พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/228503

เกษตร,พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง,หนู,เครียด

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  29 พ.ค. 2559

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด!

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด! : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

เมื่อหนูเครียด จะแสดงอาการอย่างไร ?
เมื่อหนูเครียด จะแก้ไขอย่างไร ?
เมื่อหนูเครียด จะป้องกันอย่างไร ?
ฯลฯ
                    “หนู” ที่ว่านี้ หมายถึง หนูจริงๆ หรือ Rodent สัตว์ตระกูลที่มีฟันแทะคู่หน้าทั้งบนและล่างใหญ่จนดูเหมือนจอบ ชอบแทะเป็นนิสัย ตัวอย่างเช่น หนูถีบจักร หนูขาวใหญ่ หนูแฮมสเตอร์ หนูเจอร์บิลล์ หนูตะเภา หรือหนูแกสบี้ ฯลฯ
                    ปัจจุบันหนูเหล่านี้ถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงฉบับกระเป๋า ที่ผู้เลี้ยงอาจพบปัญหา หนูดุ ขู่ ไม่เชื่อง ซึม ป่วย ตาย แม้จะได้รับการดูแล อาหาร ที่อยู่ก็ตาม สาเหตุหนึ่งมาจาก “ความเครียด”
                    ความเครียดในหนูเป็นภาวะที่มันไม่สามารถปรับตัวเข้ากับภาวะแวดล้อม จนเกิดผลข้างเคียงตามมาทั้งร่างกายและจิตใจ ผลที่สุดอาจรุนแรงจนถึงกับชีวิต
                    หนูเครียด อาจแสดงอาการหลายรูปแบบ เช่น หงอย ซึม ซุกซ่อนตัว หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ไม่ชอบให้คนสัมผัส เบื่ออาหาร ดุกว่าเดิม จนกัดทำร้ายเจ้าของ คนเลี้ยง หรือแม้แต่พรรคพวกหนูด้วยกัน หนูที่เคยจับเล่นได้กลายเป็นสัตว์น่ากลัว อันตราย สมาชิกอื่นในบ้านไม่อยากสังฆกรรมด้วยอีกแล้ว ฯลฯ
                    บางครั้งอาจพบว่าหนูแสดงอาการป่วย และตายลงเนื่องจากความเครียดก็มี!
                    สาเหตุที่ทำให้หนูเครียด เช่น ถูกคนรบกวน ชวนเล่น มีศัตรูอยู่ห้อมล้อม (เช่น หมา แมว) อาหารและน้ำกินไม่พอเพียงต้องแก่งแย่งกัน เลี้ยงในที่คับแคบแออัดสกปรก หรือเลี้ยงหนูเพศเดียวกัน โดยเฉพาะเพศผู้ละก็เป็นเรื่อง ฯลฯ
                    การแก้ไขสถานการณ์สามารถลดความเครียดในหนูลงเป็นเบื้องต้น โดยการแยกคู่กัด คู่กรณี ไม่เลี้ยงหนูเพศเดียวกันไว้ด้วยกัน ขยายกรงให้กว้างขวางขึ้น จัดที่ให้น้ำ อาหาร ที่มีปริมาณและคุณภาพให้เพียงพอ กระจายจุดให้น้ำให้อาหารไว้หลายๆ แห่ง จัดรังนอนให้มากพอจะได้ไม่แย่งกัน ลดการรบกวนก่อความรำคาญแก่หนู จัดเวลาให้มันได้อยู่เป็นส่วนตัว ฯลฯ
                    ทางที่ดีผมว่าน่าจะป้องกันมิให้หนูเกิดความเครียด เช่น รักษาสุขภาพร่างกายหนูให้แข็งแรงอยู่เสมอ จัดหาของเล่น ที่อยู่ให้ใช้อย่างพอเพียง และสะดวกสบาย
                    ที่สำคัญที่สุดคือ การจับต้อง การเล่น ของผู้เป็นเจ้าของต้องทะนุถนอม จับต้องไม่รุนแรง โดยเฉพาะเด็กๆ และต้องรู้จักเวลาพักผ่อนด้วย
                    รับรองว่าหนูของคุณก็จะไม่เครียดและไม่เป็นปัญหาต่อไปครับ!
———————-
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : เมื่อหนูเครียด! : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร)

แกสบี้ กับ วิตามินซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/227173

เกษตร,พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง,แกสบี้,วิตามินซี

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  8 พ.ค. 2559

แกสบี้ กับ วิตามินซี

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แกสบี้ กับ วิตามินซี : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

