ชวน แฉขบวนการยึดครององค์กรอิสระ ตั้งคนตามอำเภอใจ เหมือนระบบประธานาธิบดี  เตือนอย่าใช้ชาติคืนหนี้บุญคุณ!

12 กันยายน 2569 เวลา 15:09 น.

“ชวน” ชี้ องค์กรอิสระเป็นกลไกสำคัญตรวจสอบการใช้อำนาจ แต่กำลังโดนแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เตือน ต้องยึดความซื่อสัตย์-เที่ยงตรง -ธรรมาภิบาล ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชาติ

12 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาในหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ในช่วงเช้ามีผู้ร่วมปาฐกถาพิเศษ ได้แก่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

โดยนายชวน กล่าวปาฐกถาว่า เดิมโครงสร้างการปกครองยึด 3 อำนาจหลักคือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เกิดขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึด 3 หลักนี้ในการบริหารบ้านเมืองมาตลอด แต่ก็ลุ่มๆ ดอนๆไม่ใช่เพราะโครงสร้างไม่ดี แต่เพราะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากบุคคลมากกว่าการยึดอำนาจหลายครั้ง ซึ่งในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นครั้งแรก ใช้โครงสร้างการปกครองบ้านเมืองในระบบรัฐสภามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ เหมือนเดิมแต่มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์กรอื่นๆเกิดขึ้นอีกประมาณ 5-6 องค์กร ซึ่งเป้าหมายของรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระ เพื่อให้เป็นองค์กร มีการตรวจสอบ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองทุกองค์กร รวมถึงการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมโดยองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย และการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน ป.ป.ช. มีหน้าที่ดูแลเพื่อควบคุมนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งองค์กรอื่นๆ

นายชวน กล่าวว่า ในทุกองค์กรจะมีมาตราหนึ่งเขียนไว้ว่า บุคลากรที่จะเข้ามาอยู่ในองค์กร ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และคำนี้ก็เริ่มเกิดขึ้น แต่มีองค์กรเดียวที่ไม่เขียนเรื่องนี้ไว้คือกรรมการสิทธิมนุษยชน รัฐบาลในขณะนั้นจึงเป็นภาระที่ต้องออกกฎหมายในทุกฉบับให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด รัฐบาลชุดนั้นจึงต้องทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติที่เข้มแข็ง ซึ่งกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระได้ประกาศใช้เมื่อปีพ.ศ. 2541-2542

นายชวน กล่าวอีกว่า ในช่วงที่เริ่มการทำงานขององค์กรอิสระ อย่างกกต.ชุดแรก ได้ลงโทษผู้ที่ทำผิดโดยไม่มีข้อสงสัยในความเชื่อถือ แต่เมื่อกกต. ชุดหลังจากนั้นก็มีข้อครหาตามมา ซึ่งกกต.ชุดที่ 2 ถูกจำคุกไป 3 คน มาตรา 157 ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากนั้นก็มีกกต. บางชุดมีข้อครหาว่าเรียกรับเงิน เปลี่ยนใบแดงเป็นใบเหลือง หรือเปลี่ยนใบเหลืองเป็นใบเขียว ซึ่งมีราคาที่ต้องจ่าย และด้วยการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระมีผลต่อการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือเรื่องการตรวจสอบที่เข้มข้นเพื่อให้ประสิทธิภาพการปกครองนี้สมบูรณ์ อำนาจอธิปไตย 3 อำนาจ สถาบันเดียวที่มั่นคงตลอดคือตุลาการ แม้จะมีการยึดอำนาจแต่ก็ไม่สามารถก้าวล่วงการทำงานของตุลาการได้เลย ดังนั้น ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อำนาจตุลาการก็ยังคงความเข้มข้น ทั้งศักยภาพและบทบาทหน้าที่ไว้อย่างน่าชื่นชม

นายชวน กล่าวว่า เมื่อองค์กรอิสระเกิดขึ้นอำนาจการตัดสินก็เปลี่ยนแปลงไปในบางเรื่อง การตัดสินบางอย่างจบลงที่องค์กรเหล่านี้ ยกเว้นบางกรณีที่จะต้องส่งศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่จุดเริ่มต้นของการสืบสวนองค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้สืบสวน และเมื่อตนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว รัฐบาลใหม่เข้ามา การแทรกแซงก็เริ่มเกิดขึ้น และฝ่ายบริหารล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ ด้วยการฆ่าตัดตอน คือฝ่ายบริหารเข้าไปตัดสินคดีความแทนตุลาการคือการส่งตำรวจไปฆ่าตัดตอนคนร้ายที่ภาคใต้

นายชวน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ด้วยเงื่อนไขขององค์กรอิสระก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่กลับมาเลวร้ายเนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง และวันนี้ก็กำลังจะกลายเป็นโจทก์ เช่น การพิจารณางบประมาณปี 2570 จึงมีการคัดค้านไม่ให้จัดงบประมาณให้กับ กกต. เพราะองค์กรอิสระต้องเพิ่มคนอีกหลายพันคน ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มภาระกับภาษีของรัฐ ดังนั้น องค์กรเหล่านี้จึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ถ้าองค์กรเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ที่ให้เป็นองค์กรสำหรับการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ องค์กรเหล่านี้ก็จะล้มเหลว การแทรกแซงของฝ่ายการเมืองขณะนี้รุนแรงจนน่าตกใจ มีคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง

“ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือ แต่หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ผมเชื่อว่าลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน การแทรกแซงไม่ใช่เฉพาะในองค์กรอิสระ ความจริงแล้วทุกองค์กรส่งคนตัวเองเข้าไปอยู่หมด ทั้งหมดเป็นการเข้าไปยึดครองอย่างน่าตกใจ และแน่นอนการแต่งตั้งข้าราชการก็เพื่อไม่ใช่ระบบรัฐสภา เป็นระบบประธานาธิบดี คือตั้งตามอำเภอใจและอยู่นาน“ นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวว่า โดยสรุปการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่มีองค์กรอิสระ เป็นไปในทางบวกมาโดยตลอด การตรวจสอบเข้มข้นดีขึ้นแบ่งเบาภาระของศาลยุติธรรมไปได้มาก แต่ในที่สุดการเมืองที่มีธุรกิจการเมืองเข้ามาแทรกแซง คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองที่มองเส้นทางการเมืองเป็นธุรกิจลงทุน ซื้อสส. ซื้อเสียง และหักกำไร ดังนั้น ทุกเรื่องจึงมีประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าการเมืองในระบบที่มีองค์กรอิสระไม่สามารถตรวจสอบได้ องค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาท และงานที่ทำอยู่ตอบสนองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเราจะคุ้มครองปกป้องระบอบนี้ไว้ เราก็ต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือผู้บริหารต้องยึดมั่น ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้น องค์กรอิสระจะประสบความสำเร็จได้จริงต้องยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาลเที่ยงตรง โดยไม่ไปเกรงใจใคร เพราะรู้ว่าความเกรงใจ ที่ทำให้กกต. ชุดหนึ่งต้องลงเอยอย่างน่าเสียดาย สังคมไทยต้องมีข้อไม่เกรงใจรวมอยู่ด้วยเพื่อบ้านเมือง องค์กรอิสระต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีอื่น อย่าเอาประโยชน์ของชาติไปตอบแทนบุญคุณ ถึงท่านได้เป็นเพราะของช่วยก็ตาม แต่บัดนี้ท่านได้เป็นก็ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องยึดหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าองค์กรอิสระ เป็นประโยชน์ต่อการปกครองได้อย่างแท้จริง

‘รุทธพล’ เปิดแผนยุติธรรมเชิงรุก 7 ด้าน ย้ำไม่ปล่อยคดีช้าซ้ำเติมคนจน

12 กันยายน 2569 เวลา 14:51 น.

“รุทธพล”เปิดแผนยุติธรรมเชิงรุก 7 ด้าน ช่วยประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม ดึงเข้าถึงชาวบ้าน ย้ำไม่ปล่อยคดีช้า ซ้ำเติมคนจน เร่งช่วยเหยื่อออนไลน์ตามเงินคืน 130 ล้าน ไกล่เกลี่ยหนี้ลดภาระกว่า 5 พันล้าน

เมื่อเวลา 09.05 น.วันที่ 12 กันยายน 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT 2HD ถึงการขับเคลื่อนงานกระทรวงยุติธรรมเชิงรุกของรัฐบาลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย ให้ความสำคัญกับหลักความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม จึงกำหนดนโยบายหลัก 7 ด้าน ได้แก่ 1.การน้อมนำโครงการพระราชดำริและพระบรมราโชบายไปปฏิบัติให้เกิดผล 2.การปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ 3.การแก้ไขปัญหายาเสพติด 4.การคุ้มครองสิทธิและเยียวยาประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 5.การพัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรม 6.การฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำ และ7.การบริหารงานอย่างมืออาชีพ

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า แต่ละกรมต้องมีกรอบเวลาทำงาน ไม่ปล่อยให้เรื่องของประชาชนค้างหลายเดือนเหมือนที่ผ่านมา โดยตนและปลัดกระทรวงยุติธรรมลงไปดูความพร้อมของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยตัวเอง เพื่อให้ประชาชนรู้ทันทีว่าเรื่องของตนจะเดินต่ออย่างไร

“เมื่อมีพี่น้องประชาชนเข้ามาที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์แล้ว ขั้นตอนต่อไปเราจะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว เรื่องการช่วยเหลือ เยียวยา และเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เป็นงานที่กำชับทุกกรมในกระทรวง” พล.ต.ท.รุทธพลกล่าว

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงคำพูดที่ว่าคุกมีไว้ขังคนจนนั้นว่า ปัจจุบันกระทรวงยุติธรรมมีกองทุนยุติธรรม ศูนย์ยุติธรรมชุมชนทุกจังหวัด และสายด่วน ช่วยคนยากจนหรือผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งค่าประกันตัว ค่าจ้างทนาย การเยียวยาผู้เสียหาย และคำปรึกษากฎหมาย อย่างไรก็ตาม กองทุนยุติธรรมไม่ได้ช่วยทุกกรณี แต่มีคณะกรรมการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้เงินไปถึงคนที่เดือดร้อนจริง ไม่ใช่ปล่อยให้คนไม่มีเงินต้องยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ต่อสู้คดี

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ด้านยาเสพติดกระทรวงยุติธรรมใช้ ป.ป.ส.ทำงานร่วมตำรวจ ทหาร จังหวัด และอำเภอ ครบทั้งป้องกัน ปราบปราม บำบัดฟื้นฟู และเฝ้าระวัง โดยสกัดตั้งแต่ชายแดนไทย–ลาว–เมียนมา ก่อนยาเสพติดทะลักเข้าประเทศ

“ที่ผ่านมา ป.ป.ส.ประสานประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งจุดตรวจ ฝึกเจ้าหน้าที่ และติดตามผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในไทยแล้วหลบหนีข้ามแดน พร้อมเน้นจับผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล และยึดทรัพย์ โดยเคยสกัดสารตั้งต้นที่หากหลุดไปได้ อาจผลิตยาบ้าได้กว่า 1,000 ล้านเม็ด”

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงกรณี อาชญากรรมออนไลน์ บัญชีม้า การพนันออนไลน์ และเครือข่ายข้ามชาติว่า นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นประธานอนุกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะ หน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องบูรณาการตำรวจ DSI ปปง. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และสรรพากรขณะนี้มีชุดทำงาน 7 ชุด แบ่งเป็นคดีออนไลน์และฟอกเงิน 4 ชุด คดีนอมินี 3 ชุด ลงพื้นที่พัทยา ชลบุรี เกาะสมุย เกาะพะงัน และภูเก็ต เพื่อตรวจเครือข่ายต่างชาติ นอมินี และการถือครองทรัพย์สินผิดปกติในไทย

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า สิ่งที่เหยื่อออนไลน์ต้องการที่สุดคือเงินที่ถูกหลอกต้องตามคืนให้ได้ ตำรวจจึงตั้งศูนย์ ACSC เป็นวอร์รูม มีตำรวจ ปปง. และธนาคารอยู่ร่วมกัน เมื่อแจ้งเหตุจะเร่งสกัดเส้นทางเงินจากบัญชีม้าแถวแรกไปถึงแถวต่อไป รวมถึงจุดกดเงินสด โดยในคดีที่ยึดทรัพย์ได้แล้ว ตำรวจและ DSI ประสาน ปปง.ขายทอดตลาดทรัพย์สิน เช่น รถหรู เพื่อนำเงินเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย ทำแล้วเกือบ 700 ราย ผู้เสียหายเกือบ 600 คน วงเงินกว่า 130 ล้านบาท

ส่วนด้านการแก้หนี้ครัวเรือน กระทรวงยุติธรรมใช้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ช่วยก่อนฟ้อง และกรมบังคับคดีช่วยหลังศาลมีคำสั่ง ปีงบประมาณ 2569 จัดไกล่เกลี่ย 23 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 ราย ขอแก้หนี้กว่า 40,000 ราย ทุนทรัพย์กว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งการไกล่เกลี่ยช่วยลดภาระประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท หลายกรณีจากต้องผ่อนเดือนละ 10,000-15,000 บาท เหลือ 1,500 บาท หนี้บัตรเครดิตหลักแสนเหลือ 15,000 บาท

“เงินที่เหลือเขาก็เอาไปดูแลครอบครัวได้ และปีหน้าจะเริ่มจัดไกล่เกลี่ยหนี้รอบใหม่ช่วงเดือนม.ค. เพื่อให้คนเดือดร้อนมีโอกาสตั้งหลัก เลี้ยงลูกหลาน และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว

‘ธนพร’ ซัดม็อบสีส้ม 13 ก.ย. แค่คนแพ้ เกมอำนาจ เตือนอย่าเล่นนอกกติกา กดดัน กกต.จนบ้านเมืองไร้ขื่อแป

12 กันยายน 2569 เวลา 14:37 น.

“ธนพร” ซัดม็อบสีส้ม 13 ก.ย. แค่คนแพ้ เกมอำนาจ เตือนอย่าเล่นนอกกติกา กดดัน กกต.จนบ้านเมืองไร้ขื่อแป สะกิด เล่นแรง ระวังโดน VAR แจกใบเหลือง-แดง

วันที่ 12 กันยายน 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง กล่าวถึงการนัดชุมนุมและเดินขบวนในวันที่ 13 กันยายนว่า การชุมนุมโดยสงบถือเป็นสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนสามารถแสดงความเห็นหรือความไม่พอใจได้ แต่ต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกดดันคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตัดสินใจไปตามความประสงค์ของผู้ชุมนุมหรือไม่

รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า หากสังคมยอมรับหลักคิดว่า เมื่อใครไม่พอใจหน่วยงานรัฐก็สามารถระดมคนไปกดดันได้ ต่อไปบ้านเมืองอาจกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้มีมวลชนมากกว่าเป็นฝ่ายกำหนดคำตอบ ส่วนผู้ไม่มีพวกก็อาจหันไปใช้วิธีอื่น จนนำไปสู่สภาวะไร้กติกาและความขัดแย้งรุนแรง

“ถ้าเราจะอยู่กันแบบนี้ก็ไม่ต้องมีกฎหมาย ใครไม่พอใจอะไรก็เดินขบวนไปกดดันหน่วยงานนั้น สุดท้ายบ้านเมืองจะกลายเป็นว่าใครมีพวกก็ไปกดดันกันเอา”

สำหรับการพิจารณาคดีหรือคำร้องต่างๆ รศ.ดร.ธนพรระบุว่า กกต.มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยจากข้อกฎหมาย พยาน และหลักฐาน หากฝ่ายใดไม่เห็นด้วยก็สามารถใช้ช่องทางร้องเรียนต่อองค์กรหรือศาลที่มีอำนาจได้ ไม่ควรนำการปิดถนนหรือสร้างความวุ่นวายมาใช้แทนกระบวนการทางกฎหมาย

รศ.ดร.ธนพรกล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมว่า การเชิญชวนให้ประชาชนใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญยังสามารถทำได้ แต่หากแกนนำและสมาชิกพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมเดินขบวนด้วย ก็ยิ่งทำให้สถานะของกิจกรรมชัดเจนว่าเป็น “ม็อบสีส้ม”

“การที่คุณเท้งโพสต์ ในทางการเมืองก็ถือว่าชัดเจนดี วันอาทิตย์นี้ก็เป็นม็อบสีส้ม ส่วนสาเหตุไม่ได้มีอะไรมากไปกว่า บอลแพ้ คนไม่แพ้’

รศ.ดร.ธนพรมองว่า เบื้องหลังการเคลื่อนไหวไม่ใช่เพียงการเรียกร้องต่อ กกต. แต่สะท้อนความไม่พอใจหลังพรรคประชาชนพ่ายแพ้ในเกมอำนาจตามระบบ ทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกสมาชิกวุฒิสภา และการแข่งขันทางการเมืองในระดับต่างๆ

แม้พรรคประชาชนจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มาของ สว.หรือกล่าวหาเรื่องการฮั้วได้ แต่ในขณะที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องยอมรับก่อนว่า สส.และ สว.ชุดปัจจุบันเข้าสู่ตำแหน่งตามกติกาที่บังคับใช้อยู่ หากเห็นว่ากติกามีปัญหาก็ควรแก้ไขผ่านระบบ ไม่ใช่พ่ายแพ้ในระบบแล้วหันไปใช้แรงกดดันนอกสภา

“สีส้มแพ้ตามกติกา แต่เมื่อแพ้แล้วกลับใช้วิธีนอกกติกา ทั้งที่เคยวิจารณ์คนอื่นว่าไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย วันนี้จึงเหมือนถ่มน้ำลายใส่มือตัวเองแล้วนำมาทาหน้า”

รศ.ดร.ธนพรเปรียบเทียบสถานการณ์ครั้งนี้กับการแข่งขันฟุตบอล โดยระบุว่า พรรคประชาชนสามารถเคลื่อนไหวและตรวจสอบได้ แต่ต้องระวังไม่ให้การชุมนุมเกินขอบเขตหรือกลายเป็นความวุ่นวาย เพราะปัจจุบันสังคมและกฎหมายเปรียบเสมือนระบบ VAR ที่ตรวจสอบการกระทำย้อนหลังได้

“จะเข้าพรวด จะเสียบแรงก็ทำได้ แต่ต้องระวังว่าทุกวันนี้มี VAR หากทำตัวเป็นฮูลิแกนแล้วโดนใบเหลืองใบแดงขึ้นมา อย่ามาร้องขอนิรโทษกรรมกันใหม่ เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมเดิมไม่ได้ครอบคลุมการกระทำในปี 2569”

รศ.ดร.ธนพรกล่าวอีกว่า พรรคการเมืองที่อ้างว่าเป็น “การเมืองก้าวใหม่” ควรแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานผ่านระบบรัฐสภา การอ้างว่าตนมีเสียงไม่เพียงพอและต้องแพ้ในการลงมติ ไม่ใช่เหตุผลที่จะละทิ้งการเจรจาต่อรอง เพราะการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่มีฝ่ายใดได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น หากพรรคประชาชน

ต้องการแก้ไขที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้ง ก็ควรเปิดการเจรจากับฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่าง พร้อมเสนอสิ่งแลกเปลี่ยนที่แต่ละฝ่ายยอมรับได้ เพราะการประนีประนอมและ “ยื่นหมูยื่นแมว” เป็นกลไกปกติของรัฐสภาทั่วโลก

“ต้องคิดก่อนว่าอีกฝ่ายก็มีตัวตนอยู่ในระบบการเมือง เขาเข้ามาในสภาได้ก็เพราะมีประชาชนเลือก คุณจะปฏิเสธว่าต้องมีเฉพาะสีเดียวกับคุณจึงจะถูกต้องไม่ได้ แล้วคนไทยที่เลือกพรรคอื่นจะให้เขาไปอยู่ต่างประเทศหรืออย่างไร”

รศ.ดร.ธนพรวิจารณ์ว่า หากพรรคประชาชนยืนยันว่าจะต้องได้ทุกอย่างตามความต้องการของตัวเอง และเมื่อไม่ได้ก็ใช้มวลชนกดดัน พฤติกรรมดังกล่าวก็ไม่ต่างจากเด็กที่ลงไปนอนดิ้นกลางห้างเพื่อบังคับให้ผู้ปกครองซื้อของเล่นให้

“กรณีเด็กสีส้มในสภางอแง ไม่ควรตามใจ เพราะหากตามใจก็จะยิ่งไปกันใหญ่ และอาจทำให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาพบ้านป่าเมืองเถื่อน” จี้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเสมอภาค

รศ.ดร.ธนพรย้ำว่า ผู้ชุมนุมวันที่ 13 กันยายนสามารถใช้สิทธิได้ แต่ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกับการชุมนุมของเกษตรกร คนจน หรือกลุ่มการเมืองอื่นๆ

หากพบว่าการชุมนุมมีแนวโน้มเกินขอบเขตหรือฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เลือกปฏิบัติ

“ผู้ชุมนุมก็ใช้สิทธิตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับทุกกลุ่ม แบบนี้จึงเรียกว่าแฟร์เพลย์กันทุกฝ่าย” รศ.ดร.ธนพรกล่าว

รัฐบาลดึง 10 บริษัทยาโลก ลงทุนวิจัยในไทย ประเดิมดีลใหญ่ MSD

12 กันยายน 2569 เวลา 14:20 น.

บริษัทยา

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทผลิตยาและอุตสาหกรรมการแพทย์ชั้นนำระดับโลก โดยเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้ซื้อยา” ไปสู่การเป็น “พันธมิตรด้านการลงทุน” ซึ่งประเทศไทยจะต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบของการลงทุนใหม่ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้เป็นไปตามแนวทางของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยการนำนโยบายต่างตอบแทน หรือ Offset Policy มาใช้เป็นเครื่องมือเจรจากับต่างชาติ เพื่อให้เงินงบประมาณการจัดซื้อของภาครัฐสามารถสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ประเทศ

ยา
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดการเจรจากับบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกจำนวน 10 ราย เพื่อดึงแผนการลงทุนเข้ามาในประเทศ ทั้งในด้านการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การผลิตตัวยาและสารตั้งต้น ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วมพิจารณามาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ

ความร่วมมือกับบริษัท MSD ถือเป็นผลสำเร็จแรก (Quick Win) ของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย โดยการวิจัยยาใหม่เพียง 1 รายการ มีมูลค่าการลงทุนสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีศักยภาพในการสร้างงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ราว 1,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐเข้ามาร่วมมีบทบาทในการวิจัยมากขึ้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยาบำบัดรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ตัวใหม่ ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งจะช่วยยกระดับไทยให้มีบทบาทในกระบวนการวิจัยและการผลิตยาเทคโนโลยีสูงอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวลลิดา ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากประสบความสำเร็จในดีลแรกกับ MSD รัฐบาลเตรียมลงนามความร่วมมือกับบริษัท Sandoz ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทยาระดับโลกในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อดึงการลงทุนและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

“โจทย์หลักของรัฐบาลคือ เมื่อเรามีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ประเทศไทยต้องได้ประโยชน์กลับคืนมาทั้งในด้านการลงทุน งานวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างฐานการผลิต และการจ้างงานทักษะสูง เป้าหมายคือการเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อ-ผู้ขาย ไปสู่การเติบโตร่วมกันในฐานะพันธมิตร โดยมี MSD เป็นจุดเริ่มต้นและจะมีดีลใหม่ตามมาอีก” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลคาดหวังว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างฐานอุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูง ลดการพึ่งพายานำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว และทำให้เม็ดเงินงบประมาณด้านสุขภาพหมุนเวียนกลับมาเป็นงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้ให้แก่คนไทย พร้อมยกระดับประเทศจากฐานบริการสุขภาพไปสู่ฐานการวิจัยและการผลิตทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Hfocus

รัฐบาลโต้เฟกนิวส์! ยืนยัน ‘ศุภจี’ ไม่ได้เซ็นนำเข้าข้าวโพดGMOสหรัฐฯ ย้ำเป็นดีลเอกชน

12 กันยายน 2569 เวลา 14:14 น.

ศุภจี

รัฐบาลแจงข่าวบิดเบือน “ศุภจี” ไม่เคยลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐฯ ย้ำเป็นข้อตกลงระหว่างเอกชน การนำเข้าต้องเป็นไปตามเงื่อนไขรัฐ–คุมผลกระทบเกษตรกรไทย

12 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนามนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าเป็นข้าวโพด GMO จำนวน 1 ล้านตัน จนอาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงและสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน

41567

นางสาวลลิดา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นประเด็นดังกล่าว เป็นความร่วมมือและข้อตกลงระหว่างภาคเอกชนไทยกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ไม่ใช่การลงนามของรัฐบาล รองนายกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานภาครัฐ และในข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้มีการระบุว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะนำเข้าเป็นข้าวโพด GMO ขณะที่การนำเข้าจะต้องดำเนินการตามมาตรการและเงื่อนไขที่หน่วยงานของรัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด

สำหรับเหตุผลที่ภาคเอกชนมีความต้องการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ขณะเดียวกัน ปริมาณการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านลดลงอย่างมากจากมาตรการจัดการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา PM2.5 จึงจำเป็นต้องมีแหล่งวัตถุดิบเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคการผลิต

41661_0

ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัฐเพื่อดูแลเกษตรกรในประเทศ โดยกำหนดสัดส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO หรือข้าวสาลี 1 ส่วน ผู้ประกอบการต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน ส่วนการนำเข้าภายใต้กรอบ WTO กำหนดปริมาณไม่เกิน 1 ล้านตัน และหากนำเข้าเกินกรอบจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงมาก

41662_0

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรไทยและเสถียรภาพราคาผลผลิตในประเทศ การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงต้องอยู่ภายใต้กติกาและเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมมีโครงสร้างราคารับซื้อเพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เหมาะสม ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานทางการก่อนเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้าง” นางสาวลลิดา กล่าว

หมอวรงค์ จี้ถาม สธ. ปล่อย ‘อสพ.’ รักษาคนไข้ เกิดอะไรขึ้น ใครรับผิดชอบ ?

12 กันยายน 2569 เวลา 13:44 น.

วรงค์ เดชกิจวิกรม

วานนี้ 11 กันยายน 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ หมอวรงค์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์คลิปวิดีโอความยาว 1 นาที 29 วินาที ความคืบหน้าของโครงการ อสพ. หรือ อาสาพยาบาล พร้อมข้อความว่า “จะให้อสพรักษาพยาบาลประชาชนจริงหรือ ระทรวงสาธารณสุข กำลังสอบถามความคิดเห็น ที่จะมอบหมายให้อสพ.หรืออาสาพยาบาล ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผ่านลิงค์ https://www.law.go.th/listeningDetail?survey_id=ODE2MERHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=)
ถ้าพูดเป็นภาษาไทยง่ายๆ พวกท่านจะให้คนที่จบปริญญาตรีทุกสาขา ผ่านการอบรม และจะมารักษาพยาบาลผู้ป่วย ภายใต้การควบคุมของแพทย์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ สิ่งที่พวกเราต้องตั้งคำถาม

หมอวรงค์

1.ท่านจะให้คนที่จบปริญญาตรีทุกสาขา และผ่านการอบรม เป็นอสพ. มีขอบเขตการรักษาพยาบาลอะไรบ้าง หัตถการอะไรบ้าง ท่านควรต้องชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจ

2.การให้อสพ. ประกอบวิชาชีพเวชกรรม (รักษาพยาบาล) คำว่าในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การควบคุม จะควบคุมระดับไหน ให้แพทย์ไปเฝ้าดู หรือ แค่ผ่านการอบรมและปล่อยให้ไปรักษาผู้ป่วยได้เลย

3.ถ้าผู้ป่วยเกิดปัญหาขึ้นมา ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ตัวอาสาพยาบาล หรือแพทย์ ซึ่งเป็นผู้ควบคุม

4.ท่านทราบไหมว่า แพทย์ในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต้องเรียนนานถึง 6 ปี และต้องผ่านการเป็นอินเทิร์นอีก 1 ปี ใหม่ๆยังไม่มั่นใจ ในการรักษา และสามารถรักษาโรคพื้นฐานเท่านั้น

5.สิ่งที่ท่านทำในวันนี้ มันย้อนยุคไปเหมือน 40-50 ปีที่แล้ว ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังขาดบุคลากร หรือเป็นช่วงที่ประเทศไทยยังด้อยพัฒนา จึงต้องจับใครก็ได้มาอบรมและไปรักษาประชาชน

6.วันนี้ประเทศไทยไปไกลมาก เป็น world medical hub แล้ว แม้ในพื้นที่ชนบทก็สะดวกในการเข้าถึงการรักษา ถนนสะดวก มีรพสต.ทุกตำบล มีโรงพยาบาลชุมชนทุกอำเภอทั่วประเทศ มีอสม.เป็นล้านคน ทุกหมู่บ้าน มีcare giverเป็นแสนคน แพทย์และพยาบาลก็มากพอ

7.อยากจะบอกรัฐมนตรีว่า ประเทศไทยวันนี้ ไม่ได้ขาดแคลนบุคลากรการแพทย์ ไม่ได้ขาดแคลนอาสาสมัคร แต่ขาดแคลนงบประมาณ และสิ่งที่ขาดแคลนมากสุดคือ ขาดรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาสาธารณสุขของประเทศ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

หลังจากที่โพสต์ของ หมอวรงค์ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“วันทั้งวัน เราเลื่อนหาแต่คลิปคุณหมอวรงค์ ท่านสุดยอดมมากๆ ได้ความรู้แน่นๆ หูตาสว่างมองเห็นความจริงทุกมุมที่ท่านพูด”

“.. ถอยหลังซะงั้น “

“ตรงประเด็นค่ะท่าน ขาดรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเข้าใจด้านสาธารณสุข”

“สรุปตัดปริญาตรีทั่วไปออกรับแต่ผู้ทีใบประกอบวิชสชีพหรือเคยทำงานมาก่อนจบข่าว”

“ไม่ต้องเรียนหมอกันแล้ว”

“ชอบคุณหมอที่ให้ความรู้กับประชาชนคนไทยหูตาสว่างขึ้นเข้าใจง่าย”

“เห็นด้วยกับคุณหมอคะแทนที่จะใช้เงินมาพัฒนาคูแลบุคคลากรทีมีอยู่ ได้มีขวัญและกำลังใจ”

“ตัวแปรสำคัญอยู่ที่บทสรุปของคุณหมอค่ะ ด้วยความเคารพค่ะ”

“เห็นด้วยคะ ควรให้ผู้ที่มีความรู้ในวิชาชีพนี้มานั่งดำรงตำแหน่งนี้ ถึงจะถูก และจะมองเห็นว่าปัญหาอะไรที่จะต้องดูแลและแก้ไขให้ถูกต้อง ไม่ใช่ใครก็ได้มา ควรยึดความถูกต้อง และประชาชนเป็นหลัก

“เลือกหมอวรงค์ พรรคไทยภักดี”

“จะออกเดินขบวนเมื่อไหร่บอก บอกเลยนะคะ”

“คุณหมอพูดถูกไม่ผิดหวังที่เลือกคุณหมอ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

กรมประชาฯเศร้า สูญเสียรองอธิบดี ชัยวัฒน์ บุญชวลิต

12 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

กรมประชาสัมพันธ์สุดอาลัย สูญเสีย “ชัยวัฒน์ บุญชวลิต” รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

กรมประชาสัมพันธ์และหน่วยงานในสังกัดร่วมแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง ต่อการจากไปของ นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งนับเป็นการสูญเสียบุคลากรและผู้บริหารทรงคุณค่าที่ปฏิบัติหน้าที่ในสายงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐมาอย่างยาวนาน

Screenshot 2026-09-12 101101

โดยทางเพจกรมประชาสัมพันธ์ได้โพสต์ข้อความระลึกถึงว่า “ด้วยความรักและระลึกถึงตลอดไป อาลัยยิ่ง ต่อการจากไปของ นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ จาก เพื่อน พี่ น้อง ผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ กรมประชาสัมพันธ์ 11 กันยายน 2569” ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์มีกำหนดจะเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2574

S__83804209

นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต เกิดเมื่อปี 2514 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี การศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) สาขาสังคมศึกษา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (ปี 2534), วิทยาศาสตรบัณฑิต (วท.บ.) สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จากสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี (ปี 2539) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.) สาขาพัฒนาสังคม จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในปี 2543

ตลอดอายุราชการ นายชัยวัฒน์เติบโตในสายงานประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด เคยดำรงตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ กลุ่มแผนงานและวิชาการ ส่วนแผนงานและพัฒนางานประชาสัมพันธ์ พร้อมปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าศูนย์สารสนเทศ สำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 กรมประชาสัมพันธ์ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์เขต 2 กุมบังเชียนดูแลงานประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเททำให้ได้รับการคัดเลือกเป็น ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2564

นอกจากนี้ ยังผ่านการอบรมหลักสูตรนักบริหารระดับสูง : ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และคุณธรรม (นบส.1) รุ่นที่ 97 จากสำนักงาน ก.พ. ในปี 2566 โดยได้ฝากผลงานการศึกษาส่วนบุคคลเรื่อง “แนวทางการพัฒนาระบบสื่อสารประชาสัมพันธ์ชุมชนอัจฉริยะ”

ก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 และปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าวจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยรับผิดชอบภารกิจสำคัญหลายด้าน รวมถึงบทบาทรองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ การจากไปในครั้งนี้จึงนำมาซึ่งความเศร้าโศกและอาลัยแก่ผู้ร่วมงาน ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์เป็นอย่างยิ่ง

ดัน ‘สารทเดือบสิบ‘ วันหยุด 5 จังหวัดใต้ กพต. ลุยแก้ปัญหาชายแดน พัฒนา ‘ตาดีกา‘ – สิทธิที่ดิน

12 กันยายน 2569 เวลา 09:29 น.

สรรเพชญ บุญญามณี

วันนี้ 12 กันยายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โพสต์ภาพพร้อมข้อความเกี่ยวกับหน่วยงาน กพต. แก้ปัญหาชายแดนใต้ ผลักดันวันสารทเดือนสิบเป็นวันหยุดราชการพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “กพต. เดินหน้าแก้ปัญหาชายแดนใต้ ผลักดัน “วันสารทเดือนสิบ” เป็นวันหยุดราชการพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้

วันนี้ (11 กันยายน 2569) ผมได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ครั้งที่ 1/2569 ในฐานะผู้แทนกระทรวงคมนาคม ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธาน กพต. เป็นประธานการประชุม

พร้อมด้วย พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนจากพื้นที่เข้าร่วมประชุม

กพต.

ที่ประชุมได้หารือหลายประเด็นสำคัญซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของพี่น้องประชาชน ทั้งแนวทางพัฒนาและสนับสนุนโรงเรียนตาดีกาให้ดำเนินงานได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ รวมถึงการเร่งเดินสำรวจและรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน แก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินที่ค้างคามายาวนาน เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอย่างมั่นคง

อีกเรื่องสำคัญคือ ที่ประชุม กพต. ได้เห็นชอบข้อเสนอให้ “วันสารทเดือนสิบ” เป็นวันหยุดราชการประจำปีเฉพาะพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
จากนี้ กพต. จะเร่งนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด เพื่อขอความเห็นชอบก่อนดำเนินการประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

ประเพณีสารทเดือนสิบเป็นประเพณีสำคัญที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวใต้มายาวนาน เป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานเดินทางกลับบ้าน เข้าวัดทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ และอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว การกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการเฉพาะพื้นที่ จะช่วยให้ประชาชนสามารถร่วมประเพณีได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา

ขณะเดียวกัน ยังช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม กระตุ้นการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอย และสร้างรายได้ให้ร้านค้า ชุมชน ตลอดจนผู้ประกอบการในพื้นที่

กพต. เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะทุกนโยบายต้องเข้าใจวิถีชีวิต เคารพความหลากหลาย และยึดโยงกับความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ การผลักดันวันสารทเดือนสิบครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันว่ารัฐให้ความสำคัญกับรากเหง้า อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตของคนใต้อย่างเป็นรูปธรรมครับ #สรรเพชญ_บุญญามณี #เคียงข้างทุกช่วงเวลา”

สรรเพชญ บุญญามณี

หลังจากที่โพสต์ของ สรรเพชญ บุญญามณี เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น 

“ตรงวันอาทิตย์ ชดเชยหม้าย”

“ท่านเก่งมากๆ คะ”

สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี
สรรเพชญ บุญญามณี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สรรเพชญ บุญญามณี

‘ยิ่งชีพ’ขู่อีก..แฉแน่ ข้องใจใครปล่อยเอกสาร ‘พยานรหัส16’คดีฮั้วสว. กลับคำให้การ

12 กันยายน 2569 เวลา 09:21 น.

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวในคดีการโกงและทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) หลังพบการปล่อยข่าวและเอกสารราชการชั้น “ลับ” เพื่ออ้างว่าพยานในคดีกลับคำให้การหลังจากสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยน

โดยระบุว่า

” วันนี้เห็นมีการปล่อยข่าวว่า มีพยานในคดีการโกงเลือกส.ว. ไปกลับคำให้การ หลังการเมืองเปลี่ยน พร้อมปล่อยเอกสารในสำนวนของจริงด้วย

เอกสารนี้ผมไม่เคยได้รับมาก่อนและไม่เคยเห็นมาก่อน เท่าที่เห็นคือ คำให้การอันหนักแน่นและสำคัญของพยานปากนี้ครับ

ก่อนหน้านี้มีคนที่มาบอกว่าการที่ผมมีเอกสารสำนวนอยู่ในมือจำนวนหนึ่งนั้น ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ผิด) ก็ขอให้คนเหล่านั้นคิดด้วยว่า

คนที่ปล่อยข่าวนี้พร้อมปล่อยเอกสารราชการตี “ลับ” ออกมา ควรจะถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกัน และชัดเจนว่าคนที่ปล่อยเอกสารนี้ในวันนี้มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้ไม่ส่งฟ้องบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลนี้

ก็คิดดูแล้วกันครับว่า จะเป็นคนแบบไหนที่เอาเอกสารในสำเนามาปล่อยในวันนี้ และเป็นการปล่อยก่อนกกต. จะสั่งด้วยนะครับ

ส่วนเอกสารของจริงในมือผมยังไม่ได้ปล่อยเลยนะครับ ถ้าจะสั่งฟ้องไปเลยก็จะไม่ต้องปล่อย ถ้าไม่สั่งฟ้องถึงจะเอามาให้ดูกัน เมื่อคดีมันถึงที่สุดแล้ว ดูกันแล้วกันนะครับว่า ในเรื่องการปล่อยเอกสารนี้ คนที่ถูกตั้งคำถามควรจะเป็นใคร ใครเคารพกระบวนการสอบสวนหรือไม่เคารพ และพวกที่โวยวายจะตามหาคนปล่อยสัปดาห์ที่แล้วจะไปตามหาคนนี้อีกหรือเปล่า

เอ๊ะ ??!!? หรือรอบนี้ไม่ได้หลุดมาจากไหน แต่คนมีอำนาจดูแลเอกสารเป็นคนสั่งปล่อยเองน่ะแหละ 55555

Screenshot 2026-09-12 090334

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ยังโพสต์ต่ออีก โดยระบุข้อความว่า ” คนที่ปล่อยเอกสารว่า พยานรหัส 16 ขอกลับคำให้การภายหลังเนี่ย ทราบใช่ไหมว่าตอนแรกเค้าให้กันไว้ว่าอะไร ?? แล้วถ้าปล่อยเนื้อหาคำให้การตอนแรกแล้วตอนหลังมากลับ เพราถูกข่มขู่ คิดว่าสังคมจะเชื่อแบบไหน??

เอาเป็นว่าถ้าไม่ฟ้อง คำให้การตอนแรกผมปล่อยแน่ๆ พยานรหัส 16 นะครับ ฝากจำเลขนี้ไว้ก่อนนะครับ “

Screenshot 2026-09-12 090340

‘หมอเอก’ ตั้งคำถาม ‘ดึงสถาบัน-นัดลงถนน’ จังหวะบังเอิญหรือตั้งใจ ?

12 กันยายน 2569 เวลา 09:07 น.

หมอเอก

วันนี้ 12 กันยายน 2569 นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ หรือ หมอเอก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพจากสำนักข่าวแนวหน้า พร้อมข้อความกล่าวถึงเรื่องสถาบันที่จู่ ๆ ก็ถูกหยิบยกพูดถึงในสภา และหลังจากนั้นไม่กี่วันก็จะมีการนัดหมาย ‘ลงถนน’ ด้วยประเด็นเกี่ยวกับ กกต. ด้วยข้อความทั้งหมดว่า “เป็นจังหวะบังเอิญที่ลงตัวเกินไปหรือไม่ ?หลังจากเรื่องสถาบันเงียบหายไปจากการพูดถึงในสภา อยู่ๆ ก็มีการพูดถึงอีกครั้งทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ ในบริบทของการอภิปราย พรบ. งบประมาณที่เกี่ยวกับ กกต. แล้วหลังจากนี้ไม่กี่วันก็จะมีการนัดหมาย ‘ลงถนน’ ด้วยประเด็นเกี่ยวกับ กกต. เป็นความบังเอิญที่ดูคล้ายตั้งใจจะเชื่อมโยงเรื่องราวเพื่อส่งสัญญานเพื่อรวบรวมแนวร่วมเดิมที่ห่างหายกันไปหรือไม่? ผมอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ ซึ่งไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคนที่เตรียมเนื้อเรื่องและพูดเรื่องนี้ขึ้นมา”

หมอเอก

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“หมอโยนี”

“คุณหมอเคยอยู่ในพรรค น่าจะอ่านทะลุกว่าพวกเราแน่ๆ”

“เป็นคำถามที่ผมกำลังจะบอกกับหมอเหมือนกันเลยครับพี่โจ”

“จากที่เคยทำงานมาด้วยกัน หมอน่าจะรู้และเข้าใจ คนพรรคนี้ได้ดีกว่า ..ผมเชื่อหมอ”

“ใช่ว่าหมอจะดีทุกคนไป”

หมอเอก

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก หมอเอก Ekkapob Pianpises