ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/224749

เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง > วิถีพอเพียง : 27 มี.ค. 2559
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/224749

พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : แมวมีกลิ่น!!
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/220197
จากความเชื่อแต่โบราณที่ว่า ปล่อยเต่าแล้วได้บุญ จะทำให้มีอายุยืน ทำให้หลายคนเลือกการทำบุญด้วย “การปล่อยเต่า” เพราะคิดว่า การให้ชีวิตสัตว์ที่มีอายุขัยยาว จะทำให้ตนมีอายุยืนนับร้อยปีเหมือนเต่า ความเชื่อนี้ เราคงต้องมาพิจารณากันใหม่นะครับ เพราะในปัจจุบันนี้ พบว่า “ชนิด” ของเต่าที่ปล่อย และ “สถานที่” ที่นำเต่าและตะพาบน้ำไปปล่อยนั้น กลายเป็น “พาเต่าไปสุสาน” เลยครับ เนื่องจาก
– เต่าบางประเภทที่นำไปปล่อยนั้น เป็น”เต่าบก” แต่ดันนำไปปล่อยในแหล่งน้ำ ทำให้เต่าจมน้ำตาย
– บ่อน้ำที่นำไปปล่อย ไม่มีทางลาดเอียงหรือทางเดินให้เต่าขึ้นมาพัก ทำให้เต่าไม่มีที่ขึ้นมารับแสงแดด หรือวางไข่
– แหล่งน้ำที่ปล่อย เป็นแหล่งน้ำที่เน่าเสีย ไม่มีการไหลเวียน มีสภาพเป็นกรด ทำให้เต่าติดเชื้อโรค ตาบอด ถูกน้ำกัด และเป็นแผล
– ปล่อยเต่าในแหล่งน้ำขนาดเล็ก คับแคบ โดยเฉพาะในบ่อน้ำในวัดหลายแห่ง ทำให้เต่าอยู่กันแออัด แย่งอาหาร และกัดกัน
– บางแห่งมีคนตกปลาจำนวนมากทำให้เต่าติดเบ็ด ได้รับบาดเจ็บ หรือถูกจับไปกิน
สถานที่ดังกล่าวข้างต้น ทำให้น้องเต่าและน้องตะพาบต้องทนทุกข์ทรมาน บาดเจ็บ และเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา ดังนั้นการปล่อยเต่าเพื่อหวังให้ได้บุญใหญ่ จึงกลับกลายเป็นการทำบาปอย่างมหันต์ เพราะนำเต่าไปปล่อยผิดที่ผิดทาง ทำให้เต่าส่วนใหญ่ต้องตายไป เนื่องจากไม่ใช่แหล่งที่อยู่อาศัยของเขา และที่สำคัญเต่าก็จะเสียชีวิตเนื่องจาก “การขาดอาหาร” ดังนั้นการปล่อยเต่าที่ถูกต้องและได้บุญ จึงต้องปล่อยในถิ่นที่อยู่อาศัยที่แท้จริงของเขาเท่านั้น
● พื้นที่ที่เหมาะสมกับการปล่อยเต่า ได้แก่
บริเวณที่เป็น แหล่งน้ำสะอาด มีทางลาดขึ้นจากน้ำ เพื่อให้เต่าขึ้นบนบกเพื่อรับแสงแดดและวางไข่ได้ มีพืชใบเขียวและสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ปลา หรือหอย ให้เต่ากินเป็นอาหารธรรมชาติได้
● เต่าที่จะนำไปปล่อย ควรมีลักษณะเช่นไร
ประการแรก เต่าที่นำไปปล่อย ต้อง “ไม่ใช่เต่าบก” ต้องเป็น “เต่าน้ำ” เท่านั้น
“เต่าบกและเต่าน้ำ” นั้น เราสามารถแยกความแตกต่างคร่าวๆ ได้ดังนี้
1.พังผืดที่นิ้วเท้า เราจะพบว่า “เต่าน้ำ” จะมีพังผืดเชื่อมระหว่างนิ้วเท้า แต่จะไม่พบในเต่าบก
2.ลักษณะของผิวหนังที่ขา เราจะพบว่า “เต่าบก” นั้น ขาทั้งสี่จะมีผิวหนังที่เป็นเกล็ด หยาบ และขาจะค่อนข้างกลมมากกว่า (เนื่องจากต้องใช้ขาในการเดิน) ส่วน “เต่าน้ำ” จะมีผิวที่ค่อนข้างเรียบและชุ่มชื่นกว่า
3.อาหารการกิน จะพบว่า “เต่าบก” มักจะเป็นมังสวิรัติ คือกินอาหารที่เป็นพืช ผัก และผลไม้ ส่วน “เต่าน้ำ” มักจะกินสัตว์เล็กๆ เช่น ปลาตัวเล็กและหอย เป็นต้น
ประการที่ 2 ต้องเลือกเฉพาะเต่าและตะพาบพื้นเมืองของไทย โดยไม่ควรนำเต่าต่างถิ่นไปปล่อย เพราะเต่าต่างถิ่น เช่นเต่าแก้มแดง (คนไทยมักเรียกว่าเต่าญี่ปุ่น แท้ที่จริงเป็นเต่าพื้นเมืองของอเมริกาเหนือ) เต่าบิน (หรือเต่าจมูกหมู จากปาปัวนิวกินี) และตะพาบไต้หวัน สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ที่ไม่ควรนำไปปล่อยในแหล่งน้ำของไทย เพราะจะก่อให้เกิดปัญหากับเต่าพื้นเมืองของไทย
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมมั่นใจว่าทุกท่านก็คงได้ทราบแล้วนะครับว่า “การปล่อยเต่าอย่างไม่มีความรู้” ในทุกวันนี้ เป็นการ “สร้างบุญ หรือ เพิ่มบาป” ให้กับผู้ปล่อยมากกว่ากัน ดังนั้นก่อนที่เราจะทำบุญด้วยการปล่อยเต่านั้น เราควรจะมีความรู้พื้นฐานอย่างเพียงพอที่จะสามารถนำไปใช้แยกแยะ “ชนิดของเต่า และสถานที่ที่จะนำไปปล่อย” เพื่อให้การทำบุญด้วยการปล่อยเต่าของเรานั้นเป็นการทำบุญที่แท้จริงครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/219123
ก่อนหน้านี้ เราได้คุยกันถึง “โรคพิษสุนัขบ้า”กันไปแล้ว คราวนี้ขออนุญาตพูดต่อเนื่องสักหน่อยครับ เมื่อพูดถึงโรคพิษสุนัขบ้านี้ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้วล่ะ และก็ทราบดีด้วยว่า โรคนี้เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสที่ร้ายแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต ทั้งยังมีทั้งเรื่องราวและความเชื่อที่พูดต่อๆ กันมา ซึ่งมีทั้งที่ผิดบ้าง-ถูกบ้างปะปนกันไป วันนี้เรามาพูดกันถึง “ความเชื่อผิดๆ แปลกๆ” เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้านี้กันครับ
ความเชื่อ 1 : “สุนัขและแมวเป็นโรคพิษสุนัขบ้า เฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น”
ความจริง: สุนัขและแมว เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ “ทุกฤดูกาล” ครับ ไม่เกี่ยวกับสภาพอากาศเลย คนส่วนใหญ่คิดว่า อากาศร้อน จะทำให้สุนัขบ้า
(เหมือนคนที่เครียด) ซึ่งจริงๆ แล้ว โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ “ระบบประสาท” ไม่ใช่ “โรคประสาท หรือ “โรคทางจิต” (ตามที่คนเข้าใจหรือที่คนเป็นกัน ที่ว่าเมื่อเจออากาศร้อนมากๆ ก็จะเครียดจนเป็นบ้า)
สาเหตุที่พบมากในช่วงฤดูร้อนนั้น มักจะมีสาเหตุมาจาก
1.โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีระยะฟักตัวของโรคตั้งแต่เพียงไม่กี่สัปดาห์จนถึงนานเป็นปี โดยทั่วไปก็จะประมาณ 3 เดือน (ระยะฟักตัว หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงแสดงอาการ)
2.ที่ผ่านมา ช่วงฤดูผสมพันธุ์ของสุนัข มักเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม ระยะนี้สุนัขตัวผู้มักจะ “โชว์พาวเวอร์” ด้วยการกัดกันเพื่อแย่งชิงสุนัขตัวเมีย หากตัวใดมีเชื้อโรคอยู่แล้ว ก็จะแพร่เชื้อติดไปยังสุนัขตัวอื่นได้เต็มที่
3.ช่วงหน้าร้อน เป็นช่วงปิดภาคเรียนของโรงเรียน เด็กๆ จึงมีโอกาสถูกกัดได้มากกว่า
ความเชื่อ 2 : “ลูกสุนัขและแมวเด็กๆ ไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรอก”
ความจริง : สุนัขและแมวที่อายุน้อย หากได้รับเชื้อ ก็สามารถแพร่โรคพิษสุนัขบ้ามายังคนและสัตว์อื่นได้ครับ ดังนั้นในลูกสัตว์ ก็เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ครับ
ความเชื่อ 3 : “เฉพาะสุนัขและแมวเท่านั้นแหละ ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้”
ความจริง : เป็นความเข้าใจที่ผิดถนัดเลยครับ! โรคพิษสุนัขบ้าสามารถเป็นได้กับ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” ทุกชนิดครับ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยง เช่น หนู กระรอก กระแต กระต่าย เม่นแคระ จิงโจ้บิน สัตว์ปศุสัตว์ เข่น ม้า สุกรโค กระบือ รวมถึงสัตว์ป่า เช่น เสือ สิงโต ลิง ม้าลาย เก้ง กวาง บ่าง ชะนี อีกด้วย
ความเชื่อ 4 : “หากถูกสุนัขหรือแมวที่มีอาการปกติกัด ก็ไม่เป็นไร”
ความจริง : สุนัขและแมวสามารถแพร่เชื้อโรคได้ถึง 10 วันก่อนที่จะแสดงอาการ ดังนั้นหากถูกสุนัขหรือแมวกัดในช่วงที่มีการแพร่ของเชื้อก่อนที่จะแสดงอาการแล้วล่ะก็ เราอาจชะล่าใจ ดังนั้นเราจึงต้องฉีดวัคซีน (ให้ผู้ถูกกัดเอง) และกักสัตว์ต่ออีกสัก 1-2 สัปดาห์เพื่อดูอาการด้วย
ความเชื่อ 5 : “การฉีดวัคซีนในสุนัขและแมว สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ 100%”
ความจริง : การฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดโรคครับ รวมถึงหากสัตว์ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าอยู่ก่อนแล้ว และอยู่ในระยะฟักตัว ก็จะทำให้การฉีดวัคซีนไม่ได้ผลตามที่คาดไว้ครับ
ความเชื่อ 6 : “การฉีดวัคซีนให้สุนัขหรือแมวเพียงครั้งเดียว ก็สามารถป้องกันได้แล้ว”
ความจริง : การฉีดวัคซีนเพียงเข็มแรกเข็มเดียว ก็ยังมีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ เพราะภูมิคุ้มกันที่ได้รับนั้นไม่สูงเพียงพอ สัตว์ต้องได้รับการกระตุ้นวัคซีนเป็นครั้งที่ 2 (ในขวบปีแรก) และต้องกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกปีด้วยครับ
ความเชื่อ 7 : “การถูกกัดเท่านั้น ที่สามารถทำให้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้”
ความจริง : การติดต่อของโรค ไม่เพียงแค่การโดนกัดเท่านั้นครับ การถูกเลียที่แผล หรือถูกข่วน ก็อาจทำให้ติดโรคได้ หากสุนัขหรือแมวตัวที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้านั้นเลียอุ้งเท้าและเล็บตัวเอง ก็อาจมีไวรัสจากน้ำลายติดค้างอยู่ที่เล็บ และแพร่เชื้อได้ครับ
ความเชื่อ 8 : “ถ้าถูกสุนัขกัด ให้รีบเอารองเท้าตบ หรือราดแผลด้วยน้ำปลา”
ความจริง : ขอยืนยันว่าการเอารองเท้าตบที่แผลนั้น ไม่ได้ช่วยรักษาโรคนี้เลยครับ กลับยิ่งจะทำให้สิ่งสกปรกและฝุ่นเข้าบาดแผลที่ถูกกัดมากขึ้นด้วยครับ ส่วนการราดด้วยน้ำปลานั้น หากเป็นน้ำปลาแท้ที่มีความเข้มข้นสูงอาจช่วยฆ่าเชื้อได้บ้าง แต่สารปรุงแต่งในน้ำปลาก็จะเข้าไปในแผลด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นน้ำปลาปลอมหรือน้ำปลาที่มีความเข้มข้นต่ำและมีสิ่งเจือปนมากแล้ว ยิ่งนอกจากจะทำลายเชื้อไม่ได้แล้ว ยิ่งจะทำให้ผู้ถูกกัดได้รับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นเข้าบาดแผลมากยิ่งขึ้นด้วย
ถ้าจะให้ดี ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นล้างแผลซ้ำอีกครั้งด้วยทิงเจอร์ไอโอดีนหรือโพรวิโดนไอโอดีน (เบตาดีน)
และรีบไปพบแพทย์ครับ
ความเชื่อ 9 : “รอให้สุนัขและแมวที่กัดตายเสียก่อน จึงค่อยไปพบแพทย์ก็ได้”
ความจริง : เมื่อถูกสุนัขที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนกัด หากสุนัขตัวที่กัดไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าก็คงไม่น่าวิตกอะไร แต่ถ้าเราไม่ทราบประวัติสุนัขแน่นอนแล้วล่ะก็ การไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เป็นสิ่งจำเป็นมากครับ เนื่องจาการฉีดวัคซีนป้องกันที่ได้ผลสูงสุด จะต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงหลังถูกกัด ในบางกรณีที่บาดแผลใหญ่ บริเวณที่มีเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก หรืออยู่ใกล้สมองมาก หรือมั่นใจว่าสัตว์มีเชื้อพิษสุนัขบ้าแน่ๆ แพทย์จะพิจารณาในการฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (เซรุ่ม) เข้าที่บาดแผลเพื่อทำลายเชื้อได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที แต่มีข้อเสียคือราคาแพง !!
เมื่อได้ทราบอย่างนี้แล้ว หวังว่าผู้อ่านคงจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าดีขึ้นนะครับ ฝากเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อถูกสุนัขหรือแมวกัด
สิ่งที่เราควรคำนึงถึงและควรกระทำเป็นสูตรง่ายๆ คือ “ล้างแผล-ใส่ยา-กักหมา-หาหมอ” ครับผม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/217948
สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้คุยกันเรื่องการเตรียมนำสุนัขเดินทางโดยเครื่องบินในส่วนของการเตรียมตัวสัตว์ก่อนการเดินทางไปแล้ว วันนี้ เรามาคุยกันต่อถึงการเตรียมอุปกรณ์และเอกสารสำหรับสัตว์ รวมถึงข้อควรพิจารณาระหว่างเดินทางและหลังการเดินทางครับ
ต้องมีการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ และเอกสารเกี่ยวกับตัวสัตว์ให้ครบ เช่น
– กล่องเดินทาง หรือ Transport box ต้องมีขนาดกว้างเพียงพอให้สัตว์สามารถอยู่ได้อย่างสบาย กลับตัวได้ สภาพกล่องแข็งแรงและใช้การได้ดี สามารถปิดประตูกล่องได้เป็นปรกติ เพื่อให้แน่ใจว่าสัตว์ไม่สามารถเปิดออกเองระหว่างเดินทางได้ (แต่ละสายการบินอาจกำหนดขนาดของกล่องที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรศึกษาจากสายการบินนั้นๆ ด้วยครับ)
– เอกสารระบุตัวสัตว์ ชื่อและที่อยู่เจ้าของที่สามารถติดต่อได้ ซึ่งควรต้องติดไว้บนกล่อง หรือเตรียมใส่ซองหรือถุงรวมกันไว้ เพื่อความสะดวกในการรวบรวมและแสดงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่อความสะดวกและรวดเร็วครับ
– ขวดใส่น้ำดื่มชนิดแขวนกับประตูกรง ควรบรรจุน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะการขาดน้ำ dehydration เพราะเราไม่สามารถคาดเดาสภาพอากาศระหว่างการขนส่ง ทั้งก่อนขึ้นเครื่อง บนเครื่องบิน และหลังลงจากเครื่อง
ก่อนเดินทาง หากทำได้ควรจูงสัตว์ไปอึหรือฉี่ ก่อนส่งให้เจ้าหน้าที่สายการบิน เพื่อป้องกันการขับถ่ายเลอะเทอะในกล่องขนส่ง และโดยปรกติแล้ว เราควรงดการให้อาหารและน้ำอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเดินทาง เพื่อลดปัญหาการอาเจียนระหว่างการขนส่งด้วยครับ
หลังจากส่งสัตว์ให้เจ้าหน้าที่สายการบินแล้ว ก็จะเป็นหน้าที่ของ “เจ้าหน้าที่สายการบิน” นั้นๆ แล้วล่ะครับ เจ้าหน้าที่ของแต่ละสายการบินก็จะต้องปฏิบัติตาม “มาตรการของสายการบิน” ในการดูแลขนส่งสัตว์ที่มีชีวิต (live animal transport) ตลอดการเดินทางอย่างเคร่งครัด ทั้งระหว่างรอขึ้นเครื่องและหลังเครื่องลงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างที่รอเจ้าของมารับหลังออกจากเครื่องแล้ว ต้องไม่วางสัตว์ตากแดด หรือในที่ไม่มีอากาศถ่ายเท ตลอดจนไม่วางไว้ใกล้เสียงเครื่องยนต์ดังๆ จนสัตว์ตื่นกลัวด้วย
การวางสัตว์ไว้ในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท หรือร้อนเกินไป (>40 องศาเซลเซียส) นั้น จะเป็นอันตรายกับสุนัขและแมวอย่างมาก เพราะระบบการระบายความร้อนออกจากร่างกายของสัตว์จะไม่ดีเท่ากับในคน อาจเกิด “ภาวะการเครียดจากความร้อน” (heat stress) และ“โรคลมแดด” (heat stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุให้สัตว์เสียชีวิตได้ครับ
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะเครียดจากความร้อนหรือ heat stress นี้ ได้แก่ การมีประวัติการป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับความร้อนอยู่ก่อนแล้ว สุนัขแก่หรือเด็กเกินไป สภาวการณ์ทนความร้อนได้ต่ำโดยเฉพาะในสุนัขพันธุ์ที่มีขนยาวและหนา สุนัขที่อ้วนกว่าปรกติ สุนัขที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและปอด สุนัขที่ป่วยด้วยฮอร์โมนไทรอยด์สูงกว่าปกติ (hyperthyroidism) สุนัขพันธุ์หน้าสั้น (brachycephalic) เช่น บูลด็อก เฟรนช์บูลด็อก บอสตันเทอร์เรีย และปั๊ก ภาวะการแห้งน้ำ/ขาดน้ำ หรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ เป็นต้น
เมื่อได้รับสัตว์เลี้ยงของเราแล้ว ต้องตรวจดูว่าเป็นสัตว์ของเราถูกต้องหรือไม่ เพราะสัตว์อาจยังสะลึมสะลือ (จากฤทธิ์ของยา) อยู่ บางตัวอาจจะดีใจและตื่นเต้นมากกว่าปรกติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าของแล้วล่ะครับที่จะคอยปลอบโดยการใช้เสียงและการสัมผัสเพื่อให้เขาอุ่นใจขึ้น อย่าลืมตรวจสภาพของกรงว่ามีการเสียหายจากการกระแทกหรือไม่ และต้องสังเกตอาการสุนัขของเราด้วย ว่ามีการหายใจ การแสดงออก การเดินที่ผิดปรกติหรือไม่ หากมีความผิดปรกติต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ และพาไปตรวจเช็คร่างกายต่อไปครับ
จะเห็นว่าในการจะพาสุนัขหรือแมวโดยสารทางเครื่องบินนั้นอาจดูเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าวิธีอื่นๆ ดังนั้นก่อนที่เราจะพาเขาเดินทางโดยเครื่องแล้ว เราต้องตรวจดูสุขภาพของสัตว์เลี้ยงของเราให้ดี เตรียมเอกสารให้ครบ รวมถึงศึกษาข้อกำหนดหรือข้อจำกัดของแต่ละสายการบินอย่างเคร่งครัดด้วยครับ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/216842
สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับคนเป็นอย่างมาก หลายคนถือว่าสุนัขเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว มีการพาสุนัขไปเที่ยวในที่ต่างๆ เช่นเดียวกับพาเด็กเล็กๆ ไปด้วย การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวอาจไม่มีปัญหาอะไร แต่หากต้องใช้บริการสาธารณะแล้วคงต้องมีการจัดเตรียมที่แตกต่างกันออกไปไม่ว่าจะเป็นรถโดยสาร เรือโดยสารหรือแม้กระทั่งเครื่องบินโดยสาร
ในการนำสุนัขเดินทางโดยเครื่องบินนั้น อาจมีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่แตกต่างจากการโดยสารชนิดด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งแต่ละสายการบินก็มีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน ในส่วนของเราในฐานะของเจ้าของเองนั้นจะต้องมีการเตรียมตัวสุนัขและมีหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติตัวอย่างไร วันนี้เรามีข้อมูลจากคณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาฝากกันครับ
ในการขนส่งสุนัขและแมวทางอากาศ เรามีข้อควรพิจารณา โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ
1. ก่อนการเดินทาง
1.1 ตัวสัตว์เลี้ยง
– อายุสัตว์ : โดยทั่วไปแล้ว เราไม่ควรขนส่ง หรือให้สัตว์ที่อายุน้อยหรืออายุเกินไปเดินทางเป็นเวลานานๆ เนื่องจากลูกสัตว์ที่ยังเล็กเกินไป ยังมีแข็งแรงต่ำ ที่สำคัญสุนัขเด็กนั้นยังทำวัคซีนป้องกันโรคไม่ครบ และการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมยังไม่ดีเท่าสัตว์ที่โตเต็มวัยด้วย บางสายการบินจึงกำหนดอายุสัตว์ที่อายุมากกว่า 10 สัปดาห์ หรือการขนส่งระหว่างประเทศนั้น หลายประเทศกำหนดว่า สุนัขต้องได้รับการทำวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้ามาแล้ว และมีระยะพักหลังทำวัคซีนอีกอย่างน้อย 3 สัปดาห์ เพื่อให้สัตว์มีภูมิคุ้มกันสูงเพียงพอ ดังนั้นอายุที่ขนส่งได้ก็ควรจะประมาณ 4 เดือนขึ้นไป ส่วนในสัตว์อายุมากนั้นก็จะมีผลกระทบเรื่องภาวะภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่าสุนัขหนุ่ม-สาว ดังนั้นหากสุนัขมีอายุเกิน 7 ปี ควรได้รับการพิจารณาสุขภาพเป็นพิเศษ
– สุขภาพ : สุนัขควรได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว และมีสุขภาพที่แข็งแรงเป็นปกติ หากไม่แน่ใจว่ามีสุขภาพแข็งแรงดีหรือไม่ ก็ควรให้สัตวแพทย์ตรวจทำการร่างกายสัตว์ก่อนเดินทาง สัตว์ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ ควรตรวจร่างกายให้แน่ใจว่าสามารถเดินทางได้ เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงระบบทางเดินหายใจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สุนัขเสียชีวิต โดยเฉพาะสัตว์บางตัวที่มีความผิดปกติของทางเดินหายใจอยู่แล้วเช่น ภาวะหลอดลมตีบ (Tracheal collapse) หรือภาวะเพดานอ่อนของช่องปากยื่นยาว (Elongated soft palate) ซึ่งมักพบในสุนัขพันธุ์หน้าสั้น เช่น ปั๊ก และบูลด็อก ก็จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อชีวิตได้ หากมีการเดินทางไกลและไม่มีการจัดการดูแลที่เหมาะสมระหว่างการเดินทางครับ
– อารมณ์ : สัตว์บางตัวอาจมีอารมณ์ที่ตื่นเต้นง่าย ขี้กลัว หวาดระแวงง่าย จนทำให้ส่งผลต่อการสูบฉีดเลือดและการหายใจ จะเห็นว่าหอบ เหนื่อยง่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเป็นสายพันธุ์หน้าสั้น ก็อาจทำให้หายใจลำบากมากเพิ่มขึ้น สิ่งที่เจ้าของจะทดลองทำได้ หมอก็จะแนะนำให้ลองฝึกสัตว์เลี้ยงดูโดยให้สุนัขหรือแมวอยู่ในกล่องเดินทางของสัตว์ (Transport box) เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย และลดอาการตื่นเต้นได้เมื่อถูกขังกรงเป็นเวลานาน
ในกรณีนี้ควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อเตรียมยาซึม (ยากล่อมประสาท หรือยาเพื่อลดความเครียด) ให้สัตว์กินก่อนเดินทางเสมอ โดยสัตว์จะมีอาการคล้ายคนง่วงนอน โดยยาที่ให้จะให้ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวสัตว์ซึ่งแต่ละตัวอาจให้ผลแตกต่างกันด้วย จึงแนะนำว่าอาจจะต้องมีการทดลองป้อนยาก่อนเดินทาง 1 อาทิตย์ เพื่อให้ทราบว่าขนาดยาที่เตรียมให้นั้น สามารถทำให้สัตว์ซึมลงภายในกี่นาที และยาซึมออกฤทธิ์นานกี่ชั่วโมง เพื่อจะได้ประมาณการให้เหมาะกับสุนัขที่เราจะพาเดินทาง เนื่องจากขนาดของยาซึมที่ให้โดยการกินอาจออกฤทธิ์แตกต่างกันบ้างในสัตว์แต่ละตัวครับ
สัปดาห์หน้าเรามาติดตามกันต่อนะครับ ว่าควรนอกจากที่ตัวสัตว์ในช่วงก่อนการเดินทางแล้ว เราต้องพิจารณาเรื่องใดกันอีกบ้างครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี
http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046011258&srcday=2015-12-01&search=no
| วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386 |
Pet Care
อาจี๋ที่ไม่เอาไหน
ที่หลับที่นอนแมว
คนเราย่อมต้องมีบ้าน ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยให้พักผ่อน พึ่งพิง แมวก็เช่นเดียวกัน แมวก็ต้องการที่ปลอดภัยไว้ซุกตัวลงนอนให้นอนหลับสบายเช่นกัน
การจัดเตรียมที่หลับที่นอนแมว เริ่มจากที่ใช้สิ่งของที่ประดิษฐ์เองไม่ต้องลงทุน ไปจนถึงที่นอนที่มีราคาแพงถึงหลักหลายพัน หลายหมื่น ก็มีให้เลือกมากมาย
ที่หลับที่นอนของแมวที่เราจะหามาให้แมว หรือซื้อมาให้แมว มีประโยชน์และการใช้งานแตกต่างกันไปดังนี้
1. ที่นอนทำจากลังกระดาษใช้แล้ว เอามาตัดแต่งทำเป็นที่นอนแมว เอาผ้าเก่าๆ วางไว้ให้นุ่มนิ่ม แค่นี้แมวก็ได้ที่นอนที่หลับสบายสามารถซุกตัวนอนได้อย่างปลอดภัยแล้ว
ข้อดีของที่นอนลังกระดาษคือ แมวชอบมาก และยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเจ้าของแมวอีกด้วย
2. เบาะนอน ที่นอนผ้า ที่มีวางขายทั่วๆ ไปตามร้านเพ็ตช็อป สนนราคามีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบ ความสวยงาม การตัดเย็บ เนื้อผ้าที่นำมาใช้ ผลิตจากที่ไหน บางแบบนำเข้ามาจากต่างประเทศ บางแบบใช้ผ้านาโนช่วยป้องกันแบคทีเรีย บางแบบกันน้ำ ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของว่าจะเลือกแบบไหน
ข้อดีของที่นอนผ้า นุ่มนิ่ม ให้ความอบอุ่น นอนสบาย ควรเลือกที่นอนแบบที่มีเบาะนอนไม่หนามาก เพื่อง่ายแก่การซักทำความสะอาด และควรเลือกขนาดพอดีตัวแมว เพราะแมวไม่ชอบที่นอนที่ใหญ่เกินไป
3. ที่นอนแมวแบบกระบะพลาสติก หวาย หวายเทียม ที่นอนที่ทำจากวัสดุเหล่านี้จะมีอายุการใช้งานยาวนาน ล้างทำความสะอาดง่าย อาจมีราคาแพงกว่าที่นอนผ้า แต่เมื่อมาคำนึงถึงอายุการใช้งานที่ยาวนานก็จัดว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า
4. อุโมงค์แมว ถ้ำแมว บ้านแมว มีให้เลือกหลายรูปทรง ทำมาจากหลายๆ วัสดุ หลายๆ รูปทรง รูปแบบที่เป็นอุโมงค์หรือถ้ำนี้แมวจะชอบมาก เพราะให้ความรู้สึกปลอดภัยสูง
ถ้าต้องการให้อายุการใช้งานนานๆ ควรเลือกวัสดุที่ทำจากพลาสติก เพราะสามารถล้างทำความสะอาดได้ง่าย
การเลือกรูปแบบอุโมงค์ก็สำคัญ ควรเลือกแบบที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุคว่ำขังแมวไว้ข้างใน ต้องมีช่องอากาศถ่ายเท ให้แมวสามารถหายใจได้ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นได้ ซึ่งที่เคยมีข่าวให้เห็นคือ ที่นอน อุโมงค์รูปไข่ซึ่งมีน้ำหนักมากคว่ำทับแมว แล้วแมวโดนขังอยู่ข้างใน ขาดอากาศหายใจตาย
5. เตียงนอนเจ้าของแมว ไม่ต้องคิดอะไรมาก นอนด้วยกันเลยทั้งคนทั้งแมวบนเตียงเดียวกัน แต่ก็ต้องหมั่นทำความสะอาดเก็บขนแมวที่ติดตามที่นอน หมอน ผ้าห่ม สม่ำเสมอ
6. ที่นอนเจลเย็น เป็นที่นอนเจลที่สามารถเก็บความเย็นไว้ในเจลได้นาน 3-4 ชั่วโมง ควรมีไว้ให้แมวในหน้าร้อน หรือวันที่มีอากาศร้อน จะช่วยทำให้แมวนอนเย็นสบาย หลับได้อย่างมีความสุข
7. ที่นอนดินเผา (ให้นึกถึงกระถางต้นไม้ดู) คุณสมบัติดินเผา จะมีความเย็นในตัว ควรมีไว้ให้แมวในหน้าร้อน ที่นอนดินเผาบางรุ่นมีช่องสำหรับไว้ใส่น้ำแข็ง ช่วยทำให้แมวเย็นสบายตลอดวันได้
ลองเลือกดูที่นอนให้ถูกใจแมว ถูกใจเจ้าของแมวได้ตามร้านเพ็ตช็อปทั่วไปนะจ๊ะ
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/215700
3.ควรนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายก่อนให้ยาแก่สัตว์
ควรพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อให้ทำการตรวจร่างกายสัตว์ ก่อนที่จะให้การรักษาใดๆ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากสัตว์แต่ละตัวมีสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน เช่น สัตว์ที่เป็นโรคตับ โรคไต โรคทางเดินหายใจ สัตว์ที่อายุน้อย หรือที่อายุมาก สัตว์ท้อง อาจไม่สามารถได้รับยาชนิดเดียวกับสัตว์ที่ร่างกายปกติ ทำให้จำเป็นต้องได้รับยาต่างชนิดกัน เป็นต้น
4.ไม่ควรซื้อยาจากร้านค้าที่ผู้ขายไม่มีความรู้เรื่อง
ยาสัตว์
เจ้าของสัตว์พึงหลีกเลี่ยงร้านค้าที่ผู้ขายไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับยาสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ท่านต้องการซื้อมาใช้
5.ไม่ควรซื้อยาจากร้านค้าที่ไม่มีหลักแหล่งในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น ร้านแผงลอย ร้านที่ไม่มีที่อยู่แน่นอน ไม่มีข้อมูลสำหรับการติดต่อ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ เนื่องจากหากมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับสัตว์เลี้ยง จะทำให้ไม่สามารถดำเนินการเรียกร้องความรับผิดชอบได้
หากเจ้าของสัตว์พบปัญหาเกี่ยวกับยาสำหรับสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับสัตว์ เช่น
– พบการผลิต นำเข้า หรือขายยาสัตว์ปลอม
– พบการผลิต นำเข้า หรือขายยาสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต
– พบโฆษณาโอ้อวด หลอกลวง หรือทำให้เข้าใจผิด ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาโดยวิธีใด
– พบความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ เช่น เสียก่อนหมดอายุ ไม่มีฉลากภาษาไทย การแสดงฉลากไม่ครบถ้วน เป็นต้น
ท่านสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่
1.โทรสาร 02-5918472
2.อี-เมล์ complain@fda.moph.go.th
3.จดหมาย/หนังสือ (ร้องเรียน) ที่ตู้ ปณ. 52 ปณจ. นนทบุรี 11000
4.สายด่วน อย. โทรศัพท์ 1556 หรือโทรศัพท์ 02-5907354-5
สำหรับกรณีนอกเวลาราชการ ทางโทรศัพท์ (02-5907354) และ สายด่วน อย. (1556) จะมีเทปบันทึกให้ฝากข้อความอัตโนมัติ
5.ร้องเรียนด้วยตนเอง (หรือกรณีมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์มามอบให้)
– ผู้บริโภคที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯสามารถร้องเรียนได้ที่ ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ อาคาร 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ ที่ฝ่ายประสานบริการเรื่องร้องเรียน กลุ่มสารนิเทศและงานร้องเรียน กองพัฒนาศักยภาพ
ผู้บริโภค อาคาร 5 ชั้น 6 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
– ผู้บริโภคที่อยู่ในต่างจังหวัด แจ้งร้องเรียนได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
อย่าลืมนะครับ “ยาปลอม” เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงของท่าน ดังนั้นก่อนจะใช้ยาในสัตว์เลี้ยงเราควรปรึกษาสัตวแพทย์ และทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด รวมถึงหากเจอแหล่งผลิตหรือจำหน่ายยาปลอมเหล่านั้นละก็ ขอให้ช่วยกันแจ้งหน่วยราชการตามที่ให้ข้อมูลไว้แล้ว เพื่อ “ลด” และ “ตัดตอน” การกระจายของยาปลอมเหล่านั้นครับ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/214787
สวัสดีครับ ปัจจุบันนี้เราจะพบว่า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในสัตว์รวมถึงยาสัตว์บางชนิดนั้น มีการ “แอบ” ขายกันเกลื่อนกลาดตาม Pet Shop และร้านขายสินค้าสำหรับสัตว์ทั่วไป ซึ่งจริงๆ แล้วการใช้ยาสัตว์ ควรได้รับคำแนะนำจากสัตวแพทย์โดยตรงมากกว่าครับ
แต่ถ้าหากเราจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์โดยที่ยังไม่ได้ทันได้ปรึกษาสัตวแพทย์แล้วล่ะก็ เราลองมาฟังคำแนะนำในการเลือกใช้และซื้อยาสัตว์ จาก “ผศ.ดร.ร.ท.หญิง สพ.ญ.เนาวรัตน์ สุธัมนาถพงษ์ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”กันครับ
คำแนะนำการซื้อยาสัตว์ที่เจ้าของสัตว์ควรพิจารณามีคร่าวๆ ดังนี้ครับ
1.สังเกตก่อนซื้อว่าผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์นั้นเป็นยาจริงหรือปลอม
วิธีสังเกตเบื้องต้น คือยาปลอมนั้น มักจะโฆษณาเกินจริง เช่น…
“รักษาหายภายใน 7 วัน”
“กำจัดได้หมด ทั้งเห็บหมัดไรหูพยาธิทุกชนิด”
“ขายยาและอาหารสัตว์ป่วยทุกชนิด ราคาถูก รักษาได้ทุกโรค” เป็นต้น
นอกจากนี้ร้านขายยาสำหรับสัตว์ที่จำหน่ายยาปลอม มักจะเน้นจุดขายที่ราคาของสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ยาประเภทเดียวกับตัวอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตจากองค์การอาหารและยาให้จำหน่ายโดยสัตวแพทย์หรือให้วางขายได้ตามท้องตลาด
จะเห็นได้ชัดว่ายาปลอมจะมีราคาถูกกว่ามาก มากเสียจนดูเหมือนว่าถูกเกินไปเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นคือสัญญาณเตือนภัยว่า อาจจะเป็นยาปลอม
จากการตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดทำการผลิตยาสัตว์ปลอม โดยผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) และคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พบว่า ผู้กระทำความผิดหลายรายใช้สถานที่ผลิตยาสำหรับสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาต และทำการผลิตยาและวัตถุอันตรายแบ่งขายให้กับลูกค้า การขายยาปลอมพบได้ทั้งขายทางไปรษณีย์ และตามร้านค้าทั่วไป โดยเฉพาะตลาดนัดจตุจักร
ยาปลอมที่ทางเจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบและยึดมาได้นั้นมีหลายกลุ่ม เช่น
– ยาปฏิชีวนะ (ซัลฟาเมทาโซน เอ็นโรฟล็อกซาซิน)ยาถ่ายพยาธิ (ปิเปอราซิน ซิเตรท)
– ยาต้านปรสิตภายในและภายนอก (ไอเวอร์เมคติน)
– ยาฆ่าเชื้อทางผิวหนัง (โพวิโดน ไอโอดีน)
– ยาคุมในสัตว์ (เมทดรอกซีโปรเจสเตอโรน) และ
– ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายกำจัดเห็บหมัด ดีทิค อีทิค และทิคฟรี ซึ่งเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือ 3
นอกจากนี้ยังสามารถยึดเอกสารกำกับยา แผ่นพับซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจาก อย.ด้วย ดังนั้นเจ้าของสัตว์จึงพึงระวังในการเลือกซื้อยาไปใช้กับสัตว์เลี้ยงของตน โดยเฉพาะยากำจัดเห็บหมัด เนื่องจากยาปลอมมีวางขายทั่วไป
2.ควรสอบถามสัตวแพทย์ ก่อนที่จะซื้อยาสำหรับสัตว์มาใช้
ยาปลอมเป็นอันตรายต่อสัตว์ บางชนิดมีผลข้างเคียงที่รุนแรง บางชนิดผู้ผลิตยาปลอมใช้สูตรยาที่ไม่ได้รับการยอมรับเพื่อลดต้นทุน หรือใช้ยาผิดประเภท ซึ่งจะส่งผลต่อร่างกายสัตว์ เช่น เป็นพิษต่อตับ เป็นพิษต่อไต เป็นพิษต่อการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด เป็นพิษต่อระบบประสาท เป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจ ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้สัตว์พิการหรือเสียชีวิตได้
เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากกับสัตว์เลี้ยงของท่านได้ โดยสอบถามสัตวแพทย์ก่อนที่จะซื้อยามาใช้เอง สัตวแพทย์ยินดีเสมอที่จะให้คำปรึกษาและคำแนะนำว่าผลิตภัณฑ์ยาชนิดใดเหมาะสมที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงของท่าน
ตัวอย่างคำถามที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงควรถามสัตวแพทย์ เช่น
– “จากประสบการณ์ของสัตวแพทย์ ยาชนิดดังกล่าวดีสำหรับสัตว์เลี้ยงหรือไม่”
– “ผลิตภัณฑ์ยา …. ปลอดภัยและใช้ได้ผลจริงหรือไม่ มีความน่าเชื่อถือหรือไม่” เป็นต้น
(ติดตามอ่านตอนจบในสัปดาห์หน้า)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/213781
เมื่อสุนัขเพศเมียที่บ้านเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ก็จะมีการผสมพันธุ์ ในที่สุดก็มีการตั้งท้อง เมื่อเราทราบว่าสุนัขของเรากำลังจะมีลูกน้อย หลายท่าน
ก็มักจะมีข้อสงสัยว่า เราควรดูแลสุนัขตั้งท้องอย่างไร ต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษไหม ต้องให้และต้องงดอาหารอะไรดี วันนี้ เรามาคุยประเด็นนี้กันครับ
● สุนัขตั้งท้องนานเท่าไหร่
หลายคนคงทราบแล้วนะครับว่าสุนัขใช้เวลาในการตั้งท้องประมาณ 2 เดือน คือประมาณ 60 วัน อาจน้อยกว่าหรือมากกว่าได้ แต่ไม่ควรเกิน 7 วัน หากเกินกว่านั้น ถือว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งต้องให้สัตวแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยโดยด่วนครับ
● สุนัขตั้งท้องอาบน้ำได้หรือไม่
หากการอาบน้ำ คือการทำความสะอาด ชำระร่างกาย ชำระสิ่งสกปรกที่ตัวออกแล้วละก็ ขอยืนยันว่า “อาบน้ำได้ตามปกติแน่นอนครับ” เพียงแต่ว่าความรุนแรงในการจัดการ และการตื่นกลัวรวมถึงความยินยอมของสุนัขต่างหากล่ะที่มีผลต่อการตั้งท้อง
ถ้าสุนัขหวาดกลัวระแวงมากๆ จะทำให้สุนัขเครียด มีการหลั่งฮอร์โมนในกลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งมีผลทำให้มดลูกบีบตัว จนอาจเป็นผลให้แท้ง หรือคลอดก่อนกำหนดได้
การอาบน้ำควรใช้น้ำอุณหภูมิปกติ (เพื่อให้เกิดความสดชื่น) หรืออุ่นเล็กน้อย (หากเป็นช่วงอากาศเย็น) และไม่ควรบีบนวด หรือกระตุ้นแรงๆบริเวณท้อง โดยเฉพาะในช่วงปลายของการตั้งท้อง เพราะอาจทำให้มดลูกบีบตัวมากได้ครับ แชมพูที่ใช้ ก็ควรเป็นสูตรอ่อนๆ ที่ไม่มีสารเคมีหรือสารระคายเคืองมากๆ
ดังนั้นขอสรุปว่าสุนัขตั้งท้องสามารถอาบน้ำได้ตามปกติด้วยความระมัดระวังและด้วยความนุ่มนวลครับ
● สุนัขท้องห้ามกินยาหรือห้ามฉีดยาใช่หรือไม่
เรื่องการให้ยาในสุนัข ควรได้รับการพิจารณาและการแนะนำจากสัตวแพทย์อย่างละเอียด เนื่องจากยาบางตัวมีผลทำให้มดลูกบีบตัวซึ่งอาจทำให้เกิดการแท้งได้ ยาบางตัวมีผลทำให้เกิดความผิดปกติในการสร้างอวัยวะของตัวอ่อนได้ และยาบางตัวก็สามารถถ่ายทอดผ่านกระแสเลือดไปตกค้าง
ยังลูกได้ครับ ดังนั้นในกรณีที่จะใช้ยากับสุนัขตั้งท้อง ต้องได้รับความดูแลแนะนำจากสัตวแพทย์เป็นพิเศษครับ
● ควรลดหรือเพิ่มอาหารประเภทใดเป็นพิเศษหรือไม่
ถ้าตอบแบบกลางๆ (แบบกำปั้นทุบดิน) ที่สุด ก็คือ ให้สุนัขกินอาหารที่มีประโยชน์ ในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นเองครับ แล้วอาหารที่มีประโยชน์คืออะไรล่ะ?
ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูป (ที่มีคุณภาพ) เราสามารถเลือกได้ว่า ใช้สูตรอาหารสำหรับสุนัขปกติ (สุนัขโต) ได้ครับ
อาหารสูตรปกติ ในปริมาณปกติ (หรือเพิ่มจากเดิมเล็กน้อย)นี้ สามารถใช้ได้ในช่วงหนึ่งเดือนแรกของการตั้งท้อง ทั้งนี้หากให้ปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ลูกสุนัขมีน้ำหนักตัวมาก ขนาดตัวใหญ่ และอาจเป็นผลให้คลอดยากตามมาได้ครับ
ส่วนเจ้าของสุนัขที่ใช้อาหารสดหรือเป็นอาหารปรุงเอง สิ่งที่ควรระวังคือ “การปรุงรส” (เพราะกลัวว่าจะไม่อร่อย) เช่นการใส่น้ำปลา ใส่ซอสปรุงรส หรือสารปรุงแต่งต่างๆ ลงไปในอาหาร ซึ่งถือว่าไม่มีความจำเป็นและอาจมีอันตรายต่อลูกสุนัขเสียด้วย ดังนั้นควรเป็นอาหารที่มีรสชาติเป็นธรรมชาติ มีสารอาหารครบถ้วน บางบ้านอาจใช้ การต้มเนื้อสัตว์ ผสมตับ ไข่ และผัก แล้วคลุกข้าวให้กิน ก็ดูง่าย บ้านๆ และเป็นประโยชน์ต่อแม่สุนัขและลูกดีครับ
ส่วนช่วงครึ่งหลังของการตั้งท้อง หรือเมื่อเข้าเริ่มสัปดาห์ที่ 4-5 แล้ว ท้องของแม่สุนัขจะเริ่มใหญ่ขึ้น ลูกสุนัขจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีความต้องการสารอาหารในปริมาณที่สูงขึ้น เพื่อการพัฒนาการของระบบต่างๆ ในร่างกายนั่นเอง ช่วงนี้ เจ้าของคงต้องพิจารณาเรื่องอาหารเป็นพิเศษ และต้องเน้นถึงคุณภาพของอาหารเหมือนเดิมครับ
หากกินอาหารสำเร็จรูป แนะนำให้เปลี่ยนอาหารมาเป็นสูตรสำหรับลูกสุนัข (Puppy) เนื่องจากอาหารสูตรลูกสุนัขนี้จะเป็นอาหารที่มีโปรตีน และแคลเซียมในปริมาณสูงกว่าสูตรอาหารสุนัขโตทั่วไป ซึ่งตอบสนองความต้องการของลูกสุนัขได้เป็นอย่างดี แต่จะขอเรียนเน้นว่าปริมาณอาหาร ที่ให้ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม (อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 10-30%) เพื่อไม่ให้ขนาดตัวลูกสุนัขใหญ่จนเกินไป
การเสริมแร่ธาตุและวิตามินบางตัวจึงมีความจำเป็นในช่วงครึ่งหลังของการตั้งท้องครับ ตัวที่ค่อนข้างมีความจำเป็นในสุนัขในช่วงท้ายของการตั้งท้องคือ แร่ธาตุแคลเซียม เนื่องจากต้องใช้เพื่อสร้างกระดูกให้ลูกสุนัข หมอมักพบว่าหลังคลอดแม่สุนัขที่เลี้ยงลูกเก่งๆ และมีลูกหลายตัวอาจมีปัญหาเรื่อง “ไข้น้ำนม หรือ Milk fever” ซึ่งเป็นภาวะแคลเซียมในกระแสเลือดต่ำ แม่สุนัขจะมีอาการตัวร้อน ไข้สูง สั่น เกร็ง และชักได้ครับ ดังนั้นการให้กินแคลเซียมเม็ดหรือให้กินนมจึงมีความจำเป็นในช่วงนี้ครับ (การให้แม่หมากินนมในกรณีที่ไม่เคยกินมาก่อน อาจทำให้เกิดการถ่ายเหลวได้ จึงอาจต้องเริ่มให้กินทีละนิดและค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามลำดับ)
ในช่วงสองถึงสามวันท้ายของการตั้งท้องหรือประมาณวันที่ 55 เป็นต้นไป ควรให้อาหารที่มีกากใยสูง พื่อลดปัญหาการท้องผูกก่อนคลอดครับ
ขอเน้นว่า ในช่วงแรกของการตั้งท้องไม่ควรเพิ่มปริมาณอาหารจนเยอะเกินไป กล่าวโดยสรุปก็คือควรให้อาหารที่มีคุณภาพ ในปริมาณที่เหมาะสม ดูแลเรื่องความสะอาด เป็นสิ่งสำคัญ การอาบน้ำสามารถทำได้โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนแต่ไม่ควรทำความรุนแรงหรือทำให้สุนัขเครียดจนเกินไป การให้ยาต่างๆ ต้องเชื่อฟังคำแนะนำจากสัตวแพทย์ก่อนอย่างเคร่งครัด
หากเจ้าของใจร้อนอยากทราบว่าสุนัขของเราตั้งท้องหรือไม่ สัตวแพทย์ก็อาจแนะนำให้ใช้การอัลตราซาวนด์เพื่อยืนยัน ซึ่งทำได้ตั้งแต่ประมาณสามสัปดาห์ของการตั้งท้องครับ แต่ถ้าจะให้ชัวร์ล่ะก็ การเอกซเรย์เพื่อดูจำนวนลูกสุนัขในมดลูกในช่วง 45-50 วัน ของการตั้งท้อง ก็เป็นการยืนยันได้ดีครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/212742
สวัสดีครับ สัปดาห์นี้ ผมมีเรื่องดีๆ มาเล่าให้ฟังกันครับ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา “ชมรมต่อต้านพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ได้จัดกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมเกี่ยวกับ “การรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า” ซึ่งโรคนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกกันมาก ในช่วงหน้าร้อนนี้
“โรคพิษสุนัขบ้า” หรือ โรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคที่เกิดได้ใน “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด” ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว คน โค กระบือ สุกร กระต่าย จิงโจ้บิน กระรอก และกระแต ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หาย และมีอันตรายถึงชีวิตด้วย จากการเป็นอัมพาตของระบบทางเดินหายใจ แต่โรคนี้เราสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี หรือตามที่สัตวแพทย์แนะนำครับ
เนื่องจากโรคนี้เป็นอันตรายต่อคน ดังนั้นทาง “ชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า” จึงไม่อยู่เฉยแน่ๆ เราได้จัดโครงการนี้ขึ้น ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี ปีละ 2 ครั้ง โดยครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1-3 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา (หลังจากที่สอบเสร็จกันหมาดๆ)
นิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ พร้อมด้วยคณาจารย์จำนวนกว่า 100 ชีวิต ได้ร่วมกันออกหน่วยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ให้สุนัขและแมว ในเขตตำบลหมอนนาง อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โดยความร่วมมือของ “เทศบาลตำบลหมอนนาง จังหวัดชลบุรี” และมีนายสัตวแพทย์นพลิศ เสริมศักดิ์ศศิธร นายกเทศมนตรี ให้การดูแลอย่างอบอุ่นครับ
โครงการนี้ มี “นางสาวภัทรพร สัมมาเมตต์” นิสิตชั้นปีที่ 3 เป็นหัวหน้าโครงการ มี “ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร” (ผมเอง) เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ และมีคณาจารย์เข้าร่วมดังนี้ ผศ.น.สพ.ดร.วุฒิชัย กลมเกลียว, ผศ.น.สพ.ดร.ดำริ ดาราวิโรจน์, อ.น.สพ.ดร.กิตติพงษ์ ทาจําปา และคุณหมอใจดีอีกหลายท่าน ช่วยให้การดูแลอย่างใกล้ชิด การออกหน่วยที่แสนจะร้อนอบอ้าว แดดแรงจ้า จัดความร้อนมาเต็มๆ แต่นิสิตและคณาจารย์ก็ตั้งใจทำงานกันแบบ “ไม่กลัวแดด” กันเลยทีเดียว (ลูกศิษย์ผม ก็ต้องลุยเหมือนผมสิครับ ไม่มีกลัวดำ ไม่มีกลัวผิวเสีย ไม่มีเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อแน่ๆ ครับ)
ช่วงเวลาดังกล่าว มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขและแมวได้กว่า 1,400 ตัว งานนี้ทั้งนิสิต คณาจารย์ รวมถึงสุนัข-แมว และเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็ได้รับความสุข ความอบอุ่นทั้งกายและใจ (ไม่แพ้อากาศที่แสนจะอบอุ่น) ไปอย่างถ้วนหน้ากันครับ
ปัญหาเรื่องพิษสุนัขบ้าและสุนัขจรจัดนี้ “สัตวแพทย์” อย่างเราๆ ก็ได้แต่หวังว่า กิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมของนิสิตชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้านี้ จะช่วยลดปัญหาการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชนได้บ้าง แม้จะเป็นเพียงจิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ในสังคมก็ตาม
ปัญหาหลักของโรคพิษสุนัขบ้า มักเกิดในสุนัขและแมวจรจัด ซึ่งปัญหาสุนัขและแมวจรจัดก็เป็นปัญหาโลกแตกในบ้านเราที่ไม่สามารถแก้ได้เสียที (หมายถึงการจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การฆ่านะครับ) การป้องกันการเกิดสุนัขและแมวจรจัดที่ทำได้ง่ายที่สุด ก็คือการปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ตระหนักถึงการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ คิดอย่างละเอียดก่อนที่จะหามาเลี้ยง และเมื่อตัดสินใจเลี้ยงแล้ว ก็ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดีจนสิ้นอายุขัยของเขา ไม่แก้ปัญหาด้วยการ “ทิ้ง” หรือ “ปล่อย” ให้เป็นภาระของสังคมครับ หากทำได้อย่างนี้ แม้จำนวนสุนัขจรจัดจะไม่ลดลงในทันที แต่จำนวนก็จะไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็น “การลดการเพิ่ม หรือชลอการเพิ่มขึ้น” ของสุนัขและแมวจรจัดได้ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย