อนุทิน ไม่ปิดประตู กล้าธรรมร่วมรัฐบาล บอกทุกอย่างเป็นไปได้หมด ย้ำสัมพันธ์เพื่อนซี้ 10 ปี ธรรมนัส ชี้เสถียรภาพ รบ.ยังแข็ง ไม่คิดปรับ ครม.ช่วงนี้

11 กันยายน 2569 เวลา 16:45 น.

11 กันยายน 2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคกล้าธรรมโหวตสนับสนุนงบประมาณปี 70 ให้รัฐบาล มีนัยทางการเมืองหรือการเข้าร่วมรัฐบาลครั้งหน้าหรือไม่ ว่า เดี๋ยวขอตนไปพูดคุยกับหัวหน้าพรรคกล้าธรรมก่อน ยังไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกับท่าน

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม บอกว่ากับนายอนุทินยังเป็นเพื่อนซี้กันเหมือนเดิม นายอนุทิน กล่าวว่า “เอ้า ตั้งกี่สิบปีแล้วล่ะ ถ้าเทียบรุ่น ก็รุ่นเดียวกัน”

เมื่อถามว่า เสถียรภาพของรัฐบาลตอนนี้ จำเป็นต้องเติมพรรคอื่นเข้ามาหรือไม่ นายกฯตอบว่า ทุกวันนี้และวันนี้เราเป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง

เมื่อถามย้ำว่า พูดได้ชัดเลยใช่หรือไม่ ว่า ไม่จำเป็นต้องเติม นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องทำทุกอย่างให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง จะได้ผลักดันนโยบาย และการดำเนินการต่างๆ ได้ รัฐบาลก็ต้องมีความเข้มแข็ง เพื่อที่จะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย และสร้างความมั่นใจให้กับรัฐมนตรีในการทำงาน

เมื่อถามต่อว่า แข็งแล้วอยากแข็งเพิ่มอีกหรือไม่ หมายถึงการเติมพรรคการเมือง เพิ่มอีก นายกฯ หัวเราะ ก่อนตอบว่า “ก็ยังแข็งอยู่” เมื่อซักว่า ถามตรงๆ ว่าพรรคกล้าธรรมมีโอกาสร่วมรัฐบาลใน 4 ปีนี้หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า “การเมืองมันไม่มีคำว่าไม่มีโอกาส” ถามต่อว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรี โดยมีพรรคกล้าธรรม เข้ามาร่วมด้วย นายกฯ ตอบว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด”

ถามอีกว่า ตอนนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ผมว่าสัญญาณที่ดี ในความที่พี่น้องประชาชน จะได้เห็นรัฐบาลของเขา รัฐบาลของพี่น้องประชาชน มีความมั่นคงมีเสถียรภาพ มีความแข็งแกร่ง คนต่างชาติหรือคนที่จะทำธุรกรรมต่างๆ ในประเทศไทย ก็จะได้มีความมั่นใจ นโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ว่าจะได้รับการตอบสนองและได้รับการผลักดัน” ถามต่ออีกว่า ยังยืนยันว่าช่วงเวลานี้ยังไม่ปรับ ครม.ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ตอนนี้ยัง”

อนุทิน ไม่เบื่อ ถูกโจมตีปมฮั้ว สว. บอกเป็นสิทธิ ไม่พร้อมรับมติ กกต. เพราะไม่เกี่ยว พลิ้วไม่กลัวกับดัก เพราะชำนาญเก็บกู้ทุ่นระเบิด

11 กันยายน 2569 เวลา 16:32 น.

11 กันยายน 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศนอร์เวย์ ได้ติดตามการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ บ้างหรือไม่ เพราะเห็นมีการคอมเมนต์โพสต์ของ สส.ว่า เนื่องจากเวลาเหลื่อมล้ำกัน ตนก็ต้องติดตามสอบถามเวลา เรารับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายไม่ใช่เฉพาะฝ่ายรัฐบาล ยิ่งฝ่ายค้านเราก็ต้องยิ่งรับฟังว่าเขามีข้อแนะนำข้อเสนอแนะอะไร ตนพูดมาโดยตลอด ตัวตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศกับประชาชนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ในการพิจารณางบ ฝ่ายค้านยังหยิบเรื่องฮั้ว สว.มาโจมตี รู้สึกเบื่อหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นสิทธิของ สส. เป็นสิทธิของประชาชน คนที่ทำคดีพวกนี้ก็ดำเนินการ ตรงนั้นเราไปก้าวล่วงก้าวก่ายไม่ได้ ใครอยากพูดอะไรก็เป็นสิทธิ จะใช้เวทีหรือโอกาสต่างๆ

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาพูดมาตลอดว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องฮั้ว สว. มั่นใจใช่หรือไม่ว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้สะดุดทางการเมือง นายอนุทิน ตอบว่า ตนเป็นนายกฯ ครบปีมาวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ตั้งแต่เข้ามาเป็นนายกฯ ตนทำงานอย่างเต็มที่ และได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะข้าราชการประจำที่ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลสมัยอนุทิน 1 ก็นโยบาย ควิก บิ๊ก วิน ก็ได้รับการตอบสนอง พอมาเป็นอนุทิน 2 ได้รับการเลือกตั้งได้ สส. 190 กว่าที่นั่ง เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ตอนลงมติรับรองร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 70 ก็ได้รับมติเห็นชอบด้วยกับร่างงบประมาณปี 70 ท่วมท้น 338 เสียง ต่อ 140 เสียง ตั้งแต่ทำงานก็ไม่มีอะไรที่สะดุด เพราะเราได้รับความร่วมมือและทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนต่อประเทศ ก็ไม่เคยรู้สึกว่าสะดุดหรือมีอุปสรรคใดๆ ในการทำงานของตนในฐานะนายกฯ และการขับเคลื่อนรัฐบาล

เมื่อถามว่า วันที่ 14 ก.ย.จะติดตามการพิจารณาประเด็นฮั้ว สว.ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันที่ 14 ก.ย.ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นรัฐมนตรีเกียรติยศติดตามการเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ

เมื่อถามว่า ผลออกมาอย่างไรก็พร้อมรับใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ผมไม่พร้อมอะไรทั้งนั้น เพราะว่าผมไม่เกี่ยว ไม่ได้มีความกังวลใดๆ ตัวบุคคลไม่สำคัญเท่ารัฐบาล รัฐบาลชุดนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องที่ไม่ใช่นโยบาย เรื่องผิดกฎหมาย เรื่องขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลของนายอนุทินไม่ทำ”

เมื่อถามว่า มองสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้อย่างไร เพราะมีระเบิดวางไว้หลายลูกที่จะตรวจสอบรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ชำนาญการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เราทำหน้าที่ภายใต้สัญญาระหว่างประเทศ ว่าเราจะต้องเก็บกู้ทุ่นระเบิดไม่ให้อันตรายต่อพี่น้องทหารหาญของเรา เมื่อถามย้ำว่า ระเบิดทางการเมืองไม่หวั่นใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคย ตนหวั่นระเบิดที่จะทำให้ทหารหาญ หรือประชาชนของเราต้องสูญเสีย

อนุทิน ถอนหายใจ ชาวเน็ตแซว ห้อยเหรียญเหนือดวง เผย ปปง.-ตร.-ร่วมสอบเส้นเงิน เหตุเข้าข่ายยักยอก-หลอกหลวงปชช.

11 กันยายน 2569 เวลา 16:31 น.

อนุทิน ถอนหายใจ ชาวเน็ตแซว ห้อยเหรียญเหนือดวง สมีโชติ บอก มันเวิร์คนะเอาไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายออกไป เผย ปปง. – ตร. ร่วมกันสอบเส้นเงิน เหตุเข้าข่ายยักยอก-หลอกลวงปชช.

เมื่อเวลา 14.54น. วันที่ 11 ก.ย. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชาวเน็ตแห่แซวภาพนายกรัฐมนตรีที่เคยใส่เหรียญเหนือดวง หลังอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ถูกจับปมเสพเมถุน และฟอกเงิน โดยนายกฯ ถอนหายใจ ก่อนจะตอบกลับว่า “แต่มันก็เวิร์คนะ ถ้าคนที่เชื่อเรื่องพวกนี้ เราก็เชื่อในสิ่งที่ดี เวลาพระปลุกเสกวัตถุมงคลต้องใช้บรรดาเกจิเป็นคณะ ไม่ใช่รูปใดรูปหนึ่ง“ ก่อนนายกฯกล่าวยืนยันว่า ”ของศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เอาไว้ป้องกันสิ่งชั่วร้ายออกไป ถ้าเรามีจิตใจที่สุจริต มีจิตใจที่ดีก็จะไม่มีสิ่งชั่วร้ายอยู่ในตัวเรา”

เมื่อถามว่าที่หลายคนมองว่าเรื่องนี้ใหญ่มากถึงขั้นมีการโยงถึงการฟอกเงินนั้น นายกฯกล่าวว่า จากที่เห็นเส้นเงินต่างๆ งานนี้ ปปง. และตำรวจต้องเข้าไปร่วมงานกัน เพราะเข้าข่ายในเรื่องของการยักยอกทรัพย์ หรือมีเรื่องการหลอกลวงประชาชนหรือไม่ แต่ผิดกฎหมายแน่นอน

เมื่อถามต่อว่าจะตรวจสอบถึงวัดอื่นๆ ด้วยหรือไม่ เพราะมีเงินบริจาคเข้ามาที่วัดเป็นจำนวนมากเช่นกัน นายกฯ กล่าวว่า น่าจะมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ภายหลังการให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวยังถามว่าวันนี้นายกฯห้อยพระมากี่องค์ โดยนายกฯได้จับไปที่หน้าอก ก่อนกล่าวว่า “หลายองค์”

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คกก.มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ชุดใหม่ ‘พระราชินี’องค์ประธานที่ปรึกษา

11 กันยายน 2569 เวลา 16:26 น.

วันที่ 11 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยากจากอุทกภัย และภัยพิบัติ การร่วมกันระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และจิตสาธารณะในลักษณะของอาสาบำเพ็ญประโยชน์ เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟู รวมทั้งการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ประชาชนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามทุกข์ยาก มุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ทั้งนี้ การปฏิบัติงานโดยยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน”

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 11 แห่งข้อบังคับมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ชุดใหม่ ดังต่อไปนี้

คณะที่ปรึกษา

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี องค์ประธานที่ปรึกษา

พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานที่ปรึกษา

พันโท สมชาย กาญจนมณี รองประธานที่ปรึกษา

คณะกรรมการมูลนิธิ

1. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ

2. นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานกรรมการ

3. พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง รองประธานกรรมการ

4. นายฉัตรชัย พรหมเลิศ รองประธานกรรมการ

5. นางอัจฉรา จันทร์ฉาย รองประธานกรรมการ

6. คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ กรรมการ

7. นายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์ กรรมการ

8. ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน กรรมการ

9. ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการ

10. นายดิสทัต โหตระกิตย์ กรรมการ

11. นายสรจักร เกษมสุวรรณ กรรมการ

12. นายพิริยะ เข็มพล กรรมการ

13. นายรอยล จิตรดอน กรรมการ

14. นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการ

15. นางผาณิต พูนศิริวงศ์ กรรมการ

16. นางสาววันดี กุญชรยาคง กรรมการ

17. นางสายสม วงศาสุลักษณ์ กรรมการ

18. นางศิราภรณ์ จิตต์กุศล กรรมการ

19. พลตำรวจโท รักษ์จิต หม้อมงคล กรรมการ

20. นางสุทธิมา ชำนาญเวช กรรมการและเหรัญญิก

21. นางนฤมล ล้อมทอง กรรมการและรองเหรัญญิก

22. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 11 กันยายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

สภาสูง 145 เสียง ฉลุยร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 นายกฯ รับปาก นำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ โปร่งใส มีประสิทธิภาพ

11 กันยายน 2569 เวลา 16:24 น.

“สภาสูง” 145 เสียง ฉลุย”ร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70″ “นายกฯ”รับปาก นำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ กำกับดูแลใกล้ชิด ให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ ขณะที่”รมต.ประจำสำนักนายกฯ”รับต้องปรับจัดงบฯ-ปฏิรูประบบราชการ ไม่งั้นอีก 2 ปีชาติไปต่อไม่ได้แน่ โต้ครหา”ดีอี”ได้เงินเยอะสุด ไม่เกี่ยวเป็น”รมต.ลูกเทพ” แต่มีภารกิจสำคัญต้องดันโครงสร้างพื้นฐาน”ระบบคลาวด์กลาง”ของประเทศ

11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 15.10 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน3.788ล้านล้านบาท ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ภายหลังสมาชิกได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางครบถ้วนแล้ว

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า งบประมาณปีนี้เป็นงบประมาณปีแรกที่รัฐบาลนี้ได้ดำเนินการจัดทำ เห็นว่าหากจัดการงบประมาณแบบเดิมภายใน 2 ปีข้างหน้าประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยเหตุผลหนึ่งคือภาระงบประมาณในแต่ละปี โดยเฉพาะงบที่เป็นงบรายจ่ายประจำสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีการบริหารจัดการ ซึ่งจ่ายประจำมีทั้งเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เบี้ยผู้สูงอายุ และเบี้ยต่างๆ ที่เป็นภาระผูกพันก้อนนี้มีแต่จะเติบโตขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งเงินบางส่วนในงบกลางเรียกว่าเงินเลื่อนขั้น เพราะฉะนั้นจึงจะต้องเริ่มในการที่จะปฏิรูประบบราชการ ซึ่งถือเป็นส่วนใหญ่ในสัดส่วนของเงินรายจ่ายประจำของรัฐ

นายภราดร กล่าวต่อว่า ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ปีนี้ได้รับงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่แล้ว ไม่ใช่เพราะตามที่ครหาว่าเป็นเพราะกระทรวงลูกเทพหรือไม่จึงได้รับเงินเพิ่มขึ้น แต่มีภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่ต้องนำงบไปลงที่กระทรวงดีอี โครงการนั้นคือโครงการGDCC โครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์กลางของประเทศไทย ที่ให้บริการหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งมีหน่วยงานที่จะมาขอใช้พื้นที่คลาวด์ ทั้งหมดประมาณ 9,000 กว่าล้านบาท กระจายไปตามหน่วยงานต่างๆของทางกระทรวงดีอี จึงคิดว่าควรจะต้องมีคลาวด์ภาครัฐ ขึ้นมาเพื่อที่จะให้ทุกหน่วยงานมารวมศูนย์อยู่ที่นี่และเช่าใช้คลาวในที่เดียวเพื่อลดจำนวนงบประมาณลง ซึ่งงบประมาณตั้งไว้ 6,000 ล้านบาท หายไปถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณของแผ่นดินมากกว่าที่จะไปให้หน่วยงานอื่นๆ ใช้แบบกระจัดกระจาย

ที่ประชุมได้ลงมติ 145 เสียง ต่อ 5 เสียง เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 งดออกเสียง 12 พร้อมมีมติเห็นชอบให้ส่งข้อสังเกตของ กมธ.วิสามัญฯ ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาดำเนินการต่อไป

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้เกียรติวุฒิสภามานำเสนอหลักการ เหตุผล และแนวคิดในการจัดทำงบประมาณ รวมทั้งตอบข้อชี้แจง คำถามต่างๆ ของ สว.ในส่วนการพิจารณาของ สว.ในชั้น กมธ.ฯ แม้ว่าจะไม่สามารถปรับลด หรือแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ ได้ แต่การอภิปรายวันนี้เป็นการให้ความสำคัญ และเน้นย้ำการดำเนินภารกิจเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ เพื่อต่อยอด พัฒนาการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาคทางสังคม การดูแลคุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประชาชน หวังว่าจะสามารถนำงบฯที่ได้รับการจัดสรรไปใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ นำข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกตของ สว. ปรับปรุงการจัดทำงบฯ ในปีต่อๆ ไป ขอฝากรัฐบาลเร่งติดตามการบริหารงบประมาณให้เกิดการใบ้จ่ายที่มีประสิทธิภาพเมื่อร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 บังคับใช้ กมธ.ฯ หวังว่าข้อสังเกตข้อเสนอแนะต่างๆ ของ กมธ.และ สว.จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาล นำไปสู่การพัฒนา หรือการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคง เกิดผลเป็นรูปธรรม ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่เดินทางมารับฟังการพิจารณาฯ ภายหลังเดินทางกลับมาจากการปฏิบัติภารกิจที่ประเทศนอร์เวย์ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ขึ้นกล่าวต่อวุฒิสภาว่า ในฐานะผู้แทนของรัฐบาล ตนขอขอบคุณประธานวุฒิสภา และ สว.ทุกท่าน ตนเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ในระหว่างวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2570 ตนติดภารกิจที่ต่างประเทศ จึงรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้เข้ามาร่วมรับฟังด้วยตัวเองในสภาฯ อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ตนตั้งใจเป็นอย่างมากว่า เมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันนี้ ตนจึงตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะมาพระ สว.ทุกท่านด้วยตนเอง ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนขอขอบคุณในการที่ท่านทั้งหลายพิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาต่างๆ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงประชาชนมีความสุขสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจให้มีความยั่งยืนและพัฒนาระบบ บริหารภาครัฐที่ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ

“ผมขอยืนยันว่าจะนำข้อคิดเห็น คำแนะนำ ความห่วงใย ที่บรรดาวุฒิสภาแห่งนี้ได้ให้คำแนะนำเสนอแนะไว้ ตลอดระยะเวลาของการประชุมในวันนี้ ผมในฐานะรัฐบาลขอรับไว้ด้วยความขอบคุณและจะนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินการเพื่อเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์จากร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญทุกท่านที่ให้ความสำคัญ เสียสละเวลา และการพิจารณาศึกษาร่างฯ พรนี้อย่างเต็มที่จนทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี รวมทั้งได้ให้ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะในการจัดทำงบประมาณซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการและรัฐบาลก็จะได้นำไป ประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนและประเทศไทยอันอันเป็นที่รักของเราสืบไป”

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอให้ความมั่นใจต่อท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่า นโยบาย มาตรการ และงบประมาณที่ได้ผ่านการพิจารณาในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ และแผนงานที่กำหนด โดยพวกตนในฐานะรัฐบาลจะคอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าว มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลบรรลุผลสัมฤทธิ์ และที่สำคัญที่สุดคือต้องตรวจสอบได้ ตามนโยบายที่กำหนดไว้เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนความมุ่งมั่น ความปรารถนาดีของบรรดาสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงเกียรติแห่งนี้

จากนั้น ประธานการประชุม ได้สั่งปิดประชุมในเวลา 15.45 น.ทั้งนี้ วุฒิสภาได้ใช้เวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง 45 นาที

มูเงียบวันเกิด! นายกฯ นิมนต์เกจิดังเมืองตรัง เจิมกระหม่อม-ลงยันต์บนโต๊ะทำงาน-ปิดทองนรสิงห์ เสริมสิริมงคลรับวันเกิด 13 ก.ย.นี้

11 กันยายน 2569 เวลา 16:14 น.

มูเงียบวันเกิด! นายกฯ นิมนต์เกจิดังเมืองตรัง เจิมกระหม่อม-ลงยันต์บนโต๊ะทำงาน-ปิดทองนรสิงห์ บนตึกไทยฯ เสริมสิริมงคลรับวันเกิด 13 ก.ย.นี้

เมื่อเวลา 12.09 น. วันที่ 11 ก.ย.2569 พระอาจารย์ประสูติ ปิยธัมโม เจ้าอาวาสวัดถ้ำพระพุทธโกษีย์ หรือวัดในเตา อ.ห้วยยอด จ.ตรัง รับกิจนิมนต์ เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล โดยได้ขึ้นไปบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อมอบขวัญกำลังใจในการทำงาน ให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

พร้อมทั้งมอบคติธรรมในการปกครองดูแลพี่น้องประชาชน และได้เจิมกระหม่อม และลงยันต์บนโต๊ะทำงาน พร้อมกับปิดทององค์นรสิงห์จำลองด้วย รวมถึงยังให้พรนายกฯ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปีในวันที่ 13 ก.ย. เพื่อเสริมสิริมงคลด้วย

ทั้งนี้ สำหรับเกจิดัง รูปดังกล่าว เคยลงยันต์ และเป่ากระหม่อมนายกฯ เมื่อครั้งเดินทางลงพื้นที่หาเสียงที่จังหวัดตรัง และได้ให้พรขอให้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพระเครื่องและวัตถุมงคลของพระอาจารย์ประสูตินั้น มีการสร้างไว้หลายรุ่นด้วยกัน แต่จำนวนการสร้างแต่ละอย่างจะไม่มากนัก แต่หลากหลาย โดยเฉพาะเครื่องรางของขลัง ซึ่งเป็นที่ต้องการของลูกศิษย์ เช่น หุ่นพยนต์ รุ่นแรก

วันนอร์ ยัน ประชาชาติ ไม่ได้แตก ท่าที ทวี เป็นความเห็นส่วนตัว ยังไม่มีโหวตแตกแถว ลั่น เป็นพรรคร่วมต้องหนุน รบ.

11 กันยายน 2569 เวลา 15:40 น.

วันนอร์ แจง ร่อนจดหมายเปิดใจดับไฟใต้ เชื่อมั่น หากทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ ปี 70 เกิดสันติสุขแน่ เผย คณะทำงานชุด สีหศักดิ์ คืบหน้าไปมาก ยัน ประชาชาติ ไม่ได้แตก ท่าที ทวี เป็นความเห็นส่วนตัว ยังไม่มีโหวตแตกแถว ลั่น เป็นพรรคร่วมต้องหนุน รบ. ระบุ เปลี่ยนหัวหน้าพรรคหรือไม่ ต้องจัดประชุมใหญ่ ชี้ ขึ้นอยู่กับสมาชิก

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโพสต์จดหมายเปิดใจเมื่อวันที่ 9 ก.ย. ถึงเรื่องปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ไม่มีอะไร เพียงแต่อยากให้ประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องช่วยกันทำงานเพื่อให้เกิดความสงบ เพราะประชาชนทุกข์ยากจากสถานการณ์นี้มา 20 กว่าปีแล้ว งบประมาณเราก็ใช้ไป 5 แสนกว่าล้านบาท มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตไปหลายพันคน ถ้าเราไม่ทำให้สถานการณ์นี้ดีขึ้นหรือยุติได้ ให้เกิดความสันติสุขอย่างถาวร บ้านเมืองเราก็ไม่สามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งเหตุการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้กระทบเพียงแค่ในพื้นที่ แต่กระทบถึงทั่วประเทศด้วย ทำให้ความเชื่อมั่นชาวต่างชาติ ทั้งการลงทุนและการท่องเที่ยวประเทศไทยต้องชะงัก

สิ่งเหล่านี้แม้มันจะยากลำบาก แต่เราต้องพูดให้เป็นภาษาเดียวกัน เพื่อทำความเข้าใจและสามารถทำงานร่วมกันให้เกิดสันติสุขให้ได้ ตนยังมีความเชื่อมั่นในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เชื่อมั่นว่าหากให้โอกาสทุกคนได้ทำงานอย่างเต็มที่ ในปี 70 ตามยุทธศาสตร์น่าจะเกิดความสันติสุขได้ นี่เป็นความหวัง ทุกฝ่ายรู้อยู่แล้วว่า 20 ปี อะไรมันพิสูจน์ได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรที่จะก่อเกิดสันติสุขได้ เราควรรีบ เพราะเราเสียเวลามาเยอะแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเห็นส่วนตัวไม่ตรงกับฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่ได้บอกว่าไม่ได้ตรง ในคณะเจรจาเราเพิ่งจะเริ่มทำงาน ฉะนั้น ความเห็นที่ยังไม่ตรงกัน ต้องปรับให้ไปด้วยกันได้ ไม่จำเป็นต้องให้ตรงกันทีเดียว แต่ต้องปรับให้ไปในทิศทางที่จะเกิดสันติสุขให้ได้ ขณะนี้คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ เป็นประธาน เพิ่งประชุมไปได้แค่ 2 ครั้ง แต่ก็มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร ทำยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนขึ้นมา มีคณะทำงานแต่ละด้านขึ้นมา ซึ่งการประชุมครั้งต่อไปที่กำลังจะนัดหมายนั้นก็น่าจะเห็นภาพยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น

เมื่อถามว่า ในช่วงท้ายจดหมายเปิดใจมีการกล่าวถึงประชาชาติ แสดงถึงแรงกระเพื่อมภายในพรรคหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร เป็นเรื่องที่สมาชิกพรรคอาจจะถามว่าพรรคประชาชาติจะต้องเดินไปอย่างไร ซึ่งพรรคการเมืองเป็นของสมาชิกพรรคและของประชาชน หากพรรคการเมืองจะเดินได้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะนำพรรคคือ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ฉะนั้น ไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ที่ทุกคน เพียงแต่ตนสื่อให้รู้ว่าพรรคการเมืองต้องเดินหน้าต่อไป ย้ำว่าอยู่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า พรรคประชาชาติไม่ได้แตกกันใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่มีแตก เราเป็นพรรคที่ไม่ใหญ่ เป็นพรรคเล็กด้วยซ้ำไป เรามี สส.แค่ 5 คน มีกรรมการบริหารพรรค 10 กว่าคน ทุกคนก็มีหน้าที่ในพรรค ร่วมรัฐบาลก็ต้องร่วมสนับสนุนรัฐบาลที่จะเดินหน้าเพื่อประชาชนต่อไป แม้ความเห็นอาจจะมีความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาของ สส.และพรรคการเมือง แต่ทุกคนต้องทำให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ พรรคร่วมรัฐบาลไม่สมัครสมานสามัคคีรัฐบาลก็เดินหน้าไปไม่ค่อยจะราบรื่น การที่รัฐบาลจะเดินหน้าไปอย่างราบรื่นจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน หมายความว่ารัฐบาลมีความแข็งแรงมั่นคง เกิดความเชื่อมั่นและมีพลัง เราก็ทราบดีว่าขณะนี้บ้านเมืองของเรามีปัญหาเยอะ ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง สามัคคี ปรองดอง ร่วมมือ และต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ท่าทีของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอยู่บ่อยครั้ง สร้างปัญหาให้พรรคประชาชาติหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นความเห็นส่วนตัวของ พ.ต.อ.ทวี แต่หากเป็นความเห็นของพรรคจะต้องมาจากที่ประชุมพรรค สส.ทุกคนยังคงยึดมั่นแนวทางที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลและสนับสนุนรัฐบาลในการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ความเห็นของ สส.แต่ละคนอาจจะแตกต่างกันบ้าง ตนไม่ได้เป็น สส. ไม่ได้อยู่ในสภา แต่ได้รับรายงานจาก สส.ของพรรคว่าทุกครั้งที่มาประชุมร่วมกันและมีมติไปในทิศทางเดียวกันคือ โหวตไปในทิศทางที่เป็นมติวิปรัฐบาล ไม่มีใครแตกแถว

เมื่อถามอีกว่า มีข่าวถึงขั้นว่า จะเปลี่ยนหัวหน้าพรรคประชาชาติจริงหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคต้องมีการประชุมใหญ่ของพรรค ตนคิดว่า พ.ต.อ.ทวี รวมถึงกรรมการบริหารพรรค และ สส. ยังทำงานได้อยู่ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับการประชุมที่จะต้องประชุมใหญ่ตามข้อบังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง นอกจากว่า จะมีสถานการณ์ใดพิเศษก็ยังมีการประชุมวิสามัญตลอดเวลา

นายกฯนำแถลงผลโกงสอบท้องถิ่น เผยยึดอายัดทรัพย์แล้ว 320 ล้าน ลั่นต้องปราบปรามให้สิ้นซาก ดำเนินคดีคนผิดถึงที่สุด ไม่ละเว้นตำแหน่งใด-ระดับใด

11 กันยายน 2569 เวลา 15:33 น.

นายกฯนำแถลงผลโกงสอบท้องถิ่น เผยยึดอายัดทรัพย์แล้ว 320 ล้าน ลั่นต้องปราบปรามให้สิ้นซาก ดำเนินคดีคนผิดถึงที่สุด ไม่ละเว้นตำแหน่งใด-ระดับใด เรียกความเชื่อมั่น ปชช.ต่อระบบราชการ พร้อมคืนความยุติธรรมให้คนสอบได้ แจงทำหนังสือถาม”ผบ.ตร.”ปม”ทองเจือ”ไม่อยากตอบลอยๆ ยันไม่รู้เรื่องส่วนตัว ความสัมพันธ์แค่คนร่วมงาน

11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการ ปปง. นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมในการแถลงข่าว

โดย นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ตนและผู้ที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)และตำรวจของมาแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อระบบราชการของไทยที่ผ่านมาหลายคนเข้าใจผิดว่าคดีนี้จบแล้วแต่ความจริงแล้วคดียังไม่จบ เราอยู่ระหว่างกำลังดำเนินการขยายผลในทุกรูปแบบ ที่ผ่านไปแล้วคือในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมีการเพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่งเท่านั้น และได้มีการแจ้งชื่อทั้งหมดผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้ดำเนินการเลิกจ้างผู้ที่มีส่วนในการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีการทุจริต 5,000 กว่าราย ซึ่งคดีการทุจริตมีการทำงานที่กว้างกว่านั้นมาก ซึ่งคดีนี้เริ่มขึ้นจากเอ็มโอยู 7 หน่วยงานที่ตนได้สั่งการให้มีการทำงานร่วมมือตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย วันนี้การดำเนินงานในคดีนี้พบพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ผลจากการทำงานร่วมกันทำให้สามารถยึดและอาญาทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้วคิดเป็นมูลค่า รวมกว่า 320 ล้านบาท ซึ่งปปง.อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สิน รวมถึงประสานข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงขยายผลต่อไป

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนขอยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนด้วยความชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดอยู่ในตำแหน่งระดับใด เรายึดหลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม หากปรากฏว่าพยานหลักฐานหรือเส้นทางทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด เราจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใสเปิดทางตรวจสอบและดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้นผู้ใดทั้งสิ้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและเพื่อคืนความยุติธรรมและคืนสิทธิ์ให้กับผู้ที่เข้าสอบด้วยความรู้ความสามารถของเขาโดยสุจริต

นายกฯ กล่าวอีกว่า ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ความมุ่งมั่นในทุ่มเทและยึดมั่นในความถูกต้อง กาดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่แต่เพียงการปราบปรามผู้กระทำความผิด แต่เป็นการปกป้องหลักคุณธรรมและความเป็นธรรมของระบบราชการไทย ซึ่งในการดำเนินการในแต่ละช่วงเวลามีความคืบหน้าเป็นระยะ ซึ่งตั้งแต่เริ่มมีคดีได้มีการดำเนินการไปหลายอย่างแล้วทั้งการโยกย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่เขามีส่วนกำกับดูแลในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น และมีการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานรวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งทางคดีและทางวินัย ซึ่งขณะนี้การดำเนินการมีความคืบหน้าไปเป็นอันมาก จึงเป็นที่มาของการแถลงข่าวในวันนี้ ทั้งนี้ เบื้องต้นจับผู้ต้องหาได้หลายรายแล้วและยังมีการดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาที่ขยายผลไปอย่างต่อเนื่อง วันนี้เห็นแล้วว่าเราสามารถยึดอายัดทรัพย์สินรวมแล้วมีมูลค่ากว่า 320.86 ล้านบาท คือส่วนที่เราดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นว่าเมื่อเราขยายผลและดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่าเครือข่ายนี้ได้ร่วมกันกระทำการอันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายบั่นทอนขวัญกำลังใจของระบบราชการและข้าราชการทุกคนตลอดจนความกังวลให้กับประชาชน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้น เรื่องของคดีประชาชนไม่ต้องมีความกังวลว่าจะมี อิทธิพลใดๆ ที่จะมาทำให้รูปคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เอื้อหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดได้ เราทำงานร่วมกันตามเอ็มโอยูและแบ่งหน้าที่เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการแปลงคดีหรือทำให้คดีเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง เพราะ ป.ป.ช.เป็นผู้ที่ดำเนินการสอบสวนสืบสวนคดีนี้ ขอให้มั่นใจว่าเราเอาจริงเอาจังกับคดีเหล่านี้และได้ดำเนินการไปเป็นอันมากแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีทำหนังสือสอบถามถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อสอบถามกรณี นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว นายกฯ กล่าวว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม ช่วง 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเอ่ยถึงชื่อนายทองเจือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกล่าวหากับหลายๆฝ่าย เพื่อให้เกิดความมั่นใจตนจึงทำหนังสือไปถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ทำคดีเรื่องนี้อยู่แล้ว เพื่อต้องการทำให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนด้วย เผื่อใครอยากสอบถามไม่ใช่ว่ามาตอบลอยๆ พอตอบลอยๆ ก็บอกว่าคนนี้เป็นคนที่รู้จักเป็นคนที่ทำงานด้วยกันมีความใกล้ชิดกัน เดี๋ยวจะหาว่าไปให้การช่วยเหลือ ซึ่งความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกกล่าวชื่อก็เป็นเรื่องการทำงาน ส่วนเรื่องของส่วนตัวนอกเหนือจากการทำงาน ตนไม่ทราบว่าทางคนที่ทำงานร่วมกับตนไปทำอะไรกันบ้าง แต่เพื่อให้ความมั่นใจเกิดขึ้นทั้งต่อหน้าและรับหลังและในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทราบมาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำคดีนี้อยู่ก็สอบถามไปเพื่อที่จะตอบข้อสงสัย ได้อย่างมีข้อเท็จจริงและมีหลักฐานประกอบ

ผอ.JIC สวนกัมพูชา ไทยไม่จำเป็นต้องจัดฉาก ยัน AOT-สื่อเห็นพื้นที่จริง ชี้หลักฐานตรวจสอบได้ ย้ำเขตแดนต้องใช้กลไกสองฝ่าย

11 กันยายน 2569 เวลา 14:59 น.

11 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาระบุว่า การนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) และสื่อมวลชนลงพื้นที่เป็นการจัดฉากว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องจัดฉาก เพราะสิ่งที่อยู่ในพื้นที่คือสิ่งที่คณะผู้สังเกตการณ์และสื่อมวลชนได้เห็นด้วยตนเอง หน้าที่ของไทยคือเปิดพื้นที่ภายใต้เงื่อนไขด้านความปลอดภัย และให้ผู้มาเยือนใช้วิจารณญาณของตนเอง หากฝ่ายกัมพูชามีข้อมูลหรือหลักฐานที่แตกต่างออกไป ก็ควรนำเสนอผ่านกลไกที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่การกล่าวหากันผ่านสื่อ แต่คือการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ

ส่วนกรณีที่กัมพูชาระบุว่า คณะผู้สังเกตการณ์ไม่ได้เห็นความจริงทั้งหมด เนื่องจากไทยเป็นผู้กำหนดเส้นทางและสถานที่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ชายแดนทุกครั้งจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เส้นทางจึงต้องได้รับการประเมินและประสานงานล่วงหน้า แต่การกำหนดเส้นทางเพื่อความปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าเป็นการกำหนดว่าผู้สังเกตการณ์ต้องเชื่ออะไร ที่สำคัญ ไทยไม่ได้ขอให้ใครเชื่อคำพูดของไทยเพียงฝ่ายเดียว แต่สนับสนุนให้ตรวจสอบเพิ่มเติมจากข้อมูลและหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้

กรณีที่ พ.อ.โรเดริก การ์เซีย ระบุว่า สิ่งที่เห็นแตกต่างจากข้อมูลที่ได้รับมาก่อน และต้องตรวจสอบเพิ่มเติมนั้น ผอ.JIC กล่าวว่า “ผมมองว่านั่นเป็นเรื่องที่ดีครับ คำว่า ‘ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม’ สอดคล้องกับสิ่งที่ไทยต้องการมาตลอด คืออย่าเพิ่งตัดสินจากคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อมูลเดิมกับสิ่งที่เห็นในพื้นที่ไม่ตรงกัน หน้าที่ของผู้สังเกตการณ์ก็คือกลับไปตรวจสอบ และประเทศไทยพร้อมสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบที่เป็นกลางและอยู่ภายในกรอบอำนาจหน้าที่ของผู้สังเกตการณ์”

เมื่อถามว่า ภาพฐานสแกม สถานีตำรวจจำลอง หรือสถานที่ที่ถูกตั้งข้อสงสัย สามารถพิสูจน์ความผิดของกัมพูชาได้หรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ไม่ควรกระโดดจากสิ่งที่พบไปสู่ข้อสรุปทางกฎหมายโดยไม่มีการสอบสวน ภาพหรือสถานที่เป็นข้อมูลเบื้องต้น ส่วนจะเชื่อมโยงกับการกระทำผิดใด หรือใครเป็นผู้รับผิดชอบ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย โดยจุดยืนของไทยคือ อาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ เป็นปัญหาร่วมของภูมิภาค และควรแก้ด้วยความร่วมมือและหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยการกล่าวหากัน

ส่วนกรณีที่ทางกัมพูชาตั้งคำถามว่า หากไทยไม่ได้ยึดครอง แล้วเหตุใดจึงพูดถึงการถอนกำลัง พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกคำว่า “การวางกำลัง” ออกจากคำว่า “การยึดครอง” ให้ชัดเจน การมีกำลังอยู่ในพื้นที่ตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงไม่ได้ทำให้เกิดข้อสรุปเรื่องอธิปไตยโดยอัตโนมัติ ไทยยืนยันว่าไม่มีเจตนายึดดินแดนของกัมพูชา และการจัดกำลังของฝ่ายไทยต้องพิจารณาภายใต้ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่ โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ขณะที่ปัญหาเขตแดนต้องแก้ผ่านกลไกที่มีหน้าที่โดยตรง ไม่ใช่ตัดสินผ่านการให้สัมภาษณ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ผอ.JIC กล่าวอีกว่า ไทยไม่ขอให้ใครเชื่อเราเพราะคำพูด แต่ขอให้ตรวจสอบจากข้อเท็จจริง หากสงสัยก็ตรวจสอบเพิ่มเติม หากมีหลักฐานก็นำมาเปรียบเทียบกัน ผู้สังเกตการณ์มีหน้าที่สังเกตการณ์ ไม่ใช่ตัดสินเขตแดน และข้อพิพาทเรื่องเขตแดนต้องกลับเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน

“ฉากอาจสร้างได้ แต่หลักฐานตรวจสอบได้ ประเทศไทยจึงไม่ขอแข่งขันกันด้วยวาทกรรม เราขอแข่งขันกันด้วยข้อเท็จจริง เปิดให้ตรวจสอบ และกลับเข้าสู่ข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกัน นั่นคือทางออกที่รับผิดชอบที่สุด” ผอ.JIC กล่าว

นันทนา ตั้งชื่อ งบ 70 คนเหนือดวง เหน็บ‘ดีอี’ได้เงินสูงปรี๊ดเพราะเป็น กระทรวงลูกเทพ

11 กันยายน 2569 เวลา 14:49 น.

งบฯคนเหนือดวงแต่ประชาชนแล้วแต่ดวง! ’พันธุ์ใหม่‘ เกาะกระแสแซะแสบขนาด ’นายกฯ‘ ยังต้องพึ่งเหรียญ ‘สมีโชติ‘ สับเละ5ข้อค้าน ‘งบฯปี70’ เหน็บ ‘ดีอี’ ได้เงินสูงปรี๊ดเพราะเป็น ’กระทรวงลูกเทพ‘ ทุ่มTH-AIPassportแต่เหลวไม่เป็นท่า อัดเงินสู้เลือกตั้งทำจีดีพีไตรมาสแรกโต ซื้อเสียงฉ่ำ ‘กกต.’ บ้อท่า สมควรถูกตัดงบฯสืบสวนสอบสวน จวกจัดงบฯหาทางออกไม่เจอ แถมสารพัดปัญหารุมเร้า แต่ไร้ระบบให้ตรวจสอบ ลั่นหากยังให้ ‘รัฐบาลอนุทิน’ ไปต่อ ประเทศไปไม่รอดแน่

11ก.ย.2569 เมื่อเวลา10.40น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น เมื่อวันที่10ก.ย.ที่ผ่านมา โดยน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายว่า จากการอภิปรายงบฯปี70ของฝั่งสส. 4วัน4คืน ทำให้มองเห็นงบฯปี70ได้ชัดยิ่งกว่าชัด จึงขอตั้งชื่องบประมาณปีนี้ตามหัวหน้ารัฐบาลที่เป็นคนเหนือดวง แต่สำหรับประชาชนต้องเรียกว่า งบประมาณแล้วแต่ดวง งบประมาณคือลายแทงแห่งอนาคตประเทศ หากจัดงบฯดีมีอนาคตก็ถือเป็นลายแทงสู่ขุมทรัพย์ แต่ถ้าจัดงบฯแบบนี้ก็ถือเป็นลายแทงหุบเหว ดังนั้นประชาชนจะรอดจากภัยพิบัติทางเศรษฐกิจคงต้องช่วยตัวเอง หวังพึ่งรัฐบาลคงไม่ได้ เพราะขนาดนายกฯยังต้องพึ่งเหรียญสมีโชติเลย คำถามคือรัฐบาลจัดงบฯดูแลประชาชนปีนี้อย่างไร เงินถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าถูกต้องเป็นธรรม ตอบโจทย์ประเทศ และสร้างอนาตตให้ประชาชนหรือไม่

“วันนี้ประเทศไทยยืนอยู่บนหุบเหว เศรษฐกิจเรากำลังป่วยหนัก ภูมิคุ้มกันเราไม่มีเหลือแล้ว เราแคระแกรนไม่เติบโต 10กว่าปีติดต่อกันเป็นประเทศที่เติบโตช้าที่สุดในอาเซียน นำเพียงพม่า 10ไตรมาสที่ผ่านมาเราโตเฉลี่ยไตรมาสละ1.5เปอร์เซ็นต์ แต่เฉพาะไตรมาสแรกปีนี้จีดีพีโตถึง2.8เปอร์เซ็นต์ เพราะมีการอัดฉีดเงินเข้าระบบด้วยการเลือกตั้งทั่วไป เงินสะพัดขนาดจีดีพีเพิ่มแบบนี้ จะซื้อเสียงกันฉ่ำขนาดไหน แต่ที่น่าแปลกคือ กกต.จับซื้อเสียงไม่ได้เลยสักรายเดียว สมควรถูดตัดงบฯสืบสวนสอบสวนหรือไม่“ น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ปีนี้ทั้งปีมีการคาดการณ์จาก IMF และWorld Bank ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตไม่เกิน1.6เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยงบประมาณที่เสนอมา รัฐบาลกำลังจะแก้ปัญหา หรือซ่อนปัญหากันแน่ ตนขอชี้ให้เห็นความผิดปกติของงบฯปี70 ดังนี้ 1.กระทรวงหลักๆถูกปรับลดงบฯ แต่งบประมาณกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)เพิ่มขึ้น33เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเพราะเป็นกระทรวงลูกเทพหรือไม่ใครๆก็ทราบดี การที่รัฐบาลวางเดิมพันหมดหน้าตักกับเอไอ มันพัฒนาเศรษฐกิจได้จริงหรือ เอาแค่โครงการนำร่อง TH-AI Passport ด้วยงบฯ 1.6 พันล้านบาท ก็ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ออกจากท่า ทั้งความผิดพลาดในการคำนวณความต้องการจาก5ล้านบัญชี เหลือความต้องการจริงเพียง1.5ล้านบัญชี แถมคนใช้จริงไม่ถึง5แสนคน ยังไม่นับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการอีกมากมาย ลองหลับตานึกภาพงบฯดีอีทั้งปี 1.3 หมื่นล้านบาทว่าจะเป็นอย่างไร

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า 2.งบฯรายจ่ายประจำปีสูงถึง73.6เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงิน2.7ล้านล้านบาท แบ่งเป็นค่าจ้างเงินเดือนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท หรือ22เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้นทุกปี วิธีลดงบฯประจำไม่ใช่ลดหรืองดเงินเดือน แต่ต้องวางแผนปฏิรูประบบราชการ ขณะนี้ประเทศเริ่มไปแล้ว ของประเทศไทยจะเริ่มกี่โมง 3.งบฯกลางที่รัฐบาลกำหนดไว้สูงถึง7แสนล้านเท่ากับ18.3เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลจะนำไปใช้อย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ หากสภาฯอนุมัติงบฯนี้ให้เหมือนการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาล อาจเรียกว่างบฯสิ้นคิด คิดอะไรไม่ออกก็ทำเอาไปกองรวมกันไว้แล้วหาทางใช้เงินก้อนนี้ให้หมดได้ในที่สุด สภาฯก็ตรวจสอบไม่ได้ ประชาชนก็ยิ่งไม่รู้อะไรเลย มีคนกล่าวว่างบฯกลางยิ่งมาก ก็ยิ่งเพิ่มเงินทอนมากขึ้น ไม่ได้เพิ่มจีดีพี

น.ส.นันทนา กล่าวว่า 4.เงินกู้7.88แสนล้านบาท นำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจด้านใดบ้าง ขณะนี้เรามีหนี้สาธารณะเกือบ70เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หนี้สินครัวเรือนมีสัดส่วนถึง88เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี รัฐบาลยืมเงินอนาคตมาใช้แล้วมีแผนการจะใช้หนี้อย่างไร อย่าลืมว่าหนี้ทุกบาทคือภาระประชาชน ถ้ารัฐบาลทำตัวเป็นลูกอีช่างกู้ แต่ไม่ยอมหาเงินมาคืน โลกจะจดจำว่ารัฐบาลอนุทิน เป็นนักกู้ผู้ไม่รับผิดชอบต่ออนาคตประเทศ และ5.งบฯลงทุนเกือบ8แสนล้าน ประเทศชาติได้อะไร การบริหารงบฯประเทศไทยไม่เคยกำหนดKPIให้ชัดเจน เช่น เงินลงทุนเท่านี้จะสร้างงานได้เท่าไหร่ จีดีพีจะโตเท่าไหร่ จะลดต้นทุนทางธุรกิจได้เท่าไหร่ และหากทำไม่ได้ตามKPIงบฯปีหน้าควรจะถูกตัด ระบบนี้รัฐบาลไทยไม่เคยทำ มีแต่เพิ่มงบฯเข้าไปไม่สนใจผลผลัพธ์

“นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ราคาพืชผลการเกษตร เอ็สเอ็มอี อุตสาหกรรมอนาตน ที่กระทบกับชีวิตผู้คนอย่างสาหัส ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังโคม่า ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลก็ถังแตก การลงทุนจากต่างประเทศไม่เข้ามา ภาคเศรษฐกิจกำลังร่วงโรย เอสเอ็มอีกำลังจะตายเป็นใบไม้ร่วง แล้วเราก็กำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ หากรัฐบาลยังบริหารประเทศเช่นที่เป็นมา ประเทศไทยไม่รอดแน่นอน ประชาชนต้องการรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ บริหารงบฯมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องบริหารประเทศอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล ยอมให้ตรวจสอบได้ รัฐบาลเผชิญปัญหามากมาย หลายเรื่องประชาชนกังขา แต่ไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็น คดีเขากระโดง ฮั้วสว. โกงสอบท้องถิ่น กักตุนน้ำมัน ทุนเทาข้ามชาติ สแกมเมอร์ รัฐบาลจะบริหารประเทศอย่างไร ถ้าประชาชนขาดศรัทธาและไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจัดงบฯแบบยังหาทางออกจากวิกฤตไม่เจอ ประชาชนไม่อาจเสี่ยงให้รัฐบาลบริหารเงินจากหยาดเหงื่อแรงงาน ดิฉันจึงไม่อาจเห็นชอบรัฐบาลนายอนุทิน บริหารงบฯปี70นี้” น.ส.นันทนา กล่าว