ภูมิใจไทยแจง’แลนด์บริดจ์’ ลั่นหากไม่คุ้มค่า-คนพื้นที่ไม่ต้องการ พร้อมพับแผนทันที

ภูมิใจไทยแจง'แลนด์บริดจ์' ลั่นหากไม่คุ้มค่า-คนพื้นที่ไม่ต้องการ พร้อมพับแผนทันที

ภูมิใจไทยแจง’แลนด์บริดจ์’ ลั่นหากไม่คุ้มค่า-คนพื้นที่ไม่ต้องการ พร้อมพับแผนทันที

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.54 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 พรรคภูมิใจไทย โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย เป็นภาพอินโฟกราฟิก พร้อมระบุข้อความว่า  เคลียร์ชัด! “แลนด์บริดจ์” ฉบับภูมิใจไทย สยบข่าวลือ บิดเบือนความจริง

สยบข่าวลือ: พ.ร.บ. SEC vs แลนด์บริดจ์
* ความเข้าใจผิด:โครงการแลนด์บริดจ์ คือโครงการเดียวกับ พ.ร.บ. SEC
* ความจริง : ร่าง พ.ร.บ. SEC ตกไปตั้งแต่ 2 สมัยที่แล้ว และคณะรัฐมนตรี ไม่ได้พิจารณาต่อ ปัจจุบันไม่มีผลทางกฎหมายและไม่เกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่เป็นโครงการใหม่

สถานะปัจจุบันของโครงการ
 * อยู่ในขั้นตอน **การศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study)** และศึกษาผลดี-ผลเสียอย่างถี่ถ้วน
 * ยังไม่ได้มีการเริ่มก่อสร้างหรือลงทุนจริง

เป้าหมายหากโครงการเกิดขึ้น
 1.  ดันไทยเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค**
 2.  ลดระยะเวลา การขนส่งทางทะเล
 3. เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว
 4. เกิดการจ้างงาน และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

คณะกรรมการศึกษาผลกระทบ (กรอบเวลา 90 วัน)
*สั่งการโดย:นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล นำทีมศึกษาโดย : นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกฯ และ รมว.คลัง)
*เงื่อนไขสำคัญ : หากศึกษาแล้วพบว่า “ไม่คุ้มค่า” หรือ “ประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการ” โครงการจะไม่เกิดขึ้น(ตัดสินใจโดยประชาชนเป็นหลัก)

3 ข้อเท็จจริง สยบข่าวบิดเบือน
 1.  **ไม่มี** การให้สิทธิ์ชาวต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี
 2.  **ไม่มี** การอนุญาตให้ทำกาสิโน หรือธุรกิจที่ขัดต่อกฎหมายโดยเด็ดขาด
 3.  **ไม่ได้** ตั้งงบลงทุน 1 ล้านล้านบาท (มีเพียงงบสำหรับการศึกษาความเป็นไปได้เท่านั้น)

จุดยืนและบทสรุปจากพรรคภูมิใจไทย
* ทำโครงการด้วยเจตนาที่ดี มุ่งพัฒนาพื้นที่ภาคใต้โดยสุจริต
 *  เคารพและรับฟังเสียงของประชาชนภาคใต้และคนไทยทั้งประเทศเป็นสำคัญ
 *  **คำเตือน:** ขอสงวนสิทธิ์ดำเนินคดีทางกฎหมาย กับผู้ที่บิดเบือนข้อมูลหรือใส่ร้ายพรรคด้วยความเท็จจนเกิดความเสียหาย

โสภณ สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา พลิกโฉม ศาลาแก้ว-ลาน ร.7 ตั้งเป้าเป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุง

โสภณ สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา พลิกโฉม ศาลาแก้ว-ลาน ร.7 ตั้งเป้าเป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุง

โสภณ สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา พลิกโฉม ศาลาแก้ว-ลาน ร.7 ตั้งเป้าเป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.55 น.

“ประธานโสภณ” สั่งเอ็กซเรย์รัฐสภา พลิกโฉม “ศาลาแก้ว-ลาน ร.7” ดันแลนด์มาร์คปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุง เชื่อมรถไฟฟ้า-หนุนท่องเที่ยว

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา  พร้อมด้วย ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะทำงาน ลงสำรวจบริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่7) และศาลาแก้ว เพื่อหารือแนวทางปรับปรุงภูมิทัศน์และการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์  นายปรีดา หุตะจูฑะ นายกสมาคมนักผังเมืองไทย และนายพิเชฐ  คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงศาลาแก้วและภูมิทัศน์โดยรอบ  

ประธานรัฐสภา กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการปรับปรุงครั้งนี้ คือการทำให้ศาลาแก้ว สามารถใช้งานได้จริง เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการรักษาความสวยงามตามแนวคิดดั้งเดิมของผู้ออกแบบ ขณะที่พื้นที่โดยรอบจะต้องออกแบบให้กลมกลืนกับอาคารและสถาปัตยกรรมที่มีอยู่เดิม  และรองรับโครงการสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินบริเวณหน้ารัฐสภา

“เราจะต้องใช้พื้นที่รัฐสภาให้เกิดประโยชน์สมกับที่มีการลงทุน เอ็กซเรย์พื้นที่ทำให้ประชาชนเข้าถึง และใช้สอยอย่างคุ้มค่า ผมมีหน้าที่มาแก้ไขให้พื้นที่สมบูรณ์ที่สุด ใช้ประโยชน์ได้ทั้งประชาชน และสมาชิกรัฐสภา ต้องทำให้เป็นปอดของกรุงเทพฯ อีกแห่งหนึ่ง ใช้เป็นสถานที่ในการออกกำลังกาย และส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่สำคัญต้องพิจารณาด้วยว่าจะทำอย่างไรให้รวดเร็ว” นายโสภณ กล่าว 
 

สรรเพชญ ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้

สรรเพชญ ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้

สรรเพชญ ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

“สรรเพชญ” ลุยนราธิวาส ติดตามโครงสร้างพื้นฐาน – เร่งพัฒนาร่องน้ำ หนุนเศรษฐกิจชายแดนใต้ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดตามความคืบหน้าและเร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมสำคัญในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) คณะผู้บริหารจาก จท. และกรมทางหลวง (ทล.) และข้าราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ได้ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมคลองตันหยงมัส ความยาว 260 เมตร ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการกัดเซาะตลิ่ง ลดความเสียหายต่อพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรของประชาชนบริเวณริมคลอง ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานด้วยความเรียบร้อย มีคุณภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการดำเนินงานตามแผนพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส ประจำปีงบประมาณ 2570 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดร่องน้ำโคกเคียน บริเวณบ้านบาเฆ๊ะ ตำบลโคกเคียน ระยะทาง 650 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2570 และโครงการขุดร่องน้ำปากอ่าวนราทัศน์ ตำบลบางนาค ระยะทาง 300 เมตร ความกว้างก้นร่องน้ำ 15 เมตร ลึก 1.5 เมตร ปริมาณงานขุดลอกประมาณ 15,000 ลูกบาศก์เมตร กำหนดดำเนินการช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2570 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยลดความตื้นเขินของร่องน้ำ ทำให้เรือและเรือประมงสามารถสัญจรเข้า – ออกพื้นที่ได้สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งในจังหวัดนราธิวาส

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า จากการติดตามสถานการณ์การเดินทางของประชาชนในพื้นที่พบว่า บริเวณทางหลวงหมายเลข 4056 ช่วง กม.15+600 และ กม.16+911 เป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากและมีความรุนแรงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณทางแยกและวงเวียนที่มีการใช้ความเร็วสูง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย ขณะเดียวกัน บริเวณ กม.12+900 และ กม.15+000 ยังประสบปัญหาน้ำท่วมผิวทางเป็นประจำ เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจากภูเขา จึงได้สั่งการให้ ทล. เร่งผลักดันแนวทางแก้ไข ทั้งการพัฒนาระบบสะพานและอาคารระบายน้ำ ปรับเปลี่ยนท่อลอดเหลี่ยมเป็นโครงสร้างสะพาน รวมถึงขยายสะพานเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับปริมาณน้ำหลาก และยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ ทล. ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4056 สายนราธิวาส – สุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นการขยายทางหลวง 4 ช่องจราจร ระยะทาง 36.275 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงบ้านโคกตา – บ้านกือเม็กกาแม ระหว่าง กม.36+275 – กม.47+775 ระยะทาง 11.5 กิโลเมตร ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567 ระยะที่ 2 ช่วงบ้านบูเก๊ะตาโมง – บ้านโคกตา ระหว่าง กม.19+775 – กม.36+275 ระยะทาง 16.5 กิโลเมตร อยู่ระหว่างเสนอของบประมาณผูกพันปี 2570 – 2573 และระยะที่ 3 ระหว่าง กม.0+000 – กม.19+775 ระยะทาง 19.775 กิโลเมตร เป็นช่วงที่เชื่อมต่อกับโครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก (สะพานมิตรภาพไทย – มาเลเซีย แห่งที่ 2) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมสู่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก รองรับการขยายตัวด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 

สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ทล. มีแผนความต้องการประจำปีงบประมาณ 2571 – 2572 เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงแผ่นดินในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการก่อสร้างพัฒนาทางหลวงแผ่นดิน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการค้าชายแดน บนทางหลวงหมายเลข 4056, 4066, 4057, 4300 และ 4321 โครงการทางเลี่ยงเมืองสุไหงโก-ลก เส้นทางแนวใหม่เบตง – สุคิริน สะพานข้ามแม่น้ำบางนรา และสะพานข้ามทางรถไฟตันหยงมัส รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายทางหลวง หมายเลข 4055, 4155, 4168, 4058 และ 4107 การเพิ่มมาตรฐานทางหลวงในสายรองต่าง ๆ เพื่อยกระดับการเดินทางและขนส่งในพื้นที่ชายแดนใต้ ควบคู่กับการปรับปรุงจุดเสี่ยงและบำรุงรักษาสะพานในความรับผิดชอบของแขวงทางหลวงนราธิวาส และการบำรุงรักษาทางหลวง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในภูมิภาค

นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทาง และสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในระยะยาว

โอกาสนี้ นายสรรเพชญ ได้เข้าร่วมงานเมาลิด ณ สวนสาธารณะพรุจงเปื่อย บ้านยางแดง ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและร่วมสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยมุสลิม โดยงานดังกล่าวเป็นประเพณีสำคัญทางศาสนาอิสลามที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันประสูติของศาสดามุฮัมมัด มีการประกอบศาสนกิจ การอ่านบทสรรเสริญ การบรรยายหลักธรรมทางศาสนา และกิจกรรมสร้างความสามัคคีในชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงวิถีวัฒนธรรมและความหลากหลายทางสังคมในพื้นที่ชายแดนใต้
 

สะพัด! เบนจา อะปัญ หนีคดี 112 ได้สถานะผู้ลี้ภัยแคนาดาแล้ว

สะพัด! เบนจา อะปัญ หนีคดี 112 ได้สถานะผู้ลี้ภัยแคนาดาแล้ว

สะพัด! เบนจา อะปัญ หนีคดี 112 ได้สถานะผู้ลี้ภัยแคนาดาแล้ว

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.13 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569  นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ต้องหา ม.112 ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เมื่อเช้าผมฟังยูทูป จึงทราบว่า คุณเบญจา อะปัน ได้ลี้ภัยทางการแล้ว โดยไปที่แคนาดา  ก็ถอนใจ ด้านหนึ่งก็ดีใจด้วย อีกด้านก็รู้สึกอดเศร้าเสียใจไม่ได้ คนหนุ่มสาวที่สมควรอยู่ช่วยพัฒนาบ้านเมือง ไม่สมควรต้องลี้ภัยเลย เราสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าไปอีกคน

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก  จักรวาลด้อมส้ม โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุถึงเรื่องดังกล่าวว่า #ทุกคนคะ เบนจาหนีไปแคนาดาแล้วค่ะ

ต.ค. 66 โดนคดี ม.112 รอลงอาญา

มี.ค. 68 โดนอีกคดี รอลงอาญา 5 ปี

บอสเอก เคยพยายามประกันตัวเบนจาตอนมีแสงแต่ทำไม่สำเร็จ เลยมาโหนต่อวาดภาพเหมือนที่คล้ายของเมืองนอก ประมูลหาเงินให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน วันนี้เบนจาหนีคดีไปอยู่แคนาดาแล้วค่ะ

ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ว่า  อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ม.112 ‘เบนจา อะปัญ’ เหตุปราศรัย #ม็อบ3กันยา64 ระบุเป็นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาล ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาทกษัตริย์

พนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของ เบนจา อะปัญ ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา112 และข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา #มาตรา116 จากเหตุปราศรัยที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2564 ใน #ม็อบราษฎรไม่ไว้วางใจมึง

สำหรับคำวินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องในข้อหามาตรา 112 ระบุโดยสรุปว่า ‘คำปราศรัยเป็นการแสดงความรู้สึกผิดหวังเกี่ยวกับสถานการณ์ประเทศและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งเป็นการตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นที่ไม่พอใจเกี่ยวกับที่มาและการบริหารประเทศของรัฐบาล ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระมหากษัตริย์’ ส่วนในข้อหามาตรา 116 ระบุว่า เป็นการชุมนุมภายในกรอบความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ แสดงความเห็นและติชมโดยสุจริต ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินหรือทำให้กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

ทั้งนี้ เบนจาถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด 8 คดี กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ เป็นผลให้คดีสิ้นสุดลง และยังเหลืออีก 6 คดี ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ส่วนอีกคดีหนึ่งสิ้นสุดแล้วเนื่องจากไม่มีการอุทธรณ์คดีต่อ

ดร.สุวินัย กะเทาะเปลือกแลนด์บริดจ์ 3 มิติ จะเป็นโครงสร้างอำนาจศก.ไทย หรือแค่หายนะราคาแพง?

ดร.สุวินัย กะเทาะเปลือกแลนด์บริดจ์ 3 มิติ จะเป็นโครงสร้างอำนาจศก.ไทย หรือแค่หายนะราคาแพง?

ดร.สุวินัย กะเทาะเปลือกแลนด์บริดจ์ 3 มิติ จะเป็นโครงสร้างอำนาจศก.ไทย หรือแค่หายนะราคาแพง?

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ความเห็นของผมเรื่องแลนด์บริดจ์

สนามถกเถียงเรื่องแลนด์บริดจ์กำลังปนกัน 3 เรื่อง จนมั่วจริง ๆ คือ

1. แลนด์บริดจ์แบบขนตู้ข้ามทะเล
อันนี้เสี่ยงเจ๊ง เพราะ double handling สูง และแข่งมะละกาโดยตรงยากมาก

2. SEC / ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้
อันนี้เป็นคนละโจทย์ คือพัฒนาอุตสาหกรรม เมือง ท่าเรือ ระบบราง เขตเศรษฐกิจพิเศษ สิทธิประโยชน์นักลงทุน

3. Logistics Hub / Hinterland Connection
อันนี้คือกรอบที่พูดถูกต้องที่สุด: เชื่อมจีนตอนใต้ ลาว ไทย อินโดจีน ออกสองมหาสมุทร ไม่ใช่แข่งมะละกาแบบทื่อ ๆ

ประเด็นที่ผมเห็นด้วยมากที่สุดคือ:

ถ้าแลนด์บริดจ์เป็นแค่ “ทางผ่านตู้สินค้า” มีโอกาสสูงที่จะไม่คุ้ม

แต่ถ้าออกแบบเป็น “SEC + logistics hub + value creation center” ถึงเริ่มมีเหตุผลทางยุทธศาสตร์

สั้นๆ หัวใจของโครงการนี้ควรเป็นว่า

“ไทยไม่ควรสร้างแลนด์บริดจ์เพื่อแย่งเรือจากมะละกาแต่ควรสร้างระบบเชื่อม hinterland ของเอเชียภาคพื้นทวีปออกสู่มหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก”นี่คือกรอบใหม่ที่เหนือกว่าทั้งฝ่ายเชียร์แบบขายฝัน และฝ่ายค้านแบบปฏิเสธทั้งหมด

แต่ยังมี “คำถามตายตัว” ที่ต้องตอบก่อนเดินหน้า:

(1) มีสินค้า O/D จริงจากจีนตอนใต้–ลาว–ไทย–อินโดจีนมากพอไหม?

(2) ระบบรางเชื่อมถึงระนองมี capacity จริงหรือยัง?

(3) ระนองรับเรือใหญ่ได้แค่ไหนโดยไม่ทำลายทะเล?

(4) ใครเป็น off-taker ตัวจริง ไม่ใช่แค่ MOU สวย ๆ?

(5) SEC จะสร้าง value creation จริง หรือกลายเป็นแค่ที่ดินเก็งกำไร?

(6) ไทยจะคุม governance ได้ไหม ไม่ให้เป็นทุจริต + speculation + foreign control?

ข้อสรุปของผม:
● Landbridge เฉย ๆ = เสี่ยงเจ๊ง
● SEC + Logistics Hub + Value Creation + Hinterland Connection = มีอนาคต แต่ต้องพิสูจน์หนักมาก
แต่ถ้าบุ่มบ่ามเดินหน้าทำโดยไม่มีข้อมูลนิเวศ, ฐานสินค้า off-taker และ governance ที่แข็งแกร่ง = มันจะเป็นหายนะราคาแพงระดับล้านล้านบาท ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าไทยควรมีแลนด์บริดจ์หรือไม่ แต่คือไทยกำลังจะสร้าง ‘ทางผ่านของคนอื่น’ หรือสร้าง ‘โครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจของตนเอง’ กันแน่

เสถียรภาพรัฐบาลมั่นคงไร้ปัญหา กรวีร์ ชี้ปล่อยตัว ทักษิณ ไม่สะเทือน การเมืองไทย

เสถียรภาพรัฐบาลมั่นคงไร้ปัญหา กรวีร์ ชี้ปล่อยตัว ทักษิณ ไม่สะเทือน การเมืองไทย

เสถียรภาพรัฐบาลมั่นคงไร้ปัญหา กรวีร์ ชี้ปล่อยตัว ทักษิณ ไม่สะเทือน การเมืองไทย

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

เสถียรภาพรัฐบาลมั่นคงไร้ปัญหา! ‘กรวีร์’ ชี้ปล่อยตัว ’ทักษิณ‘ ไม่สะเทือน ’การเมืองไทย‘ เชื่อเป็นคนมีความรู้ แนะนำฝ่ายการเมืองได้

11 พ.ค.2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงอนาคตการเมืองไทย ภายหลังจากที่นายทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการปล่อยตัวว่า ต้องรอดูท่าทีของนายทักษิณ ตนคิดว่าอดีตนายกฯเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เชื่อว่าจะสามารถทำประโยชน์ หรือให้คำแนะนำต่างๆกับฝ่ายการเมืองได้ คิดว่าไม่น่าจะมีประเด็นอะไร คงต้องติดตามดูท่าทีของนายทักษิณ ว่าจะมีการเข้ามามีส่วนร่วมกับทางพรรคเพื่อไทยอย่างไร

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

เมื่อถามว่าฉากทัศน์การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่ เพราะขณะนี้รัฐบาลค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพมั่นคง กับการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล ที่เป็นไปได้ด้วยดี คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

ปธ.วิปรัฐบาล ยันประชุมสภาฯ 14 พ.ค.นี้ พร้อมเคาะตั้งกมธ.สามัญ 35 คณะ

ปธ.วิปรัฐบาล ยันประชุมสภาฯ 14 พ.ค.นี้ พร้อมเคาะตั้งกมธ.สามัญ 35 คณะ

ปธ.วิปรัฐบาล ยันประชุมสภาฯ 14 พ.ค.นี้ พร้อมเคาะตั้งกมธ.สามัญ 35 คณะ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

ปธ.วิปรัฐบาล ยันประชุมสภาฯ 14 พ.ค.นี้ พร้อมเคาะตั้งกมธ.สามัญ 35 คณะ เชื่อ ฝ่ายค้าน ไม่ยื่นญัตติตั้งกมธ.วิสามัญ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เหตุ ประธานฯ ชะลอบรรจุร่างออกไป หลังชงยื่น ศาลรธน. วินิจฉัย ไร้กังวลรัฐบาลใช้เงินกู้ได้ เพราะประกาศเป็นกม.แล้ว

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการประชุมร่วม4ฝ่าย ประกอบด้วย ครม. ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และวุฒิสภา เพื่อหารือถึงการประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 15 พ.ค.นี้ว่า เป็นการพิจารณากฎหมายที่ทางคณะรัฐมนตรีได้ยืนยันกลับมาที่สภาฯ โดยในที่ประชุมได้มีการพูดคุย ถึงการกำหนดกรอบระยะเวลา และประเด็นเนื้อหาที่จะอภิปรายในเนื้อหาของกฎหมายแต่ละฉบับ

เมื่อถามถึงพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาทที่ฝ่ายค้านได้ยื่นต่อประธานสภาฯ เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่  ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ในเรื่องของการใช้เงินจากพ.ร.ก.นี้ หลังจากที่มีการโปรดเกล้าฯแล้ว รัฐบาลสามารถเดินหน้าได้ แม้ฝ่ายค้านจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม จึงทำให้ประธานสภาฯไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ ร่างพ.ร.ก.กู้เงิน เข้าที่ประชุมสภาฯในวันที่ 14พ.ค. ดังนั้นในวันดังกล่าวจะเป็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามปกติที่มีการตั้งกระทู้ถามสด และกระทู้ถาม ทั่วไป ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาฯ 35 คณะ ถ้ามีการบรรจุระเบียบวาระเราก็พร้อมที่จะตั้งคณะกรรมาธิการสามัญภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นในวันที่ 15พ.ค. ก็จะมีการประชุมนัดแรกของทุกคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อตั้งประธานและตำแหน่งอื่นๆ เพื่อสัปดาห์ถัดไปกรรมาธิการแต่ละคณะจะได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่า ถ้าฝ่ายค้านเสนอญัตติตั้งกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.ก.กู้เงิน จะต้องเตรียมคนเพื่ออภิปรายตอบโต้หรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า เขายื่นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ก็คิดว่าไม่น่าจะยื่นเสนอญัตติดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน คาดว่าศาลจะใช้เวลาพิจารณาภายใน 60 วัน

เมื่อถามว่ากังวลเรื่องความล่าช้าในการประกาศใช้พ.ร.ก. กู้เงินหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ไม่กังวลเพราะตอนนี้พ.ร.ก.ที่คณะรัฐมนตรีเซ็นนั้น มีผลบังคับใช้ประกาศเป็นกฎหมายแล้ว จึงขอยืนยันกับประชาชนให้รับทราบ การที่เสนอ พ.ร.ก.เข้าสภาฯ เป็นเพียงการยืนยัน และทำให้เป็นกฎหมาย แต่เมื่อมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ทางสภาฯเองก็ต้องชะลอการพิจารณาออกไป จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย และตนเชื่อว่าไม่ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร ประธานรัฐสภาจะรีบบรรจุให้เป็นวาระในการพิจารณาต่อไป

จับตา ครม.พรุ่งนี้ หารือวาระเร่งด่วน ดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ตั้งเป้าชมสดฟรี

จับตา ครม.พรุ่งนี้ หารือวาระเร่งด่วน ดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ตั้งเป้าชมสดฟรี

จับตา ครม.พรุ่งนี้ หารือวาระเร่งด่วน ดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ตั้งเป้าชมสดฟรี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

จับตา ครม.พรุ่งนี้ หารือวาระเร่งด่วน ดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ตั้งเป้าให้คนไทยชมสดฟรี

เมื่อวันที่ 11 พ.ค.2569 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พรุ่งนี้ (12 พ.ค.) รัฐบาลจะมีการหารือวาระสำคัญคือเรื่อง การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026)  

โดยการหารือเรื่องนี้ใน ครม.ต้องหารือกันเรื่องการจัดซื้อลิขสิทธิ์จากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เพื่อให้ทันตามกรอบเวลาที่กระชั้นชิด และถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้มีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิ.ย.-19 ก.ค.2569 นี้

โดยการแข่งขันจัดขึ้น ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ทั้งนี้การหารือเรื่องนี้ใน ครม.เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายหลักที่จะส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยสามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการมอบความสุขและกระตุ้นให้เยาวชนเกิดแรงบันดาลใจในการเล่นกีฬา ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาวะทางร่างกายและจิตใจของคนในประเทศ 

โดยก่อนหน้านี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ระบุว่าในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรัฐบาลพยายามจะดำเนินการในเรื่องนี้ให้ดีที่สุด แม้ว่ารัฐบาลจะซื้อลิขสิทธิ์เองโดยตรงไม่ได้ แต่จะประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน  

ทั้งนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แล้ว โดยได้เปิดเผยว่า มีการหารือในเรื่องการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังการประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้  

ประภัตร นำสหกรณ์สุพรรณฯ ร้อง รมว.เกษตรฯ หลังถูกฟ้องยึดทรัพย์ค้ำประกันโครงการปุ๋ยปี 2545

ประภัตร นำสหกรณ์สุพรรณฯ ร้อง รมว.เกษตรฯ หลังถูกฟ้องยึดทรัพย์ค้ำประกันโครงการปุ๋ยปี 2545

ประภัตร นำสหกรณ์สุพรรณฯ ร้อง รมว.เกษตรฯ หลังถูกฟ้องยึดทรัพย์ค้ำประกันโครงการปุ๋ยปี 2545

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

“ประภัตร“นำกลุ่มตัวแทนสหกรณ์จังหวัดสุพรรณบุรี ร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งช่วยเหลือหลังถูกฟ้องยึดทรัพย์จากการค้ำประกันโครงการปุ๋ยเคมีปี 2545 ด้านเลขานุการรัฐมนตรีฯ รับลูกเตรียมสรุปข้อมูลเสนอรัฐบาลหาทางออกด่วน

เมื่อเวลา 13.00 น. นายประภัตร โพธสุธน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะ สส.จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมคณะ  ได้นำตัวแทน 12 กรรมการสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ได้รับผลกระทบในการค้ำประกัน ให้กับเกษตรกรในโครงการปุ๋ยเคมีเพื่อธุรกิจ เมื่อปี พ.ศ.2545 เข้าพบนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาหนี้สินจากการค้ำประกันในโครงการดังกล่าวที่ผู้ค้ำประกันงจะถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาด โดยนายสุริยะได้มอบหมายให้ นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนในการรับฟังปัญหาและรับหนังสือร้องเรียน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ประภัตร โพธสุธน

โดยนายสรวุฒิ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ทางกรรมการสหกรณ์ไปค้ำประกันให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกเพื่อที่จะนำปุ๋ยตามนโยบายรัฐบาลในช่วงที่ปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงและไม่ได้คุณภาพ โดย อ.ต.ก. ได้จัดหาปุ๋ยเพื่อจำหน่ายเป็นเงินเชื่อให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร และจากการรับฟังปัญหาเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2545 ในสมัยที่นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ ดำรวตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกรรมการทั้งหมดเป็นผู้ค้ำประกันให้กับเกษตรกรที่นำปุ๋ยไปใช้ แต่เมื่อเกษตรกรประสบปัญหาภัยธรรมชาติผลผลิตตามที่วางแผนไว้จึงทำให้สมาชิกสหกรณ์ ไม่สามารถชำระเงินได้กรรมการสหกรณ์ จึงต้องรับภาระหนี้ดังกล่าวแทนเนื่องจากเป็นผู้ค้ำประกัน จนจะถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาดเบื้องต้น ได้สั่งการให้ทาง อตก. สรุปข้อมูลปัญหาที่เกิดกับปัญหาที่เกิดและรายงานและรายงานมายังกระทรวงเกษตรเพื่อนำมาสู่การแก้ปัญหาในวันพรุ่งนี้ และจะมีการนำเสนอต่อรัฐบาล ในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับสหกรณ์ต่อไป

“ ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าสงสารกรรมการเป็นเรื่องที่น่าสงสารเพราะเขาไม่ได้ใช้ปุ๋ยแต่ต้องรับภาระหนี้สินแทนเนื่องจากเป็นผู้ค้ำประกันให้กับสมาชิกใช้ปุ๋ยแต่ต้องประสบปัญหาภัยธรรมชาติเรื่องนี้ทรวงเกษตรจะสรุปและเสนอเข้าสู่การแก้ปัญหาต่อรัฐบาลต่อไป” นายสรวุฒิกล่าว

ประภัตร โพธสุธน

ด้านนายประภัตร โพธสุธน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะ สส.จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าว ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสุพรรณบุรีที่เดือดร้อนมานานจะกว่า 20 ปีและไม่มีทางออกส่งผล ให้มีความทุกข์ใจอย่างหนัก บางรายถึงกับตัดสินใจจบชีวิตเนื่องจากมีหนี้สินสะสมที่ไม่ได้ก่อด้วยตนเอง และมองว่าเรื่องดังกล่าวรัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือ ซึ่งข้อเสนอเบื้องต้นได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณา ระงับหรือขยายเวลาการขายทอดตลาดออกไปอย่างน้อยหนึ่งปีเพื่อหาช่องทางในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ประภัตร โพธสุธน
ประภัตร โพธสุธน
ประภัตร โพธสุธน

อภิสิทธิ์ แย้มสเปกชิงผู้ว่าฯ กทม. ประชาธิปัตย์ ผู้ชาย-ดีกรีดี-อายุต่ำกว่า 60 พร้อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้คนกรุง

อภิสิทธิ์ แย้มสเปกชิงผู้ว่าฯ กทม. ประชาธิปัตย์ ผู้ชาย-ดีกรีดี-อายุต่ำกว่า 60 พร้อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้คนกรุง

อภิสิทธิ์ แย้มสเปกชิงผู้ว่าฯ กทม. ประชาธิปัตย์ ผู้ชาย-ดีกรีดี-อายุต่ำกว่า 60 พร้อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดให้คนกรุง

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

“อภิสิทธิ์” มั่นใจประชาธิปัตย์ พร้อมเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้คนกรุง ขยับนำทีมปฐมนิเทศผู้สมัคร สก. ชูความพร้อมทั้งนโยบายและทีมงานเพื่อความอุ่นใจของประชาชน ย้ำเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ 16 พ.ค.นี้ 

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมการปฐมนิเทศผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการซักซ้อมความเข้าใจในการทำงานภายใต้กรอบของพรรคและข้อกฎหมายเลือกตั้ง หลังจากที่พรรคได้อนุมัติผู้สมัครครบทุกเขตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างความเป็นเอกภาพเพื่อรับใช้ประชาชน

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าจะมีการเปิดผู้สมัครผู้ว่า กทม. ในนามพรรค อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ พร้อมกับแย้มว่าผู้สมัครเป็นผู้ชาย มีคุณสมบัติโดดเด่น อายุยังไม่ถึง 60 ปี มีบุคลิกดี และมีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ และยังย้ำอีกว่าพรรคไม่มีความกังวลเรื่องการแข่งขัน แต่โฟกัสที่การทำหน้าที่ในการเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับคนกรุงเทพฯ ผ่านทีมงาน สก. และนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่

“เราถือว่าเรามีหน้าที่ในการเสนอทางเลือกให้กับคนกรุงเทพฯ ทุกคน พรรคได้เตรียมความพร้อมทั้งตัวผู้สมัคร นโยบาย และทีมงาน เพื่อเข้าไปเติมเต็มในส่วนที่ยังขาดหาย และทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจยิ่งขึ้น” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

สำหรับการปฐมนิเทศผู้สมัคร สก. ที่พรรคฯ จัดขึ้นในวันนี้ นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงความเป็นประชาธิปัตย์กับแนวทางการทำงานท้องถิ่นนั้นมีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญและเรียบง่าย โดยระบุว่า เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจที่ผู้ก่อตั้งพรรคเมื่อ 80 ปีที่แล้ว ได้เขียนอุดมการณ์พรรคไว้ 10 ข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเน้นย้ำว่า “รัฐควรจะกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นให้มากที่สุด” “ลองนึกภาพ 80 ปีที่แล้วไม่มี อบจ. ไม่มี อบต. ไม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ อะไรเลย แต่นั่นคืออุดมการณ์ของพรรคตั้งแต่วันก่อตั้ง เราจึงเป็นพรรคที่สนับสนุนและผลักดันกฎหมายว่าด้วยการบริหาร กทม. ที่เราใช้อยู่ปัจจุบัน คือระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528