคุมสถานการณ์และผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าใกล้บริเวณที่จัดไว้สำหรับแฟนบอลที่เดินทางมาชมการแข่งขัน แม้จะเกิดเหตุวุ่นวาย แต่เจ้าหน้าที่สามารถรักษาความปลอดภัยโดยรอบสนามได้ และการแข่งขันนัดเปิดฟุตบอลโลกยังคงดำเนินไปตามกำหนดการ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้นสะท้อนกระแสความไม่พอใจที่เกิดขึ้นควบคู่กับการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยกลุ่มเคลื่อนไหวพยายามใช้เวทีระดับโลกครั้งนี้ในการเรียกร้องความสนใจต่อประเด็นต่าง ๆ อาทิ ปัญหาผู้สูญหาย ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการใช้งบประมาณภาครัฐ.

ที่มา AP

ไฟไหม้คลังอุปกรณ์การแพทย์ในแคลิฟอร์เนีย ควันดำพวยพุ่ง สั่งอพยพพื้นที่ใกล้เคียง

ไฟไหม้คลังอุปกรณ์การแพทย์ในแคลิฟอร์เนีย ควันดำพวยพุ่ง สั่งอพยพพื้นที่ใกล้เคียง

12 มิ.ย. 2569 09:22 น.

ไฟไหม้คลังอุปกรณ์การแพทย์ในแคลิฟอร์เนีย ควันดำพวยพุ่ง สั่งอพยพพื้นที่ใกล้เคียง

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่คลังสินค้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ส่งผลให้กลุ่มควันดำหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เจ้าหน้าที่ต้องสั่งอพยพสถานประกอบการใกล้เคียง เร่งควบคุมสถานการณ์

เพลิงเริ่มลุกไหม้ที่ศูนย์กระจายสินค้าของบริษัท เมดไลน์ ผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ผ่าตัดรายใหญ่ ในเมืองเทรซี ซึ่งอยู่ห่างจากนครซานฟรานซิสโกไปทางตะวันออกราว 88 กิโลเมตร

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า ต้องอพยพพื้นที่ส่วนใหญ่โดยรอบ เนื่องจากกระแสลมแรงเพิ่มความเสี่ยงที่สะเก็ดไฟจะปลิวไปยังจุดอื่น โดยคลังสินค้าแห่งนี้ตั้งอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งยังเป็นที่ตั้งของศูนย์จัดส่งสินค้าของบริษัท อเมซอน (Amazon), โฮม ดีโป (Home Depot) และ เฟดเอ็กซ์ (FedEx)

โฆษกของบริษัทเมดไลน์ระบุว่า พนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกคนในพื้นที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว และไม่มีรายงานผู้สูญหาย โดยทางบริษัทกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน เพื่อประเมินผลกระทบจากเหตุไฟไหม้ พร้อมจะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อมีความคืบหน้า

ด้านหัวหน้าหน่วยดับเพลิงเปิดเผยว่า การดับไฟเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากระบบสปริงเกลอร์ของอาคารซึ่งดูเหมือนจะขัดข้อง รวมถึงแรงดันน้ำจากหัวจ่ายน้ำดับเพลิงภายในพื้นที่ต่ำกว่าปกติ โดยปัญหาดังกล่าวน่าจะเกิดจากระบบน้ำภายในคลังสินค้า ไม่ใช่ระบบของเมือง และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบหาสาเหตุ.

ที่มา : AP

“คิม จอง อึน” ส่งสารถึงปูติน ย้ำเกาหลีเหนือหนุนรัสเซียเต็มที่ กระชับพันธมิตรสองประเทศแน่นแฟ้น

"คิม จอง อึน" ส่งสารถึงปูติน ย้ำเกาหลีเหนือหนุนรัสเซียเต็มที่ กระชับพันธมิตรสองประเทศแน่นแฟ้น

12 มิ.ย. 2569 09:19 น.

“คิม จอง อึน” ส่งสารถึงปูติน ย้ำเกาหลีเหนือหนุนรัสเซียเต็มที่ กระชับพันธมิตรสองประเทศแน่นแฟ้น

“คิม จอง อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ส่งสารแสดงความยินดีวันชาติรัสเซียถึงประธานาธิบดีปูติน พร้อมยืนยันเกาหลีเหนือจะสนับสนุนนโยบายของรัสเซียอย่างเต็มที่ สะท้อนความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นหลังลงนามสนธิสัญญาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานว่า นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ส่งสารแสดงความยินดีถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เนื่องในวันชาติรัสเซีย พร้อมยืนยันจุดยืนสนับสนุนรัสเซียอย่างเต็มที่ทั้งในด้านนโยบายภายในและต่างประเทศ

ในสารฉบับนี้ นายคิม จอง อึน ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียกำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นพันธมิตรและความไว้วางใจฉันมิตรสหายที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมเปิดบทใหม่ของประวัติศาสตร์ความร่วมมิอระหว่างสองประเทศ

ผู้นำเกาหลีเหนือยังระบุว่า ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นเป็นผลจากการที่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งเขาและปูตินร่วมลงนามระหว่างการประชุมสุดยอดที่กรุงเปียงยางเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 พร้อมย้ำว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือมีเจตจำนงที่แน่วแน่ในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลรัสเซียอย่างเต็มรูปแบบ และจะยืนเคียงข้างรัสเซียเสมอ

รายงานระบุว่า สารลงวันที่ 12 มิถุนายน ถูกส่งมอบผ่านนายซิน ฮง ชอล เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำรัสเซีย ระหว่างการพบปะกับเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ขณะที่หนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน กระบอกเสียงของพรรคแรงงานเกาหลี ได้นำข้อความในสารฉบับนี้ขึ้นตีพิมพ์บนหน้าแรกฉบับวันศุกร์

นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ยังเผยแพร่บทความพิเศษเนื่องในวันชาติรัสเซีย โดยนำเสนอความก้าวหน้าของประเทศในหลายด้าน ทั้งภาคเกษตรกรรมและการทหาร

ขณะที่ก่อนหน้านี้ 1 วัน เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียในกรุงเปียงยาง นำโดยนายวลาดิเมียร์ โตเปคฮา อุปทูตรักษาการ ได้วางพวงมาลาที่หอคอยปลดปล่อย อนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารโซเวียตที่ร่วมรบกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมจัดงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันชาติรัสเซีย โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือเข้าร่วมด้วย.

ที่มา Yonhap

ตำรวจเปรูเกาะกระแสบอลโลก 2026 ปลอมตัวเป็นมาสคอตฟุตบอลโลก บุกจับพ่อค้ายา

ตำรวจเปรูเกาะกระแสบอลโลก 2026 ปลอมตัวเป็นมาสคอตฟุตบอลโลก บุกจับพ่อค้ายา

12 มิ.ย. 2569 08:58 น.

ตำรวจเปรูเกาะกระแสบอลโลก 2026 ปลอมตัวเป็นมาสคอตฟุตบอลโลก บุกจับพ่อค้ายา

ตำรวจเปรูสร้างความฮือฮาอีกครั้ง หลังใช้วิธีล่อจับผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด ด้วยการแต่งชุดมาสคอตฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจเปรูได้แต่งกายเป็นมาสคอตของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เพื่อเข้าหาตัวผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติด โดยไม่ให้ผู้ต้องหารู้ตัว โดยตำรวจระบุว่าผู้ต้องหารายนี้เคยถูกจำคุกมาแล้ว 9 ปี จากความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติด

พันเอกคาร์ลอส เฟรดี อัลกันตารา โอบรีกอน ผู้บัญชาการหน่วยตำรวจปราบปรามยาเสพติดสีเขียวของเปรู เปิดเผยว่าจากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง และกำลังอยู่ในกระแสฟุตบอลโลกอย่างเต็มที่ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่เลือกแต่งตัวเป็นมาสคอต เพื่อไม่ให้ผู้ต้องสงสัยเกิดความสงสัย ขณะเข้าใกล้บ้านของเขา

สำหรับมาสคอตฟุตบอลโลก 2026 มี 3 ตัว ได้แก่ เมเปิล เดอะ มูส (Maple the Moose) ตัวมูสจากแคนาดา, ซายู เดอะ จากัวร์ (Zayu the Jaguar) ตัวจากัวร์จากเม็กซิโก และ คลัตช์ เดอะ บอลด์ อีเกิล (Clutch the Bald Eagle) อินทรีหัวขาวจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของ 3 ชาติเจ้าภาพ ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา

ที่ผ่านมา ตำรวจเปรูมีชื่อเสียงจากปฏิบัติการลับที่ใช้ชุดปลอมตัวสะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นการสวมชุดซูเปอร์ฮีโร่ หรือแม้แต่แต่งเป็นตัวคาปิบาราเพื่อเข้าจับกุมผู้ต้องหาจนกลายเป็นข่าวโด่งดังมาแล้ว จนกระทั่งมาเกาะกระแสบอลโลกในครั้งนี้.

ที่มา : AP

เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก

เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก

12 มิ.ย. 2569 05:58 น.

เอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อแรงขึ้นช่วงปลายปี ซ้ำเติมความร้อนโลก

หน่วยงานสภาพอากาศของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ปรากฏการณ์ เอลนีโญ เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยคาดการณ์ว่ามันจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี จ่อทำให้อากาศร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วหนักขึ้น

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NOAA แถลงว่า ปรากฏการณ์ทางสภาพอากาศ “เอลนีโญ” ได้มาถึงแล้ว และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่ามันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งอาจรุนแรงทุบสถิติในประวัติศาสตร์

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศตามธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตรตอนกลางและทางตะวันออกอุ่นขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสลม รูปแบบฝน และสภาพอากาศที่แปรปรวนไปทั่วโลก

นักวิทยาศาสตร์ต่างมีความกังวลว่า ปรากฏการณ์นี้จะยิ่งซ้ำเติมความร้อนของโลกที่กำลังอุ่นขึ้นอยู่แล้วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมทั้งเพิ่มความรุนแรงของสภาพอากาศที่สุดขั้วให้มากยิ่งขึ้น

ในรายงานเตือนภัยฉบับล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ของ NOAA ระบุว่า “สภาวะเอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา” ซึ่งเห็นได้ชัดจากอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย

“มีความเป็นไปได้ถึง 63% ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงมากในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม (2570) ซึ่งจะจัดให้อยู่ในกลุ่มเหตุการณ์เอลนีโญครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2493” รายงานระบุ

แม้ว่าเอลนีโญในแต่ละครั้งจะมีความแตกต่างกัน แต่เหตุการณ์ครั้งใหญ่ ๆ มักจะดำเนินไปตามรูปแบบที่คุ้นเคย ซึ่งรวมถึงการเกิดภัยแล้งในพื้นที่บางส่วนของผืนป่าแอมะซอน อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ตลอดจนส่งผลกระทบให้ลมมรสุมในอินเดียเกิดการหยุดชะงัก และทำให้รูปแบบของฝนในพื้นที่เขตร้อนทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไป

โดยทั่วไปปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นทุก ๆ 2 ถึง 7 ปี และจะคงอยู่เป็นระยะเวลาประมาณ 9 ถึง 12 เดือน เอลนีโญมักจะขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงปลายปี แต่ความร้อนในมหาสมุทรจะถูกปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศอย่างช้า ๆ ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างเด่นชัดในปีถัดไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ

รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ

12 มิ.ย. 2569 05:14 น.

รัฐมนตรีอิหร่านย้ำ ยังไม่บรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ

รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านยืนยันว่า พวกเขายังไม่ได้ทำการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงใด ๆ ทั้งสิ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ามีการเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย. 2569 นายเอสมาอิล บากาอี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยกับสำนักข่าว IRNA ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลอิหร่านว่า รายงานข่าวเรื่องการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ นั้น เป็น “เพียงแค่การคาดเดา” พร้อมระบุว่ารัฐบาลเตหะรานยังไม่ได้ทำการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงใด ๆ ทั้งสิ้น

นายบากาอีกล่าวอีกว่า กาตาร์และปากีสถานกำลังทำหน้าที่เป็นตัวกลางอย่างแข็งขัน แต่ทำเนียบขาวและ “การกระทำของสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบต่อกระบวนการทางการทูต”

“ตั้งแต่เริ่มต้น สถานะของการเจรจานั้นชัดเจนสำหรับเรา และเนื้อหาของร่างข้อตกลงส่วนใหญ่ก็ได้ข้อสรุปไปแล้ว ทว่าฝ่ายอเมริกันกลับเปลี่ยนจุดยืนของตนเองอยู่ตลอดเวลา” นายบากาอีกล่าว และเสริมว่า อิหร่านได้ “พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า จะไม่มีวันยอมลดราวาศอกในสิ่งที่เรากำหนดไว้ว่าเป็นเส้นตาย (Red lines) ของประเทศ”

“จนถึงขณะนี้ อิหร่านยังไม่ได้บรรลุการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงใด ๆ” นายบากาอียืนยัน และระบุด้วยว่า ช่องแคบฮอร์มุซมีความปลอดภัยลดลงเนื่องจากการกระทำของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเขาได้ยกเลิกคำสั่งโจมตีอิหร่านที่เขาเพิ่งจะพูดถึงไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ โดยอ้างว่า มีการเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว โดยนายทรัมป์อ้างในเวลาต่อมาด้วยว่า ผู้นำสูงสุดอิหร่านสนับสนุนข้อตกลงนี้ และจะยุติความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง ผู้นำสูงสุดอิหร่านหนุนข้อตกลง ยอมยุติโครงการนิวเคลียร์

ทรัมป์อ้าง ผู้นำสูงสุดอิหร่านหนุนข้อตกลง ยอมยุติโครงการนิวเคลียร์

12 มิ.ย. 2569 04:17 น.

ทรัมป์อ้าง ผู้นำสูงสุดอิหร่านหนุนข้อตกลง ยอมยุติโครงการนิวเคลียร์

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านสนับสนุนข้อตกลงที่เขาอ้างว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุแล้ว และบอกอีกว่า อิหร่านตกลงที่จะยุติความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านให้การสนับสนุนข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และเปิดเผยว่ารัฐบาลเตหะรานได้ตกลง “ในทางหลักการ” ที่จะอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้ามาดูแลความปลอดภัยของวัสดุนิวเคลียร์ และยุติความพยายามในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์แล้ว

“ผมเข้าใจว่าคำตอบคือใช่” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในห้องทำงานรูปไข่ ของทำเนียบขาว เมื่อถูกซักถามว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้อนุมัติข้อตกลงนี้แล้วหรือไม่ พร้อมเสริมว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการปิดล้อมในทันทีเมื่อมีการลงนามข้อตกลง

ทรัมป์ยังกล่าวยกย่องสิ่งที่เขาเรียกว่า “บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เข้มแข็งมาก” ฉบับนี้ โดยระบุว่ามันอาจจะ “ดูเป็นกรอบแนวคิดไปบ้าง” แต่ยืนยันว่าอิหร่านได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะสละสิทธิ์ในการพัฒนาขีดความสามารถทางนิวเคลียร์แล้ว

“พวกเขาจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาตกลงในเรื่องนั้นแล้ว … จะไม่มีการพัฒนาใด ๆ ซึ่งนี่คือเหตุผลทั้งหมด และเป็นเหตุผลส่วนสำคัญอย่างยิ่ง” ทรัมป์กล่าว “พวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่มีมันเท่านั้น แต่จะไม่จัดซื้อ ไม่พัฒนา ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ในรูปแบบใด หรือในลักษณะใดก็ตาม ในสิ่งที่เกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์”

ทรัมป์อ้างด้วยว่า เขาเชื่อว่ากลุ่มผู้เจรจาของอิหร่านต้องการให้เกิดข้อตกลงนี้ “มากเท่ากับผม หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ”

ทั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งโจมตีอิหร่านอย่างหนักในคืนวันพฤหัสบดี แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็ยกเลิกคำสั่งโดยอ้างว่า ทั้งสองฝ่ายสามารถเห็นชอบประเด็นสุดท้ายที่ยังติดขัดในการทำข้อตกลงสันติภาพได้แล้ว โดยคาดกันว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจมีการลงนามอย่างเร็วที่สุดภายในสุดสัปดาห์นี้

ทรัมป์อ้างว่า ปฏิบัติการทางทหารระลอกล่าสุดคือสิ่งที่บีบให้รัฐบาลเตหะรานยอมตกลงในข้อตกลงครั้งนี้ และระบุว่าอิหร่าน “โดนถล่มยับเยินในแบบที่น้อยคนนักจะทนรับไหว และตอนนี้พวกเขาก็อยากจะทำข้อตกลงมากกว่าผมเสียอีก”

อย่างไรก็ตาม กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของอิหร่านยังไม่ได้ออกมาเปิดเผยหรือยืนยันว่าพวกเขาได้ตกลงในเงื่อนไขใด ๆ แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผลตรวจอากาศชี้ ไม่มีสารอันตรายในเพนตากอน หลังสั่งล็อกดาวน์บางส่วน

ผลตรวจอากาศชี้ ไม่มีสารอันตรายในเพนตากอน หลังสั่งล็อกดาวน์บางส่วน

12 มิ.ย. 2569 02:48 น.

ผลตรวจอากาศชี้ ไม่มีสารอันตรายในเพนตากอน หลังสั่งล็อกดาวน์บางส่วน

ตึกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กลับมาเปิดตามปกติแล้ว หลังก่อนหน้านี้ต้องล็อกดาวน์บางส่วนเพื่อรับมือเหตุสารอันตราย อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบในเวลาต่อมายืนยันว่า ไม่พบสารพิษใดๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อาคารกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน กลับมาเปิดปฏิบัติการตามปกติแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ตัวอาคารถูกสั่งล็อกดาวน์เนื่องจากมีการตรวจพบ “ปัญหาด้านคุณภาพอากาศ” ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการส่งทีมเผชิญเหตุสารอันตราย หรือ “Hazmat” เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน

ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน แถลงว่า ระบบของอาคารได้ตรวจพบ “แนวโน้มปัญหาด้านคุณภาพอากาศเมื่อเช้าวันพฤหัสบดี จึงทำให้ต้องมีการดำเนินมาตรการความปลอดภัยและประเมินสถานการณ์ในทันทีเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน”

“ผลการตรวจสอบในเวลาต่อมายืนยันว่าไม่มีอันตรายใด ๆ และขณะนี้อาคารได้กลับมาเปิดปฏิบัติการตามปกติแล้ว” พาร์เนลล์กล่าว

สื่อของสหรัฐฯ รายงานว่า ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจภายในอาคารต่างสวมหน้ากากกันแก๊สพิษและชุดป้องกันสารเคมีแบบเต็มรูปแบบ

ปฏิบัติการครั้งนี้ของเพนตากอนได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยดับเพลิงและบริการการแพทย์ฉุกเฉินอาร์ลิงตัน ซึ่งโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า พวกเขากำลังเข้าจัดการกับเหตุการณ์สารอันตรายในตึกเพนตากอน

ด้านสำนักข่าวซีบีเอสนิวส์ (CBS News) รายงานว่า ก่อนเวลา 11:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ (EDT) เล็กน้อย สำนักงานคุ้มครองความปลอดภัยเพนตากอน ส่งอีเมลแจ้งเตือนไปยังบุคลากรภายในอาคาร เพื่อให้หลบภัย ณ ที่ตั้ง ในบริเวณระเบียงทางเดิน 4 จุด ตั้งแต่ชั้น 2 ถึงชั้น 5

ซีบีเอสนิวส์ระบุเพิ่มเติมว่า อีเมลดังกล่าวยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด และให้เปลี่ยนรูปแบบการประชุมแบบเผชิญหน้าไปเป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์แทน

“พวกเราขอแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อเจ้าหน้าที่กู้ชีพและทีมเผชิญเหตุทุกท่าน สำหรับการปฏิบัติหน้าที่อย่างรวดเร็วเพื่อความปลอดภัยของบุคลากรทุกคน” พาร์เนลล์ระบุในแถลงการณ์ฉบับแก้ไขเมื่อเวลาประมาณ 13:30 น. ตามเวลา EDT

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ยกเลิกโจมตีอิหร่าน อ้าง 2 ฝ่ายเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงแล้ว

ทรัมป์ยกเลิกโจมตีอิหร่าน อ้าง 2 ฝ่ายเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงแล้ว

12 มิ.ย. 2569 01:11 น.

ทรัมป์ยกเลิกโจมตีอิหร่าน อ้าง 2 ฝ่ายเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงแล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกคำสั่งโจมตีอิหร่านในคืนวันพฤหัสบดีนี้ โดยอ้างว่าเป็นเพราะ ทั้งสองฝ่ายสามารถเห็นชอบประเด็นสุดท้ายในข้อตกลงระหว่างกันได้สำเร็จแล้ว

เมื่อ 11 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความใหม่ผ่าน Truth Social เพื่อประกาศว่า เขาได้ยกเลิกคำสั่งโจมตีอิหร่านในคืนวันพฤหัสบดี ซึ่งเขาเพิ่งจะพูดถึงไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแล้ว โดยอ้างเหตุผลว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบประเด็นสุดท้าย (final points) ในข้อตกลงระหว่างกันแล้ว

“เนื่องด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า การหารือกับสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้ถูกส่งขึ้นไปถึงระดับสูงสุดของผู้นำอิหร่านและได้รับการอนุมัติแล้ว ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ผมจึงได้ยกเลิกกำหนดการโจมตีและการทิ้งระเบิดต่ออิหร่านในเย็นวันนี้” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

เขาระบุเสริมว่า “การหารือต่างๆ และประเด็นสุดท้ายนั้น ได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งในส่วนของหลักการและรายละเอียดที่สำคัญ”

โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า ประเทศที่มีส่วนร่วมในการอนุมัติครั้งนี้ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, อิสราเอล, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), กาตาร์, ตุรกี, ปากีสถาน, บาห์เรน, คูเวต, จอร์แดน และอียิปต์

“มาตรการปิดล้อมทางทะเลจะยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบต่อไป จนกว่ากระบวนการทำข้อตกลงนี้จะเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์” ทรัมป์ระบุ “ส่วนเวลาและสถานที่ในการลงนามข้อตกลงจะมีการประกาศให้ทราบในเร็ว ๆ นี้”

อนึ่ง แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเปิดเผยกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า อิหร่านได้ส่งร่างข้อเสนอฉบับล่าสุดให้แก่สหรัฐฯ ผ่านทางตัวกลางของกาตาร์เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ได้มีการติดต่อสื่อสารกับทางตัวกลางอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในระหว่างสัปดาห์นี้ ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะเปิดฉากโจมตีโต้ตอบกันอย่างดุเดือดติดต่อกันหลายวันก็ตาม โดยคณะผู้แทนของกาตาร์ได้เดินทางไปยังกรุงเตหะรานในสัปดาห์นี้เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn