ช็อกวงการหูฟัง! ตรวจพบสารพิษในหูฟังหลายรุ่นจากแบรนด์ดัง นักวิจัยเตือนเสี่ยงกระทบฮอร์โมน-มะเร็ง

ช็อกวงการหูฟัง! ตรวจพบสารพิษในหูฟังหลายรุ่นจากแบรนด์ดัง นักวิจัยเตือนเสี่ยงกระทบฮอร์โมน-มะเร็ง

24 ก.พ. 2569 10:59 น.

ช็อกวงการหูฟัง! ตรวจพบสารพิษในหูฟังหลายรุ่นจากแบรนด์ดัง นักวิจัยเตือนเสี่ยงกระทบฮอร์โมน-มะเร็ง

ช็อกผู้บริโภคทั่วโลก หลังผลสืบสวนทางห้องปฏิบัติการฉบับใหม่ ตรวจพบสารเคมีอันตราย ในหูฟังหลายรุ่นจากแบรนด์ดัง รวมถึง Bose, Samsung และ Sennheiser กระทบฮอร์โมนและเสี่ยงมะเร็ง

รายงานโดยสำนักข่าว The Guardian ระบุว่า หูฟังทั้ง 81 รุ่นที่นำไปทดสอบทุกคู่ ตรวจพบสารพิษที่เชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านสุขภาพร้ายแรง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจกระทบผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก

การทดสอบดำเนินการโดยโครงการ ToxFREE LIFE for All ซึ่งเป็นความร่วมมือของกลุ่มภาคประชาสังคมในยุโรปกลาง โดยสุ่มซื้อหูฟังทั้งแบบครอบหูและแบบอินเอียร์จากร้านค้าปลีกและแพลตฟอร์มออนไลน์

ผลตรวจพบว่า:

  • พบ BPA (Bisphenol A) ใน 98% ของตัวอย่าง
  • พบ BPS (Bisphenol S) มากกว่าสามในสี่ของตัวอย่าง
  • พบสารพาทาเลต (Phthalates) ที่เชื่อมโยงกับพิษต่อระบบสืบพันธุ์
  • พบคลอรีนเนตพาราฟินส์ (เกี่ยวข้องกับความเสียหายต่อตับและไตในสัตว์ทดลอง)
  • พบสารหน่วงไฟกลุ่มโบรมีนและออร์กาโนฟอสเฟต

สารเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มสารรบกวนต่อมไร้ท่อ ซึ่งสามารถเลียนแบบฮอร์โมนในร่างกาย และมีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็ง ความผิดปกติทางพัฒนาการ และปัญหาทางระบบประสาทด้วย

แม้หลายตัวอย่างพบสารในระดับต่ำ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีเตือนว่าการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานทุกวัน โดยเฉพาะขณะออกกำลังกายที่มีเหงื่อและความร้อน อาจเร่งให้สารเคมีเคลื่อนย้ายเข้าสู่ผิวหนังได้โดยตรงและเร็วขึ้น เนื่องจากคนในยุคปัจจุบันใช้หูฟังบ่อย จนกลายเป็นของใช้ประจำวัน ทั้งใส่ทำงาน ฟังเพลง ออกกำลังกาย และพักผ่อน 

นักวิทยาศาสตร์ยังชี้ถึงความเสี่ยงแบบ “Cocktail Effect” หรือผลกระทบสะสมจากการได้รับสารอันตรายหลายชนิดพร้อมกันในระยะยาว แม้ปริมาณแต่ละชนิดอาจต่ำ แต่การสะสมจากหลายแหล่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม แบรนด์เครื่องเสียงรายใหญ่ที่ถูกกล่าวถึงในรายงาน ยังไม่ได้ตอบคำถามสื่อทันที ทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสุขภาพวิจารณ์ว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขาดความโปร่งใสเกี่ยวกับส่วนประกอบวัสดุที่ใช้ในสินค้า

ด้านนักวิจัยเรียกร้องให้มีการออกกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น และจำกัดการใช้สารรบกวนฮอร์โมนในสินค้าผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่อาจไวต่อผลกระทบด้านฮอร์โมนมากกว่า.

ที่มา : Yahoonews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หูฟัง

อดีตผู้นำเกาหลีใต้ “ยุน ซอก ยอล” สู้ต่อ ยื่นอุทธรณ์คดีปลุกปั่นกบฏ หลังถูกจำคุกตลอดชีวิต

อดีตผู้นำเกาหลีใต้ "ยุน ซอก ยอล" สู้ต่อ ยื่นอุทธรณ์คดีปลุกปั่นกบฏ หลังถูกจำคุกตลอดชีวิต

24 ก.พ. 2569 09:45 น.

อดีตผู้นำเกาหลีใต้ “ยุน ซอก ยอล” สู้ต่อ ยื่นอุทธรณ์คดีปลุกปั่นกบฏ หลังถูกจำคุกตลอดชีวิต

อดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก ยอล ของเกาหลีใต้ สู้คดีต่อ ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาคดีก่อกบฏแล้ว หลังศาลชั้นต้นตัดสินว่ามีความผิดจากการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024 และสั่งจำคุกตลอดชีวิต

หลังจากที่ศาลแขวงกลางกรุงโซล มีคำพิพากษาสะเทือนแวดวงการเมืองเกาหลีใต้ครั้งใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุให้นาย ยุน ซอก ยอล มีความผิดฐานเป็นผู้นำการก่อการที่มุ่งทำให้รัฐสภาเป็นอัมพาต พร้อมลงโทษจำคุกตลอดชีวิต 

ล่าสุดทีมกฎหมายของยุนแถลงเมื่อวันอังคาร (24 ก.พ.) ว่าได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว พร้อมโจมตีคำตัดสินของศาลอย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่า “เรามีความรับผิดชอบที่จะต้องบันทึกปัญหาของคำพิพากษานี้อย่างชัดเจน ไม่เพียงในสำนวนคดีของศาล แต่ต่อหน้าการตัดสินของประวัติศาสตร์ในอนาคต”

ย้อนกลับไปวันที่ 3 ธันวาคม 2024 ยุนปรากฏตัวทางโทรทัศน์ช่วงดึก ประกาศระงับรัฐบาลพลเรือน และเริ่มใช้กฎอัยการศึก โดยอ้างภัยคุกคามจากอิทธิพลเกาหลีเหนือและกลุ่มต่อต้านรัฐ

การตัดสินใจดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนทั่วประเทศ ก่อนที่กฎอัยการศึกจะถูกยกเลิกในราว 6 ชั่วโมงต่อมา หลังสมาชิกสภานิติบัญญัติเร่งเข้าประชุมฉุกเฉินและลงมติยุติมาตรการดังกล่าว

ความพยายามดังกล่าวถูกวิจารณ์ว่าเป็น กฎอัยการศึกที่ล้มเหลว และจุดชนวนให้เกิดการประท้วงฉับพลัน ตลาดหุ้นปั่นป่วน และทำให้พันธมิตรทางทหารสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกาตกตะลึง

นายยุนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ก่อนที่เกาหลีใต้จะจัดการเลือกตั้งฉุกเฉินในเดือนมิถุนายน และ อี แจ มยอง คว้าชัยขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่

และถึงแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำตัดสินหนักที่สุดคือจำคุกตลอดชีวิต แต่การยื่นอุทธรณ์หมายความว่า คดีก่อกบฏ ของอดีตผู้นำเกาหลีใต้ยังต้องต่อสู้กันอีกหลายยก ซึ่งต้องรอฟังคำตัดสินของศาลต่อไป.

ที่มา :The Korea Herald

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีใต้

คลิปสุดอี๋! หนูโผล่บนจานอาหาร ฟู้ดคอร์ท ห้างดังในสิงคโปร์ (คลิป)

คลิปสุดอี๋! หนูโผล่บนจานอาหาร ฟู้ดคอร์ท ห้างดังในสิงคโปร์ (คลิป)

24 ก.พ. 2569 09:24 น.

คลิปสุดอี๋! หนูโผล่บนจานอาหาร ฟู้ดคอร์ท ห้างดังในสิงคโปร์ (คลิป)

แชร์กันให้ว่อนโลกโซเชียลสิงคโปร์ คลิปสุดช็อก หนูปีนขึ้นไปอยู่บนจานอาหาร ภายในศูนย์อาหารของห้าง Lucky Plaza ก่อนจะวิ่งข้ามโต๊ะต่อหน้าลูกค้า หน่วยงานด้านอาหารของสิงคโปร์เร่งตรวจสอบ

หน่วยงานด้านอาหารของสิงคโปร์ หรือ Singapore Food Agency (SFA) ออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.) ยืนยันว่า ได้เริ่มการสอบสวนเหตุการณ์หนูโผล่บนโต๊ะอาหารในฟู้ดคอร์ท ห้างลักกี้พลาซ่า (Lucky Plaza) หลังคลิปดังกล่าวถูกแชร์อย่างรวดเร็วในสื่อสังคมออนไลน์

ในคลิปที่ถูกแชร์ต่อจำนวนมาก เห็นหนูตัวหนึ่งยืนอยู่บนจานอาหาร ก่อนจะวิ่งข้ามโต๊ะ ขณะที่หญิงรายหนึ่งรีบคว้ากระเป๋าถือหนีเมื่อหนูวิ่งเข้าหา

ต่อมา มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใช้ผ้าปูโต๊ะจับหนูออกจากพื้นที่ ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

โดยข้อความบรรยายคลิประบุว่า เหตุเกิดที่ศูนย์อาหารภายในลัคกี้ พลาซ่า ซึ่งเป็นห้างดังใจกลางเมืองสิงคโปร์

โดย SFA ระบุว่า แม้หน่วยงานจะมีมาตรการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร แต่ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยและการเตรียมอาหารที่ดีอย่างเคร่งครัด พร้อมเสริมว่า หากพบหลักฐานเพียงพอ จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่ลังเล.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สิงคโปร์

คิม โย จอง น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เลื่อนขั้น สะท้อนอำนาจตระกูลคิมแน่นแฟ้น

คิม โย จอง น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เลื่อนขั้น สะท้อนอำนาจตระกูลคิมแน่นแฟ้น

24 ก.พ. 2569 08:55 น.

คิม โย จอง น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ได้เลื่อนขั้น สะท้อนอำนาจตระกูลคิมแน่นแฟ้น

คิม โย จอง น้องสาวของผู้นำสูงสุด คิม จอง อึน ได้รับการเลื่อนตำแหน่งในโครงสร้างพรรคแรงงาน ระหว่างการประชุมใหญ่พรรค สะท้อนการขยายบทบาทของตะกูลคิมในโครงสร้างอำนาจ

สำนักข่าวทางการ Korean Central News Agency รายงานว่า คณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี มีมติแต่งตั้งคิม โย จอง จากเดิมตำแหน่ง “รองผู้อำนวยการฝ่าย” ให้ขึ้นเป็น “ผู้อำนวยการฝ่าย” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 ก.พ.) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า การเลื่อนตำแหน่งของคิม โย จอง สะท้อนถึงการขยายบทบาทของเธอในโครงสร้างอำนาจ และตอกย้ำความมั่นคงของตระกูลคิม ในการบริหารประเทศ

โดยการประชุมใหญ่ของพรรคแรงงานเกาหลี (Workers’ Party Congress) ซึ่งจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปี ถือเป็นเวทีสูงสุดในการกำหนดทิศทางประเทศ ตั้งแต่นโยบายการทูต เศรษฐกิจ ไปจนถึงแผนการทหารและยุทธศาสตร์สงคราม

การประชุมครั้งนี้มีแกนนำพรรคระดับสูงหลายพันคนเดินทางเข้าร่วมที่กรุงเปียงยาง และถูกจับตามองจากนานาชาติว่าเป็นเวทีที่ผู้นำเกาหลีเหนือใช้แสดงความแข็งแกร่งทางอำนาจ และกระชับการควบคุมภายในพรรค

คิม โย จอง เกิดช่วงปลายทศวรรษ 1980 ตามข้อมูลของรัฐบาลเกาหลีใต้ เธอเป็นหนึ่งในบุตร 3 คนของอดีตผู้นำ คิม จอง อิล กับคู่ชีวิตคนที่สาม โก ยอง ฮี อดีตนักเต้น

เธอเคยศึกษาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์พร้อมกับพี่ชาย ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญอย่างรวดเร็ว หลังคิม จอง อึน รับตำแหน่งผู้นำสูงสุดภายหลังการเสียชีวิตของบิดาในปี 2011

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คิม โย จอง ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเกาหลีเหนือ และเป็นมือขวา คนสำคัญของผู้นำสูงสุด

การประชุมใหญ่ครั้งนี้ยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีรายงานว่า คิม จอง อึน อาจประกาศทิศทางระยะต่อไปของโครงการอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และพันธมิตร

นักวิเคราะห์ระบุว่า การเลื่อนตำแหน่งคิม โย จอง อาจเป็นสัญญาณของการจัดวางกำลังทางการเมืองภายใน เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ความมั่นคงและนโยบายแข็งกร้าวที่อาจตามมา.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คิม โย จอง

ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน ย้ำผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย

ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน ย้ำผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย

24 ก.พ. 2569 08:39 น.

ทรัมป์ปัดข่าวผู้นำทหารเตือนความเสี่ยงโจมตีอิหร่าน ย้ำผู้นำเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย

ทรัมป์ปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงของการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า หากเกิดสงครามขึ้นจริง สหรัฐฯ จะชนะได้อย่างง่ายดาย

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงน่าเป็นห่วง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่อความเสี่ยงของการเปิดฉากโจมตีอิหร่าน พร้อมยืนยันหนักแน่นว่า หากเกิดสงครามขึ้นจริง สหรัฐฯ จะชนะได้อย่างง่ายดาย

ประเด็นร้อนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสื่ออเมริกันหลายสำนักรายงานว่า พลเอก แดน เคน  ประธานคณะเสนาธิการร่วม ได้เตือนถึงความเสี่ยงรอบด้านของปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ต่ออิหร่าน ทั้งความเป็นไปได้ที่จะเกิดความขัดแย้งยืดเยื้อ การขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ และความเสี่ยงต่อกำลังพลสหรัฐฯ และพันธมิตร

ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าผิด 100% พร้อมระบุว่า พลเอกเคนไม่ได้คัดค้านการทำสงครามกับอิหร่านแต่อย่างใด

“พลเอกเคน เหมือนกับพวกเราทุกคน ไม่อยากเห็นสงคราม แต่ถ้ามีการตัดสินใจทางทหารกับอิหร่าน เขาเชื่อว่าเราจะชนะได้อย่างง่ายดาย เขาไม่เคยพูดว่าไม่ควรโจมตีอิหร่าน หรือแม้แต่การโจมตีแบบจำกัดวงที่ผมอ่านเจอในข่าวปลอม เขารู้แค่เรื่องเดียว คือการชนะ”

ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากภายในรัฐบาลและเวทีระหว่างประเทศ ท่ามกลางการเจรจานิวเคลียร์ที่ยังไม่ข้อสรุป

รายงานจาก The Washington Post ระบุว่า พลเอกเคนได้แสดงความกังวลต่อทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมว่า สหรัฐฯ อาจเผชิญปัญหาขาดแคลนอาวุธ และไม่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรเพียงพอ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อทหารอเมริกันในพื้นที่

ขณะที่ The Wall Street Journal รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงในเพนตากอนเตือนถึงความเสี่ยงที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ อาจถูกใช้จนหมด หากเปิดฉากโจมตีอิหร่าน

ด้าน Axios ระบุว่า พลเอกเคนเตือนถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะติดหล่มสงครามยืดเยื้อ ในตะวันออกกลางอีกครั้ง

รายงานเดียวกันยังระบุว่า สตีฟ วิทคอฟฟ์ ผู้แทนเจรจาของทรัมป์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ ต่างผลักดันให้ประธานาธิบดีชะลอการโจมตี และเปิดทางให้การเจรจาทางการทูตดำเนินต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์โจมตีสื่อว่ารายงานผิดพลาดและจงใจบิดเบือน

ทรัมป์ยังกล่าวย้ำด้วยว่า ตัวเองคือคนตัดสินใจ และอยากได้ข้อตกลงมากกว่าไม่มีข้อตกลง แต่ถ้าหากไม่ได้ข้อตกลง มันจะเป็นวันที่เลวร้ายมากสำหรับประเทศนั้น และน่าเศร้าสำหรับประชาชนของเขา

ย้อนกลับไปในปี 2018 ระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยแรก ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน และเมื่อปีที่ผ่านมา เขาได้สั่งโจมตีเป้าหมายด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้ว

ล่าสุด ทรัมป์ยังขู่ว่าจะดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม หากการเจรจารอบใหม่กับเตหะรานไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทดแทนได้

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยว่า การเจรจารอบถัดไปกับอิหร่านมีกำหนดจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้

ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวสงคราม สหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหารขนาดใหญ่เข้าสู่ตะวันออกกลาง รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ เรือรบอีกกว่าหนึ่งโหล เครื่องบินรบจำนวนมาก และยุทโธปกรณ์อื่น ๆ เพื่อเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์

การเคลื่อนไหวดังกล่าวยิ่งทำให้สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลก โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงในตะวันออกกลาง และผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานโลก.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

24 ก.พ. 2569 05:51 น.

ส่องสถิติ ครบรอบ 4 ปี รัสเซียยกทัพบุกยูเครน

การรุกรานยูเครนโดยรัสเซียเมื่อ 4 ปีก่อน ได้จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแก่พลเรือน และเป็นบททดสอบอันโหดร้ายของเหล่าทหารหาญ พร้อมทั้งสั่นคลอนระเบียบความมั่นคงของโลกในยุคหลังสงครามเย็น

การสู้รบก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ในวันอังคารที่ 24 ก.พ. 2569 และยังไม่มีวี่แววว่าสถานการณ์จะยุติลงในเร็ววัน

สหรัฐอเมริกาได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างคณะตัวแทนจากมอสโกและเคียฟ โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันสันติภาพของรัฐบาลทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการประสานความแตกต่างในประเด็นสำคัญ เช่น อนาคตของดินแดนยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง และความมั่นคงหลังสงครามของยูเครน ยังคงเป็นอุปสรรคที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า

ทหารของทั้งสองประเทศจำนวนหลายพันหลายหมื่นนายได้พลีชีพในสนามรบ ขณะที่พลเรือนชาวยูเครนต้องเผชิญกับการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงจากรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับและน้ำประปาไม่ไหลต่อเนื่องมานานหลายปี ส่วนฝ่ายยูเครนก็หันมาใช้โดรนเพื่อโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียเช่นกัน

ต่อไปนี้คือข้อมูลสรุปของความขัดแย้งผ่านตัวเลขต่าง ๆ นับตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565

คาดทหารเจ็บ-ตายนับล้านนาย

ตามรายงานของศูนย์ยุทธศาสตร์และนโยบายระหว่างประเทศ (CSIS) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์สูงสุดของจำนวนทหารทั้งฝ่ายยูเครนและฝ่ายรัสเซียที่เสียชีวิต, ได้รับบาดเจ็บ หรือสูญหาย อยู่ที่ 1.8 ล้านนาย

รายงานประเมินว่า รัสเซียมีทหารบาดเจ็บและเสียชีวิตรวม 1.2 ล้านนาย ซึ่งรวมถึงทหารที่เสียชีวิตสูงถึง 325,000 นาย ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ถึงธันวาคม 2568 ซึ่งนี่ถือเป็นจำนวนการเสียชีวิตของทหารที่สูงที่สุดสำหรับประเทศมหาอำนาจในความขัดแย้งใดๆ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ รัสเซียไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตในสนามรบอีกเลยนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ซึ่งตอนนั้นมอสโกระบุว่า มีทหารเสียชีวิตกว่า 80 นายจากการโจมตีของยูเครน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตทางทหารทั้งหมดที่มอสโกยืนยันอย่างเป็นทางการอยู่ที่เพียงประมาณ 6,000 นายเท่านั้น

ขณะเดียวกัน CSIS ประเมินว่า ยูเครนมีทหารบาดเจ็บล้มตายที่ 500,000 ถึง 600,000 นาย ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้เสียชีวิตสูงถึง 140,000 นาย

แต่ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนออกมากล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า มีทหารยูเครนเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้แล้ว 55,000 นาย และว่ายังมีผู้ที่สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก

พลเรือนเสียชีวิตนับหมื่น

คณะผู้สังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกเต็มรูปแบบ มีพลเรือนในยูเครนที่เสียชีวิตจากการโจมตีแล้วอย่างน้อย 14,999 ศพ อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานระบุว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก นอกจากนี้ รายงานฉบับเดือนธันวาคมยังระบุว่ามีพลเรือนได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 40,600 รายในช่วงเวลาเดียวกัน

ข้อมูลจากสหประชาชาติชี้ว่า สงครามครั้งนี้ทำให้มีเด็กเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 763 ราย

ปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับพลเรือนในยูเครนนับตั้งแต่ปี 2565 โดยในปี 2568 สงครามได้คร่าชีวิตพลเรือนไปถึง 2,514 ศพ และบาดเจ็บอีก 12,142 ราย ซึ่งถือเป็นจำนวนความสูญเสียของพลเรือนที่เพิ่มขึ้นถึง 31% เมื่อเทียบกับปี 2567

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน
โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน

ดินแดนถูกยึดครองเกือบ 20%

ตามข้อมูลจากสถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ISW) ปัจจุบัน รัสเซียครอบครองดินแดนของยูเครนอยู่ประมาณ 19.4% จากทั้งหมด

ISW ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตันระบุในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา รัสเซียสามารถยึดครองดินแดนยูเครนเพิ่มขึ้นเพียง 0.79% ท่ามกลางการต่อสู้ที่กลายเป็น “สงครามพร่ากำลัง” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำลายทรัพยากร สะท้อนให้เห็นว่ามอสโกมีความคืบหน้าเพียงน้อยนิด แม้จะสูญเสียทั้งกำลังพลและยานเกราะไปอย่างมหาศาลก็ตาม

ก่อนที่รัสเซียจะเริ่มการรุกรานเต็มรูปแบบ รัสเซียเคยควบคุมพื้นที่ของยูเครนอยู่เกือบ 7% ซึ่งรวมถึงคาบสมุทรไครเมีย กับพื้นที่บางส่วนของแคว้นโดเนตสก์กับลูฮานสก์ทางตะวันออก หลังกลุ่มแบ่งแยกดินแดนฝักฝ่ายรัสเซียลุกฮือขึ้นต่อสู้กับกองทัพยูเครนในช่วงปี 2557

ความช่วยเหลือทางทหารลดลง

ตามข้อมูลจากสถาบันคีล (Kiel Institute) ของเยอรมนี ซึ่งทำหน้าที่ติดตามความช่วยเหลือที่ส่งไปยังยูเครน ระบุว่า ความช่วยเหลือทางทหารจากต่างประเทศที่ส่งไปให้ยูเครนในปี 2568 ลดลง 13% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปีในช่วงระหว่างปี 2565 ถึงปี 2567

หลังจากรับตำแหน่งเมื่อ 1 ปีก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็สั่งระงับการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ที่รัฐบาลอเมริกาเป็นผู้จ่ายเงินซื้อให้แก่ยูเครน ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปพยายามอย่างหนักที่จะเติมเต็มส่วนต่างดังกล่าว โดยได้เพิ่มความช่วยเหลือทางทหารขึ้นถึง 67% ในปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงปี 2565-2567

แต่ถึงอย่างนั้น ความช่วยเหลือทางทหารโดยรวมที่ส่งให้ยูเครนก็ยังลดลง นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการเงินจากต่างประเทศที่ส่งให้ยูเครน ก็ปรับตัวลดลง 5% ในปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงสามปีก่อนหน้านั้น

ผู้ลี้ภัยเฉียด 6 ล้านคน

ข้อมูลจากสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ในยูเครนประจำเดือนนี้ระบุว่า จำนวนชาวยูเครนที่ลี้ภัยสงครามไปต่างประเทศในตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 5.9 ล้านคน โดยในจำนวนดังกล่าวมีประมาณ 5.3 ล้านคนที่ลี้ภัยอยู่ในทวีปยุโรป

นอกจากนี้ UN ยังระบุเมื่อเดือนธันวาคมว่า มีชาวยูเครนอีกราว 3.7 ล้านคนที่ถูกบีบให้ต้องทิ้งบ้านเรือนและกลายเป็นผู้พลัดถิ่นอยู่ภายในประเทศ โดยย้ายไปอาศัยอยู่ในพื้นที่อื่นที่ปลอดภัยกว่า

ทั้งนี้ ก่อนเกิดสงคราม ยูเครนมีประชากรทั้งหมดมากกว่า 40 ล้านคน

สถานพยาบาลถูกโจมตีหลายพันครั้ง

ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบเริ่มขึ้นจนถึง 11 ก.พ.ที่ผ่านมา รัสเซียมีการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการทางการแพทย์ในยูเครนแล้ว 2,851 ครั้ง

การโจมตีเหล่านี้ประกอบด้วยการโจมตีสถานพยาบาล 2,347 ครั้ง รวมถึงการโจมตีที่สร้างความเสียหายต่อยานพาหนะและการจัดเก็บเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ จี้ทำสัญญาควบคุมอาวุธ

สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ จี้ทำสัญญาควบคุมอาวุธ

24 ก.พ. 2569 04:08 น.

สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ จี้ทำสัญญาควบคุมอาวุธ

สหรัฐฯ กล่าวจีนว่ากำลังขยายคลังแสงนิวเคลียร์อย่างมหาศาลและรวดเร็ว พร้อมเรียกร้องให้จีนมาร่วมกับพวกเขาและรัสเซียในการทำสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับใหม่

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมากล่าวหาจีนว่า กำลังขยายคลังแสงนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว พร้อมย้ำข้อกล่าวอ้างที่ว่า ปักกิ่งกำลังดำเนินการทดสอบนิวเคลียร์อย่างลับๆ และเรียกร้องอีกครั้งให้จีนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาควบคุมอาวุธในอนาคต

วอชิงตันระบุว่า การสิ้นสุดลงของสนธิสัญญา New START ซึ่งเป็นข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสที่จะบรรลุ “ข้อตกลงที่ดีกว่าเดิม” โดยรวมเอาปักกิ่งเข้าไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม ทางการจีนได้ปฏิเสธเข้าสู่การเจรจาสนธิสัญญาแบบสามฝ่ายมาโดยตลอด

คริสโตเฟอร์ ยอว์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายควบคุมอาวุธและไม่แพร่ขยายอาวุธ กล่าวต่อที่ประชุมว่าด้วยการลดอาวุธ ณ กรุงเจนีวา ว่าสนธิสัญญา New START เดิมนั้นมีข้อบกพร่องร้ายแรง

“ข้อบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดของ New START อาจอยู่ที่การไม่ได้ครอบคลุมถึงการสะสมอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว, ลับ และมีการวางแผนมาอย่างดีของจีน ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน” นายยอว์กล่าว

เขายังกล่าวหาเพิ่มเติมว่า “แม้จีนจะกล่าวอ้างในทางตรงกันข้าม แต่จีนได้ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของตนอย่างมหาศาลโดยปราศจากข้อจำกัดและขาดความโปร่งใส โดยไม่มีการระบุถึงเจตนาหรือจุดสิ้นสุดของการสะสมนี้เลย”

“เราเชื่อว่าจีนอาจบรรลุระดับ ‘Parity’ (ความเท่าเทียมกันของอาวุธ) ภายใน 4 หรือ 5 ปีข้างหน้า” นายยอว์กล่าวโดยไม่ได้ลงรายละเอียดว่า ความเท่าเทียมที่เขาพูดนั้นหมายถึงอะไร

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มรณรงค์ ICAN เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ระบุว่าทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ ต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองประเทศละมากกว่า 5,000 ลูก

นายยอว์อ้างว่า จีนกำลังอยู่บนเส้นทางที่จะมีวัสดุฟิสไซล์ (Fissile material) หรือ ไอโซโทปของธาตุหนักที่สามารถเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน มากพอสำหรับสร้างหัวรบนิวเคลียร์ได้มากกว่า 1,000 หัวรบภายในปี 2573

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ปีเตอร์ แมนเดลสัน ถูกจับกุมข้อหาประพฤติมิชอบ โยง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ปีเตอร์ แมนเดลสัน ถูกจับกุมข้อหาประพฤติมิชอบ โยง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

24 ก.พ. 2569 02:29 น.

ปีเตอร์ แมนเดลสัน ถูกจับกุมข้อหาประพฤติมิชอบ โยง เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร ถูกจับกุมตัวในข้อหาประพฤติมิชอบ หลังเอกสารคดีของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน กล่าวหาว่าเขา แบ่งปันข้อมูลอ่อนไหวให้แก่นักการเงินรายนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลอร์ด ปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรและกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ถูกจับกุมตัวที่บ้านพักของเขาในย่านแคมเดน (Camden) ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. วันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น

กรมตำรวจนครบาลลอนดอนระบุในแถลงการณ์ว่า ชายวัย 72 ปีรายหนึ่งถูกจับกุมในข้อหาต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ และถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจในลอนดอนเพื่อดำเนินการสอบปากคำ โดยไม่ระบุชื่อลอร์ด ปีเตอร์ แมนเดลสัน แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า มีผู้พบเห็นลอร์ดแมนเดลสันถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบคุมตัวออกไป และนำตัวขึ้นรถตำรวจที่ไม่ติดเครื่องหมายแสดงสัญลักษณ์

แถลงการณ์ของตำรวจระบุด้วยว่า การจับกุมในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบ้านพักในมณฑลวิลต์เชียร์ (Wiltshire) และย่านแคมเดน

ทั้งนี้ เอกสารคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เผยแพร่ออกมากล่าวหาว่า ลอร์ด แมนเดลสัน ได้แบ่งปันข้อมูลของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวของตลาดให้กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ในขณะที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

แต่ในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ลอร์ด แมนเดลสันยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสาธารณะเกี่ยวกับกรณี “ไฟล์ลับเอปสตีน” แต่เขาแสดงจุดยืนมาตลอดว่า เขาไม่ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นความผิดทางอาญา และไม่ได้มีแรงจูงใจมาจากผลประโยชน์ทางการเงิน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เม็กซิโกเดือด 20 รัฐ หลัง “เอล เมนโช” ถูกสังหาร ทหารดับแล้ว 25 นาย

เม็กซิโกเดือด 20 รัฐ หลัง “เอล เมนโช” ถูกสังหาร ทหารดับแล้ว 25 นาย

24 ก.พ. 2569 01:09 น.

เม็กซิโกเดือด 20 รัฐ หลัง “เอล เมนโช” ถูกสังหาร ทหารดับแล้ว 25 นาย

เหตุความไม่สงบในเม็กซิโกหลังการเสียชีวิตของ เอล เมนโช ราชายาเสพติดรายใหญ่ เกิดขึ้นในอย่างน้อย 20 รัฐแล้ว โดยมีทหารเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบแล้ว 25 ศพ

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของเม็กซิโกเปิดเผยว่า สมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติอย่างน้อย 25 นายเสียชีวิต ระหว่างเหตุรุนแรงที่ระลอกใหญ่ในรัฐฮาลิสโก ภายหลังการเสียชีวิตของ “เอล เมนโช” เจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่

เหตุจลาจลและความไม่สงบปะทุขึ้นในอย่างน้อย 20 รัฐทั่วเม็กซิโก นับตั้งแต่ เนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์วันเตส หรือที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “เอล เมนโช” (El Mencho) เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพียงไม่นานหลังจากเขาถูกหน่วยรบพิเศษของเม็กซิโกบุกจับกุมตัวได้

พลเอก ริคาร์โด เตรบียา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า เม็กซิโกได้ส่งกำลังทหารจำนวน 2,500 นายไปยังพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศเพื่อเสริมการรักษาความปลอดภัยอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ เอล เมนโช เป็นหัวหน้าแก๊ง “ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน” (CJNG) หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในเม็กซิโก และเขายังเป็นอาชญากรที่ทางการเม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุดอีกด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเม็กซิโกเปิดเผยว่า “เอล เมนโช” ถูกจับกุมตัวได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากเจ้าหน้าที่สะกดรอยตามจนพบว่าเขาเดินทางไปพบกับคนรักรายหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เอล เมนโช ได้รับบาดเจ็บสาหัสในการยิงปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างบอดี้การ์ดส่วนตัวของเขา กับหน่วยคอมมานโดของกองทัพที่ถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจจับกุมในครั้งนี้ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตขณะที่กองทัพกำลังเคลื่อนย้ายตัวเขาจากเมืองตาปัลปา (Tapalpa) ในรัฐฮาลิสโก มุ่งหน้าสู่กรุงเม็กซิโกซิตี้

กระทรวงกลาโหมระบุเพิ่มเติมว่า มีบอดี้การ์ดของเอล เมนโช เสียชีวิตอย่างน้อย 6 รายจากปฏิบัติการนี้ ในขณะที่ทหารเม็กซิโกได้รับบาดเจ็บ 3 นาย

ก่อนหน้านี้ นายโอมาร์ การ์เซีย ฮาร์ฟุช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของเม็กซิโกเผยว่า นับตั้งแต่การเสียชีวิตของ เอล เมนโช เหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นหลายจุดทั่วประเทศ ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่เรือนจำ 1 ราย เจ้าหน้าที่จากสำนักงานอัยการรัฐ 1 ราย และสมาชิกองค์กรอาชญากรรมของเอล เมนโช อีก 30 รายเสียชีวิต

ทางด้าน ประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบอม แห่งเม็กซิโกกล่าวชื่นชมปฏิบัติการของกองทัพที่นำไปสู่การเสียชีวิตของ เอล เมนโช พร้อมย้ำว่าภารกิจเร่งด่วนของเธอคือการสร้างหลักประกันด้านสันติภาพและความมั่นคงทั่วประเทศ

“สถานการณ์ยังคงอยู่ภายใต้ความสงบ รัฐบาลยังคงทำหน้าที่ กองทัพยังคงประจำการ และเรามีการประสานงานกันอย่างเต็มที่” เชนบอมกล่าว

ทันทีที่ข่าวการเสียชีวิตของเอล เมนโช แพร่สะพัดออกไป สมาชิกแก๊งของเขาก็เปิดฉากโจมตีในหลายเมืองที่กลุ่ม CJNG มีอิทธิพลอยู่ ในบางเมือง สมาชิกแก๊งโปรยตะปูเรือใบและตะปูลงบนพื้นผิวถนน ส่วนในพื้นที่อื่น ๆ พวกเขายึดรถบัสและยานพาหนะอื่น ๆ ก่อนจะจุดไฟเผารถกลางถนน

ประธานาธิบดีเชนบอมระบุว่า สิ่งกีดขวางบนถนนต่าง ๆ ถูกเคลียร์จนหมดสิ้นแล้วเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ อย่างไรก็ตาม มีธนาคารและธุรกิจท้องถิ่นหลายสิบแห่งได้รับความเสียหายหลังจากถูกสมาชิกกลุ่มคาร์เทลลอบวางเพลิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สิงคโปร์ จ่อเริ่มมาตรการ “ยิงอีกา” อีกครั้ง หลังเหตุกาโจมตีพุ่ง 4 เท่า

สิงคโปร์ จ่อเริ่มมาตรการ “ยิงอีกา” อีกครั้ง หลังเหตุกาโจมตีพุ่ง 4 เท่า

23 ก.พ. 2569 23:31 น.

สิงคโปร์ จ่อเริ่มมาตรการ “ยิงอีกา” อีกครั้ง หลังเหตุกาโจมตีพุ่ง 4 เท่า

สิงคโปร์เตรียมกลับมาใช้มาตรการยิงอีกาอีกครั้งแล้ว หลังยกเลิกไปกว่า 6 ปี เนื่องจากปริมาณอีกาเพิ่มสูง เช่นเดียวกับเหตุอีกาทำร้ายคน ซึ่งมากกว่าก่อนยกเลิกมาตรการหลายเท่า

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 ก.พ. 2569 นาย ชี ฮง ตัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติเปิดเผยว่า คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (NParks) ระบุว่า จะกลับมาดำเนินมาตรการกำจัดอีกา “ด้วยการยิง” อีกครั้งตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของเดือนมีนาคมเป็นต้นไป

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก กระทรวงการพัฒนาแห่งชาติหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ โดยปฏิบัติการยิงอีกาเคยถูกระงับไปในปี 2563 หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ยิงปืนไปถูกบ้านเรือนประชาชน

อย่างไรก็ตาม นายชีระบุว่า นับตั้งแต่นั้นมา มาตรการอื่นๆ ในการจัดการประชากรอีกา เช่น การวางกับดักและเคลื่อนย้ายอีกา การรื้อถอนรัง รวมถึงการยกระดับความพยายามในการลดแหล่งอาหารที่เกิดจากมนุษย์ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ยังไม่เพียงพอหากไม่ใช้ร่วมกัน

“เฉพาะในปี 2568 เพียงปีเดียว สำนักงานบริการเทศบาลได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับอีกา ราว 15,000 รายการ ซึ่งมากกว่าปี 2563 ถึง 3 เท่า” นายชีกล่าว พร้อมเสริมว่ารายงานการถูกอีกาโจมตีก็เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า โดยมีมากกว่า 2,000 รายในปีเดียวกัน

“หากประชากรอีกายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย เนื่องจากจะมีการโจมตีจากอีกามากขึ้นเรื่อยๆ” นายชีกล่าว “ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้สั่งการให้ NParks นำมาตรการยิงกำจัดกลับมาใช้ เพื่อเป็นหนึ่งในวิธีลดประชากรอีกาในสิงคโปร์”

นายชียอมรับว่า ปฏิบัติการยิงอีกานี้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างเนื่องจากมีการใช้ปืนลูกซอง ดังนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ยิงจะต้องปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เช่น ต้องยิงขึ้นด้านบนเท่านั้น, กั้นพื้นที่ปฏิบัติงานพร้อมติดป้ายเตือนที่ชัดเจน และการจัดวางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้เพียงพอ ไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ขณะปฏิบัติการ

ทางด้าน NParks เปิดเผยว่า ปฏิบัติการยิงอีกาจะดำเนินการโดยผู้รับเหมาจัดการสัตว์ป่าที่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งผ่านการรับรองด้านการใช้อาวุธปืนโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ NParks ยังระบุด้วยว่า ในปี 2568 ทางหน่วยงานรื้อถอนรังอีกาไปแล้วเกือบ 9,000 รังทั่วเกาะ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีการรื้อถอนเพียง 600 กว่ารัง ส่วนจำนวนอีกาที่ถูกดักจับและเคลื่อนย้ายก็เพิ่มขึ้นจากราว 1,800 ตัวในปี 2564 เป็นมากกว่า 13,000 ตัวในปี 2568

ทั้งนี้ นกกาที่กำลังสร้างปัญหาในสิงคโปร์นั้นคือ “นกอีแก” หรือ “อีกาบ้าน” (House crow) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Corvus splendens ไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นของสิงคโปร์ แต่เป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน ที่ส่งผลกระทบและเป็นอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น

พวกมันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในเมืองได้ง่ายมาก อีกาเหล่านี้จึงมีสัญชาตญาณในการปกป้องลูกของพวกมันสูงเป็นพิเศษ และอาจเข้าโจมตีทันทีหากรู้สึกว่าลูกๆ ของมันกำลังถูกคุกคาม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna