สีหศักดิ์ เตือนศึก ตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ สั่งเตรียมแผนอพยพรับมือขั้นสูงสุด

สีหศักดิ์ เตือนศึก ตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ สั่งเตรียมแผนอพยพรับมือขั้นสูงสุด

สีหศักดิ์ เตือนศึก ตะวันออกกลาง ยืดเยื้อ สั่งเตรียมแผนอพยพรับมือขั้นสูงสุด

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.16 น.

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 3 มี.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึง การประเมินวิกฤติของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางจะไปถึงระดับไหนว่า ดูแล้วยืดเยื้อแน่นอน อาจจะขยายและบานปลายออกไป ซึ่งทุกคนก็มองว่าน่าจะเป็นประโยชน์ถ้าเข้าสู่กระบวนการเจรจา แต่ดูแล้วตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

สีหศักดิ์

เมื่อถามว่า มีการมองว่าการสู้รบอิหร่าน-อิสราเอล กับเหตุการณ์สู้รบฮามาส-อิสราเอล 

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นคนละแบบกัน พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การสู้รบอิหร่าน-อิสราเอลไม่ใช่แค่ อิหร่าน อิสราเอล ยูเออี บาห์เรน กาตาร์ คูเวต จอร์แดน และจะไปที่ไซปรัส มันต่างกันเยอะในแง่ของระดับพื้นที่ และจำนวนคนไทยด้วย โดยเหตุการณ์ฮามาส-อิสราเอล พุ่งไปที่อิสราเอล มีคนไทยจำนวน 40,000 คน 

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แต่การสู้รบอิหร่าน-อิสราเอลครั้งนี้เป็นแสนคน ซึ่งเราต้องมีความเร่งด่วนในการช่วยเหลือที่อิหร่านก่อน เราก็มีมาตรการ เรื่องที่หลบภัยต่างๆ และการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งที่อิหร่านเราได้ขอให้คนไทยทั้งหมดออกมา และเราก็หาทางอพยพคนไทยกลับมาประเทศไทย ส่วนที่อื่นหากคนไทยจะกลับก็บอกเรามา ก็ดูว่าจะต้องออกเส้นทางไหน อย่างที่อยู่ยูเออีก็มีแผนที่จะเปิดน่านฟ้า เราก็จะดูเรื่องตั๋วเครื่องบินให้เพียงพอ ที่บาห์เรนก็มีการโจมตีหนัก เราจะดูแลคนไทยให้ปลอดภัย อพยพจากที่เสี่ยงคือสถานที่ที่ใกล้ฐานทัพสหรัฐอเมริกา เรามีแผนที่จะไปที่ไหนอย่างไร ตามสถานการณ์ ไม่อยากให้ตื่นตระหนกเกินไป

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนสถานการณ์ในอิสราเอลมีระบบสกัดการขีปนาวุธ ซึ่งมีคนไทยประมาณ 65,000 คน โดยส่วนใหญ่อยากจะอยู่ต่อ เนื่องจากยังมั่นใจในมาตรการความปลอดภัย แต่เราก็ติดตามสถานการณ์ให้เขาทราบเป็นระยะๆ ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ส่วนคนไทย 20 คนที่อยากจะกลับประเทศนั้นเป็นคนที่ไปประชุม ไม่ใช่คนที่ไปทำงานที่นั่น

สีหศักดิ์

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ที่อิหร่านสามารถใช้คำว่าอพยพได้แล้ว ส่วนพื้นที่อื่นเป็นการอำนวยความสะดวก หากเขาอยากจะกลับประเทศไทยเราก็จะหาช่องทางให้เขากลับ

เมื่อถามว่า สถานทูตไทยในอิหร่านตอนนี้ตกอยู่ในเป้าหมายหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แถวนั้นมีหน่วยราชการเป็นเป้าหมายอยู่ แต่ยังไม่เสียหาย ยังได้รับผลกระทบ เขาพยายามจะไม่ให้สถานทูตทั้งหลายเป็นเป้าหมาย ซึ่งเขาระมัดระวังอยู่ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ขณะนี้ เราจะไปคาดการณ์ไม่ได้

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับสถานทูตไทยในอิหร่านมีเจ้าหน้าที่รวมครอบครัวประมาณ 10 กว่าคน เอาเฉพาะที่จำเป็น ส่วนท่านอุปทูตก็ยังอยู่เพื่อบัญชาการเหตุการณ์ ทั้งนี้ต้องดูว่าคนไทยออกไปได้แค่ไหน หากอพยพคนไทยหมดแล้ว เราก็อยากให้ทุกคนออกมา โดยเบื้องต้นจะให้อพยพไปยังประเทศตุรกีก่อน เพื่อตรวจสอบสายการบินที่ให้บริการ หรืออาจจะเช่าเครื่องบินเหมาลำจากอิยิปต์เข้าไปรับ ซึ่งเราเตรียมทางเลือกต่างๆไว้แล้ว

เลขาสภาฯ ชี้ เปิดประชุมนัดแรก ต้องรอ กกต. รับรองส.ส. ถึง 95% ก่อน

เลขาสภาฯ ชี้ เปิดประชุมนัดแรก ต้องรอ กกต. รับรองส.ส. ถึง 95% ก่อน

เลขาสภาฯ ชี้ เปิดประชุมนัดแรก ต้องรอ กกต. รับรองส.ส. ถึง 95% ก่อน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

‘เลขาสภาฯ’ เผยต้องรอ ‘กกต.’ รับรองสส. 95-100% ก่อน ‘นายกฯ’ ทูลเกล้า เปิดสภาฯนัดแรก เลือก ‘ประธาน-รองประธานสภาฯ’ 

วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีการเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกว่า ต้องรอดูว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะรับรองสส.ครบ 95% หรือ 100% วันไหน หาก กกต.ประกาศรับรองครบแล้ว ทางสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) จะประสานมาที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่าจะให้นายกรัฐมนตรีนำความขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อมาจากทาง สลน.

ปลอดประสพ ย้อนรอยเส้นทางชีวิต จากเด็กผู้รอดชีวิต เหตุระเบิดบางกอกน้อย กับผลงาน 81 ปี

ปลอดประสพ ย้อนรอยเส้นทางชีวิต จากเด็กผู้รอดชีวิต เหตุระเบิดบางกอกน้อย กับผลงาน 81 ปี

ปลอดประสพ ย้อนรอยเส้นทางชีวิต จากเด็กผู้รอดชีวิต เหตุระเบิดบางกอกน้อย กับผลงาน 81 ปี

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

81 ปีที่คุ้มค่า! “ปลอดประสพ” ย้อนรอยเส้นทางชีวิตจาก เด็กชายผู้รอดชีวิต เหตุระเบิดบางกอกน้อย สู่เจ้าของปริญญาเอกกิตติมศักดิ์ 3 ใบ

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ปลอดประสพกับผลงาน 81 ปี

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2488 พันธมิตรทิ้งระเบิดลงที่สถานีบางกอกน้อยซึ่งติดกับรพ.ศิริราชและใกล้ห้องคลอด เล่ากันว่า มีคนไข้บาดเจ็บล้มตาย แต่ก็มีเด็กชายคนหนึ่งรอดมาจนอายุ 81ปีในวันนี้ ก็คือผมนั่นเอง

เช้านี้ผมตักบาตรแล้วก็ไม่ได้ฉลองอะไรเพิ่มเติม เพราะทุกอย่างพอแล้ว ยกเว้นอาทิตย์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยWesternได้มอบปริญญาเอกกิตติมศักดิ์สาขา รัฐประศาสนศาสตร์ให้ 

ผมขอถือโอกาสนี้คัดลอกคำประกาศเกียรติคุณมาเพื่อกรุณาทราบ เพื่อหวังให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ว่า เรื่องประมง ป่าไม้ สิ่งแวดล้อมตลอดจนถึงเรื่องน้ำของประเทศไทยเป็นมาอย่างไร ปริญญากิตติมศักดิ์ครั้งนี้ถือเป็นฉบับที่ 3 หลังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และแม่โจ้เมื่อ 40ปีที่แล้ว

คำประกาศเกียรติคุณมีดังนี้

ดร. ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นบุคคลผู้มีความรู้ ความสามารถ และเสียสละอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีการประมงจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโทด้านการบริหารการประมงจาก Oregon State University ระดับปริญญาเอกด้านนิเวศวิทยาและการบริหารแหล่งน้ำจาก Manitoba University และเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักบริหารเชิงนโยบายที่มีความรอบรู้ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ การจัดการ และการบริหารราชการแผ่นดิน

 ในขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมงได้พัฒนาการประมงไทยให้เจริญถึงขั้นสูงสุดสามารถส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ของโลก จนได้รับพระราชทานรางวัลหน่วยงานดีเด่นแห่งชาติ และยังได้จัดตั้งศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นในประเทศไทย เมื่อดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ ได้ทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้สูงสุดในประวัติศาสตร์คือ 33% และเป็นผู้นำในการทำให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และแก่งกระจานได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นผู้จัดตั้งและเป็นปลัดกระทรวงคนแรกของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดตั้งกรมขึ้นมาใหม่อีก 4 กรม คือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเป็นอธิบดีคนแรกอีกด้วย ในทางการเมือง เมื่อเป็นรัฐมนตรีได้จัดตั้งไนท์ซาฟารีที่เชียงใหม่ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และได้ตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคขึ้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เชียงใหม่ และสงขลานครินทร์ เมื่อดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการน้ำแห่งชาติและเป็นผู้รับผิดชอบแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันภัยแล้งและน้ำท่วมของประเทศ

ด้วยความที่เป็นคนมีความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์จนเป็นที่ประจักษ์ จึงทำให้ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ได้รับรางวัลสังข์เงิน ครุฑทองคำ และเหรียญพัฒนาชนบทของศูนย์พัฒนาชนบทแบบผสมผสานแห่งเอเชียและแปซิฟิก แม้ในปัจจุบัน รัฐสภาก็ได้มอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการแก้ไข พ.ร.บ. ประมงจนสำเร็จ ซึ่งจะมีผลให้การประมงไทยกลับมาเป็นจ้าวสมุทรดังเดิม และได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยแม่โจ้

ด้วยเกียรติคุณและผลงานดังกล่าวข้างต้นเป็นที่ประจักษ์ว่า ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นผู้ที่มีความรู้ความความสามารถในด้านการบริหารงานภาครัฐ เป็นแบบอย่างของผู้บริหาร นักพัฒนา และผู้นำที่ทรงคุณค่าของแผ่นดิน ทั้งยังเป็นผู้มีความเสียสละและอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน

สภามหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จึงมีมติเอกฉันท์ให้ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นผู้สมควรได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณสืบไป

ขอบพระคุณที่กรุณาอ่าน หากท่านใดจะวิจารณ์อย่างไร ผมไม่ขัดข้องและขอบพระคุณทุกท่านที่ได้กรุณากับผมมาตลอดชีวิต

ด้วยความเคารพ

ปลอดประสพ

โปรดเกล้าฯพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร.อ.หญิง เรวดี วชิรจารุภัตติ์-ร.อ.หญิง ปาริชาติ แก้วเกตุ

โปรดเกล้าฯพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร.อ.หญิง เรวดี วชิรจารุภัตติ์-ร.อ.หญิง ปาริชาติ แก้วเกตุ

โปรดเกล้าฯพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร.อ.หญิง เรวดี วชิรจารุภัตติ์-ร.อ.หญิง ปาริชาติ แก้วเกตุ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

วันที่ 2 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ จำนวน 2 ราย ดังนี้

ชั้น จตุตถจุลจอมเกล้า

1.ร้อยเอกหญิง เรวดี วชิรจารุภัตติ์

2.ร้อยเอกหญิง ปาริชาติ แก้วเกตุ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

นายกฯ มั่นใจไม่ถึงขั้นวิกฤต ยันมีน้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่ใช่แค่ 60 วัน

นายกฯ มั่นใจไม่ถึงขั้นวิกฤต ยันมีน้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่ใช่แค่ 60 วัน

นายกฯ มั่นใจไม่ถึงขั้นวิกฤต ยันมีน้ำมันสำรองเพียงพอ ไม่ใช่แค่ 60 วัน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

นายกฯ ลั่น “ไทยแลนด์เฟิร์ส” ดูแลคนไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง เตรียมทุกออฟชั่นนำคนไทยในอิหร่าน 300 ชีวิต กลับไทย รวมถึงประเทศอื่นๆที่ได้รับผลกระทบด้วย เผย ล่าสุดขวัญกำลังใจยังดี ยัน น้ำมันสำรองเพียงพอไม่ถึงขั้นวิกฤต พรุ่งนี้เรียก “พลังงาน – พาณิชย์” หารือตรึงราคาหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 

วันนี้ 3 มี.ค. ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายกฯ ว่า มีแผนรับมือจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เรามีมาตรการในการบริหารจัดการเรื่องน้ำมัน ที่มีการให้ข้อมูลเปรียบเทียบว่าน้ำมันของเราอยู่ในมือเอกชนนั้น เอกชนที่ว่าหมายถึงอยู่ในปตท. ที่แม้เป็นเอกชนแต่ก็ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐ อีกทั้งมีกฎหมายว่าถ้ามีความจำเป็นด้านความมั่นคง จะสามารถสั่งห้ามในการส่งออกน้ำมันได้ ซึ่งทุกวันนี้เราก็สั่งห้าม ยกเว้นสปป.ลาว นอกจากเป็นบ้านพี่เมืองน้องแล้ว เราต้องรักษาเรื่องพลังงานด้วย พูดง่ายๆคือเราก็ต้องใช้ไฟฟ้าบางส่วนจากสปป.ลาวอยู่ ซึ่งการส่งออกน้ำมันไปสปป.ลาว คือส่วนที่เหลือจากปริมาณการใช้ในประเทศไทย ซึ่งเรากลั่นในประเทศได้ประมาณวันละ 170 ล้านลิตร แต่ใช้อยู่ประมาณ 130 ล้านลิตร เราส่งไปที่ลาวประมาณวันละ 7 ล้านลิตร ที่เหลือส่งไปประเทศอื่นๆ ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปว่าถ้าสถานการณ์พัฒนาไปในทางที่รุนแรงขึ้นส่วน 30 กว่าล้านลิตร ที่เคยส่งไปสร้างรายได้ให้กับประเทศต้องมีการกำหนดใหม่ ย้ำว่าที่เราต้องส่ง เพราะความเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และยังมีการพึ่งพาไฟฟ้าจากเขา หากมีอะไรที่มีความจำเป็น ยังเชื่อว่าเรายังมีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่เราสามารถนำเข้ามาใช้ในประเทศได้ หากไปตรึงตอนนี้เมื่อถึงเวลาที่เราต้องพึ่งพาเขา อาจเป็นปัญหา เรายังไม่ถึงจุดนั้น

ถามต่อว่า ต้องมีการทบทวนได้หรือยัง เพราะล่าสุดมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันแล้ว นายกฯ กล่าวว่า เรื่องราคาน้ำมันจะต้องไปดำเนินการ แต่เป็นกลไกตลาด เราจะพยายามตรึงราคาให้มากที่สุด ในวันพรุ่งนี้ (4 มี.ค.) จะมีการหารือกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ในการตรึงราคาสิ่งต่างๆที่มีผลต่อต้นทุน และการใช้ชีวิตของประชาชน

เมื่อถามว่า หลายพื้นที่ประชาชนเริ่มมีการกักตุนน้ำมัน นายกฯ กล่าวว่า เราตื่นตัวไว้ไม่เป็นไร แต่ยืนยันว่าในช่วงนี้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตแน่นอน เรามีน้ำมันที่ใช้ได้ไม่ใช่แค่ 60 วัน ซึ่ง 60 วันหมายถึงถ้าไม่มีน้ำมันดิบเข้ามาเลย ซึ่งเราไม่ได้นำเข้าจากตะวันออกกลางเท่านั้น แต่มีแหล่งนำน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นๆอีกด้วย แน่นอนว่าวันนี้หากกำลังผลิตของโลกหายไป กลไกตลาดอาจมีผลต่อราคาน้ำมัน ราคาแก๊สต่างๆ ซึ่งเราต้องพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่า จะต้องหาแหล่งน้ำมันเพิ่มหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า การใช้ในแต่ละวันในประเทศไทยยังมีเพียงพอ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตนได้มาล่าสุด และจะกำชับให้ทางกระทรวงพลังงาน และปตท. ออกมาชี้แจง ตอนนี้ได้แจ้งไปยังปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นประธานปตท. ด้วย ว่าให้ชี้แจงเพื่อเกิดความมั่นใจกับประชาชน

เมื่อถามว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือน ห่วงอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า หนึ่งวันก็ห่วงแล้ว เพราะเป็นสงครามมีการทำลายล้างกัน ซึ่งของประเทศไทย คือ อย่าให้ฝนที่ตกทางโน้นหนาวถึงคนทางนี้ ทั้งเรื่องความปลอดภัยของคนไทย ค่าครองชีพของประเทศไทย เรื่องราคาสินค้า อย่าให้มีการฉวยโอกาส การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการใช้ในประเทศ เลยยังไม่ได้ประเมินสถานการณ์ว่าจะจบเมื่อไหร่ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงทุกวัน แต่ขออย่าให้มีอะไรส่งผลกระทบกับไทย ตอนนี้ไทยแลนด์เฟิร์ส ยืนยันว่า รัฐบาลไทยต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศไทย และคนไทยน้อยที่สุด 

นายกฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ตนแจ้งไปยังรมว.ต่างประเทศ และปลัดกระทรวงฯ ให้จัดศูนย์แถลงข่าว เพราะจะมีข้อมูลที่อัปเดตอยู่ตลอด จึงขอให้ติดตามจากการแถลงข่าวในแต่ละวัน 

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการดูแลความปลอดภัยการท่องเที่ยว นายกฯ กล่าวว่า การดูแลไม่ใช่เฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว แต่เป็นการดูแลคนในประเทศที่เป็นคู่กรณีที่อาศัยในประเทศไทย โดยได้มีการกำชับหน่วยงานความมั่นคง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รับทราบความจำเป็นเร่งด่วนเรื่องนี้เป็นอย่างดี มีการแบ่งหน้าที่กันไปปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่า ต้องรีบตั้งรัฐบาลหรือไม่เพื่อแก้ปัญหาให้เป็นเอกภาพ นายกฯ กล่าวว่า หวังว่าการรับรองสส.จะะเกิดขึ้นโดยเร็ว แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลปัจจุบันยังบริหารราชการแผ่นดินอยู่ โดยเฉพาะในช่วงนี้ถ้ามีวิกฤตการณ์ต่างๆ ตนพร้อมที่จะใช้กลไกเครือข่ายทุกอย่างอย่างเต็มที่ในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของคนไทย ไม่ได้นึกว่าตอนนี้จะเป็นรักษาการหรือไม่ ยิ่งการเลือกตั้งผ่านไปแล้วสิ่งที่เขาห้ามรัฐบาลทำคือผูกพันงบประมาณรัฐบาลต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องมานั่งคุยเรื่องงบงบประมาณก็ตัดประเด็นนี้ไป เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการซี 10 ขึ้นไป ช่วงนี้ก็ไม่ใช่ฤดูกาลโยกย้ายก็ตัดประเด็นนี้ไป นอกเหนือจากนี้ก็ทำได้หมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน เพราะฉะนั้น อย่าไปผูก ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลตลอดเวลา

นายกฯ กล่าวย้ำว่า ในส่วนของอิหร่านปัจจัยต่างๆถือว่าเอื้ออำนวย เพราะมีคนเพียง 270-300 คน จะเช่าเหมาลำหรือส่งจากเมืองไทยไปก็ดำเนินการได้หมดเราเปิดไว้ทุกออฟชั่น ขณะนี้เอกอัครราชทูตไทยประจำอิหร่าน บอกว่าพร้อมหมดแล้ว ในที่ประชุมตนก็บอกว่าถ้าอันตรายทูตก็กลับมาด้วยกลับมาทีเดียวเลย แต่ทั้งหมดคือสถานการณ์ที่เป็นอยู่นาทีนี้ ถ้าพรุ่งนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปก็ปรับ แต่โครงสร้างความพร้อมเกิดขึ้นแล้ว 

นายกฯ กล่าวว่า ส่วนประเทศอื่นๆ แต่ละประเทศมีปัจจัยต่างกัน ซึ่งท่านทูตแต่ละประเทศได้เตรียมไว้หมดทั้งเรื่องของงบประมาณ น้ำดื่ม หรือการใช้จ่ายต่างๆ ถ้าอยากจะกลับประเทศไทยจริงๆสถานทูตสำรองที่นั่งหรือสำรองอะไรต่างๆ เราจัดไว้หมด มีการกำหนดไว้ในทุกๆประเทศที่มีฮับมีไฟลท์บินได้เยอะที่จะกลับเมืองไทยได้เลย

ขณะที่ ในส่วนกองทัพอากาศผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) มีการเตรียมพร้อมที่ท่านบอกว่าเตรียมเครื่องบินไว้ 5-6 ลำ ซึ่งต้องขอบคุณท่านด้วย แต่ก็ยังมีออฟชั่นอื่นๆ และไม่จำเป็นต้องเป็นสายการบินไทยก็ได้ ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตของไทยได้ประสานงานไปหมดแล้ว

โลกสองใบในพรรคส้ม ‘ปิยบุตร’ กับ ‘สายโปรอเมริกา’

โลกสองใบในพรรคส้ม ‘ปิยบุตร’ กับ ‘สายโปรอเมริกา’

โลกสองใบในพรรคส้ม ‘ปิยบุตร’ กับ ‘สายโปรอเมริกา’

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.22 น.

สงครามในตะวันออกกลางที่มหาอำนาจเปิดฉากถล่มอิหร่าน คือเครื่องมือคัดกรองจุดยืนนักการเมืองไทยได้ชัดเจนที่สุด เมื่ออธิปไตยของชาติอื่นถูกย่ำยี ทัศนคติของกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็น “ฝ่ายก้าวหน้า” กลับมีท่าทีเลือกปฏิบัติปรากฏออกมาให้เห็น

ในวันที่คนบริสุทธิ์ต้องสูญเสียเพราะปฏิบัติการที่ผิดกฎหมายสากล ท่าทีของกลุ่มที่เคยอ้างสิทธิมนุษยชน ยิ่งเป็นมูลเหตุให้ต้องตั้งคำถามว่า “ความเป็นคน” ในสายตาของนักการเมืองกลุ่มนี้ ถูกให้ค่าตามทิศทางของขั้วอำนาจโลกหรือไม่

จังหวะที่สถานการณ์โลกกำลังเดือด การเดินจากไปของแกนนำในช่วงที่พรรคถูกวิจารณ์เรื่องจุดยืน ย่อมทำให้ถูกตั้งคำถามว่า พรรคกำลังโอนอ่อนไปตามสายอเมริกา จนสูญเสียตัวตนของตัวเอง

ความคลุมเครือดังกล่าว ยิ่งถูกนำมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” พิธาที่เรียนจบจากสหรัฐฯ เคยแสดงท่าทีดุดันในการประณามรัสเซียทันทีในสงครามยูเครน โดยหยิบยกกฎหมายระหว่างประเทศมาอ้างเพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานตะวันตก

แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนมาเป็นมหาอำนาจตะวันตกใช้ความรุนแรง ทัศนะของพิธากลับดูสงวนตัวต่อความสูญเสียในตะวันออกกลาง หลักการสากลที่เคยประกาศจึงถูกนำมาเปรียบเทียบว่า มีมาตรฐานที่แปรเปลี่ยนไปตามขั้วอำนาจหรือไม่

ขณะที่ธนาธร ในปี 2566 ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์นักการเมืองสายโปรอเมริกาชัดเจนขึ้น จากการโพสต์ข้อความภาษาอังกฤษประกาศยืนเคียงข้างชาวอิหร่านที่ลุกขึ้นต่อสู้กับ “เผด็จการในบ้านเกิดของตน”

เขาระบุว่า “เรากำลังต่อสู้ในสมรภูมิเดียวกันในประเทศไทย” พร้อมเชิญชวนให้ร่วมลงชื่อในแคมเปญ #IranSolidarity ของ Freedom House ผ่านเว็บไซต์ Change.org

การสื่อสารในลักษณะนี้ เท่ากับนำประเด็นการเมืองไทยไปผูกโยงกับรายงานและแคมเปญขององค์กรต่างประเทศที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลสหรัฐฯ

การเลือกยืนข้างขบวนการที่ถูกสนับสนุนในกรอบวาทกรรมเสรีนิยมตะวันตก พร้อมชี้เป้าว่าไทยเผชิญ “ศัตรูแบบเดียวกัน” จึงตอกย้ำภาพการเคลื่อนไหวที่สอดรับกับทิศทางยุทธศาสตร์สหรัฐฯ มากกว่าการวางตัวเป็นกลางบนหลักความเป็นธรรมที่ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือท่าทีของ สส. กว่า 100 คน ที่ปกติขยันโพสต์แสดงความเห็นแทบทุกประเด็นทางการเมือง แต่ในวิกฤตที่สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ พื้นที่โซเชียลของบรรดา สส. กลับนิ่งสนิทอย่างผิดสังเกต

ความเงียบพร้อมกันเช่นนี้ ทำให้คำว่า “สิทธิมนุษยชน” ถูกย้อนถาม ว่าเป็นหลักการที่ใช้กับทุกฝ่าย หรือใช้เฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวถึงเป็นอีกขั้วหนึ่ง

ร่องรอยของความเห็นที่ไม่ลงรอยกันภายในจึงเริ่มปรากฏชัด เมื่อ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” โพสต์ข้อความว่า

“พรรคการเมือง และนักการเมือง ในฐานะปัจเจก ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล ควรต้องแสดงความเห็นตามจิตสำนึกต่อการกระทำป่าเถื่อน ไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ได้ มิใช่หรือ???”

ถ้อยคำนี้ระบุชัดถึง “การกระทำป่าเถื่อน” ของสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมตั้งคำถามว่าพรรคการเมืองควรแสดงจุดยืนหรือไม่

แต่แทนที่จะมีถ้อยคำในทิศทางเดียวกัน พรรคประชาชนกลับออกแถลงการณ์ 3 ข้อที่เน้นเรื่องราคาพลังงานและการอพยพคน ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่แล้ว โดยไม่กล่าวถึงการละเมิดอธิปไตยและการใช้กำลังของมหาอำนาจ

ภาพทั้งหมดนี้สะท้อน “โลกสองใบ” ที่ดำรงอยู่ในพรรคเดียวกัน ใบหนึ่งคือโลกที่อ้างกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนอย่างแข็งขันในบางกรณี แต่อีกใบคือโลกที่ไม่หยิบหลักการเดียวกันขึ้นมาใช้เมื่อผู้ถูกตั้งคำถามคือมหาอำนาจสหรัฐฯ

และเพียงข้ามคืนหลังจากแถลงการณ์นั้นถูกเผยแพร่ ปิยบุตรก็โพสต์ “โบกมือลา” ตัดพันธะกับพรรคทันที

ลำดับเหตุการณ์นี้ทำให้ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ถูกมองเห็นชัดขึ้น เมื่อพรรคยอมลดทอนจุดยืนเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับสายอเมริกา จนไม่เหลือพื้นที่ให้คนที่ต้องการเห็นการยืนหยัดเพื่อความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม

นักการเมืองที่มักนำเสนอทัศนะเชิงลบต่อประเทศตนเอง แต่กลับสงวนท่าทีต่อมหาอำนาจที่คุกคามโลก คือความลักลั่นที่สังคมเริ่มจับสังเกตได้ วาทกรรม “สิทธิมนุษยชน” ในปากนักการเมืองสายส้มจึงอาจถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เท่านั้น

พฤติกรรมของพรรคส้มในวันนี้ ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีสภาพไม่ต่างจากร่างทรงมหาอำนาจสหรัฐฯ ที่ไร้จุดยืนอิสระ ภาพลักษณ์ที่สร้างไว้ถูกลดทอนลงด้วยความนิ่งเฉยต่อการละเมิดกฎหมายสากล และท่าทีที่เงียบขรึมอย่างพร้อมเพรียงของบรรดา สส.

นี่คือบทเรียนสำคัญของการเป็นนักการเมืองที่ถูกมองว่าให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของสายอเมริกามากกว่าความสม่ำเสมอของหลักการ ตราบใดที่ยังไม่สามารถวิพากษ์ความผิดอย่างเท่าเทียมได้ พรรคย่อมยากจะสร้างความเชื่อมั่นในฐานะผู้ปกป้องความยุติธรรมสากล

การตัดสินใจของปิยบุตรสะท้อนว่า ความถูกต้องไม่ได้วัดกันที่การประดิษฐ์วาทกรรมในแถลงการณ์ แต่อยู่ที่ความกล้าหาญในการแสดงจุดยืนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่ามหาอำนาจคนนั้นจะเป็นอเมริกาก็ตาม

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

อิหร่าน-อิสราเอล ส่อบานปลาย สีหศักดิ์เผยเร่งอพยพคนไทยพ้นโซนอันตราย

อิหร่าน-อิสราเอล ส่อบานปลาย สีหศักดิ์เผยเร่งอพยพคนไทยพ้นโซนอันตราย

อิหร่าน-อิสราเอล ส่อบานปลาย สีหศักดิ์เผยเร่งอพยพคนไทยพ้นโซนอันตราย

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

“สีหศักดิ์”คาดการสู้รบ”อิหร่าน-อิสราเอล”ยืดเยื้อ บอกพร้อมแผนมาตราการอพยพ ชี้หน่วยงานราชการยังเป็นเป้าหมายอยู่

3 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการประเมินวิกฤตของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง จะไปถึงระดับไหน ว่า ดูแล้วยืดเยื้อแน่นอน อาจจะขยายและบานปลายออกไป ซึ่งทุกคนก็มองว่าน่าจะเป็นประโยชน์ถ้าเข้าสู่กระบวนการเจรจา แต่ดูแล้วตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

เมื่อถามว่า มีการมองว่าการสู้รบอิหร่าน – อิสราเอล กับเหตุการณ์สู้รบฮามาส – อิสราเอล เป็นคนละแบบกัน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การสู้รบอิหร่าน – อิสราเอล ไม่ใช่แค่ อิหร่าน อิสราเอล ยูเออี บาห์เรน กาตาร์ คูเวต จอร์แดน และจะไปที่ไซปรัส มันต่างกันเยอะในแง่ของระดับพื้นที่ และจำนวนคนไทยด้วย โดยเหตุการณ์ฮามาส – อิสราเอล พุ่งไปที่อิสราเอล มีคนไทยจำนวน 40,000 คน

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แต่การสู้รบอิหร่าน – อิสราเอล ครั้งนี้เป็น 100,000 คน ซึ่งเราต้องมีความเร่งด่วนในการช่วยเหลือที่อิหร่านก่อน เราก็มีมาตรการ เรื่องที่หลบภัยต่างๆ และการติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้อิหร่านได้ขอให้คนไทยทั้งหมดออกมา และเราก็หาทางอพยพคนไทยกลับมาประเทศไทย ส่วนที่อื่นหากคนไทยจะกลับก็บอกเรามา ก็ดูว่าจะต้องออกเส้นทางไหน อย่างที่อยู่ยูเออีก็มีแผนที่จะเปิดน่านฟ้า เราก็จะดูเรื่องตั๋วเครื่องบินให้เพียงพอ ที่บาห์เรนก็มีการโจมตีหนัก เราจะดูแลคนไทยให้ปลอดภัย อพยพจากที่เสี่ยงคือสถานที่ที่ใกล้ฐานทัพสหรัฐอเมริกา เรามีแผนที่จะไปที่ไหนอย่างไร ตามสถานการณ์ ไม่อยากให้ตื่นตระหนกเกินไป

เมื่อถามว่า สถานทูตไทยในอิหร่าน ตอนนี้ตกอยู่ในเป้าหมายหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ถือว่าหน่วยราชการเป็นเป้าหมายอยู่ แต่ยังไม่เสียหาย ยังได้รับผลกระทบ เราพยายามจะไม่ให้เกิด อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นั้นเราคาดการณ์ไม่ได้

กรณ์ เสนอ 3 เสาหลัก แก้วิกฤตมะพร้าว 2 บาทอย่างยั่งยืน

กรณ์ เสนอ 3 เสาหลัก แก้วิกฤตมะพร้าว 2 บาทอย่างยั่งยืน

กรณ์ เสนอ 3 เสาหลัก แก้วิกฤตมะพร้าว 2 บาทอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

วันที่ 3 มีนาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แก้วิกฤตมะพร้าว 2 บาท 

วันนี้ผมได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมวิสาหกิจชุมชน Aromatic Farm และพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอีกครั้ง หลังจากครั้งล่าสุดเมื่อ 6 ปีก่อน สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงการเติบโตของธุรกิจ แต่

คือการเติบโตของโครงสร้าง เขาไม่ได้พึ่งพาเพียงการปลูกผลผลิต แต่พัฒนาไปสู่ระบบครบวงจร ทั้งการตลาด การแปรรูป และการบริหารทรัพยากร จนเกิดความยั่งยืนที่อธิบายได้ด้วยเหตุผล

ไม่ใช่เพียงความหวัง

ในอีกด้านหนึ่ง ภาพ “มะพร้าว 2 บาท” ก็ยังเกิดขึ้นจริง

ตัวเลขในช่วงปี 2561-2564 มูลค่าส่งออกมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มต่อเนื่อง แตะประมาณ 28,000 ล้านบาทในปี 2566 สะท้อนว่าสินค้ายังมีศักยภาพสูง และในปี 2567-2568 ตลาดพรีเมียมและตลาดสุขภาพยังมีแนวโน้มขยายตัว

แต่ราคาหน้าสวนบางช่วงกลับเหลือเพียง 2-3 บาท ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 บาท และราคาปลายทางสูงกว่านั้นหลายเท่า นี่จึงไม่ใช่คำถามว่าสินค้าขายไม่ได้ แต่เป็นคำถามว่า “มูลค่าถูกกระจายอย่างไร”

เมื่อวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง จะเห็นชัดว่าอำนาจต่อรองกระจุกตัวอยู่ในห่วงโซ่กลางน้ำ ขณะที่เกษตรกรขายแบบต่างคนต่างขาย ระบบล้งทำหน้าที่รวบรวมและส่งออก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ แต่เมื่อผู้

ซื้อกระจุกตัวและเกษตรกรไม่มีอำนาจต่อรอง ความผันผวนของราคาจึงตกกลับมาที่ต้นทางก่อนเสมอ

ที่ผ่านมาเราใช้มาตรการเฉพาะหน้า แต่ยังไม่แก้โครงสร้าง

สิ่งที่น่าสนใจคือ Aromatic Farm พยายามออกแบบคำตอบในระดับ “โมเดลธุรกิจ” ผ่าน 3 เสาหลัก คือ People, Planet และ Profit โดยมี Sustainability เป็นแกนกลาง บนปรัชญาเศรษฐกิจพอ

เพียง และทั้งสามเสาไม่ได้แยกจากกัน แต่เชื่อมโยงเป็นระบบเดียว

Aromatic Farm มีสวนของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่รับซื้อมะพร้าวจากสวนของสมาชิก ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด เขาทำได้เพราะเขามีช่องทางการตลาดของเขาเอง นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด

แต่หัวใจของกิจการของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้สุดท้ายไม่หนีมาตรฐานคุณภาพผลผลิตที่ผ่านการดูแลและคัดกรองเป็นอย่างดี ผนวกกับการบริหารจัดการอย่างเป็นมืออาชีพ 

โมเดลนี้จึงไม่ได้แก้ปัญหาราคาเพียงระยะสั้น แต่ลดความเปราะบางของระบบในระยะยาว

ผมเคยเห็นตัวอย่างในนิวซีแลนด์ อุตสาหกรรมนมที่เคยกระจัดกระจาย ถูกควบรวมจนเกิด Fonterra ซึ่งเกษตรกรเป็นผู้ถือหุ้น และเป็นเจ้าของห่วงโซ่มูลค่าของตนเอง นี่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะพยุงราคาอย่างไรในปีนี้ แต่คือเราจะออกแบบอุตสาหกรรมอย่างไรสำหรับสิบปีข้างหน้า

ผมจึงขอฝากให้รัฐบาลพิจารณาอย่างจริงจัง สนับสนุนการรวมตัวของเกษตรกร  วางกรอบการแข่งขันที่โปร่งใส กำกับระบบล้งให้เป็นธรรม และสร้างระบบคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรที่เกษตรกรเข้า

ถึงได้โดยตรง

เพราะหากเรากล้าปรับโครงสร้าง มะพร้าวไทยจะไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตร แต่จะเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวที่สร้างความมั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

ผมหวังว่าแนวคิดที่นำเสนอจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนครับ ถ้าปล่อยไว้นานสิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือผลผลิตลดลงเพราะเกษตรกรไม่เหลือทุนในการบำรุงรักษาต้นและดิน

อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม

อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม

อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม

เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกว่าจะมีการรับรองสส.บัญชีรายชื่อในวันที่ 4 มี.ค. ว่า “ท่านพูดแล้วหรอสาธุขอบคุณ” 

เมื่อถามว่าหลังกกต.รับรองแล้วได้วางไทม์ไลน์ไปจนถึงการตั้งคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่บอกขั้นตอนกว่าจะมาถึงการดำเดินการของตน คือต้องรับรองสส. ให้ครบ เมื่อครบแล้ว เลขาฯสภาฯจะแจ้งมา เพื่อให้ตนได้ลงนามกราบบังคมทูลขอเปิดสภาฯ มีขั้นตอนอยู่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว เมื่อถามว่าระหว่างนี้จะวางตัวผู้มาเป็นรัฐมนตรีได้แล้วเสร็จใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาเป็นว่าทุกอย่างจะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว

เมื่อถามว่าตัวเลขพรรคร่วมฯ นิ่งแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างจะเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว

เมื่อถามว่าจะมีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ยังไม่ได้เลือกนายกฯ ต้องดูก่อนว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ทุกอย่างมีกระบวนการมีขั้นตอน ถ้าตนได้เป็นนายกฯตนก็ต้องทำในสิ่งที่คนนั้นต้องทำ ไม่ทำให้ผิดหวังไม่ทำให้เสียหายต่อประเทศไม่ทำให้ล่าช้าและจะต้องมีประสิทธิภาพถ้าตนได้เป็น แค่นั้นแหละ 

เมื่อถามว่าหากพรรคกล้าธรรมโหวตให้ทั้งพรรค จะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ทีละขั้นตอน ขอให้ได้รับการรับรองก่อน” 

เมื่อถามว่าได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ควบตำแหน่งรมว.กลาโหม เลยมีชื่อบิ๊ก ด. มาเป็นรมว.กลาโหม นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดเลยผู้สื่อข่าวถามจะนั่งควบกลาโหมหรือไม่ ถ้าไม่นั่งจะคุมได้หรือไม่ ผู้สื่อข่าวเป็นคนถามเองแต่เวลาไปเขียนข่าวเขียนอีกอย่างหนึ่ง ท่านถามว่าจะนั่งกลาโหมหรือไม่ แล้วไม่นั่งจะคุมได้หรือไม่ ตนก็ต้องตอบว่าเป็นนายกฯต้องคุมทุกกระทรวง ตนไม่ได้ตอบว่าไม่นั่งกลาโหม แป๊บเดียวก็ไปพาดหัวแบบนั้นงานก็เข้าตน ฉะนั้นเรื่องตำแหน่งต่างๆยังมีขั้นตอน ตนยังไม่รู้ว่าจะได้เป็นหรือไม่เพราะยังไม่โหวตเลย ฉะนั้นก็อย่าเพิ่งเอาเป็นวันๆพรุ่งนี้ถ้ามีการรับรองสส.ครบจึงก็จะมีขั้นตอนต่อไป ตนเชื่อว่าเลขาธิการฯสภาฯ รอสส.ไปรายงานตัว ไม่ต้องห่วง สส.ไม่บอกว่ารออีก 3 วันไปรายงานตัวหรอก น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขาธิการนายกฯที่อยู่กับตน แค่บอกว่าพรุ่งนี้รับรอง วันนี้ก็ไปเอาเอกสารรอไว้แล้ว ขนาดบอกว่าให้นัดไปรายงานตัวด้วยกันทุกพรรคเขานัดหมด แต่ตอนนี้ชิงไปรายงานตัว200-300 คนแล้ว อย่าไปกังวลเรื่องพวกนี้ ในส่วนที่ตนรับผิดชอบรับรองว่าไม่มีล่าช้าแน่นอน

เมื่อถามอีกว่าวันรับรองสส.จะยกไปรายงานตัวทั้งพรรคเลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ไปค่อนพรรคแล้วจะไปสองสามรอบทำไม บัญชีรายชื่ออย่างตนก็เตรียมไว้ หากวันที่ 4 มี.ค. ประกาศรับรองตอนบ่ายไปไม่ทัน วันรุ่งขึ้น 8 โมงเช้าตนก็ออกจากบ้านไปแล้วใครจะตามไปก็ไปแค่นั้นเอง ตนก็เห่อของตน 

เมื่อถามย้ำถึงกรณีมีการโยนชื่อ บิ๊ก ด. มาเป็นรมว.กลาโหม นายอนุทิน หันไปทางนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ก่อนบอกว่าตอนนี้มีแต่ บิ๊กอ้วน 

นักวิชาการกางแผนรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์มั่นคง-การทูต-เศรษฐกิจ รับมือศึกตะวันออกกลาง

นักวิชาการกางแผนรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์มั่นคง-การทูต-เศรษฐกิจ รับมือศึกตะวันออกกลาง

นักวิชาการกางแผนรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์มั่นคง-การทูต-เศรษฐกิจ รับมือศึกตะวันออกกลาง

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

3 มีนาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ในการรับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ว่า ท่าทีของรัฐบาลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารวิกฤตอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง มนุษยธรรม และเศรษฐกิจ

ในมิติความมั่นคงและการคุ้มครองประชาชน ต้องชื่นชมการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนไทยในภูมิภาคเป็นอันดับแรก มีการเตรียมแผนอพยพ การประสานงานเชิงรุก และการดูแลคนไทยในอิหร่านเป็นพิเศษ สะท้อนภาวะผู้นำที่ตั้งอยู่บนหลักความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ในด้านการทูต บทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีความชัดเจนและเป็นมืออาชีพ โดยยืนยันแนวทางสันติวิธี การเจรจาทางการทูต และการลดการเผชิญหน้า ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมเชิงระบบ ทั้งการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง และการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศ แสดงให้เห็นว่าการทูตไทยยังคงยึดหลักสมดุล สร้างสรรค์ และไม่เลือกข้างในความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน ในมิติเศรษฐกิจ การที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกประชุมด่วนร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และภาคเอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์รับมือนโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นรูปธรรม การประเมินสถานการณ์ภายในกรอบเวลา 150 วัน การพิจารณากลยุทธ์เร่งรัดการส่งออกเพื่อลดผลกระทบระยะสั้น การจัดทำจุดยืนการเจรจาที่ชัดเจน และการประสานงานภายในประเทศเพื่อให้เกิดเอกภาพ ล้วนแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่กำลังวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของนโยบายสหรัฐฯ

โดยรวมแล้ว ท่าทีของรัฐบาลครั้งนี้สะท้อนการบริหารวิกฤตแบบสมดุล คือ ดูแลคนไทยอย่างใกล้ชิด รักษาจุดยืนทางการทูตที่สร้างสรรค์ และเตรียมมาตรการเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ระบบระหว่างประเทศกำลังเผชิญความผันผวนสูงเช่นปัจจุบัน