ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

13 ก.พ. 2569 03:22 น.

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งยกเลิกคำวินิจฉัยยุคโอบามา ที่ว่าก๊าซเรือนกระจกเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นรากฐานของข้อบังคับต่างๆ เพื่อควบคุมก๊าซที่ทำให้โลกร้อน โดยคาดว่าจะมีการต่อสู้ทางกฎหมายนานหลายปี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกคำวินิจฉัยสำคัญทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นในยุคของ บารัค โอบามา ที่ระบุว่า ก๊าซเรือนกระจกเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นรากฐานของปฏิบัติการของรัฐบาลกลางทั้งหมด ในการควบคุมก๊าซที่ทำให้โลกร้อน

“ผลการวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตราย” (endangerment finding) ซึ่งออกครั้งแรกในปี 2552 ระบุว่าก๊าซเรือนกระจก 6 ชนิด สามารถจัดเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ภายใต้กฎหมายอากาศบริสุทธิ์ (Clean Air Act)

กฎหมายดังกล่าวเป็นรากฐานอำนาจของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) ในการจำกัดมลพิษที่ทำให้โลกร้อนจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ โรงไฟฟ้า และยานพาหนะ มาตั้งแต่รัฐบาลโอบามา และถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของรัฐบาลกลางในการจัดการกับมลพิษทางสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ต่อวิกฤตการณ์ระดับโลกนี้

“เรากำลังยุติสิ่งที่เรียกว่า “ผลการวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตราย” อย่างเป็นทางการ” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว โดยเรียกคำวินิจฉัยนี้ว่า “หายนะ” และย้ำว่าการยกเลิกกฎระเบียบเหล่านี้ “ไม่เกี่ยวกับสุขภาพของสาธารณชนเลย”

“ทั้งหมดนี้เป็นการหลอกลวง เป็นการหลอกลวงครั้งใหญ่” ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี “นี่เป็นการปล้นประเทศโดยโอบามาและไบเดน”

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์จะสรุปการยกเลิกกฎระเบียบต่างๆ ที่ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะ เนื่องจากกฎระเบียบเหล่านั้นมีที่มาจากผลการวินิจฉัยดังกล่าว

ภายใต้อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน EPA ได้พยายามกระชับมาตรฐานเหล่านั้นเพื่อกระตุ้นให้อุตสาหกรรมรถยนต์ผลิตรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น แต่นายทรัมป์ได้ย้อนคืนความพยายามดังกล่าวไปแล้ว หลังจากเขาได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งเมื่อปีก่อน

การยกเลิกคำวินิจฉัยนี้จะทำให้รัฐบาลสามารถเพิกถอนกฎระเบียบอื่นๆ ที่ลดมลพิษทางสภาพภูมิอากาศจากการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าและการดำเนินงานด้านน้ำมันและก๊าซได้ง่ายขึ้น แม้ว่ากฎเหล่านั้นจะต้องใช้กระบวนการทางกฎระเบียบแยกต่างหากในการเพิกถอนก็ตาม

ตามรายงานของสำนักข่าว CNN เหตุผลที่รัฐบาลทรัมป์ใช้ในการเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว ซึ่งระบุไว้ในข่าวประชาสัมพันธ์ของ EPA นั้น อาศัยข้อโต้แย้งทางกฎหมาย มากกว่าการปฏิเสธข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง

หน่วยงานโต้แย้งว่ารัฐบาลโอบามาและไบเดนใช้อำนาจตามกฎหมายเกินขอบเขต เมื่อพวกเขาใช้กฎหมายอากาศบริสุทธิ์ (Clean Air Act) ในการควบคุมมลพิษทางสภาพภูมิอากาศ

ความเคลื่อนไหวนี้ต่างจากเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ที่ EPA เสนอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยโดยอ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยที่จัดทำขึ้นอย่างเร่งรีบ โดยผู้มีความคิดเห็นต่อเรื่องสภาพภูมิอากาศเพียง 5 คน ตั้งคำถามถึงความรุนแรงของผลกระทบทางภูมิอากาศ เช่น ไฟป่า ความร้อนสุดขั้ว และพายุที่รุนแรงขึ้น

แทนที่จะย้ำจุดยืนเดิมในวันพฤหัสบดี EPA ยุคทรัมป์ได้สรุปในข่าวประชาสัมพันธ์ว่า กฎหมายอากาศบริสุทธิ์ “ไม่ได้ให้อำนาจตามกฎหมายแก่ EPA” ในการกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานพาหนะ “รวมถึงเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก” ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายให้กับผลการวินิจฉัยฯ และกฎระเบียบอื่นๆ ที่ออกตามมา

ทั้งนี้ การประกาศเพิกถอนคำวินิจฉัยฯ ของรัฐบาลทรัมป์ จะต้องส่งเรื่องไปยังชั้นศาลเพื่อตัดสิน ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายปี และอาจต้องต่อสู้ทางกฎหมายไปจนถึงศาลสูงสุดของประเทศ

นายเจฟฟ์ โฮล์มสเตด ทนายความด้านพลังงานจากสำนักงานกฎหมาย Bracewell และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ EPA ในยุครัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช เตือนว่า หากการเพิกถอนของรัฐบาลทรัมป์ได้รับการรับรองในชั้นศาล EPA ในอนาคตจะไม่มีอำนาจในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกต่อไป

ด้านนายลี เซลดิน ผู้บริหาร EPA ซึ่งแต่งตั้งโดยนายทรัมป์ กล่าวว่า EPA ไม่มีอำนาจในการควบคุมมลพิษบางประเภท เว้นแต่รัฐสภาจะผ่านกฎหมายให้อนุญาตอย่างชัดเจน

“หากรัฐสภาไม่อนุญาต EPA ก็ไม่ควรทำ” เซลดินกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี “หากรัฐสภาต้องการให้ EPA ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะอย่างเข้มงวด รัฐสภาก็สามารถบัญญัติเป็นกฎหมายอย่างชัดเจนได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

13 ก.พ. 2569 02:07 น.

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันอย่างร้ายแรง หลังสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ชุดล่าสุดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ก.พ. 2569 ว่า นายธอร์บยอร์น จักลันด์ อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ถูกตั้งข้อหา “ทุจริตอย่างร้ายแรง” จากความสัมพันธ์ของเขากับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีทางเพศผู้ล่วงลับ หลังสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารชุดล่าสุดเกี่ยวกับคดีของชายคนนี้ออกมา

นายจักลันด์ถูกตั้งข้อหาหลังจากสภายุโรปเพิกถอนความคุ้มครองของเขา ซึ่งเขาได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ทางการทูตในอดีต โดยทนายความของอดีตนายกฯ นอร์เวย์ผู้นี้ ระบุว่า ลูกความของเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับการสืบสวน

อีเมลที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยออกมาดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่า นายจักลันด์วางแผนที่จะไปเยือนบ้านของเอปสตีนทั้งแบบส่วนตัวและแบบครอบครัว ในปารีส, นิวยอร์ก และที่เมืองปาล์มบีช ทั้งที่มหาเศรษฐีรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กไปแล้ว โดยที่ดูเหมือนว่านายเอปสตีนจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมของนอร์เวย์ (Økokrim) ได้เข้าตรวจค้นทรัพย์สินสามแห่งของนายจักลันด์ และคาดว่าเขาจะถูกสอบปากคำในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ นายจักลันด์เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ในช่วงปี 2539-2540 เขายังเคยเป็นประธานคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ และเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภายุโรปนานนับทศวรรษด้วย

นายจักลันด์ได้รับความคุ้มครองทางการทูตจากการดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภายุโรป ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในยุโรป โดยความคุ้มครองดังกล่าวจะคุ้มครองเขาจากข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำผิดใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ในปี 2552-2562

หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมของนอร์เวย์ ได้ร้องขอให้สภาเพิกถอนความคุ้มครองของเขา หลังจากเปิดการสอบสวนเมื่อต้นเดือนนี้เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2554-2561

นายจักลันด์ยังเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าเขาขอความช่วยเหลือจากเอปสตีนในการขอสินเชื่อธนาคาร แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และตำรวจก็ยังไม่ยืนยันว่า กรณีนี้ถูกรวมอยู่ในข้อกล่าวหาทุจริตอย่างร้ายแรงของเขาหรือเปล่า

การที่ชื่อปรากฏอยู่ในแฟ้มเอกสาร Epstein files ซึ่งได้รับการเปิดเผยโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ไม่ได้บ่งชี้ถึงการกระทำความผิดใดๆ

อนึ่ง ชื่อของนักการเมือง คนดัง และราชวงศ์มากมาย ปรากฏพัวพันอยู่ในเอกสารคดีของนายเอปสตีน ซึ่งประกอบด้วยอีเมลส่วนตัว รูปภาพ และรายงานของ FBI นับล้านฉบับ ที่สหรัฐฯ เผยแพร่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหญิงเมตเต-มาริต, นักการทูต โมนา ยูล, เจ้าชายแอนดรูว์, บิล เกตส์ และคนอื่นๆ อีกมากมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียยืนยัน สั่งแบน WhatsApp อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

รัสเซียยืนยัน สั่งแบน WhatsApp อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

13 ก.พ. 2569 00:04 น.

รัสเซียยืนยัน สั่งแบน WhatsApp อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

รัสเซียยืนยันสั่งแบน WhatsApp แล้ว อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า รัฐบาลกำลังพยายามบีบให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้แอปท้องถิ่นอย่าง MAX แทน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 รัฐบาลรัสเซียออกมายืนยันว่า พวกเขาปิดกั้นการเข้าถึงแอปพลิเคชัน WhatsApp บริการส่งข้อความยอดนิยม ภายในดินแดนของรัสเซียแล้ว โดยกล่าวหาว่าบริการดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ใช้งานชาวรัสเซียกว่า 100 ล้านคน เปลี่ยนไปใช้แอปทางเลือกในประเทศแทน

มอสโกพยายามมานานหลายเดือนที่จะเปลี่ยนให้ผู้ใช้งานชาวรัสเซียหันไปใช้ MAX ซึ่งเป็นบริการส่งข้อความของรัสเซียเองซึ่งไม่มีการเข้ารหัสแบบ end-to-end ทำให้นักเคลื่อนไหวมองว่า แอปนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการสอดแนมได้

“สำหรับการบล็อก WhatsApp… ได้มีการตัดสินใจและดำเนินการดังกล่าวจริง” ดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินบอกกับผู้สื่อข่าว และว่า WhatsApp ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามบรรทัดฐานและข้อบังคับของกฎหมายรัสเซีย

นายเปสคอฟบอกอีกว่า “MAX เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ เป็นแอปส่งข้อความที่กำลังพัฒนา และเป็นแอปส่งข้อความระดับชาติ และเป็นทางเลือกที่มีอยู่ในตลาดสำหรับประชาชน”

ด้าน WhatsApp ซึ่งเป็นของ Meta ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียของสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า พวกเขาเชื่อว่ารัสเซียกำลังพยายามบล็อกบริการของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ เพื่อบีบให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนไปใช้ MAX

“การพยายามแยกผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคนออกจากการสื่อสารที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัย ถือเป็นความล้าหลัง และจะนำไปสู่การลดลงของความปลอดภัยสำหรับผู้คนในรัสเซียเท่านั้น” แถลงการณ์ระบุ “เรายังคงทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อให้ผู้ใช้งานยังคงเชื่อมต่อกันได้”

ทั้งนี้ ชื่อโดเมนบางชื่อที่เกี่ยวข้องกับ WhatsApp ได้หายไปจากทะเบียนชื่อโดเมนแห่งชาติของรัสเซียแล้ว หมายความว่าอุปกรณ์ภายในรัสเซียหยุดรับที่อยู่ IP จากแอป และจะเข้าถึงได้โดยใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) เท่านั้น

ปฏิกิริยาของผู้คนในรัสเซียมีหลากหลาย ทั้งคนที่ไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลอะไร และคนที่ไม่พอใจ

“พูดตรงๆ ฉันมองว่าเรื่องนี้ในแง่ลบ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการละเมิดสิทธิทางรัฐธรรมนูญของเรา เนื่องจากมันเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเลือก” หญิงสาวซึ่งเปิดเผยเพียงชื่อว่า แอนนา กล่าว

ขณะที่หญิงอีกคนชื่อ เอเลนา บอกกับสื่อว่า เธอไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา เพราะยังมีแอปส่งข้อความอื่นๆ อีก ส่วนหญิงอีกคนชื่อ อาลีโอนา ระบุว่า เธอจะพยายามใช้ WhatsApp โดยเปิด VPN ต่อไปให้นานที่สุดก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้ MAX

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

12 ก.พ. 2569 23:00 น.

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

ผู้คุมนโยบายชายแดนของทรัมป์เผยว่า ปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพในมินนิโซตาใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยย้ำว่า ปฏิบัติการนี้ทำให้มีผู้กระทำผิดพักพิงอยู่ในมินนิโซตาน้อยลง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 นาย ทอม โฮแมน ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายชายแดน (border czar) ของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า การปราบปรามผู้อพยพอย่างหนักในรัฐมินนิโซตา ซึ่งนำไปสู่การกักตัวผู้คนจำนวนมาก, การประท้วง และมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว

“ผลจากความพยายามของเราในที่นี้ มินนิโซตาได้กลายเป็นรัฐที่เป็นที่พักพิงของผู้กระทำความผิดน้อยลงแล้ว” โฮแมนกล่าวในงานแถลงข่าว “ผมได้เสนอ และประธานาธิบดี (โดนัลด์) ทรัมป์ ได้เห็นชอบ ให้ยุติปฏิบัติการกวาดล้างนี้”

ด้านนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาจากพรรคเดโมแครต กล่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาคาดว่าปฏิบัติการ Metro Surge ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม จะสิ้นสุดลงภายใน “ไม่กี่วัน ไม่ใช่กี่สัปดาห์หรือกี่เดือน” โดยอ้างอิงจากการสนทนาของเขากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์

หน่วยงานรัฐบาลกลางระบุว่า การกวาดล้างของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส-เซนต์พอล ส่งผลให้มีการจับกุมผู้คนมากกว่า 4,000 คน

แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะเรียกผู้ถูกจับกุมว่า “คนต่างด้าวผิดกฎหมายที่เป็นอาชญากรอันตราย” แต่ผู้ถูกจับกุมจำนวนมากไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน นอกจากนั้น มีเด็กและพลเมืองสหรัฐฯ หลายคนถูกกักตัวเอาไว้ด้วยเช่นกัน

“ปฏิบัติการกวาดล้างนี้กำลังทำให้มินนีแอโพลิสปลอดภัยขึ้น” โฮแมนกล่าว “ผมขอพูดอีกครั้งว่า มินนิโซตากลายเป็นรัฐที่เป็นที่พักพิงของผู้กระทำความผิดน้อยลงแล้ว”

ทั้งนี้ นายโฮแมนถูกส่งมารับช่วงต่อปฏิบัติการในมินนิโซตาเมื่อปลายเดือนมกราคม หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจากรัฐบาลกลางยิงพลเรือนเสียชีวิต 2 ศพ ท่ามกลางกระแสต่อต้านและคำถามเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานของปฏิบัติการปราบปรามนี้

นายโฮแมนประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง 700 นายจะออกจากมินนิโซตาทันที แต่จะคงเหลือเจ้าหน้าที่เอาไว้ในมินนิโซตาอีกราว 2,000 นาย

แต่ล่าสุดในวันพฤหัสบดี นายโฮแมนกล่าวว่า การถอนกำลังเริ่มขึ้นแล้วในสัปดาห์นี้และจะดำเนินต่อไปในสัปดาห์หน้า โดยตัวเขาวางแผนที่จะอยู่ในมินนิโซตาต่อไปเพื่อควบคุมการถอนกำลัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

12 ก.พ. 2569 21:26 น.

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

(ภาพจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น)

สถานทูตไทย ณ กรุงเบิร์น กับเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ จัดพิธีมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้น กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเตรียมส่งกลับไทยเพื่อตรวจสอบและขึ้นทะเบียนสมบัติของชาติ

อรัญญา มิลเลอร์ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำสวิตเซอร์แลนด์ รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น จัดพิธีมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้น กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตฯ

นางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น เป็นผู้แทนไทยในการรับมอบ และนาง ฟาเบียนน์ บารากา (Fabienne Baraga) หัวหน้าหน่วยงานเชี่ยวชาญด้านการส่งมอบทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ภายใต้สำนักงานวัฒนธรรมแห่งสหพันธ์รัฐสวิส กระทรวงมหาดไทยสวิส เป็นผู้แทนฝ่ายสวิสในการมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้นดังกล่าว

โบราณวัตถุทั้ง 11 ชิ้น ได้รับการส่งมอบผ่านทางการสวิสด้วยความสมัครใจจากผู้ครอบครองที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งมีความประสงค์จะส่งคืนสิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้กลับสู่ถิ่นกำเนิด และเบื้องต้นคาดว่า อาจมีแหล่งที่มาจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมบ้านเชียง

การส่งมอบในครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของมิตรภาพอันแน่นแฟ้น และความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ และแสดงถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม โดยมีหน่วยงานและผู้แทนจากทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศสวิส และผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทยสวิส รวมถึงคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ที่มาร่วมแสดงความยินดี

ทั้งนี้หลังจากพิธีรับมอบ สถานเอกอัครราชทูตฯ จะจัดส่งโบราณวัตถุทั้งหมดกลับคืนสู่ประเทศไทย เพื่อส่งต่อให้กรมศิลปากรดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดทางวิชาการและเพื่อการอนุรักษ์ ขึ้นทะเบียนสมบัติของชาติ และเพื่อพิจารณาจัดแสดงให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติได้ศึกษาเรียนรู้สืบไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

บราซิล ประเทศล่าสุด ขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน

บราซิล ประเทศล่าสุด ขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน

12 ก.พ. 2569 15:29 น.

บราซิล ประเทศล่าสุด ขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน

ทางการบราซิลเอาจริงแล้ว สั่งให้แชทบอตปัญญาประดิษฐ์ “Grok” หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจาร พร้อมขู่ฟ้องร้องและสั่งปรับหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งภายในเวลา 5 วัน

วานนี้ (11 ก.พ.) ทางการบราซิลได้ออกคำสั่งให้แอปพลิเคชันเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยม X สั่งระงับแชทบอต “Grok” จากการสร้างภาพดีฟเฟคเชิงอนาจาร โดยบราซิลเป็นประเทศล่าสุดที่ออกมาบีบให้มหาเศรษฐีพันล้านเจ้าของแอปฯ นายอีลอน มัสก์ เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดจากเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ชิ้นนี้

ประเทศแรกที่มีการออกมาตรการตอบโต้เรื่องนี้คือประเทศอินโดนีเซียที่ได้สั่งระงับการใช้งาน Grok ไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในขณะที่สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ยืนยันที่จะเดินหน้ากดดันมหาเศรษฐีรายนี้ต่อไป หลังจากพบว่าแชทบอตดังกล่าวได้สร้างภาพอนาจารของผู้หญิงและเด็กออกมาเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานอัยการสูงสุดของบราซิล ร่วมด้วย องค์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งชาติ (ANPD) และสำนักงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคแห่งชาติ (Senacon) ระบุว่าทางการบราซิลให้เวลา X เพียง 5 วัน ในการดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการใช้ Grok ผลิตเนื้อหาทางเพศหรือภาพเชิงอีโรติกของเด็กและเยาวชน รวมไปถึงผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ให้ความยินยอม  หาก X ไม่สามารถปฎิบัติตามคำสั่งนี้ได้ ทางการบราซิลอาจดำเนินในขั้นต่อไปด้วยการฟ้องร้องและสั่งปรับ

แม้ X จะอ้างว่าได้ลบโพสต์ไปแล้วหลายพันรายการ รวมถึงได้ระงับบัญชีผู้ใช้ไปอีกหลายร้อยบัญชี หลังจากได้รับคำเตือนจากบราซิลเมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ใช้ยังคงสามารถสร้างภาพดีปเฟคเชิงอนาจารโดย Grok ได้อยู่ ทางการบราซิลจึงได้ตำหนิถึงการจัดการปัญหาของ X ที่ขาดความโปร่งใส

แรงกดดันที่มีต่อ xAI บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ นายอีลอน มัสก์ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนี่อง ด้วยสาเหตุจากฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Spicy Mode หรือ โหมดร้อนแรง ที่ผู้ใช้สามารถสร้างภาพดีปเฟคซึ่งส่อไปในเชิงเพศได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่พิมพ์คำสั่ง เช่น “ให้เธอสวมบิกินี่” หรือ “ถอดเสื้อผ้าเธอออก” เพียงเท่านั้น

ศูนย์ต่อต้านความเกลียดชังทางดิจิทัล (CCDH) ประเมินว่า ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน Grok ได้สร้างภาพเชิงอนาจารของผู้หญิงและเด็กไปแล้ว กว่า 3 ล้านภาพ.

ที่มา: AFP

อ่านข่าวเกี่ยวกับแชตบอท Grok ได้ ที่นี่

คุก 7 ปี อดีตรมว.มหาดไทยเกาหลีใต้ สมคบคิด “ยุน ซอกยอล” ประกาศกฎอัยการศึก

คุก 7 ปี อดีตรมว.มหาดไทยเกาหลีใต้ สมคบคิด "ยุน ซอกยอล" ประกาศกฎอัยการศึก

12 ก.พ. 2569 15:17 น.

คุก 7 ปี อดีตรมว.มหาดไทยเกาหลีใต้ สมคบคิด “ยุน ซอกยอล” ประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกรุงโซลพิพากษาจำคุก “อี ซังมิน” อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย เป็นเวลา 7 ปี ฐานมีส่วนร่วมก่อการกบฏในเหตุการณ์ประกาศกฎอัยการศึกปี 2024 เผยพฤติการณ์สั่งตัดน้ำตัดไฟสื่อวิพากษ์รัฐบาล และเบิกความเท็จต่อศาล ขณะที่ทั่วโลกจับตาคำพิพากษาอดีตปธน.ยุน ซอกยอล สัปดาห์หน้า หลังอัยการขอลงโทษประหารชีวิต

ศาลกลางกรุงโซลได้ถ่ายทอดสดคำพิพากษาวันนี้ (12 ก.พ.) โดยตัดสินลงโทษจำคุก นายอี ซังมินอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นเวลา 7 ปี ในความผิดฐานมีบทบาทสำคัญในการก่อการกบฏ ร่วมกับอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024

นายอี ถือเป็นสมาชิกคณะรัฐมนตรีคนที่ 2 ที่ถูกตัดสินจำคุกต่อจากอดีตนายกรัฐมนตรี ฮัน ด็อกซู ที่ได้รับโทษจำคุกไปก่อนหน้านี้ถึง 23 ปี ในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวครั้งนี้

แม้ว่าทนายความพิเศษจะยื่นคำร้องขอให้ลงโทษจำคุก 15 ปี แต่ศาลตัดสินลงโทษ 7 ปี โดยพิจารณาจากพฤติการณ์หลายอย่าง ศาลชี้ว่าการประกาศกฎอัยการศึกของนายยุนเข้าข่ายการก่อการกบฏ และนายอีมีส่วนสนับสนุนโดยสั่งการให้สำนักงานดับเพลิงแห่งชาติปิดล้อมหน่วยงานสำคัญ นายอียังได้รับคำสั่งจากอดีตประธานาธิบดียุน ให้สั่งการตัดระบบไฟฟ้าและประปาของสำนักข่าวต่างๆ ที่นำเสนอเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในขณะนั้น

ศาลตัดสินว่าเขามีความผิดฐานโกหกภายใต้การสาบานตน เนื่องจากเคยปฏิเสธในระหว่างการพิจารณาคดีถอดถอนนายยุนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีก่อนว่า ตนไม่เคยได้รับคำสั่งหรือสั่งการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ศาลได้ยกฟ้องในข้อหาที่ระบุว่าเขาบังคับให้อดีตหัวหน้าหน่วยดับเพลิงกระทำการเกินอำนาจหน้าที่

ศาลระบุในคำวินิจฉัยว่า “การกระทำที่เป็นการกบฏทำลายคุณค่าหลักของระบอบประชาธิปไตย และการลงโทษหนักเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าความพยายามนั้นจะบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ก็ตาม” ขณะที่ตัวนายอีเองยังคงให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าเขาไม่มีส่วนร่วมในการวางแผน และการประกาศกฎอัยการศึกไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการกบฏ

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ในเกาหลีใต้ โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา อัยการพิเศษได้ยื่นบทลงโทษสูงสุดคือ “ประหารชีวิต” สำหรับอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ในฐานะผู้นำการก่อกบฏ ซึ่งศาลมีกำหนดการที่จะอ่านคำพิพากษาตัดสินชะตากรรมของนายยุนใน วันพฤหัสบดีหน้า

ตามรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้ นิยามของคำว่า “กบฏ” หมายถึงการกระทำที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดอำนาจรัฐออกจากส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของประเทศ หรือการก่อการจลาจลเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญ.

ที่มา Yonhap

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า ญี่ปุ่นยังลด

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า ญี่ปุ่นยังลด

12 ก.พ. 2569 14:30 น.

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า ญี่ปุ่นยังลด

บริษัทท่องเที่ยวในจีนเปิดเผยว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีนสัปดาห์หน้า ซึ่งยาวเป็นพิเศษถึง 9 วัน จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยจุดหมายปลายทางยอดนิยมครอบคลุมตั้งแต่รัสเซีย ออสเตรเลีย ไทย เกาหลีใต้ ไปจนถึงยุโรปเหนือ ขณะที่ญี่ปุ่นเริ่มสูญเสียความนิยม

บริษัทนำเที่ยวหลายแห่งเปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์หน้าซึ่งเป็นเทศกาลตรุษจีน หรือเทศกาลฤดูใบไม้ผลิตรงกับปีนักษัตร “ปีม้า” จะมีชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากปีนี้ทางการจีนประกาศวันหยุดยาวนานถึง 9 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ซึ่งยาวกว่าปกติ 1 วัน ส่งผลให้เกิดความคึกคักในการจับจ่ายใช้สอยทั้งในร้านค้า โรงภาพยนตร์ และร้านอาหาร

ทางการจีนคาดการณ์ว่าในช่วง “มหกรรมการเดินทาง 40 วัน” ของปีนี้ จะมีจำนวนผู้โดยสารเดินทางสูงถึง 9.5 พันล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจาก 9.02 พันล้านครั้งในปีที่ผ่านมา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหวังว่าวันหยุดที่ยาวขึ้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการท่องเที่ยวภายในประเทศและการเดินทางไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ ประเทศไทยกลับมาครองอันดับ 1 จุดหมายปลายทางยอดนิยมอีกครั้ง นายโจว เหว่ยหง ผู้บริหารบริษัทสปริงทัวร์ในนครเซี่ยงไฮ้ ระบุว่าสภาพอากาศที่อบอุ่นของไทยเป็นปัจจัยหลักที่ดึงดูดชาวจีนที่ต้องการหนีความหนาวเย็น

ส่วนรัสเซียยอดจองพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว หรือมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ผลจากการที่รัฐบาลรัสเซียประกาศยกเว้นวีซ่าให้ชาวจีนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะที่ออสเตรเลีย เว็บไซต์ Trip.com รายงานว่าการเดินทางระยะไกลฟื้นตัวชัดเจน โดยยอดนักท่องเที่ยวไปออสเตรเลียเพิ่มขึ้นกว่า 100% เช่นกัน

แม้จีนจะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ และความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ผลการศึกษาจาก McKinsey ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคชาวจีนหันมาให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินเพื่อ “ซื้อประสบการณ์” มากขึ้นแทนที่จะซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเหมือนในอดีต

ในทางกลับกัน ความนิยมในประเทศญี่ปุ่นกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองที่คุกรุ่นระหว่างสองประเทศ รวมถึงคำเตือนด้านความปลอดภัยจากรัฐบาลจีน ข้อมูลจาก Flight Master ระบุว่าเที่ยวบินระหว่างจีนและญี่ปุ่นในช่วงสัปดาห์วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ลดลงถึง 49.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว มีการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วกว่า 58 เส้นทางที่เคยเปิดให้บริการในช่วงตรุษจีนปีที่ผ่านมา สายการบินต่างๆ ต้องขยายมาตรการคืนเงินและเปลี่ยนตั๋วสำหรับเส้นทางญี่ปุ่นเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง

สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศ ชาวจีนยังคงแบ่งความนิยมเป็นสองทาง คือการไปพักผ่อนรับแดดที่เกาะไหหลำ หรือเลือกไปสัมผัสหิมะที่ภูเขาฉางไป๋ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ.

ที่มา Reuters

จับตา “คิม จูแอ” หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ เกาหลีเหนือวางตัวบุตรสาว “คิม” สืบทอดอำนาจ

จับตา "คิม จูแอ" หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ เกาหลีเหนือวางตัวบุตรสาว "คิม" สืบทอดอำนาจ

12 ก.พ. 2569 13:01 น.

จับตา “คิม จูแอ” หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ เกาหลีเหนือวางตัวบุตรสาว “คิม” สืบทอดอำนาจ

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ชี้ “คิม จูแอ” บุตรสาวของคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ถูกวางตัวเป็นทายาทผู้สืบทอดอำนาจอย่างเป็นทางการแล้ว เผยการปรากฏตัวในงานสำคัญและการใช้คำยกย่องระดับสูง เป็นหลักฐานยืนยันสถานะ “สายเลือดเพ็กตู” รุ่นถัดไป

สส. พัค ซุน-วอน และ สส. อี ซอง-กวึน กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (NIS) ได้เปิดเผยการประเมินดังกล่าวระหว่างการบรรยายสรุปแบบปิดต่อคณะกรรมการข่าวกรองของรัฐสภาวันนี้ (12 ก.พ.) โดยระบุว่าขณะนี้รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ “กำหนดตัวผู้สืบทอดอำนาจ” อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือ คิม จูแอ บุตรสาวของนายคิม จองอึน การวิเคราะห์นี้พิจารณาจากบทบาทของเธอที่โดดเด่นขึ้นอย่างมากในเหตุการณ์สำคัญระดับประเทศ

หน่วยข่าวกรองและนักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยหลายประการที่ยืนยันสถานะของเธอ โดยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สื่อของรัฐเผยภาพจูแอร่วมเคียงข้างบิดาไปสักการะศพของ คิม อิลซุง และ คิม จองอิล ณ วังสุริยะคึมซูซัน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้นำสูงสุด

นอกจากนั้น สื่อทางการเกาหลีเหนือเริ่มใช้คำว่า “ฮยางโด” (Hyangdo) หรือ “บุคคลผู้ยิ่งใหญ่แห่งการชี้นำ” ในการเรียกชื่อเธอ ซึ่งเป็นคำศัพท์เฉพาะที่สงวนไว้สำหรับผู้นำสูงสุดหรือผู้ที่จะขึ้นมาเป็นทายาทเท่านั้น

เธอปรากฏตัวครั้งแรกในปี 2022 ในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) และล่าสุดยังร่วมคณะเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งเป็นการสร้างตัวตนในระดับนานาชาติ

เกาหลีเหนือมีกำหนดจัดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ แผนการทหาร และเป้าหมายด้านนิวเคลียร์ในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดย NIS ระบุว่าจะติดตามบทบาทของคิม จูแอ และระดับพิธีการที่ได้รับอย่างใกล้ชิด

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจูแออาจได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่ง “เลขาธิการคนแรกของคณะกรรมการกลาง” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจมากเป็นอันดับ 2 รองจากผู้นำสูงสุด หากเกิดขึ้นจริงจะเป็นการประกาศสถานะทายาทอย่างเป็นทางการต่อหน้าสมาชิกพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ

ก่อนปี 2022 โลกแทบไม่เคยเห็นใบหน้าของจูแอ โดยมีเพียงคำยืนยันจากการบอกเล่าของ เดนนิส ร็อดแมน อดีตนักบาสเกตบอล NBA ที่เคยไปเยือนเกาหลีเหนือในปี 2013 และระบุว่าเขาได้อุ้มบุตรสาวของคิม จองอึน ในขณะนั้น แต่ปัจจุบันเธอกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกจับตามองในฐานะว่าที่ผู้นำหญิงคนแรกของประเทศที่ปกครองด้วยตระกูลคิมมานานหลายทศวรรษ.


ที่มา Yonhap

รัสเซียเดินหน้าบล็อก WhatsApp ตัดขาดผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคน บีบใช้แอปฯ รัฐเพื่อสอดแนม

รัสเซียเดินหน้าบล็อก WhatsApp ตัดขาดผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคน บีบใช้แอปฯ รัฐเพื่อสอดแนม

12 ก.พ. 2569 12:30 น.

รัสเซียเดินหน้าบล็อก WhatsApp ตัดขาดผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคน บีบใช้แอปฯ รัฐเพื่อสอดแนม

รัฐบาลรัสเซียยกระดับการควบคุมโลกออนไลน์ พยายามบล็อกการเข้าถึง “วอตส์แอป” (WhatsApp) ทั่วประเทศ ด้านบริษัทเมตา ชี้เป็นก้าวที่ถอยหลัง หวังบีบประชาชนกว่า 100 ล้านคนไปใช้แอปพลิเคชัน “Max” ของรัฐบาลที่ไร้ระบบเข้ารหัส เพื่อเอื้อต่อการสอดแนมและเซ็นเซอร์ทางการเมือง

บริษัทเมตา เจ้าของแพลตฟอร์ม “วอตส์แอป” (WhatsApp) เปิดเผยว่า ทางการรัสเซียได้พยายามดำเนินการบล็อกการใช้งาน WhatsApp อย่างเต็มรูปแบบภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่เข้มงวดขึ้นของรัฐบาลรัสเซียในการควบคุมแอปพลิเคชันส่งข้อความ โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน หน่วยงานกำกับดูแลของรัสเซียเพิ่งสั่งจำกัดการเข้าถึงเทเลแกรมเพิ่มเติม โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัย

ทาง WhatsApp ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า “ความพยายามในการตัดขาดผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคนจากการสื่อสารที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัย ถือเป็นก้าวที่ถอยหลัง และจะยิ่งทำให้ประชาชนในรัสเซียมีความปลอดภัยน้อยลง เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้ใช้งานยังคงสามารถเชื่อมต่อกันได้ต่อไป”

ความขัดแย้งนี้มีชนวนเหตุสำคัญมาจากรัสเซียได้ประกาศให้เมตา เป็น “องค์กรหัวรุนแรง” ตั้งแต่ปี 2022 ส่งผลให้อินสตาแกรมและเฟซบุ๊กถูกบล็อกไปก่อนหน้านี้ โดยใช้งานได้ผ่าน VPN เท่านั้น ทางการรัสเซียอ้างว่าทั้งวอตส์แอปและเทเลแกรม ปฏิเสธที่จะจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้งานชาวรัสเซียไว้ภายในประเทศตามที่กฎหมายกำหนด

สำนักข่าวทาสส์ของรัฐบาลรัสเซียรายงานว่าวอตส์แอป มีกำหนดจะถูกบล็อกอย่างถาวรภายในปี 2026 โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียยืนยันว่ามาตรการที่รุนแรงนี้ “มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง”

ทั้งนี้ ทางการรัสเซียกำลังพยายามผลักดันให้ประชาชนหันไปใช้แพลตฟอร์มที่รัฐพัฒนาขึ้นเองในชื่อ “Max” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ WeChat ของจีนที่เป็น “Super App” รวมบริการส่งข้อความและบริการภาครัฐไว้ด้วยกัน แต่จุดที่น่ากังวลคือแอปฯ นี้ “ไม่มีระบบเข้ารหัสข้อมูล”

ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา ทางการรัสเซียได้บังคับให้แอปฯ Max ต้องถูกติดตั้งมาพร้อมกับอุปกรณ์ใหม่ทุกเครื่องที่วางจำหน่ายในประเทศ รวมถึงบังคับให้พนักงานภาครัฐ ครู และนักเรียนต้องใช้งานแพลตฟอร์มนี้เท่านั้น

พาเวล ดูรอฟ ผู้ก่อตั้งเทเลแกรมชาวรัสเซีย แสดงทัศนะว่ารัฐบาลกำลังพยายามจำกัดเสรีภาพเพื่อบังคับให้ประชาชนใช้แอปฯ ของรัฐเพื่อการสอดแนมและการเซ็นเซอร์ทางการเมือง โดยเขาเปรียบเทียบกับกรณีของอิหร่านที่เคยพยายามแบนเทเลแกรม เพื่อดันแอปฯ ของรัฐ แต่ประชาชนก็มักจะหาทางเลี่ยงได้เสมอ พร้อมย้ำว่า “การจำกัดเสรีภาพของพลเมืองไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง”

ขณะนี้สถานการณ์ในรัสเซียยังคงตึงเครียด เนื่องจากประชาชนจำนวนมากต้องเร่งหาช่องทางสื่อสารทางเลือกท่ามกลางการปิดกั้นที่เข้มข้นขึ้นจากฝ่ายรัฐบาล.

ที่มา BBC