มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว

19 ก.พ. 2569 06:24 น.

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นให้การต่อศาล หลังถูกฟ้องร้องว่าโซเชียลมีเดียทำให้เยาวชนเสพติด โดยเขายืนยันว่า บริษัทเลิกออกแบบแอปเพื่อดึงดูดให้คนใช้งานนาน ๆ แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง ประธาน และซีอีโอของ “เมตา” (Meta) ผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยมทั้ง “เฟซบุ๊ก” (Facebook) และ “อินสตาแกรม” (Instagram) ขึ้นให้การต่อศาลในวันพุธที่ 18 ก.พ. 2569 หลังทนายความตั้งข้อสังเกตว่าเขาอาจให้ข้อมูลเท็จต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับการออกแบบแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

ซักเคอร์เบิร์กกำลังเผชิญการพิจารณาคดีประวัติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องการเสพติดโซเชียลมีเดียในเยาวชน โดยเขาถูกซักถามเกี่ยวกับคำแถลงที่เขาเคยให้ไว้กับสภาคองเกรสในปี 2567 ซึ่งในตอนนั้นเขากล่าวว่า บริษัทไม่ได้ตั้งเป้าหมายให้ทีมงานออกแบบแอปเพื่อเพิ่มเวลาในการใช้งาน (Screentime) ให้ได้มากที่สุด

มาร์ก ลาเนียร์ ทนายความฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนของหญิงสาวที่กล่าวหาว่า Meta ทำลายสุขภาพจิตของเธอตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ได้แสดงอีเมลของคณะลูกขุนตั้งแต่ปี 2557 และ 2558 ซึ่งในอีเมลดังกล่าว ซักเคอร์เบิร์กได้วางเป้าหมายในการเพิ่มเปอร์เซ็นต์เวลาการใช้งานแอปมากกว่า 10% ขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ซักเคอร์เบิร์กชี้แจงว่า แม้ในอดีต Meta จะเคยมีเป้าหมายเกี่ยวกับระยะเวลาที่ผู้ใช้ใช้บนแอป แต่บริษัทได้ “เปลี่ยนแนวทาง” ไปแล้วนับตั้งแต่ตอนนั้น

“หากคุณพยายามจะบอกว่าคำให้การของผมไม่ถูกต้อง ผมขอปฏิเสธข้อกล่าวหานั้นอย่างรุนแรงครับ” ซักเคอร์เบิร์กกล่าว

อนึ่ง นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ก่อตั้ง Facebook ระดับมหาเศรษฐีพันล้านได้เข้าให้การในชั้นศาลเกี่ยวกับผลกระทบของ Instagram ต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้งานเยาวชน

แม้ว่าก่อนหน้านี้ซักเคอร์เบิร์กจะเคยให้การในประเด็นดังกล่าวต่อสภาคองเกรสมาแล้ว แต่การพิจารณาคดีโดยคณะลูกขุนในลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียครั้งนี้มีเดิมพันที่สูงกว่ามาก เนื่องจาก Meta อาจต้องจ่ายค่าเสียหายหากแพ้คดี และคำตัดสินดังกล่าวอาจทำลายเกราะป้องกันทางกฎหมายที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ใช้มาอย่างยาวนานเพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาเรื่องการสร้างความเสียหายต่อผู้ใช้งาน

คดีความฉบับนี้รวมถึงคดีอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกัน เป็นส่วนหนึ่งของกระแสการต่อต้านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั่วโลกในประเด็นเรื่องสุขภาพจิตของเด็ก

ปัจจุบัน ออสเตรเลียได้สั่งห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแล้ว ขณะที่ประเทศอื่น ๆ รวมถึงสเปนกำลังพิจารณาข้อจำกัดในลักษณะเดียวกัน ส่วนในสหรัฐอเมริกา รัฐฟลอริดาได้สั่งห้ามบริษัทผู้ให้บริการต่าง ๆ ไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 14 ปีใช้งาน แต่กลุ่มสมาคมการค้าในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังดำเนินการคัดค้านกฎหมายดังกล่าวในชั้นศาล

ทั้งนี้ การพิจารณาคดีในวันพุธ เกี่ยวข้องกับหญิงชาวแคลิฟอร์เนียรายหนึ่งซึ่งเริ่มใช้งาน Instagram ของ Meta และ YouTube ของ Google ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โดยเธอกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้มุ่งแสวงหาผลกำไรด้วยการทำให้เด็ก ๆ “เสพติด” บริการของตน ทั้งที่ทราบดีว่าโซเชียลมีเดียสามารถทำลายสุขภาพจิตได้

เธอยังระบุอีกว่าแอปเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้เธอเกิดสภาวะซึมเศร้าและมีความคิดที่จะจบชีวิตตัวเอง และกำลังเรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย

ทางด้าน Meta และ Google ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทในการเพิ่มฟีเจอร์ต่าง ๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน โดย Meta มักจะยกผลการศึกษาจากสถาบันวิชาการวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NAS) มาอ้างอิงว่า งานวิจัยไม่ได้แสดงให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพจิตเด็ก

คดีความนี้ถือเป็น “คดีตัวอย่าง” (Test case) สำหรับข้อเรียกร้องที่คล้ายคลึงกันในกลุ่มคดีขนาดใหญ่ที่ฟ้องร้องต่อ Meta, Google (ภายใต้บริษัท Alphabet), Snap และ TikTok ซึ่งปัจจุบันมีทั้งครอบครัว เขตการศึกษา และรัฐต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องร้องไปแล้วหลายพันคดี โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้เป็นต้นเหตุของวิกฤตสุขภาพจิตในเยาวชน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รายงานเชิงสืบสวนได้มีการขุดคุ้ยเอกสารภายในของ Meta ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริษัทตระหนักอยู่แล้วถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อเยาวชน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อนว่า นักวิจัยของ Meta พบว่าวัยรุ่นที่แจ้ง (รีพอร์ต) ว่า Instagram ทำให้พวกเขารู้สึกแย่กับรูปร่างของตนเอง มักจะเห็น “เนื้อหาที่เข้าข่ายส่งเสริมความผิดปกติในการกิน” มากกว่าคนที่ไม่ได้รีพอร์ตอย่างมีนัยสำคัญ

หัวหน้าฝ่าย Instagram ของ Meta ให้การต่อศาลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เขาไม่ทราบเรื่องผลการศึกษาล่าสุดของ Meta ที่ระบุว่า ไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างการกำกับดูแลของผู้ปกครอง กับความจดจ่อของวัยรุ่นที่มีต่อการใช้งานโซเชียลมีเดียของตัวเอง

โดยเอกสารที่นำมาแสดงในการพิจารณาคดีระบุว่า วัยรุ่นที่มีสภาวะการใช้ชีวิตที่ยากลำบากมักจะยอมรับว่าตนเองใช้งาน Instagram จนเป็นนิสัยหรือใช้งานโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อยครั้งกว่ากลุ่มอื่น

ทางด้านทนายความของ Meta กล่าวต่อคณะลูกขุนในการพิจารณาคดีว่า บันทึกสุขภาพของหญิงสาวรายนี้แสดงให้เห็นว่า ปัญหาของเธอมีต้นตอมาจากปมชีวิตในวัยเด็กที่ยากลำบาก และโซเชียลมีเดียนั้นกลับเป็นพื้นที่ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ให้กับเธอเสียด้วยซ้ำ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

สลด พบศพ 8 นักสกีที่สูญหายในแคลิฟอร์เนียแล้ว อีก 1 คนยังหาไม่พบ

สลด พบศพ 8 นักสกีที่สูญหายในแคลิฟอร์เนียแล้ว อีก 1 คนยังหาไม่พบ

19 ก.พ. 2569 05:33 น.

สลด พบศพ 8 นักสกีที่สูญหายในแคลิฟอร์เนียแล้ว อีก 1 คนยังหาไม่พบ

ตำรวจสหรัฐฯ แถลง พบศพนักสกี 8 จาก 9 คนที่สูญหาย หลังเผชิญหิมะถล่มบนเขาในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว ส่วนอีก 1 รายยังคงสูญหาย โดยที่สภาพอากาศเลวร้ายเป็นอุปสรรคในการค้นหา

เมื่อวันพุธที่ 18 ก.พ. 2569 ตำรวจรัฐแคลิฟอร์เนียจัดงานแถลงข่าวเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่พบศพของนักสกี 8 คนจากทั้งหมด 9 คน ที่สูญหายหลังเผชิญเหตุหิมะถล่มในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว ส่วนอีก 1 รายสุดท้ายยังคงสูญหายท่ามกลางสภาพพายุหิมะที่เลวร้าย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ระดมกำลังค้นหากลุ่มนักเล่นสกีอย่างสุดความสามารถ หลังจากพวกเขาถูกหิมะถล่มพัดพาไปเมื่อเช้าตรู่วันอังคาร (17 ก.พ.) บริเวณยอดเขาคาสเซิล ในพื้นที่ทะเลสาบทาโฮ (Tahoe) บนเทือกเขาเซียร์ราเนวาดา โดยก่อนหน้านี้มีการพบนักเล่นสกีที่รอดชีวิต 6 ราย ซึ่งในจำนวนนั้น 2 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

“ขณะนี้เรายังคงตามหาสมาชิกที่เหลืออีกหนึ่งราย” แชนแนน มูน นายอำเภอเขต เนวาดา เคาน์ตี กล่าว พร้อมเตือนว่าพายุที่รุนแรงกำลังเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ

“คำว่าสภาพอากาศเลวร้ายสุดขีดดูจะน้อยเกินไปสำหรับสถานการณ์นี้ เพราะมีทั้งหิมะจำนวนมหาศาล ลมกระโชกแรงระดับพายุ และกระแสลมที่ทำให้ทัศนวิสัยเหลือศูนย์จนมองไม่เห็นอะไรเลย”

ทางด้าน Blackbird Mountain Guides บริษัทผู้นำทัวร์สกีที่ประสบโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เผยว่าลูกค้า 11 คน และไกด์ 4 คน ได้เข้าพักที่กระท่อมบริเวณทะเลสาบฟร็อก มาตั้งแต่วันอาทิตย์ และอยู่ระหว่าง “กระบวนการเดินทางกลับ” สู่ฐานพักแรมในตอนที่หิมะถล่มลงมา

เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 40 นายเข้าร่วมปฏิบัติการค้นหาในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่พบผู้รอดชีวิต 6 รายแรกอย่างรวดเร็ว ทีมกู้ภัยกลับไม่พบร่องรอยของนักสกีคนอื่นๆ เลย

ก่อนหน้านี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญเคยออกมาเตือนถึงความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่จะเกิดหิมะถล่มบริเวณเทือกเขาเซียร์ราเนวาดาไว้แล้ว ขณะที่ เวย์น วู นายอำเภอเพลเซอร์เคาน์ตี ได้กล่าววิงวอนให้สาธารณชนอยู่ห่างจากพื้นที่จนกว่าสภาพอากาศจะคลี่คลาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ตุรกีเตือนอิสราเอล รับรอง “โซมาลีแลนด์” อาจทำสถานการณ์แย่ลง

ตุรกีเตือนอิสราเอล รับรอง “โซมาลีแลนด์” อาจทำสถานการณ์แย่ลง

19 ก.พ. 2569 02:24 น.

ตุรกีเตือนอิสราเอล รับรอง “โซมาลีแลนด์” อาจทำสถานการณ์แย่ลง

ผู้นำตุรกีออกโรงเตือนอิสราเอล ซึ่งกลายเป็นประเทศแรกที่รับรอง “โซมาลีแลนด์” เป็นรัฐเอกราช โดยระบุว่า การทำเช่นนี้อาจทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคย่ำแย่ลง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ก.พ. 2569 ว่า ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน แห่งตุรกี ออกมาปฏิเสธการที่อิสราเอลให้การรับรอง “โซมาลีแลนด์” ซึ่งเป็นภูมิภาคที่แยกตัวออกจากโซมาเลีย เป็นรัฐเอกราช ชี้อาจทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคแย่ลง

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อิสราเอลกลายเป็นประเทศแรกที่ให้การรับรองโซมาลีแลนด์ ซึ่งได้ประกาศเอกราชจากโซมาเลียมานานกว่า 30 ปีแล้ว ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลในกรุงโมกาดิชู ซึ่งยังคงถือว่าโซมาลีแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน

ขณะที่นายเอร์โดอันกล่าวระหว่างเยือนประเทศเอธิโอเปียเมื่อวันพุธ (18 ก.พ.) ว่า การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลอันตรายต่อภูมิภาคที่สถานการณ์กำลังเปราะบางและไร้เสถียรภาพอยู่แล้ว

“แหลมแอฟริกาไม่ควรกลายเป็นสมรภูมิของกองกำลังต่างชาติ” นายเอร์โดอันกล่าว “เราเชื่อว่าประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ควรจัดการปัญหาของตนเองด้วยตัวเอง”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของโซมาลีแลนด์ตอบโต้ความเห็นของนายเอร์โดอัน โดยระบุว่า ตุรกีควรละเว้นจากการกระทำที่ยิ่งเติมเชื้อไฟให้แก่ความตึงเครียดในภูมิภาค

ทั้งนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตุรกีสวมบทบาทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้กับประเทศและดินแดนต่างๆ โดยนายเอร์โดอันคือผู้เป็นตัวกลางแก้ไขข้อพิพาทระหว่างเอธิโอเปีย ซึ่งเข้าไปเช่าพื้นที่ในโซมาลีแลนด์เพื่อสร้างท่าเรือ สร้างความไม่พอใจให้แก่โซมาเลีย จนเกิดความกังวลว่า เหตุการณ์จะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งในวงกว้าง

นายกรัฐมนตรีอาบีย์ อาเหม็ด ของเอธิโอเปียกล่าวในงานแถลงข่าวเดียวกับนายเอร์โดอัน เรียกร้องให้ตุรกีสนับสนุนความพยายามของเอธิโอเปียในการเข้าถึงทะเลดังกล่าว โดยโต้แย้งว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมสำหรับประเทศที่ยังคงไม่มีทางออกสู่ทะเลอย่างพวกเขา

อนึ่ง เอธิโอเปียสูญเสียทางเข้าถึงชายฝั่งทะเลแดงที่มีความยาวกว่า 1,350 กิโลเมตรไป หลังจาก “เอริเทรีย” แยกตัวออกจากเอธิโอเปียอย่างเป็นทางการในปี 2546

“มันไม่ถูกต้องที่ประเทศที่มีประชากรมากกว่า 130 ล้านคนจะถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าถึงทะเล และต้องตกเป็นนักโทษทางภูมิศาสตร์มาเป็นเวลานานเนื่องจากการสมคบคิดของศัตรูของเรา” อาบีย์กล่าว

นับตั้งแต่ข้อตกลงกับโซมาลีแลนด์ล้มเหลวไปในปี 2567 นายอาบีย์ก็ผลักดันเรื่องการเข้าครอบครองท่าเรืออัสซาบ (Assab) ทางตอนใต้ของเอริเทรีย ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดนเพียงประมาณ 60 กิโลเมตร และยังเคยกล่าวเป็นนัยว่า อาจใช้กำลังเข้ายึดครองพื้นที่ดังกล่าวด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

คนงานเหมืองไนจีเรียดับ 33 ศพ คาดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์รั่ว

คนงานเหมืองไนจีเรียดับ 33 ศพ คาดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์รั่ว

19 ก.พ. 2569 01:58 น.

คนงานเหมืองไนจีเรียดับ 33 ศพ คาดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์รั่ว

คนงานเหมืองตะกั่วในไนจีเรียเสียชีวิตอย่างน้อย 33 ศพ โดยคาดว่าสาเหตุมาจากการรั่วไหลของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอีกหลายสิบคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ก.พ. 2569 ว่า คนงานเหมืองในประเทศไนจีเรียเสียชีวิตอย่างน้อย 33 ศพ โดยคาดว่าสาเหตุเกิดจากการรั่วไหลของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ภายในเหมืองตะกั่วและสังกะสีในรัฐพลาโต ทางตอนกลางของประเทศ

เชื่อกันว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงก่อนรุ่งสาง ณ สถานที่ขุดเจาะนอกเมืองวาเซ (Wase) ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัทเหมืองแร่ Solid Unity Nigeria Ltd.

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าก๊าซพิษที่รั่วไหลออกมาสะสมอยู่ใต้ดินภายในอุโมงค์ที่มีการระบายอากาศไม่ดี ส่งผลให้คนงานหมดสติและล้มฟุบลงในช่วงใกล้สิ้นสุดกะการทำงานกลางคืนพอดี

ร่างของพวกเขาถูกพบโดยกลุ่มคนงานที่เดินทางมาเข้ากะในช่วงเช้า โดยมีคนงานเหมืองอีกกว่า 20 รายที่ได้รับการช่วยเหลือและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนเพื่อรับการรักษา

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยท้องถิ่นได้ปิดล้อมเหมืองดังกล่าวแล้ว และกำลังสืบสวนหาสาเหตุของการรั่วไหล

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับรัฐยังไม่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และมีรายงานว่าความพยายามในการเข้าช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้าเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย เนื่องจากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่แถบนี้มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มอาชญากรติดอาวุธ หรือที่คนในท้องถิ่นเรียกว่า “กลุ่มโจร”

ทั้งนี้ รัฐบาลรัฐพลาโตได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่ามีคนงานเหมืองเสียชีวิต 33 ศพ จากเหตุระเบิดภายในเหมือง แต่คนงานที่อยู่ในที่เกิดเหตุยืนยันว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ซาฟิยานู ฮารูนา หนึ่งในคนงานเหมืองที่ไปพบร่างผู้เสียชีวิตยืนยันว่า “มันคือก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่รั่วไหลออกมาและคร่าชีวิตพวกเขา … ในช่วงเวลานั้นไม่มีใครเข้าไปช่วยพวกเขาได้ เพราะกลุ่มคนงานที่จะมาเข้ากะเช้ายังเดินทางมาไม่ถึง”

นายฮารูนาอ้างด้วยว่า จำนวนคนงานเหมืองที่เสียชีวิตอยู่ที่ 37 ศพ แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฝรั่งเศสจับแล้ว 11 ผู้ต้องสงสัยรุมทำร้ายนักเคลื่อนไหวหนุ่มจนตาย

ฝรั่งเศสจับแล้ว 11 ผู้ต้องสงสัยรุมทำร้ายนักเคลื่อนไหวหนุ่มจนตาย

18 ก.พ. 2569 23:58 น.

ฝรั่งเศสจับแล้ว 11 ผู้ต้องสงสัยรุมทำร้ายนักเคลื่อนไหวหนุ่มจนตาย

ฝรั่งเศสจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการรุมทำร้ายนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดจนเสียชีวิตเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว 11 ราย ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองคุกรุ่นในขณะที่การเลือกตั้งสำคัญกำลังจะมาถึง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการฝรั่งเศสควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มอีก 2 รายเมื่อวันพุธที่ 18 ก.พ. 2569 ระหว่างการสืบสวนคดีสังหารนักศึกษาหนุ่มซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด ซึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธฝ่ายซ้ายจัดในเมืองลียง ส่งผลให้ตอนนี้จำนวนผู้ถูกคุมตัวรวมเป็น 11 รายแล้ว

นายก็องแตง เดอรองก์ วัย 23 ปี เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บทางสมองอย่างรุนแรง หลังจากถูกรุมทำร้ายและเตะต่อยระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อสัปดาห์ ซึ่งเกิดขึ้นนอกพื้นที่การจัดงานเสวนาของ ริมา ฮัสซัน (Rima Hassan) สมาชิกรัฐสภายุโรปจากพรรค France Unbowed (LFI) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายจัด

ภาพวิดีโอที่บันทึกได้จากที่เกิดเหตุเผยให้เห็นภาพคน 3 คนนอนอยู่บนพื้นและกำลังถูกกลุ่มคนขนาดใหญ่กว่ารุมทำร้าย โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุทั้งหมดสวมหมวกฮู้ดปิดบังใบหน้า

กลุ่มสตรีนิยมต่อต้านผู้อพยพที่ชื่อว่า “เนเมซิส” (Némésis) ระบุว่า นายเดอรองก์ไปปรากฏตัวที่ด้านนอกสถานที่จัดงานเพื่อปกป้องสมาชิกของกลุ่ม โดยกลุ่มเนเมซิสกล่าวโทษว่ากลุ่ม “ยัง การ์ด” (Young Guard) เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ แต่ทางกลุ่มยัง การ์ด ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

การบุกจับกุมระลอกล่าสุดนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยหนึ่งในผู้ถูกจับกุมรวมถึงนาย ฌากส์-เอลี ฟาฟโรต์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภาของ ราฟาแอล อาร์โนลต์ นักการเมืองจากพรรค LFI

นายอาร์โนลต์ระบุว่า ฟาฟโรต์ ผู้ช่วยของเขา ได้ยุติการทำงานทั้งหมดในรัฐสภาแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการยกเลิกสัญญาจ้าง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านาย ฌอง-ลุค เมลองชง ผู้นำพรรคฝ่ายซ้ายจัด จะพยายามนำพรรคออกห่างจากเหตุการณ์การเสียชีวิตอันโหดร้ายของนายเดอรองก์ แต่พรรค LFI ก็ยังคงถูกโจมตีอย่างหนักจากคู่แข่งทุกขั้วการเมือง ในขณะที่เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือนก่อนที่ฝรั่งเศสจะจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งสำคัญ

ทั้งนี้ สถานการณ์ทางการเมืองของฝรั่งเศสอยู่ในสภาวะคุกรุ่นอยู่แล้ว เนื่องจากการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ถูกมองว่า เป็นบททดสอบมติมหาชนครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า แต่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเสียงข้างน้อยของ เซบาสเตียน เลอกอร์นู ต้องเอาตัวรอดจากการลงมติไม่ไว้วางใจถึง 2 ครั้ง เพื่อดันร่างงบประมาณของปีนี้ให้ผ่านพ้นไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาวันที่ 2 คืบหน้าเล็กน้อย แต่ยังติดปัญหาเรื่องดินแดน

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาวันที่ 2 คืบหน้าเล็กน้อย แต่ยังติดปัญหาเรื่องดินแดน

18 ก.พ. 2569 22:42 น.

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาวันที่ 2 คืบหน้าเล็กน้อย แต่ยังติดปัญหาเรื่องดินแดน

การเจรจาสันติภาพวันที่ 2 ระหว่าง รัสเซีย กับ ยูเครน โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง จบลงโดยมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และยังหาทางออกในเรื่องดินแดนไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาระหว่างรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมายาวนานเกือบ 4 ปีสิ้นสุดลงแล้วในวันพุธที่ 18 ก.พ. 2569 โดยไม่มีการฝ่าทางตันใดๆ แม้จะมีความคืบหน้าอยู่บ้างในเรื่องการทหาร

การเจรจาแบบไตรภาคีซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเจนีวา จบลงในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ทั้งที่การเจรจาวันแรกเมื่อวันอังคาร การประชุมดำเนินไปจนถึงช่วงดึก

แม้ว่านาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนจากสหรัฐฯ จะแสดงความเชื่อมั่นต่อการเจรจาในครั้งนี้ แต่ทั้งหัวหน้าคณะเจรจาของรัสเซียและประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ต่างระบุว่าการพูดคุยเป็นไปอย่าง “ยากลำบาก”

ภายหลังการเจรจาหลักสิ้นสุดลง นายวลาดิเมียร์ เมดินสกี หัวหน้าทีมเจรจาจากฝั่งเครมลินได้เดินทางกลับไปยังสถานที่จัดงานอีกครั้ง เพื่อหารือแบบปิดลับกับฝ่ายยูเครนเป็นเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง โดยที่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ จากการประชุมลับดังกล่าวออกมา

แหล่งข่าวในหน่วยงานการทูตของยูเครนระบุว่า มีความคืบหน้าบางส่วนใน “ประเด็นทางการทหาร” ซึ่งรวมถึงเรื่องการกำหนดแนวรบและการตรวจสอบการหยุดยิง

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงในประเด็นเรื่องดินแดน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการพิจารณาข้อตกลงหยุดยิงนั้น ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ เนื่องจากจุดยืนของรัสเซียกับยูเครนยังแตกต่างกันอย่างมาก

รัสเซียไม่ยอมอ่อนข้อเรื่องที่พวกเขาต้องการเข้าควบคุมภูมิภาคดอนบาส ซึ่งประกอบด้วยแคว้น โดเนตสก์กับลูฮานสก์ ทางตะวันออกของยูเครนโดยสมบูรณ์ แต่ฝ่ายยูเครนยืนยันว่าพวกเขาไม่สามารถตอบรับข้อเรียกร้องนี้ได้อย่างเด็ดขาด

แม้จะยอมรับว่าการเจรจาเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่นาย วลาดิเมียร์ เมดินสกี หัวหน้าทีมเจรจาของรัสเซียกล่าวเสริมว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นการเป็นงาน และว่าการประชุมครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นใน “เร็วๆ นี้”

ด้านเซเลนสกีก็อธิบายว่าการเจรจานั้น “ไม่ใช่เรื่องง่าย” เนื่องจากความแตกต่างในจุดยืนของทั้งสองฝ่าย

แต่นายรุสเตม อูเมรอฟ หัวหน้าทีมเจรจาฝั่งยูเครนแสดงท่าทีที่ดูมีความหวังมากกว่า โดยกล่าวว่าการหารือเป็นไปอย่าง “มีเนื้อหาสาระและเข้มข้น” และแม้ว่าจะมีความคืบหน้าเกิดขึ้น แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ “ในระยะนี้”

“นี่คืองานที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการปรับจูนให้ตรงกันของทุกฝ่ายและต้องใช้เวลาที่เพียงพอ” นายอูเมรอฟกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน

ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน

18 ก.พ. 2569 21:37 น.

ร้านพลุจีนระเบิดอีกแห่ง ดับแล้ว 12 ศพ สลดเทศกาลตรุษจีน

เกิดเหตุระเบิดที่ร้านพลุดอกไม้ไฟแห่งที่ 2 ในจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองเนื่องในเทศกาลตรุษจีน

สำนักข่าว CCTV ของรัฐบาลจีนรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดที่ร้านขายดอกไม้ไฟแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคกลางของประเทศจีน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (18 ก.พ.) ซึ่งตรงกับวันที่สองของเทศกาลตรุษจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 ศพ

การจุดพลุและประทัดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติปกติในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองของจีน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งในปีนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองใหญ่หลายแห่ง รวมถึงกรุงปักกิ่ง จะมีการสั่งห้ามจุดพลุด้วยเหตุผลด้านมลพิษ แต่ตามหัวเมืองและพื้นที่ชนบทต่างๆ ยังคงเต็มไปด้วยเสียงประทัดและพลุดอกไม้ไฟดังสนั่นต่อเนื่องตลอดช่วงวันหยุดเทศกาล

CCTV รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่นว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เกิดเหตุเพลิงไหม้และระเบิดขึ้นที่ร้านขายพลุและประทัดในตำบลเจิ้งจี มณฑลหูเป่ย โดยเพลิงไหม้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 50 ตารางเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 12 ศพ ส่วนสาเหตุกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน

นี่นับเป็นเหตุระเบิดที่ร้านพลุดอกไม้ไฟแห่งที่ 2 ในจีนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.พ.) เพิ่งเกิดเหตุระเบิดที่ร้านขายดอกไม้ไฟในมณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 2 ราย

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉิน ออกมากำชับสถานประกอบการร้านดอกไม้ไฟทั่วประเทศยกระดับการควบคุมดูแล และดำเนินการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด

ทางกระทรวงยังเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย เช่น การทดลองจุดพลุ หรือการสูบบุหรี่บริเวณหน้าร้านค้าด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

IKEA ญี่ปุ่น มอบตุ๊กตาอุรังอุตัง “แม่ของพันซ์คุง” ให้สวนสัตว์อิชิกาวะ

 IKEA ญี่ปุ่น มอบตุ๊กตาอุรังอุตัง “แม่ของพันซ์คุง” ให้สวนสัตว์อิชิกาวะ

18 ก.พ. 2569 17:19 น.

IKEA ญี่ปุ่น มอบตุ๊กตาอุรังอุตัง “แม่ของพันซ์คุง” ให้สวนสัตว์อิชิกาวะ

IKEA ญี่ปุ่นไม่พลาดโอกาส มอบทัพตุ๊กตาให้สวนสัตว์อิชิกาวะ ที่อยู่ของ “พันช์คุง” ลิงน้อยที่โด่งดังไปทั่วโลกออนไลน์จากการมีแม่เป็นตุ๊กตาอุรังอุตังจาก IKEA ทำชาวเน็ตโล่งใจ พันช์คุงมีแม่สำรองแล้ว

ความกังวลใจของชาวเน็ตที่กลัวว่าตุ๊กตาลิงอุรังอุตังของพันช์คุงจะพังหรือขาด เพราะมันลากตุ๊กตาตัวดังกล่าวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา ได้คลายลงเมื่อ นาง Petra Färe ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท IKEA ประจำประเทศญี่ปุ่น เดินทางไปสวนสัตว์อิชิกาวะเพื่อส่งมอบตุ๊กตาแบบเดียวกันกับ “แม่ของพันช์คุง” ที่มีชื่อสินค้าอย่างเป็นทางการว่า “DJUNGELSKOG” พร้อมตุ๊กตาสัตว์นานาชนิดอีกหลายตัวให้กับทางสวนสัตว์ โดยมีผู้รับมอบคือ นายโค ทานากะ นายกเทศมนตรีจังหวัดอิชิกาวะ ซึ่งเมื่อวานนี้ (17 ก.พ.) เขาได้เผยแพร่ภาพที่ถ่ายคู่กับนาง Petra Färe พร้อมกองทัพตุ๊กตาผ่านทางแพลตฟอร์ม X พร้อมใส่แฮชแท็ก “สู้เขานะพันช์คุง”

โดยเรื่องราวของ พันช์คุง ลิงหิมะญี่ปุ่นหรือลิงกัง ที่เกิดในสวนสัตว์อิชิกาวะ เริ่มต้นขึ้นเมื่อแม่แท้ ๆ ของมันเกิดความเครียดและปฎิเสธที่จะเลี้ยงลูก ทำให้เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ต้องดูแลมันแทนตั้งแต่ยังเป็นทารกแรกเกิดและได้มอบตุ๊กตาอุรังอุตังให้กับพันช์คุงเพื่อเป็นตัวแทนความอบอุ่นของแม่ลิงที่พันช์คุงไม่มีโอกาสได้รับ

โดยในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา พันช์คุงเติบโตขึ้นอย่างโดดเดี่ยวโดยมีเพียงมนุษย์คอยดูแล มันเข้ากับฝูงลิงตัวอื่นไม่ได้ ทำให้ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับตุ๊กตาอุรังอุตังตัวโปรดนี้แทน ชาวญี่ปุ่นที่แวะไปหาพันช์คุงบ่อย ๆ เผยว่า น้องพันช์คุงดูแลตุ๊กตาตัวนี้อย่างดีมาก ราวกับว่ามันคิดว่าตุ๊กตาคือแม่ที่แท้จริง

ภาพ: X @ichikawa_shi
ภาพ: X @ichikawa_shi

ภาพความน่ารักน่าเอ็นดูของพันช์คุงที่ถูกเผยแพร่ออกไปทำให้ชาวเน็ตญี่ปุ่น ร่วมใจกันตั้งแฮชแท็ก “สู้เขานะพันช์คุง” เพื่อเป็นกำลังใจให้พันช์คุงเอาชนะใจลิงตัวอื่น ๆ เพื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของฝูงให้ได้

และในตอนนี้ก็มีรายงานข่าวดีจากทางสวนสัตว์ว่ามีลิงจำนวนหนึ่งเริ่มยอมรับพันช์คุงให้มาเป็นส่วนหนึ่งของฝูงแล้ว แต่พันช์คุงก็ยังคงไม่ทิ้งตุ๊กตา “แม่” ไปไหนไกลอยู่ดี.

ที่มา Caters News/Yuriko Sano, X @ichikawa_shi, X @koh_tanaka

“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

"ซานาเอะ ทาคาอิจิ" ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

18 ก.พ. 2569 15:26 น.

“ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

สภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่น มีมติเลือกนางซานาเอะ ทาคาอิจิ เป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ หรือเพียง 10 วัน หลังพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ แอลดีพี ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา เตรียมเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและระงับภาษีบริโภค พร้อมประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดเดิมเพื่อความต่อเนื่องในการบริหาร

รัฐสภาญี่ปุ่น ได้เปิดประชุมสมัยวิสามัญภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยมีมติอย่างเป็นเอกฉันท์เลือกนางซานาเอะ ทาคาอิจิ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งในการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรที่พรรครัฐบาลครองเสียงข้างมาก เธอได้รับคะแนนสนับสนุนท่วมท้นถึง 354 เสียง

ขณะที่ในวุฒิสภา แม้พรรครัฐบาลจะเป็นเสียงข้างน้อย แต่ทาคาอิจิก็สามารถเอาชนะในการลงมติรอบตัดสิน ไปได้ด้วยคะแนน 125 ต่อ 65 เสียง ชนะผู้นำพรรคฝ่ายคู่แข่งไปอย่างเด็ดขาด

ตามระเบียบรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีชุดเดิมได้ประกาศลาออกทั้งคณะก่อนเริ่มการประชุม เพื่อเปิดทางให้ทาคาอิจิจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญเพื่อรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย โดยรัฐมนตรีตัวหลักจะยังคงเดิม ได้แก่ นายโทชิมิตสึ โมเตกิ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายซัตสึกิ คาตายามะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและนายชินจิโร โคอิซูมิ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการป้องกันประเทศ

ในส่วนของพรรคแอลดีพีมีรายงานว่าอาจมีการแต่งตั้งนายยาสุโทชิ นิชิมูระ อดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรม ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองอำนวยการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง แม้ว่าเขาจะเคยมีส่วนพัวพันกับอื้อฉาวเรื่องเงินนอกบัญชีก็ตาม

ในด้านโครงสร้างสภา สภาผู้แทนฯ ได้เลือก เอซึเกะ โมริ เป็นประธานสภา และ เคอิอิจิ อิชิอิ เป็นรองประธาน จากพรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง

นายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ เตรียมแถลงข่าวในช่วงค่ำวันนี้ (18 ก.พ.) เพื่อชี้แจงนโยบายคลังแบบขยายตัวที่เธอเรียกว่า “รับผิดชอบแต่เชิงรุก” โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ แผนการระงับการเก็บภาษีบริโภคสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเป็นเวลา 2 ปี เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน

การเลือกตั้งที่ผ่านมาถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อพรรคแอลดีพีคว้าเก้าอี้ในสภาล่างได้ถึง 316 จาก 465 ที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากเดิม 198 ที่นั่ง สร้างประวัติศาสตร์เป็นพรรคเดียวที่ครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในยุคหลังสงครามโลก

ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นหลังจากทาคาอิจิตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 23 มกราคม เพื่ออาศัยช่วงที่คะแนนนิยมพุ่งสูงสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลผสมระหว่างพรรคแอลดีพีและพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น (JIP) หรือ “นิปปง อิชิน” ซึ่งพรรค JIP เองก็ได้รับที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 36 ที่นั่ง

ในขณะที่รัฐบาลแข็งแกร่งขึ้น ฝ่ายค้านอย่างกลุ่มพันธมิตรสายกลางกลับเผชิญความพ่ายแพ้เหลือเพียง 49 ที่นั่ง จากเดิมที่มีถึง 167 ที่นั่ง ส่งผลให้ผู้นำร่วมต้องลาออก และแต่งตั้ง นายจุนยะ โอกาวะ ขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่เพื่อปฏิรูปพรรคและผลัดใบสู่คนรุ่นใหม่

ตามรัฐธรรมนูญ สภาล่างสามารถล้มมติสภาสูงได้ หากมีเสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่าสองในสาม ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยังคงเป็นเสียงข้างน้อยในสภาสูง หลังพ่ายเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ในยุคของอดีตนายกรัฐมนตรี ชิเงรุ อิชิบะ

สำหรับการประชุมสภาสมัยวิสามัญนี้จะดำเนินไปจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม โดยวาระเร่งด่วนคือการพิจารณาร่างงบประมาณเบื้องต้นสำหรับปีงบประมาณ 2026 ที่จะเริ่มในเดือนเมษายนนี้.

ที่มา KYODO NEWS

ตำรวจสหรัฐฯรวบหนุ่มถือปืนลูกซองบุกรัฐสภากลางกรุงดี.ซี.

ตำรวจสหรัฐฯรวบหนุ่มถือปืนลูกซองบุกรัฐสภากลางกรุงดี.ซี.

18 ก.พ. 2569 14:47 น.

ตำรวจสหรัฐฯรวบหนุ่มถือปืนลูกซองบุกรัฐสภากลางกรุงดี.ซี.

ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมหนุ่มอายุ 18 ขณะถือปืนลูกซองพร้อมกระสุน พยายามบุกอาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตันดี.ซี. หนึ่งสัปดาห์ก่อน ปธน.ทรัมป์ เข้าแถลงนโยบายประจำปี ล่าสุดยังไม่มีรายงานถึงแรงจูงใจก่อเหตุ

ตำรวจประจำอาคารรัฐสภา ได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยชายอายุ 18 ปี ซึ่งการตรวจสอบยืนยันตัวตนภายหลังพบว่าคือ นายคาร์เตอร์ คามาโช จากเมืองสเมอร์นา รัฐจอร์เจีย ขณะเขาถือปืนลูกซองและกระสุนวิ่งตรงมายังอาคารยูเอสแคปพิตอล อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในชุดเสื้อกั๊กและถุงมือเตรียมพร้อมโจมตีอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนถูกตำรวจสกัดไว้ได้หน้าทางเข้าอาคาร โดยเจ้าหน้าที่ได้สั่งให้เขาวางอาวุธ และเขาก็ปฏิบัติตามอย่างไม่ขัดขืนพร้อมนอนราบลงบนพื้น ก่อนถูกนำตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นวานนี้ (17 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตันดี.ซี. สหรัฐอเมริกา  

ภาพ:United States Capitol Police
ภาพ:United States Capitol Police

โดยในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังทำการสืบสวนถึงแรงจูงใจที่แท้จริงของการก่อเหตุ ว่าผู้ต้องสงสัยมีเจตนาที่จะโจมตีสมาชิกสภาคองเกรสหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นไม่ได้อยู่ระหว่างการประชุมสภาจึงไม่มีสมาชิกอยู่ในตัวอาคาร

“เราไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากตอนนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ” ผู้บัญชาการตำรวจประจำอาคารรัฐสภากล่าว

ตำรวจได้พบหน้ากากกันแก๊สและหมวกกันกระสุน (Kevlar helmet) อยู่ภายในรถยนต์ SUV ของผู้ต้องสงสัยซึ่งจอดอยู่ที่หน้าสวนพฤกษศาสตร์สหรัฐฯ บนถนนแมรีแลนด์ ใกล้กับอาคารรัฐสภา

เจ้าหน้าที่เผยกับสื่อว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้ไม่มีประวัติใด ๆ อยู่ในฐานข้อมูลของตำรวจ โดยรถคันดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนในชื่อของเขา และเขามีที่อยู่หลายแห่ง ไม่เป็นหลักแหล่ง

ผู้ก่อเหตุถูกตั้งข้อหาพกพาปืนไรเฟิลโดยไม่มีใบอนุญาต และมีอาวุธปืนและกระสุนที่ไม่ได้จดทะเบียนไว้ในครอบครอง

ภาพ:United States Capitol Police
ภาพ:United States Capitol Police

ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะเข้าแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส ในอาคารแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจประจำอาคารรัฐสภายืนยันว่าเหตุที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการรักษาความปลอดภัยของงานดังกล่าวอย่างแน่นอน.

ที่มา: Aljazeera

อ่านข่าวเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาได้ ที่นี่