เวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์ หลังผู้นำฝ่ายค้านซิวโนเบลสันติภาพ

เวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์ หลังผู้นำฝ่ายค้านซิวโนเบลสันติภาพ

15 ต.ค. 2568 03:16 น.

เวเนซุเอลาปิดสถานทูตในนอร์เวย์ หลังผู้นำฝ่ายค้านซิวโนเบลสันติภาพ

รัฐบาลเวเนซุเอลาสั่งปิดสถานทูตในกรุงออสโล ของนอร์เวย์ หลังจากคณะกรรมการโนเบล เลือกผู้นำฝ่ายค้าน ศัตรูทางการเมืองของผู้นำเวเนซุเอลา เป็นผู้รับรางวัลสาขาสันติภาพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลเวเนซุเอลาประกาศในวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาจะปิดสถานทูตของตนเองในกรุงออสโล เมืองหลวงของประเทศนอร์เวย์ เพียงไม่กี่วันหลังจากที่นาง มาริอา โกรินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ในแถลงการณ์ของรัฐบาลเวเนซุเอลา พวกเขาไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับรางวัลของมาชาโด แต่ระบุว่า การตัดสินใจปิดสถานทูตเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างงานบริการด้านต่างประเทศ

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของนอร์เวย์ยืนยันว่า ทางการเวเนซุเอลาปิดสถานทูตของตนเองในกรุงออสโลโดยไม่ได้ให้เหตุผลใด ๆ

คณะกรรมการโนเบลในกรุงออสโลได้มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่นางมาชาโดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อยกย่องสำหรับ “การทำงานอย่างไม่ย่อท้อในการส่งเสริมสิทธิประชาธิปไตยให้กับชาวเวเนซุเอลา” ขณะที่นาย นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา เรียกนางมาชาโดว่าเป็น “แม่มดปิศาจ”

กระทรวงการต่างประเทศของนอร์เวย์ระบุว่า การปิดสถานทูตของเวเนซุเอลาเป็นเรื่องน่าเสียใจ โดยโฆษกหญิงของกระทรวงกล่าวว่า “แม้ว่าเราจะมีความเห็นที่แตกต่างกันในหลายประเด็น นอร์เวย์ยังคงต้องการเปิดการเจรจากับเวเนซุเอลา และจะทำงานในทิศทางนี้ต่อไป”

เธอเสริมด้วยว่า การมอบรางวัลโนเบล “เป็นอิสระจากรัฐบาลนอร์เวย์”

ทั้งนี้ นางมาชาโดเคลื่อนไหวต่อต้านนายมาดูโรมานานหลายปีแล้ว โดยการปกครอง 12 ปีที่ผ่านมาของมาดูโรถูกหลายประเทศมองว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเธอถูกบังคับให้ใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนเป็นส่วนใหญ่ตลอดปีที่ผ่านมา

เวเนซุเอลาได้สั่งปิดสถานทูตใน ออสเตรเลีย ด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกันก็เปิดทำการสถานทูตแห่งใหม่ใน ซิมบับเว และ บูร์กินาฟาโซ ซึ่งรัฐบาลเวเนซุเอลาเรียกว่าเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการต่อสู้” กับ “แรงกดดันจากการครอบงำ”

การที่เวเนซุเอลาปิดสถานทูตในพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ ทั้งสองประเทศ มีขึ้นหลังจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างการากัสและวอชิงตันในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือไปแล้วอย่างน้อย 4 ลำ ที่สหรัฐฯ อ้างว่า เป็นเรือที่บรรทุกยาเสพติดจากเวเนซุเอลาไปยังสหรัฐฯ และทำให้มีผู้เสียชีวิตบนเรืออย่างน้อย 21 คน ในขณะที่รัฐบาลของนายมาดูโรปฏิเสธมาตลอด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เมืองอินชอนระงับส่งอาสาสมัครการแพทย์ไปกัมพูชา หวั่นอาชญากรรม

เมืองอินชอนระงับส่งอาสาสมัครการแพทย์ไปกัมพูชา หวั่นอาชญากรรม

14 ต.ค. 2568 22:58 น.

เมืองอินชอนระงับส่งอาสาสมัครการแพทย์ไปกัมพูชา หวั่นอาชญากรรม

ทางการเมืองอินชอนหยุดรับสมัครเยาวชนในโครงการส่งอาสาสมัครไปให้ความรู้ทางการแพทย์ในกัมพูชาชั่วคราว จากความกังวลเรื่องคดีอาชญากรรมที่มุ่งเป้ามายังชาวเกาหลีใต้

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 ทางการเมืองอินชอน ของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า พวกเขาได้ระงับการรับสมัครสำหรับโครงการ “กลุ่มเยาวชนอาสาสมัครการแพทย์ระหว่างประเทศอินชอน” (Incheon youth global medical volunteer group) ซึ่งเดิมกำหนดจะเดินทางไปปฏิบัติงานที่ประเทศกัมพูชาในช่วงปลายปีนี้แล้ว

เมืองอินชอนได้ดำเนินการรับสมัครผู้เข้าร่วมกลุ่มอาสาสมัครทางการแพทย์นี้ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายนถึงวันที่ 22 ของเดือนนี้ ผู้สมัครเป้าหมายคือผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองอินชอน และกำลังศึกษาอยู่หรือลาพักการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในเมืองอินชอน

เดิมที กลุ่มอาสาสมัครนี้มีแผนจะเดินทางไปยังกัมพูชา เพื่อให้ความรู้ด้านสุขอนามัยในช่องปากขั้นพื้นฐานแก่ชาวบ้านท้องถิ่น และดำเนินการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรียนในกัมพูชา โดยมีกำหนดระยะเวลาอาสาสมัคร 4 คืน 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 ถึง 20 ธันวาคม

ทางการเมืองอินชอนระบุว่า พวกเขาตัดสินใจเช่นนี้โดยคำนึงถึง อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในกัมพูชาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งรวมถึงการลักพาตัวและการกักขังที่มุ่งเป้าไปยังชาวเกาหลีใต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun

เกาหลีใต้เผย พลเรือนหายในกัมพูชาอีก 80 คน เล็งยกระดับเตือนเดินทาง

เกาหลีใต้เผย พลเรือนหายในกัมพูชาอีก 80 คน เล็งยกระดับเตือนเดินทาง

14 ต.ค. 2568 21:48 น.

เกาหลีใต้เผย พลเรือนหายในกัมพูชาอีก 80 คน เล็งยกระดับเตือนเดินทาง

ทางการเกาหลีใต้เผย ยังมีพลเรือนของประเทศอีกราว 80 คนในกัมพูชาที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าปลอดภัย ท่ามกลางคดีหลอกจ้างงานและลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้เปิดเผยในวันที่ 14 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขาได้รับรายงานกรณีชาวเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในกัมพูชาทั้งสิ้น 330 คดี นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคมปีนี้

อย่างไรก็ตาม ราว 80% ของจำนวนดังกล่าว หรือประมาณ 260 คดี ได้ข้อสรุปแล้วไม่ว่าจะผ่านการจับกุมของตำรวจท้องถิ่น, การเนรเทศออกจากประเทศ, หลบหนีออกมาได้เอง หรือเดินทางกลับมาเกาหลีใต้แล้ว

คดีที่ได้ข้อสรุปแล้วคือ มีการยืนยันแล้วว่าบุคคลนั้นๆ ไม่ได้ถูกควบคุมตัว และกรณีที่สามารถติดต่อกับครอบครัวหรือคนรู้จักได้อีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ระบุอีกว่า คดีลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเมื่อปี 2567 มีทั้งสิ้น 220 คดี และ 95% ในจำนวนนี้ได้ข้อสรุปแล้ว และเมื่อรวมกับผู้ที่ยังสูญหายในปีนี้อีกประมาณ 70 คน จำนวนชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่ยังหาตัวไม่พบจนถึงตอนนี้จึงอยู่ที่ประมาณ 80 คน

กระทรวงการต่างประเทศยังระบุด้วยว่า พวกเขากำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับตำรวจท้องถิ่น

ในขณะเดียวกัน มีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 90 คน ถูกตำรวจกัมพูชาจับกุมตัวระหว่างดำเนินการปราบปรามแก๊งอาชญากรรมออนไลน์ และพวกเขากำลังถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์กักกันท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่มีกำหนดที่จะถูกเนรเทศออกนอกประเทศ

สำหรับเรื่องนี้ กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ระบุว่า แม้ว่าในตอนแรกจะมีบางคนปฏิเสธที่จะเดินทางกลับเกาหลี แต่จำนวนผู้ที่เดินทางกลับก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้จำนวนชาวเกาหลีที่ถูกตำรวจกัมพูชาควบคุมตัวอยู่ลดลงเหลือ 63 คน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเกาหลีใต้วางแผนจะพาพวกเขากลับมาทั้งหมดภายในเดือนนี้

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาที่จะ ยกระดับคำแนะนำการเดินทาง สำหรับบางภูมิภาคในกัมพูชา เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยในท้องถิ่นและการแพร่กระจายของอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ก่อน กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้ยกระดับคำแนะนำการเดินทางไปกรุงพนมเปญเป็นระดับพิเศษ หรือระดับ 2.5 ไปแล้ว และไม่ปิดโอกาสที่จะยกระดับคำแนะนำเพิ่มเติมไปสู่ ระดับ 3 ซึ่งหมายถึง แนะนำให้ออกนอกพื้นที่ หรือระดับ 4 คือ ห้ามเดินทาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun

สื่อเกาหลีใต้แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา เหยื่อถูกซ้อมตายวันละคน-ไร้ประโยชน์อาจถูก “ขายอวัยวะ”

สื่อเกาหลีใต้แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา เหยื่อถูกซ้อมตายวันละคน-ไร้ประโยชน์อาจถูก "ขายอวัยวะ"

14 ต.ค. 2568 15:09 น.

สื่อเกาหลีใต้แฉอาณาจักรอาชญากรรมกัมพูชา เหยื่อถูกซ้อมตายวันละคน-ไร้ประโยชน์อาจถูก “ขายอวัยวะ”

สำนักข่าวยอนฮัป ของเกาหลีใต้รายงานว่า ผู้ที่เคยทำงานภายในพื้นที่อาชญากรรมในกัมพูชาเปิดเผยว่า ภายในแต่ละแหล่งอาชญากรรม มีการทรมานเหยื่ออย่างทารุณ ทั้งการถอนเล็บ ตัดนิ้ว โดยคาดว่าปัจจุบันมีพื้นที่ลักษณะนี้มากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการค้ามนุษย์ โดยการขายเหยื่อไปยังแก๊งอาชญากรรมอื่นในราคาที่ตกลงกัน

อาณาจักรอาชญากรรมในกัมพูชามีขนาดแตกต่างกันไป และเป็นแหล่งที่เกิดอาชญากรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น โรแมนซ์สแกม (การหลอกให้หลงรัก), การหลอกขายหุ้นนอกตลาด, การหลอกลงทุนฟิวเจอร์สในต่างประเทศ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีข้อกล่าวอ้างว่ามีศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้สูงถึง 400 แห่งในกัมพูชา

นาย A ผู้เกี่ยวข้องรายหนึ่ง อธิบายว่า เหตุที่แก๊งเหล่านี้ต้องการคนสัญชาติเกาหลี เนื่องจากนำไปใช้ในการฟอกเงิน จากรายได้อาชญากรรม หรือทำงานด้านเทเลมาร์เก็ตติ้ง, แชท, และบริการลูกค้า สำหรับการหลอกลวงเป้าหมายที่เป็นชาวเกาหลี

นาย A ยังเตือนว่า ไม่ใช่กัมพูชาทุกพื้นที่ที่เหมือนกัน โดยระบุว่าพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปต และ บาเวต นั้น อันตรายที่สุด และเป็นที่ที่คนส่วนใหญ่ถูกส่งไปเป็นที่สุดท้าย ต่างจากพนมเปญหรือสีหนุวิลล์

นาย B ชาวเกาหลีที่อาศัยอยู่ในกัมพูชา กล่าวเสริมว่า หากทำงานในพนมเปญหรือสีหนุวิลล์แล้วทำผลงานไม่ดีหรือติดหนี้ในคาสิโน ก็จะถูกขายต่อไปยังพื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปตหรือบาเวต โดยมีคนจำนวนมากต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้

นาย B ยืนยันว่า การที่เหยื่อถูกทำร้ายจนเสียชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก โดยมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละหนึ่งคน เหยื่อไม่ได้มีเพียงชาวเกาหลีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชาวเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และจีนด้วย ผู้ที่ถูกซ้อมจนสุขภาพทรุดโทรมก็เสียชีวิต หรือหากทำงานไม่ได้ตามเป้าก็จะถูกทำร้าย บางกรณีถึงขั้นตัดนิ้วทั้งหมดหากบัญชีธนาคารที่นำมาขายถูกระงับ

ส่วนกรณีที่มีนักศึกษารายหนึ่งเสียชีวิตในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาในพื้นที่ เขาโบโก นาย B อธิบายว่า ที่แห่งนั้นมักเป็นที่ที่คนถูกส่งไปขายบัญชีธนาคาร และมักจะถูกกักขังและถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย หรือแม้กระทั่งต้องจบชีวิตลงที่นั่น

นาย C ผู้ที่เคยถูกคุมขังในแก๊งอาชญากรรม เล่าว่า เขาเคยเห็นภาพถ่ายการทรมานและศพในกลุ่มแชทเทเลแกรมของผู้ดูแล ซึ่งพวกเขาภาคภูมิใจที่จะพูดถึงเรื่องนี้และนำภาพมาให้เขาดูพร้อมข่มขู่ว่า “ถ้าไม่เชื่อฟัง จะมีสภาพแบบนี้”

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวอ้างว่า เหยื่อที่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตจะถูกนำไปเผาในเตาเผาของสถานที่นั้น แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งว่าอาจเป็นข่าวลือที่เกินจริง โดยเตาเผาอาจใช้สำหรับเผาขยะเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อกล่าวอ้างเพิ่มเติมที่น่าสะพรึงกลัวว่า หากเหยื่อไม่สามารถทำ “ผลงาน” ได้ตามเป้า ก็อาจถูกบังคับให้ “ขายอวัยวะ” นาย A อธิบายว่า หากเป็นหนี้และไม่มีผลงาน ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากขายอวัยวะ โดยเริ่มจากดวงตา เนื่องจากกระจกตาผ่าตัดง่ายกว่าและมีราคาสูง

แต่ก็มีความเห็นแย้งว่า ปัจจุบันการค้าอวัยวะอาจไม่ได้เกิดขึ้นในกัมพูชาแล้ว โดยนาย B ชี้ว่า “ในสีหนุวิลล์มีโรงพยาบาลจีนจำนวนมาก ซึ่งในอดีตถูกใช้เพื่อผ่าตัดเอาอวัยวะ แต่ปัจจุบันน่าจะใช้วิธีบังคับให้ทำงานจนกว่าจะไม่สามารถใช้งานได้อีก แล้วค่อยส่งต่อไปยังพม่า ซึ่งคาดว่าจะเป็นสถานที่ที่มีการผ่าตัดเอาอวัยวะเกิดขึ้น”

ที่มา Yonhap

สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า หลังเพิ่งเจอประท้วงใหญ่เรื่องเบี้ยเลี้ยงนักการเมือง

สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า หลังเพิ่งเจอประท้วงใหญ่เรื่องเบี้ยเลี้ยงนักการเมือง

14 ต.ค. 2568 13:56 น.

สส. อินโดฯ รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเกือบ 2 เท่า หลังเพิ่งเจอประท้วงใหญ่เรื่องเบี้ยเลี้ยงนักการเมือง

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศเพื่อเรียกร้องให้ลดสวัสดิการของ สส. ล่าสุดรองประธานสภาฯ อินโดนีเซียประกาศขึ้นเบี้ยเลี้ยงพักการประชุมเกือบ 2 เท่า โดยอ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่นักวิจารณ์ระบุ “เหมือนโดนตลกหลอก” หลังเพิ่งตัดเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักไป

ความไม่พอใจของสาธารณชนในอินโดนีเซียกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังมีรายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้รับการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงพิเศษ ทั้งที่เพิ่งเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศเกี่ยวกับเงินเดือนและสวัสดิการที่มากเกินไปเมื่อเดือนสิงหาคม

นายซูฟมี ดาสโก อาห์หมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า สส. จะได้รับ “เบี้ยเลี้ยงปิดสมัยประชุม” เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า เป็น 702 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.38 ล้านบาท) จากเดิมที่เคยได้รับ 400 ล้านรูเปียห์

เบี้ยเลี้ยงปิดสมัยประชุมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน สส. ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เช่น การเยี่ยมเยียนและรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในช่วงที่รัฐสภาไม่ได้เปิดประชุม ซึ่งปกติแล้ว ส.ส. อินโดนีเซียจะมีการปิดสมัยประชุมราว 5 ครั้งต่อปี

การเพิ่มขึ้นของเบี้ยเลี้ยงครั้งล่าสุด ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ทำให้เกิดข้อถกเถียงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียเพิ่งเผชิญกับการประท้วงทั่วประเทศ ซึ่งจุดชนวนหลักมาจากเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักอาศัย เดือนละ 3,000 ดอลลาร์ (ราว 110,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำในกรุงจาการ์ตาเกือบ 10 เท่า ก่อนที่เบี้ยเลี้ยงดังกล่าวจะถูกปรับลดลงเพื่อระงับความไม่พอใจของสาธารณชน

นายอาห์หมัด ชี้แจงว่า การขึ้นเบี้ยเลี้ยงดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับ กิจกรรมที่เพิ่มขึ้น ของ สส. ในช่วงปิดสมัยประชุม และเบี้ยเลี้ยงเดิมไม่ได้คำนึงถึง การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและค่าขนส่ง

อย่างไรก็ตาม นายลูเซียส คารุส จาก Formappi ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรด้านการตรวจสอบรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า “เหมือนคนอินโดนีเซีย ถูกตลกหลอก เราเพิ่งพอใจกับการยกเลิกเบี้ยเลี้ยงค่าที่พัก แต่ในความเป็นจริง กลับมีเบี้ยเลี้ยงที่น่าอัศจรรย์อื่นโผล่ขึ้นมาอีก”

ความไม่พอใจดังกล่าวตอกย้ำถึงความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในอินโดนีเซีย ที่มองว่าชนชั้นนำทางการเมืองของประเทศสามารถทำผิดได้อย่างลอยนวล โดยมีการเสนอให้ สส. ควรจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อความโปร่งใส.

ที่มา BBC

“โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

"โดนัลด์ ทรัมป์" เตรียมร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม "ข้อตกลงสันติภาพ" ไทย-กัมพูชา

14 ต.ค. 2568 13:25 น.

“โดนัลด์ ทรัมป์” เตรียมร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ไทย-กัมพูชา

รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา จะเข้าร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ที่จะมีขึ้นในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในช่วงปลายเดือนนี้

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวต่อผู้สื่อข่าวที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ตั้งตารอที่จะเป็นสักขีพยานข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการเข้าร่วม การประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม นี้

ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาได้ปะทุกลายเป็น การปะทะทางทหารที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ราย และพลเรือนต้องอพยพหนีออกจากบ้านเรือนราว 300,000 คน

หลังจากการสู้รบห้าวัน ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงที่จะ หยุดยิง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มี ประธานาธิบดีทรัมป์ มีส่วนร่วมในการเป็นคนกลางบางส่วน แม้ว่าหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายยังคงแลกเปลี่ยนข้อกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอยู่เป็นระยะ

ก่อนหน้านี้ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เคยกล่าวว่า ตนได้เสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ได้รับรางวัล โนเบลสาขาสันติภาพ โดยให้เครดิตกับ “การทูตเชิงนวัตกรรม” ของทรัมป์ ที่ช่วยยุติการปะทะดังกล่าว

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย เคยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ได้รับจดหมายจากผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งแสดงความปรารถนาที่จะเห็นเพื่อนบ้านที่กำลังต่อสู้กันทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขความตึงเครียดได้.

จีนประกาศพร้อมสู้สงครามการค้าสหรัฐฯ จนถึงที่สุด ลั่นอย่าพูดเรื่องเจรจาหากยังข่มขู่ด้วยภาษี

จีนประกาศพร้อมสู้สงครามการค้าสหรัฐฯ จนถึงที่สุด ลั่นอย่าพูดเรื่องเจรจาหากยังข่มขู่ด้วยภาษี

14 ต.ค. 2568 12:18 น.

จีนประกาศพร้อมสู้สงครามการค้าสหรัฐฯ จนถึงที่สุด ลั่นอย่าพูดเรื่องเจรจาหากยังข่มขู่ด้วยภาษี

จีนประกาศพร้อมสู้สงครามการค้ากับสหรัฐฯ จนถึงที่สุดลั่นไม่หวั่นสงครามภาษี เตือนสหรัฐฯ อย่าพูดเรื่องเจรจาหากยังข่มขู่ขึ้นภาษี 

วันที่ 14 ตุลาคม 2568 โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนกล่าวว่า ในเรื่องสงครามภาษีและสงครามการค้า จุดยืนของจีนยังเหมือนเดิม ซึ่งหากอีกฝ่ายอยากสู้ จีนจะสู้จนถึงที่สุด แต่หากอยากเจรจาประตูก็ยังเปิดอยู่เสมอ โดยรัฐบาลจีนประกาศพร้อมสู้จนถึงที่สุดในสงครามการค้ารอบใหม่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกาศเตรียมขึ้นภาษีสินค้าจากจีน เพิ่มอีก 100% เพื่อตอบโต้ที่จีนออกมาตรการควบคุมการส่งออกในกลุ่มแร่หายาก (rare earths) ซึ่งเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่จีนถือครองอิทธิพลในตลาดโลก

โฆษกฯ งระบุว่า สหรัฐฯ ไม่สามารถพูดเรื่องการเจรจาในขณะเดียวกันกับการข่มขู่ด้วยมาตรการจำกัดใหม่ ๆ ได้ เพราะนั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการปฏิสัมพันธ์กับจีน 

ขณะเดียวกัน ทางการจีนเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจ ระบุว่า การส่งออกของจีนในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดตั้งแต่เดือนมีนาคม และเกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ โดยเฉพาะยอดส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่พุ่งแตะ 34.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจุบัน สินค้าจีนต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อย่างน้อย 30% ภายใต้มาตรการที่ทรัมป์ กล่าวหาจีนว่าเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของยาเสพติดเฟนทานิลและใช้กลยุทธ์การค้าไม่เป็นธรรม ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยภาษีนำเข้าระดับ 10%

กระทรวงพาณิชย์จีนยืนยันว่า การจำกัดการส่งออกแร่หายากเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ และย้ำว่าจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจ “จะปกป้องความมั่นคงทั้งของตนเองและของนานาชาติอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ การประชุมครึ่งปีของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) ที่จัดขึ้นในกรุงวอชิงตันในสัปดาห์นี้ ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อผลกระทบระดับโลกของสงครามภาษีที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสองชาติเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่ทำเนียบขาวยังคงยืนยันว่า ผลกระทบของมาตรการภาษีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ “อยู่ในระดับจำกัด” และจะเป็นผลดีในระยะยาว.

ฝนถล่มเม็กซิโก น้ำท่วม-ดินถล่ม ตาย-สูญหายเกือบ 130 ราย

ฝนถล่มเม็กซิโก น้ำท่วม-ดินถล่ม ตาย-สูญหายเกือบ 130 ราย

14 ต.ค. 2568 12:11 น.

ฝนถล่มเม็กซิโก น้ำท่วม-ดินถล่ม ตาย-สูญหายเกือบ 130 ราย

รัฐบาลเม็กซิโกเปิดเผยว่า เหตุฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน ที่พัดถล่มหลายพื้นที่ของประเทศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 64 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีก 65 ราย รวมเกือบ 130 ราย หลังพายุดีเปรสชันเขตร้อนทำให้เกิด ดินถล่ม และ น้ำท่วม ในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวและรัฐทางภาคกลางของประเทศ

ประธานาธิบดี คลอเดีย ไชน์บาม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่มีใครคาดคิดว่าปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงปลายฤดูฝน “จะมีความรุนแรงถึงขนาดนี้” เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการมุ่งเน้นไปที่การเตรียมรับมือพายุโซนร้อนและพายุเฮอริเคน 2 ลูก ในมหาสมุทรแปซิฟิก

พลเรือเอก เรย์มุนโด โมราเลส ผู้บัญชาการกองทัพเรือเม็กซิโก ชี้แจงว่า อุทกภัยครั้งใหญ่นี้เป็นผลมาจาก มวลอากาศร้อนและเย็นมาบรรจบกัน เหนือแม่น้ำที่เต็มไปด้วยน้ำอยู่แล้ว ประกอบกับสภาพพื้นที่ภูเขาที่อ่อนแอลงจากการที่มีฝนตกต่อเนื่องมาหลายเดือน

ประธานาธิบดีไชน์บามกล่าวเพิ่มเติมว่า มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ประมาณ 100,000 หลังคาเรือน และเธอกำหนดนัดพบกับกระทรวงการคลังเพื่อหารือเกี่ยวกับความพยายามในการฟื้นฟูประเทศ

ลอรา เวลาซเกซ ผู้ประสานงานการป้องกันพลเรือนแห่งชาติ เปิดเผยว่า รัฐเวรากรูซ และ รัฐอิดัลโก เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยรัฐเวรากรูซมีรายงานผู้เสียชีวิต 29 ราย และสูญหาย 18 ราย ส่วนรัฐอิดัลโกมีผู้เสียชีวิต 21 ราย และสูญหาย 43 ราย

นอกจากนี้ ฝนที่ตกลงมายังได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สะพาน และทำให้ถนนเต็มไปด้วยโคลน เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายพันนายถูกระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออพยพประชาชน ทำความสะอาด และเฝ้าระวังในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

ขณะที่ระบบไฟฟ้าที่ดับไปในหลายเมืองใน 5 รัฐ ได้รับการกู้คืนเป็นส่วนใหญ่แล้ว ทางการยังเตรียมมุ่งเน้นการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เช่น ไข้เลือดออก ที่มียุงเป็นพาหะ ซึ่งมักจะขยายพันธุ์ในน้ำนิ่งหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ด้วย.

ที่มา Reuters

กรุงโซลเตรียมสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

กรุงโซลเตรียมสร้าง "หลุมหลบภัยนิวเคลียร์" สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

14 ต.ค. 2568 11:22 น.

กรุงโซลเตรียมสร้าง “หลุมหลบภัยนิวเคลียร์” สำหรับพลเรือน ภายในปี 2028

ทางการกรุงโซลเดินหน้าโครงการ “Defense Seoul 2030” ท่ามกลางภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ เตรียมสร้างหลุมหลบภัยใต้ดินในโครงการที่พักอาศัยขนาดใหญ่ย่านซงพา-กู มีระบบช่วยชีวิตครบครัน ให้ประชาชนสามารถเอาตัวรอดจากการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เคมี หรือชีวภาพได้นานถึง 14 วัน

กรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ เตรียมสร้างหลุมหลบภัยนิวเคลียร์แห่งแรกสำหรับพลเรือน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาคารชุดพักอาศัยขนาดใหญ่ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2028

รัฐบาลกรุงโซลและ บริษัท Seoul Housing and Communities ได้วางแผนก่อสร้างหลุมหลบภัยใต้ดินนี้ เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยสำหรับผู้พักอาศัยในกรณีที่เกิดการโจมตีจากภายนอกด้วยอาวุธ นิวเคลียร์ ชีวภาพ หรือเคมี

หลุมหลบภัยดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นที่ชั้นใต้ดินชั้นที่ 3 ของโครงการที่พักอาศัยในย่านการัก-ดง เขตซงพา-กู ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ประกอบด้วยอาคารชุด 16 หลัง มีที่พักอาศัยรวม 1,240 ยูนิต

หลุมหลบภัยนี้มีพื้นที่รวม 2,147 ตารางเมตร และสามารถรองรับผู้คนได้พร้อมกันถึง 1,020 คน โดยจะติดตั้งระบบที่จำเป็นสำหรับการยังชีพ เช่น ระบบระบายอากาศ ที่กรองสารอันตรายได้, ระบบกักเก็บและจ่ายน้ำ, และ ระบบสุขาภิบาล ที่ครบวงจร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่เข้าไปหลบภัยสามารถเอาตัวรอดได้นานสูงสุดถึง 14 วัน

ทั้งนี้ เมื่อไม่ได้อยู่ในช่วงฉุกเฉิน หลุมหลบภัยแห่งนี้จะถูกปรับไปใช้เป็นศูนย์ออกกำลังกายของชุมชน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า โครงการนี้ถูกขับเคลื่อนจากความจำเป็นในการรับมือกับภัยคุกคามทางทหารที่เพิ่มขึ้นจากเกาหลีเหนือ และสถานการณ์ความมั่นคงโลกที่ไม่มีเสถียรภาพ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ

เจ้าหน้าที่ของกรุงโซลกล่าวว่า “เนื่องจากภัยคุกคามยุคใหม่แตกต่างจากในอดีต เราจึงเปิดตัวโครงการนี้เพื่อขยายบทบาทของที่พักพิงเพื่อป้องกันพลเรือน เราหวังว่านี่จะเป็นก้าวใหม่ในการปกป้องพลเมืองได้ดียิ่งขึ้น และยกระดับระบบความมั่นคงของกรุงโซล” 

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานสำคัญ “Defense Seoul 2030” ที่รัฐบาลกรุงโซลประกาศไว้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว.

ที่มา The Korea Herald

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกร้องให้ส่งตัวชาวเกาหลีที่ถูกลักพาตัวในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกร้องให้ส่งตัวชาวเกาหลีที่ถูกลักพาตัวในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว

14 ต.ค. 2568 11:03 น.

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกร้องให้ส่งตัวชาวเกาหลีที่ถูกลักพาตัวในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว

ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงเกาหลีใต้ประกาศเร่งด่วนให้ส่งตัวพลเมืองกลับจากกัมพูชา หลังพบคดีลวงไปทำงาน-กักขังทรมานเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ พร้อมเตรียมส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนร่วมมือทางการกัมพูชา หลังเหตุสะเทือนขวัญนักศึกษาถูกฆ่าตายในเมืองกัมปอต

วันที่ 13 ตุลาคม 2568 สำนักประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า นายวี ซอง แล็ก ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติได้กล่าวต่อที่ประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจภาครัฐ เรียกร้องให้เร่งอพยพพลเมืองเกาหลีใต้ที่อยู่ในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว หลังเกิดเหตุหลอกลวงแรงงานและการกักขังอย่างผิดกฎหมายต่อชาวเกาหลีใต้หลายร้อยรายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

โดยที่ประชุมคณะทำงานเฉพาะกิจภาครัฐซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหลายหน่วยงานร่วมเข้าหารือ ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อวางมาตรการป้องกันและรับมือสถานการณ์

นาง คัง ยู-จอง โฆษกทำเนียบประธานาธิบดี แถลงว่า นายวีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการส่งตัวพลเมืองที่อยู่ในอันตรายกลับประเทศทันทีด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม  พร้อมย้ำว่าการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดที่อยู่ระหว่างการควบคุมตัวยังต้องเป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้รัฐบาลยังพิจารณาความเป็นไปได้ในการส่งเจ้าหน้าที่สืบสวนเดินทางไปกัมพูชา เพื่อประสานกับทางการท้องถิ่นในการตรวจสอบและช่วยเหลือผู้ที่รอการส่งกลับ

ก่อนหน้านี้ นาย โช ฮย็อน รัฐมนตรีต่างประเทศ เปิดเผยต่อสภาว่า เกาหลีใต้กำลังหารือกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อจัดส่งเจ้าหน้าที่และเครื่องบินพิเศษไปรับผู้ที่ติดค้างกลับประเทศโดยเร็วที่สุด ขณะที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง มีคำสั่งให้กระทรวงต่างประเทศและหน่วยงานด้านความมั่นคงทุ่มเททุกมาตรการทางการทูตเพื่อคุ้มครองชีวิตและความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ในต่างแดน

ทั้งนี้ แรงกดดันต่อรัฐบาลเกาหลีใต้ทวีความรุนแรงขึ้น หลังเหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีใต้รายหนึ่งถูกพบเสียชีวิตในรถยนต์สีดำใกล้ภูเขาโบกอร์ เมืองกัมปอต โดยตำรวจจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีน 2 คนที่อยู่ในรถขณะเกิดเหตุ รายงานระบุว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ สถานทูตและสถานกงสุลเกาหลีใต้ในกัมพูชาได้รับแจ้งเหตุลักษณะเดียวกันถึง 330 กรณี ทั้งการหลอกไปทำงาน บังคับใช้แรงงาน และการกักขังหน่วงเหนี่ยว.