ม็อบมิลานปะทะเดือดตำรวจ-ลอบวางระเบิดรางรถไฟ ขณะอิตาลีจัดโอลิมปิกฤดูหนาว

ม็อบมิลานปะทะเดือดตำรวจ-ลอบวางระเบิดรางรถไฟ ขณะอิตาลีจัดโอลิมปิกฤดูหนาว

8 ก.พ. 2569 12:37 น.

ม็อบมิลานปะทะเดือดตำรวจ-ลอบวางระเบิดรางรถไฟ ขณะอิตาลีจัดโอลิมปิกฤดูหนาว

เกิดเหตุรุนแรงในเมืองเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูหนาว “มิลาน-คอร์ตินา 2026” หลังกลุ่มผู้ประท้วงปะทะตำรวจชุดควบคุมฝูงชนกลางเมืองมิลาน ขณะที่เครือข่ายรถไฟทางตอนเหนือถูกก่อวินาศกรรมและพบระเบิดแสวงเครื่อง ส่งผลให้การเดินทางหยุดชะงักครั้งใหญ่

สถานการณ์ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทวีความตึงเครียดในวันแรกของการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (7 ก.พ.) โดยตำรวจต้องตัดสินใจใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายกลุ่มผู้ประท้วงประมาณ 100 คน ที่แยกตัวออกมาจากขบวนประท้วงหลักเพื่อขว้างปาประทัด ระเบิดควัน และขวดน้ำใส่เจ้าหน้าที่

เหตุปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกลุ่มผู้ประท้วงราว 10,000 คน ที่ออกมาเดินขบวนคัดค้านการจัดงานโอลิมปิก โดยให้เหตุผลเรื่องค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นและปัญหาสิ่งแวดล้อม กลุ่มนักกิจกรรมระบุว่าโมเดลการพัฒนาเมืองมิลานในปัจจุบันทำให้ค่าเช่าบ้านพุ่งสูงจนประชาชนแบกรับไม่ไหว และความเหลื่อมล้ำทางสังคมทวีความรุนแรงขึ้น

สเตฟาโน นูตินี วัย 71 ปี หนึ่งในผู้ประท้วงกล่าวว่า “โอลิมปิกครั้งนี้ไม่ยั่งยืน ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม” โดยชี้ว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานสร้างภาระหนักให้กับชุมชนบนภูเขา แม้คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) จะยืนยันว่าเน้นใช้สนามที่มีอยู่เดิมเพื่อความยั่งยืนก็ตาม

เหตุการณ์ในมิลานครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้ถูกควบคุมตัว 6 ราย ขณะที่ความปลอดภัยในกรุงโรมและเมืองการเงินอย่างมิลานถูกยกระดับสูงสุด หลังมีการปะทะรุนแรงในเมืองตูรินเมื่อสัปดาห์ก่อนจนมีตำรวจบาดเจ็บกว่า 100 นาย

ในวันเดียวกัน ทางการอิตาลีรายงานการก่อเหตุ “วินาศกรรมร้ายแรง” ต่อโครงข่ายรถไฟทางตอนเหนือของประเทศถึง 3 จุดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้ขบวนรถไฟล่าช้ากว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง กระทบต่อการเดินทางของแฟนกีฬาและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

จุดที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นระหว่างเส้นทางเมืองโบโลญญาและเวนิส โดยเจ้าหน้าที่พบสายเคเบิลถูกตัดขาดและพบ “ระเบิดแสวงเครื่อง” วางอยู่ใกล้รางรถไฟ นอกจากนี้ยังพบเหตุลอบวางเพลิงจุดสลับรางรถไฟใกล้เมืองเปซาโรริมชายฝั่งเอเดรียติก

นายมัตเตโอ ซัลวินี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การพยายามทำลายภาพลักษณ์ประเทศ” และชี้ว่าพฤติการณ์นี้คล้ายคลึงกับการก่อวินาศกรรมรถไฟในช่วงโอลิมปิกที่ปารีสเมื่อปี 2024 อย่างมาก

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ซึ่งยังไม่มีกลุ่มใดออกมาประกาศแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุวินาศกรรมดังกล่าว ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นในทุกจุดยุทธศาสตร์ของการจัดงาน.

ที่มา Reuters / BBC

เกาหลีเหนือเตรียมจัดประชุมพรรคแรงงาน ในรอบ 5 ปี ปลาย ก.พ. “คิม” เตรียมประกาศยุทธศาสตร์ชาติ

เกาหลีเหนือเตรียมจัดประชุมพรรคแรงงาน ในรอบ 5 ปี ปลาย ก.พ. "คิม" เตรียมประกาศยุทธศาสตร์ชาติ

8 ก.พ. 2569 12:14 น.

เกาหลีเหนือเตรียมจัดประชุมพรรคแรงงาน ในรอบ 5 ปี ปลาย ก.พ. “คิม” เตรียมประกาศยุทธศาสตร์ชาติ

เกาหลีเหนือประกาศจัดประชุมใหญ่พรรคแรงงานช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี จับตาผู้นำ “คิม จองอึน” เผยแผนยุทธศาสตร์นิวเคลียร์และนโยบายต่างประเทศท่ามกลางสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับรัสเซียและจีน พร้อมท่าทีที่แข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ ในยุคสมัยที่ 2 ของโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า คณะกรรมการบริหารพรรคแรงงานแห่งเกาหลีภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด คิม จองอึน ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้จัดการประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 ขึ้น ณ กรุงเปียงยาง ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุวันแน่ชัดหรือเปิดเผยวาระการประชุมอย่างเป็นทางการ

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ เนื่องจากเป็นการประชุมใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 และเกิดขึ้นในวาระที่นายคิม จองอึน ก้าวเข้าสู่ปีที่ 15 ของการกุมอำนาจ โดยคาดว่าจะเป็นเวทีสำหรับการสรุปผลสำเร็จของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและกองกำลังนิวเคลียร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า นายคิมจะใช้โอกาสนี้ประกาศขยายแสนยานุภาพทางทหารอย่างก้าวกระโดด โดยมีเป้าหมายในการอัปเกรดขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) แบบใช้เชื้อเพลิงแข็ง, ดาวเทียมจารกรรม และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ขณะที่ด้านเศรษฐกิจจะมุ่งเน้นไปที่นโยบาย “พึ่งพาตนเอง” (Self-sustenance) และการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท

สิ่งที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดคือนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะสายสัมพันธ์กับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่แน่นแฟ้นขึ้นจากการสนับสนุนด้านการทหารในสงครามยูเครน ซึ่งส่งผลให้เกาหลีเหนือได้รับทั้งเทคโนโลยี อาวุธ และทรัพยากรอาหารเป็นการตอบแทน รวมถึงความสัมพันธ์กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ที่กลับมาฟื้นตัวอย่างมั่นคงหลังการเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคม 2568 แต่ท่าทีของนายคิมยังคงเย็นชา โดยเขายืนกรานปฏิเสธข้อเสนอการเจรจา และย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องยกเลิกเงื่อนไขการปลดอาวุธนิวเคลียร์ก่อนเท่านั้นจึงจะมีการหารือเกิดขึ้น พร้อมกันนี้ยังคงเดินหน้านโยบาย “สองรัฐที่เป็นศัตรู” (Hostile Two-State Policy) ต่อเกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนถึงการเตรียมตัวรับมือกับสภาวะสงครามเย็นยุคใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างเต็มรูปแบบ

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยในเกาหลีใต้ชี้ว่า ปัจจุบันผู้นำคิมอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบมากกว่าการประชุมครั้งก่อนในปี 2564 เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากการค้าชายแดนและการส่งออกยุทโธปกรณ์ ทำให้เขามี “ทางเลือก” ในการกำหนดนโยบายที่กล้าหาญและท้าทายระเบียบโลกได้มากขึ้น.

ที่มา Associated Press

ซีอีโอวอชิงตันโพสต์ประกาศลาออก หลังปลดพนักงานครั้งใหญ่ สหภาพจี้ “ถึงเวลาต้องเปลี่ยน”

ซีอีโอวอชิงตันโพสต์ประกาศลาออก หลังปลดพนักงานครั้งใหญ่ สหภาพจี้ "ถึงเวลาต้องเปลี่ยน"

8 ก.พ. 2569 10:59 น.

ซีอีโอวอชิงตันโพสต์ประกาศลาออก หลังปลดพนักงานครั้งใหญ่ สหภาพจี้ “ถึงเวลาต้องเปลี่ยน”

“วิลล์ ลูอิส” ซีอีโอและผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังสร้างความขัดแย้งในองค์กรมาอย่างยาวนาน ล่าสุดเพิ่งสั่งปลดพนักงานออกถึง 1 ใน 3  หรือราว 300 คน ขณะที่สหภาพแรงงานจี้ “เจฟฟ์ เบซอส” ยกเลิกคำสั่งปลดคนทันที หรือไม่ก็ขายกิจการให้ผู้ที่พร้อมลงทุนจริง

วิลล์ ลูอิส (Will Lewis) ผู้อำนวยการจัดพิมพ์และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ ซีอีโอ หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว โดยการตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขาเพิ่งสั่งเลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ทั่วทั้งองค์กร

ลูอิส ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหารระดับสูงจากดาวโจนส์ และวอลล์สตรีทเจอร์นัล เข้ารับตำแหน่งที่วอชิงตันโพสต์ ในปี 2023 ท่ามกลางภาวะขาดทุนอย่างหนักของหนังสือพิมพ์ โดยเขาได้กล่าวในข้อความอำลาพนักงานว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมจำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบาก เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้องค์กรสามารถนำเสนอข่าวคุณภาพที่เป็นกลางต่อผู้อ่านต่อไปได้”

อย่างไรก็ตาม การบริหารของลูอิสถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ( ก.พ.) ซึ่งมีการสั่งปลดพนักงานออกถึง 1 ใน 3 ของทั้งหมด คิดเป็นนักข่าวจำนวน 300 คนจาก 800 คน ครอบคลุมทุกแผนก จนอดีตบรรณาธิการบริหารอย่าง มาร์ตี้ บารอน ถึงกับระบุว่านี่คือ “วันมืดมนที่สุด” ในประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์

ในช่วงที่ลูอิสกุมบังเหียน เขาต้องเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นหลายระลอก ทั้งการสูญเสียสมาชิกนับแสนราย หลังจากมีนโยบายงดประกาศสนับสนุนผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการปรับเนื้อหาในส่วนบทวิจารณ์ไปในทิศทางเสรีนิยมใหม่ 

นอกจากนี้ เขายังเคยเผชิญกับกระแสต่อต้านจากคนในกองบรรณาธิการ หลังพยายามดึงตัวพนักงานเก่าที่เคยมีส่วนพัวพันกับคดีอื้อฉาวเรื่องการแฮ็กข้อมูลโทรศัพท์ในอังกฤษมาร่วมงาน รวมถึงความขัดแย้งกับอดีตบรรณาธิการบริหารหญิง แซลลี่ บัซบี จนนำไปสู่การลาออกของเธอ

ทางด้าน สหภาพแรงงานวอชิงตันโพสต์ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานของพนักงาน ได้ออกแถลงการณ์ว่า “การลาออกของลูอิสเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นตั้งนานแล้ว” พร้อมระบุว่ามรดกที่เขาทิ้งไว้คือความพยายามทำลายสถาบันสื่อสารมวลชนอันยิ่งใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าของอย่าง เจฟฟ์ เบซอส ยกเลิกการเลิกจ้างพนักงานทันที หรือพิจารณาขายกิจการให้แก่ผู้ที่พร้อมจะลงทุนเพื่ออนาคตของสื่อจริงๆ

ในระหว่างนี้ เจฟฟ์ โดโนฟริโอ (Jeff D’Onofrio) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ซึ่งเคยมีประสบการณ์บริหารที่กูเกิล และยาฮู จะเข้ารับตำแหน่งรักษาการซีอีโอแทน โดยเขาได้ให้คำมั่นต่อพนักงานว่า จะใช้ข้อมูลของผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจ เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ตรงใจผู้อ่านมากที่สุด

ทางด้าน เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการ ได้ให้ความเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ “โอกาสพิเศษ” ที่จะทำให้หนังสือพิมพ์บรรลุพันธกิจทางวารสารศาสตร์และเดินหน้าสู่ความสำเร็จต่อไป.

ที่มา Reuters

ญี่ปุ่นจัดเลือกตั้ง “ทาคาอิจิ” วัดใจประชาชน ลุ้นคว้าชัยขาดลอย

ญี่ปุ่นจัดเลือกตั้ง "ทาคาอิจิ" วัดใจประชาชน ลุ้นคว้าชัยขาดลอย

8 ก.พ. 2569 10:25 น.

ญี่ปุ่นจัดเลือกตั้ง “ทาคาอิจิ” วัดใจประชาชน ลุ้นคว้าชัยขาดลอย

ชาวญี่ปุ่นออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร หลังนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ตัดสินใจยุบสภาเพียงไม่กี่เดือนหลังรับตำแหน่ง ผลโพลชี้พรรครัฐบาล มีสิทธิกวาดที่นั่งเกินครึ่งสภาแบบเบ็ดเสร็จ แม้ต้องเผชิญอุปสรรคทั้งพายุหิมะและเสียงวิจารณ์ด้านนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศ

ประเทศญี่ปุ่นจัดการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนดครั้งสำคัญ โดยประชาชนหลายล้านคนเดินทางเข้าคูหาเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการ “เดิมพันครั้งใหญ่” ของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งจากมติของรัฐสภาเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และตัดสินใจยุบสภาอย่างรวดเร็วเพื่อขอ “อาณัติ” โดยตรงจากประชาชน

ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุด พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของนางทาคาอิจิ ซึ่งจับมือเป็นพันธมิตรกับพรรค “นวัตกรรมญี่ปุ่น” ถูกคาดหมายว่าจะสามารถคว้าเก้าอี้ได้ถึง 300 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ซึ่งจะทำให้พรรคแอลดีพีกลับมาครองอำนาจเบ็ดเสร็จอีกครั้ง หลังจากที่เคยสูญเสียการควบคุมทั้งสองสภาไปเมื่อปีที่ผ่านมา
แม้จะเป็นนักการเมืองสายอนุรักษนิยมสุดโต่ง แต่นางทาคาอิจิวัย 64 ปี กลับสร้างปรากฏการณ์ความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (อายุ 18-30 ปี) อย่างไม่น่าเชื่อ  โดยมีผู้ติดตามทาง X สูงถึง 2.6 ล้านคน และวิดีโอแคมเปญเลือกตั้งมียอดชมทะลุ 100 ล้านครั้งภายใน 10 วัน โดยคะแนนนิยมของรัฐบาลเพิ่มขึ้นกว่า 70% ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เธอยังกลายเป็นไอคอนด้านแฟชั่นที่เรียกว่า “ซานามาเนีย” โดยกระเป๋าหนังสีดำที่เธอใช้มักจะขายหมดเกลี้ยง หรือแม้แต่ปากกาสีชมพูที่เธอใช้ในงานแถลงข่าวครั้งแรกก็กลายเป็นไวรัล นักสังคมวิทยาชี้ว่า สิ่งนี้สะท้อนความต้องการ “ความเปลี่ยนแปลง” ของชาวญี่ปุ่นที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ ที่ผูกขาดโดยนักการเมืองชายอาวุโส

ในด้านนโยบาย นางทาคาอิจิชูแคมเปญลดภาษีและให้เงินอุดหนุนเพื่อดึงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่ามาตรการเหล่านี้อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ซบเซาและเพิ่มภาระหนี้สาธารณะให้กับญี่ปุ่น

ขณะที่ด้านต่างประเทศ เธอถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในฐานะ “สายเหยี่ยว” หลังสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลปักกิ่งจากการเสนอให้ญี่ปุ่นใช้กองกำลังป้องกันตนเองหากจีนโจมตีไต้หวัน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น-จีน ตกต่ำที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ในทางกลับกัน เธอได้รับการสนับสนุนอย่างเปิดเผยจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่หาได้ยากจากผู้นำอเมริกา

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนเห็นว่า ความนิยมส่วนตัวอาจไม่แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงทั้งหมด เนื่องจากการเลือกตั้งเป็นระบบรัฐสภา และผู้สมัครแอลดีพีหลายคนเคยพัวพันคดีอื้อฉาว โดยพรรคยังเผชิญผลกระทบจากคดีระดมทุนผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2023

นอกจากนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีตัวแปรสำคัญคือ “สภาพอากาศ” โดยหิมะที่ตกหนักในภูมิภาคทางตอนเหนือและตะวันตก ส่งผลให้ยอดผู้ใช้สิทธิล่วงหน้าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลงราว 2.5% เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2024 นอกจากนี้ พรรคแอลดีพียังต้องเผชิญกับฝ่ายค้านที่เหนียวแน่นขึ้น หลังจากพรรค “โคเมอิโตะ” ซึ่งเป็นอดีตพันธมิตรรัฐบาล ตัดสินใจหันไปจับมือกับพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญ (ซีดีพี) เพื่อเป็นขั้วอำนาจใหม่ในการตรวจสอบรัฐบาล

ขณะที่รัฐบาลยังต้องอธิบายให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า มาตรการใช้งบประมาณจำนวนมากจะไม่ซ้ำเติมปัญหาหนี้และความเปราะบางทางการคลัง ขณะที่นักวิชาการเตือนว่า นโยบายยังไม่แก้ปัญหาผลิตภาพต่ำและค่าแรงที่หยุดนิ่ง

หากผลการเลือกตั้งออกมาตามโพล นางทาคาอิจิจะก้าวขึ้นเป็น “สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น” อย่างเต็มตัวตามรอย มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ไอดอลของเธอ และจะกลายเป็นผู้นำที่มีอำนาจการตัดสินใจสูงสุดในการปฏิรูปกองทัพและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในยุคใหม่.

ที่มา BBC

อิตาลีเร่งสืบ มือมืดก่อวินาศกรรม โจมตีเครือข่ายรถไฟ 3 จุด

อิตาลีเร่งสืบ มือมืดก่อวินาศกรรม โจมตีเครือข่ายรถไฟ 3 จุด

8 ก.พ. 2569 04:02 น.

อิตาลีเร่งสืบ มือมืดก่อวินาศกรรม โจมตีเครือข่ายรถไฟ 3 จุด

ตำรวจอิตาลีกำลังสืบสวนเหตุก่อวินาศกรรมที่เกิดขึ้นกับเครือข่ายรถไฟในภาคเหนือของประเทศ 3 จุด โดยพวกเขาเชื่อว่า เหตุการณ์นี้อาจเกี่ยวข้องกับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังดำเนินอยู่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 7 ก.พ. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ของอิตาลีระบุว่า เกิดเหตุต้องสงสัยว่าเป็นการก่อวินาศกรรมโจมตีเครือข่ายรถไฟทางตอนเหนือของประเทศ ส่งผลให้การเดินทางในภูมิภาคได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะที่ผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว

ตำรวจอิตาลีระบุว่า เกิดเหตุโจมตีแยกกัน 3 จุด สร้างความเสียหายแก่รางรถไฟ โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่า แรงจูงใจมีความเชื่อมโยงกับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว

เกิดเหตุลอบวางเพลิงสวิตช์รางรถไฟใกล้กับเมืองเปซาโร บริเวณชายฝั่งทะเลเอเดรียติก หลังจากนั้นหลายชั่วโมง ตำรวจตรวจพบสายเคเบิลไฟฟ้าที่ถูกตัดใกล้กับเมืองโบโลญญา พร้อมกับวัตถุระเบิดแบบง่ายที่ถูกวางทิ้งไว้ใกล้รางรถไฟในบริเวณใกล้เคียง

กระทรวงคมนาคมอิตาลีเรียกเหตุการณ์เหล่านี้ว่าเป็นการ “ก่อวินาศกรรมร้ายแรง” ซึ่งคล้ายกับการโจมตีที่เกิดขึ้นช่วงโอลิมปิกที่ปารีสในปี 2567

ทั้งนี้ สถานีรถไฟของโบโลญญาเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญของอิตาลี เชื่อมต่อเมืองต่างๆ ทั้งทางเหนือและทางใต้ และเส้นทางตะวันออกไปยังตะวันตก

โฆษกตำรวจของอิตาลีกล่าวก่อนหน้านี้ว่า พวกเขากำลังสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครหรือกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี

8 ก.พ. 2569 03:30 น.

อิหร่านขู่ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตี

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเตือนว่า จะโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในตะวันออกกลาง หากวอชิงตันเปิดฉากโจมตีประเทศของพวกเขา

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ก.พ. 2569 นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเตือนว่า อิหร่านจะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หากถูกโจมตีโดยกองกำลังสหรัฐฯ ที่ระดมพลอยู่ในภูมิภาคนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการโจมตีประเทศที่ให้ตั้งฐานทัพเหล่านั้น

“การโจมตีดินแดนของอเมริกาคงเป็นไปไม่ได้ แต่เราจะโจมตีฐานทัพของพวกเขาในภูมิภาคนี้” นายอารักชีกล่าว “เราจะไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้าน แต่เราจะโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านั้น มันมีความแตกต่างกันมากระหว่างสองสิ่งนี้”

คำพูดของนายอารักชีที่ให้การสัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์อัลจาซีราของกาตาร์ เกิดขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากเตหะรานและวอชิงตันให้คำมั่นว่าจะเจรจานิวเคลียร์ทางอ้อมต่อไป หลังทั้งสองฝ่ายระบุว่า การหารือที่ประเทศโอมานเมื่อวันศุกร์เป็นไปในเชิงบวก

แม้ว่าอารักชีกล่าวว่ายังไม่มีการกำหนดวันสำหรับการเจรจารอบต่อไป แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่าการเจรจาอาจเกิดขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์หน้า “เราและวอชิงตันเชื่อว่าควรจะจัดขึ้นในเร็วๆ นี้” อารักชีกล่าว

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์ขู่ว่าจะโจมตีอิหร่าน และเสริมกำลังกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเรียกร้องให้อิหร่านเลิกการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจนำไปสู่การสร้างระเบิดนิวเคลียร์ ตลอดจนหยุดการพัฒนาขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missile) และยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธทั่วภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันมาตลอดว่า พวกเขาไม่ได้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และถึงแม้ว่าทั้งฝ่ายอิหร่านกับสหรัฐฯ ต่างแสดงความพร้อมที่จะรื้อฟื้นการทูตเกี่ยวกับข้อพิพาทนิวเคลียร์อันยาวนานนี้ แต่นายอารักชีก็ยืนกรานปฏิเสธที่จะขยายขอบเขตการเจรจาออกไปยังเรื่องอื่นๆ

“การหารือใดๆ จำเป็นต้องงดเว้นจากการขู่เข็ญและความกดดัน (เตหะราน) จะหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น… เราจะไม่หารือประเด็นอื่นใดกับสหรัฐฯ” นายอารักชีกล่าว

ฝ่ายอิหร่านระบุด้วยว่า พวกเขาต้องการให้สิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของประเทศ ได้รับการยอมรับ และว่าหากพวกเขานำเรื่องโครงการขีปนาวุธเข้าสู่โต๊ะเจรจา มันอาจทำให้อิหร่านตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการโจมตีของอิสราเอลได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ

WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ

8 ก.พ. 2569 01:50 น.

WHO เผย ไวรัสนิปาห์คร่า 1 ศพ ในบังกลาเทศ

บังกลาเทศพบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 1 ศพ โดยเธอไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศ ขณะที่ WHO ยืนยันว่า ความเสี่ยงระบาดยังคงต่ำ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การอนามัยโลกเปิดเผยในวันที่ 6 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมาว่า หญิงรายหนึ่งในพื้นที่ทางตอนเหนือของบังกลาเทศ เสียชีวิตหลังจากติดเชื้อไวรัส “นิปาห์” (Nipah) เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ข่าวการเสียชีวิตของหญิงรายนี้ เกิดขึ้นตามหลังการพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ 2 รายในประเทศอินเดียซึ่งอยู่ติดกับบังกลาเทศ จุดกระแสความกังวลเรื่องการระบาด ส่งผลให้สนามบินหลายแห่งในทวีปเอเชียต้องเพิ่มมาตรการคัดกรอง

WHO ระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยในบังกลาเทศรายนี้มีอายุระหว่าง 40 ถึง 50 ปี เริ่มแสดงอาการที่สอดคล้องกับไวรัสนิปาห์เมื่อวันที่ 21 มกราคม ได้แก่ ไข้สูงและปวดศีรษะ ตามมาด้วยอาการน้ำลายไหลมาก สับสนมึนงง และชัก

เธอเสียชีวิตในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา และ 1 วันหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าเธอติดเชื้อไวรัสนิปาห์

WHO ระบุว่า ผู้ติดเชื้อรายนี้ไม่มีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศ โดยบุคคลจำนวน 35 รายที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเฝ้าระวัง และมีผลตรวจหาเชื้อเป็นลบทุกคน และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม

อนึ่ง นิปาห์เป็นไวรัสที่แพร่กระจายผ่านผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนจากค้างคาวที่ติดเชื้อเป็นหลัก เช่น ผลไม้ โดยเชื้อนี้อาจทำให้เสียชีวิตได้สูงถึง 75% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด แต่ไม่ได้แพร่กระจายระหว่างคนสู่คนได้ง่ายดายนัก

บังกลาเทศมีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์เกือบทุกปี โดยในปี 2568 พบผู้เสียชีวิตถึง 4 ศพ ส่วนหญิงที่เสียชีวิตรายล่าสุดมีประวัติเคยดื่มน้ำหวานสดจากต้นอินทผลัม แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากค้างคาวแม่ไก่ แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าเธอติดเชื้อเพราะสาเหตุนี้หรือไม่

หลายประเทศรวมถึงสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และปากีสถาน ได้เริ่มมาตรการตรวจวัดอุณหภูมิที่สนามบิน หลังจากอินเดียรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ในรัฐเบงกอลตะวันตก

อย่างไรก็ตาม WHO ยืนยันว่า ความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคในระดับนานาชาติยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และไม่ได้แนะนำให้มีการจำกัดการเดินทางหรือการค้าใดๆ โดยอิงจากข้อมูลในปัจจุบัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ผู้นำยูเครนเผย สหรัฐฯ ต้องการให้สงคราม จบภายในเดือนมิถุนายน

ผู้นำยูเครนเผย สหรัฐฯ ต้องการให้สงคราม จบภายในเดือนมิถุนายน

8 ก.พ. 2569 00:37 น.

ผู้นำยูเครนเผย สหรัฐฯ ต้องการให้สงคราม จบภายในเดือนมิถุนายน

โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี เผยว่า สหรัฐฯ ต้องการให้สงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซียจบลงภายในเดือนมิถุนายน โดยมีการเชิญทีมเจรจาของสองฝ่ายไปหารือกันที่สหรัฐฯ ด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. 2569 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการให้สงครามกับรัสเซียยุติลงภายในเดือนมิถุนายน พร้อมเสริมว่าทั้งสองฝ่ายได้รับเชิญให้ไปเจรจาที่สหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า

“อเมริกาเสนอเป็นครั้งแรกให้ทีมเจรจาทั้งสองฝ่าย คือยูเครนและรัสเซีย มาพบกันที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งน่าจะเป็นที่ไมอามี ในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า เรายืนยันการเข้าร่วมของเราแล้ว” เซเลนสกีบอกกับผู้สื่อข่าว

ฝ่ายสหรัฐฯ กับรัสเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ต่อคำพูดของนายเซเลนสกี ขณะที่กองทัพมอสโกยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดไฟดับเป็นวงกว้างท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวจัด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของยูเครน, รัสเซีย และสหรัฐฯ เพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมไตรภาคีรอบ 2 ที่กรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยไม่มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญใดๆ

เซเลนสกีเล่าเกี่ยวกับการประชุมดังกล่าวให้ผู้สื่อข่าวฝังในวันเสาร์ว่า ประเด็นยากลำบากหลายอย่างยังคงเป็นเรื่องยากเหมือนเดิม รวมถึงการยอมเสียสละดินแดนที่ยูเครนกำลังถูกกดดันให้ทำ

ผู้นำยูเครนกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันเป็นครั้งแรกถึงความเป็นไปได้ในการประชุมสามฝ่ายระหว่างผู้นำ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวแทนเหมือนที่ผ่านมา แต่เตือนด้วยว่า จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่ององค์ประกอบต่างๆ สำหรับเรื่องนี้

เมื่อถูกถามว่ามีการกำหนดกรอบเวลาสำหรับข้อตกลงหรือไม่ เซเลนสกีตอบว่า “ฝ่ายอเมริกันบอกว่าพวกเขาต้องการทำทุกอย่างให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายน”

“ทำไมต้องก่อนฤดูร้อนนี้น่ะหรือ? เราเข้าใจว่า ประเด็นภายในประเทศของสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบ” นายเซเลนสกีกล่าว “ประเด็นเหล่านี้รวมถึง การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจในรัฐบาลสหรัฐฯ ได้”

อีกด้านหนึ่ง การโจมตีของรัสเซียในยูเครนยังคงดำเนินต่อไป โดยนายเดนิส ชมีฮาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของยูเครน ระบุว่า สถานีไฟฟ้าย่อย ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระแสไฟฟ้า และสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของรัสเซีย

เซเลนสกีเผยว่า การโจมตีของรัสเซียเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา มีการใช้โดรนกว่า 400 ลำ และขีปนาวุธอีก 40 ลูก ซึ่งกองทัพยูเครนสามารถสกัดกั้นส่วนใหญ่ได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บ.คริปโตเกาหลีพลาด แจกบิตคอยน์ 6.2 แสนเหรียญ ให้ลูกค้านับร้อยราย

บ.คริปโตเกาหลีพลาด แจกบิตคอยน์ 6.2 แสนเหรียญ ให้ลูกค้านับร้อยราย

7 ก.พ. 2569 22:50 น.

บ.คริปโตเกาหลีพลาด แจกบิตคอยน์ 6.2 แสนเหรียญ ให้ลูกค้านับร้อยราย

แพลตฟอร์มซื้อขายเงินคริปโตของเกาหลีใต้แจกรางวัลผิด เผลอส่งบิตคอยน์จำนวนรวมกว่า 6.2 แสนเหรียญ มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ลูกค้าหลายร้อยรายโดยไม่ตั้งใจ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท บิตธัมบ์ (Bithumb) ศูนย์ซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินคริปโตรายใหญ่ของเกาหลีใต้ เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ที่ 7 ก.พ. 2569 ว่า พวกเขาได้มอบเงินบิตคอยน์มูลค่ารวมกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.26 ล้านล้านบาท) ให้แก่ลูกค้าหลายร้อยรายโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเทขายอย่างหนักบนศูนย์ซื้อขายแห่งนี้

รายงานข่าวระบุว่า บิตธัมบ์ วางแผนที่จะแจกรางวัลเป็นเงินสดจำนวนเล็กน้อยประมาณ 2,000 วอน (ราว 43 บาท) หรือมากกว่านั้น ให้กับผู้ใช้งานแต่ละรายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่ผู้โชคดีกลับได้รับบิตคอยน์รายละประมาณ 2,000 เหรียญบิตคอยน์แทน

หลังเกิดเหตุ บิตธัมบ์ ออกมาขอโทษต่อกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่า ระงับการซื้อขายและการถอนเงินของลูกค้า 695 รายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ได้ภายใน 35 นาทีหลังเกิดเหตุ และตอนนี้สามารถเรียกคืนบิตคอยน์จำนวน 620,000 เหรียญที่แจก กลับคืนมาได้แล้ว 99.7%

“เราขอชี้แจงให้ทราบว่าเหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการแฮกจากภายนอกหรือการละเมิดความปลอดภัย และไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบหรือการจัดการสินทรัพย์ของลูกค้า” บิตธัมบ์ยืนยันในแถลงการณ์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์แก้ตัวพัลวัน โพสต์คลิปเหยียดโอบามา ยืนยันไม่ขอโทษ

ทรัมป์แก้ตัวพัลวัน โพสต์คลิปเหยียดโอบามา ยืนยันไม่ขอโทษ

7 ก.พ. 2569 21:48 น.

ทรัมป์แก้ตัวพัลวัน โพสต์คลิปเหยียดโอบามา ยืนยันไม่ขอโทษ

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันไม่ขอโทษ กรณีที่มีคลิปวิดีโอเหยียดเชื้อชาติสามีภรรยาโอบามา ถูกโพสต์ลงบนบัญชี Truth Social ของเขา อ้างดูไม่จบ และโทษเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนโพสต์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันไม่ขอโทษ หลังจากมีคลิปวิดีโอเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งแสดงภาพบารัค และมิเชล โอบามา เป็นลิง ถูกเผยแพร่ผ่านบัญชีผู้ใช้ Truth Social ของเขา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (6 ก.พ. 2569) โดยนายทรัมป์บอกว่า เขาไม่เห็นภาพช่วงที่มีการเหยียด

คลิปวิดีโอดังกล่าวมีความยาว 62 วินาที และมีเพลง The Lion Sleeps Tonight ประกอบ มีเนื้อหาอ้างเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2563 และมีภาพสมาชิกพรรคเดโมแครตคนอื่นๆ ในรูปลักษณ์เป็นสัตว์ ก่อนที่ภาพของสามีภรรยาโอบามาจะปรากฏในช่วงท้ายของคลิป

วิดีโอดังกล่าวถูกลบในเวลาต่อมา หลังจากเรียกเสียงประณามจากทุกสารทิศ ทั้งฝ่ายพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์เอง

ในการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ถูกนักข่าวถามว่า เขาจะขอโทษต่อกรณีที่เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบว่า “ไม่ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด” และเสริมว่า เขาเห็นแค่ช่วงต้นของวิดีโอก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเป็นคนโพสต์ และไม่รู้ว่ามันมีภาพเหยียดเชื้อชาติครอบครัวโอบามาอยู่ในนั้น

ทั้งนี้ ในตอนแรกทำเนียบขาวสหรัฐฯ พยายามแก้ตัวกรณีคลิปดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นวิดีโอ “มีม” บนอินเทอร์เน็ต หยุดแสดง “ความโกรธปลอมๆ” ได้แล้ว

แต่หลังจากเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึงจากวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคน คลิปดังกล่าวจึงถูกลบออกจากบัญชี Truth Social ของทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวก็ออกมากล่าวโทษ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งว่าโพสต์คลิปดังกล่าวเพราะความผิดพลาด

หนึ่งสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ออกมาประณามการโพสต์คลิปดังกล่าวคือนาย ทิม สกอตต์ ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิกผิวสี โดยเขาระบุว่า “นี่เป็นการเหยียดเชื้อชาติที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวชุดนี้”

อนึ่ง วิดีโอดังกล่าวเป็นหนึ่งในวิดีโอหลายสิบคลิปที่ถูกโพสต์ลงในบัญชี Truth Social ของทรัมป์ในช่วงข้ามคืน

“ผมดูสิ่งต่าง ๆ เป็นพัน ๆ อย่าง” ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวขณะอยู่บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันศุกร์ โดยเสริมว่าหลังจากดูวิดีโอเพียงบางส่วน จากนั้นเขาก็ส่งมันให้คนที่ตามปกติแล้ว ดูคลิปทั้งหมดก่อนโพสต์

ทรัมป์บอกอีกว่า เขาชอบเนื้อหาของวิดีโอส่วนที่พูดถึงเรื่องการทุจริตเลือกตั้ง ก่อนจะกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ของเขาดูจนจบ “พวกเขาคงมีสามัญสำนึกที่จะลบมันออก” และอ้างว่า “เราลบมันทันทีที่เรารู้เรื่อง”

ด้านนาย เดอร์ริก จอห์นสัน ประธานสมาคมเพื่อความก้าวหน้าของคนผิวสีแห่งชาติ หรือ NAACP เรียกว่าวิดีโอนี้ว่า “น่ารังเกียจและน่าเหยียดหยามอย่างยิ่ง” และกล่าวหาทรัมป์ว่าพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนจากคดีเอปสไตน์ และ “เศรษฐกิจที่กำลังล้มเหลวอย่างรวดเร็ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc