ไทยเที่ยวไทยพลัส เข้าครม.22กันยานี้

12 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

ไทยเที่ยวไทยพลัส เข้าครม.22กันยานี้

สุรศักดิ์รมว.การท่องเที่ยวฯ เผยชง ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้า ครม.22 กันยายนนี้ คาดกระตุ้นท่องเที่ยว 2 หมื่นล้าน คุมเข้มโรงแรมฉวยขึ้นราคา บังคับแสดงราคาเทียบปีก่อน

เมื่อเวลา 10.55 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส”ว่า เป็นโครงการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และไตรมาส 1 ปีหน้า ที่ภาครัฐจะสนับสนุนให้มีการเดินทางในประเทศ โดยจะสนับสนุนค่าที่พัก โดย 1 สิทธิ์จะได้รับการสนับสนุนค่าที่พัก จ่ายตามจริงไม่เกิน 2,000 บาท เป็น Flat Rate (อัตราคงที่) โดยหากราคาที่พักเกิน รัฐบาลจะสนับสนุนแค่ 2,000บาท ส่วนที่เหลือประชาชนจ่ายเอง หรือหากค่าที่พักไม่ถึงก็เบิกตามจริง

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่าอีกส่วนคือคูปอง มูลค่าต่อ 1 สิทธิ์ 1,500 บาท ในเมืองหลัก และอีก 2,000 บาทในเมืองรอง โดยหลักการใช้คล้ายกับโครงการคนละครึ่ง เป็น Co-payment รัฐบาลจ่าย 50% นักท่องเที่ยวจ่าย 50% โดยคูปองขยายผู้ประกอบการการท่องเที่ยวมากขึ้น สามารถใช้ได้มากกว่าร้านอาหาร แต่ยังรวมถึงสปา ร้านขายของที่ระลึก บริการนวด และแพ็กเกจท่องเที่ยว เช่น ดำน้ำ ล่องเรือ และอื่นๆที่สามารถจัดได้ในเรื่องการท่องเที่ยว

โดยในเฟสนี้จะให้ที่ 1 ล้านสิทธิ์ ประชาชน 1 คนสามารถใช้สูงสุดได้ไม่เกิน 5 สิทธิ์ ส่วนช่วงเวลาลงทะเบียน จะอยู่ในช่วงเดือน ต.ค. และจะใช้ได้ในเดือน พ.ย.69 จนถึงวันที่ 15 ธ.ค.69 ก่อนจะงดการใช้ในช่วงปีใหม่ 1 เดือน โดยจะเริ่มใช้ได้อีกครั้ง 16 ม.ค.70 ถึงวันที่ 28 ก.พ.70 รวมระยะเวลา 3 เดือน

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คาดว่าโครงการนี้ น่าจะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในวันที่ 22 ก.ย.โดยใช้งบประมาณจากเงินกู้ มีวงเงิน 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท

เมื่อถามว่า จะมีมาตรการในการกำกับดูแลการฉวยโอกาสขึ้นราคาค่าที่พักหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังออกแบบระบบมาเพื่อป้องกันการขึ้นราคาค่าที่พัก ซึ่งโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ 1 สิทธิ์ได้ไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นการจ่ายรวบ ก็ได้รับการร้องเรียนว่ามีการขึ้นราคา ซึ่งโครงการนี้ไม่ใช่โครงการแรก ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการดำเนินโครงการต่อเนื่องมาหลายเฟส จนถึงขณะนี้มีผู้ถูกขึ้นแบล็คลิสต์ ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ประมาณ 1,000 ราย คนกลุ่มนี้จะมีโอกาสเข้าร่วมโครงการแล้ว ส่วนโครงการครั้งล่าสุดก็พบอยู่ 4 ราย แสดงให้เห็นว่ามีการทุจริตลดลง

ส่วนมาตรการป้องกันการทุจริต สามารถทำได้ โดยผู้ประกอบการที่พักต้องนำเอกสารยืนยันราคามาร่วมลงทะเบียนด้วย ซึ่งราคาที่พักในช่วงโลว์ซีซั่นกับไฮซีซั่น ไม่เท่ากันอยู่แล้ว ซึ่งในเดือน พ.ย.ช่วงที่เริ่มโครงการก็เป็นไฮซีซั่น ซึ่งราคาต้องไม่ต่างกับปีที่แล้ว จึงให้เอาราคามาแสดง เพื่อป้องกันการขึ้นราคา ในระหว่างที่เริ่มโครงการ นอกจากนี้ จะมีการรับแจ้งหากมีการขึ้นราคา จะมีตำรวจท่องเที่ยวเข้าไปดำเนินการ ซึ่งกระทรวงการคลังเชื่อว่า การออกแบบโครงการเป็น Flat Rate จะทำให้การขึ้นราคาไม่มีประโยชน์ ซึ่งอาจเป็นวิธีการป้องกันการขึ้นราคาที่พักในช่วงที่มีโครงการได้

อนุทินนำทีมทุบโกงสอบ อายัด320ล้าน รวบอีก2จนท.ดีเอสไอ

12 กันยายน 2569 เวลา 06:01 น.

อนุทินนำทีมทุบโกงสอบ อายัด320ล้าน รวบอีก2จนท.ดีเอสไอ โยงเครือข่ายนายกเฮง

นายกฯ อนุทิน นำ ปปง.แถลงข่าวไล่อายัดทรัพย์ขบวนการโกงสอบท้องถิ่นได้เบื้องต้น 320 ล้าน ลั่นต้องปราบให้สิ้นซาก เรียกความเชื่อมั่นระบบราชการกลับคืน ด้านตำรวจ CIB รวบ 2 เจ้าหน้าที่ DSI พัวพันคดี นายกเฮง” เรียกรับเงินอ้างช่วยสอบบรรจุข้าราชการสอบท้องถิ่น

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 11 กันยายน 2569ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ. 2568 โดยมี นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการปปง.นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมในการแถลงข่าว

โดยนายกฯกล่าวว่าวันนี้ตนและผู้ที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และตำรวจของมาแถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ที่มีต่อระบบราชการของไทยที่ผ่านมาหลายคนเข้าใจผิดว่าคดีนี้จบแล้วแต่ความจริงแล้วคดียังไม่จบ เราอยู่ระหว่างกำลังดำเนินการขยายผลในทุกรูปแบบที่ผ่านไปแล้ว คือ ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมีการเพิกถอนผู้ที่มีคะแนนผิดปกติออกจากตำแหน่งเท่านั้น

และได้มีการแจ้งชื่อทั้งหมดผ่านไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ให้ดำเนินการเลิกจ้างผู้ที่มีส่วนในการสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีการทุจริต 5,000 กว่าราย ซึ่งคดีการทุจริตมีการทำงานที่กว้างกว่านั้นมาก ซึ่งคดีนี้เริ่มขึ้นจากเอ็มโอยู 7 หน่วยงานที่ตนได้สั่งการให้มีการทำงานร่วมมือตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย วันนี้การดำเนินงานในคดีนี้พบพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ผลจากการทำงานร่วมกันทำให้สามารถยึดและอาญาทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดได้แล้วคิดเป็นมูลค่า รวมกว่า 320 ล้านบาท ซึ่งปปง.อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนและวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สิน รวมถึงประสานข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงขยายผลต่อไป

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนขอยืนยันต่อหน่วยงานภาครัฐและประชาชนด้วยความชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นบุคคลใดอยู่ในตำแหน่งระดับใด เรายึดหลักปิดชื่อ ถือพฤติกรรม หากปรากฏว่าพยานหลักฐานหรือเส้นทางทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด เราจะดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใสเปิดทางตรวจสอบและดำเนินคดีให้ถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้นผู้ใดทั้งสิ้น รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามกระบวนการนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจังให้สิ้นซาก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการและเพื่อคืนความยุติธรรมและคืนสิทธิ์ให้กับผู้ที่เข้าสอบด้วยความรู้ความสามารถของเขาโดยสุจริต

นายกฯ กล่าวอีกว่า ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ความมุ่งมั่นในทุ่มเทและยึดมั่นในความถูกต้อง กาดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่แต่เพียงการปราบปรามผู้กระทำความผิด แต่เป็นการปกป้องหลักคุณธรรมและความเป็นธรรมของระบบราชการไทย ซึ่งในการดำเนินการในแต่ละช่วงเวลามีความคืบหน้าเป็นระยะ ซึ่งตั้งแต่เริ่มมีคดีได้มีการดำเนินการไปหลายอย่างแล้วทั้งการโยกย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่เขามีส่วนกำกับดูแลในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น และมีการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานรวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทั้งทางคดีและทางวินัย ซึ่งขณะนี้การดำเนินการมีความคืบหน้าไปเป็นอันมาก จึงเป็นที่มาของการแถลงข่าวในวันนี้ ทั้งนี้ เบื้องต้นจับผู้ต้องหาได้หลายรายแล้วและยังมีการดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาที่ขยายผลไปอย่างต่อเนื่อง วันนี้เห็นแล้วว่าเราสามารถยึดอายัดทรัพย์สินรวมแล้วมีมูลค่ากว่า 320.86 ล้านบาท คือส่วนที่เราดำเนินการมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นว่าเมื่อเราขยายผลและดำเนินการต่อไปเรื่อยๆเราจะเห็นว่าเครือข่ายนี้ได้ร่วมกันกระทำการอันเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายบั่นทอนขวัญกำลังใจของระบบราชการและข้าราชการทุกคนตลอดจนความกังวลให้กับประชาชน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดังนั้นเรื่องของคดีประชาชนไม่ต้องมีความกังวลว่าจะมี อิทธิพลใดๆที่จะมาทำให้รูปคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เอื้อหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดได้ เราทำงานร่วมกันตามเอ็มโอยูและแบ่งหน้าที่เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีการแปลงคดีหรือทำให้คดีเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง เพราะป.ป.ช.เป็นผู้ที่ดำเนินการสอบสวนสืบสวนคดีนี้ ขอให้มั่นใจว่าเราเอาจริงเอาจังกับคดีเหล่านี้และได้ดำเนินการไปเป็นอันมากแล้ว

เมื่อถามถึงกรณีทำหนังสือสอบถามถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)เพื่อสอบถามกรณีนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกฯ ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว นายกฯกล่าวว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเอ่ยถึงชื่อนายทองเจือว่าเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกล่าวหากับหลายๆฝ่าย เพื่อให้เกิดความมั่นใจตนจึงทำหนังสือไปถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)เป็นผู้ทำคดีเรื่องนี้อยู่แล้ว เพื่อต้องการทำให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนด้วย เผื่อใครอยากสอบถามไม่ใช่ว่ามาตอบลอยๆ พอตอบลอยๆก็บอกว่าคนนี้เป็นคนที่รู้จักเป็นคนที่ทำงานด้วยกันมีความใกล้ชิดกัน เดี๋ยวจะหาว่าไปให้การช่วยเหลือ ซึ่งความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกกล่าวชื่อก็เป็นเรื่องการทำงาน ส่วนเรื่องของส่วนตัวนอกเหนือจากการทำงาน ตนไม่ทราบว่าทางคนที่ทำงานร่วมกับตนไปทำอะไรกันบ้าง แต่เพื่อให้ความมั่นใจเกิดขึ้นทั้งต่อหน้าและรับหลังและในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)และทราบมาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)ทำคดีนี้อยู่ก็สอบถามไปเพื่อที่จะตอบข้อสงสัย ได้อย่างมีข้อเท็จจริงและมีหลักฐานประกอบ

ด้านความคืบหน้ากรณีตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “ผู้ใหญ่เฮง” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ในข้อหาเรียกรับเงินโดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเปิดเผยว่าคดีดังกล่าวอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. นำกำลังกระจายลงพื้นที่เข้าควบคุมตัวเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จำนวน 2 ราย ซึ่งถูกพาดพิงในคดีดังกล่าว โดยสามารถจับกุมรายแรกได้ในพื้น ศรีราชา ชลบุรี และอีกรายจับกุมได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะนี้อยู่ระหว่างการคุมตัวมาสอบปากคำอย่างละเอียด พร้อมเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายที่ บก.ปปป. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)เบื้องต้นให้ออกจากราชการไว้ก่อน

สำหรับประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เคยเปิดเผยว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ DSI ทั้ง 2 นายแล้ว โดยทางอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวินัยร้ายแรงทันที

ในส่วนของคดีหลัก ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ดำเนินการสอบสวนตั้งแต่ต้น ขณะที่ DSI จะทำการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมในส่วนของการทุจริตสอบท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบว่ามีบุคคลอื่นเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ต่อไป

อ้างถูกข่มขู่ซัดทอดภท. พยานพลิกลิ้น หลุดว่อนแก้คดีฮั้วสว.

12 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

อ้างถูกข่มขู่ซัดทอดภท. พยานพลิกลิ้น  หลุดว่อนแก้คดีฮั้วสว. ยันไม่มีการจัดทำโพย

เอกสารว่อนพยานคดีฮั้วสว.ยื่นหนังสือถึงปธ.กกต.ขอกลับคำให้การ อ้างถูก ข่มขู่-ล่อลวง-ยัดคดีให้ซัดทอด ภท.” ขอกลับคำให้การทั้งหมด ด้าน พิสิษฐ์” นำทีม สว.ซัดนครินทร์ดูหมิ่น ด้อยค่า ทำสว.เสื่อมเสียชื่อเสียง ไร้หลักฐานหลังอ้างงมีชัยชี้คือความผิดพลาด จี้ชี้แจงทำสังคมเข้าใจผิด ขณะที่อภิสิทธิ์บี้กกต.ส่งศาลฎีกาชี้ขาดฮั้วสว. เตือนอย่าใช้2มาตรฐาน ระวังผิด157วุฒิสภาถกงบฯเอกนิติยันยึดวินัยการเงินการคลัง คุ้มค่าทุกบาท ด้านวุฒิชาติหนุนทบทวนรายจ่ายสวัสดิการ-เงินอุดหนุน ก่อนสว.ลงมติ145ต่อ5 ผ่านงบ2570

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 พยานในคดีฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ทำบันทึกคำให้การเพิ่มเติม เป็นหนังสือเพื่อกลับคำให้การ ถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และได้ลงเลขรับไว้เมื่อวันที่ 30ตุลาคม68 โดยมีรายละเอียดว่าข้าพเจ้าได้ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมในวันศุกร์ที่17ตุลาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ เขตหลักสี่กรุงเทพฯดังความแจ้งแล้วนั้นข้าพเจ้าขอให้ถ้อยคำเป็นหนังสือ โดยข้าพเจ้าทราบดีว่าการให้การอันเป็นเท็จอาจมีความผิดตามกฎหมาย ข้าพเจ้าขอสาบานและปฏิญาณตนว่าจะให้ถ้อยคำด้วยความสัตย์จริงทุกประการ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

พยานคดีฮั้วสว.กลับคำให้การทั้งหมด

1.ข้าพเจ้าเคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และมีความขัดแย้งกับพรรคอยู่ช่วงเวลาหนึ่งต่อมามีชายไม่ทราบชื่อติดต่อข้าพเจ้าเเรื่อให้ดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง คดีฮั้วสว.ชายคนดังกล่าวจึงเข้ามาแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า จะต้องถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองจากพรรคภูมิใจไทยในอนาคต รวมถึงบุตรชายของข้าพเจ้า ด้วย ชายคนดังกล่าวอ้างว่า รู้จักคนในรัฐบาล สามารถช่วยเหลือให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากข้อหาได้ โดยเปลี่ยนข้าฯจากผู้ต้องหามาเป็นพยานในคดี แต่มีเงื่อนไขว่า ข้าฯจะต้องให้การตามบทที่กำหนดไว้ มิเช่นนั้นจะต้องหมดอนาคตทางการเมือง รวมถึงจะมีคดีความติดตามข้าฯและบุตรชาย ซึ่งมีตำแหน่งในองค์กรท้องถิ่น ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวข้าฯและบุตรชายได้ถูกร้องเรียนจากหน่วยงานต่างๆจริง ข้าฯ จึงเกิดความกลัวเป็นอย่างมาก โดยคำให้การดังกล่าวถือว่า ข้าพเจ้าได้ให้การในฐานะผู้ต้องหาในคดีนี้

การันตีไม่ต้องรับผิดแพ่ง-อาญา

2.บุคคลดังกล่าวยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนจะใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานของรัฐ เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย โดยขณะนี้มีการเตรียมการสร้างพยานหลักฐานเพื่อใส่ร้ายว่าข้าพเจ้ามีส่วนร่วมในการฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยข้าพเจ้าต้องพ้นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรับโทษทางอาญา แต่หากข้าพเจ้า คณะกรรมการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษในการกันตัวข้าพเจ้าไว้เป็นพยาน โดยข้าพเจ้าไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาและไม่ต้องกลัวเรื่องการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน เนื่องจากรัฐบาลได้ควบคุมหน่วยงานของรัฐต่างๆไว้หมดแล้ว พร้อมกำซับให้เก็บเป็นความลับ จะมีการเล่นงานทางการเมือง เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเกิดความกลัวและยินยอมให้ความร่วมมือเพื่อป้องกันภยันตรายต่อตนเองและครอบครัว

ยันไม่มีโพยฮั้วสว.-ใครก็ทำขึ้นมาได้

3.ข้าพเจ้ายืนยันว่าตามคำให้การที่ให้ไว้นั้น ความจริงแล้วไม่มีบุคคลใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการจัดทำโพยฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามที่ข้าพเจ้าเคยให้การไว้แต่อย่างใด ข้าพเจ้าได้ให้การไปตามบทที่อ้างว่ามีการคิดคำนวนทางคณิตศาสตร์ไว้ ข้าพเจ้า สันนิษฐานว่าผู้ สมรู้ร่วมคิดอาจนำคลิปการนับคะแนนไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ แล้วจัดสร้างโพยฮัวขึ้นมา เพื่อเป็นพยานหลักฐานเท็จให้สอดคล้องกับผลการเลือกตั้ง เพราะไม่มีประจักษ์พยานและไม่มีการยึดโพยได้จากผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งผู้ใดก็จัดทำขึ้นได้ ในส่วนพยาน บุคคลข้าพเจ้าเชื่อว่ามีหลายคนได้ถูกว่าจ้าง หรือถูกข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวงหรือกระทำการโดยมิชอบด้วยประการใดๆ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าที่ถูกบังคับ ขู่เข็ญ เพื่อจัดตั้งบุคคลมาให้การเป็นพยานเท็จตามที่มีการสมคบ คิดวางแผนไว้อย่างเป็นกระบวนการ

ใช้ดีเอสไอ-ก.ยุติธรรมกลั่นแกล้ง

4.ผลของการแทรกแซงหน่วยงานของรัฐข้างต้นและพยายามใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย เป็นเหตุให้สมาชิกวุฒิสภารวมชื่อมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่า มีการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติสั่งให้ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รมว.งยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.ยุติธรรม เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานกรรมการคดีพิเศษตาม พรบ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา82 รรคสอง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม2568 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ถูกข่มขืนใจ-บังคับ-ขู่เข็ญ-ล่อลวง

5.เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ข้าพเจ้ารู้สึกในความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ของตนเองและครอบครัว เนื่องจากกลุ่มคณะบุคคลที่สมรู้ร่วมคิดซึ่งมีการข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง ให้ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีอำนาจในรัฐบาลแล้ว จึงเป็นเหตุที่ข้าพเจ้าต้องการแก้ไขข้อความให้ตรงกับความเป็นจริง จึงขอให้ถ้อยคำเพิ่มติมเป็นหนังสือเพื่อแก้ไขข้อความดังกล่าวต่อไป ข้าพเจ้าขอยืนยันว่ามิได้มีเจตนาใส่ร้ายบุคคลอื่นให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียง และมิได้เจตนาจะให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเพื่อให้บุคคลใด ให้รับโทษทางอาญาแต่การให้ถ้อยคำของข้าพเจ้าเกิดจากการถูกข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำพาดพิงใส่ร้ายตามบทที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และยืนยันว่า ถ้อยคำของข้าพเจ้าครั้งนี้ เป็นความสัตย์จริงทุกประการ คำให้การใดๆที่ขัดหรือแย้งกับคำให้การครั้งนี้ ให้ถือคำให้การครั้งนี้เป็นคำให้การที่ถูกต้องและเป็นความสัตย์จริงทุกประการ ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมแต่อย่างใด อนึ่ง ข้าพเจ้าได้แจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ไว้แล้ว

ปชป.จี้กกต.ต้องส่งศาลฎีกาชี้ขาด

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงข่าวกรณี กกต.เตรียมพิจารณาคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 14กันยายน ว่า เพื่อป้องกันความสับสนในสังคมและเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของ กกต.ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.กกต.ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่า ใครผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา62ที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตหรือรู้เห็น ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ใช่ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น ทั้งยังครอบคลุมถึงการมียื่นเรื่องประกอบมาตรา76 กรณีพรรคการเมืองเข้ามาสนับสนุน และมาตรา77 เรื่องการซื้อเสียงหรือจัดเลี้ยง

เพราะคดีใหญ่กว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว.ที่จะพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต.เคยยื่นศาลฎีกามาแล้วทั้งสิ้น หาก กกต.ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่ตนเองเคยใช้ และศาลเคยรับรอง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2มาตรฐาน ซึ่งเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 ขอตั้งข้อสังเกตถึงกรรมการ กกต.4คน ที่มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือวินิจฉัย แต่เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องเข้าประชุม ทางออกเดียวตามหลักนิติธรรมคือ กกต.ต้องมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยแทน

พิสิษฐ์นำทีม สว.ซัดนครินทร์

ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.พร้อม สว.บางส่วน แถลงถึงกรณีที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นพาดพิงถึงวุฒิสภา เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ เนื่องจากมาจากระบบเลือกกันเอง และมีการกล่าวอ้างว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เคยบอกว่า การออกแบบระบบวุฒิสภาเป็นความผิดพลาดที่สุดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และต่อมานายมีชัยได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยบอกและไม่เคยเจอกับนายนครินทร์ ว่า ทางวุฒิสภาจึงเห็นว่าคำดังกล่าว คำพูดดังกล่าวของนายนครินทร์กระทบโดยตรงต่อองค์กรวุฒิสภารวมถึงนายมีชัยด้วย จึงอยากสื่อสารถึงประชาชนและสังคมใน 5 ประเด็น 1. การที่นายนครินทร์พูดในงานดังกล่าว เป็นการดูหมิ่นและด้อยค่าสว. การกล่าวเหมารวม ว่าสว. มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำเป็นการเป็นการลดทอน เหยียดศักดิ์ศรี และความน่าเชื่อถือขององค์กรและสว. ทั้ง 200 คน ที่ได้มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 โดยไม่พิจารณาถึงคุณสมบัติการปฏิบัติงาน และผลงานของสมาชิกแต่ละคน

มีชัยปัดมีความเห็น-จี้แจงความจริง

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สว.ชุดปัจจุบันไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือผู้กำหนดกติกา แต่เป็นเพียงผู้สมัครและผู้ที่ได้รับเลือกจากกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา สว. กำหนดไว้ การวิจารณ์ระบบสามารถทำได้ แต่ไม่ควรนำไปเหมารวมด้อยค่าหรือทำให้สว.ทั้งองค์กรได้รับความเสียหาย อีกทั้งในหนังสือในใจของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นายมีชัย ระบุเจตนาชัดเจนว่า การกำหนดที่มาของสว.รูปแบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2560 เน้นความสำคัญของประชาชนทั่วไป ที่จะเข้ามาสมัครโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกินกำลังของบุคคลทั่วไป และต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง จึงให้ผู้สมัครด้วยกันเองเลือกตามวิธีการ ตามกฎหมายซึ่งถือว่าสอดคล้องตามเจตนาของนายมีชัยและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 2.คำกล่าวของนายนครินทร์ เป็นคำกล่าวอ้างที่มีข้อสงสัยอย่างร้ายแรงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะนายมีชัย ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยพูดและไม่เคยเจอนายนครินทร์ด้วยซ้ำ ตนในฐานะสว.จึงอยากให้ นายนครินทร์ ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนพร้อมแสดงหลักฐานการสนทนาที่กล่าวอ้าง

ส่งผลกรรมการยกร่างรธน.เสื่อมเสีย

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า 3.การที่นายนครินทร์ใส่ร้ายให้ความเห็นไม่ตรงกับนายมีชัยนั้น อาจทำให้นายมีชัยและคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจทำให้สังคมเข้าใจได้ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญยอมรับว่าตัวเองทำกติกาผิดพลาด เมื่อผู้ถูกอ้างยืนยันว่าไม่เคยทำ และไม่เคยพบกับนายนครินทร์ หากไม่ปรากฏทางสนับสนุนย่อมเข้าข่ายทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือเป็นการใส่ร้ายได้ 4.นายนครินทร์ กำลังทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าสว. ชุดปัจจุบันไม่มีฐานะหรือไม่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงคือสว.ทั้ง 200 คนเข้าสู่ตำแหน่งตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นกำหนดไว้ การวิพากษ์วิจารณ์จึงควรแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างระบบกับการกล่าวลดทอนความชอบธรรมกับสว.ทั้งคณะ และไม่ควรอาศัยคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานมายืนยันทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

ทำสังคมสับสน-ต้องรับผิดชอบ

นายพิสิษฐ์ กล่าอีกว่า สุดท้าย 5.พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อบทบาทหน้าที่ในอดีตของนายนครินทร์ ที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง และยังเป็นถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญยาวนานถึง 10ปี คำกล่าวของนายนครินทร์ถือว่ามีน้ำหนักต่อสาธารณชน หากนายนครินทร์เห็นว่าระบบสมาชิกวุฒิสภาเป็นปัญหาสำคัญ เหตุใดจึงไม่แสดงข้อทักท้วงอย่างชัดเจนในขณะที่ดำรงตำแหน่งในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและมีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและองค์กรต่างๆ ของรัฐธรรมนูญด้วย การออกมาให้ความเห็นในภายหลังโดยอ้างถึงบุคคลอื่น โดยผู้ถูกอ้างออกมาปฏิเสธโดยตรง ย่อมเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและทำให้สังคมมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความสอดคล้องและความรับผิดชอบ

ดำเนินคดี18ผู้สมัครส.ว.นนทบุรี

ที่ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี น.ส.ชุลีพร ชาญใบพัด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระดับอำเภอ ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงรับสมัครเลือกตั้ง 18ราย โดยพบว่า 1 ใน18รายนั้น มีทนายคนดัง คือ นายเกิดผล แก้วเกิด รวมอยู่ด้วย ซึ่งนายเกิดผลขาดคุณสมบัติเนื่องจากเพิ่งลาออกจากการเป็นตัวแทนของพรรคเสรีรวมไทย มาลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาในระดับอำเภอ โดยที่คุณสมบัติต้องห้าม เนื่องจาก พรบ.การเลือกตั้ง ระบุว่า ผู้ที่จะลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้นั้นจะต้องลาออกจากพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ไม่ต่ำกว่า 5ปี ซึ่งเมื่อทาง กกต.ทำการตรวจสอบคุณสมบัติของนายเกิดผลแล้วพบว่าเป็นผู้สมัครที่มีคุณสมบัติต้องห้ามจริง โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม2567 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอบางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอของ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

เอกนิติยันใช้งบคุ้มค่า-รักษาวินัย

วันเดียวกัน เวลา10.00น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1ทำหน้าที่ประธานการประชุมนัดพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20วัน

โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เข้าร่วมชี้แจง และเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุมว่า งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท หลักการเพื่อมุ่งเน้นขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่การรักษาวินัยการเงินการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและตอบสนองต่อความท้าทายที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยบูรณาการหน่วยงานที่มีความซับซ้อน ให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของประชาชน บนพื้นฐานการวิเคราะห์ข้อมูลจริงและความจำเป็นเร่งด่วน ตามลำดับความสำคัญ เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด

จัดทำงบประมาณตามกรอบกม.

“รัฐบาลจัดทำงบประมาณที่จะครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยรับงบประมาณนำเงินนอกงบประมาณมาใช้ เช่นเงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและพรบ.วินัยการเงินการคลัง พรบ.วิธีการงบประมาณ และกฎหมายระเบียบ มติ ครม.ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี” นายเอกนิติ กล่าว

วุฒิชาติแนะทบทวนรายจ่ายประจำ

จากนั้น นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70 รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า กมธ.มีข้อสังเกตต่อการจัดทำงบประมาณ 2570 ในด้านเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวระดับต่ำ อยู่ที่ 1.9% ในปี2569 สะท้อนว่ามีความจำเป็นยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ ดังนั้นระยะต่อไปควรเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก เพื่อเพิ่มการลงทุนภาครัฐ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี และการค้าโลก เพราะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง การท่องเที่ยว พร้อมกับบริหารจัดการความเสี่ยงจากหนี้สิน จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งกมธ.มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลควรยกระดับการผลิต การส่งออก ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต ยกระดับโครงสร้างการผลิตและการส่งออก

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่าส่วนด้านรายจ่าย พบว่าโครงสร้างงบประมาณปี2570 มีรายจ่ายประจำ 73.6% รายจ่ายลงทุน 20.8% ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย แต่กมธ.เห็นว่า รัฐบาลควรเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าการจัดสรรงบประมาณ เฉพาะงบรายจ่ายลงทุนให้นำไปสู่การพัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศเป็นรูปธรรม โดยกมธ.มีข้อสังเกต คือ รัฐบาลทบทวนโครงสร้างรายจ่ายประจำอย่างจริงจัง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ เงินอุดหนุนซ้ำซ้อน ค่าดำเนินการที่ไม่จำเป็น

พรชัยชี้งบไร้อนาคต-ซัด’5พิ

เวลา 11.20 น.นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว.อภิปรายว่า งบฯปี70 มีวงเงินสูงเป็นประวัติการณ์ มีการตัดงบจากฝั่ง สส.11,000กว่าล้านบาท หรือประมาณ 0.29 เปอร์เซ็นต์ หนำซ้ำประเทศเรายังถังแตก หาเงินเข้าประเทศได้เพียง 3 ล้านล้านบาท ต้องกู้เงินมาเติม 788,000 ล้านบาท นั่นคือวันนี้เรามีแค่เงินค่ากินอยู่ จะลงทุนอะไรก็ต้องกู้ ถ้าเงินก้อนที่กู้มาเพื่อซื้อของแพง ของซ้ำ ของไม่คุ้ม และของที่ตรวจสอบไม่ได้ไม่ใช่แค่ใช้งบผิดแต่กำลังเอาหนี้ในอนาคตมาจ่ายให้กับความสิ้นเปลืองในวันนี้

นายพรชัย กล่าวว่า มี 5 พิรุธของงบฯปี 70 คือ 1.พิรุธ ในการตั้งราคาและจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งตัวเลขหลายรายการทำให้ประชาชนมีสิทธิ์ในการถามว่าราคานี้กล้าเสนอมาได้อย่างไร ถ้าราคากลางเกิดจากการแข่งขัน ราคาควรจะได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะซื้อสเป็กนั้นได้ แต่ถ้าราคากลางเกิดก่อนการแข่งขัน แล้วการแข่งขันมีไว้เพียงเพื่อให้เอกสารครบ จากราคากลางอาจจะกลายเป็นราคารวมส่วย ที่ทำให้เราได้ของแบบห่วยๆ ก็ได้ 2.พิกล เพราะของเดิมยังมีอยู่ ของใหม่ก็งอก 3.พิการ ในระบบวัดหรือการติดตั้งเคพีไอพิการ เพราะมักจะวัดว่าจัดงานไปกี่ครั้ง อบรมไปกี่คน แต่ไม่เคยวัดว่าประชาชนชีวิตดีขึ้นกี่คน

ต้องลงทุนที่ตัวคน-เลิกสร้างตึก

4.พิศวง เงินจำนวนมหาศาลที่ยิ่งดูยิ่งหายเข้ากลีบเมฆ หายเข้าไปในเมืองลับแล มีการตั้งข้อสังเกตถึงงบกลาง 12,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานแต่ในขณะเดียวกันก็มีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เพิ่งผ่านไป โดยมี 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่แล้ว ซึ่งงบกลางควรจะใช้เวลาฉุกเฉินและพรก.กู้เงิน ก็ควรใช้เวลาฉุกเฉินเช่นกัน มีโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอะไรที่ฉุกเฉินซ้ำซ้อนถึงขั้นต้องของบซ้ำซ้อนกันขนาดนี้และ5.พิฆาตอนาคต ซึ่งตนเป็นห่วงที่สุดเพราะงบประมาณไม่ใช่แค่บัญชีรายจ่ายแต่คือคำตอบว่าประเทศนี้เชื่อว่าอนาคตของเราอยู่ตรงไหน สิ่งที่เราเห็นภาระผูกพันมหาศาล ในขณะที่งบกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรมถูกปรับลด ประหยัดกับความรู้ แต่ใจป้ำกับสิ่งก่อสร้างหรือเอไอ ลดงบสร้างคน แต่ไม่ลดงบสร้างตึก เป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้าเราไม่ลงทุนกับคนการศึกษาและความสามารถในการแข่งขันเรา อาจจะเสียอนาคตทั้งประเทศ และแพ้ประเทศเพื่อนบ้านที่ลงทุนกับตรงนี้อย่างมากไปตลอดกาล ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ตนขอนิยามงบปี 70ว่า เป็นงบไร้อนาคต

สว.ลงมติ145ต่อ5ผ่านงบฯ70

เวลา 15.3น.ประธานบุญส่งแจ้งว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย มาร่วมในห้องประชุมแล้ว เมื่อไม่มีผู้อภิปรายจึงแจ้งให้ลงมติว่าจะเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70 หรือไม่ ปรากฏว่าที่ประชุมลงมติเห็นขอบด้วยคะแนน 145 เสียงต่อ 5 งดออกเสียง12 ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งประชุมวุฒิสภาใช้เวลาพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี 70 ประมาณกว่า 4ชั่วโมง

ปชน.ชงแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ดึงอำนาจการเงินพ้นมือพระ บริหารอย่างโปร่งใส-เป็นระบบ-อุดช่องโหว่ฟอกเงิน

11 กันยายน 2569 เวลา 21:27 น.

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 นายกนิษฐ์ วิเศษสิงห์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร และตัวแทนปีกวัฒนธรรม พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาการบริหารจัดการทรัพย์สินและความโปร่งใสภายในวัด จากกรณีเหตุการณ์ที่วัดพุทไธศวรรย์ซึ่งสังคมกำลังให้ความสนใจ พร้อมเสนอนโยบาย “วัดโปร่งใส” เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการวัดและศาสนสมบัติในประเทศไทย

นายกนิษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีเม็ดเงินหมุนเวียนจากการบริจาคเข้าสู่วัดสูงถึงประมาณ 54,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่รายได้ของวัดและพระสงฆ์ได้รับการยกเว้นภาษี แต่ระบบการตรวจสอบภายในกลับขาดประสิทธิภาพ เนื่องจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 36 กำหนดให้ “เจ้าอาวาส” เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัดในฐานะนิติบุคคลเพียงผู้เดียว แม้บางวัดจะมีไวยาวัจกร แต่ก็มาจากการแต่งตั้งของเจ้าอาวาสและไม่มีระเบียบเรื่องคุณสมบัติที่ชัดเจนรองรับ ทำให้อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ตัวบุคคล นำไปสู่ปัญหาการยักยอกทรัพย์ คดีเงินทอนวัด และการฟอกเงินที่ปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวอยู่เสมอ

นอกจากนี้ งบประมาณแผ่นดินกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปีที่ถูกจัดสรรผ่านหน่วยงานรัฐเพื่อดูแลด้านศาสนา กลับมุ่งเน้นไปที่การก่อสร้างศาสนสถาน มากกว่าการสร้างระบบความโปร่งใสในพระศาสนา

ดังนั้น เพื่อสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นจริง ปีกวัฒนธรรม พรรคประชาชน จึงเสนอแนวนโยบายด้านศาสนา 3 ประการ

1. แยกอำนาจบริหารและการเงินออกจากพระ: แก้ไขโครงสร้างให้ทุกวัดต้องมี “คณะกรรมการวัด” และให้ “ไวยาวัจกร” เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัดในเรื่องทรัพย์สินแทนเจ้าอาวาส เพื่อให้พระภิกษุปลอดจากการถือครองทรัพย์สิน ปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้อย่างเต็มที่ และสอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย

2. กำหนดมาตรฐานบุคลากร: กำหนดคุณสมบัติของคณะกรรมการวัดและไวยาวัจกรให้ชัดเจนทางกฎหมาย เน้นการมีส่วนร่วมจากชุมชนและท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็ง

3. วางระบบฐานข้อมูลการเงินดิจิทัล (Digital Financial System): ผลักดันทุกวัดเข้าสู่ระบบ e-donation และจัดทำบัญชีมาตรฐาน โดยรัฐให้การสนับสนุนวัดขนาดเล็ก และสร้างกลไกให้วัดที่มีทรัพยากรมากช่วยเหลือวัดขนาดเล็กในการทำบัญชี

นายกนิษฐ์ กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนนโยบายนี้ต้องอาศัยการแก้ไขกฎหมายหลักคือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ โดยเฉพาะมาตรา 31 และมาตราที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระจายอำนาจการจัดการทรัพย์สิน รวมถึงการปรับปรุงกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนไวยาวัจกรให้ตรวจสอบได้

พร้อมกันนี้ รัฐควรมีการรณรงค์ทางสังคมเพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยมการบริจาค โดยกระจายทุนไปสู่สาธารณประโยชน์อื่นๆ เช่น มูลนิธิหรือสถาบันการศึกษา รวมไปถึงการศึกษาแนวทางของรัฐโลกวิสัย (Secular State) เช่นในประเทศเยอรมนีที่มีระบบจัดเก็บภาษีศาสนา (Kirchensteuer) โดยเปิดช่องให้ประชาชนเลือกสนับสนุนเงินภาษีให้องค์กรศาสนาได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดินได้อย่างมีนัยสำคัญ

“วัดไทยในอดีตเคยทำหน้าที่เป็นองค์กรกระจายรายได้ที่ใหญ่ที่สุดในสังคม โดยรวบรวมทรัพย์มากระจายให้แก่คนที่จำเป็นและยากไร้ แต่ปัจจุบันวัดกำลังถอยห่างจากบทบาทนั้น และกลายเป็นองค์กรรวบรวมรายได้ที่ใหญ่ที่สุดแทน การสร้างสังคมไทยแบบใหม่จึงจำเป็นต้องปฏิรูปและมีนโยบายทางศาสนาแบบใหม่ เพื่อให้ศาสนาพุทธดำรงอยู่กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง” นายกนิษฐ์ กล่าว

สุดารัตน์ ปลุกคนไทย จ้องตา 7 กกต. ชี้ 14 กันยา วันชี้ชะตาระบบตรวจสอบ เตือนระวังอย่าเป็นแค่จับปลาซิว

11 กันยายน 2569 เวลา 21:16 น.

11 กันยายน 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว”

แต่ 14 กันยา คือวันชี้ชะตา “ระบบตรวจสอบถ่วงดุลประเทศไทย”

ดิฉันขอชวนคนไทยทั้งประเทศ “จ้องตา”กกต.ทั้ง 7 คน

เพราะสิ่งที่พวกเขาทั้ง 7 คน กำลังจะตัดสิน ไม่ใช่เพียงว่าใครฮั้วเลือก ส.ว. หรือใครจะได้เป็น ส.ว.ต่อ

แต่คือ“ระบบตรวจสอบถ่วงดุล” ของประเทศจะถูกทำลายหรือไม่

“คนมีอำนาจในประเทศนี้ จะถูกตรวจสอบหรือไม่?”

ถ้าคนที่ถูกตรวจสอบ เป็นคนเลือกคนที่มาตรวจสอบตัวเอง แล้วคนไทยจะฝากความหวังไว้กับระบบตรวจสอบของประเทศได้อย่างไร?

เมื่อผู้มีอำนาจโกง
ใช้อำนาจมิชอบ
หรือเอื้อประโยชน์เพื่อพวกพ้อง

โดยมีกลไกตรวจสอบอยู่ใต้อาณัติ
คนโกงก็จะไม่กลัวการตรวจสอบ
คนโกงก็จะยิ่งกล้าโกงมากขึ้น
คอรัปชั่นก็ยิ่งเบ่งบาน

เมื่อคอรัปชั่นเบ่งบาน คนต้องจ่ายราคา
ไม่ใช่นักการเมือง
ไม่ใช่ข้าราชการ

แต่คือ“ประชาชนทั้งประเทศ”

ตัวอย่างที่เห็นชัดในขณะนี้ก็คือ การโกงสอบท้องถิ่นระดับหมื่นล้าน แต่จับได้แค่ปลาซิวปลาสร้อย ผู้มีอำนาจที่รับผลประโยชน์หมื่นล้านกลับลอยนวล
หรือไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ที่ปล้นประชาชนไปกว่า 50,000 ล้าน วันนี้ยังจับผู้มีอำนาจ
ที่เสกน้ำมันเป็นเงินสด
เข้ากระเป๋าตัวเองไม่ได้

เราต้องไม่ยอมจำนนต่อ
“อำนาจทุรชน”
ให้ครอบครองประเทศไทย
โดยจ้องแต่โกงกิน สูบเลือดสูบเนื้อคนไทย
ทำลายระบบยุติธรรม จนพังพินาศ
ทำลายระบบคุณธรรมในราชการไทย จนย่อยยับ

วันที่ 14 กันยายนนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ว่ากกต.
จะเลือกความถูกต้อง เที่ยงธรรม โดยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด
หรือจะเลือกอุ้ม“ทุรชน” ผู้มีพระคุณ

และโปรดอย่าลืมว่าการ
“ใช้อำนาจโดยไม่สุจริต”
จะมีผลต่อตัวท่านในวันข้างหน้า
“วันนี้ท่านเป็นคนตัดสิน
แต่วันหนึ่ง…ท่านอาจจะกลายเป็นผู้ถูกตัดสิน”
ถึงวันนั้นผู้มีอำนาจ ผู้มีพระคุณ
ก็ช่วยท่านไม่ได้
เมื่อ“กรรม” และ “ความยุติธรรม” ทำงาน

#กกต
#ฮั้วสว
#การเมืองสุจริต

ไอซ์ รักชนก แฉ อบต.ราชาเทวะ จ่อดันทุรังสร้างแลนด์มาร์คใหม่พันล้าน แม้ไม่ได้รับอนุญาต

11 กันยายน 2569 เวลา 19:48 น.

ไอซ์ รักชนก แฉ อบต.ราชาเทวะ จ่อดันทุรังสร้างแลนด์มาร์คใหม่พันล้าน แม้ไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “อบต.ราชาเทวะ ส่งเข้าประกวด ไม่ได้มีแค่เสาไฟกินนารีแต่ที่นี่กำลังจะสร้าง แลนด์มาร์กแข่งใหม่ของโลก รวมทั้งหมดทุกโครงการมูลค่ากว่า 1000ล้าน ทำตลาดโดยมีตีมเป็นยุคสมัยต่างๆ อยุธยา รัตนโกสินทร์

ขอข้อมูล อบต.ราชาเทวะ ไม่ส่ง

เชิญมาร่วมประชุม อบต.ราชาเทวะ ไม่มา

ขอมาลงพื้นที่ อบต.ราชาเทวะ ไม่ให้

ขออนุญาตกรมชลประทานสร้างสิ่งปลูกสร้างลงไปในน้ำ กรมชลประทาน แจ้งเป็นหนังสือว่า ‘ไม่อนุญาต’

แต่ก็ดันทุรังสร้าง

สุดยอด”

รัฐบาลยกเครื่องประชาสัมพันธ์ ตั้งคณะกรรมการ กปช.ชุดใหม่ เริ่มประชุมนัดแรก 14 ก.ย.นี้

11 กันยายน 2569 เวลา 19:27 น.

11 กันยายน 2569 คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ ที่มีการแต่งตั้งเมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 โดยนางศุภจี กำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1 ในเวลา 14.00 น.วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งจะมีการกำหนดทิศทางการนำเสนอข่าวสารไปยังประชาชนและสื่อมวลชน จึงเรียนให้ทราบถึงช่องทางในการติดต่อสื่อสาร ดังนี้

1. Facebook : คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ – กปช.
https://www.facebook.com/prnewsTh?locale=th_TH

2. Tiktok : กปช. prnews_th
https://www.tiktok.com/@prnews_th

3. Youtube : คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) @Prnews_th
https://www.youtube.com/@Prnews_th

4. X : กปช. @prnews_th
https://x.com/prnews_th

5.Instagram : คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.)
https://www.instagram.com/prnews_th/

6. Threads : คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.) prnews_th
https://www.threads.com/@prnews_th?hl=th

ทั้งนี้ คำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 2/2569 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ลงนามโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ

ด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ตามคำสั่งคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ที่ 1/2567 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้ครบวาระการดำรงตำแหน่งสองปีแล้ว ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในข้อ 5 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ พ.ศ.2553 จึงแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ดังต่อไปนี้

1.นายนิติพงษ์ ห่อนาค กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

2.นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

3.นางสาวอรัญญา เกตุแก้ว กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

4.รองศาสตราจารย์ สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

5.นางสาวสมปรารถนา นาวงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

6.นายระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2569

โปรดเกล้าฯ โผทหาร 805 ตำแหน่ง พล.อ.ศรัณย์ ปลัด กห.-พล.ร.อ.นเรศ ผบ.ทร. ผบ.ทบ.จัดทัพ 5 เสือใหม่ ขยับรบพิเศษคุมไฟใต้

11 กันยายน 2569 เวลา 18:50 น.

11 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ จํานวน 805 นาย ตั้งแต่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โดยมีตําแหน่งที่น่าสนใจดังนี้

สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

พลเอก ศรัณย์ เพชรานนท์ (ตท.26) รองปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น ปลัดกระทรวงกลาโหม

พลเอก อมฤต บุญสุยา (ตท.27) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม

พลเรือเอก อาภา ชพานนท์ (ตท.27) ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เป็น รองปลัดกระทรวงกลาโหม

พลโท เจนวิทย์ เด็ดแก้ว (ตท.29) รองเจ้ากรมเสมียนตราเสมียน เป็น เจ้ากรมเสมียนตรา

กองบัญชาการกองทัพไทย

พลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร (ตท.26) เป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พลเรือเอก สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รองผู้บัญชาการทหารเรือ เป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พลอากาศเอก ไวพจน์ เกิงฝาก รองผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว (ตท.26) รองเสนาธิการทหาร เป็น เสนาธิการทหาร

พลเอก อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็น รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ (ตท.27) เป็น รองเสนาธิการทหาร

พลโท ธวัชชัย ตั้งพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารบก เป็น รองเสนาธิการทหาร

พลโท จักรพงษ์ จันทร์เพ็งเพ็ญ เจ้ากรมยุทธการทหาร เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย

พลตรี ชาตรี จันทร์พิทักษ์ รองเจ้ากรมยุทธการทหาร เป็น เจ้ากรมยุทธการทหาร

พลตรี จิรายุ ศรีแกล้ว รองเจ้ากรมสารบัญทหาร เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร

กองทัพบก

พลเอกณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (ตท.26) ขึ้นเป็น รองผู้บัญชาการทหารบก

พลเอกกำชัย วงศ์ศรี ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ขึ้นเป็น ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก

พลโทนรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 (ตท.26) ขึ้นเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

พลโทสราวุธ ไชยสิทธิ์ รองเสนาธิการทหารบก (ตท.28) ขึ้นเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

พลโทอาวุธ พุทธอำนวย ที่ปรึกษากองทัพบก (ตท.26) ขึ้นเป็น เสนาธิการทหารบก

พลตรีชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นเป็น แม่ทัพภาคที่ 4

พลตรี สิทธิพร จุลปานะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเป็น แม่ทัพน้อยที่ 1

พลตรีณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นเป็น แม่ทัพน้อยที่ 2

พลตรี ณรงค์ฤทธิ ปาณิกบุตร รองแม่ทัพภาคที่ 3 ขึ้นเป็น แม่ทัพน้อยที่ 3

พลตรี เฉลิมพล ขำเขียว รองแม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นเป็น แม่ทัพน้อยที่ 4

ส่วนแม่ทัพภาคที่ 1 – 3 ไม่มีเปลี่ยนแปลง

กองทัพเรือ

พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล (ตท.26) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็น ผู้บัญชาการทหารเรือ

พลเรือเอกสุวัจน์ ดอนสกุล รองเสนาธิการทหาร เป็น ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ

พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี (ตท.26) ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เป็น รองผู้บัญชาการทหารเรือ

พลเรือเอก ถุงเงิน จงรักชอบ(ตท.27) ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เป็น ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ

พลเรือโท ทรงศักดิ์ จุมปามัญ(ตท.27) ผู้อํานวยการสํานักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคงกับกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรกองทัพเรือ เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ

พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน(ตท.27) ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ

พลเรือโทอภิชาติ ทรัพย์เจริญ(ตท.28) ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ

พลเรือโท เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ(ตท.27) ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 เป็น เสนาธิการทหารเรือ

พลเรือโท ณัฐพล พรหมขุนทอง(ตท. 28 )เจ้ากรมข่าวทหารเรือ เป็น ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3

พลเรือตรี วีระชัย หลีค่า รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน

พลเรือตรี ปริทรรศน์ ชาตะสิงห์ เจ้ากรมการเงินทหารเรือ เป็น ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์(ตท.28) รองเจ้ากรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ เป็น เจ้ากรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ

กองทัพอากาศ

พลอากาศเอก วชิระพล เมืองน้อย (ตท.27) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็น รองผู้บัญชาการทหารอากาศ

พลอากาศเอกระวิน ถนอมสิงห์ (ตท. 26) ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ (ผบ.คปอ.) เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทอ.

พลอากาศเอกอนุรักษ์ รมณารักษ์ (ตท.28) เสนาธิการทหารอากาศ เป็น ผู้ช่วย ผบ.ทอ.

พลอากาศเอก พิชิตไชย สุรกิจพิพัฒน์ (ตท.27) หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็น ผบ.คปอ.

พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย (ตท.29) รอง เสธ.ทอ.และโฆษกกองทัพอากาศ เป็น เสธ.ทอ.

พลอากาศโท นิทัศน์ ยูประพัฒน์ (ตท.28) เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ เป็น หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา

สำหรับ พลอากาศเอก เสกสรร คันธา (ตท.26 ) ผบ.ทอ.จะเกษีณอายุราชการในเดือน ก.ย.2571

คลิกอ่านราชกิจจานุเบกษา : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/130852.pdf

ศุภจี แจงปม สนธิ พาดพิง ก.พาณิชย์ เปิดทางต่างชาติเกินไป

11 กันยายน 2569 เวลา 18:21 น.

ศุภจี แจงปม สนธิ พาดพิง ก.พาณิชย์ เปิดทางต่างชาติเกินไป ระบุ สถานการณ์แข่งขันลงทุนเข้มข้น ไทยต้องมีกฎระเบียบคุ้มครองผลประโยชน์ประเทศ ควบคู่ให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพ ปรับกติกา 8 ธุรกิจต่างด้าว เพิ่มความคล่องตัวการลงทุนในไทย

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวหากระทรวงพาณิชย์ เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามามากเกินไปเหมือนเป็นการขายอธิปไตยทางเศรษฐกิจว่า ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่กับการเอื้อให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงพาณิชย์ จึงทบทวนกติกา การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวใน 8 ธุรกิจบริการเฉพาะทาง รวมถึงบทบาทด้านการอนุญาตของกระทรวงในส่วนที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานกำกับเฉพาะ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวของระบบภาครัฐและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ ธุรกิจดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

นางศุภจี กล่าวว่า หลักการสำคัญของการปรับกติกาครั้งนี้ คือการลดขั้นตอนการขออนุญาตในกิจการที่มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว รวมถึงกิจการที่ให้บริการเฉพาะภายในกลุ่มบริษัท หรือมีขอบเขตการให้บริการอย่างชัดเจน แม้จะเป็นการลดบทบาทด้านการอนุญาตของกระทรวงพาณิชย์ในบางส่วน แต่ไม่ได้ยกเลิกมาตรฐาน เงื่อนไข หรือกลไกการตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการปรับกติกาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน โดยจำกัดบทบาทด้านการอนุญาตของกระทรวงพาณิชย์ในกิจการที่มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว และให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่และความเชี่ยวชาญโดยตรงเป็นผู้กำกับตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ และเสริมขีดความสามารถของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ

นางศุภจี กล่าวอีกว่า การปรับกติกาดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานภาครัฐไม่ต้องพิจารณาเรื่องเดียวกันซ้ำหลายครั้ง และสามารถจัดสรรทรัพยากรไปตรวจสอบกิจการที่มีความเสี่ยงได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจมีต้นทุนด้านเวลาและกระบวนการลดลง ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน

นางศุภจี กล่าวว่า การปรับกติกาใน 8 ธุรกิจบริการเฉพาะทาง เป็นการลดขั้นตอนเฉพาะกิจการที่มีกฎหมายและหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว ไม่ใช่การผ่อนคลายการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในภาพรวม ในทางกลับกัน กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินมาตรการอีกด้านหนึ่งควบคู่กัน คือการเพิ่มความเข้มงวดต่อกิจการที่มีความเสี่ยงต่อการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือนอมินี เพื่อป้องกันไม่ให้มีการอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาประกอบธุรกิจและแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยอย่างไม่เป็นธรรม โดยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เพิ่มการตรวจสอบกิจการที่มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนาม โดยผู้ขอจดทะเบียนที่เข้าข่ายลักษณะเสี่ยงต้องแสดงหลักฐานและชี้แจงที่มาของเงินลงทุนก่อนรับจดทะเบียน ผลในเดือนสิงหาคม 2569 พบว่ามีบริษัทกลุ่มเสี่ยงยื่นจดทะเบียน 163 ราย ลดลงจาก 894 รายในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือร้อยละ 81.77 สะท้อนผลจากการยกระดับการคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง

“การกล้าปรับเปลี่ยนในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขกฎกระทรวง แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของภาครัฐ จากการวัดความเข้มแข็งด้วยจำนวนขั้นตอนและอำนาจการอนุญาต ไปสู่การกำกับดูแลที่โปร่งใส รวดเร็ว ตรงจุด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว

เอกนิติ แจงนายกฯ แผนคุมดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย พร้อมตั้ง กก.ดูแลละเอียดยิบทุกชุด

11 กันยายน 2569 เวลา 17:09 น.

11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 16.40 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังนำ รมว.พลังงาน และเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรี ถึงความคืบหน้าการวางกรอบมาตรฐานการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย ว่า ขณะนี้ได้ข้อมูลเบื้องต้นมาแล้ว และได้มอบโจทย์ให้คณะอนุกรรมการทุกคณะไปกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้ทุกอย่างต้องเสร็จภายในเดือนนี้ พร้อมระบุว่า วันนี้จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาดำเนินการ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของคณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ จะมีการพิจารณาดูทั้งระบบแบบบูรณาการ โดยเน้นความคุ้มค่าว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไร จากการลงทุนดังกล่าว ขณะที่ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม จะนำมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาใช้เป็นแนวทางในการกำกับดูแล

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับด้านโครงสร้างพื้นฐาน รมว.พลังงาน จะเป็นผู้ดูแลในส่วนนี้ โดยแนวทางที่ได้ดำเนินการไปแล้วส่วนหนึ่งคือการกำหนดให้ค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ต้องจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อนำผลประโยชน์ส่วนนี้ไปพิจารณาลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนหากเป็นไปได้ ซึ่งตัวค่าไฟ Data Center จะต้องจ่ายแพงขึ้น ที่จะมาใช้ เพื่อจะเอาผลประโยชน์ตรงนั้น ถ้าเป็นไปได้จะมาลดให้กับหลักพลังประชาชน พร้อมทั้งระบุว่า ในขณะเดียวกันอาจมีการพิจารณาเงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนในพลังงานสะอาดควบคู่กันไปด้วย

เมื่อถามถึงประเด็นทำเลที่ตั้งของ Data Center ว่าจะต้องไม่อยู่ใจกลางเมืองหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เรื่องนี้จะมีคณะอนุกรรมการอีกชุดหนึ่งดูแลโดยเฉพาะ โดยจะต้องพิจารณาถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดระบบใหม่ทั้งหมด เนื่องจากที่ผ่านมาการลงทุน Data Center ในประเทศไทยมีการตั้งอยู่หลายจุด และบางส่วนอาศัยช่องโหว่ในการดำเนินการ โดยยกตัวอย่าง Data Center ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)