เกาหลีเหนือขู่ตอบโต้รุนแรง หากเกาหลีใต้ปล่อยโดรนล้ำแดนอีก

 เกาหลีเหนือขู่ตอบโต้รุนแรง หากเกาหลีใต้ปล่อยโดรนล้ำแดนอีก

13 ก.พ. 2569 10:14 น.

เกาหลีเหนือขู่ตอบโต้รุนแรง หากเกาหลีใต้ปล่อยโดรนล้ำแดนอีก

ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังเกาหลีเหนือออกคำเตือนว่าจะมีการตอบโต้อย่างรุนแรง หากตรวจพบโดรนจากเกาหลีใต้บินล้ำเขตแดนอีก ขณะที่รัฐบาลโซลอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นผ่านแถลงการณ์ของคิม โยจอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักข่าวทางการ KCNA ของกรุงเปียงยาง โดยระบุว่า การละเมิดอธิปไตยของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี จะนำไปสู่การตอบโต้รุนแรง

โดยเธอกล่าวว่า หากการยั่วยุเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เกาหลีเหนือจะตอบโต้อย่างสาสม พร้อมเสริมว่า ไม่ว่าผู้บงการจะเป็นหน่วยงานรัฐ บุคคล หรือองค์กรพลเรือน เปียงยางจะไม่ให้ความสนใจทั้งสิ้น

ทั้งนี้ เกาหลีเหนืออ้างว่าได้ยิงโดรนสอดแนมตกเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา พร้อมเผยภาพซากโดรนที่ติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพ และมีข้อมูลบันทึกภาพเป้าหมายสำคัญ รวมถึงพื้นที่ชายแดน

ด้านรัฐบาลกรุงโซลในเบื้องต้นปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าอาจเป็นการกระทำของภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม คณะทำงานร่วมทหาร-ตำรวจของเกาหลีใต้ประกาศเมื่อสัปดาห์นี้ว่า กำลังสอบสวนทหารประจำการ 3 นาย และเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง 1 ราย เพื่อตรวจสอบความจริงอย่างละเอียดแล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติ ชุง ดงยอง ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องการลดระดับความตึงเครียดกับเปียงยาง

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ มยอง ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว พยายามฟื้นความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ โดยวิจารณ์อดีตผู้นำสายแข็งอย่าง ยุน ซอก ยอล ว่าเคยใช้โดรนไร้คนขับโปรยใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านเปียงยางในปี 2024

นักวิเคราะห์มองว่า ถ้อยแถลงของคิม โย จอง สะท้อนว่าเปียงยางกำลังจับตาความเคลื่อนไหวในเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังเปราะบาง

ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่เกาหลีเหนือจะจัดการประชุมพรรคครั้งสำคัญปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจัดขึ้นราวทุก 5 ปี เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศ ยุทธศาสตร์การทหาร และแผนนิวเคลียร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้อนุมัติข้อยกเว้นให้มีการส่งอาหารและเวชภัณฑ์เข้าสู่เกาหลีเหนือเพิ่มเติม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ความเคลื่อนไหวนี้อาจปูทางสู่ความพยายามดึงเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่การเจรจานิวเคลียร์กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ

ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน จับกัปตันกลางทะเลเขตเศรษฐกิจพิเศษ จุดชนวนตึงเครียดรอบใหม่

ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน จับกัปตันกลางทะเลเขตเศรษฐกิจพิเศษ จุดชนวนตึงเครียดรอบใหม่

13 ก.พ. 2569 09:26 น.

ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน จับกัปตันกลางทะเลเขตเศรษฐกิจพิเศษ จุดชนวนตึงเครียดรอบใหม่

ทางการญี่ปุ่นยึดเรือประมงสัญชาติจีนและจับกุมกัปตันเรือวัย 47 ปี หลังไม่ยอมหยุดให้ตรวจสอบในเขตเศรษฐกิจพิเศษของญี่ปุ่น นอกจังหวัดนางาซากิ จุดชนวนความตึงเครียดระหว่างโตเกียวกับปักกิ่งรอบใหม่

สำนักงานประมงญี่ปุ่นระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้เรือลำดังกล่าวหยุดเพื่อตรวจสอบ แต่เรือไม่ปฏิบัติตามและพยายามหลบหนี จึงเข้าควบคุมตัวกัปตัน เหตุเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษของญี่ปุ่น ห่างจากเกาะเมชิมะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 165 กิโลเมตร โดยบนเรือมีลูกเรือรวม 11 คน ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ที่ญี่ปุ่นยึดเรือประมงจีน

ญี่ปุ่นและจีนมีข้อพิพาทด้านดินแดนหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะเซนกากุ หรือที่จีนเรียกว่าเตียวหยู ในทะเลจีนตะวันออก เหตุจับกุมกัปตันเรือประมงจีนในปี 2010 บริเวณดังกล่าว เคยลุกลามเป็นวิกฤตทางการทูตครั้งใหญ่ระหว่างสองประเทศ

สถานการณ์ล่าสุดยิ่งซับซ้อนขึ้น หลังนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงท่าทีว่า ญี่ปุ่นอาจพิจารณา แทรกแซงทางทหาร หากจีนใช้กำลังเข้ายึดไต้หวัน สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับปักกิ่ง

จีนยืนยันมาโดยตลอดว่าไต้หวันเป็นดินแดนของตน และไม่ปฏิเสธการใช้กำลังเพื่อรวมชาติ ขณะที่ประธานาธิบดีไต้หวันไล่ ชิงเต๋อให้สัมภาษณ์เตือนว่า หากจีนยึดไต้หวันได้ ประเทศถัดไปที่อาจตกอยู่ใต้แรงกดดันคือญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และชาติอื่นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

หลังคำกล่าวของทาคาอิจิ จีนเรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นเข้าพบ เตือนพลเมืองจีนเกี่ยวกับการเดินทางไปญี่ปุ่น และจัดซ้อมรบร่วมทางอากาศกับรัสเซีย นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังระบุว่า เครื่องบินขับไล่ J-15 จากเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงของจีน เคยล็อกเรดาร์ใส่อากาศยานญี่ปุ่นในน่านน้ำสากลใกล้เกาะโอกินาวะเมื่อเดือนธันวาคม

จีนยังเข้มงวดการส่งออกสินค้าที่อาจใช้ทางทหารมายังญี่ปุ่น รวมถึงมีรายงานระงับนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น และส่งแพนด้าสองตัวสุดท้ายกลับประเทศเมื่อเดือนที่ผ่านมา สะท้อนความสัมพันธ์ที่เย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ จีน-ญี่ปุ่น

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์

13 ก.พ. 2569 09:18 น.

ภาพถ่ายดาวเทียมเผย อิหร่านเสริมฐานใต้ดินใกล้โรงงานนิวเคลียร์

ภาพถ่ายดาวเทียมใหม่ชี้อิหร่านเสริมความแข็งแกร่งอุโมงค์ใต้ภูเขาใกล้แหล่งนิวเคลียร์ ท่ามกลางเจรจาสหรัฐฯ ตึงเครียด ด้านทรัมป์ขู่ใช้กำลังหากไม่ทำข้อตกลงใหม่

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ เผยรายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดระบุว่า อิหร่านกำลังเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานปฏิบัติการใต้ดินใกล้หนึ่งในโรงงานนิวเคลียร์ของประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ 

รายงานระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่าทางเข้าอุโมงค์บริเวณภูเขาโคลัง กาซ ลา หรือที่รู้จักในชื่อ “พิคแอกซ์ เมาน์เทน”  ถูกเสริมโครงสร้างให้แข็งแรงขึ้น ซึ่งทางผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า สถานที่แห่งนี้อาจถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องกิจกรรมเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หรืออุปกรณ์สำคัญที่เกี่ยวข้อง 

ขณะเดียวกัน ภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นสิ่งที่ดูเหมือนเป็นคอนกรีตใหม่ที่ถูกเททับบริเวณทางเข้าอุโมงค์แห่งหนึ่งของพิคแอกซ์ เมาน์เทน โดยนักวิเคราะห์เห็นพ้องกันว่า มีการใช้รถปั๊มคอนกรีตในพื้นที่แห่งนี้ 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง รวมถึงยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเริ่มใช้งานแล้วหรือไม่ ขณะที่ขณะที่อิหร่านยืนยันมาโดยตลอดว่า โครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อสันติ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ากำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

โดยความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่อิหร่านกับสหรัฐฯ ดำเนินต่อเนื่อง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม หากอิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงใหม่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์

ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์เคยกล่าวว่า อิหร่านอาจต้องใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็จะสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ และได้สั่งโจมตีทางอากาศต่อโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดิน 3 แห่ง ระหว่างความขัดแย้ง 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ทรัมป์อ้างว่า การโจมตีดังกล่าวได้ทำลายล้าง ขีดความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านกำลังพิจารณาจัดตั้งสถานที่แห่งใหม่.

ที่มา BBC

เมืองอเบอร์ดีนได้รับแสงแดดแล้ว ครั้งแรกในรอบ 21 วัน

เมืองอเบอร์ดีนได้รับแสงแดดแล้ว ครั้งแรกในรอบ 21 วัน

13 ก.พ. 2569 05:11 น.

เมืองอเบอร์ดีนได้รับแสงแดดแล้ว ครั้งแรกในรอบ 21 วัน

ในที่สุดเมืองอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ ก็ได้เห็นแสงแดดแล้ว หลังจากมีเมฆปกคลุมต่อเนื่องยาวนานถึง 21 วัน ทำลายสถิติไม่เจอแดดนานที่สุดของเมืองแห่งนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมืองอเบอร์ดีนในสกอตแลนด์ ได้รับแสงแดดเป็นครั้งแรกในรอบ 21 วัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 หลังจากที่ผ่านมา เมืองแห่งนี้ถูกเมฆหนาทึบปกคลุมมาตลอด ทำให้นี่ถือเป็นช่วงเวลาไร้แสงแดดที่ยาวนานที่สุดในพื้นที่นี้นับตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยาเริ่มบันทึกข้อมูลในปี 2500

แสงแดดส่องลงมายังเมืองแห่งนี้ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ม.ค. และในที่สุดผู้อยู่อาศัยในเมืองแห่งนี้ก็ได้ยลโฉมดวงอาทิตย์ในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันพฤหัสบดี

กรมอุตุนิยมวิทยายืนยันว่ามีการบันทึกแสงแดดอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 30 นาที ในพื้นที่เมืองไดซ์ ชานเมืองอเบอร์ดีน จนถึงเวลาประมาณ 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม กรมอุตุฯ ประกาศเตือนภัยหิมะและน้ำแข็งระดับ “สีเหลือง” ทั่วสกอตแลนด์ในช่วงข้ามคืนวันเดียวกันด้วย

เคท ฟินเลย์ วัย 21 ปี กล่าวว่าเธอดีใจมากที่ในที่สุดก็ได้เห็นแสงแดดในเมืองอเบอร์ดีน “บอกตามตรงว่ามันแปลกมาก สิ่งแรกที่ฉันทำตอนออกมาจากอพาร์ตเมนต์คือส่งข้อความหาเพื่อนว่า “พวกเธอ แดดออกแล้ว” มันแปลกจริงๆ ค่ะ ฉันเปิดม่านออกมาแล้วก็คิดว่า “โอ้ รู้สึกสว่างกว่าเดิม” แล้วพอออกไปข้างนอกก็เห็นท้องฟ้าสีฟ้า บอกตรงๆ ว่าฉันตกใจมาก”

“มันค่อนข้างยากลำบากจริงๆ ค่ะ การที่ต้องติดอยู่ในบ้านเพราะอากาศชื้นแฉะ เราไม่อยากเดินไปไหนหรือทำอะไรมากนัก” ฟินเลย์กล่าว “มันค่อนข้างน่าหดหู่ค่ะ ดีใจมาก ๆ ที่ในที่สุดแดดก็กลับมา”

ทั้งนี้ พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์เผชิญหิมะตกหนักในช่วง 10 วันแรกของปี 2569 ตั้งแต่นั้นมา ฝนก็ตกลงมาแทบไม่หยุดเลย

มีปริมาณฝนตกในเมืองอะบอยน์ (Aboyne) ในแคว้นอะเบอร์ดีนเชียร์ (Aberdeenshire) มากกว่า 277 มม. ในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนประมาณ 4 เท่า

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลจาก “ระบบสภาพอากาศปิดกั้น” (Blocked weather pattern) คือสภาวะที่ระบบความกดอากาศสูงหรือต่ำขนาดใหญ่หยุดนิ่งอยู่กับที่เหนือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเวลานานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ส่งผลให้ระบบสภาพอากาศอื่นๆ เคลื่อนตัวผ่านไม่ได้และต้องอ้อมไปรอบๆ ทำให้พื้นที่นั้นเผชิญกับสภาพอากาศเดิมๆ อย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

13 ก.พ. 2569 03:22 น.

ทรัมป์เพิกถอนอำนาจของ EPA ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งยกเลิกคำวินิจฉัยยุคโอบามา ที่ว่าก๊าซเรือนกระจกเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นรากฐานของข้อบังคับต่างๆ เพื่อควบคุมก๊าซที่ทำให้โลกร้อน โดยคาดว่าจะมีการต่อสู้ทางกฎหมายนานหลายปี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกคำวินิจฉัยสำคัญทางวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นในยุคของ บารัค โอบามา ที่ระบุว่า ก๊าซเรือนกระจกเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นรากฐานของปฏิบัติการของรัฐบาลกลางทั้งหมด ในการควบคุมก๊าซที่ทำให้โลกร้อน

“ผลการวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตราย” (endangerment finding) ซึ่งออกครั้งแรกในปี 2552 ระบุว่าก๊าซเรือนกระจก 6 ชนิด สามารถจัดเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ภายใต้กฎหมายอากาศบริสุทธิ์ (Clean Air Act)

กฎหมายดังกล่าวเป็นรากฐานอำนาจของสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (EPA) ในการจำกัดมลพิษที่ทำให้โลกร้อนจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ โรงไฟฟ้า และยานพาหนะ มาตั้งแต่รัฐบาลโอบามา และถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดของรัฐบาลกลางในการจัดการกับมลพิษทางสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ต่อวิกฤตการณ์ระดับโลกนี้

“เรากำลังยุติสิ่งที่เรียกว่า “ผลการวินิจฉัยเรื่องความเสี่ยงอันตราย” อย่างเป็นทางการ” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าว โดยเรียกคำวินิจฉัยนี้ว่า “หายนะ” และย้ำว่าการยกเลิกกฎระเบียบเหล่านี้ “ไม่เกี่ยวกับสุขภาพของสาธารณชนเลย”

“ทั้งหมดนี้เป็นการหลอกลวง เป็นการหลอกลวงครั้งใหญ่” ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี “นี่เป็นการปล้นประเทศโดยโอบามาและไบเดน”

นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์จะสรุปการยกเลิกกฎระเบียบต่างๆ ที่ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะ เนื่องจากกฎระเบียบเหล่านั้นมีที่มาจากผลการวินิจฉัยดังกล่าว

ภายใต้อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน EPA ได้พยายามกระชับมาตรฐานเหล่านั้นเพื่อกระตุ้นให้อุตสาหกรรมรถยนต์ผลิตรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น แต่นายทรัมป์ได้ย้อนคืนความพยายามดังกล่าวไปแล้ว หลังจากเขาได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้งเมื่อปีก่อน

การยกเลิกคำวินิจฉัยนี้จะทำให้รัฐบาลสามารถเพิกถอนกฎระเบียบอื่นๆ ที่ลดมลพิษทางสภาพภูมิอากาศจากการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าและการดำเนินงานด้านน้ำมันและก๊าซได้ง่ายขึ้น แม้ว่ากฎเหล่านั้นจะต้องใช้กระบวนการทางกฎระเบียบแยกต่างหากในการเพิกถอนก็ตาม

ตามรายงานของสำนักข่าว CNN เหตุผลที่รัฐบาลทรัมป์ใช้ในการเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว ซึ่งระบุไว้ในข่าวประชาสัมพันธ์ของ EPA นั้น อาศัยข้อโต้แย้งทางกฎหมาย มากกว่าการปฏิเสธข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง

หน่วยงานโต้แย้งว่ารัฐบาลโอบามาและไบเดนใช้อำนาจตามกฎหมายเกินขอบเขต เมื่อพวกเขาใช้กฎหมายอากาศบริสุทธิ์ (Clean Air Act) ในการควบคุมมลพิษทางสภาพภูมิอากาศ

ความเคลื่อนไหวนี้ต่างจากเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ที่ EPA เสนอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยโดยอ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยที่จัดทำขึ้นอย่างเร่งรีบ โดยผู้มีความคิดเห็นต่อเรื่องสภาพภูมิอากาศเพียง 5 คน ตั้งคำถามถึงความรุนแรงของผลกระทบทางภูมิอากาศ เช่น ไฟป่า ความร้อนสุดขั้ว และพายุที่รุนแรงขึ้น

แทนที่จะย้ำจุดยืนเดิมในวันพฤหัสบดี EPA ยุคทรัมป์ได้สรุปในข่าวประชาสัมพันธ์ว่า กฎหมายอากาศบริสุทธิ์ “ไม่ได้ให้อำนาจตามกฎหมายแก่ EPA” ในการกำหนดมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานพาหนะ “รวมถึงเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก” ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมายให้กับผลการวินิจฉัยฯ และกฎระเบียบอื่นๆ ที่ออกตามมา

ทั้งนี้ การประกาศเพิกถอนคำวินิจฉัยฯ ของรัฐบาลทรัมป์ จะต้องส่งเรื่องไปยังชั้นศาลเพื่อตัดสิน ซึ่งอาจใช้เวลานานหลายปี และอาจต้องต่อสู้ทางกฎหมายไปจนถึงศาลสูงสุดของประเทศ

นายเจฟฟ์ โฮล์มสเตด ทนายความด้านพลังงานจากสำนักงานกฎหมาย Bracewell และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ EPA ในยุครัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช เตือนว่า หากการเพิกถอนของรัฐบาลทรัมป์ได้รับการรับรองในชั้นศาล EPA ในอนาคตจะไม่มีอำนาจในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกต่อไป

ด้านนายลี เซลดิน ผู้บริหาร EPA ซึ่งแต่งตั้งโดยนายทรัมป์ กล่าวว่า EPA ไม่มีอำนาจในการควบคุมมลพิษบางประเภท เว้นแต่รัฐสภาจะผ่านกฎหมายให้อนุญาตอย่างชัดเจน

“หากรัฐสภาไม่อนุญาต EPA ก็ไม่ควรทำ” เซลดินกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี “หากรัฐสภาต้องการให้ EPA ควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะอย่างเข้มงวด รัฐสภาก็สามารถบัญญัติเป็นกฎหมายอย่างชัดเจนได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

13 ก.พ. 2569 02:07 น.

อดีตนายกฯ นอร์เวย์ โดนตั้งข้อหาคอร์รัปชัน โยงเจฟฟรีย์ เอปสตีน

อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ถูกตั้งข้อหาคอร์รัปชันอย่างร้ายแรง หลังสหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน ชุดล่าสุดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 12 ก.พ. 2569 ว่า นายธอร์บยอร์น จักลันด์ อดีตนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ถูกตั้งข้อหา “ทุจริตอย่างร้ายแรง” จากความสัมพันธ์ของเขากับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำผิดคดีทางเพศผู้ล่วงลับ หลังสหรัฐฯ เปิดเผยเอกสารชุดล่าสุดเกี่ยวกับคดีของชายคนนี้ออกมา

นายจักลันด์ถูกตั้งข้อหาหลังจากสภายุโรปเพิกถอนความคุ้มครองของเขา ซึ่งเขาได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ทางการทูตในอดีต โดยทนายความของอดีตนายกฯ นอร์เวย์ผู้นี้ ระบุว่า ลูกความของเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับการสืบสวน

อีเมลที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยออกมาดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่า นายจักลันด์วางแผนที่จะไปเยือนบ้านของเอปสตีนทั้งแบบส่วนตัวและแบบครอบครัว ในปารีส, นิวยอร์ก และที่เมืองปาล์มบีช ทั้งที่มหาเศรษฐีรายนี้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กไปแล้ว โดยที่ดูเหมือนว่านายเอปสตีนจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมของนอร์เวย์ (Økokrim) ได้เข้าตรวจค้นทรัพย์สินสามแห่งของนายจักลันด์ และคาดว่าเขาจะถูกสอบปากคำในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ นายจักลันด์เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ในช่วงปี 2539-2540 เขายังเคยเป็นประธานคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ และเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภายุโรปนานนับทศวรรษด้วย

นายจักลันด์ได้รับความคุ้มครองทางการทูตจากการดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภายุโรป ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในยุโรป โดยความคุ้มครองดังกล่าวจะคุ้มครองเขาจากข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำผิดใดๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการดำรงตำแหน่งเลขาธิการฯ ในปี 2552-2562

หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมของนอร์เวย์ ได้ร้องขอให้สภาเพิกถอนความคุ้มครองของเขา หลังจากเปิดการสอบสวนเมื่อต้นเดือนนี้เกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตอย่างร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2554-2561

นายจักลันด์ยังเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าเขาขอความช่วยเหลือจากเอปสตีนในการขอสินเชื่อธนาคาร แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และตำรวจก็ยังไม่ยืนยันว่า กรณีนี้ถูกรวมอยู่ในข้อกล่าวหาทุจริตอย่างร้ายแรงของเขาหรือเปล่า

การที่ชื่อปรากฏอยู่ในแฟ้มเอกสาร Epstein files ซึ่งได้รับการเปิดเผยโดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ไม่ได้บ่งชี้ถึงการกระทำความผิดใดๆ

อนึ่ง ชื่อของนักการเมือง คนดัง และราชวงศ์มากมาย ปรากฏพัวพันอยู่ในเอกสารคดีของนายเอปสตีน ซึ่งประกอบด้วยอีเมลส่วนตัว รูปภาพ และรายงานของ FBI นับล้านฉบับ ที่สหรัฐฯ เผยแพร่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหญิงเมตเต-มาริต, นักการทูต โมนา ยูล, เจ้าชายแอนดรูว์, บิล เกตส์ และคนอื่นๆ อีกมากมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียยืนยัน สั่งแบน WhatsApp อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

รัสเซียยืนยัน สั่งแบน WhatsApp อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

13 ก.พ. 2569 00:04 น.

รัสเซียยืนยัน สั่งแบน WhatsApp อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย

รัสเซียยืนยันสั่งแบน WhatsApp แล้ว อ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่า รัฐบาลกำลังพยายามบีบให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้แอปท้องถิ่นอย่าง MAX แทน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 รัฐบาลรัสเซียออกมายืนยันว่า พวกเขาปิดกั้นการเข้าถึงแอปพลิเคชัน WhatsApp บริการส่งข้อความยอดนิยม ภายในดินแดนของรัสเซียแล้ว โดยกล่าวหาว่าบริการดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ใช้งานชาวรัสเซียกว่า 100 ล้านคน เปลี่ยนไปใช้แอปทางเลือกในประเทศแทน

มอสโกพยายามมานานหลายเดือนที่จะเปลี่ยนให้ผู้ใช้งานชาวรัสเซียหันไปใช้ MAX ซึ่งเป็นบริการส่งข้อความของรัสเซียเองซึ่งไม่มีการเข้ารหัสแบบ end-to-end ทำให้นักเคลื่อนไหวมองว่า แอปนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อการสอดแนมได้

“สำหรับการบล็อก WhatsApp… ได้มีการตัดสินใจและดำเนินการดังกล่าวจริง” ดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินบอกกับผู้สื่อข่าว และว่า WhatsApp ไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามบรรทัดฐานและข้อบังคับของกฎหมายรัสเซีย

นายเปสคอฟบอกอีกว่า “MAX เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ เป็นแอปส่งข้อความที่กำลังพัฒนา และเป็นแอปส่งข้อความระดับชาติ และเป็นทางเลือกที่มีอยู่ในตลาดสำหรับประชาชน”

ด้าน WhatsApp ซึ่งเป็นของ Meta ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียของสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า พวกเขาเชื่อว่ารัสเซียกำลังพยายามบล็อกบริการของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ เพื่อบีบให้ผู้ใช้งานเปลี่ยนไปใช้ MAX

“การพยายามแยกผู้ใช้งานกว่า 100 ล้านคนออกจากการสื่อสารที่เป็นส่วนตัวและปลอดภัย ถือเป็นความล้าหลัง และจะนำไปสู่การลดลงของความปลอดภัยสำหรับผู้คนในรัสเซียเท่านั้น” แถลงการณ์ระบุ “เรายังคงทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อให้ผู้ใช้งานยังคงเชื่อมต่อกันได้”

ทั้งนี้ ชื่อโดเมนบางชื่อที่เกี่ยวข้องกับ WhatsApp ได้หายไปจากทะเบียนชื่อโดเมนแห่งชาติของรัสเซียแล้ว หมายความว่าอุปกรณ์ภายในรัสเซียหยุดรับที่อยู่ IP จากแอป และจะเข้าถึงได้โดยใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) เท่านั้น

ปฏิกิริยาของผู้คนในรัสเซียมีหลากหลาย ทั้งคนที่ไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลอะไร และคนที่ไม่พอใจ

“พูดตรงๆ ฉันมองว่าเรื่องนี้ในแง่ลบ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการละเมิดสิทธิทางรัฐธรรมนูญของเรา เนื่องจากมันเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเลือก” หญิงสาวซึ่งเปิดเผยเพียงชื่อว่า แอนนา กล่าว

ขณะที่หญิงอีกคนชื่อ เอเลนา บอกกับสื่อว่า เธอไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา เพราะยังมีแอปส่งข้อความอื่นๆ อีก ส่วนหญิงอีกคนชื่อ อาลีโอนา ระบุว่า เธอจะพยายามใช้ WhatsApp โดยเปิด VPN ต่อไปให้นานที่สุดก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้ MAX

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

12 ก.พ. 2569 23:00 น.

รัฐบาลสหรัฐฯ ลั่น การปราบผู้อพยพในมินนิโซตา ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว

ผู้คุมนโยบายชายแดนของทรัมป์เผยว่า ปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพในมินนิโซตาใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยย้ำว่า ปฏิบัติการนี้ทำให้มีผู้กระทำผิดพักพิงอยู่ในมินนิโซตาน้อยลง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ. 2569 นาย ทอม โฮแมน ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายชายแดน (border czar) ของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า การปราบปรามผู้อพยพอย่างหนักในรัฐมินนิโซตา ซึ่งนำไปสู่การกักตัวผู้คนจำนวนมาก, การประท้วง และมีผู้เสียชีวิต 2 ศพ กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว

“ผลจากความพยายามของเราในที่นี้ มินนิโซตาได้กลายเป็นรัฐที่เป็นที่พักพิงของผู้กระทำความผิดน้อยลงแล้ว” โฮแมนกล่าวในงานแถลงข่าว “ผมได้เสนอ และประธานาธิบดี (โดนัลด์) ทรัมป์ ได้เห็นชอบ ให้ยุติปฏิบัติการกวาดล้างนี้”

ด้านนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาจากพรรคเดโมแครต กล่าวเมื่อวันอังคารว่า เขาคาดว่าปฏิบัติการ Metro Surge ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม จะสิ้นสุดลงภายใน “ไม่กี่วัน ไม่ใช่กี่สัปดาห์หรือกี่เดือน” โดยอ้างอิงจากการสนทนาของเขากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์

หน่วยงานรัฐบาลกลางระบุว่า การกวาดล้างของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส-เซนต์พอล ส่งผลให้มีการจับกุมผู้คนมากกว่า 4,000 คน

แม้ว่ารัฐบาลทรัมป์จะเรียกผู้ถูกจับกุมว่า “คนต่างด้าวผิดกฎหมายที่เป็นอาชญากรอันตราย” แต่ผู้ถูกจับกุมจำนวนมากไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อน นอกจากนั้น มีเด็กและพลเมืองสหรัฐฯ หลายคนถูกกักตัวเอาไว้ด้วยเช่นกัน

“ปฏิบัติการกวาดล้างนี้กำลังทำให้มินนีแอโพลิสปลอดภัยขึ้น” โฮแมนกล่าว “ผมขอพูดอีกครั้งว่า มินนิโซตากลายเป็นรัฐที่เป็นที่พักพิงของผู้กระทำความผิดน้อยลงแล้ว”

ทั้งนี้ นายโฮแมนถูกส่งมารับช่วงต่อปฏิบัติการในมินนิโซตาเมื่อปลายเดือนมกราคม หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจากรัฐบาลกลางยิงพลเรือนเสียชีวิต 2 ศพ ท่ามกลางกระแสต่อต้านและคำถามเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานของปฏิบัติการปราบปรามนี้

นายโฮแมนประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลาง 700 นายจะออกจากมินนิโซตาทันที แต่จะคงเหลือเจ้าหน้าที่เอาไว้ในมินนิโซตาอีกราว 2,000 นาย

แต่ล่าสุดในวันพฤหัสบดี นายโฮแมนกล่าวว่า การถอนกำลังเริ่มขึ้นแล้วในสัปดาห์นี้และจะดำเนินต่อไปในสัปดาห์หน้า โดยตัวเขาวางแผนที่จะอยู่ในมินนิโซตาต่อไปเพื่อควบคุมการถอนกำลัง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

12 ก.พ. 2569 21:26 น.

ไทย-สวิสจัดพิธี มอบโบราณวัตถุ 11 ชิ้น คืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

(ภาพจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น)

สถานทูตไทย ณ กรุงเบิร์น กับเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ จัดพิธีมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้น กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเตรียมส่งกลับไทยเพื่อตรวจสอบและขึ้นทะเบียนสมบัติของชาติ

อรัญญา มิลเลอร์ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำสวิตเซอร์แลนด์ รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น จัดพิธีมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้น กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตฯ

นางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น เป็นผู้แทนไทยในการรับมอบ และนาง ฟาเบียนน์ บารากา (Fabienne Baraga) หัวหน้าหน่วยงานเชี่ยวชาญด้านการส่งมอบทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ภายใต้สำนักงานวัฒนธรรมแห่งสหพันธ์รัฐสวิส กระทรวงมหาดไทยสวิส เป็นผู้แทนฝ่ายสวิสในการมอบโบราณวัตถุจำนวน 11 ชิ้นดังกล่าว

โบราณวัตถุทั้ง 11 ชิ้น ได้รับการส่งมอบผ่านทางการสวิสด้วยความสมัครใจจากผู้ครอบครองที่ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งมีความประสงค์จะส่งคืนสิ่งของล้ำค่าทางประวัติศาสตร์เหล่านี้กลับสู่ถิ่นกำเนิด และเบื้องต้นคาดว่า อาจมีแหล่งที่มาจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมบ้านเชียง

การส่งมอบในครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของมิตรภาพอันแน่นแฟ้น และความร่วมมือทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ และแสดงถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม โดยมีหน่วยงานและผู้แทนจากทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศสวิส และผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทยสวิส รวมถึงคนไทยในสวิตเซอร์แลนด์ที่มาร่วมแสดงความยินดี

ทั้งนี้หลังจากพิธีรับมอบ สถานเอกอัครราชทูตฯ จะจัดส่งโบราณวัตถุทั้งหมดกลับคืนสู่ประเทศไทย เพื่อส่งต่อให้กรมศิลปากรดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดทางวิชาการและเพื่อการอนุรักษ์ ขึ้นทะเบียนสมบัติของชาติ และเพื่อพิจารณาจัดแสดงให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติได้ศึกษาเรียนรู้สืบไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

บราซิล ประเทศล่าสุด ขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน

บราซิล ประเทศล่าสุด ขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน

12 ก.พ. 2569 15:29 น.

บราซิล ประเทศล่าสุด ขีดเส้นตายสั่ง Grok หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจารใน 5 วัน

ทางการบราซิลเอาจริงแล้ว สั่งให้แชทบอตปัญญาประดิษฐ์ “Grok” หยุดสร้างภาพ Deepfake เชิงอนาจาร พร้อมขู่ฟ้องร้องและสั่งปรับหากไม่ปฏิบัติตามคำสั่งภายในเวลา 5 วัน

วานนี้ (11 ก.พ.) ทางการบราซิลได้ออกคำสั่งให้แอปพลิเคชันเครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยม X สั่งระงับแชทบอต “Grok” จากการสร้างภาพดีฟเฟคเชิงอนาจาร โดยบราซิลเป็นประเทศล่าสุดที่ออกมาบีบให้มหาเศรษฐีพันล้านเจ้าของแอปฯ นายอีลอน มัสก์ เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดจากเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ชิ้นนี้

ประเทศแรกที่มีการออกมาตรการตอบโต้เรื่องนี้คือประเทศอินโดนีเซียที่ได้สั่งระงับการใช้งาน Grok ไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในขณะที่สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ยืนยันที่จะเดินหน้ากดดันมหาเศรษฐีรายนี้ต่อไป หลังจากพบว่าแชทบอตดังกล่าวได้สร้างภาพอนาจารของผู้หญิงและเด็กออกมาเป็นจำนวนมาก

หน่วยงานอัยการสูงสุดของบราซิล ร่วมด้วย องค์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแห่งชาติ (ANPD) และสำนักงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคแห่งชาติ (Senacon) ระบุว่าทางการบราซิลให้เวลา X เพียง 5 วัน ในการดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการใช้ Grok ผลิตเนื้อหาทางเพศหรือภาพเชิงอีโรติกของเด็กและเยาวชน รวมไปถึงผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ให้ความยินยอม  หาก X ไม่สามารถปฎิบัติตามคำสั่งนี้ได้ ทางการบราซิลอาจดำเนินในขั้นต่อไปด้วยการฟ้องร้องและสั่งปรับ

แม้ X จะอ้างว่าได้ลบโพสต์ไปแล้วหลายพันรายการ รวมถึงได้ระงับบัญชีผู้ใช้ไปอีกหลายร้อยบัญชี หลังจากได้รับคำเตือนจากบราซิลเมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ใช้ยังคงสามารถสร้างภาพดีปเฟคเชิงอนาจารโดย Grok ได้อยู่ ทางการบราซิลจึงได้ตำหนิถึงการจัดการปัญหาของ X ที่ขาดความโปร่งใส

แรงกดดันที่มีต่อ xAI บริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ นายอีลอน มัสก์ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนี่อง ด้วยสาเหตุจากฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Spicy Mode หรือ โหมดร้อนแรง ที่ผู้ใช้สามารถสร้างภาพดีปเฟคซึ่งส่อไปในเชิงเพศได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่พิมพ์คำสั่ง เช่น “ให้เธอสวมบิกินี่” หรือ “ถอดเสื้อผ้าเธอออก” เพียงเท่านั้น

ศูนย์ต่อต้านความเกลียดชังทางดิจิทัล (CCDH) ประเมินว่า ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน Grok ได้สร้างภาพเชิงอนาจารของผู้หญิงและเด็กไปแล้ว กว่า 3 ล้านภาพ.

ที่มา: AFP

อ่านข่าวเกี่ยวกับแชตบอท Grok ได้ ที่นี่