ย้อนรอยวีรกรรม ‘สุริยา’ งูเห่าสีส้ม สวนมติปชน.อีกรอบ เห็นชอบงบฯ70 หลังเคยโหวตอนุทินนายกฯ

11 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

กรณี “สุริยา วงศ์อารีย์” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน โหวตสวนมติพรรค โดยการเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เนื่องจากอาการงูเห่าส้มของ สส.สุริยา เผยออกมาตั้งแต่เริ่มก้าวแรกของการเป็น สส.

โดยในการโหวตเลือกนายกฯ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 “สส.สุริยา” ได้สร้างความฮือฮาด้วยการโหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่คู่แข่งของ “อนุทิน” ในการโหวตครั้งนั้นคือ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน

สำหรับเส้นทางการเมืองของ “สุริยา” เริ่มต้นจากระดับท้องถิ่น โดยเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกเทศมนตรีตำบลกุมภวาปี จ.อุดรธานี เมื่อปี 2564 ก่อนจะผันตัวขึ้นสู่สนามการเมืองระดับชาติ

“สุริยา” สมัครรับเลือกตั้ง สส. ครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2566 สังกัดพรรคก้าวไกล แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง พ่ายแพ้ให้กับขาใหญ่อย่าง “ธีรชัย แสนแก้ว” อดีต สส.อุดรธานี หลายสมัยของพรรคเพื่อไทย

“สุริยา” ลงสมัครอีกครั้งในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สังกัดพรรคประชาชน ได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก โดยเฉือนชนะ “ธีรชัย แสนแก้ว” ไปไม่กี่ร้อยคะแนน

หลังเลือกตั้ง “สุริยา” สร้างข้อกังขาครั้งแรกโดยการชิงเดินทางไปรายงานตัวในวันที่ 2 มีนาคม โดยไม่รอว่าที่ สส. พรรคประชาชนที่นัดหมายกันไปรายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 9 มีนาคม

จากนั้นก็มีพฤติกรรมต่อเนื่อง โดยการสวนมติพรรคโหวตเลือก “อนุทิน” เป็นนายกฯ ต่อด้วยการโหวตเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ครองฉายา “งูเห่าสีส้ม” คนล่าสุด

ชง ไทยเที่ยวไทยพลัส เข้า ครม. 22 ก.ย. เริ่มใช้ พ.ย.69 ‘สุรศักดิ์’คาดกระตุ้นท่องเที่ยว 2 หมื่นล้าน

11 กันยายน 2569 เวลา 13:59 น.

“สุรศักดิ์” เผย ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้า ครม. 22 ก.ย.นี้ คาด กระตุ้นท่องเที่ยว 2 หมื่นล้าน คุมเข้ม โรงแรมฉวยขึ้นราคา บังคับแสดงราคาเทียบปีก่อน

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสว่า เป็นโครงการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และไตรมาส 1 ปีหน้า ที่ภาครัฐจะสนับสนุนให้มีการเดินทางในประเทศ โดยจะสนับสนุนค่าที่พัก โดย 1 สิทธิ์จะได้รับการสนับสนุนค่าที่พัก จ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท เป็น Flat Rate (อัตราคงที่) โดยหากราคาที่พักเกิน รัฐบาลจะสนับสนุนแค่ 2,000 บาท ส่วนที่เหลือประชาชนจ่ายเอง หรือหากค่าที่พักไม่ถึงก็เบิกตามจริง

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า อีกส่วนคือคูปอง มูลค่าต่อ 1 สิทธิ์ 1,500 บาท ในเมืองหลัก และอีก 2,000 บาทในเมืองรอง โดยหลักการใช้คล้ายกับโครงการคนละครึ่ง เป็น Co-payment รัฐบาลจ่าย 50% นักท่องเที่ยวจ่าย 50% โดยคูปองขยายผู้ประกอบการการท่องเที่ยวมากขึ้น สามารถใช้ได้มากกว่าร้านอาหาร แต่ยังรวมถึงสปา ร้านขายของที่ระลึก บริการนวด และแพ็กเกจท่องเที่ยว เช่น ดำน้ำ ล่องเรือ และอื่นๆ ที่สามารถจัดได้ในเรื่องการท่องเที่ยว โดยในเฟสนี้จะให้ที่ 1 ล้านสิทธิ์ ประชาชน 1 คนสามารถใช้สูงสุดได้ไม่เกิน 5 สิทธิ์ ส่วนช่วงเวลาลงทะเบียน จะอยู่ในช่วงเดือน ต.ค. และจะใช้ได้ในเดือน พ.ย.69 จนถึงวันที่ 15 ธ.ค.69 ก่อนจะงดการใช้ในช่วงปีใหม่ 1 เดือน โดยจะเริ่มใช้ได้อีกครั้ง 16 ม.ค.70 ถึงวันที่ 28 ก.พ.70 รวมระยะเวลา 3 เดือน

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คาดว่าโครงการนี้ น่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในวันที่ 22 ก.ย.โดยใช้งบประมาณจากเงินกู้ มีวงเงิน 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท

เมื่อถามว่า จะมีมาตรการในการกำกับดูแลการฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พักหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังออกแบบระบบมาเพื่อป้องกันการขึ้นราคาค่าที่พัก ซึ่งโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ 1 สิทธิ์ได้ไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นการจ่ายรวบ ก็ได้รับการร้องเรียนว่ามีการขึ้นราคา ซึ่งโครงการนี้ไม่ใช่โครงการแรก ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการดำเนินโครงการต่อเนื่องมาหลายเฟส จนถึงขณะนี้มีผู้ถูกขึ้นแบล็คลิสต์ ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ประมาณ 1,000 ราย คนกลุ่มนี้จะมีโอกาสเข้าร่วมโครงการแล้ว ส่วนโครงการครั้งล่าสุดก็พบอยู่ 4 ราย แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตลดลง ส่วนมาตรการป้องกันการทุจริต สามารถทำได้ โดยผู้ประกอบการที่พักต้องนำเอกสารยืนยันราคามาร่วมลงทะเบียนด้วย ซึ่งราคาที่พักในช่วงโลว์ซีซั่นกับไฮซีซั่น ไม่เท่ากันอยู่แล้ว ซึ่งในเดือน พ.ย.ช่วงที่เริ่มโครงการก็เป็นไฮซีซั่น ซึ่งราคาต้องไม่ต่างกับปีที่แล้ว จึงให้เอาราคามาแสดง เพื่อป้องกันการขึ้นราคา ในระหว่างที่เริ่มโครงการ นอกจากนี้ จะมีการรับแจ้งหากมีการขึ้นราคา จะมีตำรวจท่องเที่ยวเข้าไปดำเนินการ ซึ่งกระทรวงการคลังเชื่อว่า การออกแบบโครงการเป็น Flat Rate จะทำให้การขึ้นราคาไม่มีประโยชน์ ซึ่งอาจเป็นวิธีการป้องกันการขึ้นราคาที่พักในช่วงที่มีโครงการได้

อภิสิทธิ์ ลั่น กกต.อย่า 2 มาตรฐาน ทำลายระบบการเมือง จี้ยึดบรรทัดฐานศาลฎีกาชี้ขาดคดี ฮั้ว สว.

11 กันยายน 2569 เวลา 13:52 น.

“ประชาธิปัตย์” จี้ กกต. ยึดบรรทัดฐานศาลฎีกา ชี้ขาดคดี “ฮั้ว สว.” 14 ก.ย.นี้ เตือนอย่าใช้ 2 มาตรฐาน ระวังผิด ม.157 ลั่นพร้อมช่วยเหลือ“กลุ่มสว.สำรอง”ฟ้องศาลอาญาทุจริตฯ เอาผิดองค์กรอิสระ ระบุ“ไอลอว์ -สนธิ” นัดเคลื่อนไหวเป็นสิทธิตามรธน.

วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาคดีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ว่า เพื่อป้องกันความสับสนในสังคม และเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของ กกต. ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการได้มาซึ่ง สว.กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา 62 ที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตหรือรู้เห็น ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ใช่ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น ทั้งยังครอบคลุมไปถึงการมียื่นเรื่องประกอบมาตรา 76 กรณีพรรคการเมืองเข้ามาสนับสนุน และมาตรา 77 เรื่องการซื้อเสียงหรือจัดเลี้ยง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ซึ่งลำดับบรรทัดฐานคำพิพากษาของศาลฎีกาและแนวทางที่กกต. เคยยึดถือมาในอดีต ตั้งแต่การเลือก สว. ปี 2562 และคดีต่าง ๆ ในการเลือก สว. ปี 2567 ที่ผ่านมา ดังนี้

1. คำสั่งศาลฎีกา วันที่ 5 สิงหาคม การแลกเปลี่ยนคะแนนและการสมยอมจับคู่ลงคะแนน แม้จะเป็นเพียงการติดต่อคุยกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์เพื่อขอแนะนำตัวหรือแลกคะแนน ก็ถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้เลือกจากความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างเป็นอิสระ

2.คดีเดือนกันยายน 2568 กรณีตกลงเลือกไขว้และเสนอตำแหน่งให้กัน ซึ่งศาลฎีกาตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริต ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงอีกคดีในวันที่ 22 กันยายน ที่มีการจับคู่กลุ่มแลกคะแนนและจัดเลี้ยง ซึ่งศาลระบุชัดว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น

3. คดีเดือนพฤศจิกายน กรณีโทรศัพท์ชักชวนให้ลงคะแนนพร้อมเสนอเงินให้แก่กัน ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ์ และอีกคดีในวันที่ 26 พฤศจิกายน กรณีส่งข้อความขอแลกคะแนน “ดูแลผมด้วย”

4.คดีเดือนธันวาคม 2568 กรณีขอแลกเปลี่ยนคะแนนแลกผลประโยชน์ และคดีโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด

“ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. ที่จะพิจารณาในวันที่ 14 กันยายนนี้ มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต. เคยยื่นศาลฎีกามาแล้วทั้งสิ้น หาก กกต.ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่ตนเองเคยใช้ และศาลเคยรับรอง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ซึ่งเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรรมการ กกต. 4 คน ที่มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือวินิจฉัย แต่เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องเข้าประชุม ทางออกเดียวตามหลักนิติธรรมคือ กกต. ต้องมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยแทน

ส่วนกรณีที่มีการอภิปรายในสภาอ้างเรื่อง ผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ โดยระบุว่าการสอบสวนของ DSI ไม่ชอบนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยในกรณีของอดีตรัฐมนตรี พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง และนายภูมิธรรม เวชยชัย แล้วว่า กระบวนการของอนุกรรมการฯ และ DSI ไม่ได้มีสิ่งใดผิดกฎหมาย ในทางกลับกัน หาก กกต. วินิจฉัยแบบ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยของ กกต. นั่นแหละจะกลายเป็นผลไม้พิษ ที่เกิดจาก กกต. ซึ่งเป็นดอกพิษ อันมาจากวุฒิสภาที่เป็นกิ่งก้านพิษ และพรรคการเมืองที่ครอบงำ สว. ซึ่งเป็น ต้นไม้พิษ

“ยืนยันว่าหากวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเข้าช่วยเหลือสนับสนุนข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้กับผู้เสียหาย (กลุ่ม สว. สำรอง) เพื่อนำคดีขึ้นสู่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อฟ้องเอาผิดองค์กรอิสระต่อไป”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ภาคประชาชนและกลุ่มต่าง ๆ กลุ่มไอลอว์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล นัดหมายเคลื่อนไหวชูประเด็นความยุติธรรมนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นว่าสังคมอยากเห็นความถูกต้อง และไม่อยากให้ระบบถูกครอบงำบนความไม่ถูกต้อง ซึ่งคดีนี้ในเชิงกฎหมายมีความชัดเจนมาก จึงอยากเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงเพื่อไม่ให้เกิดชนวนความขัดแย้งรุนแรงในสังคม

ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ บิ๊กพาณิชย์ ยึดความเห็นร่วม​ ปลัดใหม่​ -เก่า​ มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน

11 กันยายน 2569 เวลา 13:40 น.

ศุุภจี​ ชี้​ ปรับทัพบิ๊กก.พาณิชย์​ใหม่​ ยึดความเห็นร่วม​ ปลัดใหม่​ -​ เก่า​ มั่นใจไร้แรงกระเพื้อมในกระทรวง​ หลัง​ ทูตWTO จ่อลาออก​ เหตุถูกเด้งเข้ากรุ​ ลั่นครบวาระ 6 ผีแล้ว​ ก็ต้องกลับ

วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา​ 11.10 น.​ ที่ทำเนียบรัฐบาล​นางศุภจี​ สุ​ธรรม​พันธุ์​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์​ กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนงานของกระทรวงพาณิชย์ หลังจัดทัพอธิบดี และข้าราชการระดับซี​ 10 ใหม่ 9 ตำแหน่ง ว่า​ ทุกคนทำ หน้าที่ผลักดันตามนโยบายของกระทรวง พาณิชย์ที่ตั้งไว้ซึ่งเป็น 5 โจทย์เดิม​ ประกอบด้วย 1 การดูแลค่าครองชีพ 2 การดูแลสินค้าเกษตร 3 การเจรจาการส่งออกเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง 4 การดูแลกลุ่ม SMEs เป็นต้น

เมื่อถามย้ำว่าการจัดทัพผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ใหม่จะเน้นไปในทิศทางใด นางศุภจี​ กล่าวว่า​ ทำตามความเหมาะสมและความสามารถของบุคลากร ซึ่งเป็นการร่วมกันระหว่างตน นายวุฒิไกร​ ลีวีระพันธุ์​ ปลัดกระทรวง​ นายพูนพงษ์​ นัยนาภาพร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีเป็นปลัดกระทรวงคนใหม่ ฉะนั้นเราทำงานร่วมกัน 3 คน ที่ช่วยดูในเรื่องความเหมาะสม​

เมื่อถามถึงกระแสข่าวความไม่พอใจของ นางสาวพิมพ์ชนก​ วอนขอพร เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ขอลาออกจากตำแหน่ง​ หลังจากที่มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี​ ชี้แจงว่า​ ท่านหมดวาระตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ซึ่ง ดำรงตำแหน่งได้ 4 ปีและสามารถต่ออายุได้อีก 1 ปี​ 2 ครั้ง​ รวมเป็น​ 6 ปี​ ซึ่งนางสาวพิมพ์ชนกครบแล้ว​ และท่านมีครอบครัวอยู่ต่างประเทศ ซึ่งอยากจะไปดูแลมารดา​ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบปกติอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าเมื่อหมดวาระก็ต้องกลับประเทศไทย

เมื่อถามว่าการจัดทัพใหม่ในครั้งนี้จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในกระทรวงพาณิชย์หรือไม่ นางศุภจียืนยันว่า ไม่ ตอนนี้ทุกคนตั้งใจกันทำงาน และมุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์ทำนโยบาย

“เมื่อต่อไม่ได้แล้ว มันก็ต้องจบ ก็ต้องกลับเท่านั้นเอง เพราะ 6 ปีแล้ว”

‘พิสิษฐ์’ นำทีม สว. รุมซัด นครินทร์ ดูหมิ่น ด้อยค่าวุฒิสภา

11 กันยายน 2569 เวลา 13:26 น.

“พิสิษฐ์” นำทีม สว.รุมซัด “นครินทร์”ดูหมิ่น ด้อยค่า ทำสว.เสื่อมเสียชื่อเสียง ไร้หลักฐานหลังอ้าง “มีชัย”ออกแบบวุฒิสภา คือความผิดพลาดทำความชอบธรรมทางการเมือง สว.ต่ำ จี้ออกมาชี้แจงทำสังคมเข้าใจผิด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.พร้อม สว.บางส่วน แถลงถึงกรณีที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นพาดพิงถึงวุฒิสภา เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ เนื่องจากมาจากระบบเลือกกันเอง และมีการกล่าวอ้างว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เคยบอกว่า การออกแบบระบบวุฒิสภาเป็นความผิดพลาดที่สุดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และต่อมานายมีชัยได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยบอกและไม่เคยเจอกับนายนครินทร์ ว่า ทางวุฒิสภาจึงเห็นว่าคำดังกล่าว คำพูดดังกล่าวของนายนครินทร์กระทบโดยตรงต่อองค์กรวุฒิสภารวมถึงนายมีชัยด้วย จึงอยากสื่อสารถึงประชาชนและสังคมใน 5 ประเด็น 1. การที่นายนครินทร์พูดในงานดังกล่าว เป็นการดูหมิ่นและด้อยค่าสว. การกล่าวเหมารวม ว่าสว. มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำเป็นการเป็นการลดทอน เหยียดศักดิ์ศรี และความน่าเชื่อถือขององค์กรและสว. ทั้ง 200 คน ที่ได้มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 โดยไม่พิจารณาถึงคุณสมบัติการปฏิบัติงาน และผลงานของสมาชิกแต่ละคน

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สว.ชุดปัจจุบันไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือผู้กำหนดกติกา แต่เป็นเพียงผู้สมัครและผู้ที่ได้รับเลือกจากกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา สว. กำหนดไว้ การวิจารณ์ระบบสามารถทำได้ แต่ไม่ควรนำไปเหมารวมด้อยค่าหรือทำให้สว.ทั้งองค์กรได้รับความเสียหาย อีกทั้งในหนังสือในใจของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นายมีชัย ระบุเจตนาชัดเจนว่า การกำหนดที่มาของสว.รูปแบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2560 เน้นความสำคัญของประชาชนทั่วไป ที่จะเข้ามาสมัครโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกินกำลังของบุคคลทั่วไป และต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง จึงให้ผู้สมัครด้วยกันเองเลือกตามวิธีการ ตามกฎหมายซึ่งถือว่าสอดคล้องตามเจตนาของนายมีชัยและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 2.คำกล่าวของนายนครินทร์ เป็นคำกล่าวอ้างที่มีข้อสงสัยอย่างร้ายแรงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะนายมีชัยออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยพูดและไม่เคยเจอนายนครินทร์ด้วยซ้ำ ตนในฐานะสว.จึงอยากให้นายนครินทร์ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนพร้อมแสดงหลักฐานการสนทนาที่กล่าวอ้าง

“เหตุที่พวกเราเพิ่งออกมาให้ความเห็นหลังผ่านมา 4 วัน เพราะเราเคารพนายนครินทร์ ที่เป็นถึงอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่านายนครินทร์จะออกมา แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการออกมาชี้แจง จึงขอให้ออกมาชี้แจงด้วย ”นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า 3.การที่นายนครินทร์ใส่ร้ายให้ความเห็นไม่ตรงกับนายมีชัยนั้น อาจทำให้นายมีชัยและคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจทำให้สังคมเข้าใจได้ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญยอมรับว่าตัวเองทำกติกาผิดพลาด เมื่อผู้ถูกอ้างยืนยันว่าไม่เคยทำ และไม่เคยพบกับนายนครินทร์ หากไม่ปรากฏทางสนับสนุนย่อมเข้าข่ายทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือเป็นการใส่ร้ายได้ 4.นายนครินทร์ กำลังทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าสว. ชุดปัจจุบันไม่มีฐานะหรือไม่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงคือสว.ทั้ง 200 คนเข้าสู่ตำแหน่งตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นกำหนดไว้ การวิพากษ์วิจารณ์จึงควรแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างระบบกับการกล่าวลดทอนความชอบธรรมกับสว.ทั้งคณะ และไม่ควรอาศัยคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานมายืนยันทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

นายพิสิษฐ์ กล่าอีกว่า สุดท้าย 5.พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อบทบาทหน้าที่ในอดีตของนายนครินทร์ ที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง และยังเป็นถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญยาวนานถึง 10 ปี คำกล่าวของนายนครินทร์ถือว่ามีน้ำหนักต่อสาธารณชน หากนายนครินทร์เห็นว่าระบบสมาชิกวุฒิสภาเป็นปัญหาสำคัญ เหตุใดจึงไม่แสดงข้อทักท้วงอย่างชัดเจนในขณะที่ดำรงตำแหน่งในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและองค์กรต่างๆ ของรัฐธรรมนูญด้วย การออกมาให้ความเห็นในภายหลังโดยอ้างถึงบุคคลอื่น โดยผู้ถูกอ้างออกมาปฏิเสธโดยตรง ย่อมเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และทำให้สังคมมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความสอดคล้องและความรับผิดชอบ ความน่าเชื่อถือบทบาทในอดีตกับคำกล่าวในปัจจุบัน หากนายนครินทร์มองว่าวันนี้การเมืองมีปัญหา ไม่มีอนาคต มีแต่ความมืดมัว ท่านเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ด้วยหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า ต่อไปขอให้นายนครินทร์ ระมัดระวังการใช้คำพูดที่เหมารวม ลดทอนหรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียต่อองค์กรวุฒิสภาและบุคคลอื่น และขอให้เคารพสิทธิประชาชน ที่ต้องได้รับข้อมูลถูกต้องตรวจสอบได้ แล้ววุฒิสภายืนยันว่า การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง และรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิทำได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ความสุจริตและความรับผิดชอบและความรับผิดชอบต่อสาธารณะต่อสาธารณะมิใช่การกล่าวอ้างที่ปราศจากหลักฐาน จนทำให้บุคคลหรือองค์กรของรัฐได้รับความเสียหาย

ด้าน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. กล่าวว่า พวกเราคงไม่มีความเห็นอะไรในประเด็นที่นายนครินทร์กล่าวไว้ นอกจากจะขอให้ไปพิจารณาทบทวนตัวท่านเองก่อน ทุกองค์กรมาด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้รวมถึงตัวท่านด้วย ขณะที่บ้านเมืองมีขื่อมีแป ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์กรสำคัญในทางการเมือง ตนจะไม่กล่าวว่าอะไรคงจะเป็นเรื่องที่สังคมจะพิจารณาได้

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า สำหรับพวกเราสมาชิกวุฒิสภา พวกเราเคารพกติกาของทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 คณะไต่สวนชุดที่ 36 เราเคารพการปฏิบัติหน้าที่ของท่านในฐานะเจ้าพนักงาน ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้วย โดยเฉพาะกระแสสังคมขณะนี้ ในฐานะเจ้าพนักงานมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ที่ทำให้สังคมได้รับข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นเอกสารทางราชการ

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น ตนจึงมองว่าการมีสถานะที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในฐานะความเป็นเจ้าพนักงานนั้น การให้ความเคารพกฎกติกา เคารพซึ่งกันและกัน จะก่อให้เกิดความสามัคคีบ้านเมืองนี้ จึงขอฝากให้สังคมและพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย

พลอยทะเล เดือด! ฟาดกลับ หมอวาโย สถาบันไม่ใช่ของเล่นทางการเมือง หลังแซะ #กกตหค

11 กันยายน 2569 เวลา 12:13 น.

วันที่ 11 กันยายน 2569 จากกรณี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 เมื่อวานนี้ (10 ก.ย.69) และได้นำสไลด์ขึ้น ซึ่งมีการเขียนข้อความ #กกตหค โดยอธิบายว่า มีผู้นําคลิปของตนเอง ยืนยันว่าเป็นคลิปเอไอ ภาพตัดต่อ ที่บอกว่า ตนพูด “#กกตหค.”แปลว่า กินก๋วยเตี๋ยวหกคน ไม่ใช่ เพราะตอนนั้นตนโดนสายไมค์ลอยจั๊กจี้เอวพอดี จึงพูดไปเช่นนั้น แต่ความจริง ในมโนสํานึกของตนหมายถึง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แห่งความจงรักและภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”

ล่าสุด ในช่วงค่ำวันเดียวกัน น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวต่อกรณีดังกล่าวว่า “กล้าที่จะดึงสถาบันลงมาเชื่อมกับคำย่อในหัว เพื่อเล่นเกมการเมือง ก็เล่นกันไป…

แต่ขอเตือนว่า สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการเมืองของใคร

จะเห็นต่าง จะวิจารณ์ จะตรวจสอบรัฐบาล เล่นกันให้เต็มที่ค่ะ แต่สถาบันไม่ใช่ของเล่นทางการเมือง”

วุฒิสภา ถก งบ70 เอกนิติ ยัน ยึดวินัยการเงินการคลัง เน้นแก้ปัญหาปชช. คุ้มค่าทุกบาท

11 กันยายน 2569 เวลา 11:51 น.

‘วุฒิสภา’ ถกงบฯปี70 ’เอกนิติ‘ ยันยึดวินัยการเงินการคลังคุ้มค่าทุกบาท รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายใน-นอกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ด้าน ’วุฒิชาติ‘ การันตีมีงบลงทุนครบตามกฎหมาย แนะปรับโครงสร้างภาษี เก็บเพิ่มภาษีดิจิทัล-การค้า-สิ่งแวดล้อม หวังรัฐบาลมีช่องหารายได้เพิ่มใหม่ หนุนทบทวน รายจ่ายสวัสดิการ-เงินอุดหนุน

วันที่ 11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา1 0.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่รับร่างโดยไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งมี สว. ลงชื่อในการอภิปราย 30 คน

โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เข้าร่วมชี้แจง และเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุมว่า งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท หลักการเพื่อมุ่งเน้นขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่การรักษาวินัยการเงินการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และตอบสนองต่อความท้าทายที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โดยบูรณาการหน่วยงานที่มีความซับซ้อน ให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของประชาชน บนพื้นฐานการวิเคราะห์ข้อมูลจริงและความจำเป็นเร่งด่วน ตามลำดับความสำคัญ เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด



“รัฐบาลจัดทำงบประมาณที่จะครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยรับงบประมาณนำเงินนอกงบประมาณมาใช้ เช่นเงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และกฎหมายระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาโดยมีการปรับลดตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯ พิจารณาดำเนินการ ซึ่งสภาฯเห็นชอบตาม กมธ.เสียงข้างมาก โดยให้ความสำคัญกับความพร้อมประสิทธิภาพของหน่วยและลดความซ้ำซ้อน ภารกิจสำคัญในการสนับสนุนกระตุ้นเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตมีความเข้มแข็ง รองรับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งความเหมาะสม ความจำเป็น เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยรับงบประมาณ

“ขอขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ที่จะพิจารณางบฯ สำหรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สว.รัฐบาลรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินการของหน่วยงานรับงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณให้มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง” นายเอกนิติ กล่าว

จากนั้นนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70
รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า กมธ.มีข้อสังเกตต่อการจัดทำงบประมาณ 2570 ในด้านเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวระดับต่ำ อยู่ที่ 1.9% ในปี2569 สะท้อนว่ามีความจำเป็นยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ ดังนั้นระยะต่อไปควรเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก เพื่อเพิ่มการลงทุนภาครัฐ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี และการค้าโลก เพราะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง การท่องเที่ยว พร้อมกับบริหารจัดการความเสี่ยงจากหนี้สิน จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งกมธ.มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลควรยกระดับการผลิต การส่งออก ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต ยกระดับโครงสร้างการผลิตและการส่งออก

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เอสเอ็มอี ปรับโครงสร้างหนี้ และเสริมสภาพคล่องและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และทำแผนรองรับวิกฤติพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญรัฐบาลควรเตรียมพร้อมรับมือวิกฤติทางภูมิอากาศ พัฒนาภาคการเกษตรใช้เทคโนโลยียกระดับนวัตกรรมยั่งยืน แม่นยำ เร่งลงทุนระบบน้ำ กักเก็บน้ำชุมชน และระบบเตือนภัย

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ในปี70 กมธ.มองว่า รัฐบาลควรติดตามการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้ได้รายได้ตามเป้าหมายและสนับสนุนความมั่นคงทางรายได้ระยะยาว โดยกมธ.มีข้อเสนอแนะ คือ ปฏิรูปโครงสร้างภาษี ลดการพึ่งพาจากฐานภาษีรายได้เดิม และเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีเศรษฐกิจดิจิทัล และการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ พร้อมนำเอไอเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี นอกจากนั้นรัฐบาลควรบริหารความเสี่ยงทางการคลัง ทบทวนสมมติฐาน โดยทำแผนรองรับเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเพื่อให้การบริหารงบประมาณยืดยุ่นและควบคุมหนี้สาธารณะอย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐที่มีผลตอบแทน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

“รัฐบาลควรปรับแผนโครงสร้างรายได้ศุลกากร เตรียมมาตรการรองรับรายได้ภาษีที่ลดลงจากความผันผวนของการค้าโลก โดยปรับบทบาทกรมศุลกากรให้อำนวยความสะดวกการค้า ป้องกันสำแดงราคาต่ำกว่าเป็นจริง เพื่อรักษารายได้และกันการรั่วไหลของภาษี รวมถึงยกระดับการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มผลตอบแทนของรัฐวิสาหกิจหรือสินทรัพย์รัฐ และนำส่งรายได้แผ่นดินมากขึ้น” นายวุฒิชาติ กล่าว

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่าส่วนด้านรายจ่าย พบว่าโครงสร้างงบประมาณปี2570 มีรายจ่ายประจำ 73.6% รายจ่ายลงทุน 20.8% ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย แต่กมธ.เห็นว่า รัฐบาลควรเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าการจัดสรรงบประมาณ เฉพาะงบรายจ่ายลงทุนให้นำไปสู่การพัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศเป็นรูปธรรม โดยกมธ.มีข้อสังเกต คือ รัฐบาลทบทวนโครงสร้างรายจ่ายประจำอย่างจริงจัง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ เงินอุดหนุนซ้ำซ้อน ค่าดำเนินการที่ไม่จำเป็น

โสภณ เคาะ ยุทธพร นั่งบอร์ดสันติสุข แจงปมส่งศาลฎีกาสอบ ปปช. คดี ศักดิ์สยาม

11 กันยายน 2569 เวลา 11:15 น.

‘โสภณ’ เคาะ ‘ยุทธพร’ นั่ง ’บอร์ดสันติสุข‘ แจงปมส่ง ‘ศาลฎีกา’ สอบ ‘ป.ป.ช.’ เคสยกคำร้อง ‘คดีศักดิ์สยาม’ อยู่ระหว่างเรียกหน่วยงานให้ข้อมูล รับยังตอบไม่ได้ จะสรุปตอนไหน

วันที่ 11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.40น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งบุคคลเป็นคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ว่า รายชื่อในส่วนของประธานสภาฯ ได้แล้วคือ นายยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แต่ส่วนราชการอื่น ตนยังไม่ทราบ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม กรณีซุกหุ้น นายโสภณ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการฯ ดำเนินการอยู่ ตนไม่ได้เข้าไปยุ่ง เท่าที่ทราบคือ ได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เข้ามาชี้แจง ทั้งผู้ร้องและเจ้าของเรื่อง ตนรับรู้เพราะการทำหนังสือต้องออกในนามรัฐสภา แต่รายละเอียดตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่าใกล้จะส่งไปยังศาลฎีกาแล้วหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เมื่อได้ความเห็นมา ก็ต้องเอามาประกอบการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการฯ มีการประชุมทุกสัปดาห์ ที่ทราบเพราะเขาให้เซ็นหนังสือ นอกนั้นไม่ทราบ ส่วนจะได้ข้อสรุปแล้วหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ ไม่เช่นนั้น ตนก็คงไปถามเขาหมดทุกเรื่อง ตนก็คงไม่ไปถามเขาหมดทุกเรื่อง

นิพนธ์ ขอบคุณ กก.มรดกโลก เห็นชอบส่งเอกสาร PA สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบ แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม

11 กันยายน 2569 เวลา 11:07 น.

“นิพนธ์” ขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลก เห็นชอบส่งเอกสาร PA “สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบ” ย้ำผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557

วันที่ 11 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ที่มีมติเห็นชอบร่างเอกสารเพื่อขอรับการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment: PA) แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา” พร้อมมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งจัดส่งเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกให้ทันกำหนดวันที่ 15 กันยายน 2569

มติดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 2/2569 เมื่อ10 กย.69 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมตามที่ได้รับมอบหมายจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบประชุมทางไกล

นายนิพนธ์กล่าวว่า การเห็นชอบเอกสาร PA ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิทัศน์รอบทะเลสาบสงขลาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในระดับนานาชาติ โดยขั้นตอนดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ หรือ Nomination Dossier ต่อไป

พื้นที่สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลามีความโดดเด่นจากความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ชุมชน และระบบนิเวศของทะเลสาบ ซึ่งหล่อหลอมเป็นวิถีชีวิต ประเพณี สถาปัตยกรรม และภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของสงขลาในฐานะเมืองท่าและพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตามเส้นทางการค้าทางทะเล

“ต้องขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง การส่งเอกสาร PA ไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อการอนุรักษ์เมืองเก่า แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการส่งต่อมรดกของสงขลาให้คนรุ่นต่อไป” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันสงขลาสู่มรดกโลกเป็นงานที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาได้จัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสงขลาสู่เมืองมรดกโลก ก่อนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และชุมชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

“จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2557 จนถึงวันนี้ เราเดินมาไกลอีกก้าวหนึ่งแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินหน้าจัดทำข้อมูลให้สมบูรณ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อให้สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบสงขลาก้าวไปสู่การเป็นมรดกโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน” นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้าย

กล้าธรรมไม่แตกแถว! หนุนงบฯ 70 ยึดประโยชน์ประชาชนเหนือการเมือง

11 กันยายน 2569 เวลา 10:53 น.

“ธรรมนัส” ย้ำกล้าธรรมเป็นหนึ่งเดียว หนุนงบฯ 70 ไม่มีแตกแถว ยึดประโยชน์ประชาชนเหนือการเมือง

วันที่ 11 กันยายน 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ยืนยันว่า การลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นไปตามมติและแนวทางเดียวกันของพรรค โดยสมาชิกทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน ยึดหลักเหตุผล ความรับผิดชอบ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตลอดการพิจารณางบประมาณ พรรคกล้าธรรมได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งตรวจสอบ ตั้งคำถาม และทักท้วงในประเด็นที่เห็นว่าต้องได้รับความชัดเจน ขณะเดียวกัน หากสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและช่วยให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ พรรคก็พร้อมให้การสนับสนุน

“พรรคกล้าธรรมมีเอกภาพ เราคิดและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีใครแตกแถวแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนเข้าใจตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศ”

หัวหน้าพรรคกล้าธรรมย้ำว่า จุดยืนของพรรคคือการพิจารณาทุกเรื่องด้วยเหตุผล สิ่งใดไม่ถูกต้องก็ต้องกล้าทักท้วง สิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็ต้องกล้าสนับสนุน โดยไม่ให้อคติหรือความแตกต่างทางการเมืองมาอยู่เหนือประโยชน์ส่วนรวม

“การเมืองแข่งขันกันได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องของบ้านเมือง เราต้องยืนอยู่ข้างประชาชน สิ่งใดดีเราก็พร้อมสนับสนุน สิ่งใดไม่ถูกต้องเราก็พร้อมตรวจสอบ”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า พรรคกล้าธรรมจะเดินหน้าทำงานด้วยความเป็นหนึ่งเดียว สมาชิกทุกคนยึดแนวนโยบายและเป้าหมายเดียวกัน มีความเข้าใจตรงกัน และพร้อมทำหน้าที่เพื่อผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มที่

“กล้าธรรมจะเดินไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียว และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะความรับผิดชอบต่อประชาชนคือหน้าที่ที่เราไม่เคยเปลี่ยน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว