อิสราเอลโจมตีรถยนต์บรรทุกทหารเลบานอน นายพลดับ 1 ทหารอีก 2 นาย

อิสราเอลโจมตีรถยนต์บรรทุกทหารเลบานอน นายพลดับ 1 ทหารอีก 2 นาย

7 มิ.ย. 2569 01:42 น.

อิสราเอลโจมตีรถยนต์บรรทุกทหารเลบานอน นายพลดับ 1 ทหารอีก 2 นาย

อิสราเอลโจมตีรถยนต์คันหนึ่งในภาคใต้ของเลบานอน ส่งผลให้นายพลคนหนึ่งกับทหารอีก 2 นายเสียชีวิต โดยฝ่ายอิสราเอลอ้างว่า โจมตีเพราะรถคันนี้มีพิรุธ

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มิ.ย. 2569 กองทัพเลบานอนออกมาเปิดเผยว่า การโจมตีอัน “ก้าวร้าวและป่าเถื่อน” ของอิสราเอล โดยรถยนต์คันหนึ่งซึ่งกำลังขนส่งเจ้าหน้าที่ของกองทัพในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้ทหารยศพลจัตวา, ร้อยเอก และพลทหารเสียชีวิต

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ยอมรับว่ายิงรถคันดังกล่าวจริง แต่อ้างว่ารถคันนี้ “เคลื่อนตัวอย่างมีพิรุธมุ่งหน้ามาทางกองกำลังของตน” และมีการรายงานเหตุยิงปืนในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม IDF ระบุว่าพวกเขาเริ่มดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

แต่ฝ่ายกองทัพเลบานอนออกมาตอบโต้อย่างโกรธเกรี้ยวต่อการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งพวกเขาระบุว่า เป็นการโจมตีอย่างโหดเหี้ยม, จงใจ และเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก พร้อมทั้งได้แชร์ภาพซากรถยนต์ที่ถูกไฟไหม้จนวอดบนถนนนอกหมู่บ้านด้วย

ทั้งนี้ อิสราเอลต่อสู้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธในเลบานอนอย่างดุเดือดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยพื้นที่สู้รบหลักอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นจุดที่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านกลุ่มนี้ใช้ยิงจรวดและส่งโดรนโจมตีเข้าไปทางตอนเหนือของอิสราเอล

อย่างไรก็ตาม อิสราเอลไม่ได้มีความขัดแย้งโดยตรงกับรัฐบาลและกองทัพของเลบานอน ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับอิสราเอลเพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

การโจมตีครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นบนถนนใกล้กับหมู่บ้าน คฟาร์ เทบนิต (Kfar Tebnit) ซึ่งอยู่ห่างไปทางเหนือของแม่น้ำลิตานีประมาณ 4 ไมล์ และอยู่ใกล้กับเมืองนาบาตีเยห์ (Nabatieh) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างรุนแรงและเกิดการอพยพของประชาชนในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ได้รับการระบุตัวตนแล้ว ได้แก่ นายพลจัตวา ซาเมอร์ ซาบรา, ร้อยเอก เอลี คูรี และ พลทหาร ฮัสซัน กาซาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หนุ่มอเมริกันหายสาบสูญในญี่ปุ่น ถูกพบเป็นศพ หลังค้นหาหลายวัน

หนุ่มอเมริกันหายสาบสูญในญี่ปุ่น ถูกพบเป็นศพ หลังค้นหาหลายวัน

7 มิ.ย. 2569 00:12 น.

หนุ่มอเมริกันหายสาบสูญในญี่ปุ่น ถูกพบเป็นศพ หลังค้นหาหลายวัน

นักศึกษาชาวอเมริกันวัย 20 ปี ที่หายตัวไประหว่างท่องเที่ยวในญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ถูกพบเป็นศพในพื้นที่ภูเขานอกเมืองเกียวโต หลังจากเจ้าหน้าที่ระดมค้นหานานหลายวัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิ.ย. 2569 ว่า อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยในญี่ปุ่นพบศพของนาย เจมส์ “เวสตัน” ฮิกกินบอทแธม นักศึกษามหาวิทยาลัย “ออเบิร์น” วัย 20 ปีแล้ว หลังจากเขาหายตัวไปอย่างลึกลับระหว่างทริปพักผ่อนกับครอบครัว จนทำให้เกิดการระดมกำลังค้นหาครั้งใหญ่กลางป่าและเทือกเขานายหลายวัน

“ครอบครัวของเราใจสลายที่จะต้องแจ้งให้ทราบว่า อาสาสมัครกลุ่มค้นหาและกู้ภัยพบศพของเวสตันแล้ว ในพื้นที่ภูเขานอกเมืองเกียวโต ความโศกเศร้าที่เราเผชิญอยู่นั้นไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย” ครอบครัวของเวสตันระบุในแถลงการณ์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์

เวสตัน ซึ่งเป็นผู้ที่รักและคลั่งไคล้ในธรรมชาติ หายตัวไปเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากเขาแยกตัวออกจากพ่อแม่และพี่ชายเพื่อไปสำรวจเมืองเกียวโตเพียงลำพัง หลังจากมีปากเสียงกับมารดา เรื่องที่เธอใช้ ChatGPT ในการนำทางท่องเที่ยวทริปนี้ เพราะเวสตันเชื่อว่า AI ตัวนี้จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากมาย

มีผู้พบเห็นเวสตันเป็นครั้งสุดท้ายขณะกำลังเดินอยู่เพียงลำพังในย่านยามาชินะ (Yamashina) ของเมืองเกียวโต บนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังเส้นทางเดินป่าในแถบป่าเขาใกล้เคียง

ครอบครัวเวสตันระบุว่า ปฏิบัติการค้นหาของตำรวจญี่ปุ่นในพื้นที่ป่าทึบซึ่งเวสตันเดินมุ่งหน้าไปเป็นจุดสุดท้ายนั้น ยุติลงเมื่อวันศุกร์ หลังจากดำเนินการมานาน 72 ชั่วโมง โดยการค้นหาดังกล่าวใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 100 นาย พร้อมด้วยสุนัขตำรวจ (K-9) และเฮลิคอปเตอร์หลายลำ

ในวันเสาร์ ครอบครัวฮิกกินบอทแธมจึงเริ่มแคมเปญค้นหาด้วยตัวเอง โดยได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านท้องถิ่นและทีมค้นหากู้ภัยที่จ้างมา โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ป่าในย่านยามาชินะที่ตำรวจยังไม่ได้เข้าไปสำรวจ

“เรารู้ว่าเขาต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในป่านี้” แนนซี ฮิกกินบอทแธม มารดาของเวสตัน เขียนข้อความอัปเดตบนเฟซบุ๊กเมื่อเช้าวันเสาร์

หลังจากที่มีการพบร่างของเวสตัน ครอบครัวได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ช่วยแชร์เรื่องราวของเขาและผู้ที่มีส่วนร่วมในการค้นหาทั้งหมด “ความเมตตาและแรงสนับสนุนที่หลั่งไหลเข้ามา ช่วยพยุงพวกเราให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิต”

“ขอบคุณสำหรับความระลึกถึง คำอธิษฐาน และการสนับสนุนทุกรูปแบบ จากนี้ไปพวกเราจำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้มากกว่าครั้งไหน ๆ พวกเราจะรักลูกตลอดไป… เวสตัน” ครอบครัวเขียนระบุ

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของนายเวสตัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ยูเครนส่งโดรนโจมตีเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ผู้ว่าฯ สั่งประชาชนหลบในอาคาร

ยูเครนส่งโดรนโจมตีเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ผู้ว่าฯ สั่งประชาชนหลบในอาคาร

6 มิ.ย. 2569 23:03 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ผู้ว่าฯ สั่งประชาชนหลบในอาคาร

กองทัพยูเครนส่งโดรนจำนวนนับร้อยลำโจมตีเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและพื้นที่ข้างเคียง จนทำให้ผู้ว่าการฯ ต้องสั่งให้ประชาชนหลบอยู่แต่ในอาคารเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน

เมื่อ 6 มิ.ย. 2569 ทางการรัสเซียเปิดเผยว่า ยูเครนได้เปิดฉาก “โจมตีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” ในพื้นที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและบริเวณโดยรอบ ในช่วงเวลาที่เมืองแห่งนี้กำลังเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมเศรษฐกิจประจำปีของรัสเซียเป็นวันสุดท้าย

นายอเล็กซานเดอร์ ดรอซเดนโก ผู้ว่าการแคว้นเลนินกราด ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ระบุว่า สามารถยิงทำลายโดรนที่ถูกส่งมาได้มากกว่า 140 ลำ ขณะที่นายอเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าการเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ต้องเรียกร้องให้ประชาชนหลบอยู่แต่ในอาคารบ้านเรือนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน

ทางด้านนาย โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า โดรนของกองทัพบินเป็นระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร ไปยังภูมิภาคเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยมีเป้าหมายคือ “คลังแสงของกองทัพเรือศัตรูและฐานทัพในเมืองครอนสตัดท์ (Kronstadt)” ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองกำลังหลักส่วนหน้าของกองเรือบอลติกของรัสเซีย

นอกจากนี้ เซเลนสกียังระบุว่า คลังน้ำมันซึ่งอยู่ห่างออกไป 500 กิโลเมตร ในแคว้นคราสโนดาร์ทางตอนใต้ ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเช่นกัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “มาตรการลงโทษระยะไกล” ของยูเครน และบอกด้วยว่า นี่เป็นการตอบโต้อย่างชอบธรรมต่อการโจมตีของรัสเซีย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวในงานประชุมเศรษฐกิจว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะพบกับนายเซเลนสกี หลังก่อนหน้านี้ผู้นำยูเครนเรียกร้องให้มีการเจรจาโดยตรงระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศเพื่อยุติสงคราม

ด้านผู้บัญชาการหน่วยโดรนของยูเครนหน่วยหนึ่งที่เข้าร่วมในการโจมตีครั้งนี้ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี (BBC) ว่า การโจมตีเป้าหมายภายในรัสเซียนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายมาก

“โดรนบินเข้าไปในรัสเซียเหมือนเป็นดินแดนของเราเอง แทบไม่มีการต่อต้าน และเข้าถึงเป้าหมายได้ไม่ยากเลย” เยฟเฮน คาราส ผู้บัญชาการกองพันจู่โจมที่ 413 ของกองกำลังระบบไร้คนขับแห่งยูเครน กล่าว

ผู้ว่าการดรอซเดนโกกล่าวว่า การโจมตีของยูเครนทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่สิ่งปลูกสร้างทางทหารแห่งหนึ่ง โดยที่เขาไม่ได้ระบุประเภท และมีการอพยพประชาชนในพื้นที่แล้ว นอกจากนี้เขายังระบุว่าอาคารต่าง ๆ ได้รับความเสียหายเพียง “เล็กน้อย” เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านโวย สหรัฐฯ โจมตีสถานีเรดาร์ ชี้ละเมิดหยุดยิงชัดเจน

อิหร่านโวย สหรัฐฯ โจมตีสถานีเรดาร์ ชี้ละเมิดหยุดยิงชัดเจน

6 มิ.ย. 2569 21:52 น.

อิหร่านโวย สหรัฐฯ โจมตีสถานีเรดาร์ ชี้ละเมิดหยุดยิงชัดเจน

ทางการอิหร่านออกมาประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรง หลังโจมตีสถานีเรดาร์ทางตอนใต้ของประเทศ โดยระบุว่า นี่เป็นการกระทำก้าวร้าวและละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน

เมื่อ 6 มิ.ย. 2569 ทางการอิหร่านออกมาประณามอย่างรุนแรงต่อกรณีที่สหรัฐฯ โจมตีสถานีเรดาร์และสถานีตรวจการณ์ชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศ โดยระบุว่าการโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจน

กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านแถลงในวันเสาร์ว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายไปยังสิ่งปลูกสร้างในเขต “ซิริก” (Sirik) และ “เกาะเกชม์” (Qeshm Island) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มี “หน้าที่ปกป้องชายแดนของประเทศ และดูแลความปลอดภัยในการเดินเรือในน่านน้ำสากล”

“ทางกระทรวงฯ เห็นว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายนอย่างชัดเจน และเป็นการกระทำก้าวร้าวทางทหารต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุ

แถลงการณ์บอกอีกว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่าวอชิงตัน “ขาดเจตนารมณ์ที่จะลดความตึงเครียด” และเป็นส่วนหนึ่งของ “รูปแบบพฤติกรรมที่แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์และยั่วยุในวงกว้างที่สหรัฐฯ กระทำต่ออิหร่าน”

กระทรวงต่างประเทศของอิหร่านระบุทิ้งท้ายว่า กองทัพของประเทศได้ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ อย่าง “รอบคอบ เด็ดขาด และสมเหตุสมผลแล้ว”

ทางด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ เซ็นต์คอม (CENTCOM) ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีสถานีเรดาร์ตรวจการณ์ในพื้นที่ดังกล่าว “เพื่อป้องกันการโจมตีทางทะเลที่อาจเกิดขึ้นอีก” หลังจากที่อิหร่านปล่อยโดรนไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คิม จองอึน เดินหน้าเสริมแสนยานุภาพนิวเคลียร์ทางทะเล หวังเพิ่มอำนาจตอบโต้ศัตรู

คิม จองอึน เดินหน้าเสริมแสนยานุภาพนิวเคลียร์ทางทะเล หวังเพิ่มอำนาจตอบโต้ศัตรู

6 มิ.ย. 2569 11:02 น.

คิม จองอึน เดินหน้าเสริมแสนยานุภาพนิวเคลียร์ทางทะเล หวังเพิ่มอำนาจตอบโต้ศัตรู

คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เดินหน้าผลักดันการเสริมศักยภาพกองทัพเรือ โดยประกาศเป้าหมายพัฒนากองกำลังทางทะเลให้สามารถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ของประเทศ

สำนักข่าวทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า คิม จองอึน เดินทางไปตรวจสอบเรือพิฆาต “คัง กอน” เพื่อควบคุมการทดสอบเดินเรือ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เกาหลีเหนือและจีนประกาศว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางเยือนกรุงเปียงยาง ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน หลังจากผู้นำจีนเพิ่งพบหารือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในช่วงเดือนที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า คิม จองอึน ให้ความสำคัญกับการพัฒนากองทัพเรือเกาหลีเหนือมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เขาเคยเข้าร่วมดูการปล่อยเรือพิฆาตคัง กอนครั้งแรก แต่เกิดความผิดพลาดระหว่างการเปิดตัว ก่อนที่เรือจะได้รับการซ่อมแซมและนำกลับมาใช้งานอีกครั้งในอีกหนึ่งเดือนต่อมา

ระหว่างการเยือนครั้งล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา คิมกล่าวว่าเกาหลีเหนือจำเป็นต้องเร่งพัฒนากองทัพเรือให้เป็นกำลังรบที่สามารถรับผิดชอบส่วนหนึ่งของระบบยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ได้อย่างมั่นคง

ผู้นำเกาหลีเหนือยังระบุว่า การสร้างกองทัพเรือที่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรง ต่อศัตรูได้ทั้งบนผิวน้ำและใต้น้ำ เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแผนพัฒนากลาโหมระยะ 5 ปีของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อทางการเกาหลีเหนือ ยังแสดงให้เห็นว่า คิม จองอึน เดินทางพร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึง คิม จู แอ บุตรสาวของเขา ซึ่งถูกจับตามองว่าอาจมีบทบาทสำคัญในอนาคตของเกาหลีเหนือ

หลังการประชุมสุดยอดระหว่างคิม จองอึน และโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2019 ล้มเหลวจากความขัดแย้งเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตร เกาหลีเหนือได้ประกาศหลายครั้งว่า ประเทศของตนเป็นรัฐนิวเคลียร์ที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

นอกจากนี้ สงครามในยูเครนยังทำให้เกาหลีเหนือได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากรัสเซียมากขึ้น หลังเปียงยางส่งกำลังทหารจำนวนหลายพันนายเข้าร่วมปฏิบัติการร่วมกับกองทัพรัสเซีย

เมื่อปีที่ผ่านมา คิม จองอึน ยังปรากฏตัวเคียงข้างสี จิ้นผิง และวลาดิเมียร์ ปูติน ในพิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนบทบาทของเกาหลีเหนือที่เพิ่มขึ้นในเวทีการเมืองโลก.

ที่มา : channelnewsasia

ภูเขาไฟอินโดนีเซีย “เลโวโตบี” ปะทุหนัก พ่นเถ้าถ่านสูง 2.5 กม. สั่งปิดสนามบิน

ภูเขาไฟอินโดนีเซีย "เลโวโตบี" ปะทุหนัก พ่นเถ้าถ่านสูง 2.5 กม. สั่งปิดสนามบิน

6 มิ.ย. 2569 10:16 น.

ภูเขาไฟอินโดนีเซีย “เลโวโตบี” ปะทุหนัก พ่นเถ้าถ่านสูง 2.5 กม. สั่งปิดสนามบิน

ภูเขาไฟ “เลโวโตบี ลากี-ลากี”ของอินโดนีเซีย เกิดการปะทุหลายครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พ่นเถ้าภูเขาไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงกว่า 2.5 กิโลเมตร ทางการต้องสั่งปิดสนามบินในพื้นที่ กระทบเที่ยวบินในประเทศ

สำนักงานภูเขาไฟวิทยาแห่งชาติอินโดนีเซียเปิดเผยว่า การปะทุครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยภูเขาไฟได้ปล่อยเถ้าและเศษวัสดุภูเขาไฟจำนวนมากขึ้นสู่อากาศ หลังจากก่อนหน้านี้เกิดการปะทุอีกหลายระลอกในช่วงเช้าวันเดียวกัน

ขณะนี้ภูเขาไฟเลโวโตบี ลากี-ลากี อยู่ในระดับเฝ้าระวังขั้นสูงสุดอันดับ 2 ของอินโดนีเซีย และทางการได้ประกาศเขตห้ามเข้าในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบปากปล่องภูเขาไฟ เพื่อป้องกันอันตรายจากการปะทุซ้ำ

เจ้าหน้าที่ภูเขาไฟวิทยายังเตือนประชาชนที่อาศัยใกล้แม่น้ำ ให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ หากเกิดฝนตกหนัก เพราะอาจเกิด “ลาฮาร์” หรือกระแสน้ำโคลนภูเขาไฟ ซึ่งเป็นมวลโคลน เศษหิน และเถ้าภูเขาไฟที่ไหลลงมาตามทางน้ำและสร้างความเสียหายรุนแรงได้

ด้านสนามบินในเมืองเมาเมเร ซึ่งอยู่ห่างจากภูเขาไฟประมาณ 60 กิโลเมตร ถูกสั่งระงับการให้บริการชั่วคราว ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินภายในประเทศ 5 เที่ยวบิน

ทั้งนี้ เลโวโตบี ลากี-ลากี เป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ถูกจับตามองมากที่สุดของอินโดนีเซีย โดยคำว่า “ลากี-ลากี” ในภาษาอินโดนีเซียหมายถึง “ผู้ชาย” ขณะที่ภูเขาไฟอีกลูกที่อยู่คู่กัน มีชื่อว่า “เปเรมปวน” ซึ่งหมายถึง “ผู้หญิง”

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ภูเขาไฟลูกนี้เคยปะทุรุนแรง พ่นเถ้าขึ้นสูงถึง 18 กิโลเมตร ทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินถึง 24 เที่ยวบินที่สนามบินนานาชาติบนเกาะบาหลี

อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภูเขาไฟและกิจกรรมแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก เนื่องจากตั้งอยู่บนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและเกิดภัยพิบัติทางธรณีวิทยาบ่อยครั้ง.

ที่มา : channelnewsasia

ประธาน กกต.เกาหลีใต้ลาออก เซ่นปมบัตรเลือกตั้งไม่พอ ทำประชาชนเดือด จี้สอบความโปร่งใสเลือกตั้ง

ประธาน กกต.เกาหลีใต้ลาออก เซ่นปมบัตรเลือกตั้งไม่พอ ทำประชาชนเดือด จี้สอบความโปร่งใสเลือกตั้ง

6 มิ.ย. 2569 09:17 น.

ประธาน กกต.เกาหลีใต้ลาออก เซ่นปมบัตรเลือกตั้งไม่พอ ทำประชาชนเดือด จี้สอบความโปร่งใสเลือกตั้ง

ประธานกกต.เกาหลีใต้ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง รับผิดชอบกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอบางพื้นที่ ระหว่างการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ส่งผลให้การลงคะแนนชะงัก และสร้างความไม่พอใจอย่างหนัก

โน แทอัก ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติเกาหลีใต้ (National Election Commission: NEC) ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับผิดชอบกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอในบางพื้นที่ ระหว่างการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยยอมรับว่าความผิดพลาดครั้งนี้ไม่มีข้อแก้ตัว เพราะกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน และทำลายความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง 

เขายังยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงต่อความโปร่งใสของระบบเลือกตั้ง พร้อมประกาศว่า จะจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบสาเหตุของปัญหา และพร้อมรับผลการตรวจสอบ

ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อบัตรเลือกตั้งหมดใน 50 หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องนำบัตรมาเติมใหม่ ขณะที่อีก 22 หน่วยเลือกตั้งต้องหยุดชะงักชั่วคราว เนื่องจากความล่าช้าในการจัดส่งอุปกรณ์

เหตุวุ่นวายทำให้ผู้มีสิทธิ์หลายพื้นที่ต้องรอคิวนานหลายชั่วโมง หลังเวลาปิดหีบอย่างเป็นทางการในเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

หนึ่งในจุดที่เกิดความตึงเครียดคือหน่วยเลือกตั้งในเขตซงพา กรุงโซล ซึ่งกลุ่มผู้ลงคะแนนไม่พอใจรวมตัวปิดกั้นเส้นทาง ไม่ให้เจ้าหน้าที่นำหีบบัตรออกจากพื้นที่ หลังการลงคะแนนสิ้นสุดลง

ผู้ประท้วงบางส่วนยังคงปักหลักท่ามกลางสายฝนตลอดคืน จนถึงเช้าวันศุกร์ ก่อนที่ตำรวจหลายร้อยนายจะเข้าควบคุมสถานการณ์ และคุ้มกันเจ้าหน้าที่เพื่อนำหีบบัตร 2 ใบสุดท้ายออกจากพื้นที่

เจ้าหน้าที่ กกต.เกาหลีใต้ชี้แจงว่า สาเหตุหนึ่งมาจากจำนวนผู้ใช้สิทธิ์ล่วงหน้าที่สูงเกินคาด โดยการเลือกตั้งล่วงหน้า 2 วันเมื่อสัปดาห์ก่อนมีผู้มาใช้สิทธิ์จำนวนมาก

ทำให้มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งสำหรับวันเลือกตั้งจริงเพียง 50% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ขณะที่จำนวนบัตรที่พิมพ์รวมตลอด 3 วันของการลงคะแนนอยู่ที่ประมาณ 73% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งหมดประมาณ 63% เพื่อเลือกผู้ว่าการจังหวัด นายกเทศมนตรี เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นทั่วประเทศ

เหตุบัตรเลือกตั้งขาดสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลยอมรับว่า เหตุการณ์นี้ถือเป็นความล้มเหลวในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายขวาบางส่วนพยายามบุกเข้าไปในโรงยิมแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นสถานที่นับคะแนนสุดท้ายในเขตซงพา โดยเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งหมด

มีรายงานว่า ประชาชนบางส่วนได้ยื่นร้องเรียนต่อตำรวจ กล่าวหาเจ้าหน้าที่เลือกตั้งว่าละเลยหน้าที่และใช้อำนาจโดยมิชอบ ขณะที่บางกลุ่มกำลังเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าความผิดพลาดดังกล่าวละเมิดสิทธิในการลงคะแนนเสียง.

ที่มา :Channelnewsasia

ไกด์เชอร์ปาเปิดใจ วินาทีเฉียดตายบนเอเวอเรสต์ รอดชีวิต 6 วันด้วย “ช็อกโกแลต-เคี้ยวน้ำแข็ง”

ไกด์เชอร์ปาเปิดใจ วินาทีเฉียดตายบนเอเวอเรสต์ รอดชีวิต 6 วันด้วย "ช็อกโกแลต-เคี้ยวน้ำแข็ง"

6 มิ.ย. 2569 07:06 น.

ไกด์เชอร์ปาเปิดใจ วินาทีเฉียดตายบนเอเวอเรสต์ รอดชีวิต 6 วันด้วย “ช็อกโกแลต-เคี้ยวน้ำแข็ง”

ไกด์ชาวเชอร์ปา เปิดใจถึงช่วงเวลาเอาชีวิตรอดบนยอดเขาเอเวอเรสต์นานถึง 6 วัน ประทังชีวิตด้วยการ เคี้ยวน้ำแข็ง และกินช็อกโกแลตไม่กี่ชิ้นที่ยังเหลืออยู่ในกระเป๋า ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือ

ดาวา ไกด์ชาวเชอร์ปาวัย 57 ปี ถูกพบขณะกำลังคลานลงจากภูเขามุ่งหน้าไปยังเบสแคมป์ หลังจากทุกคนคิดว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วบนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของเขาในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล เริ่มเตรียมประกอบพิธีศพตามความเชื่อ หลังทีมสำรวจเชื่อว่าเขาไม่น่าจะรอดชีวิตจากสภาพอากาศสุดโหดบนเอเวอเรสต์

แต่เมื่อทีมเก็บกู้ขยะบนภูเขาพบเห็นร่างของเขากำลังไถลและคลานลงมา ทุกคนต่างตกตะลึง ก่อนจะรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุ

ดาวาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี ระหว่างรักษาตัวจากภาวะขาดน้ำ น้ำแข็งกัด และกระดูกหัก ว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองจะรอดและคิดว่าเขาคงต้องตายอยู่ตรงนั้น

เขายืนยันว่าไม่ได้หายตัวไป ระหว่างการลงจากยอดเขา แต่จำเป็นต้องอยู่ข้างหลัง เพราะออกซิเจนหมดจนไม่สามารถเดินต่อได้ เขาเล่าว่า “เมื่อออกซิเจนหมด ผมเดินต่อไม่ได้ ผมไม่ได้กินอะไรเลยในสองวันแรก จากนั้นผมเริ่มเคี้ยวน้ำแข็ง มันทำให้ฟันเจ็บมาก แต่ผมก็ต้องทำ”

นับว่ายังโชคดีที่เขาพบช็อกโกแลตไม่กี่ชิ้นในกระเป๋า และสามารถละลายน้ำแข็งเพื่อดื่มประทังชีวิตได้

ก่อนหน้านั้น คริส ธรอลล์ นักปีนเขาชาวอังกฤษ อดีตทหาร เป็นคนสุดท้ายที่เห็นดาวายังมีชีวิตอยู่ บริเวณเหนือแคมป์ 3 ของเอเวอเรสต์ ที่ระดับความสูงประมาณ 7,500 เมตร

ธรอลล์เล่าว่า ตอนนั้นดาวานั่งพักอยู่บนกระเป๋าเหมือนที่เคยทำมาหลายร้อยครั้ง และดูเหมือนเพียงหยุดพักชั่วคราว

แต่หลังจากธรอลล์ช่วยนักปีนเขาชาวโปแลนด์อีกคนที่ไม่มีออกซิเจนและมีอาการน้ำแข็งกัดรุนแรง เขาหันกลับไปมองดาวาอีกครั้ง และไม่เห็นแสงไฟจากหมวกของเขา จึงคิดว่าเขาอาจไม่สามารถลงมาได้

ระหว่างพยายามเคลื่อนตัวลงจากภูเขา ดาวาตกลงไปในรอยแยกน้ำแข็ง และติดอยู่ภายในนานถึง 2 วันครึ่ง

เขาแทบไม่มีทางออก จนกระทั่งเกิดหิมะถล่ม ทำให้หิมะไหลลงมาเติมเต็มช่องว่างในรอยแยก และกลายเป็นโอกาสเดียวที่เขาจะปีนออกมาได้ หลังจากหลุดออกมา เขาพบเชือกที่ถูกทิ้งไว้บนเส้นทาง และใช้มันช่วยพาตัวเองค่อย ๆ ลงจากภูเขาที่สูงที่สุดในโลก

แม้จะต้องเผชิญกับหิมะถล่มอีกครั้ง แต่เขายังคงเดินหน้าต่อ โดยเขาเดินตลอดทั้งคืน จนกระทั่งเข้าใกล้เบสแคมป์

ที่นั่นเขาได้พบผู้คนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งสัปดาห์ โดยเป็นกลุ่มคนที่กำลังขึ้นไปเก็บขยะบนภูเขา ก่อนจะช่วยพาเขาลงมา

ข่าวการรอดชีวิตของดาวาสร้างความประหลาดใจให้กับชุมชนเชอร์ปา นักปีนเขาที่ร่วมเดินทาง และครอบครัวของเขา

“เพมบา เชอร์ปา” ผู้อำนวยการบริหารของบริษัท 8K Expeditions ซึ่งดูแลการค้นหา กล่าวว่าการรอดชีวิตครั้งนี้เป็น การช่วยเหลือตัวเองที่แท้จริง การที่ดาวาสามารถเอาชีวิตรอดได้หลายวันท่ามกลางสถานการณ์ที่แทบเป็นไปไม่ได้ มันไม่ต่างจากปาฏิหาริย์

ด้านคริส ธรอลล์ กล่าวว่าตอนแรกที่เห็นข่าวบนโซเชียลมีเดียว่าดาวาถูกพบว่ายังมีชีวิต เขาคิดว่าเป็นข่าวปลอม เขาคิดว่ามันเหลือเชื่อมาก จากช่วงเวลาที่เขาต้องกลั้นน้ำตากับลูกสาวของเขา แต่อีกไม่นานกลับเห็นดาวาคลานกลับมา มันเกินคำบรรยายจริง ๆ

ภรรยาของดาวา “ดามู เชอร์ปา” กล่าวว่า ครอบครัวหมดหวังไปแล้ว หลังได้รับแจ้งว่าการช่วยเหลืออาจเป็นไปไม่ได้ และเริ่มเตรียมพิธีศพ เธอยอมรับว่า ตอนเห็นเขาครั้งแรก เธอตกใจมาก เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าเขากลับมามีชีวิตได้

ด้านแพทย์จากโรงพยาบาล HAMS ในกรุงกาฐมาณฑุ เปิดเผยว่าดาวายังคงอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องไอซียู อาการทรงตัว และภาวะขาดน้ำดีขึ้นอย่างมาก

ฤดูกาลปีนเขาเอเวอเรสต์ปีนี้มีนักปีนเขามากกว่า 1,000 คนพิชิตยอดเขาสำเร็จ ถือเป็นฤดูกาลที่คึกคักที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่นับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติในช่วงทศวรรษ 1920 มีผู้เสียชีวิตบนเอเวอเรสต์แล้วมากกว่า 300 คน.

ที่มา :BBC

มิน อ่อง หล่าย ตั้งโฆษกรัฐบาลหญิงคนแรก หวังเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลเมียนมา

มิน อ่อง หล่าย ตั้งโฆษกรัฐบาลหญิงคนแรก หวังเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลเมียนมา

6 มิ.ย. 2569 06:58 น.

มิน อ่อง หล่าย ตั้งโฆษกรัฐบาลหญิงคนแรก หวังเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลเมียนมา

มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา แต่งตั้งผู้หญิงขึ้นดำรงตำแหน่งโฆษกประธานาธิบดีเป็นคนแรก ขณะนักวิเคราะห์มองเป็นเพียงความพยายามสร้างภาพลักษณ์และเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร 

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเมียนมาแต่งตั้ง นางข่าย ข่าย โซ รองรัฐมนตรีกระทรวงตรวจคนเข้าเมือง ขึ้นดำรงตำแหน่งโฆษกประธานาธิบดีเมียนมา โดยมีการประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการหลังจาก พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เดินทางกลับจากการเยือนอินเดีย เป็นเวลา 4 วัน ซึ่งนับเป็นการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีเมียนมา

นางข่าย ข่าย โซ ซึ่งเป็นภรรยาของนายทหารยศพันเอกในกองทัพเมียนมา ปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกในบทบาทใหม่ที่สนามบินกรุงเนปิดอว์ โดยระบุว่าการเยือนอินเดียของมิน อ่อง หล่าย ประสบความสำเร็จและสร้างผลลัพธ์ที่สำคัญทั้งด้านการทูตและเศรษฐกิจ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางของประธานาธิบดี

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังตำแหน่งโฆษกประจำตัวประธานาธิบดีเมียนมาว่างลงเป็นเวลาหลายเดือน ภายหลังการปลด พล.ต.ซอ มิน ตุน อดีตโฆษกรัฐบาลทหาร ซึ่งทำหน้าที่สื่อสารและปกป้องรัฐบาลมาตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2564

โดยที่ผ่านมา ตำแหน่งโฆษกประธานาธิบดีเมียนมาส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย โดยเคยมีผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่นนายอู เย ฮตุต ในสมัยรัฐบาลเต็ง เส่ง นายอู ซอ เตย์ ในยุครัฐบาลพลเรือน และ พล.ต.ซอ มิน ตุน หลังการรัฐประหาร ขณะที่นางข่าย ข่าย โซ ถือเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้

นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลวเชิงนโยบาย แต่เป็นความพยายามของมิน อ่อง หล่าย ในการสร้างภาพลักษณ์ด้านการส่งเสริมบทบาทสตรีและเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาล

ทั้งนี้ นางข่าย ข่าย โซ เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการกรมตรวจคนเข้าเมืองในสมัยรัฐบาลเต็ง เส่ง ก่อนเลื่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการในยุครัฐบาลพลเรือน และได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมืองหลังการรัฐประหารปี 2564 จากนั้นจึงก้าวขึ้นเป็นรองรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน.

ที่มา Irrawaddy PPIB

ปูตินปัดพบเซเลนสกี ชี้ยังไม่ถึงเวลา เจรจาสันติภาพต้องได้ข้อสรุปก่อน

ปูตินปัดพบเซเลนสกี ชี้ยังไม่ถึงเวลา เจรจาสันติภาพต้องได้ข้อสรุปก่อน

6 มิ.ย. 2569 04:47 น.

ปูตินปัดพบเซเลนสกี ชี้ยังไม่ถึงเวลา เจรจาสันติภาพต้องได้ข้อสรุปก่อน

ปูติน ปฏิเสธข้อเสนอของเซเลนสกี ที่ขอพบหารือโดยตรงเพื่อยุติสงครามยูเครน ยืนยันจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายทั้งหมด

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวระหว่างการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ว่าเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพบกับนายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ในเวลานี้ ตราบใดที่เงื่อนไขของข้อตกลงสันติภาพยังไม่ได้รับการตกลงกันล่วงหน้า ซึ่งเขามองว่าสิ่งสำคัญคือการให้คณะผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายร่วมกันจัดทำแนวทางและข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาการหารือระดับผู้นำ

หลังคำปฏิเสธของปูติน เซเลนสกีกล่าวตอบโต้ว่า รัสเซียยังคงเลือกเดินหน้าสงครามต่อไป และไม่ต้องการยุติความขัดแย้ง

พร้อมกันนี้ ปูตินยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียจะดำเนินต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยรัสเซียยังคงยืนกรานข้อเรียกร้องเกี่ยวกับดินแดนในภูมิภาคดอนบาส รวมถึงเงื่อนไขด้านการเมืองและความมั่นคงที่ยูเครนและชาติตะวันตกไม่ยอมรับ เขายังกล่าวว่า สงครามจะยุติลงในที่สุด แต่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อรัสเซียสามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ครบถ้วนเท่านั้น

ท่าทีของผู้นำรัสเซียมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากเซเลนสกีส่งสารถึงปูติน เรียกร้องให้มีการพบหารือโดยตรงระหว่างผู้นำทั้งสอง เพื่อหาทางยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี  โดยข้อเสนอของเซเลนสกีได้รับการสนับสนุนจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ข

ณะที่ผู้นำยูเครนมีกำหนดพบหารือกับนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และมาครง ที่กรุงลอนดอนในวันอาทิตย์นี้ เพื่อผลักดันความพยายามในการยุติสงคราม.