พบรอยเท้าไดโนเสาร์อายุ 166 ล้านปี ยาวกว่า 200 เมตรในเหมืองอังกฤษ

พบรอยเท้าไดโนเสาร์อายุ 166 ล้านปี ยาวกว่า 200 เมตรในเหมืองอังกฤษ

15 ต.ค. 2568 11:03 น.

พบรอยเท้าไดโนเสาร์อายุ 166 ล้านปี ยาวกว่า 200 เมตรในเหมืองอังกฤษ

นักบรรพชีวินวิทยาพบแนวรอยเท้าไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ หรือ ซอโรพอด ในเหมืองหินที่มณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ สหราชอาณาจักร มีความยาวรวมกว่า 220 เมตร ถือเป็นร่องรอยไดโนเสาร์ที่ยาวและสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในทวีปยุโรป โดยการค้นพบครั้งนี้ได้มอบเบาะแสสำคัญในการทำความเข้าใจการเคลื่อนที่ของสัตว์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้

ทีมนักวิจัยจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์จำนวนหลายร้อยรอยที่เหมืองหินเดวาร์สฟาร์ม ใกล้เมืองบิสเตอร์ มณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ ขณะดำเนินการขุดหินปูน ซึ่งรอยเท้าเหล่านี้ถูกระบุว่าเป็นของไดโนเสาร์ตระกูลซอโรพอด (Sauropod) หรือไดโนเสาร์กินพืชสี่เท้าคอยาวและหางยาว ขนาดราว 16 เมตร และน้ำหนักอาจถึง 10 ตัน

หนึ่งในรอยทางที่พบมีความยาวกว่า 220 เมตร ประกอบด้วยรอยเท้าเกือบ 100 รอย แต่ละรอยมีขนาดกว้างราว 1 เมตร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเกิดจากไดโนเสาร์สายพันธุ์ Cetiosaurus ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนี้เมื่อราว 171–165 ล้านปีก่อน พร้อมพบรอยเท้า 3 นิ้วบางส่วนซึ่งอาจเป็นของไดโนเสาร์กินเนื้อในกลุ่มเมกาโลซอร์ (Megalosaur)

ดร.ดันแคน เมอร์ด็อก จากพิพิธภัณฑ์ฯ ระบุว่า รอยเท้าเหล่านี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคำนวณขนาดและความเร็วในการเคลื่อนที่ของไดโนเสาร์ได้ โดยจากระยะก้าวและสัดส่วนของรอยเท้า พบว่าไดโนเสาร์คอยาวเหล่านี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วราว 4–5 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 6.4-8 กม./ชม.) หรือเทียบเท่าความเร็วเดินของมนุษย์ทั่วไป

เมื่อราว 166 ล้านปีก่อน พื้นที่ซึ่งเป็นมณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ในปัจจุบันมีภูมิอากาศคล้ายรัฐฟลอริดาหรือบาฮามาสในยุคใหม่ เป็นพื้นที่ทะเลตื้นและโคลนตมที่โผล่พ้นน้ำเป็นช่วง ๆ ไดโนเสาร์ยักษ์ใช้เส้นทางนี้เพื่อข้ามระหว่างเกาะต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ในทะเลภายใน

ศาสตราจารย์เคียร์สตี เอดการ์ จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมกล่าวว่า “นี่เป็นการค้นพบที่หายากมากในสหราชอาณาจักร เนื่องจากส่วนใหญ่เราพบรอยเท้าในพื้นที่ชายฝั่งขนาดเล็ก แต่ที่นี่กลับเป็นแหล่งรอยทางขนาดใหญ่ที่ให้ภาพรวมชีวิตของไดโนเสาร์ในยุคจูราสสิกได้อย่างชัดเจน”

ขณะนี้ทีมนักวิจัยกำลังบันทึกรายละเอียดของรอยเท้าอย่างละเอียดก่อนจะทำการฝังกลบเพื่อป้องกันการเสียหาย และยังไม่มีแผนเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนเข้าชมในระยะใกล้ อย่างไรก็ตาม มีการหารือร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและบริษัทผู้ดำเนินกิจการเหมืองเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการขุดสำรวจเพิ่มเติมในอนาคต.

ที่มา Independent

มหาดไทยกัมพูชานั่งไม่ติด อ้างชาวเกาหลีใต้ 80 คนที่ถูกคุมตัว ปฏิเสธจะเดินทางกลับประเทศ

มหาดไทยกัมพูชานั่งไม่ติด อ้างชาวเกาหลีใต้ 80 คนที่ถูกคุมตัว ปฏิเสธจะเดินทางกลับประเทศ

15 ต.ค. 2568 10:55 น.

มหาดไทยกัมพูชานั่งไม่ติด อ้างชาวเกาหลีใต้ 80 คนที่ถูกคุมตัว ปฏิเสธจะเดินทางกลับประเทศ

มหาดไทยกัมพูชารีบแถลงแก้ตัว ขณะนี้คุมตัวชาวเกาหลีใต้ไว้ 80 คน แต่ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศเอง พร้อมลงคลิปหญิงเกาหลีใต้อย่างน้อย 2 คน พูดยืนยันว่าพวกเธออาศัยในกัมพูชาอย่างสงบสุข

หลังจากที่กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ออกมาเปิดเผยว่า ยังมีพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่สูญหายและไม่ทราบชะตากรรมอีกราว 80 ราย และกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพของชาวเกาหลีใต้ที่อาจถูกหลอกลวงเข้าไปในกัมพูชาล่าสุด กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาได้ออกมาเคลื่อนไหวต่อประเด็นดังกล่าว

โดยในเพจเฟซบุ๊ก กระทรวงมหาดไทยกัมพูชา มีการโพสต์คลิปของนาย ทัช สุขะ โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ที่ออกมาแถลงเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 80 คนที่ขณะนี้ถูกกรมตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชาควบคุมตัวไว้ แต่ชาวเกาหลีใต้เหล่านี้ปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ แม้ว่าเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้จะติดต่อพวกเขาแล้วก็ตาม  โดยระบุว่าเขาไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้สูญหาย 80 คนตามที่สื่อเกาหลีใต้รายงานนั้น เป็นกลุ่มเดียวกับที่กรมตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัวอยู่หรือไม่

ขณะเดียวกัน ในเฟซบุ๊กของกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาก็ได้ลงแถลงการณ์ชี้แจงต่อประเด็นที่ชาวเกาหลีใต้ถูกฆาตกรรม โดยระบุว่าตร.กัมพูชาสามารถจับกุมชาวจีนได้อย่างน้อย 3 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมดังกล่าว และกำลังจัดทำหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการให้แก่เกาหลีใต้ต่อไป

นอกจากนี้ยังมีการโพสต์คลิปของผู้หญิงชาวเกาหลีใต้ 2 คน ที่อ้างว่าพวกเธออยู่ในกัมพูชามานาน และใช้ชีวิตและทำงานอย่างสงบสุข ไม่ได้เผชิญกับเรื่องราวที่น่ากลัว เหมือนกับที่เป็นข่าว แต่ก็มีชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตว่า พวกเธอออกมาพูดด้วยความจริงใจ หรือเป็นการพูดตามบทที่มีการวางเอาไว้ให้หรือไม่.

ที่มา : FB กระทรวงมหาดไทยกัมพูชา

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

มาเลเซียสั่งปิดรร.หลายพื้นที่ทั่วประเทศ หลังพบไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก นร.ติดเชื้อป่วยกว่า 6,000 คน

มาเลเซียสั่งปิดรร.หลายพื้นที่ทั่วประเทศ หลังพบไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก นร.ติดเชื้อป่วยกว่า 6,000 คน

15 ต.ค. 2568 10:11 น.

มาเลเซียสั่งปิดรร.หลายพื้นที่ทั่วประเทศ หลังพบไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก นร.ติดเชื้อป่วยกว่า 6,000 คน

มาเลเซียสั่งปิดโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ หลังพบไข้หวัดใหญ่ระบาดหนัก นร.ติดเชื้อป่วยกว่า 6,000 คน พบคลัสเตอร์เพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่าในหนึ่งสัปดาห์

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 นายโมห์ด อาซัม อาหมัด อธิบดีกรมการศึกษาของมาเลเซีย เปิดเผยว่า มีนักเรียนทั่วประเทศราว 6,000 คนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ทำให้หลายโรงเรียนต้องสั่งปิดชั่วคราวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในหมู่เด็กและบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่ทางการได้เตรียมแนวทางรับมือ โดยย้ำให้โรงเรียนกลับมาใช้มาตรการป้องกันโรคติดเชื้อที่เคยใช้ช่วงโควิด-19 อาทิ สวมหน้ากากอนามัย และลดกิจกรรมรวมกลุ่มขนาดใหญ่ของนักเรียน พร้อมระบุว่าการติดเชื้อเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

ด้านกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานคลัสเตอร์ไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 97 จุด จาก 14 จุดในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่พบในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก โดยที่รัฐสลังงอร์ มีจำนวนคลัสเตอร์มากที่สุด 43 จุด รองลงมาคือ กัวลาลัมเปอร์และปุตราจายา 15 จุด  ปีนัง 10 จุด  ยะโฮร์ 9 จุด และ เกดะห์ 5 จุด

ขณะเดียวกันนาย รัฐมนตรีสาธานาธิสุขมาเลเซีย ระบุว่าจะหารือกับกระทรวงศึกษาเพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการควบคุมการระบาดในสถานศึกษา โดยเน้นให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กและบุคลากรเป็นหลัก.

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ค้ามนุษย์หลอกเหยื่อทั่วโลกสูญ 5 แสนล้านบาท

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ค้ามนุษย์หลอกเหยื่อทั่วโลกสูญ 5 แสนล้านบาท

15 ต.ค. 2568 09:22 น.

อังกฤษ-สหรัฐฯ คว่ำบาตรสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา ค้ามนุษย์หลอกเหยื่อทั่วโลกสูญ 5 แสนล้านบาท

อังกฤษ-สหรัฐฯ จับมือคว่ำบาตร “Prince Group” เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชา บังคับแรงงานให้หลอกลงทุนคริปโตและโรแมนซ์สแกม ยึดบิตคอยน์ได้ 127,000 เหรียญ มูลค่ากว่า 14,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 รัฐบาลอังกฤษ และสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ต่อเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินกิจการ “ศูนย์หลอกลวงออนไลน์” (scam centers) ขนาดใหญ่ โดยใช้แรงงานที่ถูกค้ามนุษย์มาบังคับให้ก่ออาชญากรรมออนไลน์

รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยว่า ศูนย์เหล่านี้ตั้งอยู่ในกัมพูชา เมียนมา และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยจะโพสต์โฆษณางานปลอมเพื่อหลอกเหยื่อให้มาทำงาน ก่อนถูกบังคับให้หลอกลวงออนไลน์ เช่น แกล้งทำความรู้จักเหยื่อในรูปแบบรักออนไลน์ แล้วชักชวนให้ลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตปลอม ซึ่งสร้างความเสียหายไปทั่วโลก

นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเหล่านี้กำลังทำลายชีวิตของผู้คนจำนวนมาก และนำเงินสกปรกไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในลอนดอนเพื่อฟอกเงิน 

ทางด้านกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า การคว่ำบาตรครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาค โดยพุ่งเป้าไปยังบุคคลกว่า 146 คนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม “Prince Group” ซึ่งอังกฤษก็ได้คว่ำบาตรเช่นกัน

รายงานข่าวระบุว่า รายชื่อที่ถูกคว่ำบาตรประกอบด้วยบุคคลและนิติบุคคลรวม 12 ราย หนึ่งในนั้นคือนายเฉิน จื้อ มหาเศรษฐีเชื้อสายจีน-กัมพูชา วัย 38 ปี ประธานกลุ่ม Prince Group ซึ่งถูกสหรัฐฯ ตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกงผ่านระบบสื่อสาร และฟอกเงิน ตามหมายฟ้องจากศาลรัฐบาลกลางในบรู๊กลิน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา

ทางด้านอัยการสหรัฐฯระบุว่า นายเฉินและพวกได้จัดตั้งค่ายแรงงานบังคับในกัมพูชา กักขังผู้คนไว้เพื่อให้ทำการหลอกลงทุนคริปโต โดยต่อมานำเงินที่ได้ไปฟอกผ่านธุรกิจพนันออนไลน์และเหมืองขุดคริปโต โดยทางการสหรัฐฯ ได้ยึดบิตคอยน์กว่า 127,271 เหรียญ มูลค่าราว 14,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 520,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ.

สลด ไฟไหม้โรงงานสิ่งทอบังกลาเทศ แก๊สเคมีระเบิดคร่าชีวิตคนงาน 16 ศพ

สลด ไฟไหม้โรงงานสิ่งทอบังกลาเทศ แก๊สเคมีระเบิดคร่าชีวิตคนงาน 16 ศพ

15 ต.ค. 2568 08:50 น.

สลด ไฟไหม้โรงงานสิ่งทอบังกลาเทศ แก๊สเคมีระเบิดคร่าชีวิตคนงาน 16 ศพ

เกิดเหตุสลด ไฟไหม้โรงงานสิ่งทอในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ คร่าชีวิตคนงานแล้วอย่างน้อย 16 ศพ เจ้าหน้าที่เผยมีการระเบิดในโกดังเคมี ปล่อยแก๊สพิษแพร่ไปยังอาคารข้างเคียง

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่โรงงานผลิตเสื้อผ้าและโกดังเก็บสารเคมี ในย่านเมียร์ปูร์ ในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ราย และบาดเจ็บอีกหลายคน ตามรายงานของหน่วยดับเพลิงและกู้ภัยบังกลาเทศ

พันโท โมฮัมหมัด ตาจูล อิสลาม เชาดูรี ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของกรมดับเพลิงและป้องกันพลเรือน เปิดเผยว่า เพลิงเริ่มลุกไหม้จากชั้น 3 ของอาคารสูง 7 ชั้น ซึ่งเป็นส่วนของโรงงานเสื้อผ้า ก่อนลามไปยังโกดังเก็บสารเคมีที่อยู่ติดกัน และเกิดการระเบิด ส่งผลให้มีการปล่อยแก๊สพิษรั่วไหลไปทั่วพื้นที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากการสูดดมแก๊ส โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้ในช่วงเย็นวันเดียวกัน แต่ภารกิจค้นหาผู้รอดชีวิตยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ บังกลาเทศถือเป็นประเทศผู้ผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน มีแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ราว 4 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง โดยอุตสาหกรรมสิ่งทอสร้างรายได้กว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และยุโรป อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมนี้มีมาตรฐานความปลอดภัยที่ย่ำแย่ และมักเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้และอาคารถล่มอยู่บ่อยครั้ง จากปัญหาการละเมิดกฎหมายก่อสร้างและการขาดการตรวจสอบที่เข้มงวด.

ฮามาสส่งศพตัวประกัน 4 รายคืน ขณะที่อิสราเอลขู่หากส่งไม่ครบ พร้อมตอบโต้ทันที

ฮามาสส่งศพตัวประกัน 4 รายคืน ขณะที่อิสราเอลขู่หากส่งไม่ครบ พร้อมตอบโต้ทันที

15 ต.ค. 2568 08:47 น.

ฮามาสส่งศพตัวประกัน 4 รายคืน ขณะที่อิสราเอลขู่หากส่งไม่ครบ พร้อมตอบโต้ทันที

กองทัพอิสราเอลยืนยันว่ากลุ่มฮามาสได้ส่งมอบศพของตัวประกันชาวอิสราเอลเพิ่มอีก 4 ราย คืนให้กับอิสราเอลเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมขู่หากฮามาสถ่วงเวลาส่งตัวประกันมาไม่ครบ จะตอบโต้ทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลออกคำเตือนชัดเจนว่าจะ จำกัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่ฉนวนกาซา หากฮามาสไม่ส่งคืนศพของตัวประกันทั้งหมด 28 รายที่ยังคงสูญหาย โดยก่อนหน้านี้ฮามาสได้ส่งตัวประกันกลับคืนแล้ว 24 ราย แบ่งเป็น 20 รายที่ยังมีชีวิตอยู่และ 4 รายที่เสียชีวิต

ขณะเดียวกัน กาชาดยังยืนยันว่า ได้ส่งมอบศพชาวปาเลสไตน์ 45 รายที่ถูกควบคุมตัวในอิสราเอล กลับคืนสู่ฉนวนกาซาเมื่อวันอังคารเช่นกัน

แผนหยุดยิงทรัมป์ส่อสะดุด

ข้อตกลงหยุดยิงที่เสนอโดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอิสราเอลและฮามาสต่างตอบรับ กำหนดให้กระบวนการส่งมอบตัวประกันทั้งหมด 48 รายแล้วเสร็จภายในเที่ยงวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ตัวประกันที่ยังมีชีวิตทั้งหมดถูกส่งคืนแล้ว แต่ปัญหาค้างคาเรื่อง ศพของอีก 20 ราย กำลังกลายเป็นจุดเดือดทางการเมืองและมนุษยธรรม

โฆษกกองทัพอิสราเอลแถลงว่าฮามาสต้องปฏิบัติตามข้อตกลงและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวประกันทั้งหมดกลับคืนสู่ครอบครัวของพวกเขาเพื่อการฝังศพอย่างสมเกียรติ ด้านรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลเตือนว่า หากฮามาส จงใจหลีกเลี่ยงหรือถ่วงเวลา จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง และอิสราเอลจะตอบโต้ทันที

เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุเพิ่มเติมว่า การส่งความช่วยเหลือและการเปิดด่านชายแดนราฟาห์กับอียิปต์ถูกชะลอไว้ชั่วคราว เนื่องจากฮามาสยังไม่ส่งคืนศพตัวประกันครบตามที่ตกลงไว้

ด้านฮามาสอ้างว่า การค้นหาศพผู้เสียชีวิตเป็นเรื่องยาก เนื่องจากบางส่วนถูกฝังหรือสูญหายจากการสู้รบในกาซา ซึ่งสอดคล้องกับสำเนาข้อตกลงที่สื่ออิสราเอลเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งระบุว่า ฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นอาจไม่สามารถค้นหาศพทั้งหมดได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ภาระอันใหญ่หลวงได้ถูกยกออกไปแล้ว แต่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น! ศพของผู้เสียชีวิตยังไม่ถูกส่งคืนตามสัญญา! ขั้นตอนที่สองเริ่มต้นตอนนี้”

ภายใต้แผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์ สหรัฐฯ อ้างว่าได้ปล่อยนักโทษและผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์เกือบ 2,000 คน เพื่อแลกกับการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 ปี

ข้อตกลงหยุดยิงเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้นำหลายประเทศร่วมลงนามกับทรัมป์ รวมถึงอียิปต์ กาตาร์ และตุรกี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ย ขณะที่ผู้นำอิสราเอลและฮามาสไม่ได้เข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม เหตุปะทะยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยรายงานจาก BBC และสำนักข่าววาฟา ระบุว่า มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 7 คนในวันอังคาร จากการโจมตีของอิสราเอลในพื้นที่กาซาตะวันออกและข่านยูนิส

ตามแผนของสหรัฐฯ ฉนวนกาซาจะถูกบริหารโดย คณะกรรมการชั่วคราวของผู้เชี่ยวชาญชาวปาเลสไตน์ ภายใต้การกำกับของ “คณะกรรมการสันติภาพ” ก่อนจะส่งมอบอำนาจคืนให้รัฐบาลปาเลสไตน์ (PA) หลังผ่านการปฏิรูป

แต่สิ่งที่ยังต้องเจรจากันอย่างยืดเยื้อคือ การถอนทหารอิสราเอล, การปลดอาวุธฮามาส, และอนาคตการปกครองของกาซา ซึ่งฮามาสยืนยันชัดว่า จะไม่ปลดอาวุธจนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ สงครามในกาซาที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023 หลังฮามาสบุกโจมตีภาคใต้ของอิสราเอล คร่าชีวิตประชาชนกว่า 1,200 คน และจับตัวประกันไป 251 ราย นับจนถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาแล้วกว่า 67,000 ราย ตามข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฮามาส.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตัวประกันอิสราเอล

ก.คลังสหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

ก.คลังสหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

15 ต.ค. 2568 06:26 น.

ก.คลังสหรัฐฯ ตัด Huione Group จากระบบการเงิน ชี้เป็นศูนย์กลางฟอกเงิน

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศตัดกลุ่มบริษัท Huione Group ของกัมพูชาออกจากระบบการเงินสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าบริษัทนี้เป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) และเครือข่ายบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางการเงิน (FinCEN) ภายใต้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนา (FCDO) ของสหราชอาณาจักร ร่วมกันจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรม ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พลเมืองสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ผ่านการหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน

FinCEN ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายใต้มาตรา 311 ของกฎหมาย USA PATRIOT Act เพื่อตัดกลุ่ม Huione Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทบริการทางการเงินที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา ออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ เนื่องจากกลุ่มบริษัทนี้ทำการฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงและการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลให้แก่ผู้กระทำความผิดทางไซเบอร์มานานหลายปีแล้ว

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการฉ้อโกงข้ามชาติได้สร้างความเสียหายแก่พลเมืองอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ ทำให้เงินเก็บทั้งชีวิตหายไปในไม่กี่นาที”

“กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการเพื่อปกป้องชาวอเมริกันด้วยการปราบปรามแก๊งหลอกลวงจากต่างประเทศ ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางและพันธมิตรระหว่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร กระทรวงการคลังจะยังคงเป็นผู้นำในการดำเนินความพยายามเพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากอาชญากรผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านี้ต่อไป”

ทั้งนี้ ตามรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Huione Group ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำคัญในการฟอกเงินที่ได้จากการโจรกรรมไซเบอร์ฝีมือเกาหลีเหนือ และเพื่อองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (TCO) กลุ่มต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ก่อเหตุหลอกลวงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) และการหลอกลวงอื่น ๆ

ที่สำคัญคือ Huione Group ได้ฟอกเงินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายเป็นมูลค่าอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเดือนสิงหาคม 2564 ถึงมกราคม 2568 และจากเงินผิดกฎหมายมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ดังกล่าว Huione Group ได้ฟอกเงินสกุลเงินดิจิทัลมูลค่าอย่างน้อย 37 ล้านดอลลาร์ ที่มาจากการโจรกรรมไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ

ด้วยการตัดสินใจขั้นสุดท้ายนี้ สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหรัฐฯ จะถูกห้ามไม่ให้เปิดหรือรักษาบัญชีตัวแทน (correspondent accounts) ให้แก่หรือในนามของ Huione Group และต้องดำเนินการตามสมควรเพื่อไม่ให้ดำเนินการธุรกรรมสำหรับบัญชีตัวแทนของสถาบันธนาคารต่างประเทศในสหรัฐฯ หากธุรกรรมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ Huione Group เพื่อป้องกันไม่ให้ Huione Group เข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ โดยทางอ้อม

ในวันเดียวกันนี้ สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ได้กำหนดให้กลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว และได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอย่างครอบคลุม ต่อเป้าหมาย 146 ราย ภายใน Prince Group ซึ่งเป็นเครือข่ายที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา นำโดย เฉิน จื้อ พลเมืองกัมพูชา

เครือข่ายนี้ดำเนินกิจการอาชญากรรมข้ามชาติ ผ่านการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์มุ่งเป้าไปที่ชาวอเมริกันและบุคคลอื่น ๆ ทั่วโลก โดยมีศูนย์หลอกลวงมากมายในกัมพูชา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : treasury.gov

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

15 ต.ค. 2568 05:39 น.

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ ปธ.บริษัท Prince Group เปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา

สหรัฐฯ ฟ้องยึดทรัพย์ประธานบริษัท Prince Group เป็นบิตคอยน์มูลค่ากว่า 4.9 แสนล้านบาท ฐานเปิดศูนย์หลอกลวงในกัมพูชา ทั้งบังคับใช้แรงงานและฉ้อโกงเงินดิจิทัล มีเหยื่อทั่วโลก

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 กระทรวงยุติธรรมยื่นฟ้องนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group (Prince Group) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา เพื่อขอให้ริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุด มูลค่าประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในรูปแบบ Bitcoin ที่อยู่ในการดูแลของสหรัฐฯ

คำฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองบรูคลิน รัฐนิวยอร์ก กล่าวหานาย เฉิน จื้อ หรือที่รู้จักกันในชื่อ วินเซนต์ ผู้ถือสัญชาติสหราชอาณาจักรกับกัมพูชา และมีเชื้อสายจีน วัย 37 ปี ในข้อหา สมคบคิดฉ้อโกงทางโทรศัพท์ และสมคบคิดฟอกเงิน จากการสั่งให้กลุ่ม Prince Group เปิดฐานหลอกลวงบังคับใช้แรงงานไปทั่วกัมพูชา

บุคคลที่ถูกกักขังไว้ในฐานที่มั่นดังกล่าวมีส่วนร่วมใน แผนการฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Pig Butchering” (หลอกเชือดหมู) ขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากเหยื่อในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก โดยขณะนี้จำเลยยังอยู่ระหว่างการหลบหนี

ในวันอังคาร สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตตะวันออกของนิวยอร์ก และแผนกความมั่นคงแห่งชาติของกระทรวงยุติธรรม ยังได้ยื่นฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อ ริบทรัพย์สินของนายเฉิน เป็น Bitcoin ประมาณ 127,271 เหรียญบิตคอยน์ ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท)

โดย Bitcoin เหล่านี้เป็นเงินที่ได้มาและเป็นเครื่องมือในการฉ้อโกงและการฟอกเงินของจำเลย ปัจจุบันเงินทุนเหล่านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ อายัดเอาไว้แล้ว โดยการฟ้องร้องครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินการริบทรัพย์สินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม

น.ส.พาเมลา บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ และนายทอดด์ บลานเช รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า “การดำเนินการในวันนี้ถือเป็นหนึ่งในการโจมตีครั้งสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อมหันตภัยของการค้ามนุษย์และการฉ้อโกงทางการเงินที่ใช้ไซเบอร์เป็นเครื่องมือในระดับโลก”

“ด้วยการทำลายอาณาจักรอาชญากรรมที่สร้างขึ้นจากการหลอกลวงและการบังคับใช้แรงงาน เรากำลังส่งสารที่ชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาจะใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีเพื่อปกป้องเหยื่อ กู้คืนทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป และนำตัวผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มเปราะบางมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เราขอขอบคุณสำหรับการทำงานอย่างหนักของผู้อำนวยการ พาเทล (ผอ.FBI) และเจ้าหน้าที่ชายหญิงของ FBI ทุกคน”

แถลงการณ์ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุอีกว่า นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา นายเฉิน จื้อ หรือจำเลยในคดีนี้ เป็นผู้ก่อตั้งและประธานของ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในกัมพูชาที่ดำเนินกิจการธุรกิจหลายสิบแห่งในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก

Prince Group นั้นตั้งเป้าหมายหลักในด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และบริการผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม จำเลยและผู้บริหารระดับสูงได้ดำเนินการอย่างลับๆ ขยาย Prince Group ให้กลายเป็นหนึ่งใน “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

ภายใต้การสั่งการของจำเลย Prince Group ได้ทำกำไรมหาศาลจากการ ดำเนินการฐานที่มั่นของแก๊งหลอกลวง ทั่วกัมพูชา ซึ่งกระทำการ ฉ้อโกงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

แผนการของ Prince Group มุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก รวมถึงใน สหรัฐอเมริกา ด้วยความช่วยเหลือจากเครือข่ายท้องถิ่นที่ทำงานในนามของ Prince Group เครือข่ายหนึ่งได้ดำเนินการอยู่ใน บรูคลิน นครนิวยอร์ก และอำนวยความสะดวกในการโอนเงินที่ฉ้อโกงและการฟอกเงินหลายล้านดอลลาร์ในนามของ Prince Group จากเหยื่อกว่า 250 ราย ในนิวยอร์กและทั่วประเทศ

Prince Group ยังลักลอบนำแรงงานหลายร้อยชีวิตเข้ามาในกัมพูชา และบังคับให้พวกเขาใช้ทำงานหลอกลวง ในศูนย์ต่างๆ และบ่อยครั้งที่พวกเขาถูกข่มขู่ด้วยการใช้ความรุนแรง ศูนย์หลอกลวงดังกล่าวประกอบด้วย หอพักขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงและลวดหนาม และทำหน้าที่เป็น ค่ายที่บังคับใช้แรงงานด้วยความรุนแรง

จำเลยมีส่วนร่วมโดยตรงในการ บริหารจัดการฐานที่มั่นของแก๊งหลอกลวง และเก็บรักษาบันทึกที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แต่ละแห่ง มีบัญชีติดตามผลกำไรและบันทึกว่าแผนการฉ้อโกงใดดำเนินการจากสถานที่ใดบ้าง

จำเลยยังเก็บเอกสารที่อธิบายและแสดงภาพ “ฟาร์มโทรศัพท์” (phone farms) ในฐานที่มั่น ซึ่งเป็นศูนย์บริการทางโทรศัพท์อัตโนมัติที่ใช้โทรศัพท์หลายพันเครื่องและหมายเลขโทรศัพท์มือถือหลายล้านหมายเลขเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินแผนการฉ้อโกงต่างๆ

จำเลยยังมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการ ใช้ความรุนแรงต่อบุคคลที่อยู่ภายในค่ายบังคับใช้แรงงาน และครอบครองรูปภาพวิธีการใช้ความรุนแรงของ Prince Group ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึง การทุบตีและวิธีการทรมานอื่น ๆ จำเลยได้สื่อสารโดยตรงกับผู้ใต้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการทุบตีบุคคลที่ “ก่อปัญหา” โดยในกรณีหนึ่งได้ระบุเจาะจงว่าเหยื่อ ไม่ควรถูก “ทุบตีจนตาย”

เพื่อดำเนินแผนการฉ้อโกงเหล่านี้ จำเลยและเครือข่ายใกล้ชิดของผู้บริหารระดับสูงของ Prince Group ได้ใช้ อิทธิพลทางการเมือง ของตนในหลายประเทศต่าง ๆ เพื่อปกป้ององค์กรอาชญากรรมของตน และได้ ติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกขัดขวางจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

หลังจากนั้น พวกเขาได้ ฟอกเงินที่ได้จากการฉ้อโกง ผ่านปฏิบัติการฟอกเงินอย่างเป็นมืออาชีพและผ่านเครือข่ายกิจการธุรกิจที่ดูเหมือนจะถูกต้องตามกฎหมายของ Prince Group เอง ซึ่งรวมถึง การพนันออนไลน์และการขุดสกุลเงินดิจิทัล

จำเลยและผู้สมรู้ร่วมคิดนำเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมบางส่วนไปใช้เพื่อ การเดินทางและความบันเทิงต่างๆ ซื้อ ทรัพย์สินฟุ่มเฟือยมากมายเช่น นาฬิกา เรือยอชต์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว บ้านพักตากอากาศ ของสะสมราคาสูง และงานศิลปะหายาก ซึ่งรวมถึง ภาพวาดของปิกัสโซ ที่ซื้อผ่านโรงประมูลในนครนิวยอร์ก

หากถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีเหล่านี้ จำเลยจะต้องโทษจำคุกสูงสุด 40 ปี

อนึ่ง ในวันเดียวกันนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกำหนดให้กลุ่ม Prince Group เป็น องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และ ประกาศมาตรการคว่ำบาตร ต่อจำเลย ตลอดจนบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายราย สำหรับบทบาทของพวกเขาในการกระทำผิดกฎหมาย

นอกจากนั้น สำนักงานต่างประเทศ เครือจักรภพ และการพัฒนาของสหราชอาณาจักร ก็ประกาศมาตรการคว่ำบาตรด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : justice.gov

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน ตอบโต้ไม่ซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน ตอบโต้ไม่ซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

15 ต.ค. 2568 04:28 น.

ทรัมป์สุมไฟอีก ขู่ยุติทำธุรกิจบางอย่างกับจีน ตอบโต้ไม่ซื้อถั่วเหลืองสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่จะยุติการทำธุรกิจกับจีนในบางเรื่อง รวมถึงการนำเข้าน้ำมันปรุงอาหาร เพื่อตอบโต้ที่จีนจงใจไม่ซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ

เมื่อวันอังคารที่ 14 ต.ค. 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความเติมเชื้อไฟในสงครามการค้ากับจีนให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศจะตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน 100% จนทำให้ตลาดเงินคริปโตปั่นป่วนอย่างหนัก ก่อนที่เขากับรองประธานาธิบดีจะพยายามผ่อนคลายสถานการณ์

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์ซึ่งโพสต์บน Truth Social ระบุว่า “ผมเชื่อว่าการที่จีนจงใจไม่ซื้อถั่วเหลืองของเรา และก่อให้เกิดความยากลำบากต่อเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองของเรานั้น ถือเป็นการกระทำที่เป็นปรปักษ์ทางเศรษฐกิจ”

“เรากำลังพิจารณาที่จะยุติการทำธุรกิจกับจีน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันปรุงอาหาร และองค์ประกอบทางการค้าอื่น ๆ เพื่อเป็นการตอบโต้ ตัวอย่างเช่น เราสามารถผลิตน้ำมันปรุงอาหารเองได้อย่างง่ายดาย เราไม่จำเป็นต้องซื้อจากจีน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial / @realDonaldTrump

ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์ หลัง ปธน.หนีออกจากประเทศ

ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์ หลัง ปธน.หนีออกจากประเทศ

15 ต.ค. 2568 04:01 น.

ทหารประกาศยึดอำนาจในมาดากัสการ์ หลัง ปธน.หนีออกจากประเทศ

ทหารหน่วยพิเศษในมาดากัสการ์ ประกาศยึดอำนาจอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากประธานาธิบดีหลบหนีออกจากประเทศ ตามหลังการประท้วงของกลุ่มคนเจนซี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หน่วยทหารพิเศษในประเทศมาดากัสการ์ประกาศในวันอังคารที่ 14 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาได้ยึดอำนาจจากประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา แล้ว หลังจากผู้นำรายนี้หลบหนีออกจากประเทศ เนื่องจากการประท้วงใหญ่ของกลุ่มคนเจนซี (Gen Z) ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

พันเอก ไมเคิล รันดรีอานิรินา ผู้บัญชาการหน่วย CAPSAT กล่าวขณะยืนอยู่ด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อวันอังคารว่า กองทัพจะจัดตั้งรัฐบาลและจะจัดการเลือกตั้งภายในสองปี นอกจากนี้ เขายังได้สั่งระงับการทำงานของสถาบันประชาธิปไตยที่สำคัญหลายแห่ง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วย

พันเอกรันดรีอานิรินากล่าวอีกว่า ผู้ประท้วงที่เป็นคนรุ่น Gen Z จะมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก “ขบวนการนี้ถูกสร้างขึ้นบนท้องถนน ดังนั้นเราจึงต้องเคารพข้อเรียกร้องของพวกเขา”

ขณะนี้ทั้งทหารและผู้ประท้วงต่างเฉลิมฉลองกับการขับไล่ประธานาธิบดี อันดรี ราโจเอลินา ที่ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จ โดยมีประชาชนหลายพันคนโบกธงอยู่ในกรุงอันตานานาริโว ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมาดากัสการ์

CAPSAT ย่อมาจาก Personnel Administration and Technical and Administrative Services Corps (กองบริหารงานบุคคลและบริการด้านเทคนิคและการบริหาร) ซึ่งเป็นหน่วยทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในมาดากัสการ์ โดยพวกเขาเคยสนับสนุนนายราโจเอลินาขึ้นสู่อำนาจมาแล้วในปี 2552 แต่ตัดสินใจเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ศาลรัฐธรรมนูญของมาดากัสการ์ได้แต่งตั้ง พันเอก รันดรีอานิรินา เป็นผู้นำคนใหม่ของประเทศ แม้ว่าจะมีแถลงการณ์จากสำนักงานประธานาธิบดีที่ระบุว่า นายราโจเอลินายังคงเป็นผู้นำประเทศอยู่ และประณามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “ความพยายามก่อรัฐประหาร”

ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า นายราโจเอลินาอยู่ที่ใด แต่เขาระบุในแถลงการณ์ผ่านวิดีโอว่า อยู่ใน “สถานที่ปลอดภัย” พร้อมกล่าวอ้างว่ามีความพยายามลอบสังหารตัวเขาโดย “บุคลากรทางทหารและนักการเมือง” แต่หน่วย CAPSAT ได้ปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ประธานาธิบดีถูกนำตัวออกนอกประเทศโดยเครื่องบินทหารของฝรั่งเศสเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย

ทั้งนี้ ความไม่สงบในมาดากัสการ์เริ่มขึ้นเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน หลังจากกลุ่มชุมนุมซึ่งนำโดยเหล่าเยาวชนได้เริ่มประท้วงต่อต้านปัญหาการขาดแคลนน้ำและไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ

การประท้วงบานปลายอย่างรวดเร็ว สะท้อนความไม่พอใจเป็นวงกว้างต่อรัฐบาลของราโจเอลินาในเรื่องอัตราการว่างงานที่สูง การทุจริตที่แพร่หลาย และวิกฤตค่าครองชีพ

ผู้ประท้วงได้ปะทะกับกองกำลังความมั่นคง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 100 คน อ้างอิงจากรายงานขององค์การสหประชาชาติ แม้ว่ารัฐบาลมาดากัสการ์จะปฏิเสธตัวเลขเหล่านี้ โดยระบุว่าอ้างอิงจาก “ข่าวลือและข้อมูลที่ผิด” ก็ตาม ก่อนที่หน่วย CAPSAT จะประกาศเข้าร่วมกับผู้ประท้วง

ประธานาธิบดี ราโจเอลินา เคยถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับมาดากัสการ์ เขาก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่ออายุเพียง 34 ปี ทำให้ได้รับตำแหน่งผู้นำที่อายุน้อยที่สุดในแอฟริกา และปกครองประเทศอยู่ 4 ปี ก่อนจะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหลังการเลือกตั้งในปี 2561

แต่นายราโจเอลินาสูญเสียความนิยม หลังจากเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการเล่นพรรคเล่นพวกและการทุจริต ซึ่งเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้น

แม้ว่าอำนาจดูเหมือนจะหลุดมือไปจากเขาแล้ว แต่เขาก็ยังคงพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ โดยนายราโจเอลินาพยายามที่จะยุบสภาแห่งชาติ ก่อนที่ฝ่ายค้านจะสามารถลงมติถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีฐาน “ละทิ้งหน้าที่” แต่ความพยายามนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ

เมื่อวันอังคาร (14 ต.ค. 2568) สมาชิกรัฐสภาลงมติถอดถอนราโจเอลินาด้วยคะแนนเสียง 130 เสียง ต่อบัตรเปล่า 1 เสียง แม้แต่สมาชิกพรรค “อีร์มาร์” (Irmar) ของเขาเองก็ยังลงคะแนนอย่างท่วมท้นเพื่อถอดถอนเขาเช่นกัน

นายราโจเอลินาปฏิเสธผลการลงมติดังกล่าว โดยกล่าวว่ามัน “เป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย”

หลายประเทศออกมาแสดงท่าทีต่อการยึดอำนาจในมาดากัสการ์ โดยสหภาพแอฟริกา (AU) เตือนทหารเรื่อง “การเข้าแทรกแซง” ในกิจการทางการเมืองของมาดากัสการ์ และปฏิเสธ “ความพยายามใด ๆ ในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

ส่วนนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น “น่ากังวลอย่างยิ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc