ชัชชาติ มั่นใจ 4 ปีทำงานเต็มที่ ไม่มีด่างพร้อย ลั่นดีเลย จิรายุ-คริส ร้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบระบบอากง

ชัชชาติ มั่นใจ 4 ปีทำงานเต็มที่ ไม่มีด่างพร้อย ลั่นดีเลย จิรายุ-คริส ร้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบระบบอากง

ชัชชาติ มั่นใจ 4 ปีทำงานเต็มที่ ไม่มีด่างพร้อย ลั่นดีเลย จิรายุ-คริส ร้อง ป.ป.ช.ตรวจสอบระบบอากง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.24 น.

”ชัชชาติ“ ลั่น ดีเลย ”จิรายุ-คริส“ ยื่นป.ป.ช.พรุ่งนี้ พร้อมให้ตรวจสอบ โอดท้อเหมือนกัน อยากเสนอนโยบายต้องเสียเวลามาพูดเรื่องอดีต บอก”เหมือนมวยปล้ำแท๊กทีม“รับได้หมด หลังผู้สมัครฯเริ่มหันมาเล็ง

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตอบคำถามผู้สื่อข่าวประเด็นที่นายจิรายุ และนายคริส จะไปยื่น ป.ป.ช. พรุ่งนี้ เรื่องระบบอากง 

โดยกล่าวว่า ดีเลย ถ้ามีหลักฐาน ไม่เป็นไรเลย เราพร้อมให้ตรวจสอบ “อากง” ตนก็ยังไม่รู้ว่านิยามคืออะไร สรุปแล้วที่บอกจ่ายเงินซื้อ 4 กิโล ได้ตำแหน่ง มีคนไหนที่ซื้อบ้าง หรือว่ามีหลักฐาน พร้อมย้ำว่า “เรายืนตรงนี้ เราต้องพร้อมตรวจสอบ ไม่ว่าใครจะยื่นอะไร เมื่อไหร่ แต่ก็เสียดายน่า ยื่นแต่อยู่ในสมัยอยู่ในตำแหน่งนะ เพราะว่าตอนนี้เราเป็นประชาชนธรรมดาแล้ว ก็ไม่รู้จะเอาข้อมูลจากไหน เพราะเราก็ไม่มีข้อมูลอยู่ในมือเท่าไหร่ แต่ผมยินดีก็ตรวจสอบให้เต็มที่ แต่ต้องฝากว่าอย่าให้เป็นประเด็นในทางการเมือง เพราะช่วงนี้ใกล้ช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ เราเองก็อยากจะโฟกัสเรื่องนโยบาย อยากจะพูดเรื่องอนาคต จะทำอะไร แต่เรื่องที่ตรวจสอบ เราก็พร้อม“

เมื่อถามว่า ทำให้เสียสมาธิหรือคะแนนเสียงจะลดลงหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่เป็นไร ประชาชนก็น่าจะเข้าใจ บางทีก็ท้อเหมือนกัน เราอยากจะเสนอสิ่งที่ดีให้ประชาชน เรื่องนโยบายต่าง ๆ ก็ต้องไปเสียเวลาพูดเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องอดีต และเราที่ผ่านมา 4 ปี ก็ไม่มีอะไรที่ด่างพร้อยเลย ก็ไม่เป็นไร ถ้าคนมาว่าเรา พยายามตรวจสอบเรา เราก็ต้องพยายามเสนอ พูดเรื่องนโยบายให้เยอะขึ้น เพราะมันคือสิ่งสำคัญในอนาคตว่าประชาชนจะอยู่อย่างไร ส่วนเรื่องทุจริตต่าง ๆ ก็พร้อม และทุกคนมีสิทธิตรวจสอบ

ถามอีกว่า ตอนนี้ผู้สมัครผู้ว่าฯ เริ่มมาเล็งที่นายชัชชาติอันดับแรก นายชัชชาติบอก ”เหมือนมวยปล้ำแท็กทีมเลย ก็ไม่เป็นไร อีกแค่ 20 วัน ก็รับได้หมด ไม่มีปัญหา เราเป็นคนที่ทำงานมาก่อน ก็อาจจะมีจุดที่จะวิจารณ์ได้เยอะ ต่างจากคนที่ยังไม่เคยทำงานเลย ไม่มีจุดให้ว่า แต่ก็ขอให้ตรวจสอบด้วยเจตนาบริสุทธิ์ สิ่งที่ไม่เป็นจริง เอามาพูดเพื่อสร้างกระแส ทำให้คนเข้าใจผิด ประชาชนสับสน ก็ขอเถอะ ให้พูดแต่ข้อเท็จจริง พูดเรื่องจริง อะไรที่มีหลักฐานก็พูด ถ้าพูดแล้วต้องมีหลักฐานสนับสนุน จะพูดเพื่อเอาสนุก เอาคะแนนเสียง หรือว่าพูดเพื่อให้คนเข้าใจผิด ก็ต้องฝากสื่อช่วยกันดูด้วย เราเองก็คงต้องแก้ข้อกล่าวหาไป แต่ยืนยันว่าทุกอย่างไม่เคยมีระบบอากง เพราะคือทีมงานของชาติที่ร่วมกันทำ เรื่องซื้อเสียง ขายตำแหน่ง ผมไม่เคย ไม่มีอยู่แล้ว เพราะมันทำไม่ได้หรอก แต่จะมีใครแอบอ้างอะไร ถ้ามีข้อมูลก็ให้แจ้ง ตนพูดในที่ประชุมหน่วยงานราชการ ถ้ามีใครมาแอบอ้างเรื่องซื้อตำแหน่ง ให้บอกทางฝ่ายบริหาร ไม่มี อย่าไปหลงเชื่อ

ในส่วนผู้ที่พาดพิง จากที่ติดตามดู มีใครที่จะฟ้องร้องได้หรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่มี เราก็ทำใจร่ม ๆ ไม่อยากให้รู้สึกว่าเราไปฟ้องปิดปาก สุดท้ายก็ให้ประชาชนตัดสินใจกันว่าเราเป็นอย่างไร ผลงานที่ผ่านมา 4 ปี อย่างไร พร้อมถามกลับว่า ทำไมถึงมารุมเราตอนนี้ เหตุผลคืออะไร หลายเรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปีแล้ว ทำไมถึงมาพูดตอนนี้ ทำไมต้องเอามาเป็นประเด็นตอนนี้ แต่ว่าเราเป็นบุคคลสาธารณะ ก็ต้องชี้แจงให้ได้ เรื่องฟ้องผมว่ายกเว้น แต่ถ้ามันเลวร้ายจริง ๆ ขนาดทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ก็อาจจะต้องมี แต่ว่าตอนนี้นโยบายเราคือทำใจร่ม ๆ ไม่อยากให้เกิดกรณี สุดท้ายถ้าเข้าระบบกระบวนการยุติธรรม เข้า ป.ป.ช. ก็ว่าไปตามเนื้อผ้า คุณจิรายุ คุณคริส ก็รู้จักกัน ถ้าอยากจะตรวจสอบ ก็ทำให้เต็มที่เลย

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง กกต.ทำบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ทำให้เกิดบัตรเสีย

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง กกต.ทำบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ทำให้เกิดบัตรเสีย

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีตกคำร้อง กกต.ทำบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ทำให้เกิดบัตรเสีย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

ศาลรธน.มติเอกฉันท์ !!ตีตกปมร้องกกต.ทำ”บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง”ฝ่าฝืนระเบียบฯ ทำเกิดบัตรเสีย ซ้ำเก็บรวบรวมความเห็นการเมืองละเมิดกม.PDPA ชี้หากมองถูกละเมิดสามารถใช้สิทธิ์ร้องศาลอื่นได้
@@@@

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ เอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัยในคดีที่ นายรชต์เขตต์ โรจนมณเฑียร  ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ว่า การกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง  ที่กำหนดรหัสแท่ง (barcode) ลงในบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีผลทำให้บัตรเลือกตั้งเป็นบัตรเสีย ฝ่าฝืนระเบียบ คณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129 และการกระทำ ของกกต.ที่เก็บรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นทางการเมืองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มาตรา 26 ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคหนึ่ง มาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) และมาตรา 224วรรคหนึ่ง (2) 

โดยศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบ หากนายรชต์เขตต์ เห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ อาจใช้สิทธิทางศาลอื่นได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนด กระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47(2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้นนายรชต์เขตต์ จึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

เอกนิติ เตรียมถกบอร์ดประชารัฐสวัสดิการพรุ่งนี้ เล็งแก้เกณฑ์ลูกลดหย่อนภาษี ทำพ่อแม่หลุดสิทธิ์

เอกนิติ เตรียมถกบอร์ดประชารัฐสวัสดิการพรุ่งนี้ เล็งแก้เกณฑ์ลูกลดหย่อนภาษี ทำพ่อแม่หลุดสิทธิ์

เอกนิติ เตรียมถกบอร์ดประชารัฐสวัสดิการพรุ่งนี้ เล็งแก้เกณฑ์ลูกลดหย่อนภาษี ทำพ่อแม่หลุดสิทธิ์

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.11 น.

“เอกนิติ”เผย เตรียมถกบอร์ดประชารัฐสวัสดิการพรุ่งนี้(11 มิ.ย.) ย้ำทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ “ข้อเดียว” เล็งแก้ปมลูกลดหย่อนภาษีทำพ่อแม่ชวดสิทธิ์ พร้อมรับลูกตรวจสอบปม “สุกี้ตี๋น้อย”โอดถูกผลกระทบจากไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จนต้องปิดปรับปรุง

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 14.50 น.ที่ทำเนียบรัฐบาลนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า พรุ่งนี้(11 มิ.ยา.)ช่วงบ่ายตนจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมเพื่อพิจารณาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยจะมุ่งเน้นทบทวนหลักเกณฑ์เพียงข้อเดียวเท่านั้น คือประเด็นเรื่องภาษีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิ์ลดหย่อน โดยจะไม่มีการพิจารณาทบทวนเกณฑ์อื่นๆ อย่างเช่นเรื่องการถือครองที่ดินแต่อย่างใด 

นายเอกนิติ กล่าวว่า การทบทวนเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายลงมา หลังจากได้รับข้อกังวลและข้อร้องเรียนจากสังคมในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากมีกรณีที่บุตรนำสิทธิ์ไปลดหย่อนภาษีตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้มอบเงินดูแลบิดามารดา ส่งผลให้ผู้เป็นพ่อแม่ที่เดือดร้อนจริงกลับต้องได้รับผลกระทบและเสียสิทธิ์ในบัตรสวัสดิการฯ

“สิทธิ์ลดหย่อนตรงนี้ จริงๆ ก็ฟังจากข้อกังวลทางสังคม ผมเห็นใจคุณพ่อคุณแม่ที่บอกว่าลูกเอาไปลดหย่อนแล้วจะให้หรือไม่ให้ อันนี้แน่นอนในฝั่งลูกก็เป็นสิทธิ์ของลูก แต่ว่าในฝั่งของคุณพ่อคุณแม่ก็เห็นใจ และในวาระการพิจารณา จะทบทวนเกณฑ์เดียว ส่วนเกณฑ์ที่ดิน เป็นเกณฑ์เดิมแล้ว”

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายหลักของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ให้เงินช่วยเหลือเดือนละ 300 บาทนั้น รมว.คลัง ย้ำว่ารัฐบาลต้องการมุ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มคนที่เดือดร้อนที่สุดจริงๆ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบฐานข้อมูลผู้ถือบัตรจำนวน 13.2 ล้านคน พบว่ายังมีกลุ่มคนที่ไม่เดือดร้อนจริงแฝงอยู่พอสมควร เช่น บางรายนั่งรถยนต์สภาพดีมาใช้สิทธิ์ ในขณะเดียวกันกลับมีประชาชนที่ยากลำบากจริงๆ อีกจำนวนมากที่ตกหล่นและไม่ได้รับสิทธิ์ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงการคลังจึงต้องปรับการคัดกรองให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้น โดยได้ประสานงานให้กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่เพื่อค้นหากลุ่มคนที่เดือดร้อนจริงๆ ที่หลุดจากระบบ 13.2 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้

“บัตรสวัสดิการ ส่วนใหญ่ 5 ปีทำทีหนึ่ง  เราไม่ได้ทำทุกปี วันนี้ 13.2 ล้านคนคือลงทะเบียนครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2565  ก็ต้องมาทบทวนนะ เดี๋ยวนี้มีข้อมูลมากขึ้น”

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีที่มีผู้ประกอบการบางแห่ง เช่น “สุกี้ตี๋น้อย” มีการปิดสาขาเพื่อเตรียมเปิดใหม่ในช่วงหลังเดือนตุลาคม ซึ่งมีข่าวว่า ได้รับผลกระทบในช่วง 4 เดือนนี้จากโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/49 ด้วย นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าว จึงขอรับเรื่องไปตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมก่อน พร้อมย้ำเจตนารมณ์หลักว่า โครงการนี้ต้องการช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจริงๆ 

เมื่อถามถึง ความคืบหน้าการใช้เงินในเฟสหลัง หรือวงเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 2 แสนล้านบาท จะมีการจัดทำโครงการใดๆ เพิ่มเติมหรือไม่  นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้แต่ละกระทรวงกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการอยู่

ศาลรัฐธรรมนูญ ยังรอความเห็น-เอกสาร 2 คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน-บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญ ยังรอความเห็น-เอกสาร 2 คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน-บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญ ยังรอความเห็น-เอกสาร 2 คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน-บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.45 น.

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณากรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง)ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระ ทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรม นูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

โดยศาลฯเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา จึงให้รอความเห็นและเอกสารหลักฐานจากบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำ พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือก และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 โดยศาลฯเห็นว่าให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ถ้อยคำพยาน ความเห็นและพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐ ธรรมนูญต่อไป

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ นัดถกไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย ไร้การตอบรับ

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ นัดถกไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย ไร้การตอบรับ

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ นัดถกไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย ไร้การตอบรับ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.35 น.

‘ปธ.กมธ.พัฒนาการเมืองฯ’ เซ็ง! เรียกหน่วยเกี่ยวข้องแจงปมไลน์หลุด ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ไร้การตอบรับ เหน็บไม่คิดจะแก้ข้อครหาเลยหรือ – ควรให้เกียรติลูกน้องฝ่ายปกครองทั่วประเทศบ้าง

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)พัฒนาการเมือง การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กาาประชุมกมธ.ฯ ในวันพรุ่งนี้(11มิ.ย.) เวลา 09.30น. จะพิจารณาเรื่อง ไลน์หลุดช่วยน้ำเงินด้วย โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจิตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยได้มีการระบุไว้แล้วว่าถ้าอธิบดีไม่สะดวกก็ขอให้ตัวแทนของกรมฯ มาชี้แจง แต่ยังไม่มีหน่วยงานใดตอบรับมา ก็ขอให้มีสักหน่วยงานควรเข้ามาชี้แจงต่อ กมธ.ฯ 
    
“ดิฉันยืนยันว่าการชี้แจงต่อ กมธ.ฯเรา ไม่ได้มีธงจะตัดสิน หรือจะเชื่อไปทางไหน เพียงแต่วันนี้ต้องยอมรับว่าตั้งแต่แชทหลุดช่วยน้ำเงินด้วย ออกมา ประชาชนทั้งประเทศตั้งคำถาม แล้วคุณในฐานะคนที่ถูกตั้งคำถาม ไม่คิดจะแก้ข้อครหาเหล่านั้นเลยหรือ หรือต่อให้คุณไม่ต้องการที่จะแก้ข้อครหาด้วยตัวบุคคล เพราะคุณคิดว่าคุณไม่สน ไม่แคร์ อยู่แล้ว คุณเส้นใหญ่หรืออะไรก็ตาม แต่คุณน่าจะสนใจให้เกียรติกับข้าราชการปกครองทั้ง 76 จังหวัดของประเทศบ้าง ดิฉันเชื่อว่าข้าราชการปกครองทั่วประเทศมีข้าราชการน้ำดีเกิน 90 % เพราะฉะนั้นการที่อธิบดีหรือตัวแทนของกรมการปกครอง เข้ามาชี้แจงกับ กมธ.ฯ​อย่างน้อยเป็นการให้เกียรติ ในการปกป้องลูกน้องของท่านเอง อย่างน้อยๆอย่าทำให้พี่น้องประชาชนหมดศรัทธากับข้าราชการไปมากกว่านี้เลย” น.ส.ภคมน กล่าว

ศุภชัย นั่งปธ.กมธ.ติดตามเงินกู้ ปชน.ทักท้วง ไร้ฝ่ายค้านเป็นรองปธ. สุดท้ายตกลงกันได้ นัดหน้าเชิญสศค.-สบน.แจง

ศุภชัย นั่งปธ.กมธ.ติดตามเงินกู้ ปชน.ทักท้วง ไร้ฝ่ายค้านเป็นรองปธ. สุดท้ายตกลงกันได้ นัดหน้าเชิญสศค.-สบน.แจง

ศุภชัย นั่งปธ.กมธ.ติดตามเงินกู้ ปชน.ทักท้วง ไร้ฝ่ายค้านเป็นรองปธ. สุดท้ายตกลงกันได้ นัดหน้าเชิญสศค.-สบน.แจง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.19 น.

’กมธ.ติดตามเงินกู้ฯ‘ ถกนัดแรก ’ศุภชัย‘ ลอยลำนั่งประธานฯ ขณะที่ ‘เก้าอี้รองปธ.ฯ’ ขลุกขลักเล็กน้อย ‘ฝ่ายค้าน’ ติงไม่ได้สัดส่วน สุดท้ายตกลงกันได้ สัปดาห์หน้าลุยเชิญ ‘สสค.-สบน.’ แจง ‘โครงการไทยช่วยไทยพลัส’

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา13.55น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและการสร้างการเปลี่ยนด้านพลังงานประเทศ พ.ศ.2569 ครั้งที่ 1 ที่มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานการประชุมชั่วคราว พิจารณาเลือกตำแหน่งต่างๆในกมธ.ฯ โดยได้เปิดให้สมาชิกเสนอชื่อประธานกมธ.ฯ ทั้งนี้นางปทิตา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกมธ.โดยมีผู้รับรองถูกต้อง

ขณะที่รองประธาน กมธ.ฯ ช่วงแรกมีการเสนอให้มีรองประธานฯ 2 คน โดยนางปฑิตา เสนอชื่อนางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานกรรมาธิการคนที่ 1 และเสนอชื่อนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานกรรมาธิการคนที่ 2 แต่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทักท้วงขึ้นว่า มีแต่ฝ่ายรัฐบาล ไม่มีโคงตาจากฝ่ายค้าน จากนั้นนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน จึงเสนอว่า กมธ.ชุดนี้ควรให้มีรองประธานที่มาจากทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อให้เกิดความสมดุลในการทำงาน ก่อนที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม จะเสนอว่า เราไปนั่งคุยกันก่อนดีหรือไม่ ซึ่งนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่าให้ทั้งสองฝ่ายคุยกัน เพราะเป็นกรรมาธิการที่ประชาชนจับตาดูและให้ความสนใจ 

จากนั้นนายสุชาติได้สั่งพักประชุมเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายไปพูดคุยกัน ทั้งนี้ ภายหลังจากที่กลับมาประชุมอีกครั้ง นางนันฑนา ได้เสนอให้มีรองประธาน 5 คน ได้แก่ 1.นางนันฑนา 2.นายเผ่าภูมิ 3.นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน 4.นายไผ่ และ 5.นายชัยชนะ ส่วนโฆษก กมธ. 2 คนคือ นางปทิดา และนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สำหรับเลขานุการ ได้แก่นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย 

ต่อมานายศุภชัยได้ขึ้นทำหน้าที่ประธาน กมธ. และนัดประชุมกมธ.ฯ ทุกวันพุธ เวลา 09.30 น. ก่อนจะกล่าวขอบคุณที่เลือกให้ทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการ และยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถและเป็นกลาง 

ทั้งนี้ ในการประชุมช่วงท้ายมีการหารือถึงกรอบการพิจารณาในสัปดาห์หน้าว่า โดยจะเชิญหน่วยงานของกระทรวงการคลัง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มาชี้แจง และให้รายละเอียดถึงสภาพเศรษฐกิจภาพรวม รวมถึงรายละเอียด ภาพรวมของโครงการ โดยเฉพาะกรอบโครงการ 2 แสนล้านบาทที่ได้ดำเนินการไปแล้วในโครงการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากนั้นในสัปดาห์ถัดไปจะเป็นการติดตามการใช้งบประมาณ ซึ่งจะมีการเชิญหน่วยรับงบประมาณโดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ามาชี้แจงต่อไป

ดีอียังไม่จ่ายงวดแรก! การดี ชี้ TH-AI Passport ยังไม่สายเกินทบทวน

ดีอียังไม่จ่ายงวดแรก! การดี ชี้ TH-AI Passport ยังไม่สายเกินทบทวน

ดีอียังไม่จ่ายงวดแรก! การดี ชี้ TH-AI Passport ยังไม่สายเกินทบทวน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

“การดี”ชี้โครงการ TH-AI Passport ยังไม่สายเกินทบทวน หลัง”ดีอี”ยังไม่จ่ายเงินงวดแรก ย้ำกฎหมายเปิดช่องปรับ TOR ได้ พร้อมเชิญชวนร่วมสะท้อนความเห็น 11 มิ.ย.นี้ หวั่นเวทีรับฟังกลายเป็นเพียงฟอกขาว หากไม่เปิดรับข้อกังวลอย่างแท้จริง

10 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ภายหลังที่ได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ปปง.) สภาผู้แทนราษฎร ว่า ตนได้รับแจ้งจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยตรงว่า งานงวด 1 ได้มีการส่งมอบแล้วจริงคือรายงานดำเนินการอย่างละเอียด แต่การตรวจรับยังอยู่ในกระบวนการ นั่นคือ งานงวดแรกยังไม่ได้จ่ายเงินออกไป ฉะนั้น ตนคิดว่าเรายังมีโอกาสทบทวนความเหมาะสมของโครงการนี้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ มาตรา 97 ระบุว่า ถ้าโครงการนั้นสามารถแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐ และประโยชน์ของสาธารณะได้ จึงมีโอกาสที่จะทบทวนโครงการดังกล่าว ไม่ใช่เหมือนที่หลายฝ่ายเข้าใจว่าโครงการดังกล่าวไม่สามารถยับยั้งได้แล้ว

นางการดี กล่าวว่า ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ กระทรวงดีอี มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตนขอเชิญชวนให้ไปสะท้อนถึงความกังวลกับโครงการที่เกิดขึ้น เพื่อได้มีการปรับ TOR ให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามว่า มีการมองว่าการรับฟังความเห็นในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ เป็นเพียงพิธีกรรมฟอกขาวเท่านั้น นางการดี กล่าวว่า จริงๆ เรื่องนี้ตนก็เป็นห่วง เพราะตอนแรกได้รับทราบมาว่าโครงการนี้ถึงอย่างไรก็ไปต่อ เราก็ไม่รู้จะไปการรับฟังทำไม และถ้ามีการจ่ายเงินไปแล้ว การรับฟังก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่วันนี้ถ้ามาดูข้อเท็จจริง ก็น่าสนใจว่า TOR สามารถที่จะปรับได้ หรือแม้แต่ทำให้โครงการนี้หยุดไปโดยสิ้นเชิง ในเชิงกฎหมายก็คิดว่าเรายังมีโอกาส

เมื่อถามย้ำว่า การที่ทางกระทรวงอีดี ระบุว่ารับฟังความเห็นแต่ไม่สามารถปรับปรุงโครงการได้ นางการดี กล่าวว่า ยังสามารถปรับปรุงได้ เพราะตามกฎหมายที่เราได้ตรวจสอบแล้วพบว่า สามารถปรับปรุงได้ทั้ง TOR หรือแม้แต่จะยกเลิกโครงการไปเลยก็ยังสามารถทำได้ เรื่องนี้เป็นประเด็นเพราะเราก็ไม่อยากให้โครงกาเดินต่อไปแล้วเกิดดราม่าแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะคนไทยจะได้ไม่ได้ประโยชน์ เสียภาษีไปโดยไม่ได้อะไร

“การฟอกก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ในเรื่องของตรายาง เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเอาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ไปอยู่ที่นั่น เพราะไม่อย่างนั้นก็จะเต็มไปด้วยคนที่ไม่ได้เชี่ยวชาญ แล้วก็อาจจะพูดมาในทิศทางที่เราไม่เห็นด้วยเลยตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นก็อยากที่จะเชิญชวนและออกความคิดเห็นให้มีความชัดเจน ว่าเราต้องการอะไร และสิ่งไหนที่เป็นเสี่ยง ย้ำว่าให้ช่วยเฝ้าระวังการฟอกขาวและการเป็นตรายางสแตมป์ไว้ให้ดี” นางการดี กล่าว

ครม. เห็นชอบ โยก 2 รองอธิบดีกระทรวงเกษตรฯ นั่ง ‘ผู้ตรวจราชการ’ กระทรวง

ครม. เห็นชอบ โยก 2 รองอธิบดีกระทรวงเกษตรฯ นั่ง ‘ผู้ตรวจราชการ’ กระทรวง

ครม. เห็นชอบ โยก 2 รองอธิบดีกระทรวงเกษตรฯ นั่ง ‘ผู้ตรวจราชการ’ กระทรวง

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.หญิง ภัสร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม.เห็นชอบ แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง 2 ราย ตามที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ ดังนี้ 1.นางวิลาวัณย์ ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 2. นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็น ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

ครบวงจร 9 มาตรการ! รัฐบาลเตรียมพร้อมรับฤดูฝนปี 2569

ครบวงจร 9 มาตรการ! รัฐบาลเตรียมพร้อมรับฤดูฝนปี 2569

ครบวงจร 9 มาตรการ! รัฐบาลเตรียมพร้อมรับฤดูฝนปี 2569

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.13 น.

รัฐบาลเตรียมพร้อมรับฤดูฝนปี 2569 ครบวงจร 9 มาตรการ บูรณาการทุกหน่วยงาน เฝ้าระวัง-แจ้งเตือน-ระบายน้ำ-ช่วยเหลือประชาชน ลดผลกระทบจากอุทกภัยและฝนทิ้งช่วง

10  มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เสนอ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และรายงานผลให้ กนช. ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำหลาก ดินถล่ม และฝนทิ้งช่วงที่อาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคมของทุกปี (ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออกซึ่งเริ่ม 1 กันยายน และสิ้นสุด 28 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป) โดยรัฐบาลได้บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานภายใต้ 9 มาตรการสำคัญ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชน ได้แก่

1. คาดการณ์ ชี้เป้า และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า โดยเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ฝนและสถานการณ์น้ำ จัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และฝนทิ้งช่วง พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยให้เข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

2. ทบทวนและปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำทั้งระบบลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตล่วงหน้า

3. เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ และบุคลากร ให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งสำรวจ ซ่อมแซม และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

4. ตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของคันกั้นน้ำ เขื่อน ทำนบ และพนังกั้นน้ำ พร้อมจัดทำแผนสำรองและแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดความเสียหายหรือเกิดน้ำหลากฉับพลัน

5. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ เร่งกำจัดผักตบชวา วัชพืชลอยน้ำ และขุดลอกทางระบายน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและพื้นที่เปราะบาง

6. จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำก่อนเกิดภัย ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ จัดเตรียมศูนย์พักพิง พื้นที่อพยพ อุปกรณ์ยังชีพ รวมถึงดูแลกลุ่มเปราะบางและการเคลื่อนย้ายปศุสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง

7. เร่งเก็บกักน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำช่วงปลายฤดูฝน เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดินให้เต็มศักยภาพ

8. สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายภาคประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและชี้แจงข่าวเท็จอย่างทันท่วงที

9. ติดตาม ประเมินผล และปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและคณะกรรมการลุ่มน้ำจะติดตาม วิเคราะห์ และสรุปผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูฝน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการปี 2569 ได้รับการปรับปรุงจากปีที่ผ่านมา โดยเน้นการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่และการบริหารจัดการความเสี่ยงล่วงหน้ามากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่เปราะบาง เช่น โรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ ชุมชนเสี่ยงภัย การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การจัดทำจุดเฝ้าระวังความเสี่ยงล่วงหน้า และการเตรียมแผนฟื้นฟูหลังเกิดภัยอย่างเป็นระบบ

“รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำท่วมและฝนทิ้งช่วงที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เศรษฐกิจ และภาคการเกษตร การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า การแจ้งเตือนที่แม่นยำ และการบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงาน จะช่วยให้สามารถดูแลประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้มากที่สุด” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกฯ โชว์ความสำเร็จปราบยาเสพติดในที่ประชุม ครม. สั่งหขยายผลล้างบางเครือข่ายข้ามชาติ

นายกฯ โชว์ความสำเร็จปราบยาเสพติดในที่ประชุม ครม. สั่งหขยายผลล้างบางเครือข่ายข้ามชาติ

นายกฯ โชว์ความสำเร็จปราบยาเสพติดในที่ประชุม ครม. สั่งหขยายผลล้างบางเครือข่ายข้ามชาติ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

นายกฯ โชว์ความสำเร็จปราบยาเสพติดในที่ประชุม ครม. สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขยายผลล้างบางเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 10 ม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงข้อสั่งการขอฃนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า นายกฯ ได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จปฏิบัติการบุกตรวจค้น และจับกุมเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ณ โกดังเก็บสารเคมี (โกดังที่ 20) จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของไทยและสำนักข่าวกรองแห่งชาติสาธารณรัฐเกาหลี โดยสามารถตรวจยึดสารเคมีล็อตใหญ่ หากหลุดรอดไปจะสามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้าได้มากกว่า 1,100 ล้านเม็ด สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของเครือข่ายและความรุนแรงของปัญหา ยาเสพติดที่กำลังคุกคามทั้งประเทศไทยและภูมิภาค

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ย้ำกลางที่ประชุม ครม. ว่ารัฐบาลถือว่าการปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ได้สั่งการ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ให้ติดตามและขยายผลจากคดีนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงดำเนินคดี กับผู้กระทำผิดที่ถูกจับกุมแล้วเท่านั้น แต่ต้องขยายผลไปให้ถึงผู้บงการ ผู้สนับสนุน เครือข่ายลำเลียง ตลอดจนแหล่งผลิตและแหล่งเงินทุนที่อยู่เบื้องหลัง

นอกจากนี้ ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และรายงานผลการดำเนินงานให้รัฐบาลทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป 

“รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในทุกมิติ และจะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านหรือฐานปฏิบัติการของเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติอีกต่อไป และขอให้ทุกหน่วยงานยึดตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ไว้ว่า ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล’ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน” น.ส.รัชดา ย้ำ