ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

6 ก.พ. 2569 03:03 น.

ยูเครน-รัสเซีย แลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังเจรจาที่อาบูดาบี

ยูเครนกับรัสเซียดำเนินการแลกเปลี่ยนเชลยศึกระหว่างกันเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 เดือน จำนวนรวมมากกว่า 300 คน หลังผู้แทนจากทั้งสองฝ่าย เจรจาที่กรุงอาบูดาบี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการยูเครนกับรัสเซีย ดำเนินการแลกเปลี่ยนเชลยศึกและพลเรือนที่ถูกจับกุมตัวตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.พ. 2569 หลังจากผ่านการเจรจาสันติภาพนาน 2 วันที่กรุงอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง

การปล่อยเชลยศึกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 เดือน โดยชาวยูเครนรวม 157 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 7 คน และทหารรัสเซียอีก 157 นาย ได้รับการส่งตัวกลับบ้าน

นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระบุในโพสต์บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า การแลกเปลี่ยนเชลยศึกในวันพฤหัสบดีเกิดขึ้นหลังจากหยุดชะงักไปตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

“เรากำลังพาทุกคนกลับบ้าน ชาวยูเครน 157 คน ทั้งทหารจากกองทัพ, กองกำลังพิทักษ์ชาติ, และหน่วยตรวจคนเข้าเมืองและชายแดน และพลเรือนก็กำลังกลับมาพร้อมกับทหารด้วย โดยส่วนใหญ่ถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 2555” ประธานาธิบดียูเครนกล่าว พร้อมให้คำมั่นว่าจะพาทุกคนกลับมาให้ครบทุกรายที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในรัสเซีย

ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า เคียฟส่งคืนเชลยศึกชาวรัสเซียกลับมาจำนวน 157 คน และเสริมว่า มีพลเรือนรัสเซีย 3 คนที่ถูกคุมขังโดยมิชอบ ได้รับการส่งตัวคืนด้วยเช่นกัน โดยพวกเขาเป็นผู้อยู่อาศัยในแคว้นเคิร์สก์ ทางตะวันตก ถูกทหารยูเครนบุกโจมตีและยึดครองพื้นที่บางส่วนระหว่างปี 2567-2568

ทั้งนี้ ทีมเจรจาจากรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการหารือในเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเชื่อว่าประเด็นหลักที่ยังคงเป็นข้อขัดแย้ง คือเรื่องการยอมยกดินแดนที่ยูเครนกำลังถูกกดดัน และเรื่องหลักประกันความมั่นคงสำหรับยูเครน เพื่อป้องกันการโจมตีจากรัสเซียในอนาคต

การประชุม 2 วันจบลงโดยไม่มีความคืบหน้าสำคัญใดๆ โดยประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวว่า การเจรจาไม่ใช่เรื่องง่าย และเขาต้องการเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่านี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

6 ก.พ. 2569 02:04 น.

สหรัฐฯ – รัสเซียตกลง ฟื้นฟูการติดต่อระหว่างกองทัพ ลดตึงเครียด-เลี่ยงปะทะ

สหรัฐฯ กับรัสเซีย ตกลงฟื้นฟูการติดต่อสื่อสารระหว่างกองทัพ ให้กลับไปอยู่ในระดับปกติอีกครั้ง หลังถูกระงับไปก่อนที่สงครามในยูเครนจะเริ่มขึ้นไม่นาน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 ก.พ. 2569 สหรัฐฯ และรัสเซียตกลงที่จะรื้อฟื้นการสื่อสารในระดับสูงระหว่างกองทัพต่อกองทัพขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง และเดินหน้าผลักดันการยุติสงครามในยูเครน

กองทัพสหรัฐฯ ในยุโรปเปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นจากการประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการทหารของรัสเซียและอเมริกาในกรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ภาคพื้นยุโรป ระบุในแถลงการณ์ว่า ช่องทางการสื่อสารที่ได้รับการฟื้นฟูนี้ จะช่วยให้เกิดการติดต่อระดับทหารต่อทหารอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ฝ่ายต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อมุ่งไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ การสื่อสารระดับสูงระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับรัสเซีย ถูกระงับไปในปี 2564 เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศตึงเครียดขึ้น ก่อนที่รัสเซียจะเปิดฉากยกทัพบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 24 ก.พ. 2565

การกลับมาเปิดสายด่วนระหว่างกองทัพต่อกองทัพอีกครั้ง ถือเป็นความพยายามที่จะบรรเทาความตึงเครียดที่พุ่งสูงขึ้นหลังจากสงครามเริ่มขึ้น และเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างกองกำลังรัสเซียและสหรัฐฯ

ฝ่ายมอสโกแสดงความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐฯ และเครื่องบินของนาโต (Nato) ในทะเลดำ โดยเจ้าหน้าที่รัสเซียบางส่วนได้กล่าวหาว่าเครื่องบินสอดแนมของอเมริกาช่วยรวบรวมข่าวกรองที่ทำให้ยูเครนสามารถโจมตีเป้าหมายของรัสเซียได้

ขณะที่สมาชิกนาโตก็แสดงความกังวลเรื่องอากาศยานของรัสเซีย โดยเฉพาะโดรนที่บินรุกล้ำน่านฟ้าของชาติพันธมิตร โดยชาติยุโรปบางประเทศมองว่า นี่คือความพยายามของมอสโกเพื่อทดสอบการตอบสนองของนาโต

เมื่อเดือนกันยายน 2568 ฝูงโดรนของรัสเซียได้บินเข้าไปในน่านฟ้าของโปแลนด์ ทำให้เครื่องบินของนาโตต้องทะยานขึ้นสกัดกั้นและยิงทำลายอุปกรณ์บางส่วนลง ถือเป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรงครั้งแรกระหว่างนาโตและมอสโกนับตั้งแต่สงครามในยูเครนเริ่มขึ้น

และในปลายเดือนเดียวกันนั้น เครื่องบินขับไล่ของนาโตก็ต้องคุ้มกันเครื่องบินรบรัสเซีย 3 ลำออกไปจากน่านฟ้าของเอสโตเนีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เมืองฟูจิโยชิดะ ยกเลิกเทศกาลชมซากุระ นักท่องเที่ยวทะลัก-มารยาทแย่

เมืองฟูจิโยชิดะ ยกเลิกเทศกาลชมซากุระ นักท่องเที่ยวทะลัก-มารยาทแย่

6 ก.พ. 2569 00:32 น.

เมืองฟูจิโยชิดะ ยกเลิกเทศกาลชมซากุระ นักท่องเที่ยวทะลัก-มารยาทแย่

เมืองฟูจิโยชิดะ ของญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องดอกซากุระ กับวิวภูเขาไฟฟูจิที่งดงาม ประกาศยกเลิกจัดเทศกาลชมซากุระประจำปีนี้ หลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวล้นและพฤติกรรมไม่เหมาะสม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ก.พ. 2569 ว่า ทางการท้องถิ่นของเมืองฟูจิโยชิดะ (Fujiyoshida) ใกล้ภูเขาไฟฟูจิ ประกาศยกเลิกเทศกาลชมดอกซากุระประจำปีนี้ ซึ่งจะจัดในเดือนเมษายน เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลนั้น สร้างภาระหนักเกินกว่าที่ชาวบ้านท้องถิ่นจะรับมือได้

การทะลักเข้ามาของนักท่องเที่ยวในเมืองฟูจิโยชิดะ ก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดเรื้อรังและปัญหาขยะ ในขณะที่ชาวเมืองบางส่วนระบุว่าพวกเขาต้องเผชิญกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยว เช่น การบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคล หรือแม้แต่การขับถ่ายในสวนของชาวบ้าน

เมืองฟูจิโยชิดะเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากเป็นจุดที่สามารถชมดอกซากุระอันมีชื่อเสียงระดับโลกขณะเบ่งบานเต็มที่ โดยมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิอันงดงาม

อย่างไรก็ตาม นายกเทศมนตรีเมืองฟูจิโยชิดะอธิบายว่า ทัศนียภาพอันสวยงามนี้กำลังคุกคามการใช้ชีวิตอันเงียบสงบของพลเมือง และพวกเขารู้สึกได้ถึงวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้น

“เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของพลเมืองของเรา เราจึงตัดสินใจปิดฉากเทศกาลที่มีมายาวนานถึง 10 ปีนี้ลง” นายชิเงรุ โฮริอุจิ นายกเทศมนตรีเมืองฟูจิโยชิดะ กล่าวระหว่างการประกาศยกเลิกงานเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (3 ก.พ.)

ทั้งนี้ เดิมทีทางการเมืองฟูจิโยชิดะเริ่มจัดงานชมดอกซากุระประจำปีนี้ที่สวนอาราคุรายามะ เซ็นเก็น ด้วยความหวังที่จะเสริมสร้างเสน่ห์ของท้องถิ่น และเพิ่มจำนวนผู้มาเยือน ด้วยการสร้างบรรยากาศที่คึกคักให้แก่ย่านนี้

แต่ทางการระบุว่าจำนวนผู้มาเยือนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด” จนเกินขีดความสามารถของเมืองและส่งผลให้เกิดสภาวะการท่องเที่ยวที่ล้นเกิน (Overtourism) ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตของชาวบ้านท้องถิ่น

ตามข้อมูลล่าสุดจากทางการเมืองฟูจิโยชิดะ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาในเมืองมากถึงวันละ 10,000 คนในช่วงที่ดอกไม้บานสะพรั่งที่สุด

การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวมีสาเหตุจากหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินเยนที่อ่อนลงอย่างมาก และความนิยมที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายงานว่า นักท่องเที่ยวบางส่วนถึงขั้นเปิดประตูบ้านพักอาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อขอใช้ห้องน้ำ รวมถึงมีการบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคล ทิ้งขยะ และ ขับถ่ายในสวนของบ้านคนอื่น พร้อมทั้งส่งเสียงโวยวายเมื่อชาวบ้านเข้ามาตักเตือน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทศกาลจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ทางการของเมืองฟูจิโยชิดะก็ยังคงเตรียมพร้อมรับมือกับผู้มาเยือน ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ

เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ

5 ก.พ. 2569 23:05 น.

เซเลนสกีเผย ทำสงครามกับรัสเซีย 4 ปี ทหารยูเครนดับ 55,000 ศพ

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เปิดเผยว่า จำนวนทหารฝ่ายยูเครนที่เสียชีวิตระหว่างการทำสงครามกับรัสเซียตลอด 4 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 55,000 ศพ ขณะที่มีผู้สูญหายอีกหลายหมื่นคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า จำนวนทหารของยูเครนที่เสียชีวิตในสนามรบ ตลอดการทำสงครามกับรัสเซียเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 55,000 ศพ และยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สูญหายอย่างเป็นทางการ

เซเลนสกีเผยเรื่องดังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ France 2 ของฝรั่งเศสเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 ก.พ. 2569)

ทั้งนี้ ยูเครนกับรัสเซียต่างประเมินความสูญเสียของกองทัพอีกฝ่ายเป็นประจำ แต่กลับสงวนท่าทีไม่เปิดเผยรายละเอียดความสูญเสียของฝ่ายตนเอง อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว BBC ยืนยันชื่อผู้เสียชีวิตที่สู้รบให้กับฝ่ายรัสเซียได้แล้วเกือบ 160,000 ราย

ครั้งล่าสุดที่นายเซเลนสกีอัปเดตตัวเลขความสูญเสียของกองทัพฝ่ายตัวเองคือเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ซึ่งในตอนนั้นเขาระบุจำนวนผู้เสียชีวิตไว้ที่ 43,000 ศพ ขณะที่กระทรวงมหาดไทยของยูเครนระบุเมื่อ 6 เดือนก่อนว่า ได้บันทึกรายชื่อผู้สูญหายอย่างเป็นทางการไว้มากกว่า 70,000 ราย ซึ่งรวมทั้งทหารและพลเรือน

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เสียชีวิตและสูญหายที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างมากและส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจ

อีกด้านหนึ่ง ผู้แทนของยูเครนกับรัสเซียกำลังหารือร่วมกันที่กรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นวันที่ 2 ในวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ ในฐานะทูตพิเศษของสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

การเจรจาดังกล่าวถือเป็นการประชุมไตรภาคีระหว่างยูเครน รัสเซีย และ สหรัฐฯ ครั้งที่ 2 เพื่อพยายามหาข้อสรุปในรายละเอียดของข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ โดยนายวิตคอฟฟ์โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า การหารือเป็นไปอย่าง “ละเอียดและเกิดผลลัพธ์ที่ดี” แต่ “ยังมีงานสำคัญที่ต้องทำอีกมาก”

ประเด็นที่ยากที่สุดคือเรื่องดินแดน โดยรัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนยอมยกพื้นที่ส่วนที่เหลือในภูมิภาคดอนบาส ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมทางตะวันออกที่มอสโกยังไม่ได้ครอบครองอยู่ในปัจจุบันให้แก่รัสเซีย

ด้านนายเซเลนสกีกล่าวว่า การเจรจาไม่ใช่เรื่องง่าย และยูเครนจะเจรจาอย่างสร้างสรรค์ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่านี้เช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ-อิหร่าน ตกลงเจรจานิวเคลียร์ ที่โอมานในวันศุกร์นี้

สหรัฐฯ-อิหร่าน ตกลงเจรจานิวเคลียร์ ที่โอมานในวันศุกร์นี้

5 ก.พ. 2569 21:59 น.

สหรัฐฯ-อิหร่าน ตกลงเจรจานิวเคลียร์ ที่โอมานในวันศุกร์นี้

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านกับสหรัฐฯ เตรียมเจรจากันเรื่องนิวเคลียร์ที่ประเทศโอมานในวันศุกร์นี้ ในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศยังคงเพิ่มสูง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้กำลังทหาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ก.พ. 2569 ว่า สหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ตกลงที่จะจัดการเจรจาว่าด้วยเรื่องนิวเคลียร์ ที่ประเทศโอมาน ในวันศุกร์นี้ (6 ก.พ.) ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งคำเตือนอย่างตรงไปตรงมาถึงอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า การประชุมจะเริ่มขึ้นในเวลา 10:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (06:00 น. ตามเวลา GMT) ที่กรุงมัสกัต ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ก็ได้ยืนยันเช่นกันว่าการเจรจาจะจัดขึ้นที่นั่น

ก่อนหน้านี้ การเจรจาดังกล่าวดูเหมือนจะตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงว่าอาจจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความเห็นไม่ลงรอยกันเกี่ยวกับสถานที่และขอบเขตของการหารือ

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เดินหน้าเสริมกำลังทหารในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้มาตรการทางทหารหากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงเรื่องโครงการนิวเคลียร์ และไม่ยุติการสังหารผู้ประท้วง

นักข่าวถามนายทรัมป์ในวันพุธที่ผ่านมาว่า คาเมเนอีควรจะกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ตอบว่า “ผมบอกได้เลยว่าเขาควรจะกังวลให้มาก”

นักการทูตอาหรับรายหนึ่งเผยกับ CBS News ว่า การเจรจาระหว่างเตหะรานและวอชิงตันไม่เคยถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนในช่วงเช้าวันพุธ

ต่อมาเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สามรายยืนยันรายงานของ Axios ว่า การเจรจาได้กลับเข้าสู่ลู่ทางอีกครั้งในช่วงบ่าย หลังจากผู้นำอาหรับและผู้นำมุสลิมหลายคน เรียกร้องรัฐบาลทรัมป์ว่าอย่าเพิ่งทำตามคำขู่ที่จะถอนตัวจากการเจรจา

Axios ระบุอีกว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ตอบรับคำขอดังกล่าว “เพื่อเป็นการให้เกียรติ” ต่อพันธมิตร แต่พวกเขายังคง “เคลือบแคลงใจอย่างมาก” ต่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในงานแถลงข่าวก่อนหน้านี้ว่า นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ เตรียมพบปะกับเจ้าหน้าที่อิหร่านในตุรกี พร้อมกับตัวแทนจากชาติมหาอำนาจในภูมิภาคอื่นๆ ก่อนที่พวกเขาจะได้รับ “รายงานที่ขัดแย้งกัน” เกี่ยวกับการเข้าร่วมของทางอิหร่าน

รูบิโอยืนยันด้วยว่า การที่การเจรจาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีความหมายได้นั้น จะมุ่งเน้นเพียงแค่เรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านตามที่เจ้าหน้าที่อิหร่านเรียกร้องไม่ได้

“การเจรจาจะต้องครอบคลุมถึงประเด็นต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงระยะยิงของขีปนาวุธ, การสนับสนุนองค์กรก่อการร้ายทั่วภูมิภาค, โครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา และรวมถึงการปฏิบัติต่อประชาชนของตนเองด้วย” นายรูบิโอกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

“โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต

“โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต

5 ก.พ. 2569 20:41 น.

“โสภณ” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจปักธงชัย เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต

“โสภณ ซารัมย์” ปิดเวทีมหาสารคาม มั่นใจเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 5 เขต ชี้ “สีน้ำเงิน” คือทางออกความมั่นคงประเทศ สร้างความสงบสุข และพัฒนาประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคงในระยะยาวต่อไป

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บริเวณสนามฟุตบอลที่ว่าการอำเภอแกดำ จ.มหาสารคาม มีประชาชนจำนวน 2,000 คน มารอนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยปิดการรณรงค์หาเสียงของพรรคในจังหวัดมหาสารคาม เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดมหาสารคาม ของนายประวัติ ทองสมบูรณ์ ผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 5 โดยบรรยากาศการปราศรัยเป็นไปอย่างอบอุ่นและคึกคัก ได้รับการต้อนรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี สะท้อนกระแสตอบรับในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

นายโสภณ กล่าวว่า ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยทั้ง 6 เขตในจังหวัดมหาสารคาม ได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิดประชาชน และอธิบายนโยบายอย่างจริงจัง ทำให้เกิดความเข้าใจและความเชื่อมั่น จนมั่นใจว่าพรรคจะสามารถปักธงชัยในจังหวัดมหาสารคามได้ไม่น้อยกว่า 5 เขต ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าประชาชนตอบรับนโยบายของพรรคในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ โครงการคนละครึ่ง ราคาสินค้าเกษตร ความมั่นคงตามแนวชายแดน นโยบายสังคมและสวัสดิการ รวมถึงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคให้ความสำคัญ

รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังกล่าวถึงบทบาทด้านการต่างประเทศ ว่า ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตลอดช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้แสดงบทบาทบนเวทีโลกอย่างสง่างามและชัดเจน แตกต่างจากหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลงานที่พรรคได้นำไปสื่อสารกับประชาชน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ช่วงท้าย นายโสภณ เชิญชวนพี่น้องประชาชนทั่วประเทศออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 โดยระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ หลังประเทศไทยผ่านรัฐบาลผสมมาหลายรัฐบาล ถึงเวลาที่ประชาชนต้องเลือกว่าจะฝากอนาคตประเทศไว้กับฝ่ายใด

ทั้งนี้ มั่นใจว่าจังหวัดมหาสารคามจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แน่นอน และพรรคภูมิใจไทย เชื่อมั่นว่าสีน้ำเงินจะเป็นทางเลือกของรัฐบาลที่มีความมั่นคง สร้างความสงบสุข และพัฒนาประเทศไทยให้เดินหน้าอย่างมั่นคงในระยะยาวต่อไป

สงครามบิลบอร์ด 4 พรรคใหญ่ ส้ม-แดง-น้ำเงิน-ฟ้า ดึงคะแนนโค้งสุดท้าย

สงครามบิลบอร์ด 4 พรรคใหญ่ ส้ม-แดง-น้ำเงิน-ฟ้า ดึงคะแนนโค้งสุดท้าย

5 ก.พ. 2569 17:56 น.

สงครามบิลบอร์ด 4 พรรคใหญ่ ส้ม-แดง-น้ำเงิน-ฟ้า ดึงคะแนนโค้งสุดท้าย

ไม่มียอมใคร 4 พรรคใหญ่ ประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ ซื้อบิลบอร์ดขึ้นป้ายหาเสียงทั่วกทม.-ทั่วประเทศ หวังดึงคะแนนคนเมือง-ต่างจังหวัด ในช่วงโค้งสุดท้าย

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศหาเสียงโค้งสุดท้ายของพรรคการเมืองคึกคักต่อเนื่อง ล่าสุด มีการขึ้นป้ายบิลบอร์ดทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อหวังดึงคะแนนจากคนเมือง

พรรคประชาชน ขึ้นบิลบอร์ดปล่อยแคมเปญ “เปลี่ยน”

โดยวันนี้ ทางพรรคประชาชน มีการขึ้นป้ายบิลบอร์ดทั่วประเทศ และระบุว่า จะขึ้นป้ายตั้งแต่วันที่ 4-7 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อปล่อยแคมเปญ “เปลี่ยน” หวังปลุกประชาชนทุกคน เปลี่ยนอนาคตประเทศผ่านปลายปากกาที่คูหาเลือกตั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยขึ้นบิลบอร์ดทั่วประเทศในจังหวัดต่างๆ ดังนี้ กรุงเทพฯ, ชลบุรี, พัทยา, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, นครศรีธรรมราช, อยุธยา, ภูเก็ต, สงขลา, สุราษฎร์ธานี, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา, สมุทรปราการ และนครปฐม

ขณะที่พรรคประชาชน นัดด้อมส้ม ร่วมฟังปราศรัยใหญ่ เวทีสุดท้าย ที่ศูนย์เยาวชน ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง 4 โมงเย็น วันที่ 6 ก.พ. นี้

เพื่อไทย ปูพรมจอ LED ทั่วไทย ชู “ยศชนันทำได้ ทำให้ไทยยิ่งใหญ่”

เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย เดินเกมสื่อสารดิจิทัลแบบจัดเต็มด้วยการปูพรมโฆษณาผ่านจอ LED และจอดิจิทัลบิลบอร์ดหลายร้อยจุดทั่วประเทศ และทั่วทุกภาคของประเทศไทย ภายใต้แคมเปญ “ยศชนันทำได้” ของ พรรคเพื่อไทย และ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ปรากฏโฉมบนจุดยุทธศาสตร์สำคัญทุกทิศทาง เช่น กรุงเทพฯ, ขอนแก่น, โคราช, นครศรีธรรมราช, สงขลา, เชียงใหม่ และ ลำปาง เพื่อตอกย้ำการ “ยกเครื่องประเทศไทย” และสื่อสารตรงถึงคนเมืองและคนทุกรุ่นในทุกจังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจ และ การจดจำสูงสุดก่อนวันเข้าคูหาเลือกตั้ง

โดยปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย จะจัดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เวลา 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ณ สนามเทพหัสดิน

ภูมิใจไทย ขึ้นป้ายบิลบอร์ดใหญ่กลางกรุงฯ ขายมืออาชีพแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ส่วนพรรคภูมิใจไทย ไม่ยอมแพ้เดินหน้าหาเสียงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง เร่งระดมกำลังลงพื้นที่พร้อมขึ้นป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ กลางกรุงเทพมหานคร เพื่อสื่อสารนโยบายและผลงานของพรรคให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด พร้อมระบุว่าการขึ้นบิลบอร์ดในช่วงโค้งสุดท้าย เป็นการตอกย้ำจุดยืนและแนวทางการทำงานของพรรค ที่มุ่งแก้ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจฐานราก และคุณภาพชีวิตประชาชน ด้วยมืออาชีพ พร้อมเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง และสนับสนุนผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย

ซึ่งภูมิใจไทย นัดมวลชนมาฟังปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 6 ก.พ. เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป

ประชาธิปัตย์ ปล่อยแคมเปญยักษ์ก่อนใคร “ทางรอดที่ปลอดภัย ไว้ใจอภิสิทธิ์”

ด้านพรรคประชาธิปัตย์ มีการรุกหนักช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เปิดตัวแคมเปญสื่อประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ (Out of Home Media) ในจุดแลนด์มาร์คสำคัญทั่วกรุงเทพมหานคร เพื่อสื่อสารโดยตรงกับคนเมืองและคนรุ่นใหม่ เน้นย้ำจุดยืน “การเมืองสุจริต” ไปตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาก่อนพรรคอื่นๆ

พร้อมอธิบายว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ ที่มาพร้อมกับข้อความที่เฉียบคมและจดจำง่าย 3 ข้อความหลัก คือ 1.ทางรอดที่ปลอดภัย การเลือกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการเลือกอนาคตทางเดียวที่จะปลอดภัยจากทุนเทา สแกมเมอร์ และคอร์รัปชั่น 2. ไว้ใจอภิสิทธิ์ ที่ยึดมั่นการเมืองสุจริต ตอกย้ำความเชื่อมั่นในตัวผู้นำที่มีประสบการณ์และอุดมการณ์ที่มั่นคง 3. ไล่เทา เลือกฟ้า กา 2 ใบ เพื่อสื่อถึงอำนาจในมือประชาชนที่จะช่วยกันไล่ทุนเทา และการทุจริตออกจากการเมือง

โดยติดตั้งที่ลานพาร์ค พารากอน และแยกรัชดา-ลาดพร้าว เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมแล้วที่จะกลับมาเป็นที่พึ่งให้คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายกับการเมืองที่มีแต่ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ เกี่ยวข้องกับการทุจริต ทุนเทา และการดีลการเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงนำเสนอ “ทางรอดที่ปลอดภัย” เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพทางรอดจากการเมืองที่มัวหมองสู่การเมืองที่โปร่งใส

ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ได้นัดมวลชนมาฟังปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายที่ One Bangkok Forum ในวันที่ 6 ก.พ. เวลา 5 โมงเย็น

“ฮุน มาเนต” ส่งหนังสือถึง “ปธน.มาครง” ขอหลักฐานประวัติศาสตร์ หวังยุติข้อพิพาทพรมแดนไทย-กัมพูชา

"ฮุน มาเนต" ส่งหนังสือถึง "ปธน.มาครง" ขอหลักฐานประวัติศาสตร์ หวังยุติข้อพิพาทพรมแดนไทย-กัมพูชา

5 ก.พ. 2569 16:09 น.

“ฮุน มาเนต” ส่งหนังสือถึง “ปธน.มาครง” ขอหลักฐานประวัติศาสตร์ หวังยุติข้อพิพาทพรมแดนไทย-กัมพูชา

นายกฯ ฮุน มาเนต ของกัมพูชา ส่งหนังสือถึงประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เพื่อขอเข้าถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์และข้อมูลทางเทคนิคหวังยุติความขัดแย้งพรมแดนไทยที่ยืดเยื้อ หลังปีที่ผ่านมาเกิดการปะทะด้วยอาวุธถึง 2 ครั้ง จนมีผู้เสียชีวิตและประชาชนต้องพลัดถิ่นจำนวนมาก

กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาเปิดเผยวันนี้ (5 ก.พ.) ว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ทำหนังสือถึง นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เพื่อขอความช่วยเหลือในการจัดหาเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่จะนำมาใช้เป็นหลักฐานในการคลี่คลายข้อพิพาทพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ในแถลงการณ์ฉบับลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ระบุว่า นายกฯ ฮุน มาเนต ได้ร้องขอการเข้าถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์และข้อมูลทางเทคนิคใดๆ ที่ฝรั่งเศสอาจมีครอบครองอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปักปันเขตแดนในอดีต พร้อมทั้งแสดงความยินดีหากฝรั่งเศสจะส่งผู้เชี่ยวชาญหรือให้คำปรึกษาเพื่อสนับสนุนกระบวนการนี้

เส้นเขตแดนระยะทางกว่า 817 กิโลเมตร ระหว่างไทยและกัมพูชา ถูกจัดทำแผนที่ขึ้นครั้งแรกโดยฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1907 ในยุคที่กัมพูชายังเป็นอาณานิคม โดยใช้แนวสันปันน้ำตามธรรมชาติเป็นเกณฑ์ในการแบ่งเขตแดน

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวครอบคลุมถึงโบราณสถานสำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ปราสาทพระวิหาร”  ซึ่งเป็นเทวสถานฮินดูสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซึ่งยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวระหว่างสองประเทศมาอย่างยาวนาน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์พรมแดนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยมีการปะทะด้วยอาวุธถึง 2 ครั้ง ได้แก่เหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคม ที่เกิดการสู้รบเป็นเวลา 5 วัน หลังจากตึงเครียดมานานหลายสัปดาห์เนื่องจากทหารกัมพูชาเสียชีวิตจากการปะทะในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 43 ราย ก่อนจะจบลงด้วยการหยุดยิงชั่วคราวจากการเจรจาในมาเลเซีย โดยมีการแทรกแซงจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

ส่วนเหตุการณ์ในเดือนธันวาคม การสู้รบได้กลับมาปะทุอีกครั้งและยืดเยื้อนานกว่า 3 สัปดาห์ โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ก่อนจะมีการประกาศพักรบครั้งใหม่เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้เสียชีวิตรวมถึง 101 ราย และประชาชนกว่า 5 แสนคนจากทั้งสองฝั่งต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น 

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า นายกฯ ฮุน มาเนต ได้รับสัญญาณเชิงบวกจากการพบปะกับประธานาธิบดีมาครงก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้นำฝรั่งเศสแสดงความเต็มใจที่จะให้ความช่วยเหลือ โดยกัมพูชาหวังว่า “การมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์” ของฝรั่งเศสในครั้งนี้ จะช่วยให้สามารถบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนและยุติความขัดแย้งที่นองเลือดได้

ขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกัมพูชาและกระทรวงการต่างประเทศของไทย ยังไม่ได้ให้ความเห็นใดๆ ต่อคำร้องขอดังกล่าวอย่างเป็นทางการ.

ที่มา Reuters

จ่อสอบจิตแพทย์ประจำตัวมือมีดผู้ก่อเหตุไล่แทงคนดับ 6 ศพ กลางห้างในซิดนีย์

จ่อสอบจิตแพทย์ประจำตัวมือมีดผู้ก่อเหตุไล่แทงคนดับ 6 ศพ กลางห้างในซิดนีย์

5 ก.พ. 2569 15:53 น.

จ่อสอบจิตแพทย์ประจำตัวมือมีดผู้ก่อเหตุไล่แทงคนดับ 6 ศพ กลางห้างในซิดนีย์

หน่วยงานสาธารณสุขออสเตรเลียเตรียมสั่งสอบจิตแพทย์ประจำตัวมือมีด ผู้ก่อเหตุไล่แทงกลางห้างในซิดนีย์ ปี 2024 หลังผลสืบสวนชี้ เพิกเฉยต่อคำเตือนของครอบครัวและปล่อยให้คนไข้หยุดยาจนนำไปสู่เหตุสลด

นายโจเอล คอชี วัย 40 ปี ซึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภท (schizophrenia) ตั้งแต่วัยรุ่น ได้ก่อเหตุใช้มีดไล่แทงผู้คนภายในศูนย์การค้าเวสต์ฟิลด์ บอนได จังก์ชัน เมื่อเดือนเมษายนปี 2024 คนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 10 ราย และมีผู้เสียชีวิต 6 ราย โดยในขณะนั้นเขาเป็นคนไร้บ้านและอยู่ในสภาพที่ขาดการรักษา

เจ้าหน้าที่สืบสวนแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่า ดร.แอนเดรีย โบรอส-ลาแวค ได้ให้การรักษา นายคอชี อย่างดีเยี่ยมมาตลอดระยะเวลายาวนาน แต่เธอได้เพิกเฉยต่อคำเตือนจากครอบครัวของนายคอชี เมื่อหลายปีก่อน ที่พยายามบอกว่าเขามีสัญญาณการกำเริบของอาการป่วย ก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวในปี 2024

เจ้าหน้าที่ระบุว่าความผิดพลาดดังกล่าว รวมไปถึงกระบวนการรับมือของของตำรวจและฝ่ายรักษาความปลอดภัยในศูนย์การค้า ล้วนเป็นปัจจัยที่นำมาสู่เหตุสลดครั้งนี้ซึ่งมีผู้เสียชีวิตรวม 6 ราย ได้แก่ ดอว์น ซิงเกิลตัน อายุ 25 ปี, อี้เสวียน เฉิง อายุ 27 ปี, เจด ยัง อายุ 47 ปี, แอชลีย์ กู๊ด อายุ 38 ปี, ฟาราส ทาฮีร์ อายุ 30 ปี, และพิเกรีย ดาร์เชีย อายุ 55 ปี

นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 10 ราย ซึ่งรวมไปถึงลูกของแอชลีย์ กู๊ด ผู้เสียชีวิต ด้วย โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 3 นาที ก่อนที่นายคอชี ซึ่งอยู่ในอาการคุ้มคลั่ง จะถูกวิสามัญโดยตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์

กระบวนการสืบสวนสิ้นสุดลงเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมาหลังใช้เวลา 5 สัปดาห์ โดยในระหว่างช่วงเวลานั้น เจ้าหน้าที่ได้ฟังคำให้การจากพยานหลายราย ทั้งทีมแพทย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้รอดชีวิต และครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริงและไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการหาแนวทางป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมในลักษณะนี้ซ้ำรอยอีก

รายงานผลการสืบสวนความหนากว่า 800 หน้า มีกำหนดเผยแพร่ในช่วงสิ้นปี 2025 ที่ผ่านมา แต่ได้ถูกเลื่อนออกไป เพื่อแสดงความไว้อาลัยและให้เกียรติแก่เหยื่อผู้เสียชีวิต 15 ราย จากเหตุกราดยิงโดยมือปืน 2 ราย ที่หาดบอนได เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม

วันนี้ (5 ก.พ.) เทเรซา โอซัลลิแวน เจ้าหน้าที่สืบสวนได้แถลงต่อศาลว่า ดร.โบรอส-ลาแวค ได้ให้การรักษานายคอชี “อย่างละเอียด ตั้งใจ และเห็นอกเห็นใจ” มาเป็นเวลาหลายปี นับตั้งแต่เริ่มรับเขาเป็นคนไข้ส่วนตัวในปี 2012

ในช่วงปี 2018 ถึงกลางปี 2019 จิตแพทย์จากรัฐควีนส์แลนด์รายนี้ได้ให้การรักษานายคอชีอย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายเพื่อค่อยๆ ปรับลดปริมาณยา จนสามารถให้นายคอชีหยุดยาได้ในที่สุด ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาทั่วไป พนักงานสืบสวนจึงไม่ได้ตั้งข้อสงสัยแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปี 2019 เมื่อมารดาของนายคอชีเริ่มแสดงความกังวลว่าลูกชายอาจมีอาการป่วยกำเริบ แต่จิตแพทย์รายนี้ กลับ “ไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้า และละเลยที่จะให้การรักษาเชิงรุกมากกว่าที่เคยทำ”

เจ้าหน้าที่สืบสวนกล่าวว่า ถือเป็น “ความบกพร่องอย่างร้ายแรง” ที่แพทย์รายนี้ “ไม่ดำเนินการให้นายคอชีกลับไปใช้ยารักษาอาการ”.

ที่มา: BBC

รวบหนุ่มออสซี่ ล่วงละเมิดเด็กทางออนไลน์ 459 ราย พบภาพ-คลิปอนาจารกว่า 2.3 หมื่นไฟล์

รวบหนุ่มออสซี่ ล่วงละเมิดเด็กทางออนไลน์ 459 ราย พบภาพ-คลิปอนาจารกว่า 2.3 หมื่นไฟล์

5 ก.พ. 2569 15:05 น.

รวบหนุ่มออสซี่ ล่วงละเมิดเด็กทางออนไลน์ 459 ราย พบภาพ-คลิปอนาจารกว่า 2.3 หมื่นไฟล์

ตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ตั้งข้อหาหนักหนุ่มออสเตรเลีย หลังใช้โซเชียลมีเดียและเกมออนไลน์ล่อลวงเด็กชายวัย 7-15 ปี จาก 16 ประเทศ เผยสร้างโปรไฟล์ปลอมข่มขู่ให้ส่งภาพลามก ก่อนจัดเก็บไฟล์อย่างเป็นระบบนานกว่า 7 ปี พบไฟล์วิดีโอและภาพล่วงละเมิดกว่า 23,000 รายการ ถูกตั้งข้อหารวม 596 กระทง

สำนักงานตำรวจรัฐควีนส์แลนด์เปิดเผยความคืบหน้า หลังดำเนินการจับกุมและตั้งข้อหาชายวัย 27 ปีรายหนึ่ง ในความผิดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดเด็กทางออนไลน์รวมกว่า 596 กระทง โดยพบว่ามีเหยื่อเป็นเด็กเยาวชนจำนวนมากถึง 459 ราย ทั้งในออสเตรเลียและอีก 15 ประเทศทั่วโลก

ผู้ต้องหารายนี้ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยจากการตรวจค้นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่พบหลักฐานเป็นภาพถ่ายและวิดีโอการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมากกว่า 23,000 ไฟล์ ซึ่งถูกจัดเก็บแยกไว้ในโฟลเดอร์ตามชื่ออย่างเป็นระเบียบ

รักษาการหัวหน้าสารวัตรสืบสวน เดนซิล คลาร์ก ระบุว่า ผู้ต้องหาได้เริ่มก่อเหตุตั้งแต่ปี 2018 จนถึงปี 2025 โดยใช้วิธีสร้างโปรไฟล์ปลอมหลายรูปแบบ ทั้งแอบอ้างเป็นผู้ชายและผู้หญิง เพื่อเข้าหาเด็กๆ ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและเกมออนไลน์ยอดนิยม

เมื่อสร้างความไว้วางใจได้แล้ว เขาจะใช้เทคนิคการล่อลวง บีบบังคับ หรือข่มขู่ให้เหยื่อส่งภาพหรือคลิปวิดีโออนาจารมาให้ ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กชายอายุระหว่าง 7 ถึง 15 ปี โดยในจำนวนเหยื่อทั้งหมด 459 ราย เป็นเด็กในออสเตรเลียกว่า 200 ราย และที่เหลือกระจายอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ระบุว่าด้วยปริมาณไฟล์ภาพและวิดีโอที่มีจำนวนมหาศาล ทำให้ขั้นตอนการระบุตัวตนเหยื่อต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญอย่างมาก ล่าสุดสามารถระบุตัวเหยื่อได้แล้ว 360 ราย และกำลังประสานงานกับพันธมิตรตำรวจระหว่างประเทศเพื่อระบุตัวตนเหยื่อที่เหลือ พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเยียวยาสภาพจิตใจอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบทางจิตใจต่อเด็กอย่างรุนแรง

ข้อหาสำคัญที่ถูกดำเนินคดีประกอบด้วยการผลิตสื่อลามกอนาจารเด็กผ่านบริการโทรคมนาคม 244 กระทง การใช้บริการโทรคมนาคมเพื่อจัดหาบุคคลอายุต่ำกว่า 16 ปี 163 กระทง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเพศกับเด็กผ่านบริการโทรคมนาคม 87 กระทง

ตำรวจรัฐควีนส์แลนด์ได้ออกโรงเตือนถึงแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของการล่อลวงเด็กผ่านแอปพลิเคชันและเกมที่ดูเหมือนจะปลอดภัย แต่เป็นแหล่งกบดานของอาชญากร พร้อมระบุว่าขณะนี้กำลังขยายผลการสืบสวนไปยังผู้ต้องสงสัยรายอื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาคนดังกล่าวมีกำหนดเดินทางไปปรากฏตัวต่อศาลเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ (5 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น.

ที่มา BBC