ทรัมป์ประกาศ เพิ่มอัตรากำแพงภาษีใหม่ จาก 10 เป็น 15%

ทรัมป์ประกาศ เพิ่มอัตรากำแพงภาษีใหม่ จาก 10 เป็น 15%

22 ก.พ. 2569 00:01 น.

ทรัมป์ประกาศ เพิ่มอัตรากำแพงภาษีใหม่ จาก 10 เป็น 15%

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นอัตราภาษีใหม่ที่เขาเรียกเก็บจากทั่วโลกภายใต้มาตรา 122 จาก 10% เป็น 15% พร้อมโจมตีคำตัดสินของศาลสูงสุดอีกครั้ง ที่สั่งยกเลิกมาตรการภาษีฉบับก่อนของเขา

เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผ่านโพสต์บน Truth Social ว่า จะเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีศุลกากรสินค้าที่นำเข้าจากทั่วโลกภายใต้มาตรการใหม่ที่เขาประกาศเมื่อวันอังคาร จากอัตรา 10% เป็น 15% พร้อมเดินหน้าโจมตีคำตัดสินของศาลสูงสุดที่สั่งยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าฉบับก่อนหน้าของเขา

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าจะตั้งกำแพงภาษีอัตรา 10% กับสินค้าทุกชนิดที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ ด้วยอำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 แทนที่ “กฎหมายอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ” (IEEPA) ที่ศาลสูงสุดตัดสินว่า ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดอัตราภาษีศุลกากร

ทว่าในวันเสาร์ ทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social ว่าจะปรับเพิ่มอัตราดังกล่าวขึ้นเป็น 15% โดยจะเริ่มในวันอังคารที่ 24 ก.พ.นี้ แม้ว่าตามมาตรา 122 มาตรการดังกล่าวจะสามารถบังคับใช้ได้เป็นเวลา 150 วันเท่านั้น ก่อนที่รัฐบาลจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “จากการพิจารณาทบทวนอย่างละเอียด ถี่ถ้วน และครบถ้วน ต่อคำตัดสินเรื่องภาษีศุลกากรที่น่าตลกสิ้นดี เขียนออกมาได้แย่มาก และสะท้อนท่าทีต่อต้านอเมริกาอย่างถึงที่สุด ซึ่งออกโดยศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ หลังจากที่ใช้เวลาไตร่ตรองมานานหลายเดือน”

“ขอให้แถลงการณ์ฉบับนี้เป็นการประกาศว่า ข้าพเจ้า ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา จะดำเนินการปรับเพิ่มภาษีศุลกากร 10% จากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งหลายประเทศในนั้นได้ ‘ขูดรีด’ สหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษโดยสหรัฐฯ ไม่มีการตอบโต้ (จนกระทั่งข้าพเจ้าก้าวเข้ามา!) ขึ้นสู่ระดับ 15% ตามที่กฎหมายอนุญาตและผ่านการพิสูจน์ทางข้อกฎหมายมาแล้ว โดยมีผลในทันที”

“ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ รัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์จะกำหนดและประกาศอัตราภาษีใหม่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะสานต่อกระบวนการที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของเราในการ ‘ทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง’ ให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา!!! ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ – ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

ช็อก แม่-ทารกอินเดีย ถูกเผาทั้งเป็น ถูกกล่าวหาฝึกมนต์ดำ

ช็อก แม่-ทารกอินเดีย ถูกเผาทั้งเป็น ถูกกล่าวหาฝึกมนต์ดำ

21 ก.พ. 2569 23:31 น.

ช็อก แม่-ทารกอินเดีย ถูกเผาทั้งเป็น ถูกกล่าวหาฝึกมนต์ดำ

แม่กับลูกวัยทารกในอินเดีย ถูกชาวบ้านจุดไฟเผาทั้งเป็น เนื่องจากเธอถูกกล่าวหาว่า ฝึกฝนคุณไสยมนต์ดำ ทำให้ชาวบ้านป่วยเสียชีวิตและปศุสัตว์ล้มตาย โดยตำรวจจับผู้ต้องหาได้แล้ว 4 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ก.พ. 2569 ว่า ตำรวจในรัฐฌารขัณฑ์ ทางตะวันออกของอินเดีย จับกุมตัวผู้ต้องหา 4 ราย หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเผาทั้งเป็นนาง โชติ สินกุ (Jyoti Sinku) และลูกชายวัย 10 เดือนของเธอเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากแม่ลูกคู่นี้ถูกกล่าวหาว่า ฝึกฝนคุณไสยมนต์ดำ

สามีของหญิงผู้เสียชีวิตซึ่งถูกทำร้ายด้วยเช่นกัน ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแผลไฟไหม้และกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ตำรวจระบุว่ากำลังเร่งติดตามตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติม ขณะที่กลุ่มผู้ต้องหา 4 รายถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมและสมคบคิดกระทำความผิดอาญา และนำตัวไปฝากขังแล้ว

ข้อมูลจากสำนักงานบันทึกอาชญากรรมแห่งชาติระบุว่า ระหว่างปี 2543-2559 มีคนถูกฆาตกรรมเพราะความหวาดระแวงเรื่องการเล่นคุณไสยหรือการเป็นแม่มดในอินเดียมากกว่า 2,500 ศพ โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

เหตุฆาตกรรมนางโชติและบุตรชายเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 ก.พ.) เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่สมาชิก 5 คนของครอบครัวหนึ่งในรัฐพิหาร ซึ่งอยู่ติดกับรัฐฌารขัณฑ์ ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมและถูกเผาทั้งเป็นจากการถูกกล่าวหาว่าเล่นคุณไสยมนต์ดำเช่นเดียวกัน

คดีในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ด้อยโอกาสอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ความเชื่อทางไสยศาสตร์กว้างขวาง และการขาดแคลนระบบสาธารณสุขทำให้ชาวบ้านต้องพึ่งพา “หมอเถื่อน” ในการรักษาโรค

เหตุฆาตกรรมในรัฐฌารขัณฑ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านกุดไซ ซึ่งเป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์อันห่างไกล ประกอบด้วยบ้านที่สร้างจากดินประมาณ 50 หลัง ตั้งอยู่ห่างจากเมืองรันชี ซึ่งเป็นเมืองเอกของรัฐประมาณ 25 กม.

ชนวนเหตุของเรื่องนี้ดูเหมือนจะมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นาน ทั้งข่าวลือเรื่องปศุสัตว์ล้มตายกะทันหัน ตลอดจนการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของชายท้องถิ่นชื่อว่า ปุสตุน พิรัว (Pustun Birua)

นางจาโน พิรัว ภรรยาของชายคนดังกล่าวเล่าว่า เธอได้ไปปรึกษาหมอนอกระบบ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติในหมู่บ้านที่ไม่มีแพทย์ประจำการ) หลังจากสามีของเธอเริ่มมีอาการวิตกกังวลและเป็นลมหมดสติ โดยหมอเถื่อนรายนั้นบอกกับเธอว่า สามีของเธอไม่ได้เจ็บป่วยด้วยโรคทางกายใด ๆ

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดเธอจึงไม่พาสามีไปโรงพยาบาล เธอตอบว่า “พวกเราเป็นคนจน การจะพาเขาไปไกลขนาดนั้นจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” ในขณะเดียวกัน ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปว่า นางโชติ สินกุ กำลังฝึกคุณไสยมนต์ดำ และเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชายคนดังกล่าวล้มป่วย

นายปุสตุนเสียชีวิตลงเมื่อเย็นวันอังคาร และในคืนนั้นเอง ตามคำบอกเล่าของ โกลฮัน สินกุ (Kolhan Sinku) สามีของนางโชติระบุว่า กลุ่มฝูงชนประมาณ 12 คน ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 5 คน ได้บุกเข้ามาที่บ้านของพวกเขา และจุดไฟเผาทั้งภรรยาและลูกของเขา

“ผมพนมมืออ้อนวอนขอให้ไปตกลงเรื่องนี้กันที่สภาหมู่บ้าน แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่ยอมฟังผมเลย” สามีของนางโชติกล่าวจากเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาล UK พิจารณา ถอดอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากการสืบราชสันตติวงศ์

รัฐบาล UK พิจารณา ถอดอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากการสืบราชสันตติวงศ์

21 ก.พ. 2569 22:06 น.

รัฐบาล UK พิจารณา ถอดอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากการสืบราชสันตติวงศ์

รัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรยืนยันว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องการถอดอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ หลังเขาถูกจับกุมและสอบสวนในคดีประพฤติมิชอบในหน้าที่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.พ. 2569 ว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาเสนอกฎหมายเพื่อ ถอดถอน แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ หลังเขาเผชิญเรื่องอื้อฉาวทางเพศ และเพิ่งถูกจับข้อหาประพฤติมิชอบขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ อันเกี่ยวข้องกับนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินผู้ล่วงลับ

นายลุค พอลลาร์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสหราชอาณาจักรให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว บีบีซี ว่า รัฐบาลกำลังร่วมมือกับพระราชวังบักกิงแฮมเรื่องแผนการดังกล่าว เพื่อขัดขวางไม่ให้อดีตเจ้าชายแอนดรูว์อยู่ในสถานะที่อาจได้ขึ้นครองราชย์ในทันทีทันใด

นายพอลลาร์ดกล่าวด้วยว่า “เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมหวังว่าจะได้รับความสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง แต่เป็นเรื่องสมควรแล้วที่จะให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเมื่อการสอบสวนของตำรวจสิ้นสุดลงเท่านั้น”

ด้านนายเจมส์ เมอร์เรย์ เลขานุการเอกกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า “คำถามใดๆ ในขอบข่ายนี้ค่อนข้างมีความซับซ้อน” พร้อมเสริมว่าควรปล่อยให้การสอบสวนของตำรวจที่กำลังดำเนินอยู่นั้น “ดำเนินไปตามขั้นตอนจนถึงที่สุดก่อน”

ในปัจจุบัน แอนดรูว์ซึ่งเป็นพระอนุชาของกษัตริย์ ยังคงอยู่ในลำดับที่ 8 ของการสืบสันตติวงศ์ แม้ว่าจะถูกถอดฐานันดรศักดิ์ต่าง ๆ รวมถึงคำนำหน้า “เจ้าชาย” เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ท่ามกลางกระแสกดดันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินผู้กระทำความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (19 ก.พ.) แอนดรูว์ถูกจับในข้อหาต้องสงสัยว่าประพฤติมิชอบในตำแหน่งหน้าที่สาธารณะ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในช่วงค่ำวันเดียวกัน หลังถูกควบคุมตัวนาน 11 ชั่วโมง โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียด แต่อดีตเจ้าชายผู้นี้ปฏิเสธข้อกล่าวหาและการกระทำผิดใด ๆ อย่างหนักแน่นมาโดยตลอด

ในวันเสาร์ (21 ก.พ.) มีผู้พบเห็นรถตำรวจไม่ติดตราสัญลักษณ์หลายคันแล่นเข้าไปใน รอยัล ลอดจ์ (Royal Lodge) ซึ่งเป็นที่พำนักขนาด 30 ห้องนอนในเมืองวินด์เซอร์ที่แอนดรูว์อาศัยอยู่มานานหลายปี และในช่วงหนึ่งของวันศุกร์ มีรถมากกว่า 20 คันจอดอยู่ในบริเวณที่พักดังกล่าว แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับการสอบสวนและการตรวจค้นหรือไม่

ทั้งนี้ การจะถอดถอนเชื้อพระวงศ์ออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์ จำเป็นต้องตราเป็น พระราชบัญญัติ (Act of Parliament) ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและสภาขุนนาง (วุฒิสภา) และจะมีผลบังคับใช้เมื่อกษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศในเครือจักรภพอีก 14 ประเทศที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ รวมถึงแคนาดา ออสเตรเลีย จาเมกา และนิวซีแลนด์ด้วย

ครั้งล่าสุดที่มีการเปลี่ยนแปลงลำดับการสืบราชสันตติวงศ์โดยพระราชบัญญัติคือในปี 2556 เมื่อ พระราชบัญญัติการสืบราชสันตติวงศ์ ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) ได้คืนสิทธิ์ให้กับเชื้อพระวงศ์ที่เคยถูกตัดสิทธิ์ออกไปก่อนหน้านี้เนื่องจากสมรสกับชาวคาทอลิก

กฎหมายดังกล่าวยังเป็นการสิ้นสุดระบบ “รัชทายาทบุรุษเป็นใหญ่” ซึ่งเดิมกำหนดให้พระโอรสองค์เล็กสามารถแซงหน้าพระธิดาองค์โตในการสืบราชสันตติวงศ์ได้ โดยกฎหมายใหม่นี้มีผลบังคับใช้กับผู้ที่ประสูติหลังวันที่ 28 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป

สำหรับครั้งล่าสุดที่มีการถอดถอนบุคคลออกจากลำดับการสืบราชสันตติวงศ์โดยพระราชบัญญัติคือในปี 2479 เมื่ออดีตพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 และผู้สืบเชื้อสายของพระองค์ถูกถอดถอนออกไป เนื่องจากการสละราชสมบัติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตร.ญี่ปุ่นเผย ชาวฟุกุโอกะหายตัวเกือบ 10 คน เชื่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ตร.ญี่ปุ่นเผย ชาวฟุกุโอกะหายตัวเกือบ 10 คน เชื่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

21 ก.พ. 2569 09:09 น.

ตร.ญี่ปุ่นเผย ชาวฟุกุโอกะหายตัวเกือบ 10 คน เชื่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา

ตำรวจญี่ปุ่นแถลง มีชาวจังหวัดฟุกุโอกะ เกือบ 10 คนเดินทางไปประเทศกัมพูชาแล้วขาดการติดต่อ เชื่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา 

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจจังหวัดฟุกุโอกะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีชาวฟุกุโอกะ เกือบ 10 คนเดินทางไปประเทศกัมพูชาแล้วขาดการติดต่อ โดยเชื่อว่าบางส่วนอาจเข้าไปพัวพันกับขบวนการหลอกลวงทางโทรศัพท์ หรืออาชญากรรมอื่น ๆ

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีชาวญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์ปฏิบัติการแก๊งหลอกลวงในกัมพูชา และคาดว่าผู้สูญหายบางรายอาจเกี่ยวข้องกับคดีหลอกหลวง ซึ่งเป็นรูปแบบหลอกลวงที่มิจฉาชีพโทรศัพท์หรือใช้ช่องทางอื่นติดต่อเหยื่อ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือสมาชิกครอบครัวเพื่อหลอกโอนเงิน

ตำรวจระบุว่า เบื้องต้นพบว่าบางคนเดินทางออกจากญี่ปุ่น หลังได้รับการชักชวนผ่านโซเชียลมีเดีย โดยมีการเสนอทริปท่องเที่ยวต่างประเทศฟรี หรือประกาศรับสมัครงานรายได้สูง พร้อมกันนี้ ด้านตำรวจญี่ปุ่นออกคำเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อโฆษณาผ่านโซเชียลที่เสนอทริปต่างประเทศฟรี หรือการจ้างงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงผิดปกติ เนื่องจากอาจเป็นช่องทางล่อลวงเข้าสู่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ.

ที่มา NHK

คิม จองอึน เปิดประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีเหนือ เคลมผลงาน 5 ปี “เปลี่ยนประเทศครั้งใหญ่”

คิม จองอึน เปิดประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีเหนือ เคลมผลงาน 5 ปี “เปลี่ยนประเทศครั้งใหญ่”

21 ก.พ. 2569 09:01 น.

คิม จองอึน เปิดประชุมใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีเหนือ เคลมผลงาน 5 ปี “เปลี่ยนประเทศครั้งใหญ่”

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ทบทวนความก้าวหน้าของประเทศตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในวันที่ 2 ของการประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 ถือเป็นเวทีการเมืองสำคัญที่สุดของประเทศที่จัดทุก 5 ปี

สำนักข่าวทางการเกาหลีเหนือ  หรือ KCNA รายงานเมื่อวันเสาร์ (21 ก.พ.) ว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ภายใต้การนำของคิม จองอึน โดยพรรคแรงงานยกย่องความสำเร็จโดดเด่น ในหลายด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม กลาโหม และการทูต

การประชุมใหญ่ครั้งที่ 9 ของพรรคแรงงานเกาหลี เปิดฉากเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องหลายวัน โดยมีสมาชิกพรรคเข้าร่วมราว 5,000 คน

การประชุมดังกล่าวถือเป็นกลไกกำหนดทิศทางนโยบายประเทศ และอาจมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำระดับรองลงมาจากผู้นำสูงสุด ซึ่งกุมอำนาจสูงสุดทั้งด้านการเมืองและกองทัพ

KCNA ระบุว่า คณะกรรมการกลางพรรคแรงงานได้ให้ความสำคัญกับการทบทวนข้อบกพร่อง ก่อนกล่าวถึงความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าปัญหาหรือความท้าทายที่กล่าวถึงนั้นคืออะไร

แม้ไม่มีรายงานการเข้าร่วมของผู้นำต่างประเทศระดับสูง แต่ KCNA ระบุว่า มีจดหมายแสดงความยินดีส่งมาจากรัสเซีย จีน เวียดนาม และลาว

นักวิเคราะห์คาดว่า เกาหลีเหนืออาจใช้เวทีประชุมใหญ่ครั้งนี้ประกาศเป้าหมายการพัฒนาอาวุธเพิ่มเติม และจัดขบวนพาเหรดทางทหารเพื่อแสดงศักยภาพด้านกลาโหม ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ

การเคลื่อนไหวของเปียงยางครั้งนี้จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ว่าจะส่งสัญญาณเชิงนโยบายต่อประชาคมโลกอย่างไรในช่วง 5 ปีข้างหน้า ภายใต้การนำของคิม จองอึน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คิมจองอึน

นาซาประกาศเป้าหมายใหม่ 6 มี.ค. ปล่อยภารกิจ Artemis 2 ส่งยานพร้อมนักบินอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์

นาซาประกาศเป้าหมายใหม่ 6 มี.ค. ปล่อยภารกิจ Artemis 2 ส่งยานพร้อมนักบินอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์

21 ก.พ. 2569 08:15 น.

นาซาประกาศเป้าหมายใหม่ 6 มี.ค. ปล่อยภารกิจ Artemis 2 ส่งยานพร้อมนักบินอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์

นาซาประกาศเป้าหมายใหม่ 6 มี.ค. เดินหน้าภารกิจ Artemis 2 ส่งยานพร้อมนักบินอวกาศไปโคจรรอบดวงจันทร์ หลังประสบความสำเร็จในการเติมเชื้อเพลิงหลักของจรวดและจำลองขั้นตอนนับถอยหลังได้สำเร็จ

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ นาซา ประกาศกำหนดเป้าหมายวันที่ 6 มีนาคมนี้ เป็นวันปล่อยภารกิจ “อาร์ทิมิส 2” ส่งนักบินอวกาศ 4 คนโคจรผ่านด้านไกลของดวงจันทร์ นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์จะเดินทางไปใกล้ดวงจันทร์อีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2515

การประกาศกำหนดวันมีขึ้นหลังจากนาซาทำการทดสอบเติมเชื้อเพลิงหลักของจรวดและจำลองขั้นตอนนับถอยหลัง (Wet Dress Rehearsal) ได้สำเร็จเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการปล่อยจริง

โดยภารกิจนี้ใช้จรวดขนาดยักษ์ Space Launch System (SLS) ความสูง 98 เมตร ส่วนลูกเรือจะโดยสารในแคปซูลโอไรออน ที่ติดตั้งอยู่ส่วนบนของจรวด ขณะที่ลูกเรือทั้ง 4 คน ประกอบด้วยนักบินอวกาศสหรัฐฯ 3 คน และแคนาดา 1 คน จะเตรียมเข้าสู่กระบวนการกักตัวในช่วงปลายวันศุกร์หน้า เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพก่อนปล่อยภารกิจ

ทั้งนี้ อาร์ทิมิส 2 เป็นภารกิจต่อเนื่องจากโครงการอาร์ทิมิสที่เริ่มต้นมาก่อนหน้านี้ โดยภารกิจแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 เป็นการทดสอบแบบไร้มนุษย์ และประสบความสำเร็จ โดยคาดว่าภารกิจอาร์ทิมิส 2 จะใช้เวลาราว 10 วัน โคจรผ่านด้านไกลของดวงจันทร์ ก่อนเดินทางกลับสู่โลก ถือเป็นก้าวสำคัญสู่แผนส่งมนุษย์กลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคต.

สิงคโปร์คลายมาตรการรับมือ “ไวรัสนิปาห์” ยุติคัดกรองอุณหภูมิสนามบิน หลังสถานการณ์เริ่มทรงตัว

 สิงคโปร์คลายมาตรการรับมือ "ไวรัสนิปาห์" ยุติคัดกรองอุณหภูมิสนามบิน หลังสถานการณ์เริ่มทรงตัว

21 ก.พ. 2569 08:08 น.

สิงคโปร์คลายมาตรการรับมือ “ไวรัสนิปาห์” ยุติคัดกรองอุณหภูมิสนามบิน หลังสถานการณ์เริ่มทรงตัว

สิงคโปร์ประกาศยุติการคัดกรองอุณหภูมิผู้เดินทางที่สนามบินและท่าเรือ ตั้งแต่ 23 ก.พ. นี้ หลังการระบาดไวรัสนิปาห์ในรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดียเริ่มทรงตัว ย้ำยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ

หน่วยงานควบคุมโรคติดต่อของสิงคโปร์ หรือ Communicable Diseases Agency (CDA) แถลงเมื่อวันศุกร์ว่า สิงคโปร์จะยุติมาตรการคัดกรองอุณหภูมิผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศผ่านสนามบินและท่าเรือ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป หลังสถานการณ์การระบาดของ ไวรัสนิปาห์ในอินเดียเริ่มทรงตัว

ก่อนหน้านี้ สิงคโปร์เพิ่มระดับเฝ้าระวัง โดยเฉพาะเที่ยวบินจากพื้นที่ที่พบการระบาด เช่น รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางการระบุว่า ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในสิงคโปร์ ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดในอินเดีย หรือกรณีผู้ป่วยในบังกลาเทศ

CDA ระบุว่า สถานการณ์ในรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดียไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มเติม ขณะที่ในบังกลาเทศยังไม่พบการแพร่เชื้อจากคนสู่คน

แม้จะผ่อนคลายมาตรการบางส่วน แต่สิงคโปร์จะยังคงเฝ้าระวังโรคในระดับพื้นฐาน และจะหยุดแจกเอกสารคำแนะนำสุขภาพเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์แก่ผู้เดินทางตามจุดผ่านแดน

อย่างไรก็ตาม เพื่อคงระดับการติดตามโรค ไวรัสนิปาห์ยังคงถูกรวมอยู่ในแบบฟอร์มสำแดงสุขภาพ SG Arrival และ Maritime Declaration of Health สำหรับผู้เดินทางเข้าเมือง

ขณะที่กระทรวงแรงงานสิงคโปร์จะยังคงมาตรการเฝ้าระวังในศูนย์ดูแลแรงงานต่างชาติที่เพิ่งเดินทางเข้าประเทศ โดยเน้นย้ำให้แรงงานปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน รักษาสุขอนามัย และรีบพบแพทย์หากมีอาการป่วย

CDA ยังเตือนแพทย์ให้เพิ่มความระมัดระวัง หากพบผู้ป่วยมีอาการเข้าข่ายติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และมีประวัติเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง โดยสถานพยาบาลและห้องปฏิบัติการต้องรายงานผู้ป่วยต้องสงสัยหรือยืนยันผลติดเชื้อต่อหน่วยงานทันที

ไวรัสนิปาห์คืออะไร? อัตราเสียชีวิตสูงถึง 75%

ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus infection: NiV) เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่แพร่เชื้อหลักผ่านการสัมผัสค้างคาว หรือการบริโภคน้ำหวานจากต้นอินทผลัมและผลไม้ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว

โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 40–75% และอาจทำให้เกิดอาการตั้งแต่ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ไปจนถึงภาวะสมองอักเสบ

อาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัดใหญ่เฉียบพลัน เช่น

  • ไข้สูง
  • ปวดศีรษะ
  • เจ็บคอ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • อาเจียน
  • เวียนศีรษะ
  • ง่วงซึม

ในบางรายอาจพัฒนาเป็นปอดอักเสบ หรือภาวะระบบหายใจล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไวรัสนิปาห์

สวนสัตว์ญี่ปุ่นแทบแตก! แฟน ๆ แห่ให้กำลังใจ “เจ้าพันช์คุง” ลิงน้อยถูกแม่ทอดทิ้งขวัญใจโซเชียล

สวนสัตว์ญี่ปุ่นแทบแตก! แฟน ๆ แห่ให้กำลังใจ "เจ้าพันช์คุง" ลิงน้อยถูกแม่ทอดทิ้งขวัญใจโซเชียล

21 ก.พ. 2569 07:33 น.

สวนสัตว์ญี่ปุ่นแทบแตก! แฟน ๆ แห่ให้กำลังใจ “เจ้าพันช์คุง” ลิงน้อยถูกแม่ทอดทิ้งขวัญใจโซเชียล

บรรยากาศที่สวนสัตว์ อิชิกาวะ ซิตี้ ใกล้กรุงโตเกียวคึกคักผิดปกติ เมื่อแฟนคลับนับร้อยแห่เดินทางมารอชม “เจ้าพันช์คุง” ลูกลิงหิมะญี่ปุ่นวัยเพียง 6 เดือน ที่กลายเป็นไวรัลดังไปทั่วโลกออนไลน์

ภาพของเจ้าพันช์คุงเกาะเจ้าหน้าที่สวนสัตว์แน่นด้วยสีหน้าอ้างว้าง และคอยลากตุ๊กตาอุรังอุตังขายาวติดตัวไปทุกที่ ราวกับเป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียว หลังถูกแม่แท้ ๆ เมินเฉยตั้งแต่เกิด ได้กลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก และทำให้ผู้คนจำนวนมากต่างส่งกำลังใจให้เจ้าลิงน้อยต่อสู้กับความโดดเดี่ยวให้ได้ 

ภาพความโดดเดี่ยวของพันช์จุดกระแสความสงสารในโลกออนไลน์ จนเกิดแฮชแท็ก #HangInTherePunch และมีแฟนคลับคอยติดตามอัปเดตชีวิตของมันอย่างใกล้ชิด โดยกระแสไวรัลดังกล่าวยังทำให้สวนสัตว์อิชิกาวะ ซิตี้ ใกล้กรุงโตเกียว คึกคักเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีแฟน ๆ หลั่งไหลไปเยี่ยมชมเพื่อให้กำลังใจเจ้าลิงน้อยตลอดเวลา

เช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมกว่า 100 คนมารวมตัวหน้าโซนลิง บางคนตะโกนให้กำลังใจว่า “สู้ ๆ นะพันช์!” ขณะเจ้าลิงน้อยพยายามเดินเข้าใกล้สมาชิกตัวอื่นในฝูง

ซายากะ ทาคิโมโตะ วัย 32 ปี ขับรถมากว่า 2 ชั่วโมงพร้อมสามีเพื่อมาเจอพันช์โดยเฉพาะ เธอเล่าว่าปกติเธอไม่ค่อยไปสวนสัตว์ แต่เธอและสามีอยากเห็นความน่ารักของพันช์ตัวจริง พร้อมบอกว่าคลิปที่มันลากตุ๊กตานั้นน่าเอ็นดูมาก

โยโกะ วัย 50 ปี แฟนคลับอีกคนหนึ่ง บอกว่าเธอศึกษารูปของพันช์ล่วงหน้าเพื่อจะได้จำมันได้ พร้อมยืนยันว่ามันน่ารักมาก เลยต้องมาเห็นด้วยตาตัวเอง แต่ก็แอบเศร้านิดหน่อยที่มันโตเร็วเหลือเกิน แต่ก็โล่งใจที่เห็นว่ามันกำลังมีเพื่อน

รายงานของ โยมิอุริ ชิมบุน ระบุว่า แม่ของพันช์อาจไม่ดูแลลูกเพราะเป็นครอกแรก หรืออ่อนล้าจากอากาศร้อนในช่วงฤดูร้อน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องนำลูกลิงออกมาเลี้ยงในสภาพแวดล้อมจำลองตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

โดยปกติ ลูกลิงหิมะญี่ปุ่นจะเกาะแม่เพื่อความอบอุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่เมื่อไม่มีอ้อมกอดแม่ สวนสัตว์จึงพยายามหาสิ่งทดแทน ไม่ว่าจะเป็นผ้าขนหนูหรือตุ๊กตาแบบอื่น ทว่าเจ้าพันช์กลับเลือกตุ๊กตาอุรังอุตังขายาวตัวหนึ่งซึ่งเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ให้สัมภาษณ์กับฟูจิ ทีวีว่า บางทีมันอาจจะชอบเพราะมันดูคล้ายลิงเหมือนกัน

เมื่อเดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เริ่มฝึกให้พันช์กลับเข้าสู่ฝูงลิงอีกครั้ง และต้นเดือนนี้มีข่าวดีว่าเขาเริ่มปรับตัวได้บ้างแล้ว ทางสวนสัตว์เผยว่า พันช์เริ่มหยอกล้อเพื่อน ๆ และโดนดุเป็นครั้งคราว ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการเข้าสังคมตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม แฟน ๆ บางส่วนต่างแสดงความกังวล หลังมีคลิปแพร่กระจายที่เผยให้เห็นพันช์ถูกลิงโตเต็มวัยลากตัวไป

ทางสวนสัตว์ออกแถลงการณ์ขอให้สาธารณชนสนับสนุนความพยายามของพันช์ในการเข้าสังคม พร้อมยืนยันว่าฝูงลิงไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง แม้พันช์จะถูกดุจากลิงตัวอื่น แต่มันแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นทางจิตใจ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าว เจ้าพันช์คุง

ทรัมป์เดือด ซัดศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษี ลั่นประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก

ทรัมป์เดือด ซัดศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษี ลั่นประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก

21 ก.พ. 2569 05:43 น.

ทรัมป์เดือด ซัดศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษี ลั่นประกาศภาษีใหม่ 10% ทั่วโลก

ผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจคำวินิจฉัยศาลสูง 6 ต่อ 3 ล้มภาษีฉุกเฉิน ลั่นเก็บภาษีใหม่ 10% ทันที อ้างกฎหมายปี 1974 แต่จำกัด 150 วันโดยไม่ผ่านสภา

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงตอบโต้คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ที่มีมติ 6 ต่อ 3 สั่งเพิกถอนมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกที่ใช้กับหลายประเทศ โดยเรียกคำตัดสินว่า “น่าผิดหวังอย่างยิ่ง” และ “น่าอับอาย” พร้อมประกาศจัดเก็บภาษีใหม่ในอัตรา 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั่วโลกแทนทันที

โดยทรัมป์ประกาศจะใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อจัดเก็บภาษีชั่วคราว 10% โดยบทบัญญัตินี้เปิดทางให้ประธานาธิบดีเก็บภาษีเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินที่รุนแรงได้ แต่จำกัดระยะเวลาไม่เกิน 150 วัน และอัตราไม่เกิน 15% หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ทรัมป์ระบุว่า มาตรการใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ทันที เพื่อทดแทนภาษีชุดเดิมที่ถูกศาลเพิกถอน พร้อมส่งสัญญาณว่าอาจใช้ช่องทางอื่น เช่น มาตรา 232 ซึ่งต้องผ่านกาสอบสวนโดยกระทรวงพาณิชย์

ขณะที่คำวินิจฉัยของศาลสูงก่อนหน้านี้ ระบุว่า ภาษีที่ทรัมป์ประกาศใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินแห่งปี 1977 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอำนาจจัดเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ฝ่ายบริหาร โดยประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ ระบุในคำพิพากษาว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มอบอำนาจด้านภาษีใด ๆ ให้ฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษา ซามูเอล อาลิโต  คลาเรนซ์ โธมัส  และเบรตต์ คาวานอห์   มีความเห็นแย้ง โดยคาวานอห์ระบุว่า มาตรการภาษีของทรัมป์ชอบด้วยกฎหมาย  

ด้านผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่า ผู้พิพากษาเสียงข้างมากอาจได้รับอิทธิพลจากผลประโยชน์ต่างชาติ พร้อมระบุว่า “เดี๋ยวคุณจะได้รู้” เมื่อถูกถามถึงหลักฐาน

โดยคดีนี้ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของนโยบายด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ศาลสูงไม่ได้ระบุชัดเจนว่าบริษัทเอกชนจะมีสิทธิได้รับเงินคืนหรือไม่ และทรัมป์ส่งสัญญาณว่าอาจไม่ยินยอมคืนเงิน โดยกล่าวว่า ต้องใช้เวลาขึ้นศาลกันอีกหลายปี.

ที่มา BBC CNN

ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชี้ใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขต

ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ชี้ใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขต

20 ก.พ. 2569 22:59 น.

ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชี้ใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขต

ศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยล้มมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ หลังทำเนียบขาวใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินปี 1977 เลี่ยงสภาคองเกรส แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีการคืนเงินภาษีหรือไม่

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกที่ประกาศโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยชี้ว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินเพื่อเลี่ยงการขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสนั้นเกินขอบเขต

โดยมาตรการภาษีของทรัมป์ถูกประกาศใช้สำหรับหลายประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทรัมป์ให้เหตุผลว่าเป็นการปกป้องและกระตุ้นภาคการผลิตภายในประเทศสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แทนที่จะเสนอร่างกฎหมายต่อสภาคองเกรส รัฐบาลได้ใช้อำนาจตาม “กฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ปี 1977” (International Emergency Economic Powers Act) โดยการประกาศภาวะฉุกเฉินเปิดทางให้ฝ่ายบริหารออกคำสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ

ก่อนหน้านี้ ในเดือนสิงหาคม 2568  ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีคำตัดสินว่ามาตรการภาษีส่วนใหญ่ของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังคงให้มีผลบังคับใช้ชั่วคราว และต่อมาทำเนียบขาวได้ยื่นคำร้องให้ศาลสูงสุดพิจารณาและกลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ส่งผลให้ศาลสูงสุดเข้ามามีบทบาทในคดีนี้

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยครั้งนี้ถือเป็นแรงสั่นสะเทือนสำคัญต่อนโยบายการค้าของรัฐบาลทรัมป์ และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกในระยะต่อไป โดยรายละเอียดของคำพิพากษาอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติม.

ที่มา Aljazeera CNN