อิหร่านเผยจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” ไม่ใช่ค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านเผยจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” ไม่ใช่ค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

4 มิ.ย. 2569 23:29 น.

อิหร่านเผยจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” ไม่ใช่ค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐมนตรีของอิหร่านเผยว่า พวกเขาจะเรียกเก็บ “ค่าบริการ” จากเรือที่จะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่ “ค่าผ่านทาง” โดยกำลังร่างข้อกำหนดต่างๆ ที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 ว่า นายคาเซม การีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน เปิดเผยว่าพวกเขาจะดำเนินการจัดเก็บ “ค่าบริการ” สำหรับเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อแลกกับการดูแลความปลอดภัยของเรือเหล่านั้น ไม่ใช่ “ค่าผ่านทาง”

อิหร่าน “ไม่ได้มุ่งหวังที่จะจัดเก็บค่าผ่านทาง, ภาษีการขนส่ง หรือค่าสิทธิ์ในการผ่านแดน” นายการีบาบาดี กล่าวในบทสัมภาษณ์กับสำนักข่าวเมห์ร (Mehr) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน

เขาระบุเพิ่มเติมว่า ในทางกลับกัน อิหร่านจะเรียกเก็บค่าชดเชยสำหรับบริการต่างๆ ที่ดำเนินการร่วมกับประเทศโอมาน ซึ่งรวมถึงการช่วยเหลือด้านการเดินเรือ, การค้นหาและกู้ภัย, บริการด้านความปลอดภัยและความมั่นคง ตลอดจนบริการบำบัดสิ่งแวดล้อมในกรณีที่เกิดมลพิษ

นายการีบาบาดีบอกอีกว่า ช่องแคบฮอร์มุซ “ตั้งอยู่ภายในน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่านและโอมานทั้งหมด” และรัฐบาลของทั้งสองประเทศมีอธิปไตยเหนือช่องแคบดังกล่าว “ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายทะเล”

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านยืนยันว่า ข้อกำหนดต่างๆ ที่กำลังร่างขึ้นจะสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ยอมรับว่า “ข้อกำหนดเหล่านี้อาจจะไม่เป็นที่พึงพอใจแก่บางประเทศแบบร้อยเปอร์เซ็นต์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

4 มิ.ย. 2569 22:55 น.

ทรัมป์จวก “พวกไม่รักชาติ” หลังสภาโหวตจำกัดอำนาจทำสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ ตำหนิสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่โหวตหนุนมาตรการจำกัดอำนาจในการทำสงครามของนายทรัมป์ ซึ่งมี สส.รีพับลิกันแตกแถวเข้าร่วมด้วย 4 คน โดยโจมตีว่าเป็นพวกไม่รักชาติ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ตอบโต้เหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านญัตติอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) เพื่อส่งสารตำหนิเขาเกี่ยวกับสงครามในอิหร่าน โดยตราหน้ากลุ่มคนดังกล่าวว่าเป็นพวก “ไร้ความรักชาติ”

“เมื่อวานนี้ ในการลงคะแนนเสียงที่ไม่มีความหมายอะไรเลย สภาผู้แทนฯ ซึ่งประกอบด้วยพรรครีพับลิกันแย่ๆ 4 คน และพวกดูโมแครต (Dumocrats – คำล้อเลียนพรรคเดโมแครต) ทั้งหมด ได้ลงมติให้จำกัดอำนาจการทำสงครามของผม ในช่วงเวลาที่ผมกำลังอยู่ท่ามกลางการเจรจาขั้นสุดท้ายเพื่อยุติสงครามกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านพอดี ใครกันที่จะทำเรื่องที่ไร้ความรักชาติได้ขนาดนี้”

ทั้งนี้ การลงคะแนนเสียงดังกล่าวผ่านมติด้วยคะแนน 215 ต่อ 208 เสียง เพื่อรับรองข้อมติว่าด้วยอำนาจการทำสงคราม (War Powers Resolution) ซึ่งจะกำหนดให้ทรัมป์ต้องถอนกองกำลังสหรัฐฯ หรือต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหากจะทำสงครามต่อไป

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็น “ข้อมติร่วมสภา” (Concurrent Resolution) ซึ่งจะไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย และเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงการไม่เห็นด้วยกับสงครามในอิหร่านเท่านั้น

โพสต์ของทรัมป์เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีระบุต่อไปว่า “พรรคเดโมแครตถูกขับเคลื่อนด้วยโรคเกลียดทรัมป์ขึ้นสมอง พวกเขายอมเห็นประเทศของเราล้มเหลว ดีกว่าที่จะให้ชัยชนะแก่ผมอีกครั้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในชัยชนะหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ส่วนรีพับลิกัน 4 คนนั้น นั่นเป็นอีกเรื่องเลย — พวกเขาเป็นพวกชอบเรียกร้องความสนใจ! และพวกเขาควรจะละอายใจตัวเองบ้าง”

นี่นับเป็นความพยายามครั้งที่สี่ของสภาผู้แทนฯ ในการควบคุมอำนาจการทำสงครามของทรัมป์ ขณะที่วุฒิสภาได้ผลักดันข้อมติที่คล้ายคลึงกันในเดือนพฤษภาคม แต่ยังไม่มีการลงคะแนนเสียงเต็มสภา

แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่ แต่การผ่านข้อมติเมื่อวันพุธก็ได้เพิ่มแรงกดดันต่อทำเนียบขาวในการหาทางยุติสงคราม เนื่องจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากสงครามอุบัติ และกระแสต่อต้านสงครามจากสาธารณชนก็เพิ่มมากขึ้นด้วย

การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณล่าสุดของความแตกแยกภายในพรรครีพับลิกันของทรัมป์เอง ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กลุ่มอนุรักษนิยมในรัฐสภาลุกฮือขึ้นต่อต้าน จนทำให้รัฐบาลของเขาต้องยกเลิกแผนการจัดตั้งกองทุน “ต่อต้านการใช้อาวุธเป็นเครื่องมือทางเมือง” มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สำหรับพันธมิตรทางการเมือง

ทอม บาร์เรตต์ หนึ่งใน สส.รีพับลิกันที่โหวตหนุนญัตติยืนยันว่า “รัฐสภาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีอำนาจประกาศสงคราม นั่นคือสิ่งที่เราต้องปกป้องไว้ให้ได้” และเมื่อถูกถามว่าเขากังวลเกี่ยวกับการถูกล้างแค้นจากทรัมป์หรือไม่ เขาตอบว่า “ผมลงคะแนนเสียงตามมโนสำนึกในสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้อง และพร้อมที่จะยอมรับสิ่งที่จะตามมา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล-เลบานอน

ฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล-เลบานอน

4 มิ.ย. 2569 22:03 น.

ฮิซบอลเลาะห์ลั่น ไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงของอิสราเอล-เลบานอน

กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกมาปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนฉบับล่าสุด ซึ่งเพิ่งบรรลุในการเจรจาที่สหรัฐฯ เมื่อวันพุธ โดยยืนยันว่าตราบใดที่ยังมีการยึดครอง การต่อต้านก็จะดำเนินต่อไป

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองและกลุ่มติดอาวุธที่เคลื่อนไหวในเลบานอน ออกมาปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน ซึ่งบรรลุที่การเจรจาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ในขณะที่อิสราเอลยังโจมตีภาคใต้ของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง และบอกว่าจะไม่ถอนทหารออกไป

สหรัฐฯ ประกาศในวันพุธว่า เลบานอนและอิสราเอลตกลงที่จะบังคับใช้มาตรการหยุดยิง โดยมีเงื่อนไขว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านจะต้องยุติการโจมตีอิสราเอล และอพยพนักรบของตนออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนที่อยู่ใกล้กับชายแดนอิสราเอล แต่ไม่ได้พูดถึงการถอนทหารของอิสราเอลแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม นายนาอิม กัสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาครั้งนี้ ระบุว่าการเจรจาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไร้ยางอาย และปฏิเสธคำประกาศของวอชิงตันโดยระบุว่ามันเป็น “แผนที่นำทางไปสู่การทำลายล้างประชาชนเลบานอนส่วนหนึ่ง และกดขี่ประชาชนที่เหลือให้เป็นทาส”

“ตราบใดที่ยังมีการยึดครองอยู่ การต่อต้านก็จะดำเนินต่อไป” นายกัสเซมระบุในแถลงการณ์ลายลักษณ์อักษร

ทั้งนี้ การสู้รบระหว่างฮิซบอลเลาะห์กับอิสราเอลปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในวันที่ 2 มี.ค. เมื่อฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดเข้าใส่อิสราเอลเพื่อแสดงการสนับสนุนอิหร่าน ที่ถูกสหรัฐฯ กับอิสราเอลร่วมกันโจมตีจนกลายเป็นสงครามที่ส่งผลกระทบไปยังหลายพื้นที่ในตะวันออกกลาง

ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนทำให้อิหร่านประกาศระงับการเจรจาเพื่อยุติสงครามกับสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้เรื่องการหยุดโจมตีเลบานอนเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงใดๆ ด้วย

นายกัสเซมกล่าวว่า การหยุดยิงจะต้องครอบคลุมถึงพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นจุดที่อิสราเอลได้เข้ายึดครองและประกาศให้เป็นเขตความมั่นคง โดยอิสราเอลอ้างว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศตนเอง เพื่อป้องกันการโจมตีจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

นอกจากนั้น กัสเซมยังระบุด้วยว่า เมืองต่างๆ ทางตอนเหนือของอิสราเอลจะไม่ปลอดภัย “ตราบใดที่หมู่บ้านของเรายังไม่ปลอดภัย ถูกทิ้งระเบิด ถูกทำลาย และประชาชนของเรายังคงถูกสังหาร” และเสริมว่าข้อเรียกร้องขั้นต่ำของพวกเขาคือ การให้อิสราเอลถอนกำลังกลับไปยังตำแหน่งเดิมก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น

ก่อนหน้านี้ นายโจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอนกล่าวว่า กรอบข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดนี้ถือเป็น “โอกาสสุดท้ายที่จะรับประกันการหยุดยิงที่ครอบคลุมและถาวร” โดยการหยุดยิงอาจมีผลบังคับใช้ภายในหนึ่งวันหากทุกฝ่ายให้การอนุมัติ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการส่งสัญญาณไปถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ขณะที่นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล กล่าวเมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดี อิสราเอลจะยังคงดำเนินการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ต่อไป และได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้มีอิสระในการปฏิบัติการโจมตีเมืองเบรุต ในกรณีที่ต้องตอบโต้ต่อการโจมตีชุมชนและดินแดนของอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

4 มิ.ย. 2569 16:59 น.

จีน-สหรัฐฯ เปิดฉากปะทะคารม ครบรอบ 37 ปีเหตุการณ์เทียนอันเหมิน

สหรัฐฯ และจีน ปะทะคารมเนื่องในวันครบรอบ 37 ปี เหตุการณ์ปราบปราบผู้ประท้วงบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ลั่น “การเซ็นเซอร์ไม่สามารถลบความทรงจำได้” ขณะที่จีนตอบโต้ทันที โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงและแทรกแซงกิจการภายใน ด้านผู้นำไต้หวันเรียกร้องจีนเผชิญหน้าความจริงทางประวัติศาสตร์

ความตึงเครียดปะทุขึ้นเมื่อนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์เนื่องในวันครบรอบเหตุการณ์ปราบปราบผู้ประท้วงบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989 โดยระบุว่า “ไม่มีการเซ็นเซอร์ใดๆ ที่จะสามารถลบเลือนอดีตได้ และผู้ที่ยอมเสียสละเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสันติ จะได้รับคืนความยุติธรรมในวันหนึ่งข้างหน้า”

ต่อมานางเหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาแถลงตอบโต้อย่างรุนแรง โดยระบุว่า รัฐบาลจีนได้มีบทสรุปที่ชัดเจนมานานแล้วเกี่ยวกับ “ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980” พร้อมทั้งแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อท่าทีของสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า “จีนคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการที่สหรัฐฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ป้ายสีระบบการเมืองและแนวทางการพัฒนาของจีน รวมถึงแทรกแซงกิจการภายในของจีนโดยใช้ข้ออ้างเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน” 

ขณะเดียวกัน นายไล่ ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเน้นย้ำว่า ประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ควรเชื่อมั่นในแสนยานุภาพทางทหารอย่างหลับหูหลับตา

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจีนจะสามารถเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ 4 มิถุนายนเมื่อ 37 ปีที่แล้ว ยอมรับความจริง บรรเทาความเจ็บปวด และเปิดประตูสู่การปรองดองและการเจรจาร่วมกัน” ผู้นำไต้หวันระบุ ทั้งนี้ ทางสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนไม่ได้ออกมาตอบโต้ข้อความดังกล่าว แต่มักตราหน้า นายไล่ ชิงเต๋อ ว่าเป็น “พวกแบ่งแยกดินแดน” และปฏิเสธข้อเสนอขอเปิดโต๊ะเจรจากจากเขามาโดยตลอด

เหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 1989 เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนส่งกองกำลังทหารและรถถังเข้าปราบปรามกลุ่มนักศึกษาและแรงงานที่ชุมนุมประท้วงเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองและประชาธิปไตยอย่างสันติ ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน แม้จนถึงปัจจุบันจีนจะไม่เคยเปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตที่แท้จริง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและพยานในเหตุการณ์ระบุว่าตัวเลขอาจสูงถึงหลายพันคน โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นระบุว่าการชุมนุมเป็นความพยายามของกลุ่มต่อต้านการปฏิวัติที่ต้องการโค่นล้มพรรคคอมมิวนิสต์

ในปัจจุบัน ประเด็นนี้ยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามและถูกเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดในจีนแผ่นดินใหญ่ มีรายงานจากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ว่า ในปีนี้ทางการจีนถึงขนาดสั่งห้ามไม่ให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปี 1989 เดินทางไปกราบไหว้หลุมศพที่สุสานว่านอัน ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนประณามว่าเป็น “การกระทำที่ไร้หัวใจ”

ด้านฮ่องกง ซึ่งในอดีตเคยเป็นพื้นที่จัดพิธีจุดเทียนรำลึกขนาดใหญ่ ณ สวนสาธารณะวิกตอเรีย ที่ดึงดูดผู้คนเข้าร่วมหลักหมื่นหลักแสนคนเป็นประจำทุกปี บัดนี้กิจกรรมดังกล่าวได้ยุติลงอย่างสิ้นเชิง นับตั้งแต่รัฐบาลจีนบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในปี 2020

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า มีการวางกำลังตำรวจอย่างหนาแน่นรอบสวนสาธารณะวิกตอเรีย โดยมีเพียงภาพของนายถัง ง็อกกวัน นักเคลื่อนไหวที่ออกมายืนอ่านรายชื่อผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนด้วยเสียงอันเบาเพียงลำพัง ท่ามกลางสายตาของตำรวจนอกเครื่องแบบ ขณะที่อดีตสมาชิกสภารัฐมนตรีท้องถิ่นรายหนึ่งที่เคยแจกเทียนฟรีในร้านค้าของตนตั้งแตปี 2022 เปิดเผยว่า “พื้นที่สำหรับการแสดงออกทางความคิดเห็นในฮ่องกงนั้น นับวันจะยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ”

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินยังคงมีขึ้นในหลายเมืองใหญ่ทั่วโลกนอกประเทศจีน รวมถึงในนครไทเปของไต้หวัน, เมืองต่างๆ ในออสเตรเลีย และอีก 4 เมืองใหญ่ในประเทศเยอรมนี.

ที่มา Reuters / AFP

พบตัว “เชอร์ปาเนปาล” รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

พบตัว "เชอร์ปาเนปาล" รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

4 มิ.ย. 2569 14:48 น.

พบตัว “เชอร์ปาเนปาล” รอดชีวิตหลังสูญหายบนเอเวอเรสต์ 6 วัน

“ดาวา เชอร์ปา” ไกด์ปีนเขาชาวเนปาลชื่อดังที่สูญหายบนยอดเขาเอเวอเรสต์นานถึง 6 วัน โดยไร้อาหารและออกซิเจน ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด และคาดว่าเสียชีวิตแล้ว ถูกพบยังมีชีวิตอยู่ในสภาพอ่อนแรง ขณะคลานลงมาจนเกือบถึงเบสแคมป์ สร้างความดีใจให้ครอบครัวที่เพิ่งเริ่มประกอบพิธีสวดส่งดวงวิญญาณเมื่อวันก่อน

เจ้าหน้าที่เนปาลเปิดเผยว่า ทีมงานจากคณะกรรมการควบคุมมลพิษซาการ์มาธา (SPCC) ซึ่งเป็นทีมดูแลเส้นทางและเก็บขยะบนเอเวอเรสต์ ได้พบตัว “ดาวา เชอร์ปา” นักปีนเขาวัย 50 กว่าปี เจ้าของฉายา “ฮิลลารี” ซึ่งตั้งตามชื่อ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี นักปีนเขาชื่อดังระดับโลก เนื่องจากเขามีประสบการณ์สูง โดยพบเขาในสภาพกำลังคลานลงมาใกล้กับบริเวณเบสแคมป์ ในช่วงเช้าวันนี้ (4 มิ.ย.) หลังจากที่เขาหายสาบสูญไปบนพื้นที่ระดับสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม

เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำเฮลิคอปเตอร์มารับตัวเขาส่งโรงพยาบาลในกรุงกาฐมาณฑุอย่างเร่งด่วน โดยดาวา เชอร์ปา ยังคงมีสติสัมปชัญญะดี และมีบาดแผลจากเนื้อเยื่อถูกทำลายด้วยความเย็นจัดบางส่วน แต่โดยรวมอาการปลอดภัยดี

ดามู เชอร์ปา ภรรยาของเขาเปิดเผยด้วยความตื้นตันใจที่โรงพยาบาลว่า “พวกเราดีใจและมีความสุขมาก ตอนแรกเราถอดใจหมดหวังไปแล้ว และเมื่อวานนี้เราเพิ่งจะเริ่มทำพิธีสวดส่งวิญญาณให้ผู้เสียชีวิต ให้เขาอยู่เลย”

คริส ธรอลล์ อดีตทหารพรานนาวิกโยธินอังกฤษ ซึ่งเป็นนักปีนเขาที่ร่วมเดินทางไปกับดาวา เชอร์ปา เล่าว่า พวกเขาประสบความสำเร็จในการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ความสูง 8,849 เมตร เมื่อเวลาประมาณ 17:00 น. ของวันที่ 29 พ.ค. แต่ในวันรุ่งขึ้น ระหว่างที่กำลังลงมาจากแคมป์ 4 ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ใต้ “เขตมรณะ” ซึ่งเป็นเขตที่ออกซิเจนเบาบางมาก ดาวา เชอร์ปา ได้หยุดนั่งพักเนื่องจากต้องแบกสัมภาระหนักมาก

“ผมหันไปถามเขาว่า ‘ฮิลลารี พี่ชาย คุณโอเคไหม?’ เขาตอบกลับมาว่า ‘โอเคๆ คริส คุณไปก่อนเลย ไปเลย!’ ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะสลับกันนำ”

แต่ในระหว่างทางลง ธรอลล์ได้พบกับนักปีนเขาชาวโปแลนด์รายหนึ่งที่กำลังวิกฤตเนื่องจากออกซิเจนเสริมหมดและมีอาการเนื้อเยื่อถูกความเย็นจัดกัดตามนิ้วมือ ท่ามกลางสภาพอากาศที่โหดร้ายมาก ธรอลล์จึงต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการเดินย้อนกลับไปหาเชอร์ปาที่คิดว่าน่าจะดูแลตัวเองได้ดี หรือช่วยเหลือนักปีนเขาชาวโปแลนด์ที่กำลังจะตายจากภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ สุดท้ายธรอลล์เลือกแบ่งถังออกซิเจนและช่วยพานักปีนเขาชาวโปแลนด์ลงมา ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึง 11 ชั่วโมงกว่าจะถึงแคมป์ 3 จากปกติใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง

หลังจากนั้น ทีมกู้ภัยได้พยายามออกตามหาดาวา เชอร์ปา แต่ก็ไร้ร่องรอยจนกระทั่งเขาคลานลงมาด้วยตัวเองได้สำเร็จในอีก 6 วันต่อมา

การปีนเขาในทริปนี้ถือเป็นช่วงท้ายๆ ของฤดูกาลปีนเขา ทำให้มีนักปีนเขาเหลืออยู่บนยอดเขาค่อนข้างน้อย โดยข้อมูลเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่เนปาลระบุว่า ในฤดูกาลนี้มีนักปีนเขาขึ้นไปถึงยอดเอเวอเรสต์ได้มากกว่า 1,000 คน ทำลายสถิติเป็นฤดูกาลที่คึกคักและหนาแน่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

อย่างไรก็ตาม ความลึกลับและอันตรายของเอเวอเรสต์ยังคงน่าสะพรึงกลัว โดยในฤดูกาลนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอย่างน้อย 5 ราย แบ่งเป็นนักปีนเขาชาวอินเดีย 2 ราย และทีมเชอร์ปาชาวเนปาลที่เตรียมเส้นทางอีก 3 ราย ทำให้เรื่องราวการรอดชีวิตของดาวา เชอร์ปา ในครั้งนี้ ถูกยกย่องว่าเป็นปาฏิหาริย์จากความแข็งแกร่งระดับ “เสือแห่งภูเขา” อย่างแท้จริง.

ที่มา AFP

ยูเอ็นเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ เยอรมนีพลาดเก้าอี้ครั้งแรก

ยูเอ็นเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ เยอรมนีพลาดเก้าอี้ครั้งแรก

4 มิ.ย. 2569 14:08 น.

ยูเอ็นเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าคณะมนตรีความมั่นคงฯ เยอรมนีพลาดเก้าอี้ครั้งแรก

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ลงคะแนนเลือก 5 สมาชิกไม่ถาวรชุดใหม่เข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) วาระ 2 ปี เริ่มปี 2027 พลิกโผใหญ่หลัง “เยอรมนี” มหาอำนาจยุโรปพ่ายคะแนนให้แก่โปรตุเกสและออสเตรีย ด้านกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก “คีร์กีซสถาน” เอาชนะ “ฟิลิปปินส์” คว้าที่นั่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ

ในการเลือกตั้งสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (3 มิ.ย.) เกิดพลิกโผครั้งสำคัญในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก เมื่อ “เยอรมนี” ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและพยายามล็อบบี้อย่างหนักเพื่อชิงเก้าอี้ แต่กลับพ่ายแพ้ในการลงคะแนนลับ โดยได้รับเพียง 104 คะแนน

ส่งผลให้ “โปรตุเกส” (134 คะแนน) และ “ออสเตรีย” (131 คะแนน) คว้า 2 ที่นั่งในกลุ่มนี้ไปครองแทน โดยทั้งสองประเทศจะเข้ามาทำหน้าที่แทนเดนมาร์กและกรีซที่จะหมดวาระลง การพ่ายแพ้ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เยอรมนีไม่สามารถรักษาที่นั่งในคณะมนตรีความมั่นคงไว้ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เยอรมนีเคยดำรงตำแหน่งมาแล้วถึง 6 วาระ

อีกหนึ่งการลงคะแนนสำคัญอยู่ที่การชิงชัยในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก ระหว่าง “ฟิลิปปินส์” และ “คีร์กีซสถาน” ซึ่งการลงคะแนนเป็นไปอย่างสูสีจนต้องลงคะแนนใหม่ถึง 4 รอบ ก่อนที่คีร์กีซสถานจะสามารถรวบรวมคะแนนเสียงได้ถึง 142 ต่อ 49 คะแนน ซึ่งเกินเกณฑ์ 2 ใน 3 ของสมาชิกสมัชชาใหญ่ ส่งผลให้คีร์กีซสถานสร้างประวัติศาสตร์คว้าที่นั่งในยูเอ็นเอสซีได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกยูเอ็น โดยจะเข้ามาทำหน้าที่แทนปากีสถาน

สำหรับกลุ่มภูมิภาคอื่นๆ ที่ไม่มีคู่แข่ง ได้แก่ “ซิมบับเว” ซึ่งได้รับเลือกจากกลุ่มแอฟริกาด้วยคะแนนท่วมท้น 182 เสียง แทนโซมาเลีย และ “ตรินิแดดและโตเบโก” ได้รับเลือกจากกลุ่มลาตินอเมริกาและแคริบเบียนด้วยคะแนน 181 เสียง แทนปานามา

สมาชิกใหม่ทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย, คีร์กีซสถาน, โปรตุเกส, ตรินิแดดและโตเบโก และซิมบับเว จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่วาระ 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027 โดยจะเข้าร่วมกับสมาชิกไม่ถาวรอีก 5 ประเทศที่ยังอยู่ในวาระจนถึงสิ้นปี 2027 ได้แก่ บาห์เรน, โคลอมเบีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, ลัตเวีย และไลบีเรีย

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 15 ประเทศ แบ่งเป็นสมาชิกถาวรที่มีสิทธิยั้งยั้ง หรือวีโต้ 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, จีน, ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ส่วนอีก 10 ประเทศเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตามภูมิภาค ซึ่งยูเอ็นเอสซีถือเป็นองค์กรเดียวของยูเอ็น ที่มีอำนาจในการออกมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เช่น การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหรือการอนุมัติใช้กำลังทหาร

นอกจากนี้ ในสัปดาห์เดียวกัน ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ยังได้เลือก นายคาลิลูร์ ราห์มัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของบังกลาเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้.

ที่มา Reuters / AFP

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

4 มิ.ย. 2569 13:04 น.

จีนสั่งแบน 4 สส. นิวซีแลนด์ ห้ามเข้าประเทศ 1 ปี ปมเยือนไต้หวัน

รัฐบาลนิวซีแลนด์เปิดเผยว่า จีนสั่งห้าม สส.นิวซีแลนด์ 4 คนเดินทางเข้าประเทศเป็นเวลา 1 ปี หลังเข้าร่วมคณะผู้แทนเยือนไต้หวันเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกที่จีนใช้มาตรการลักษณะนี้กับนักการเมืองนิวซีแลนด์ ส่งผลให้ทางการนิวซีแลนด์แสดงความกังวล พร้อมยืนยันว่าการเยือนไต้หวันไม่ขัดต่อนโยบาย “จีนเดียว”

กระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์เปิดเผยว่า ทางการจีนได้สั่งห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 4 ราย เดินทางเข้าประเทศจีนเป็นเวลา 1 ปี หลังจากที่พวกเขาเดินทางเยือนไต้หวันตามคำเชิญเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม โดยกลุ่ม สส. ดังกล่าวประกอบด้วย สส. จากพรรคร่วมรัฐบาล ได้แก่ มอรีน พิวจ์, เดวิด วิลสัน และลอร่า แมคคลัวร์ รวมถึง ดันแคน เวบบ์ สส. จากพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน

โฆษกของนายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ ระบุว่าเขารู้สึก “ประหลาดใจ” กับท่าทีดังกล่าวของจีน เนื่องจากที่ผ่านมา สส. นิวซีแลนด์เดินทางเยือนไต้หวันเพื่อแลกเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมาเป็นเวลานับทศวรรษโดยไม่เคยมีปัญหาในลักษณะนี้มาก่อน โดยมีรายงานว่าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเวลลิงตันได้แจ้งว่า มาตรการสั่งห้ามเข้าประเทศนี้อาจมีการลดหย่อนหรือยกเลิกได้หากเหล่านักการเมืองทำการ “ขอโทษ” อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ลอร่า แมคคลัวร์ สส. จากพรรค ACT หนึ่งในผู้ถูกสั่งแบน ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่มีการขอโทษใดๆ โดยระบุว่า “เราอาศัยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่เสรี สส. มีสิทธิที่จะเดินทางอย่างอิสระไปทั่วโลก นี่คือรูปแบบหนึ่งของการแทรกแซงจากต่างชาติ และฉันจะไม่ขอโทษที่เดินทางเยือนไต้หวัน”

ขณะที่ ดันแคน เวบบ์ สส. พรรคแรงงาน เปิดเผยว่า ทางสถานทูตจีนได้ส่งคำเตือนมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการสั่งแบนหากเดินหน้าทริปนี้ ซึ่งเขามองว่าแม้จะไม่เหนือความคาดหมายเนื่องจากสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดขึ้น แต่นับว่าเป็นเรื่องที่ “น่าผิดหวัง” อย่างยิ่ง

นายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทูตทั้งในปักกิ่งและเวลลิงตันเข้าหารือกับทางการจีนเพื่อ “ทำความเข้าใจ” ถึงสาเหตุที่จีนตัดสินใจละทิ้งธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา

รัฐบาลนิวซีแลนด์ยืนยันว่า แม้ประเทศจะยึดถือนโยบาย “จีนเดียว” มาตั้งแต่ปี 1972 โดยรับรองรัฐบาลจีนและไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะตัดขาดการติดต่อด้านการค้า เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนระหว่างชนพื้นเมือง ซึ่งนิวซีแลนด์เจตนาที่จะรักษาความสัมพันธ์เหล่านี้ต่อไปเพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้ออกแถลงการณ์ “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อการสั่งแบนครั้งนี้ โดยยืนยันว่าจีนไม่มีสิทธิ์แทรกแซงการปฏิสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับนานาชาติ ขณะที่ นายหลิน เจียหลง รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน ระบุว่าการมาเยือนของคณะ สส. นิวซีแลนด์ ไม่เพียงแต่แสดงถึงการสนับสนุนไต้หวัน แต่ยังทำให้มิตรภาพระหว่างสองประเทศแข็งแกร่งขึ้น ท่ามกลางความท้าทายทางการทูตที่จีนพยายามบีบบังคับประเทศต่างๆ ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับไต้หวัน

ที่ผ่านมา จีนเคยวางมาตรการคว่ำบาตรนักการเมืองสหรัฐฯ มาแล้วหลายราย เช่น แนนซี เพโลซี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรในปี 2022 แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้กับคณะนักการเมืองจากนิวซีแลนด์ ซึ่งถูกจีนมองว่าเป็นการ “สมคบคิดกับกองกำลังแบ่งแยกดินแดนที่ต้องการเอกราชของไต้หวัน”.

ที่มา AFP / BBC

ตร.อินโดฯ จับผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ทำเด็กอาหารเป็นพิษนับหมื่นคน

ตร.อินโดฯ จับผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ทำเด็กอาหารเป็นพิษนับหมื่นคน

4 มิ.ย. 2569 12:15 น.

ตร.อินโดฯ จับผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวัน ทำเด็กอาหารเป็นพิษนับหมื่นคน

ตร.อินโดฯจับกุมผอ.สำนักงานโภชนาการแห่งชาติ พร้อมรองอีก 2 คน หลังเพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งเพียงวันเดียว ปมทุจริตโครงการอาหารกลางวันฟรีนโยบายเรือธงของปธน.ปราโบโว กรณีเด็กอาหารเป็นพิษกว่า 33,000 คน

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียเข้าจับกุมตัวนายดาดัน ฮินดายานา อดีตผู้อำนวยการสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ พร้อมรองผู้อำนวยการอีก 2 คน โดยการจับกุมมีขึ้นเพียง 1 วันหลังจากประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต มีคำสั่งปลดนายดาดันออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางข้อกล่าวหาทุจริตในโครงการอาหารกลางวันฟรี ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล

สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนถูกดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการ โดยนายดาดันถูกกล่าวหาว่าใช้อิทธิพลแทรกแซงการคัดเลือกมูลนิธิที่รับผิดชอบการดำเนินงานครัวอาหารกลางวัน ทั้งที่บางแห่งไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และยังถูกสงสัยว่ามีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเหล่านั้นผ่านตัวแทน นอกจากนี้ เขายังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างที่มีการตั้งราคาสูงเกินจริง ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 21,000 คัน รองเท้ากว่า 32,000 คู่ และโทรทัศน์อีกกว่า 5,400 เครื่อง

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ของสำนักงานโภชนาการแห่งชาติในกรุงจาการ์ตา รวมถึงบ้านพักของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า อาคารสำนักงานถูกปิดไม่ให้พนักงานเข้าใช้งานระหว่างปฏิบัติการตรวจค้น

รายงานข่าวระบุว่า โครงการอาหารกลางวันฟรีเป็นนโยบายเรือธงที่ประธานาธิบดีปราโบโวใช้หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2567 โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างน้อย 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 550,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาอาหารให้เด็กนักเรียน เด็กเล็ก สตรีมีครรภ์ และมารดาที่ให้นมบุตรกว่า 82.9 ล้านคนทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุอาหารเป็นพิษในหลายพื้นที่ โดยจนถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีเด็กได้รับผลกระทบจากอาหารเป็นพิษที่เกี่ยวข้องกับโครงการแล้วอย่างน้อย 33,000 คน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีปราโบโวยอมรับว่าโครงการมีปัญหาในการดำเนินงาน และยืนยันว่าจะดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการกระทำผิด ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าโครงการอาหารกลางวันฟรีจะยังเดินหน้าต่อไป แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ตาม.

ที่มา CNA

อิสราเอล-เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงใหม่ ยื่นเงื่อนไขฮิซบอลเลาะห์ยุติโจมตี

อิสราเอล-เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงใหม่ ยื่นเงื่อนไขฮิซบอลเลาะห์ยุติโจมตี

4 มิ.ย. 2569 12:12 น.

อิสราเอล-เลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงใหม่ ยื่นเงื่อนไขฮิซบอลเลาะห์ยุติโจมตี

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศความคืบหน้า หลัง “อิสราเอล” และ “เลบานอน” เห็นชอบการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่ โดยสหรัฐฯ ย้ำชัดเงื่อนไขสำคัญ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องยุติการโจมตีทั้งหมด และต้องถอนกำลังพลออกจากพื้นที่ควบคุมทางตอนใต้ของเลบานอน

แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงในครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ “ขึ้นอยู่กับการยุติการโจมตีอย่างสิ้นเชิง” จากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขสำคัญคือ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะต้อง “อพยพกองกำลังทั้งหมด” ออกจากพื้นที่ที่อิสราเอลควบคุมทางตอนใต้ของเลบานอน ตั้งแต่บริเวณแม่น้ำลิตานี ไปจนถึงแนวชายแดน

ทางการสหรัฐฯ จะเข้ามาช่วยชี้แนะในการจัดตั้ง “เขตนำร่อง” ซึ่งจะให้กองทัพรัฐบาลเลบานอน เข้ามาดูแลและควบคุมอาณาเขตแต่เพียงผู้เดียว โดยจะแยกแยะและไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่กองกำลังของรัฐเข้ามามีบทบาทในพื้นที่

แถลงการณ์สหรัฐฯ ระบุว่า “ทุกประเทศต่างยืนยันร่วมกันว่า อนาคตความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและเลบานอน จะต้องถูกตัดสินโดยรัฐบาลที่มีอธิปไตยของทั้งสองประเทศเท่านั้น และขอปฏิเสธความพยายามใด ๆ จากรัฐหรือกลุ่มอิทธิพลนอกกฎหมาย ที่จะจับอนาคตของเลบานอนไว้เป็นตัวประกัน” 

ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาคาดหวังว่าการพูดคุยครั้งนี้จะนำไปสู่ “แผนปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงในเลบานอนที่เป็นอิสระและปราศจากการแทรกแซงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์”

ข้อตกลงฉบับใหม่นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่มีการทำข้อตกลง “หยุดยิงบางส่วน” ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) ซึ่งกำหนดให้อิสราเอลยุติการทิ้งระเบิดโจมตีกรุงเบรุต แลกกับการที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะไม่เปิดฉากโจมตีอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังคงเผชิญความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากต่างฝ่ายต่างยังคงมีการยิงปะทะกันตลอดสัปดาห์

ขณะนี้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการต่อสาธารณะเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงล่าสุด แต่นายมาห์มูด กามาตี สมาชิกสภาการเมืองของฮิซบอลเลาะห์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบีบีซี โดยแสดงท่าทีแข็งกร้าวว่า “มันไม่มีข้อตกลงหยุดยิงอะไรทั้งนั้น มีเพียงแค่การปกป้องย่านดาฮีเยห์ (ฐานที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์ทางตอนใต้ของเบรุต)” พร้อมยืนยันว่าฮิซบอลเลาะห์จะไม่ปฏิบัติตามข้อผูกมัดใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจาระหว่างเลบานอนและอิสราเอลที่กรุงวอชิงตัน เนื่องจากทางกลุ่มปฏิเสธการเจรจานี้ตั้งแต่ต้น

ด้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยเบื้องหลังของการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงบางส่วน ผ่านรายการพอดแคสต์ของนิวยอร์กโพสต์ โดยยอมรับว่าเขาค่อนข้างไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล สั่งเดินหน้าโจมตีเมืองหลวงของเลบานอนอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การโทรศัพท์สายตรงที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อเตือนเนทันยาฮูว่า “บีบี (ชื่อเล่นของเนทันยาฮู) เราต้องหยุดเรื่องนี้ได้แล้ว” ซึ่งในเวลาต่อมา เนทันยาฮูได้ยอมรับที่จะระงับการโจมตีกรุงเบรุต แต่ย้ำว่ากองทัพอิสราเอลจะยังคงปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนตอนใต้ต่อไป

มีรายงานว่า ทรัมป์มีความกังวลว่าการยกระดับความรุนแรงในเลบานอน อาจส่งผลกระทบและทำลายภาพรวมของข้อตกลงหยุดยิงในภูมิภาคระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ขณะที่ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ออกมาเตือนว่า หากอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกรุงเบรุต กองทัพอิหร่านก็พร้อมอย่างเต็มที่ที่จะกลับเข้าสู่สงคราม อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าเขาต้องการแยกการเจรจาระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน ออกจากการเจรจาเรื่องสงครามระหว่าง อิสราเอล-ฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน

แม้จะมีข่าวดีเรื่องข้อตกลง แต่สถานการณ์ในพื้นที่จริงยังคงตึงเครียด โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขเลบานอนรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 รายจากการโจมตีของอิสราเอลทางตอนใต้ของประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ชีพ 2 รายที่เสียชีวิตเนื่องจากรถพยาบาลถูกโจมตีโดยตรงในพื้นที่เชฮูร์ (Chehour) ทำให้ยอดเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เสียชีวิตในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 128 รายแล้ว นอกจากนี้ กองทัพเลบานอนยังแถลงประณามอิสราเอล หลังทหารเลบานอนเสียชีวิต 1 นายจากโดรนโจมตี และบาดเจ็บอีก 2 นายจากเหตุโจมตีรถยนต์ของกองทัพ

ทางด้านกองทัพอิสราเอลแถลงว่า สามารถสกัดกั้นโดรนและวัตถุระเบิดที่ถูกยิงข้ามพรมแดนมาจากฝั่งเลบานอนได้สำเร็จ โดยกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อ้างว่าเป็นการพุ่งเป้าโจมตีการรวมตัวของทหารอิสราเอล

สงครามระลอกนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อฮิซบอลเลาะห์ยิงจรวดใส่อิสราเอลเพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ส่งผลให้อิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่และส่งกองกำลังภาคพื้นดินบุกเลบานอนตอนใต้ ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเลบานอนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 3,516 ราย และมีผู้พลัดถิ่นกว่า 1 ล้านคน ขณะที่ฝั่งอิสราเอลมีรายงานทหารเสียชีวิต 26 นาย และพลเรือนเสียชีวิต 4 ราย.

ที่มา BBC

เท็กซัสพบ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” ในวัวครั้งแรกในรอบ 60 ปี หลังระบาดข้ามพรมแดนเม็กซิโก

เท็กซัสพบ "หนอนแมลงวันกินเนื้อ" ในวัวครั้งแรกในรอบ 60 ปี หลังระบาดข้ามพรมแดนเม็กซิโก

4 มิ.ย. 2569 11:31 น.

เท็กซัสพบ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” ในวัวครั้งแรกในรอบ 60 ปี หลังระบาดข้ามพรมแดนเม็กซิโก

กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตรวจพบการติดเชื้อของ “หนอนแมลงวันกินเนื้อ” (New World Screwworm) ซึ่งเป็นแมลงวันปรสิตที่ตัวอ่อนสามารถกัดกินเนื้อเยื่อของสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ในลูกวัวตัวหนึ่งที่เมืองลาไพรเออร์ รัฐเท็กซัส ห่างจากพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโกราว 48 กิโลเมตร

บรูค โรลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ระบุว่า นี่เป็นเคสเดียวที่ได้รับการยืนยันในประเทศขณะนี้ และถือเป็นครั้งแรกที่พบหนอนปศุสัตว์ชนิดนี้ในรัฐเท็กซัสนับตั้งแต่ปี 1966 หรือในรอบ 60 ปี หลังจากที่ทางการและกลุ่มเกษตรกรเฝ้าระวังอย่างหนักเนื่องจากพบการระบาดขยับขึ้นมาทางตอนเหนือของเม็กซิโกตลอดปีที่ผ่านมา

ปรสิตชนิดนี้เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ เนื่องจากแมลงวันเพศเมียจะวางไข่ในบาดแผลเปิดหรือบริเวณเยื่อเมือกของสัตว์เลือดอุ่น เมื่อไข่ฟักออกมา ตัวอ่อนจำนวนหลายร้อยตัวจะใช้ปากที่มีลักษณะคล้ายตะขอเจาะลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อที่ยังมีชีวิต ทำให้เกิดบาดแผลรุนแรง และอาจทำให้สัตว์ตายได้หากไม่ได้รับการรักษา

แม้ว่าปรสิตดังกล่าวสามารถติดคนและสัตว์เลี้ยงได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความเสี่ยงต่อมนุษย์อยู่ในระดับต่ำ และยังไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอาหารหรือเนื้อสัตว์ที่จำหน่ายในตลาด

การพบเชื้อครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากต่อภาคปศุสัตว์ของสหรัฐฯ เนื่องจากจำนวนวัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปีอยู่แล้ว ส่งผลให้ปริมาณเนื้อวัวในตลาดลดลงและราคาปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์ หากเกิดการระบาดในวงกว้าง อาจยิ่งซ้ำเติมภาวะขาดแคลนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากหนอนแมลงวันกินเนื้อแพร่กระจายทั่วรัฐเทกซัส ซึ่งเป็นรัฐผู้ผลิตโคเนื้อรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ อุตสาหกรรมปศุสัตว์อาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการตายของสัตว์ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายในการรักษา

ด้านซิด มิลเลอร์ กรรมาธิการการเกษตรรัฐเท็กซัส วิจารณ์กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ว่า ดำเนินมาตรการป้องกันล่าช้าเกินไป จนทำให้ปรสิตสามารถเข้าสู่สหรัฐฯ ได้ ขณะที่กระทรวงเกษตรยืนยันว่าได้ใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว โดยเฉพาะการปล่อยแมลงวันตัวผู้ที่ผ่านการทำหมันเพื่อขัดขวางการขยายพันธุ์ของแมลงวันในธรรมชาติ

หลังการยืนยันการระบาด เจ้าหน้าที่ได้สั่งระงับการเคลื่อนย้ายสัตว์ทั้งหมดภายในรัศมี 20 กิโลเมตรจากจุดตรวจพบเชื้อ พร้อมปล่อยแมลงวันทำหมันเพิ่มเติม เพิ่มการเฝ้าระวังสัตว์ป่า และส่งทีมตอบสนองฉุกเฉินเข้าพื้นที่ รวมถึงจัดส่งเวชภัณฑ์และยารักษาไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส

ตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ปิดพรมแดนสำหรับการนำเข้าปศุสัตว์จากเม็กซิโก เพื่อสกัดการแพร่กระจายของปรสิตชนิดนี้ หลังพบการระบาดต่อเนื่องจากอเมริกากลางเข้าสู่เม็กซิโก โดยทางการเม็กซิโกรายงานว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 มีการยืนยันผู้ติดเชื้อในสัตว์แล้วกว่า 27,000 กรณี และยังมีการระบาดที่กำลังดำเนินอยู่มากกว่า 2,000 กรณี

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1960 การระบาดของหนอนแมลงวันกินเนื้อในรัฐชายแดนของสหรัฐฯ เคยสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อสัตว์ป่าและฟาร์มปศุสัตว์หลายแห่ง ก่อนที่สหรัฐจะสามารถกำจัดปรสิตชนิดนี้ได้สำเร็จด้วยโครงการปล่อยแมลงวันตัวผู้ที่ผ่านการทำหมันในปริมาณมหาศาล

อย่างไรก็ตาม โรงงานผลิตแมลงวันทำหมันแห่งใหม่ในรัฐเท็กซัสคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ไม่เร็วกว่าปลายปี 2570 ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งควบคุมสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดลุกลามในช่วงเวลานี้

ข่าวการยืนยันการพบปรสิตดังกล่าวยังส่งผลต่อตลาดสินค้าเกษตร โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโคเนื้อในสหรัฐปรับตัวลดลง ขณะที่หุ้นของบริษัทแปรรูปเนื้อสัตว์รายใหญ่อย่าง Tyson Foods และ JBS ต่างปรับตัวลดลงเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลว่าการระบาดอาจส่งผลกระทบต่ออุปทานและความต้องการบริโภคเนื้อวัวในอนาคต.

ที่มา Reuters