                    วิตามินซี เป็นวิตามินที่สำคัญ ซึ่งเรารู้จักกันดีว่ามีมากในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว รวมถึงผักสีเขียวทั้งหลาย การขาดวิตามินซีทำให้เกิดโรคเลือดออกตามไรฟันขึ้นในคนเรา
                    สำหรับสัตว์เลี้ยงแล้ว มีความต้องการปริมาณวิตามินซีมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ถือว่าจำเป็นต้องได้รับตามแต่ละชนิด จะขาดไม่ได้ การขาดวิตามินซีจึงทำให้สัตว์ป่วยได้เช่นเดียวกับคนเรา
                    ส่วนสัตว์เลี้ยงฉบับกระเป๋าที่ร่างกายต้องการวิตามินซีสูงกว่าเขาเพื่อนคือ “แกสบี้” หรือ หนูตะเภา ที่เราเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในขณะนี้ วิตามินซีมีหน้าที่รักษาสภาพของร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง คือ ภูมิต้านทานโรคเป็นสำคัญ สำหรับแกสบี้แล้ว การขาดวิตามินซีก็ทำให้เกิดการติดเชื้อในร่างกายได้ง่าย หรือปัญหาฟันยื่นยาวผิดปกติ ตลอดจนความอ่อนแอในการทำงานของร่างกาย ฯลฯ
                    หากแกสบี้ขาดวิตามินซีจะทำให้มันแสดงอาการป่วยในเวลา 2 อาทิตย์ โดยแสดงอาการสำคัญให้เห็นเดิมๆ เช่น อ่อนเปลี้ย ไม่รื่นเริง ป้อแป้เหมือนใกล้ตาย ไม่ยอมกินอาหาร และตายอย่างปุ๊บปั๊บ ลูกแกสบี้ที่กำลังเติบโตเช่น ระยะหย่านม รวมถึงแม่แกสบี้ที่กำลังตั้งท้อง จะไวต่อการขาดวิตามินซีและแสดงอาการดังกล่าวก่อน เราอาจพบว่ามีอาการขาดน้ำ และน้ำหนักลดตามมา
                    นอกจากนี้อาจมีอาการอื่นๆ ให้เห็นได้อีก เช่น ขนหยาบ แท้งลูก ขี้มูกขี้ตาไหลเยิ้ม น้ำลายไหลมาก หากเป็นแผลจะหายยาก ขี้เหลวจนถึงขี้ไหล (ท้องร่วง) และบางครั้งจะมีเลือดปนออกมา ฯลฯ
                    ส่วนอาการที่คล้ายกับโรคเลือดออกไรฟันของคน สำหรับแกสบี้แล้ว เราอาจพบว่าเหงือกอักเสบ ฟันผิดรูป ฟันคลอน กระดูกผิดรูป ปวดข้อ เลือดออกง่ายเพราะเส้นเลือดเปราะ ฯลฯ แกสบี้ที่ป่วยมักตายในเวลา 2 อาทิตย์ด้วยสาเหตุทางการขาดอาหารและติดเชื้อแทรกซ้อน
                    การรักษาทำได้อย่างได้ผลดีด้วยการให้วิตามินทางการฉีด จึงต้องให้สัตวแพทย์เป็นผู้ดำเนินการ จึงจะหายได้ใน 7 วัน ส่วนการกินนั้นให้ผลไม่ดีเท่า
                    ทางที่ดีควรป้องกันอย่าให้แกสบี้ขาดวิตามินซีจะดีกว่า โดยการให้กินผัก หญ้าสีเขียว ผักสด ผสมวิตามินซีลงในน้ำกินหรือให้ชนิดผงผสมในอาหารสำเร็จรูป
                    จะช่วยป้องกันมิให้แกสบี้เกิด Scurvy ได้ครับ!
———————
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แกสบี้ กับ วิตามินซี : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร)

การทำหมันสุนัขเพศผู้ โดยการฉีด‘ยาหมัน’เข้าอัณฑะ ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/225927

วันอาทิตย์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในสัปดาห์นี้ เราคุยกันถึงตอนสุดท้าย เรื่องการทำหมันสุนัขเพศผู้ครับ

ถึงแม้ว่าอัตราการเกิดปัญหาแทรกซ้อนจะไม่แตกต่างกันทั้ง2 กลุ่ม แต่มีรายงานว่าปัญหาในกลุ่มที่ได้รับการฉีด zinc gluconateพบอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการผ่าตัด สุนัขที่แผลแตกหลังการผ่าตัดได้รับการทำแผล (wound debridement) และเย็บซ่อม ส่วนสุนัขที่ได้รับยาหมันฉีดเข้าอัณฑะจะมีการติดเชื้อและต้องรักษาด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อ (antimicrobial treatment) อย่างต่อเนื่องร่วมกับการผ่าตัดเอาอัณฑะออกทั้งสองข้างและเย็บตกแต่งแผล

จากข้อมูลดังกล่าวผู้ศึกษาได้เสนอแนะว่า จากข้อดีของการฉีดยาหมันเข้าอัณฑะในแง่ของการยอมรับจากเจ้าของสัตว์ ทำได้ง่าย รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องวางยาสลบ ทำให้ zinc gluconateน่าจะเป็นอีก “ทางเลือก” ของการทำหมันในสุนัขที่มีจำนวนมากๆ(large-scale control population) หรือในพื้นที่ห่างไกล เนื่องจากการผ่าตัดทำหมันเป็นไปได้ยากหรือขาดหมอและทีมงานที่มีประสบการณ์ในการผ่าตัดทำหมัน  การฉีดยาหมันจึงไม่ใช่วิธีที่จะมา “ทดแทน” การผ่าตัดทำหมัน (castration) แต่การนำไปใช้ยังคงต้องมีการศึกษาถึงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนดังกล่าว เพื่อที่จะนำไปเป็นแนวทางในการลดและการป้องกันผลข้างเคียงต่อไป

6.การฉีดนั้น สุนัขจะเจ็บปวดหรือไม่

ความเจ็บปวดจากการฉีดยาเข้าอัณฑะเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงอย่างมาก นอกจากผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงผลดีของประสิทธิภาพของ zinc gluconate ต่อการคุมกำเนิดแล้ว ด้านสวัสดิภาพสัตว์หรือ animal welfare ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน

ความเจ็บปวดอาจแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ขณะฉีดยาและหลังฉีดยา จากลักษณะทางกายวิภาคพบว่าเส้นประสาทที่รับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดมาเลี้ยงเฉพาะที่หนังและแคปซูลที่หุ้มอัณฑะ ไม่พบในเนื้ออัณฑะ รายงานส่วนมากที่มีการฉีดยาหมันชนิดต่างๆ เช่น zincgluconate หรือ calcium chloride เข้าอัณฑะจึงพบว่าสุนัขจำนวนน้อยที่มีอาการเจ็บขณะทำการฉีด หากฉีดยาเข้าไปในปริมาณไม่มากนอกจากนี้ขนาดของเข็มที่ฉีดก็ควรเป็นเข็มขนาดเล็ก สำหรับอาการเจ็บปวดภายหลังการฉีดจะเป็นผลมาจากอาการอักเสบบวมขยายขนาดใหญ่ขึ้นของอัณฑะและหนังหุ้มอัณฑะ ซึ่งพบได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังฉีด และอาจนานถึง 7-15 วันหลังฉีด

อาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจพบได้มีทั้งชนิดเฉพาะที่และทั่วร่างกายเช่นแผลหลุมที่อัณฑะ ผิวหนังอักเสบบริเวณถุงอัณฑะ หนังหุ้มอวัยะเพศบวม อาเจียน ท้องเสีย เบื่ออาหาร ไม่มีแรง รวมถึงเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดจากการฉีดยาหมันเข้าอัณฑะนอกจากจะเกี่ยวข้องกับวิธีการฉีดแล้ว ชนิดยาที่ใช้และสื่อที่ผสมก็มีผลเช่นกัน ก่อนการฉีดควรมีการแนะนำเจ้าของสัตว์ถึงผลข้างเคียงที่อาจพบและดูแลเฝ้าสังเกตอาการหลังฉีดติดต่อกันอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากการฉีดยาหมันเข้าอัณฑะแม้จะดูเหมือนง่ายและรวดเร็วแต่ก็ไม่เหมือนการฉีดวัคซีนอย่างที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจ

ในอนาคตหากมีความจำเป็นที่สัตว์จะต้องได้รับการทำหมันโดยวิธีนี้ ควรมีการพัฒนาต่อไปเพื่อเลือกตัวยาและสื่อที่มีผลข้างเคียงน้อยที่สุด และการนำไปฉีดเพื่อคุมกำเนิดสุนัขจรจัดจำเป็นต้องมีมาตรการเก็บสัตว์เพื่อเฝ้าดูอาการ หากเกิดการอักเสบอย่างรุนแรงและแผลติดเชื้อ สัตว์อาจะเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ต้องทำการระบุตัวสัตว์ (identification) ที่ได้รับการฉีดควบคู่กันไป เนื่องจากสุนัขยังคงมีอัณฑะอยู่ (แม้ขนาดจะฝ่อเล็กลงไป) จึงมีโอกาสที่สุนัขจรจัดเหล่านี้จะได้รับการผ่าตัดทำหมันหรือถูกฉีดยาซ้ำอีกโดยไม่ทราบประวัติมาก่อนครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การทำหมันสุนัขเพศผู้ โดยการฉีด‘ยาหมัน’เข้าอัณฑะ ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/224797

วันอาทิตย์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในสัปดาห์นี้เราได้คุยกันถึงเรื่องการทำหมันสุนัขเพศผู้กันต่อนะครับ

3.การฉีดต้องวางยาสลบหรือไม่?

การฉีดแม้จะไม่จำเป็นต้องวางยาสลบก่อน แต่แนะนำให้ฉีดยาซึมสุนัขก่อน เนื่องจากสัตว์อาจดิ้นรนขณะฉีด และเนื่องจาก zinc gluconateเป็นสารที่ก่อให้เกิดเนื้อตาย หรือ necrotizing agent ผลเสียที่อาจพบเมื่อยารั่วออกจากตำแหน่งที่ต้องการฉีดและสัมผัสกับผิวหนังหุ้มอัณฑะ (scrotum) คือทำให้เกิดอาการระคายเคือง อักเสบอย่างรุนแรงเนื้อเยื่อจะมีการบวมแดง ร้อนและเจ็บปวด สุนัขจะแทะเลียแผลจนหนังหุ้มอัณฑะฉีกขาดเป็นบาดแผลเปิด และอาจมีการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมาหากไม่ได้รับการรักษา

4.ผลของ Zinc gluconate ต่อการคุมกำเนิด?

การฉีด zinc gluconate สามารถคุมกำเนิดสุนัขได้จริง จากรายงานผลการใช้ฉีดเข้าอัณฑะในสุนัขเพศผู้ 224 ตัว อายุระหว่าง 3-10 เดือนตามที่กำหนด ให้ผลคุมกำเนิดถาวร (sterilization) ถึงร้อยละ 99.6 โดยจะมีผลทำให้เกิดการฝ่อลีบ (atrophy) ของอัณฑะ (ขนาดอัณฑะลดลง70-90% ในสุนัขก่อนวัยเจริญพันธุ์ และ 50% ในสุนัขวัยเจริญพันธุ์ แต่ขนาดอาจไม่เท่ากันทั้งสองข้าง) รวมทั้งอิพิดิไดมิส และต่อมลูกหมากก็จะฝ่อไปด้วยเช่นกัน เมื่อเนื้อเยื่ออัณฑะเกิดพังผืด (fibrosis) ตัวอสุจิจะไม่สามารถเคลื่อนตัวออกจากท่อสร้างอสุจิ ( seminiferous tubules)ไปยังท่อพักอสุจิ (epididymis) ละท่อนำอสุจิ (vas deferens) ได้

อย่างไรก็ตามมีหลายการศึกษาทดลองใช้ zinc gluconateเพื่อคุมกำเนิดในสุนัข พบว่าระยะเวลาที่มีผลคุมกำเนิดหลังฉีดแตกต่างกันไป เนื่องจากอสุจิส่วนหนึ่งยังคงถูกเก็บไว้ในท่อพักอสุจิ จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่ 26-90 วันหลังฉีดและประสิทธิภาพยังขึ้นกับชนิดและขนาดยาด้วย โดยทั่วไปจะให้ผลในการคุมกำเนิดหลัง 60 วันไปแล้ว

หากการฉีดในสุนัขวัยเจริญพันธุ์ ด้านประสิทธิภาพของยาพบว่าสุนัขส่วนใหญ่จะเป็นหมัน (sterile/infertility) โดยยืนยันจากการตรวจไม่พบอสุจิในน้ำเชื้อ (azoospermia) และสุนัขส่วนหนึ่งจะอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์พันธุ์ (subfertile) โดยพบอสุจิปริมาณน้อยในน้ำเชื้อ (oligozoospermia) และเป็นอสุจิที่ไม่สมบูรณ์มีการเคลื่อนไหวช้าลง (asthenospermia)

สำหรับผลต่อระดับฮอร์โมนเพศผู้ (testosterone) พบว่าระดับฮอร์โมนจะลดลงหลังฉีด แต่ไม่หมดไป ซึ่งแตกต่างกับวิธีผ่าตัดเอาอัณฑะออก เพราะการฉีดยานั้น พบว่าส่วนที่ไม่เสียหายยังคงทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศผู้ได้ตามปกติ สุนัขจะยังมีพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับฮอร์โมนเพศอยู่เช่นพฤติกรรมทางเพศ (sexual behavior) และพฤติกรรมการต่อสู้ (hunting behavior) เป็นต้น

5.ผลดีและผลเสียเปรียบเทียบกับการผ่าตัด castration?

มีจากการศึกษา เปรียบเทียบการฉีด zinc gluconateจำนวน 103 ตัว กับการผ่าตัดทำหมันโดยวิธี castration จำนวน 58 ตัวพบว่า วิธีการฉีดยาเข้าอัณฑะเป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่ที่มีการเก็บข้อมูล (หมู่เกาะ Galapagos) มากกว่าการผ่าตัด เนื่องจากเจ้าของต้องการให้สุนัขคงพฤติกรรมการล่าและหลีกเลี่ยงการวางยาสลบ

การฉีด zinc gluconate สามารถทำได้ไม่ยุ่งยาก รวดเร็ว สุนัขส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการเจ็บปวดขณะฉีด (รายงานไม่ได้ระบุว่ามีการฉีดยาซึมก่อนการฉีดยาเข้าอัณฑะหรือไม่) ปัญหาแผลแตกหลังการผ่าตัดทำหมัน และผลแทรกซ้อนในสุนัขที่ได้รับการฉีดยาเข้าอัณฑะนั้น พบปัญหาแทรกซ้อนไม่แตกต่างกัน (ประมาณ 3-4%)

ปัญหาที่พบคือสภาพอักเสบเนื้อตายอย่างรุนแรง (severe necrotizing reactions) ที่ตำแหน่งฉีดยาใน 4-6 วันหลังฉีด มีเพียง4 ตัวที่มีปัญหาแทรกซ้อนเป็นสุนัขขนาดใหญ่ เนื่องจากได้รับยาฉีดปริมาณค่อนข้างมาก (0.8-1.0 mL) ต่ออัณฑะ 1 ข้าง บางตัวพบการบวมแดงที่บริเวณอัณฑะ บางตัวมีรูแผลเปิดที่หนังหุ้มอัณฑะ และพบท่อdraining tract ที่หนังหุ้มอัณฑะหรือบริเวณหนังหุ้มอวัยวะเพศ (prepuce)และมีการกัดแทะ (chewing) แผลที่หนังหุ้มและเนื้ออัณฑะของตัวเองด้วย

ติดตามตอนจบสัปดาห์หน้านะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การทำหมันสุนัขเพศผู้ โดยการฉีด ‘ยาหมัน’ เข้าอัณฑะ (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/223624

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ทุกท่านคงทราบกันดีแล้วว่าการควบคุมจำนวนประชากรสุนัขนั้น มีหลายวิธี ทั้งในเพศผู้และเพศเมีย ไม่ว่าจะเป็นการฉีดฮอร์โมนในสุนัขเพศเมีย (ซึ่งไม่แนะนำเนื่องจากมีความเสี่ยงมากต่อการเกิดมดลูกอักเสบสูง) การผ่าตัดทำหมันเพศเมียด้วยการตัดมดลูกและรังไข่ (ovariohysterectomy) การผ่าตัดทำหมันเพศผู้โดยการตัดอัณฑะออก (castration) และโดยการตัดท่อนำอสุจิในตัวผู้ (vasectomy) แต่วิธีหลังนี้อาจไม่ได้สัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์เท่าไหร่ เนื่องจากการทำหมันตัวผู้ส่วนใหญ่นั้น นอกจากเพื่อการไม่ให้มีการแพร่พันธุ์แล้ว เรายังมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความก้าวร้าวของสุนัขตัวผู้ด้วย เราจึงต้องกำจัดแหล่งสร้างฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความก้าวร้าวนั่นคือลูกอัณฑะนั่นเอง

ในปัจจุบันนี้ ท่านผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการทำหมันสุนัขเพศผู้ ด้วย “การฉีดยาหมันเข้าอัณฑะ” ในสุนัขกันมาบ้างแล้วนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่มากในเมืองไทย ซึ่งมีหลายคนให้ความสนใจกัน และเนื่องจากมีการพาดหัวข่าวว่า “พบวิธีทำหมันใหม่ลดทารุณกรรมสุนัข” หรือ “การทำหมันสุนัขอย่างมีมนุษยธรรมแบบใหม่”ทำให้คนส่วนใหญ่กลับมาคิดถึงโดยเปรียบเทียบกับวิธีการทำหมันเดิมๆ คือวิธีการผ่าตัดทำหมัน (castration) ซึ่งเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ให้ผลแน่นอน100% และทำกันมานานกว่า 100 ปีแล้วโดยสัตวแพทย์ทั่วโลก

มุมมองที่ว่า “การผ่าตัดทำหมันนี้เป็นวิธีที่ทารุณกรรมสัตว์และขาดมนุษยธรรมหรือไม่?” จึงทำให้กระแสการฉีดยาหมันนั้นเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น

แน่นอน! การฉีดยาและการผ่าตัดย่อมมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ในมุมมองของสัตวแพทย์ ก็จะต้อง “ตอบคำถาม” จากเจ้าของสุนัขให้ได้ ถึง “ผลดีและผลเสีย”ของการใช้ยาในหลากหลายแง่มุม เนื่องจาก “ยาหมัน” ที่พูดถึงนั้นเป็นสารละลายประเภทซิงค์กลูโคเนต(zinc gluconate) ยาในกลุ่มนี้เป็นอย่างไร วันนี้ผมมีข้อมูลและมุมมองดีๆ มาฝากจาก อ.น.สพ.ดร.ศุภวิวัธน์ พงษ์เลาหพันธุ์ จาก ภาควิชาสูติศาสตร์เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธ์ุ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรามารู้จักเรื่องนี้กันครับ

1.ยาหมันที่ฉีดเข้าอัณฑะคืออะไร?

ยาที่ฉีดนั้นเป็นสารสังเคราะห์ที่ฉีดเข้าไปในอัณฑะ โดยสารเคมีที่มีการศึกษาวิจัย เช่น zinc-based solution, calciumchloride, chlorhexidine gluconate, glycerol หรือ 20%hypertonic saline โดยภายหลังการฉีดจะมีผลทำให้สัตว์เป็นหมันแบบถาวรหรือชั่วคราวก็ได้ ขึ้นกับชนิดของสารสังเคราะห์

เมื่อถูกฉีดเข้าไปในอัณฑะจะทำให้เนื้ออัณฑะเกิดการเสื่อมสภาพและแข็งตัว (sclerosis) ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการอักเสบอย่างรุนแรง และเนื่องจากตัวสารเคมีเองจัดเป็นสารแปลกปลอม ดังนั้นจึงก่อให้เกิดกระบวนการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือautoimmune response ร่วมด้วย

ภายหลังการฉีด เนื้อเยื่ออัณฑะส่วนที่ได้รับผลกระทบจากตัวยาจะเกิดความเสียหายและสูญเสียหน้าที่ในการสร้างตัวอสุจิไป ส่วนเนื้อเยื่อที่ไม่ได้รับผลกระทบอาจมีการสร้างตัวอสุจิได้อยู่แต่จะมีปริมาณลดลง (subfertility)

ตำแหน่งที่ฉีดยาสามารถทำได้ที่ตัวลูกอัณฑะ ท่อพักอสุจิ (epididymis) หรือ ท่อนำอสุจิ (vas deferens)

2.Zinc gluconate คืออะไร?

เป็นสารประกอบของ zinc และ glucose และอาจมีการผสมสารอื่นเพื่อทำให้ตัวยามีฤทธิ์เป็นกลาง (neutralize)  เช่น arginine

นอกจากนี้พบว่าสื่อของยา (vehicle) ที่ใช้ก็มีผลต่อประสิทธิภาพของยาด้วย บางชนิดผสมแล้วมีข้อจำกัดว่าใช้ได้เฉพาะในสุนัขเพศผู้ก่อนวัยเจริญพันธุ์ (3-10 เดือน) เท่านั้น หากฉีดในสุนัขอายุน้อยกว่า 3 เดือน หรือมากกว่า 10 เดือน ถือเป็น “off-label use”ซึ่ง FDA ไม่รับรองผลและความปลอดภัย นั่นแสดงว่ายาหมันดังกล่าวไม่สามารถฉีดให้สุนัขตัวผู้ได้ทั่วไป เนื่องจากขนาดของยาที่ฉีดขึ้นกับขนาดของอัณฑะและประสิทธิภาพของการกระจายตัวของ zinc gluconate ไปในเนื้ออัณฑะขึ้นกับสื่อของยาที่ใช้ผสม

สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันถึงเรื่องนี้กันต่อนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘กิจกรรมดีๆ ที่โรงพยาบาลสัตว์เล็ก จุฬาฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/222453

วันอาทิตย์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวัสดีครับ สัปดาห์นี้ผมมีเรื่องราวและกิจกรรมดีๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยงมาฝากผู้รักสัตว์ทุกท่านกันครับ

เนื่องด้วยในปี พ.ศ. 2558 นี้ เป็นปีมหามงคล ในโอกาสที่ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระชนมายุครบ 5 รอบ” ทางชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล พร้อมใจกันจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติขึ้นในหลายรูปแบบ

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลแผนกสัตวแพทยศาสตร์ ก็ได้จัดให้มีการ “เสวนาทางด้านสัตวแพทย์” ขึ้น ซึ่งแต่ละเรื่องก็จะเป็นความรู้ที่นำไปใช้ประโยชน์ในการดูแลสัตว์เลี้ยงของเราได้เป็นอย่างดีครับ

การจัดงานในครั้งนี้ มีกิจกรรมหลายประเภทครับ ทั้งในรูปแบบของ “การเสวนาทางวิชาการ” “การจัดแสดงนิทรรศการ” และ “กิจกรรมการตรวจสุขภาพสัตว์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย”

วัตถุประสงค์หลักของกิจกรรมนี้ ก็เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน ทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับ “โรคและการรักษาโรคในสัตว์เลี้ยง” และ “เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ ที่จะมีผลต่อการบริโภคของคน” ด้วยครับ

ในส่วนของการเสวนา มีเรื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้เลี้ยงสัตว์และผู้รักสัตว์อย่างพวกเราๆ มากครับ อาทิ

“แมวหมาเป็นโรคหัวใจทำไงดี”

“เตรียมตัวสัตว์อย่างไรให้ปลอดภัยเมื่อวางยาสลบ”

“โรคติดเชื้อและพยาธิร้ายในแมวฉัน”

“สารพันปัญหาพฤติกรรมแมวเหมียว”

“เนื้อ นม ไข่ ปลอดภัยจริงหรือ”

ส่วนกิจกรรมตรวจสุขภาพ ก็มีบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ!!!ไม่ว่าจะเป็น การตรวจสุขภาพร่างกายโดยทั่วไป การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการตรวจวัดความดันเลือดในสัตว์เลี้ยง เป็นต้น

กิจกรรมเหล่านี้ จะจัดใน วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 เวลา 08.30–14.30 น. สถานที่ก็คือ อาคารสัตววิทยวิจักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ถนนอังรีดูนังต์นั่นเองครับ

งานดีๆ แบบนี้ ผู้รักสัตว์และผู้เลี้ยงสัตว์ ไม่ควรพลาดครับ

ผู้สนใจและต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อไปได้ที่ โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.02-2189776, 02-2189719 ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคพยาธิเม็ดเลือดในสุนัข (Canine blood parasites)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/221320

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ช่วงที่ผ่านมา มีการแชร์ในโลกโซเชียลอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับข่าวการเสียชีวิตของ “แฟรี่” เจ้าสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ด ซึ่งเป็นสุนัขดมกลิ่นหาวัตถุระเบิด ของกองพันสุนัขทหาร หน่วยอโณทัย จ.ปัตตานี ที่เสียชีวิตลง ด้วยโรคพยาธิเม็ดเลือด ซึ่งโรคในกลุ่มนี้เป็นโรคในสุนัขที่มี “เห็บ” เป็นตัวนำ  การที่สุนัขมีเห็บมากๆ นั้นเป็นการบ่งให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตของสุนัข เรื่องนี้ไม่เพียงแต่สุนัขที่ทำหน้าที่สำคัญแบบนี้เท่านั้นแต่สุนัขบ้านเองก็มีความสำคัญมาก เพราะชี้ให้เห็นว่าเราอาจไม่ได้ดูแลสุนัขของเราเท่าที่ควร เนื่องจากโรคนี้เป็นอันตรายถึงชีวิตด้วย

เรื่องราวเกี่ยวกับ “เห็บ” ที่เป็นพาหะนำโรคนี้ ทั้งเรื่องวงจรชีวิต และการกำจัดเห็บนั้น เราเคยคุยกันไปแล้ว วันนี้จะมาคุยเรื่อง “โรคพยาธิเม็ดเลือดที่เกิดจากเห็บ” กันครับ

โรคพยาธิเม็ดเลือดในสุนัข  เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัวและริกเก็ตเซีย ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่พบในเม็ดเลือดของสุนัข ทั้งเม็ดเลือดแดง (ได้แก่ Babesia spp และ Anaplasma spp.)และในเม็ดเลือดขาว (ได้แก่ Ehrlichia spp. และ Hepatozoon spp.)โรคนี้เกิดได้โดยมี “เห็บ” เป็นพาหะ  ซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงและทำให้สัตว์เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะสุนัขเด็กและสุนัขอายุมากที่มีความแข็งแรงต่ำ

การติดต่อ

สุนัขติดต่อได้โดยถูกเห็บที่มีเชื้อในน้ำลาย “กัด” เชื้อในน้ำลายเห็บจะถูกปล่อยผ่านเข้ากระแสเลือด ไปยังเม็ดเลือด และเนื้อเยื่อต่างๆ  ในบางชนิดอาจติดต่อโดยการ “กิน” เห็บที่มีเชื้อเข้าไป

อาการของโรค จะแบ่งตามชนิดของการติดเชื้อดังนี้

1.Ehrlichia spp. พบได้ในสุนัขทุกเพศ ทุกวัย และทุกสายพันธุ์ เกิดโดยสุนัขถูกเห็บที่มีเชื้อในน้ำลายกัด อาการที่พบ มี 2 ระยะ คือ แบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง

แบบเฉียบพลัน  จะมีไข้สูง ซึม เบื่ออาหาร อาจพบภาวะตับหรือไตอักเสบ จนถึงมีอาการทางประสาท เช่น ชัก เกร็ง และเสียชีวิตได้ภายใน 1-3 วัน หลังจากที่พบภาวะไข้สูง  มักพบเลือดกำเดาไหลและพบจุดเลือดออกตามร่างกาย จนถึงตาบอด หากสุนัขร่างกายแข็งแรง ร่างกายอาจพัฒนาภูมิคุ้มกันมาทำลายเชื้อได้เอง แต่ถ้าภูมิคุ้มกันไม่ดีพอสุนัขก็จะพัฒนาเข้าสู่อาการแบบเรื้อรัง

แบบเรื้อรัง  สุนัขจะมีอาการซึม มีไข้สูง เลือดกำเดาไหลมาก ปัสสาวะเป็นเลือด หายใจลำบาก ไขกระดูกทำงานบกพร่อง เกิดภูมิคุ้มกันที่ทำลายตัวเอง ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ ไตวาย ตับอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเสียชีวิตได้

2.Babesia spp. ในลูกสุนัขจะแสดงอาการรุนแรงกว่าในสุนัขโตอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้สูง โลหิตจาง ซึม เบื่ออาหาร ในรายที่อาการรุนแรง จะมีอาการดีซ่านร่วมด้วย เยื่อเมือกที่เหงือก ตาขาว และใบหูจะซีดเหลือง ปัสสาวะเป็นสีส้มแดงหรือน้ำตาล จากการแตกของเม็ดเลือดแดง เกิดภาวะตับและม้ามโต บางรายอาจมีอาการทางระบบประสาท เกร็ง ชัก และเสียชีวิตได้ในที่สุด

3.Hepatozoon spp. เกิดจากสุนัขกินเห็บที่มีเชื้อเข้าไป นอกจากนี้เชื้อยังถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วย อาการที่แสดงออกมักไม่ชัดเจน เช่น เจ็บปวดกล้ามเนื้อ ท่าทางการเดินผิดปกติไป มีมีน้ำมูก น้ำตา ท้องเสีย เบื่ออาหาร กินน้ำมาก ปัสสาวะมาก และอาจมีภาวะปอดอักเสบร่วมด้วย

4.Anaplasma spp.  ติดโดยถูกเห็บที่มีเชื้อนี้กัด  ระยะแรกมักจะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อจะแฝงอยู่ในร่างกายของสุนัข และแสดงออกเมื่อร่างกายมีสภาพภูมิคุ้มกันต่ำลง  อาการหลักที่พบจะคล้ายกับชนิดอื่นคือ มีไข้ ซึม เบื่ออาหาร เยื่อเมือกซีก เลือดออกจมูก เกล็ดเลือดต่ำ เกิดจุดเลือดออกตามร่างกาย ปวดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะบริเวณข้อ ข้ออักเสบ อาจพบอาการอื่นด้วยเช่น อาเจียน ท้องเสีย ไอ หายใจลำบาก บางรายอาจมีอาการทางระบบประสาทเนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เช่น ชัก เดินโซเซ ร่วมด้วย

การรักษา

หากตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและรีบทำการรักษา ก็จะยังพอช่วยได้ครับ สัตวแพทย์อาจจะให้ยาฆ่าพยาธิเม็ดเลือด ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับการรักษาตามอาการอื่นๆ เพื่อความคุมภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แต่ในบางครั้งอาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จะมีการแฝงของเชื้ออยู่ในร่างกายแต่ไม่แสดงอาการของโรคจนกว่าร่างกายจะอ่อนแอ แต่หากร่างกายสุนัขมีสุขภาพแข็งแรงก็จะไม่แสดงอาการป่วยใดๆ

การป้องกัน

การรักษานั้นจะประสบผลสำเร็จก็ต่อเมื่อได้รับการร่วมมืออย่างดีจากเจ้าของสัตว์ โดยการควบคุมเห็บซึ่งการกำจัดเห็บที่ถูกต้อง จะต้องทำทั้งที่ “บนตัวสุนัข” และ “ที่สิ่งแวดล้อมที่สุนัขอาศัยอยู่”  เนื่องจากหลังจากที่เห็บกินเลือดเต็มที่แล้ว ก็จะออกจากตัวสุนัขเพื่อไปลอกคราบ แล้วจึงกลับเข้าตัวสุนัข (อาจเป็นตัวเดิมหรือตัวใหม่ก็ได้) เพื่อกินเลือดต่อ ซึ่งสาเหตุนี้เองที่ทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังสุนัขตัวอื่น  ขอย้ำว่า เห็บที่ออกจากตัวสุนัขมาลอกคราบที่สภาพแวดล้อมนั้น สามารถมีชีวิตอยู่ได้ “หลายเดือน” โดยที่ “ไม่ได้กินเลือดสุนัข” เลยนะครับ

การกำจัดเห็บนั้น มีหลายรูปแบบ ทั้งในรูปของ ยาฉีด ยากิน ยาหยอดหลัง สเปรย์พ่นตัว ปลอกคอกำจัดเห็บ ยาผสมน้ำแช่ตัวสัตว์ แชมพูหรือแป้งกำจัดเห็บ ที่ใช้กับตัวสัตว์ ร่วมกับการกำจัดเห็บที่อยู่ตามสิ่งแวดล้อมด้วย นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพสุนัขประจำปีด้วยการเจาะเลือดตรวจก็จะช่วยให้เราทราบแต่เนิ่นๆ ได้ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปฐมพยาบาลฉุกเฉินนกเลี้ยง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/226384

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  24 เม.ย. 2559

ปฐมพยาบาลฉุกเฉินนกเลี้ยง!

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : ปฐมพยาบาลฉุกเฉินนกเลี้ยง! : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

                    “คุณที่พบนกตกนอนแหมบกับพื้นกรงจะทำอย่างไร ?”
                    “นกช็อกเพราะแมวไล่จับ จะปฐมพยาบาลได้ไหม ?
                    วิธีปฐมพยาบาลฉุกเฉิน สำหรับนกนั้นเราใช้ระบบ “ABCD” คือ
                    A = Airway = ทางเดินหายใจ ต้องทำให้โล่ง
                    B = Breathing = หายใจได้ ต้องช่วยให้หายใจ
                    C = Circulation = โลหิตไหลเวียน ต้องคล่อง
                    D = Drug = ยาช่วยชีวิต
                    สำหรับเจ้าของนก C และ D คงยากเกินไป ส่วน A และ B พอช่วยแก้เหตุการณ์เฉพาะหน้าให้คลี่คลายได้บ้าง เพื่อส่งต่อแก่หมอนกได้ดำเนินการแก้ไขต่อไป
                    A ; ทางเดินหายใจ คือ ตรวจดูว่าทางเดินหายใจไม่อุดตัน, เช็ดหรือดูดเศษเลือด ดิน ทราย เมือก น้ำมูก ฯลฯ ออกจากจมูกและปาก, ช่องหลอดลมก็ต้องปลอดโปร่ง ไร้สิ่งกีดขวาง และเหยียดคอให้ยืดยาวออกไปข้างหน้า พร้อมกับไม่มีการกีดขวางบังอากาศที่จะหายใจ
                    B ; หายใจ เริ่มจากตรวจดูว่านกหายใจหรือไม่? ถ้าไม่ ต้องหาวิธีทำให้หายใจ, เป่าปากช่วยหายใจ โดยการป้องฝ่ามือเป็นกระบอกครอบปากและจมูกของนกไว้ เป่าเบาๆ เพราะถ้าแรงไปปอดนกจะแตก และผายปอด โดยใช้นิ้วกดเบาๆ เป็นจังหวะที่ซี่โครงเป็นการช่วยให้ปอดทำงาน ต้องระวังแรงกด ถ้ารุนแรงจะทำให้ซี่โครงหัก อย่าทำติดต่อกันนานเกิน 2 นาที
                    C ; โลหิตไหวเวียน เมื่อพาไปพบสัตวแพทย์ คุณหมอจะตรวจดูโดยใช้หูฟัง (Stethoscope) และวัดชีพจ, หากนกขาดเลือดเลี้ยงสมอง (หัวใจหยุด) เกิน 3 นาที จะทำให้สมองถูกทำลาย และคุณหมอจะให้ยากระตุ้นหัวใจทุก 3 ถึง 4 นาที
                    D ; ยาช่วยชีวิต คุณหมอจะใช้ยาเพื่อกระตุ้นทั้งระบบหัวใจและหายใจ จากนั้นก็ขึ้นกับบุญ กรรม และดวงของนกละครับว่าจะรอดหรือไม่
                    ทว่า อย่างน้อยคุณเองผู้เป็นเจ้าของหากได้ช่วยแค่ A และ B ก็นับว่ามีโอกาสรอดไปมากแล้วละครับ!
——————–
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : ปฐมพยาบาลฉุกเฉินนกเลี้ยง! : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร)

หมาปวดฟัน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/225979

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  17 เม.ย. 2559

หมาปวดฟัน!!

หมาปวดฟัน!! : คอลัมน์ พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย… รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

          “หลายๆ ท่านถามผมว่าหมาปวดฟันได้ไหม ?”
          “แล้วหมอรู้ได้อย่างไร ?”
          วิธีที่จะรู้ได้มันมีอยู่ซึ่งเจ้าของหมาเองสามารถใช้เป็นข้อสังเกตเพื่อป้องกัน แก้ไข รักษาก่อนจะกำเริบเสิบสานใหญ่โต
          ร้อยละ 80 ของหมาจะเกิดปัญหาโรคฟันขึ้นเมื่ออายุ 3 ปีขึ้นไป ฉะนั้นจึงถือเป็นข้อสังเกตตั้งต้นประเด็นแรกเลยในการสันนิษฐานกรณีหมาปวดฟัน
จากนั้นท่านเจ้าของสามารถสังเกตความผิดปกติเพิ่มเติมอีกได้ดังนี้ ครับ
          1.มีคราบหินปูนหรือหินน้ำลายสีเหลืองและสีน้ำตาลเกิดขึ้นบริเวณผิวฟันตรงตำแหน่งคอฟัน (รอยต่อฟันกับเหงือก) หรือบริเวณอื่นของฟันก็ได้
          2.มีเลือดออกบริเวณไรฟันเป็นครั้งคราว หรือทุกครั้งหลังกินอาหาร หรือขบเคี้ยวสิ่งหนึ่งสิ่งใด
          3.มีกลิ่นปากเหม็นผิดปกติออกมา
          4.บริเวณเหงือกมีสีเปลี่ยนไปจากเดิม ปกติควรเป็นสีชมพูอ่อนๆ กลับกลายเป็นสีแดงเข้มเนื่องจากปฏิกิริยาการอักเสบมีผลให้เลือดไปเลี้ยงมากกว่าปกติ
          5.เคี้ยวอาหารลำบาก อาจช้ากว่าปกติ เคี้ยวไม่แหลก กัดบดไม่ขาด ฯลฯ
          6.พฤติกรรมการกินผิดไปจากเดิม เช่น อาหารไม่โปรดก็ไม่สน เบื่ออาหาร ขาดความกระตือรือร้นที่จะกินเช่นเดิม กินๆ อยู่แล้วก็เลิกไป ทำท่าอยากกินแต่พอกินไปสักหน่อยก็เลิก ฯลฯ
          7.ใช้ตีนเขี่ยบริเวณปากอยู่บ่อยครั้ง แสดงท่าเหมือนรำคาญ หรือคล้ายกับมีสิ่งระคายเคืองในช่องปาก
          8.ไม่ยอมให้เจ้าของจับหรือแตะต้องบริเวณปาก หรือเบี่ยงบ่าย หลีกเลี่ยงการถูกสัมผัส ฉะนั้นหมาที่เคยแปรงฟันให้ได้ก็กลับไม่ยอม เพราะกลัวความเจ็บปวดเมื่อถูกฟันสัมผัสจากแปรง ฯลฯ
          9.นี่คือสิ่งบ่งบอกเบื้องต้นง่ายๆ สำหรับเจ้าของที่จะสังเกตอาการปวดฟันของหมาจะได้นำไปพบคุณหมออย่างทันการณ์
          10.การป้องกันฟันผุอันเป็นปัญหาหลักของการปวดฟันในหมาทำได้ครับ การแปรงฟันให้หมาของคุณอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ตลอดไป ฝรั่งเขาว่าไว้แล้วหมาของคุณจะอายุยืนยาวอีก 5 ปี !!

พรมกับหมา-เหมียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/225582

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง  :  10 เม.ย. 2559

พรมกับหมา-เหมียว

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : พรมกับหมา-เหมียว : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร

                    คนไทยวันนี้มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ดูง่ายๆ แค่การตกแต่งและเป็นอยู่ในบ้านที่แตกต่างในแง่การใช้งาน เช่น เดิมจากพื้นบ้านเป็นไม้กระดาน ขยับเป็นไม้ปาเก้ บวกกับความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป บ้านไทยกลายเป็นสไตล์ฝรั่งที่นิยมปูพื้นด้วยพรม บ้านเขาจำเป็นเนื่องจากอากาศหนาว แต่บ้านเราเป็นเมืองร้อนจึงติดเครื่องปรับอากาศ พื้นไม้เดิมเริ่มเย็นจำต้องปูพรมตามมา
                    สิ่งที่ตามมาสำหรับการปูพรมในบ้านพักอาศัย โดยเฉพาะที่เลี้ยงหมาแมวไว้ คือเรื่องของกลิ่นอันเกิดจากสัตว์เลี้ยงทั้งสองขับถ่ายไว้บนพรม และขนที่ร่วงหล่นติดอยู่ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดอาการภูมิแพ้ของคนในเหย้า ฉะนั้น มาดูวิธีกำจัดกลิ่นและร่องรอยที่หมาแมวทำไว้บนพรมในบ้านคุณ เพื่อลดการเกิดภูมิแพ้ และกลิ่นไม่พึงประสงค์
                    ขับถ่ายบนพรม
                    – ใช้กระดาษทิชชูชนิดหนาๆ ซับฉี่บนพรมออกให้มากที่สุด
                    – ห้ามขยี้ หรือถู
                    – ใช้แรงกดกระดาษซับบริเวณที่ฉี่ให้แน่น เพื่อรีดฉี่ออกจากพรมแล้วถูกซับโดยกระดาษทิชชู
                    – เปลี่ยนกระดาษหรือผ้าที่ใช้ซับให้บ่อยๆ
                    – ใช้น้ำสะอาดเจือจางฉีดบนพรม แล้วซับออกด้วยขั้นตอนข้างต้น
                    – ใช้น้ำยาเพื่อทำให้กลิ่นฉี่สลายตัวโดยเป็นน้ำยาที่ผลิตจากเอนไซม์ช่วยย่อยสิ่งปฏิกูล มีขายตามร้านเพ็ทช็อป
                    – ขณะใช้น้ำยาทำลายกลิ่นให้สวมหน้ากาก และใส่ถุงมือเพื่อลดความระคายเคืองจากน้ำยาที่ใช้ มันจะช่วยกำจัดรอยเปื้อนด้วย
                    – ห้ามใช้น้ำส้มสายชู หรือน้ำยาทำความสะอาดในบ้าน หรือน้ำยาซักพรมธรรมดา มันจะช่วยได้ชั่วคราว
                    ขับถ่ายบนพื้น
                    – ซับด้วยกระดาษทิชชูหรือน้ำจนแห้ง
                    – เช็ดล้างด้วยน้ำยาทำลายกลิ่นฉี่ที่เป็นเอนไซม์
                    สิ่งขับถ่ายแห้งติดพรม
                    – กรณีมีรอยเปื้อนบนพรมขนาดใหญ่ติดมานานต้องใช้เครื่องดูดฝุ่นแบบเปียก อย่าใช้ประเภทที่มีการพ่นไอน้ำออกมาเพราะยิ่งทำให้ความสกปรกติดแน่นและมีกลิ่นออกมาต่อไป
                    – เมื่อทำตามขั้นตอนแรกเสร็จแล้ว ให้ใช้น้ำยาทำลายกลิ่นที่เป็นเอนไซม์มาชะล้างต่อเพื่อขจัดกลิ่นยังหลงเหลือออก
                    – หากรอยฉี่มีมานาน กระจายวงกว้างมากเกินกำลังของคุณ ต้องจ้างร้านซักพรมจัดการ บางครั้งแก้ไขไม่ได้ต้องเปลี่ยนพรมใหม่ทั้งผืน
                    เสียน้อยเสียยาก อย่าลำบากเก็บไว้ทั้งเหม็น และก่อภูมิแพ้แก่คุณได้ครับ !
———————-
(พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : พรมกับหมา-เหมียว : โดย … รศ.นสพ.ปานเทพ รัตนากร)