จนท.วิสามัญฯ ชายถือปืนลูกซอง บุกรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของทรัมป์

จนท.วิสามัญฯ ชายถือปืนลูกซอง บุกรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของทรัมป์

22 ก.พ. 2569 22:17 น.

จนท.วิสามัญฯ ชายถือปืนลูกซอง บุกรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของทรัมป์

เจ้าหน้าที่ตำรวจลับ วิสามัญฆาตกรรมชายคนหนึ่ง ซึ่งถือปืนลูกซองและถังน้ำมัน บุกเข้าไปในพื้นที่ของรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก ของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยไม่มีคนอื่นได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือ หน่วยตำรวจลับ (Secret Service) ระบุว่าได้วิสามัญฆาตกรรมชายอายุในช่วงประมาณ 20 ปี คนหนึ่ง ที่พยายามบุกรุกเข้าไปในรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเมืองปาล์มบีช รัฐฟลอริดา

ริก แบรดชอว์ นายอำเภอเขตปาล์มบีช เคาน์ตี ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ฝ่ายรักษาความปลอดภัยพบชายผิวขาวถือถังบรรจุน้ำมันเบนซินและปืนลูกซอง โดยเจ้าหน้าที่และรองนายอำเภอ ได้เข้าเผชิญหน้ากับชายคนดังกล่าว ซึ่งบุกรุกเข้าไปในพื้นที่หวงห้ามชั้นในเมื่อเวลา 01:30 น. วันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่สั่งให้ชายคนดังกล่าววางอาวุธ ซึ่งชายคนนี้ยอมวางถังน้ำมันลงแต่กลับยกปืนลูกซองขึ้นในท่าเตรียมยิง ในตอนนั้นเจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจลั่นไกเพื่อ “ระงับภัยคุกคาม”

นายแบรดชอว์เผยด้วยว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์พำนักอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยชื่อหรือรายละเอียดอื่นๆ ของชายผู้ก่อเหตุ และยังไม่ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ยิงปืนไปกี่นัด หรือปืนของชายคนดังกล่าวนั้นมีกระสุนบรรจุอยู่หรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปากีสถานโจมตีทางอากาศถล่มอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 18 ศพ

ปากีสถานโจมตีทางอากาศถล่มอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 18 ศพ

22 ก.พ. 2569 21:52 น.

ปากีสถานโจมตีทางอากาศถล่มอัฟกานิสถาน ดับแล้ว 18 ศพ

ปากีสถานโจมตีทางอากาศเข้าใส่อัฟกานิสถานระลอกใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 18 ศพ โดยทั้งหมดเป็นสมาชิกของครอบครัวเดียวกันในจังหวัดนันการ์ฮาร์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพปากีสถานดำเนินการโจมตีทางอากาศเข้าใส่หลายพื้นที่ในอัฟกานิสถาน เมื่อช่วงข้ามคืนวันเสาร์เข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569 โดยรัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานระบุว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ศพ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก

ด้านรัฐบาลปากีสถานอ้างว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นมีเป้าหมายที่ค่ายที่พักและแหล่งกบดานของกลุ่มติดอาวุธ 7 แห่ง บริเวณใกล้ชายแดนปากีสถาน-อัฟกานิสถาน และการโจมตีครั้งนี้มีขึ้นหลังจากเกิดเหตุระเบิดพลีชีพในปากีสถานเมื่อไม่นานมานี้

แต่ฝ่ายอัฟกานิสถานประณามการโจมตีทางอากาศของปากีสถาน โดยกล่าวหาว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีนั้นเป็นบ้านเรือนของพลเรือนหลายหลังรวมถึงโรงเรียนสอนศาสนา ในจังหวัดนันการ์ฮาร์และจังหวัดปักติกา

ชายคนหนึ่งชื่อ ชาฮาบุดดิน ในหมู่บ้านกีร์ดีกัส เขตบิห์ซุด ของจังหวัดนันการ์ฮาร์ บอกกับสื่อว่า จากสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด 23 คน มีเพียง 5 คนเท่านั้นที่รอดชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้

การโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อัฟกานิสถานกับปากีสถาน บรรลุข้อตกลงหยุดยิงอันแสนเปราะบางเมื่อเดือนตุลาคม 2568 หลังจากทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกันอย่างหนักบริเวณชายแดน จนกระทั่งสหรัฐฯ เข้าแทรกแซง อย่างไรก็ตาม หลังจากทำข้อตกลงแล้ว ทั้ง 2 ประเทศยังคงมีการปะทะกันประปราย

ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ที่ถูกโจมตี โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและชาวบ้านบอกกับบีบีซีว่า บ้านพักรับรองและโรงเรียนสอนศาสนาในเขตเบอร์มัล และเขตอูร์กุน ของจังหวัดปักติกา ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี แต่ในขณะเกิดเหตุไม่มีคนอยู่ในอาคารดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

22 ก.พ. 2569 12:49 น.

เวเนซุเอลารับคำขออภัยโทษนักโทษการเมืองกว่า 1,500 คน

ประธานสภาแห่งชาติของเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า มีผู้ต้องขังทางการเมืองยื่นคำร้องขออภัยโทษภายใต้กฎหมายฉบับใหม่แล้วมากกว่า 1,500 คน ขณะที่ทางการเริ่มดำเนินการปล่อยตัวตามกฎหมาย หลังผ่านสภาเมื่อไม่กี่วันก่อน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านและองค์กรสิทธิมนุษยชนว่ายังมีความไม่ชัดเจนและจำกัดพื้นที่ของการอภัยโทษ

นายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติเวเนซุเอลา เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ว่า ขณะนี้มีนักโทษการเมืองจำนวน 1,557 ราย ได้ยื่นคำร้องขออภัยโทษภายใต้กฎหมายใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

นายโรดริเกซระบุว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการพิจารณาคำร้อง “โดยทันที” และตั้งเป้าว่ากฎหมายฉบับนี้จะครอบคลุมการปล่อยตัวนักโทษได้ถึง 11,000 คน ในท้ายที่สุด โดยกลุ่มแรกที่จะได้รับการปล่อยตัวคือผู้ที่ถูกคุมขังใน “เอล เฮลิคอยด์” คุกอื้อฉาวในกรุงการากัส ซึ่งคาดว่าจะได้รับอิสรภาพภายในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ส่งกองกำลังบุกเข้าจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งต่อมาสหรัฐฯ ได้กดดันให้รัฐบาลรักษาการเร่งปล่อยตัวนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังมาอย่างยาวนานในสมัยของมาดูโร

แม้จะมีข่าวการปล่อยตัวนักโทษรวมถึงนายฮวน ปาโบล กวานิปา นักการเมืองฝ่ายค้านชื่อดัง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการกลับตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายฉบับนี้มี “เงื่อนไขแฝง” โดยเฉพาะข้อกำหนดที่ ไม่ให้อภัยโทษแก่ผู้ที่เคยเรียกร้องให้ต่างชาติใช้กำลังทหารแทรกแซงเวเนซุเอลา

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า ข้อกำหนดดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่นางมารีอา กอรีนา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปีล่าสุดโดยเฉพาะ นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังดูเหมือนจะกีดกันกลุ่มนายทหารหลายสิบนายที่เคยพยายามก่อกบฏต่อต้านรัฐบาลมาดูโรในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วย

ปัจจุบัน นายมาดูโรและนางซีเลีย ฟลอเรส ภรรยา กำลังถูกคุมขังเพื่อรอการพิจารณาคดีในสหรัฐฯ โดยเขาถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธ แต่นายมาดูโรให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาพร้อมระบุว่าตนเองมีสถานะเป็นเชลยศึก

สำหรับคุก เอล เฮลิคอยด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักกิจกรรมระบุว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศไว้ว่าสถานที่แห่งนี้จะถูกสั่งปิดถาวรหลังจากการจับกุมมาดูโรเสร็จสิ้นลง ขณะที่บรรดาญาติของผู้ต้องขังบางส่วนได้เริ่มประท้วงอดอาหารเพื่อกดดันให้มีการปล่อยตัวบุคคลอันเป็นที่รักโดยเร็วที่สุด.

ที่มา BBC

อิตาลีจัดแสดง “กระดูกนักบุญฟรังซิส” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ครบ 800 ปีการมรณกรรม

อิตาลีจัดแสดง "กระดูกนักบุญฟรังซิส" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ครบ 800 ปีการมรณกรรม

22 ก.พ. 2569 11:55 น.

อิตาลีจัดแสดง “กระดูกนักบุญฟรังซิส” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ครบ 800 ปีการมรณกรรม

เมืองอัสซีซีของอิตาลีเตรียมเปิดให้สาธารณชนเข้าชมกระดูกของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซีเป็นครั้งแรก เพื่อรำลึกครบ 800 ปีแห่งการมรณภาพ คาดดึงผู้ศรัทธากว่า 500,000 คนในหนึ่งเดือน ท่ามกลางความกังวลด้านโครงสร้างพื้นฐานและผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น

กระดูกของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซิซี (St. Francis of Assisi) นักบวชผู้ยากไร้ในยุคกลางผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสและคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลก กำลังจะถูกนำออกจัดแสดงต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก ณ เมืองอัสซิซี แคว้นอุมเบรีย ประเทศอิตาลี เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 800 ปีแห่งการมรณกรรมในปีนี้

การจัดแสดงจะมีขึ้นเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม โดยชิ้นส่วนกระดูกจะถูกบรรจุไว้ในตู้กระจกกันกระสุนภายในมหาวิหารเซนต์ฟรานซิส ก่อนจะถูกนำกลับไปประดิษฐานในสุสานใต้ดินตามเดิมในวันที่ 22 มีนาคมนี้

วอลเตอร์ สตอปปินี นายกเทศมนตรีเมืองอัสซิซี ระบุว่าเหตุการณ์นี้คือพรที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนขอเข้าชมแล้วเกือบ 400,000 คน และคาดว่าจำนวนจะแตะ 500,000 คนก่อนสิ้นสุดกิจกรรมนี้

ทางการได้ระดมอาสาสมัครกว่า 400 คน เพื่อจัดระเบียบฝูงชนตามถนนหินกรวดแคบๆ ในเมือง รวมถึงการจัดทำที่จอดรถชั่วคราวนอกเขตเมืองเก่าและมีรถรับ-ส่งให้บริการ ด้านนายกเทศมนตรียอมรับว่าปกติเมืองเคยรับมือคนจำนวนมากแค่ช่วงเทศกาลสั้นๆ 1-3 วัน แต่ครั้งนี้เป็นการต่อเนื่องยาวนานถึงหนึ่งเดือน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบสาธารณูปโภคและผู้อยู่อาศัย

แม้ชาวเมืองบางส่วนจะกังวลเรื่องที่จอดรถและความแออัด แต่กลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าของที่ระลึกกลับขานรับด้วยความยินดี โดยระบุว่าการท่องเที่ยวเชิงศาสนาคือเส้นเลือดใหญ่ของเมือง

เมืองอัสซีซีตั้งอยู่บนเนินเขาในแคว้นอุมเบรีย โดดเด่นด้วยอาคารหินปูนสีชมพูเรืองรองยามอาทิตย์ตก เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางแสวงบุญสำคัญของคริสต์ศาสนาในแต่ละปี มีผู้เดินทางมาหลายล้านคนเพื่อเยือนสุสานของนักบุญและชื่นชมจิตรกรรมฝาผนังของจอตโต ดี บอนโดเน ภายในมหาวิหาร

นักบุญฟรังซิสเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยเมื่อปี ค.ศ. 1182 แต่ตัดสินใจสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดเพื่อใช้ชีวิตอย่างสมถะและช่วยเหลือคนยากจน ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะนักบุญแห่งสันติภาพ ผู้รักในสรรพสิ่งและธรรมชาติ ซึ่งคำสอนของท่านได้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันทรงนำมาใช้เป็นชื่อประจำพระองค์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การนำโครงกระดูกออกมาให้คริสต์ศาสนิกชนได้สักการะในครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำข้อความแห่งความเชื่อให้ยังคงมีชีวิตอยู่ และเปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธาได้สวดภาวนาต่อหน้าท่านอย่างใกล้ชิดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต.

ที่มา AP

“ทรัมป์” ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

"ทรัมป์" ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

22 ก.พ. 2569 10:41 น.

“ทรัมป์” ประกาศส่งเรือพยาบาลไปกรีนแลนด์ อ้างช่วยคนป่วย พร้อมเดินหน้าแผนซื้อเกาะ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความร่วมมือกับผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา ส่งเรือพยาบาลมุ่งหน้าสู่กรีนแลนด์ อ้างมีผู้ป่วยจำนวนมากไม่ได้รับการดูแล ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งกับเดนมาร์กและพันธมิตรนาโต หลังทรัมป์พยายามผลักดันแผนเข้าครอบครองกรีนแลนด์อย่างหนัก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล พร้อมภาพกราฟิกเรือพยาบาลของสหรัฐฯ กำลังล่องไปในทะเลยามพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อประกาศแผนการส่งความช่วยเหลือทางการแพทย์ไปยังกรีนแลนด์ ดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์กที่ทรัมป์เคยแสดงความประสงค์จะขอซื้อ

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “เรากำลังร่วมมือกับ เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนาที่ยอดเยี่ยม เพื่อส่งเรือพยาบาลลำใหญ่ไปยังกรีนแลนด์ เพื่อดูแลผู้คนจำนวนมากที่เจ็บป่วยและไม่ได้รับการดูแลที่นั่น เรือกำลังเดินทางไปแล้ว!!!”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าทางการกรีนแลนด์ได้ร้องขอความช่วยเหลือดังกล่าวหรือไม่ หรือเหตุใดทรัมป์จึงอนุมานว่าชาวกรีนแลนด์ไม่ได้รับการดูแลทางการแพทย์ที่เหมาะสม

ทรัมป์พยายามหยิบยกประเด็นการครอบครองกรีนแลนด์จากเดนมาร์กมาโดยตลอด โดยอ้างเหตุผลด้าน “ความมั่นคงแห่งชาติ” เนื่องจากกรีนแลนด์มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้กับรัสเซียและจีน ซึ่งทั้งกรีนแลนด์และเดนมาร์กต่างออกมาคัดค้านข้อเสนอนี้อย่างรุนแรง

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมกราคม เดนมาร์กนำกองกำลังร่วมกับพันธมิตรนาโต เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร เข้าประจำการในพื้นที่เพื่อตอบโต้ท่าทีของสหรัฐฯ ทรัมป์เคยเผยว่าได้บรรลุ “แนวคิดข้อตกลง” กับนายมาร์ก รุตเตอ เลขาธิการนาโต เกี่ยวกับความมั่นคงในอาร์กติกและกรีนแลนด์ โดยระบุว่าเป็นข้อตกลงที่ซับซ้อนแต่จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย แม้ทรัมป์จะย้ำความปรารถนาในการครอบครองดินแดนนี้ แต่ระบุว่า “ไม่มีแผนจะใช้กำลังทหาร” ตามที่เคยบอกเป็นนัยก่อนหน้านี้

ก่อนการประกาศของทรัมป์เพียงไม่กี่ชั่วโมง กองบัญชาการอาร์กติกร่วมของเดนมาร์ก รายงานว่าได้ส่งหน่วยกู้ภัยเข้าช่วยอพยพลูกเรือรายหนึ่งจาก เรือดำน้ำของสหรัฐฯ ที่อยู่ห่างจากเมืองนุก เมืองหลวงของกรีนแลนด์เพียง 7 ไมล์ทะเล เนื่องจากต้องได้รับการรักษาพยาบาลด่วน

นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาธิบดีเฟรเดอริกที่ 10 แห่งเดนมาร์ก ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนกรีนแลนด์เป็นครั้งที่สองในรอบปี เพื่อแสดงเอกภาพของดินแดนท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ

ปัจจุบัน ทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของเรือพยาบาลลำดังกล่าว หรือระบุเจาะจงว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือนั้นคือใคร.

ที่มา  Reuters / Yahoo

รัสเซียถล่มโรงงาน “โอรีโอ” ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

รัสเซียถล่มโรงงาน "โอรีโอ" ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

22 ก.พ. 2569 10:11 น.

รัสเซียถล่มโรงงาน “โอรีโอ” ในยูเครน ชี้มุ่งเป้าโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ (คลิป)

รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนเผย รัสเซียส่งโดรนและขีปนาวุธโจมตีแคว้นซูมีทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้โรงงานผลิตคุกกี้โอรีโอ ของบริษัทสัญชาติอเมริกัน “มอนเดลีช” ได้รับความเสียหายเป็นครั้งที่สองนับตั้งแต่เริ่มสงคราม พร้อมประณามเหตุโดรนโจมตีรถพยาบาลซ้ำจนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย ชี้เป้าหมายคือการโจมตีผลประโยชน์ธุรกิจสหรัฐฯ 

นายอันดรีย์ ซีบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) ว่า ขีปนาวุธของรัสเซียได้โจมตีโรงงานผลิตของบริษัท บริษัท มอนเดลีช อินเตอร์เนชันแนล ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารจากสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองทรอสเตียนิตส์ ในแคว้นซูมี

โรงงานแห่งนี้เป็นฐานการผลิตสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ คุกกี้โอรีโอ (Oreo), ช็อกโกแลตมิลก้า (Milka) และทอปเบอโรน (Toblerone) โดยนายซีบีฮาระบุว่านี่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร แต่เป็นโรงงานที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 จ้างงานชาวยูเครน และสร้างรายได้ให้กับทั้งเศรษฐกิจยูเครนและสหรัฐฯ

รมว.ต่างประเทศยูเครนกล่าวเสริมว่า “เมื่อขีปนาวุธรัสเซียโจมตีสถานที่เช่นนี้ พวกเขาไม่ได้เล็งเป้าแค่ยูเครน แต่กำลังโจมตีผลประโยชน์ทางธุรกิจของอเมริกาในยุโรป”  พร้อมย้ำว่ามอสโกไม่ควรพูดเรื่องการเจรจาทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ในขณะที่ยังโจมตีฐานการผลิตของบริษัทอเมริกันอยู่

นอกจากการโจมตีโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว นายโอเลห์ ฮรีโฮรอฟ ผู้ว่าราชการแคว้นซูมี รายงานเหตุสลดที่เมืองซน็อบ-นอฟโฮรอดสเก ซึ่งห่างจากชายแดนรัสเซียเพียง 4 กิโลเมตร โดยระบุว่ามีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย จากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธเมื่อวันที่ 21 ก.พ.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากพี่น้องคู่หนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกระเบิดที่ทิ้งลงมาจากโดรน แต่ในระหว่างที่รถพยาบาลกำลังนำตัวทั้งคู่ส่งโรงงาน โดรนของรัสเซียได้พุ่งเป้าโจมตีรถพยาบาลคันดังกล่าวโดยเจตนา ส่งผลให้สองพี่น้องเสียชีวิตในที่สุด โดยหนึ่งในนั้นเป็นเยาวชนอายุเพียง 17 ปี นอกจากนี้ยังมีคู่สามีภรรยาอีกหนึ่งคู่ที่เสียชีวิตจากการโจมตีในระลอกเดียวกัน

เมืองทรอสเตียนิตส์ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนรัสเซียเพียง 30 กิโลเมตร เคยถูกกองทัพรัสเซียยึดครองในช่วงต้นของสงครามเต็มรูปแบบ ก่อนที่กองกำลังยูเครนจะยึดคืนมาได้ในเดือนมีนาคม 2022 โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่โรงงานดังกล่าวได้รับความเสียหายจากอาวุธของรัสเซีย

ขณะนี้บริษัทมอนเดลีชซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในนครชิคาโก รวมถึงทำเนียบรัฐบาลรัสเซีย ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ มอนเดลีชเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการที่ยังคงดำเนินธุรกิจในตลาดรัสเซียต่อไป แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้ถอนตัวออกเพื่อคว่ำบาตรการทำสงครามก็ตาม.

ที่มา The Kyiv Independent / Reuters

นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด

นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด

22 ก.พ. 2569 09:41 น.

นศ.อิหร่านกลับมาชุมนุมต้านรัฐบาลอีกครั้ง หลังเหตุปราบปรามนองเลือด

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วอิหร่านพร้อมใจลุกฮือประท้วงต่อต้านรัฐบาล ถือเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ปราบปรามผู้ประท้วงอย่างนองเลือดเมื่อเดือนที่ผ่านมา ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดกับสหรัฐฯ ยังคงทวีความรุนแรง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้มาตรการทางทหารภายใน 10 วัน

สำนักข่าวบีบีซีได้ตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของคลิปวิดีโอเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.) พบว่ามีนักศึกษาจำนวนมากออกมาเดินขบวนประท้วงภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชารีฟ ในกรุงเตหะราน เนื่องในโอกาสเปิดภาคเรียนใหม่

ผู้ประท้วงต่างพากันชูธงชาติและตะโกนคำขวัญเผ็ดร้อนอย่าง “เผด็จการจงพินาศ” ซึ่งสื่อถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศ นอกจากนี้ยังมีรายงานการเกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มนักศึกษากับกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลที่รวมตัวกันในบริเวณใกล้เคียง

นอกจากมหาวิทยาลัยชารีฟแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมประท้วงในจุดอื่นๆ ทั่วกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญ เช่นที่มหาวิทยาลัยชาฮิด เบเฮชตี มีการนั่งประท้วงโดยสงบ ส่วนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอามีร์ กาบีร์ มีการตะโกนขับไล่รัฐบาล และที่เมืองมัชฮัด เมืองใหญ่อันดับสองทางตะวันออกเฉียงเหนือ นักศึกษาออกมารวมตัวเรียกร้องเสรีภาพและสิทธิอันชอบธรรม

การประท้วงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อไว้อาลัยแก่เหยื่อหลายพันคนที่เสียชีวิตจากการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากปัญหาเศรษฐกิจก่อนจะบานปลายเป็นการขับไล่รัฐบาล

ข้อมูลจาก Hrana หน่วยงานสิทธิมนุษยชนในสหรัฐฯ ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันได้แล้วอย่างน้อย 6,159 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 92 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 214 ราย และกำลังตรวจสอบรายงานการเสียชีวิตเพิ่มเติมอีกกว่า 17,000 ราย ขณะที่ทางการอิหร่านอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตราว 3,100 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงหรือประชาชนที่ถูกผู้ก่อจลาจลทำร้าย

สถานการณ์ภายในอิหร่านเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตความมั่นคงระดับโลก โดยสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปสงสัยว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งแม้การเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาจะดูมีความคืบหน้า แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับให้สัมภาษณ์เชิงข่มขู่ว่า “โลกจะได้รู้กันภายใน 10 วันข้างหน้า ว่าจะมีการตกลงกันได้ หรือสหรัฐฯ จะต้องใช้ปฏิบัติการทางทหาร”

ปัจจุบันสหรัฐฯ ได้เสริมกำลังทหารเข้าใกล้พื้นที่อิหร่านอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มฝ่ายค้านในต่างแดนบางส่วนพยายามสนับสนุนให้ทรัมป์ใช้กำลังทหารเพื่อล้มล้างรัฐบาลสายแข็งของอิหร่านโดยเร็ว

ในขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้มีการชุมนุมต่อเนื่องในวันนี้ (22 ก.พ.) สงครามข้อมูลข่าวสารบนโลกโซเชียลมีเดียก็ทวีความรุนแรงขึ้น ต่างฝ่ายต่างพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความต้องการที่แท้จริงของชาวอิหร่าน ท่ามกลางบรรยากาศความหวาดระแวงว่าประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสงครามกับมหาอำนาจตะวันตก.

ที่มา BBC

“เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ไปกว่า 180 ปี

“เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ไปกว่า 180 ปี

22 ก.พ. 2569 07:02 น.

“เต่ายักษ์” กลับคืนสู่เกาะกาลาปากอส หลังสูญพันธุ์ไปกว่า 180 ปี

“เต่ายักษ์” ที่สูญพันธุ์ไปจากเกาะโฟลรีอานา แห่งหมู่เกาะกาลาปากอสนานกว่า 180 ปี ถูกส่งกลับคืนสู่เกาะแห่งนี้อีกครั้งแล้ว หลังนักวิทยาศาสตร์พยายามเพาะพันธุ์มันกลับขึ้นมาใหม่มานานร่วม 10 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.พ. 2569 ว่า เต่ายักษ์ (Giant tortoise) กลับมาเดินท่องไปทั่วเกาะโฟลรีอานา (Floreana) แห่งหมู่เกาะกาลาปากอสอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 180 ปี หลังความพยายามฟื้นฟูสายพันธุ์ของมันกลับมาของนักวิทยาศาสตร์เริ่มผลิดอกออกผล

การปล่อยเต่ายักษ์วัยอ่อนที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงจำนวน 158 ตัวลงสู่เกาะแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศเกาะโฟลรีอานา ซึ่งนำโดยผู้อำนวยการอุทยานแห่งชาติกาลาปากอส ซึ่งบรรดานักอนุรักษ์ชื่นชมว่าเป็น “หมุดหมายที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง”

การนำเต่ากลับคืนสู่ธรรมชาติในครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากโครงการ “ผสมพันธุ์ย้อนกลับ” (back-breeding) ที่เริ่มขึ้นในปี 2560 หลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบเต่าที่มีเชื้อสายบรรพบุรุษของเต่ายักษ์โฟลรีอานาบนเกาะอิซาเบลาซึ่งอยู่ใกล้เคียง

สายพันธุ์ดั้งเดิมของเกาะโฟลรีอานาที่มีชื่อว่า Chelonoidis niger niger ได้สูญพันธุ์ไปในช่วงทศวรรษที่ 1840 ด้วยฝีมือของเหล่านักเดินเรือที่จับเต่าจากเกาะไปเป็นจำนวนหลายพันตัวเพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารระหว่างการเดินทางอันยาวนาน

“การฟื้นฟูเกาะโฟลรีอานาได้บรรลุถึงหมุดหมายที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยการปล่อยเต่ายักษ์จากการเพาะเลี้ยงจำนวน 158 ตัวคืนสู่ธรรมชาติในสัปดาห์นี้” องค์กรการกุศลเพื่อการอนุรักษ์กาลาปากอส (GCT) ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.)

“ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยมาอย่างยาวนานนี้มอบความหวัง ไม่ใช่แค่เพียงอนาคตของเกาะโฟลรีอานาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูเกาะต่าง ๆ ทั่วโลกในอนาคตด้วย” แถลงการณ์ระบุเสริม

ภาพจาก AFP PHOTO / ECUADOR'S MINISTRY OF ENVIRONMENT
ภาพจาก AFP PHOTO / ECUADOR’S MINISTRY OF ENVIRONMENT

ดร. เจน โจนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ GCT บรรยายถึงช่วงเวลานี้ว่า เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างแท้จริง พร้อมกล่าวว่านี่คือเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จจากความร่วมมือตลอดสองทศวรรษระหว่างนักวิทยาศาสตร์ องค์กรการกุศล และชุมชนในท้องถิ่น

โครงการอนุรักษ์นี้เริ่มมีความเป็นไปได้หลังจากนักวิทยาศาสตร์ค้นพบเต่าที่มีเชื้อสายของสายพันธุ์โฟลรีอานาบริเวณภูเขาไฟวูล์ฟบนเกาะอิซาเบลาในปี 2551 จากนั้นจึงคัดเลือกเต่าลูกผสมจำนวน 23 ตัวที่มีความเชื่อมโยงทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับสายพันธุ์ย่อยที่สูญพันธุ์ไปแล้วมากที่สุด และเริ่มการเพาะพันธุ์พวกมันในพื้นที่ควบคุมบนเกาะซานตาครูซ

จนถึงปี 2568 มีลูกเต่าฟักออกมามากกว่า 600 ตัว ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายร้อยตัวที่เติบโตพอจะเอาชีวิตรอดในป่าได้แล้ว

ทาง GCT นิยามเต่ายักษ์เหล่านี้ว่าเป็น “วิศวกรแห่งระบบนิเวศ” และกล่าวว่าพวกมันมี “บทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม” เนื่องจากพฤติกรรมและการทำกิจกรรมของพวกมันมีส่วนช่วยในการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางธรรมชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เด็กอิตาลีดับสลด หลังได้รับการปลูกถ่าย หัวใจที่เป็นแผลน้ำแข็งกัด

เด็กอิตาลีดับสลด หลังได้รับการปลูกถ่าย หัวใจที่เป็นแผลน้ำแข็งกัด

22 ก.พ. 2569 03:07 น.

เด็กอิตาลีดับสลด หลังได้รับการปลูกถ่าย หัวใจที่เป็นแผลน้ำแข็งกัด

เด็กวัยเพียง 2 ขวบในอิตาลีเสียชีวิตแล้ว ราว 2 เดือนหลังจากเขาได้รับการปลูกถ่ายหัวใจที่เกิดความเสียหายระหว่างการขนส่ง จนทำให้เขาอาการทรุดหนักจนไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ด.ช. โดเมนิโก วัย 2 ขวบ เสียชีวิตเมื่อเวลาเกือบ 09:30 น. ของวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. 2569 ตามเวลาท้องถิ่น จากอาการป่วยที่เกิดขึ้นจากการได้รับการปลูกถ่ายหัวใจที่มีสภาพชำรุดเสียหายเนื่องจากถูกน้ำแข็งกัดเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

ทางโรงพยาบาลโมนัลดีซึ่งเป็นสถานที่ที่เด็กชายเข้ารับการรักษา ระบุว่า เด็กชายวัย 2 ขวบผู้นี้เผชิญกับ “ภาวะทรุดหนักของอาการทางคลินิกอย่างกะทันหันและไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้”

มีรายงานว่า หัวใจที่นำมาปลูกถ่ายให้แก่ ด.ช.โดเมนิโกเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น ถูกขนส่งมายังโรงพยาบาลโดยให้สัมผัสกับน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) โดยตรง ซึ่งส่งผลให้เนื้อเยื่อได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

ขณะนี้อัยการได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และมีบุคลากรทางการแพทย์ 6 รายที่ถูกจัดอยู่ภายใต้การสอบสวนอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนทั่วประเทศอิตาลี

นายฟรานเชสโก เปตรุซซี ทนายความประจำครอบครัวของ ด.ช.โดเมนิโก บอกกับผู้สื่อข่าวว่า อวัยวะดังกล่าวมาถึงในสภาพที่ “เนื้อเยื่อถูกทำลายจากความเย็นจัด” (Frostbite) หลังจากถูกขนส่งเป็นระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร จากเมืองโบลซาโนไปยังเมืองเนเปิลส์ ในภาชนะที่ไม่เหมาะสมโดยวางไว้ข้างน้ำแข็ง และไม่มีเครื่องวัดอุณหภูมิที่จะคอยแจ้งเตือนทีมแพทย์หากอุณหภูมิต่ำเกินไป

เด็กน้อยวัย 2 ขวบต้องใช้เครื่องช่วยพยุงสัญญาณชีพในเมืองเนเปิลส์มานานเกือบ 2 เดือน โดยนางพาทริเซีย เมอร์โคลีโน มารดาของเขา ได้เคยส่งสาส์นวิงวอนต่อพระสันตะปาปาให้ทรงช่วยบุตรชายของเธอด้วย

ทางด้านนางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี กล่าวว่า “ชาวอิตาลีทั้งประเทศต่างโศกเศร้าต่อการจากไปของหนูน้อยโดเมนิโก นักสู้ที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป”

เธอยังได้เขียนข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ในนามของข้าพเจ้าและรัฐบาล ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและขอเป็นกำลังใจให้กับคุณแม่พาทริเซีย คุณพ่ออันโตนิโอ และบุคคลอันเป็นที่รักทุกคนของเขาด้วย” “ข้าพเจ้ามั่นใจว่าหน่วยงานที่มีอำนาจจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อไขความกระจ่างต่อเหตุการณ์อันเลวร้ายนี้อย่างเต็มที่”

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า สภาวะของโดเมนิโกนั้น “ไม่เอื้ออำนวย” ต่อการเข้ารับการปลูกถ่ายหัวใจครั้งใหม่ได้อีกต่อไป และเตือนด้วยว่า การใช้เครื่องพยุงชีพเป็นระยะเวลานานเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อปอด ตับ และไตของเด็กชายได้

นายเปตรุซซีกล่าวในขณะนั้นว่า ทางครอบครัวต้องการตรวจสอบบันทึกทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยระบุว่า “หากเวลาแห่งความหวังได้สิ้นสุดลงแล้ว เช่นนั้นเวลาแห่งความรับผิดชอบก็เริ่มต้นขึ้น”

นายออราซิโอ สกิลลาชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอิตาลี กล่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ว่า “เราต้องทำให้กระจ่างชัดที่สุดว่ามันเกิดอะไรขึ้น … เราติดค้างต่อทั้งตัวเด็ก ต่อครอบครัว และต่อชาวอิตาลีทุกคนที่จะต้องทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน”

“เรามีระบบบริการสาธารณสุขระดับชาติที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสามารถรับมือและแก้ไขสถานการณ์ที่ซับซ้อนได้เกือบจะเสมอมา ดังนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าประชาชนไม่ควรสูญเสียความเชื่อมั่นไป” นายสกิลลาชีกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียพบแล้ว 8 ศพ มินิบัสนักท่องเที่ยวจีน จมก้นทะเลสาบไบคาล

รัสเซียพบแล้ว 8 ศพ มินิบัสนักท่องเที่ยวจีน จมก้นทะเลสาบไบคาล

22 ก.พ. 2569 02:03 น.

รัสเซียพบแล้ว 8 ศพ มินิบัสนักท่องเที่ยวจีน จมก้นทะเลสาบไบคาล

นักประดาน้ำกู้ร่างผู้เสียชีวิตในเหตุรถมินิบัสซึ่งบรรทุกนักท่องเที่ยวชาวจีน ตกลงไปในทะเลสาบไบคาล ในไซบีเรียเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้แล้ว และกำลังสืบสวนหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. 2569 ทางการรัสเซียระบุว่าทีมนักประดาน้ำได้กู้ร่างของผู้เสียชีวิต 8 ราย ซึ่งประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีน 7 คน และคนขับรถชาวรัสเซีย 1 คนขึ้นมาจากทะเลสาบไบคาลในไซบีเรียได้แล้ว หลังจากรถมินิบัสของพวกเขาพุ่งทะลุแผ่นน้ำแข็งและจมลงสู่ก้นทะเลสาบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

นายอิกอร์ คอบเซฟ ผู้ว่าราชการแคว้นอีร์คุตสค์ (Irkutsk) กล่าวว่า “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและมิตรสหายของผู้เคราะห์ร้าย” โดยก่อนหน้านี้เขาระบุว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีน 1 รายสามารถหนีออกมาจากรถได้ทัน

ทั้งนี้ ทะเลสาบไบคาลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม และเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลกด้วยระดับความลึกสูงสุดถึง 1,642 เมตร ในช่วงฤดูหนาวอันทารุณโหดร้ายของไซบีเรีย ผิวหน้าของทะเลสาบมักจะกลายเป็นน้ำแข็ง และมักเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนถึงแก่ชีวิตขึ้นหลายครั้งตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นายคอบเซฟระบุผ่านข้อความบนแอปพลิเคชันเทเลแกรม (Telegram) ว่า รถบัสคันดังกล่าวได้ตกลงไปในรอยแยกของน้ำแข็ง ที่มีความกว้าง 3 เมตรเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และจมลงไปในจุดที่มีความลึก 18 ม. ทำให้ทีมนักประดาน้ำจำเป็นต้องใช้กล้องใต้น้ำเพื่อช่วยในการค้นหาร่างผู้เสียชีวิต

“ผมขอเตือนทุกท่านอีกครั้งว่า การออกไปบนพื้นน้ำแข็งของทะเลสาบไบคาลในขณะนี้ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ถูกสั่งห้ามเท่านั้น แต่มันอันตรายถึงชีวิต” นายคอบเซฟกล่าว พร้อมย้ำให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการนำเที่ยวที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการเท่านั้น

เขากล่าวเสริมว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนกลุ่มนี้ ซึ่งรวมถึงเด็กอายุ 14 ปีหนึ่งคน ได้เดินทางมาท่องเที่ยวกันเองโดยไม่ได้ผ่านบริษัททัวร์ และขณะนี้ทางการกำลังดำเนินการสอบสวนทางอาญาเพื่อหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมในครั้งนี้

หลังจากนั้นไม่นาน นายคอบเซฟก็โพสต์ข้อความอีกครั้ง โดยระบุว่า “น่าเศร้าที่แม้แต่โศกนาฏกรรมครั้งนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้ผู้คนเข็ดหลาบ” พร้อมแจ้งว่ามีการช่วยเหลือประชาชนอีก 6 รายที่ติดอยู่ในรถจากอุบัติเหตุอีก 2 กรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อวันศุกร์และวันเสาร์ที่ผ่านมา

เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก็เพิ่งมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิต 1 ศพ หลังจากรถที่เขาโดยสารมาเกิดพลิกคว่ำบนพื้นผิวน้ำแข็งของทะเลสาบไบคาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc