เลขาฯ สมช. รอ ผบ.ตร. แจงปมชายชาวจีนครอบครองอาวุธสงคราม ปัดตอบมั่นคงหละหลวม

เลขาฯ สมช. รอ ผบ.ตร. แจงปมชายชาวจีนครอบครองอาวุธสงคราม ปัดตอบมั่นคงหละหลวม

เลขาฯ สมช. รอ ผบ.ตร. แจงปมชายชาวจีนครอบครองอาวุธสงคราม ปัดตอบมั่นคงหละหลวม

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

เลขาฯ สมช. รอ ผบ.ตร. แจงปมชายชาวจีนครอบครองอาวุธสงคราม ปัดตอบมั่นคงหละหลวม พล.ต.อ.สำราญ ระบุ อยู่ระหว่างสอบสวน

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ปฏิเสธตอบคำถามความคืบหน้ากรณีจับ นายเฉิงจ้าว หวูชาย ชายชาวจีนครอบครองอาวุธสงครามจำนวนมากว่า เดี๋ยวรอ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ดีกว่า เมื่อถามถึงกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความหละหลวมด้านการข่าวของความมั่นคง นายฉัตรชัยไม่ได้ตอบคำถาม

ขณะที่ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการขยายผลคดีว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน เมื่อถามย้ำว่า เป็นการสะสมอาวุธเพื่อใช้ในการก่อเหตุวินาศกรรมหรือไม่ แต่ พล.ต.อ.สำราญไม่ได้ตอบคำถาม

อนุทิน ชี้เคส หมิงเฉิน ซัน ชายจีนซุกอาวุธสงคราม ต้องขยายผลไปถึงเครือข่าย จนกว่าประเทศจะไม่อันตราย

อนุทิน  ชี้เคส หมิงเฉิน ซัน ชายจีนซุกอาวุธสงคราม ต้องขยายผลไปถึงเครือข่าย จนกว่าประเทศจะไม่อันตราย

อนุทิน ชี้เคส หมิงเฉิน ซัน ชายจีนซุกอาวุธสงคราม ต้องขยายผลไปถึงเครือข่าย จนกว่าประเทศจะไม่อันตราย

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

มท.1 ยัน ระเบียบออกทะเบีบนราษฎรไม่มีปัญหา ใครทําผิดแก้ตรงนั้นอย่าเหมารวม รับ ทบทวนฟรีวีซ่า เร่งหาจุดลงตัว ชี้ เคส หมิงเฉิน ซัน ขยายผลไปถึงเครือข่าย จนกว่าประเทศจะไม่อันตราย 

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสังคมตั้งคําถามถึงความหละหลวม ในการออกทะเบียนราษฎ หลังพบว่าชาวจีนที่ถูกจับพร้อมอาวุธสงคราม ถือบัตรประจําตัวไม่มีสัญชาติไทย( บัตรสีชมพู ) ว่า ขณะนี้การออกทะเบียนราษฎร์ การโอนสัญชาติทุกอย่างเข้มข้นมาก กรณีที่เป็นประเด็นขึ้นมา ตนไม่ขอเอ่ยชื่อ เพราะเคารพในสิทธิส่วนบุคคล เท่าที่ทราบขณะนี้ยังไม่มีการให้สัญชาติอะไร  อย่าเอาปลาเน่าตัวเดียวไป ไปติเรือทั้งโกลน เรื่องนี้ไม่จําเป็นต้องสังคยานาใหม่ เพราะกฎระเบียบดีอยู่แล้ว เพียงแต่อย่าให้คนที่มีปัญหาทำผิดกฎหมาย มีประวัติไม่ดี เข้ามาในสารระบบ และอย่าแกล้งเซ่อ เพราะว่ามันไม่มีทางหลุดรอดพ้นกระบวนการตรวจสอบของระบบราชการไปได้ ถ้าหลุดไปก็แกล้งทั้งนั้น ต้องดําเนินการลงโทษไม่รู้กี่คนแล้ว อย่างเช่นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีการเอาบัตรประชาชนไปขาย นายอําเภอที่เกี่ยวข้องก็ถูกดําเนินคดีให้ออกจากการราชการแล้ว  ใครทำผิดก็ใช้กระบวนการทางกฎหมายดําเนินการ 

เมื่อถามว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจได้รายงานความคืบหน้า กรณีการจับกุม นายหมิงเฉินซัน ชาวจีนที่ถูกจับกุมพร้อมอาวุธสงคราม ที่จังหวัดชลบุรี แล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการรายงานมาแล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา และมีการขยายผล ตนได้คุยกับผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ว่าคนที่สะสมอาวุธร้ายแรงเป็นงานอดิเรกนั้น ตามกฎกฎหมายขณะนี้ทําไม่ได้ เพราะตนออกระเบียบห้ามการพกพาอาวุธ ห้ามซื้อห้ามออกใบอนุญาต ตั้งแต่เป็น รมว.มหาดไทย 2-3 ปีที่แล้ว จะทําเป็นงานอดิเรกก็มีข้อยกเว้น และตนบอก ผบ.ตร ไปว่าหากเป็นเรา ไปทําเช่นนี้ในต่างประเทศ จะได้กลับประเทศหรือไม่ คงเป็นเรื่องราวใหญ่โต ฉันใดก็ฉันนั้น เรื่องนี้ต้องขยายผลไปให้ถึงเครือข่าย จนกว่าเราจะมั่นใจว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ต่อประเทศไทยและคนไทย 

เมื่อถามว่า จําเป็นต้องทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า กําลังทบทวนอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ต้องชั่งน้ําหนัก ไม่ใช่ว่าฟรีเข้ามาแล้วไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ตอนที่ยังไม่มีนโยบายก็มีคําถามว่าทําไมไม่ปล่อยวีซ่า เราต้องหาจุดที่ลงตัว อย่าเอากรณีที่เกิดขึ้น 2-3 เคส ไปเปรียบเทียบทั้งหมด เราสามารถสร้างรายได้จากคนเป็นแสนเป็นล้านคน อย่ามีปัญหาแค่ร้อยคน ก็ไปแก้ปัญหาที่ร้อยคนนั้น 

รับมือสังคมสูงวัย ดึงแรงงานเข้าระบบ จุลพันธ์ เร่งแก้ วิกฤตศรัทธา หารือ 3 ฝ่ายประกันสังคม

รับมือสังคมสูงวัย ดึงแรงงานเข้าระบบ จุลพันธ์ เร่งแก้ วิกฤตศรัทธา หารือ 3 ฝ่ายประกันสังคม

รับมือสังคมสูงวัย ดึงแรงงานเข้าระบบ จุลพันธ์ เร่งแก้ วิกฤตศรัทธา หารือ 3 ฝ่ายประกันสังคม

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

”จุลพันธ์“ หารือ 3 ฝ่ายประกันสังคม เร่งแก้ ‘วิกฤตศรัทธา’ ตั้งเป้ากองทุน “โปร่งใส-อิสระ-ยั่งยืน” ตอบโจทย์แรงงานครอบคลุมทุกกลุ่ม รับมือสังคมสูงวัย  ดึงแรงงานเข้าระบบ ชูโมเดล “ป้องกันก่อนรักษา” ลดภาระรายจ่ายแสนล้าน

วันที่ 11 พ.ค. 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงหลังจากร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการขับเคลื่อนนโยบายกับ คณะกรรมการกองทุนทดแทน คณะกรรมการประกันสังคม และผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม เพื่อวางรากฐานการทำงานเชิงรุก มุ่งยกระดับกองทุนประกันสังคมให้เป็นสถาบันหลักที่มอบความมั่นคงแก่ผู้ใช้แรงงาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จากการหารือ ทุกคนต่างเห็นตรงกันว่า ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมกำลังเผชิญกับ ‘วิกฤตศรัทธา’ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ในเชิงลบ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของกระทรวงการคลังพบว่า สถานะและการดำเนินงานของตัวกองทุนยังคงไม่มีปัญหาใดๆ แต่ในส่วนอื่นๆ พี่น้องประชาชนเห็นว่าเป็นปัญหาเรื่องต่างๆ เหล่านี้จะไม่มีการซุกปัญหาไว้ใต้พรม แต่จะเร่งดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง โดยการดำเนินการของสำนักงานประกันสังคมจะต้องคำนึงถึงความโปร่งใสเพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจสอบและติดตามได้อย่างครบถ้วน  ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อถึงประเด็นความท้าทายของกองทุนประกันสังคมซึ่งเวลานี้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะสังคมสูงวัยเต็มขั้น แต่ที่ผ่านมาพบว่ากองทุนยังมีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไม่เพียงพอทำให้เกิดความเสี่ยงกับกองทุน โดยเรื่องนี้จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีในเรื่องของการลงทุนว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่มากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ทางกองทุนก็ได้เริ่มต้นดำเนินการไปแล้ว 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญคือการดึงคนเข้ามาสู่ระบบกองทุนประกันสังคมให้ได้มากที่สุด เนื่องจากวันนี้ยังมีพี่น้องแรงงานที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบอีกจำนวนมาก ซึ่งจะต้องสร้างกลไกที่เปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มที่เป็นแรงงานแพลตฟอร์ม และกลุ่ม Gig worker โดยสองกลุ่มนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทุกวันนี้โลกการทำงานได้เปลี่ยนแล้ว 

“ในปัจจุบันนี้ เรามีคนที่เป็นไรเดอร์อยู่ประมาณ 300,000 คน และรับประกันได้ว่าในอีก 3-5 ปี ข้างหน้า ตัวเลขนี้จะขยับเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวอย่างแน่นอน โจทย์ของเราคือจะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนที่เป็นแรงงานในกลุ่มนี้สามารถที่จะได้รับสิทธิและได้รับความคุ้มครองผ่านการดึงเข้ามาสู่ระบบประกันสังคม โดยเราจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้” นายจุลพันธ์ กล่าว 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ชี้ว่า มีประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือปัจจุบันกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยยังเข้าสู่ระบบประกันสังคมในสัดส่วนที่น้อยเกินไป โดยกระทรวงแรงงานมีเป้าหมายที่จะดึงแรงงานกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับสิทธิความคุ้มครองตามกฎหมายและเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศซึ่งถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากหากแรงงานเหล่านี้ไม่เข้าสู่ระบบประกันสังคม สุดท้ายอาจนำไปสู่ปัญหาการเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนหรือกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีเน้นย้ำ คือการบริหารจัดการงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลซึ่งสูงถึงปีละกว่า 100,000 ล้านบาท โดยเรื่องนี้ได้มอบหมายให้ สปส. ให้ความสำคัญกับงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยมากขึ้น โดยเน้นการป้องกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน รวมถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพแรงงานให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการทำงานได้โดยเร็ว ซึ่งหากสามารถลดอัตราการเจ็บป่วยลงได้ จะเป็นการช่วยเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินให้กับกองทุนอย่างมหาศาล

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ส่วนเรื่องเงินบำนาญชราภาพสูตร CARE นายจุลพันธ์ ระบุว่า ใกล้ที่จะได้ข้อสรุปแล้ว แต่ต้องขอเวลาในการพูดคุยให้รอบด้าน โดยขณะนี้ได้มีการเริ่มต้นนัดหมายกับกลุ่มต่างๆ เพื่อที่จะคุยกันในรายละเอียดว่าเขายังติดขัดในประเด็นใดบ้าง และเราควรจะเดินหน้าในรูปแบบไหน เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ให้กับคนทุกกลุ่ม  

สำหรับปัญหาด้านการบริการ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมายังคงมีปัญหาในเรื่องระบบไอที โดยได้สั่งเร่งแก้ไขระบบ IT หลัก (SSO core) ที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อการใช้งาน พร้อมพิจารณาข้อเรียกร้องด้านสวัสดิการต่างๆ โดยให้คำนึงถึงความมีเสถียรภาพของกองทุน หากสิ่งใดที่เป็นการเพิ่มสวัสดิการแล้วไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพของกองทุนก็เป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ทันที

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ระบุว่า ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและการปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้มีความโปร่งใส ทันสมัย มีความเป็นอิสระ และเป็นหลังพิงที่มั่นคงให้กับพี่น้องแรงงานทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะเจ็บป่วย ว่างงาน หรือเกษียณอายุ 

“วันนี้ทางสำนักงานประกันสังคมเราจะต้องสร้างมิติใหม่ เราต้องเดินหน้าสู่การทำงานแบบการมีส่วนร่วม การรับฟังกัน เพื่อขับเคลื่อนให้สำนักงานประกันสังคมเดินหน้าและตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชน” นายจุลพันธ์ กล่าว

นายกฯ ยันใน มหาดไทย ไม่มีปัญหา-ทำงานกลมเกลียว เป็นสิงห์สีธงชาติไทย

นายกฯ ยันใน มหาดไทย ไม่มีปัญหา-ทำงานกลมเกลียว เป็นสิงห์สีธงชาติไทย

นายกฯ ยันใน มหาดไทย ไม่มีปัญหา-ทำงานกลมเกลียว เป็นสิงห์สีธงชาติไทย

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

นายกฯ ยันใน ก.มหาดไทย ไม่มีปัญหา-ทำงานกลมเกลียว เป็นสิงห์สีธงชาติไทย บอกจบแล้ว หลัง สส.ออกมาขออภัย กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน พัวพันค้ายา

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังมอบนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทยให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยช่วงหนึ่งระบุ ใครที่อยู่ภายใต้ปกครองของนายกฯ จะต้องได้รับการคุ้มครองดูแล ซึ่งขณะนี้นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยถูกร้องเรียนกรณีโยกย้ายไม่เป็นธรรมว่า เป็นคนละเรื่อง ตรงนี้เป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน อย่าพยายามไปโยง มันคนละเรื่องกัน เราเข้าใจกันอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวก็เข้าใจ

เมื่อถามว่า บรรยากาศในกระทรวงมหาดไทยขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง เพราะเริ่มมีการร้องเรียน นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่เห็นว่ามีอะไรเลย เมื่อถามว่า ตอนนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยมีปัญหา นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ในหน้าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อธิบดีทุกกรม ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ทำงานกลมเกลียวไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่า แสดงว่ากระทรวงมหาดไทยเป็นสิงห์สีเดียวกันใช่หรือไม่ ไม่มีสิงห์สีอื่น นายอนุทิน กล่าวว่า สิงห์สีแดง ขาว น้ำเงิน ขาว แดง เมื่อถามว่า สีธงชาติไทย นายอนุทิน พยักหน้ารับพร้อมกล่าว อืม 

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เราพบปะหารือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สิ่งที่สำคัญคือ เรื่องการขอความร่วมมือพี่น้องกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลแรกที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ขอให้เร่งสแกนทุกชุมชนให้ปลอดยาเสพติด การขาย การเสพให้ทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ช่วยเจ้าพนักงานปราบปรามป้องกัน ส่วนเรื่องการขนส่งขนย้าย การผลิตเป็นเรื่องของรัฐบาล เราก็แบ่งหน้าที่กันด้วยความร่วมมือและเข้าใจกัน

เมื่อถามว่า กรณี สส. อภิปรายพาดพิงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านพัวพันกับการค้ายาเสพติด เป็นการบั่นทอนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่ทำดี คนที่ทำหน้าที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านดูแลกฎหมาย ดูแลความถูกต้องมีมากกว่าเยอะ ซึ่ง สส. ก็ออกมาขออภัยแล้ว ถ้าเขาพูดถูกคงไม่ออกมาขออภัย มันจบไปในตัวเองแล้ว

เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ อภิสิทธิ์ นำทัพ ปชป. ปฐมนิเทศผู้สมัคร สก.

เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ อภิสิทธิ์ นำทัพ ปชป. ปฐมนิเทศผู้สมัคร สก.

เปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. นี้ อภิสิทธิ์ นำทัพ ปชป. ปฐมนิเทศผู้สมัคร สก.

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

วันนี้ 11 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โพสต์ภาพและข้อความระบุถึงภารกิจลุยศึกเลือกตั้งท้องถิ่นเมืองหลวง โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นแกนนำหลักในครั้งนี้ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “”อภิสิทธิ์” มั่นใจประชาธิปัตย์ พร้อมเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้คนกรุง ขยับนำทีมปฐมนิเทศผู้สมัคร สก. ชูความพร้อมทั้งนโยบายและทีมงานเพื่อความอุ่นใจของประชาชน ย้ำเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ 16 พ.ค.นี้

(11 พ.ค. 69) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมการปฐมนิเทศผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการซักซ้อมความเข้าใจในการทำงานภายใต้กรอบของพรรคและข้อกฎหมายเลือกตั้ง หลังจากที่พรรคได้อนุมัติผู้สมัครครบทุกเขตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างความเป็นเอกภาพเพื่อรับใช้ประชาชน ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าจะมีการเปิดผู้สมัครผู้ว่า กทม. ในนามพรรค อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ พร้อมกับแย้มว่าผู้สมัครเป็นผู้ชาย มีคุณสมบัติโดดเด่น อายุยังไม่ถึง 60 ปี มีบุคลิกดี และมีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ และยังย้ำอีกว่าพรรคไม่มีความกังวลเรื่องการแข่งขัน แต่โฟกัสที่การทำหน้าที่ในการเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับคนกรุงเทพฯ ผ่านทีมงาน สก. และนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“เราถือว่าเรามีหน้าที่ในการเสนอทางเลือกให้กับคนกรุงเทพฯ ทุกคน พรรคได้เตรียมความพร้อมทั้งตัวผู้สมัคร นโยบาย และทีมงาน เพื่อเข้าไปเติมเต็มในส่วนที่ยังขาดหาย และทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจยิ่งขึ้น” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

สำหรับการปฐมนิเทศผู้สมัคร สก. ที่พรรคฯ จัดขึ้นในวันนี้ นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงความเป็นประชาธิปัตย์กับแนวทางการทำงานท้องถิ่นนั้นมีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญและเรียบง่าย โดยระบุว่า เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจที่ผู้ก่อตั้งพรรคเมื่อ 80 ปีที่แล้ว ได้เขียนอุดมการณ์พรรคไว้ 10 ข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเน้นย้ำว่า “รัฐควรจะกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นให้มากที่สุด” “ลองนึกภาพ 80 ปีที่แล้วไม่มี อบจ. ไม่มี อบต. ไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ อะไรเลย แต่นั่นคืออุดมการณ์ของพรรคตั้งแต่วันก่อตั้ง เราจึงเป็นพรรคที่สนับสนุนและผลักดันกฎหมายว่าด้วยการบริหาร กทม. ที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน คือระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 #ประชาธิปัตย์ #พรรคประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ”

ไม่นานหลังจากที่โพสต์ของ เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ก็มีชาวเน็ตหลายคนเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ดีที่สุด วาทกรรม คน กรุง ไม่มีจน wow”

“ขอเป็นกําลังใจให้ทุกท่านด้วยเสมอ “

“องอาจ คล้ามไพบูลย์ ลงเลยคนชอบ”

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์ – Democrat Party, Thailand 

โสภณ เผยถกประชุมร่วมรัฐสภา พิจารณา 31กม.ค้างท่อ 15 พ.ค.นี้ใช้เวลา 9 ชั่วโมง

โสภณ เผยถกประชุมร่วมรัฐสภา พิจารณา 31กม.ค้างท่อ 15 พ.ค.นี้ใช้เวลา 9 ชั่วโมง

โสภณ เผยถกประชุมร่วมรัฐสภา พิจารณา 31กม.ค้างท่อ 15 พ.ค.นี้ใช้เวลา 9 ชั่วโมง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

โสภณ เผยถกประชุมร่วมรัฐสภา พิจารณา 31กม.ค้างท่อ 15 พ.ค.นี้ใช้เวลา 9 ชั่วโมง แนะสมาชิกจ้ออภิปรายมุ่ง ประเด็นเห็นต่าง-ข้อสงสัย ไม่ควรลงลึกรายละเอียด

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือร่วม 4 ฝ่าย ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี(ครม.) วิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน และวุฒิสภา(สว.) เพื่อเตรียมการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 15 พ.ค.นี้ว่า เป็นการหารือเกี่ยวกับกฎหมายที่ครม. ได้ยืนยันส่งกลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา จำนวน31ฉบับ ขณะนี้ได้ข้อสรุปเรื่องกรอบเวลาการประชุมไว้ที่ 9 ชั่วโมง และหากยังไม่แล้วเสร็จสามารถขยายเวลาเพิ่มได้อีก30นาที โดยแบ่งเวลาตามสัดส่วนของแต่ละฝ่าย ทั้งนี้ ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า การอภิปรายควรมุ่งเฉพาะประเด็นที่เห็นต่างหรือมีข้อสงสัย โดยเฉพาะกรณีกฎหมายฉบับอื่นที่ไม่ได้ถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณา ซึ่งฝ่ายค้านสามารถตั้งคำถามเพื่อให้คณะรัฐมนตรีชี้แจงได้ว่าเหตุใดจึงไม่นำเข้าสภา ส่วนกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาและมีการยืนยันกลับมาแล้วนั้น ไม่ควรอภิปรายลงลึกในรายละเอียดมากนัก เพราะถือว่าผ่านกระบวนการของสภาไปแล้ว โดยสามารถอภิปรายในเชิงสนับสนุนหรือให้ข้อสังเกตได้เพียงพอสมควร ทั้งนี้ การประชุมวันที่15พ.ค. จะหารือเพียงเรื่องข้อสรุปตามกรอบการประชุมเป็นหลัก แม้จะมีข้อเสนอให้นำวาระอื่นขึ้นมาหารือเพิ่มเติม แต่เกรงว่าจะใช้เวลาไม่ทัน อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าในช่วงสัปดาห์ถัดไปหรือเดือนหน้า จะมีการประชุมร่วมกันอีกครั้ง เพื่อหารือวาระสำคัญของรัฐบาล เช่น ข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าหากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกฎหมายเพิ่มเติมจะสามารถนำเข้าสู่การประชุมได้ทันหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติและส่งร่างกฎหมายมายังรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่สามารถเพิ่มเติมร่างกฎหมายอื่นเข้ามาได้ทัน และจะดำเนินการตามวาระที่ยืนยันส่งมาแล้วเท่านั้น

เมื่อถามว่าหากฝ่ายค้านพูดหรืออภิปรายเกี่ยวกับกฎหมายที่ไม่ได้มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม จะมีการควบคุมการประชุมอย่างไร ประธานรัฐสภา กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของการประชุมรัฐสภาที่ทุกฝ่ายต้องเคารพข้อตกลงของวิป ซึ่งเป็นหน้าที่ของวิปแต่ละพรรคที่จะไปทำความเข้าใจกับสมาชิกของตนเอง หากเป็นกฎหมายที่มีการยืนยันกลับมาแล้ว ไม่ควรอภิปรายลงลึกในรายละเอียดมากเกินไป แต่ควรเน้นเฉพาะข้อสังเกตหรือสาระสำคัญ 

“ส่วนตัวอยากเห็นการอภิปรายในสภาฯที่มีคุณภาพและน่าติดตามมากขึ้น เพราะในอดีตแม้จะมีเพียงการถ่ายทอดเสียงผ่านวิทยุ แต่ประชาชนก็ยังติดตาม เนื่องจากสมาชิกอภิปรายจากความเข้าใจและมุมมองของตนเอง ต่างจากปัจจุบันที่หลายคนเตรียมเอกสารมาอ่านจนขาดเสน่ห์ของการอภิปราย” นายโสภณ กล่าว 

นายโสภณ กล่าวด้วยว่า ประสิทธิภาพของสภาฯ ไม่ได้อยู่ที่การประชุมยาวหรือสั้น แต่อยู่ที่เนื้อหาและคุณภาพของการอภิปราย หากเห็นด้วยก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก แต่หากไม่เห็นด้วยก็ควรใช้เวลาซักถามอย่างเต็มที่เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน มากกว่าการอภิปรายเพื่อกรอบเวลาตามกรอบที่กำหนดไว้เท่านั้น

สว.นรเศรษฐ์ บี้ถามเร่งรัดแลนด์บริดจ์ เมินประชามติพื้นที่ แต่ให้สิทธิ์ต่างชาติครองที่ดิน 99 ปี

สว.นรเศรษฐ์ บี้ถามเร่งรัดแลนด์บริดจ์ เมินประชามติพื้นที่ แต่ให้สิทธิ์ต่างชาติครองที่ดิน 99 ปี

สว.นรเศรษฐ์ บี้ถามเร่งรัดแลนด์บริดจ์ เมินประชามติพื้นที่ แต่ให้สิทธิ์ต่างชาติครองที่ดิน 99 ปี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.42 น.

สว.นรเศรษฐ์ บี้ถามเร่งรัดแลนด์บริดจ์ เมินประชามติพื้นที่ แต่ให้สิทธิ์ต่างชาติครองที่ดิน 99 ปี ด้าน รมช.คมนาคม ยันรัฐบาลทำทุกอย่างครบถ้วนตามกฎหมาย-ภายใต้สถานการณ์โลกเปลี่ยน เปล่ารีบร้อน 

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามของนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยนายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ผลการศึกษาเรื่องความคุ้มค่าการลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความขัดแย้งกัน เหตุใดรัฐบาลจึงเร่งรัดนำภาษีประชาชนไปใช้โครงการในฝัน เร่งผลักดันร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)ที่ให้สิทธินักลงทุนต่างชาติถือครองที่ดิน 99ปี ทั้งที่ดินสปก. ที่ดินราชพัสดุ รวมถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ ขณะที่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น บางแห่งเป็นเวทีเพื่อรับทราบเท่านั้น หากรัฐบาลคิดว่า โครงการดีจริง เหตุใดไม่ทำประชามติเชิงพื้นที่ 

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นการเช่าที่ดินนั้น รัฐบาลถูกกล่าวหาให้เช่า 99ปี แต่ความจริงเช่าได้ไม่เกิน 99ปี  การเช่ามีระยะเวลาเริ่มต้น เช่น  50ปี เพื่อให้คุ้มค่าการลงทุน เพราะรัฐบาลไม่ใช่ผู้ลงทุน ใช้วิธี พีพีพีให้เอกชนลงทุน จึงต้องมีเวลาให้ดำเนินการ หากผ่านไป 50ปี พบว่าเป็นไปไม่ได้ รัฐบาลไม่ต่อสัญญาได้ หากโครงการเป็นไปด้วยดี ประชาชนชีวิตดีขึ้น สิทธิการเช่าจะได้ต่อก่อน ไม่ใช่ว่าจะเช่าต่อ เรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นไปไม่ได้จะไม่มีผลกระทบ แต่รัฐบาลทำทุกอย่างครบถ้วนตามกฎหมาย เพื่อลดผลกระทบ เยียวยาผลกระทบให้มากที่สุด ยืนยันว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้รีบร้อน ทำภายใต้สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป 

เอกนิติ ย้ำต้องออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ชี้อาจเห็นเงินเฟ้อปีนี้ขึ้นสูงสุด 4-5%

เอกนิติ ย้ำต้องออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ชี้อาจเห็นเงินเฟ้อปีนี้ขึ้นสูงสุด 4-5%

เอกนิติ ย้ำต้องออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ชี้อาจเห็นเงินเฟ้อปีนี้ขึ้นสูงสุด 4-5%

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

เอกนิติ ย้ำต้องออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านบาท ชี้อาจเห็นเงินเฟ้อปีนี้ขึ้นสูงสุด 4-5% หลังราคาต้นทุนสินค้า-อาหารขึ้น จากราคาน้ำมัน และเชื้อเพลิง ย้ำภาวะวิกฤต ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ย้ำชูหลัก 5T โปร่งใสตรวจสอบได้ แจง กรณ์ ปชป. หลังอ้างมูดี้ส์ บอกศก.ไม่วิกฤติ ระบุเป็นคนละประเด็น เพราะต้องการเยียวยาปชช.

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถามกรณีพรรคประชาชนยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งอยู่ในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไม่เข้าข่ายจำเป็นเร่งด่วน หรือวิกฤตว่า  สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ซับซ้อนและยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ โดยต้นเหตุจากวิกฤตมาจากต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง โดยในการประชุมอาเซียนก็มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ และประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มที่นำเข้าพลังงาน และพึ่งพิงพลังงานจากภายนอกสูง 

นายเอกนิติ กล่าวว่า การพึ่งพาพลังงานสูงของประเทศไทยส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อในเดือนล่าสุดอยู่ที่ 2.9 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยสูงสุดจะขยับขึ้นไปถึง 4-5% เนื่องจากเงินเฟ้อเกิดจากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% แล้วในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมการรับวิกฤตที่จะมาเป็นระลอกๆในขณะนี้ 

เมื่อถามว่าในเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการใช้มาตรการทางการเงินดูแลเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะตัวเลข 4-5% จะเกินกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินทั้งปีที่ 1-3% นายเอกนิติ กล่าวว่า
คำถามว่าตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปียังใกล้เคียงกับกรอบที่วางไว้ไม่เกิน 3% แต่เรื่องนี้ได้มีการหารือกับ ธปท.ในการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจอยู่แล้ว 

“ต้นทางของวิกฤตมันมาจากเรื่องพลังงานก่อนใช่ไหม วิกฤตเริ่มจากวิกฤตสงคราม และ 2 วิกฤตพลังงาน วันนี้วิกฤตต้นทุน เห็นตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุด 2.9% ประเทศไทยเราพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเยอะมาก แล้วต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไทยเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันซึ่งเราผลิตไม่ได้จึงต้องแก้วิกฤตเรื่องนี้”

นายเอกนิติ  กล่าวต่อว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในครั้งนี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตที่อาจลุกลาม โดยวิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากปี 2540 ที่เป็นวิกฤตสถาบันการเงิน หรือช่วงแผนไทยเข้มแข็งที่เป็นวิกฤตจากภายนอก แต่ครั้งนี้คือวิกฤตปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริงซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างมูดี้ส์ (Moody’s) ชื่นชมไทยว่าเศรษฐกิจดี แต่รัฐบาลจะกู้เงิน นายเอกนิติ กล่าวว่าการที่มูดี้ส์ชื่นชมไทย เป็นเพราะตนได้อธิบายว่าประเทศไทยมีเสถียรภาพในเรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง แต่เป็นคนละประเด็นกับปัญหาความเดือดร้อนภายในประเทศที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข และเยียวยาประชาชน จึงต้องมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ในครั้งนี้ 

สำหรับการใช้จ่ายเงินกู้นั้น รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ “5T” เพื่อคัดกรองโครงการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย Targeted มุ่งเป้า เยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง Transition การเปลี่ยนผ่าน ลดภาระประชาชนควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าในระยะยาวTransform การปฏิรูป ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชนกลับมาเข้มแข็งกว่าเดิมหลังจบวิกฤต Transparency ความโปร่งใส เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดเผยเกณฑ์การคัดกรองและรายละเอียดทุกโครงการต่อสาธารณะ

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง Together การมีส่วนร่วม โดยดึงภาคเอกชนเข้าร่วม โดยเชิญประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการด้วย 

ปลัดมท. ปฏิเสธตอบ ปมคำสั่งย้าย นฤชา-ไชยวัฒน์

ปลัดมท. ปฏิเสธตอบ ปมคำสั่งย้าย นฤชา-ไชยวัฒน์

ปลัดมท. ปฏิเสธตอบ ปมคำสั่งย้าย นฤชา-ไชยวัฒน์

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

ปลัดมท. ปฏิเสธตอบ ปมคำสั่งย้าย นฤชา-ไชยวัฒน์

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่ตึกสันติไมตรี ทําเนียบรัฐบาล ภายหลังนายกรัฐมนตรี มอบนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทยให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ 

ผู้สื่อข่าวพยายามสัมภาษณ์ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  กรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติว่านายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งโยกย้าย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อดีตอธิบดีกรมปกครอง ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดย นายอรรษิษฐ์ ได้โบกมือปฏิเสธไม่ให้สัมภาษณ์

เมื่อผู้สื่อข่าวขอสัมภาษณ์ นายอรรษิษฐ์ อีกครั้งว่า จะยื่นอุทธรณ์มติ ก.พ.ค. หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ ยกมือปฏิเสธที่จะตอบคำถามอีกครั้ง ก่อนเดินตาม นายกฯ เข้าไปในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ’ 3 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ’ 3 รูป

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ’ 3 รูป

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ดังนี้

1.พระครูโสภณคุณาธาร วัดสาลี จ.สุพรรณบุรี เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระโสภณวชิรธาดา

2.พระครูโกวิทสุตการ วัดโคกเขมา จ.นครปฐม เป็น พระราชาคณะขั้นสามัญ มีนามว่า พระวัชรธรรมโกวิท

3.พระครูสรภัญญ์พิสุทธิ์ วัดใหม่เทพนิมิตร กรุงเทพมหานคร เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระวัชรปัญญาสุธี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.2569 ประกาศ ณ วันที่ 11 พ.ค.2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน