สีหศักดิ์​ ย้ำ เจรจาภายใต้​ UNCLOS​ หลังเขมร แอบขึ้นทะเบียน MOU44​ ลั่น ลากเส้นอย่างไรเกาะกูดก็ของไทย

สีหศักดิ์​ ย้ำ เจรจาภายใต้​ UNCLOS​ หลังเขมร แอบขึ้นทะเบียน MOU44​ ลั่น ลากเส้นอย่างไรเกาะกูดก็ของไทย

สีหศักดิ์​ ย้ำ เจรจาภายใต้​ UNCLOS​ หลังเขมร แอบขึ้นทะเบียน MOU44​ ลั่น ลากเส้นอย่างไรเกาะกูดก็ของไทย

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

สีหศักดิ์ ไม่รับรู้​ กัมพูชาแอบขึ้นทะเบียน MOU 2544​ ลั่น ลากเส้นมาอย่างไรก็ดินแดนไทย​ ย้ำ เจรจาภายใต้​ UNCLOS​ เผย ส่งทนายช่วยคนไทยถูกจับหาของป่าแล้ว

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายสีหศักดิ์​ พวงเกตุแก้ว​ รองนายกรัฐมนตรี และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การต่างประเทศ​ กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชาจับตัวคนไทยหาของป่าในข้อหาลักลอบข้ามแดนว่า​ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการ เรื่องการให้ความช่วยเหลือในเรื่องของทนายความ ขณะนี้มีการประสานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมติดตามอย่างใกล้ชิด

เมื่อถามถึงกรณีทางการกัมพูชาขึ้นทะเบียนบันทึกความเข้าใจ ระหว่างไทยและกัมพูชาปี 2001 หรือที่ฝ่ายไทยเรียกว่า MOU 2544​ เพื่อเป็นหลักฐานเรื่องเส้นเขตแดน​ ก่อนที่รัฐบาลไทยจะประกาศยกเลิก​ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า​ ปัจจุบันกัมพูชาเป็นรัฐภาคีของกฎหมาย อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982​  หรือ UNCLOS​  ซึ่งเป็นกรอบเดียวกันกับที่เราจะพูดคุย ในขณะที่ MOU 2544 เรายกเลิกไปแล้ว ได้เห็นว่าการเจรจาภายใต้​ UNCLOS เป็นเรื่องที่ดี ไม่ต้องเสียเวลา แต่ยังไม่ควรที่จะสรุปว่าจะใช้กลไกใด

เมื่อถามถึงการที่กัมพูชาไปขึ้นทะเบียน MOU 2544​ เพื่อบันทึกเป็นหลักฐานถึงเส้นขีดแดนที่กัมพูชา​อ้างลากผ่านเกาะกูด​ จ.ตราด​ ของไทย​ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า อันนั้นไม่ได้ เพราะภายใต้กฎหมาย​ UNCLOS ต้องไปดูเรื่องเขตแดน​ ซึ่งเป็นกติกากฎหมายระหว่างประเทศ ที่สากลยอมรับ​ ตนไม่ทราบว่าเขาไปแอบขึ้นทะเบียนอะไรอย่างไร รู้เพียงอย่างเดียวว่าจะคุยกันภายใต้กฎหมาย​ UNCLOS

เมื่อถามว่า จะไม่มีผลต่อเกาะกูดของไทยใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์​ กล่าวว่า หากมีการลากเส้น​จะรู้เลยว่าเกาะกูดเป็นของไทยอยู่แล้ว

สีหศักดิ์ ชี้ ดับไฟใต้ต้องบูรณาการทำงาานร่วมกัน ชี้พูดคุยสันติสุขเป็นแค่ส่วนหนึ่ง

สีหศักดิ์ ชี้ ดับไฟใต้ต้องบูรณาการทำงาานร่วมกัน ชี้พูดคุยสันติสุขเป็นแค่ส่วนหนึ่ง

สีหศักดิ์ ชี้ ดับไฟใต้ต้องบูรณาการทำงาานร่วมกัน ชี้พูดคุยสันติสุขเป็นแค่ส่วนหนึ่ง

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

สีหศักดิ์ ชี้ ดับไฟใต้เกี่ยวข้องหลายมิติ ต้องบูรณาการไปทิศทางเดียวกัน ระบุ พูดคุยสันติสุขเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาทั้งหมด

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน การเจรจาสันติสุขถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง และการแก้ไขปัญหาพื้นที่ การแก้ไขปัญหาอัตลักษณ์ การพัฒนาพื้นที่อื่นๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาความยุติธรรม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงเวลาที่การดำเนินการต่างๆ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการพูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบ และการแก้ไขปัญหาทางการเมืองก็ต้องพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ ตนมองว่าเป็นสิ่งดี สิ่งเหล่านี้ฝ่ายกระทรวงกลาโหมเป็นผู้เสนอ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการแนวทางนี้ถือเป็นการใช้การเมืองนำการทหารใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า บางส่วนก็คือเรื่องการเมือง บางส่วนก็คือเรื่องการทหาร รวมถึงมิติการต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะมีประเทศมาเลเซียเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด 

เมื่อถามว่า การพูดคุยสันติสุขมีมาในทุกรัฐบาล แต่รัฐบาลชุดนี้จะพลัสอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หากมีการประสานการพูดคุย โดยตระหนักว่าการพูดคุยกับกลุ่มดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นหนทางการแก้แก้ไขปัญหาทั้งหมด เพราะการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องเน้นที่ประชาชนเป็นที่ตั้ง

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.29 น.

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์สามสี” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ส้มแตกกลางบ้าน!เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม “ความก้าวหน้า”

ดราม่า THACCA กับกรณี สส.ไอซ์ รักชนก ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเรื่องละครย้อนยุค หรือการถกเถียงว่าใครควรได้รับทุนสนับสนุนสื่อจากรัฐเท่านั้น แต่กำลังลุกลามกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อวิธีคิดของฝ่ายที่อ้างตนว่า “ก้าวหน้า” ว่าแท้จริงแล้วก้าวหน้าเพราะเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลาย หรือก้าวหน้าเฉพาะเมื่อประวัติศาสตร์ถูกเล่าในแบบที่ตนเองพอใจเท่านั้น

ประเด็นนี้ร้อนแรงขึ้น เมื่อเพจ Drama-Addict หรือ “จ่าพิชิต” ซึ่งเจ้าตัวระบุชัดว่าตนเองเป็น voter พรรคส้ม ยังออกมาตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิดของ สส.ไอซ์ ว่าเป็นเรื่องที่ “รับไม่ได้” โดยสรุปใจความสำคัญว่า นี่ไม่ใช่การก้าวหน้า แต่เป็นการถอยหลังลงคลอง เพราะแนวคิดที่ต้องการคุมสื่อทั้งหมดผ่านอำนาจรัฐหรืออำนาจงบประมาณนั้น น่ากังวลอย่างยิ่ง

จุดสำคัญคือ จ่าพิชิตไม่ได้ออกมาจากฐานะ “ฝ่ายตรงข้าม” ของพรรคส้ม แต่พูดในฐานะคนที่ยังเป็น voter ฝั่งเดียวกัน นี่จึงทำให้ดราม่าครั้งนี้กลายเป็นภาพของ “ส้มแตก” อย่างชัดเจน เพราะไม่ใช่แค่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมออกมาวิจารณ์ แต่คนในฐานสนับสนุนของพรรคเองก็เริ่มไม่โอเคกับแนวคิดที่ดูเหมือนจะเอาอำนาจรัฐไปกำหนดว่า สื่อแบบไหนควรได้รับการสนับสนุน และสื่อแบบไหนควรถูกกันออกไป

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือบรรยากาศการโจมตีผู้สร้างสรรค์ผลงานหรือผู้เห็นต่าง ด้วยการติดป้ายว่าเป็น “สลิ่ม” เป็น “อนุรักษ์นิยม” หรือเป็นฝ่ายถอยหลัง ทั้งที่ในโลกของศิลปะ ประวัติศาสตร์ และสื่อสร้างสรรค์ ไม่มีใครควรถูกตัดสินเพียงเพราะเล่าเรื่องในมุมที่ไม่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

การเล่าประวัติศาสตร์ไม่ควรถูกผูกขาดโดยกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายเสรีนิยม หรือฝ่ายก้าวหน้า เพราะประวัติศาสตร์มีหลายมิติ มีทั้งด้านสว่าง ด้านมืด ความขัดแย้ง ความผิดพลาด และความทรงจำที่หลากหลาย การที่ใครคนหนึ่งทำละคร หนัง หรือสื่อที่เล่าเหตุการณ์ในอดีตต่างจากมุมมองของพรรคการเมืองบางพรรค จึงไม่ควรถูกลากไปแขวนว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามทันที

ถ้าวันนี้ใครสร้างหนังวิจารณ์เจ้า วิจารณ์ทหาร วิจารณ์อำนาจเก่า แล้วได้รับทุน หลายคนอาจเรียกว่านั่นคือเสรีภาพทางศิลปะ แต่พอมีงานที่เล่าคณะราษฎรในมุมลบ หรือเล่าประวัติศาสตร์ในแบบที่ไม่ตรงกับรสนิยมของฝ่ายส้ม กลับถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐจึงสนับสนุน แบบนี้มันคือเสรีภาพจริง หรือเป็นเพียงเสรีภาพแบบเลือกข้าง

นี่คือสิ่งที่ทำให้คำพูดของจ่าพิชิตมีน้ำหนัก เพราะเขาชี้ให้เห็นว่า THACCA หรือโครงการสนับสนุนสื่อ ควรทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้ทุนแก่ผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ ไม่ใช่ผู้กำกับเนื้อหาทางอุดมการณ์ ผู้กำกับจะคิดแบบไหน อยู่ฝั่งไหน เล่าเรื่องเอียงไปทางใด ก็เป็นสิทธิของผู้สร้าง ส่วนประชาชนมีหน้าที่รับชม ตั้งคำถาม วิจารณ์ และตัดสินด้วยวิจารณญาณของตนเอง

แต่ถ้าพรรคการเมืองหรือ สส.เริ่มคิดว่า ต้องเข้าไปมีอำนาจเหนือระบบงบประมาณ เพื่อเลือกสนับสนุนเฉพาะสิ่งที่ตนเองเห็นว่า “ควรเล่า” หรือ “พาสังคมไปข้างหน้า” คำถามก็คือ ใครเป็นคนกำหนดว่าอะไรคือข้างหน้า และอะไรคือถอยหลัง

เพราะในหลายครั้ง คำว่า “ก้าวหน้า” ถูกใช้เป็นใบอนุญาตในการดูถูกความทรงจำของคนอื่น เหยียดประวัติศาสตร์แบบอื่น และดิสเครดิตคนเห็นต่างว่าเป็นพวกสลิ่ม อนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายมืด ทั้งที่สังคมประชาธิปไตยไม่ควรทำงานแบบนั้น

การวิจารณ์งบประมาณรัฐทำได้ การตรวจสอบ THACCA ทำได้ การตั้งคำถามว่างบสนับสนุนสื่อโปร่งใสหรือไม่ก็ทำได้ทั้งหมด แต่การขยับจากการตรวจสอบงบประมาณ ไปสู่การตั้งท่ารังเกียจงานสร้างสรรค์เพราะมันเล่าประวัติศาสตร์ไม่ถูกใจฝ่ายตนเอง นั่นคือคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ยิ่งเมื่อมีผู้สนับสนุนพรรคส้มเองออกมาส่งเสียงว่า “แบบนี้ไม่โอเค” พรรคก็ควรฟัง ไม่ใช่ปล่อยให้บรรยากาศการเมืองกลายเป็นการไล่ป้ายสีคนเห็นต่างไปเรื่อย ๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว พรรคที่อ้างว่าต่อสู้กับการผูกขาดทางความคิด อาจกำลังถูกตั้งคำถามเสียเองว่า กำลังสร้างการผูกขาดแบบใหม่ในนามความก้าวหน้าหรือไม่

กรณีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง สส.ไอซ์ ไม่ใช่แค่เรื่องละคร และไม่ใช่แค่เรื่อง THACCA แต่เป็นบททดสอบสำคัญของพรรคส้มว่า จะยอมรับความหลากหลายทางความคิดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะความคิดที่ไม่ถูกใจตนเอง

เพราะถ้าเสรีภาพมีไว้เฉพาะให้คนฝ่ายเดียวกันใช้ ถ้าประวัติศาสตร์เล่าได้เฉพาะเวอร์ชันที่พรรคพอใจ และถ้าใครเล่าต่างออกไปต้องถูกประณามว่าเป็นสลิ่มหรืออนุรักษ์นิยม แบบนั้นคงไม่ใช่ความก้าวหน้า

มันคือการถอยหลังลงคลอง เพียงแต่เปลี่ยนคนถือไม้พายเท่านั้นเอง

ป.สามสี”

‘ทักษิณ’ใส่กำไลEMกลับบ้าน ลั่นจำศีลมา8เดือน บอกสื่อเป็น‘อัลไซเมอร์’

‘ทักษิณ’ใส่กำไลEMกลับบ้าน ลั่นจำศีลมา8เดือน บอกสื่อเป็น‘อัลไซเมอร์’

‘ทักษิณ’ใส่กำไลEMกลับบ้าน ลั่นจำศีลมา8เดือน บอกสื่อเป็น‘อัลไซเมอร์’

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ทักษิณ’ใส่กำไลEMกลับบ้าน ลั่นจำศีลมา8เดือน บอกสื่อเป็น‘อัลไซเมอร์’ กรมประพฤติฯคุม11ข้อ อนุทินมีโอกาสจะไปหา สื่อนอกชี้หมดยุคชินวัตร

สื่อนอกวิเคราะห์หมดยุคเฟื่องฟูของ “เทวดาแม้ว” แล้ว หลังออกจากคุกแล้วติดกำไล EM กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า ครอบครัวเหล่าสาวก “เพื่อไทย-เสื้อแดง” ต้อนรับอบอุ่น เจ้าตัวบอกสื่อจำศีล 8 เดือนเป็น “อัลไซเมอร์” จำอะไรไม่ได้ ขณะที่กรมประพฤติวางกฎ 11 ข้อ ให้ประกอบอาชีพสุจริต ห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติด ทำตัวเสื่อมเสีย เลิกคบกับพวกที่อาจไปสู่การกระทำผิดอีก ทั้งต้องรายงานตัวทุกเดือน “อนุทิน” แนะควรปล่อยให้มีเวลาเป็นส่วนตัว

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศกลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางมาให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทยอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีกำหนดพักโทษและจะได้รับการปล่อยตัวในเดียวกัน ว่า บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาปักหลักอยู่บริเวณทางเท้าตลอดแนวรั้วหน้าเรือนจำเพื่อให้กำลังใจนายทักษิณตั้งแต่เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา รวมทั้งแกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคน

จากนั้น เวลา 07.30 น. ครอบครัวชินวัตร ประกอบด้วยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ นายปิฎก สุขสวัสดิ์ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ นางเยาวเรศ ชินวัตร นายพายัพ ชินวัตร น้องชายนายทักษิณ นายศุภเสกข์ อมรฉัตร น้องไปป์ บุตรชายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯเดินทางมาถึง

เทวดาแม้ว’พ้นคุก04.40น.

ต่อมาเวลา 07.40 น.นายทักษิณได้เดินก้าวเท้าออกประตูเหล็กของเรือนจำกลางคลองเปรมโดยสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวและได้มาโผสวมกอดลูกสาว หลานและน้องสาวที่มารอต้อนรับ โดยได้สวมกอด น.สแพทองธาร เป็นคนแรก

จากนั้น นายทักษิณได้เดินทักทายบรรดาแกนนำและสส. พรรคเพื่อไทย รวมถึงมวลชนคนเสื้อแดงที่มารอต้อนรับพร้อมมอบดอกกุหลาบสีแดงให้กำลังใจเป็นไปอย่างคึกคัก พร้อมมีเสียงตะโกน“เรารักทักษิณ”ก่อนที่นายทักษิณจะเดินไปเคารพธงชาติที่เสาธงบริเวณสนามหญ้าหน้าเรือนจำและทักทายมวลชนคนเสื้อแดง ก่อนจะเดินไปขึ้นรถยนต์ส่วนตัวที่จอดรอรับอยู่ด้านหน้าเดินทางออกจากเรือนจำโดยยังไม่มีการให้สัมภาษณ์ใดๆอย่างเป็นทางการแต่ส่งยิ้มและโบกมือให้กับช่างภาพสื่อมวลชนที่ระดมกดชัตเตอร์กันอย่างคึกคัก

รายงานตัวกรมประพฤติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังออกจากเรือนจำ นายทักษิณได้ขึ้นรถยนต์ส่วนบุคคลยี่ห้อ Mercedes-Maybach S 580 eทูโทน ทะเบียน พท 4444 กรุงเทพมหานคร ตรงไปยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เพื่อรับทราบเงื่อนไขการพักโทษคุมประพฤติระยะเวลา 4 เดือน นับจากวันที่ 11 พ.ค. 69-9 ก.ย. 69

นายเผด็จ หริ่งรอด ผบ.เรือนจำกลางคลองเปรม ยืนยันว่าได้ติดกำไล EM ที่ข้อเท้าข้างซ้ายให้แก่นายทักษิณ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เผยว่านายทักษิณ มีโปรแกรมไปรายงานตัวคุมประพฤติครั้งแรกในวันที่ 25 พ.ค. 69

ทักษิณ’ยิ้มร่าโบกมือให้สื่อ

โดยทันทีที่นายทักษิณ เดินทางมาถึง น.ส.แพทองธาร บุตรสาว ได้ประคองนายทักษิณขึ้นไปบนสำนักงานฯ ชั้น 2 โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที ในการดำเนินการเรื่องเอกสาร ทั้งนี้ ภายหลังจากดำเนินเรื่องเอกสารเสร็จสิ้นแล้ว นายทักษิณได้เดินลงมาจากอาคาร ก่อนยิ้มและโบกมือทักทายผู้สื่อข่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามว่า จำกันได้หรือไม่ เพราะตอนที่นายทักษิณเข้าเรือนจำครั้งแรก ผู้สื่อข่าวได้วิ่งตามรถเพื่อเข้าส่งถึงหน้าประตูเรือนจำกลางคลองเปรม ปรากฏว่า นายทักษิณได้ตอบกลับว่า “จำอะไรไม่ได้แล้วเนี่ย เป็นอัลไซเมอร์แล้ว” หลังจากนั้นนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร จึงได้ขึ้นรถก่อนเดินทางไปบ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งเป็นสถานที่ใช้สำหรับพักโทษคุมประพฤติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. นายทักษิณ เดินทางมาถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า โดยมีมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมารอรับที่หน้าบ้าน โดยทันทีที่รถนายทักษิณ มาถึงได้หยุดรถ และลดกระจกลง โดยนายทักษิณได้ยื่นตัวออกมาจากรถ พร้อมยกมือไหว้มวลชนคนเสื้อแดงที่มารอให้กำลังใจ และโบกมือทักทายมวลชน

ทั้งนี้นายทักษิณได้เปลี่ยนเสื้อตัวใหม่เป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นลายทางสีขาว-น้ำเงิน โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวนั่งด้านข้าง

จำศีล8เดือนจำอะไรไม่ได้

ผู้สื่อข่าวตะโกนถามว่า ดีใจหรือไม่ที่ได้กลับบ้าน นายทักษิณ กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า ไปจำศีลมา 8 เดือน ขณะที่สื่อต่างชาติถามว่า รู้สึกอย่างไรบ้างมหลังจากที่ได้รับการปล่อยตัว นายทักษิณ ได้ยกมือสองข้างขึ้นเหนือศรีษะพร้อมกล่าวว่า Relief (โล่งใจ ผ่อนคลาย)

เมื่อถามว่า 8 เดือน ได้เรียนรู้อะไรจากข้างในบ้าง นายทักษิณ กล่าวว่า ไปจำศีลมา ตอนนี้จำอะไรไม่ได้แล้ว เมื่อถามย้ำว่า ตอนนี้สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง แข็งแรงดีไหม นายทักษิณ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว เพียงแต่ยิ้มและยกมือไหว้ ก่อนรถจะเคลื่อนตัวเข้าไปในบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาคนในครอบครัวชินวัตร อาทิ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ นายพานทองแท้ ชินวัตร รวมถึงบรรดาหลานๆ ญาติพี่น้อง ได้มารอต้อนรับนายทักษิณ ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า พร้อมกันนี้ยังมีบรรดาน้องๆ ของนายทักษิณ เข้ามารวมตัวกันในวันนี้ด้วย

มีรายงานว่า ในวันที่ 12 พ.ค. ครอบครัวจะพานายทักษิณ เดินทางไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อเป็นการเช็คอัพร่างกายทั้งหมด หลังจากถูกควบคุมตัวนาน 8 เดือน

แพทองธาร’โพสต์ภาพหมู่

เวลา 10:10 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพบนแอพลิเคชั่นอินสตาแกรม ร่วมกับนายทักษิณ และนายพานทองแท้ , นางสาวพินทองทา , นายปิฎก สุขสวัสดิ์, น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ, นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ พร้อมข้อความระบุว่า

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วันนี้ คือ เรามีกันและกัน ขอบคุณพ่อที่ไม่เคยทำให้พวกเราลำบากใจเลย แม้ตัวเองจะอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากที่สุด พ่อบอกว่า ถ้าพ่อ แย่ ลูกๆ ยิ่งแย่กันไปใหญ่ ขอบคุณพี่ๆ เขยสะใภ้ ที่ยืนเคียงข้างกันอย่างหนักแน่น แม้ในรูปนี้ ไม่มีคุณแม่ แต่ลูกขอกราบขอบพระคุณแม่ ที่วันนี้ อายุ 70กว่าแล้ว ก็ยังยืนเป็นเสาหลักให้ได้พิง เป็นอ้อมกอดอุ่น ๆ ให้ลูก ๆ ได้อยู่รอดอย่างอุ่นใจ

สุดท้ายนี้ ขอบคุณเพื่อน ๆ และ พี่น้อง พรรคเพื่อไทย พี่น้องประชาชนที่อยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากที่สุดมาเสมอ มันมีความหมายกับพวกเรามากจริง ๆ ค่ะ รักจากใจค่ะ #daddyshome”

ทั้งนี้ ภาพดังกล่าว เป็นภาพที่ถ่ายหมู่ร่วมกันที่บ้านจันทร์ส่องหล้า หลังจากที่นายทักษิณได้รับการพักโทษ และเดินทางกลับมาถึงบ้านพัก

หนูแนะอย่ารบกวนแม้ว

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษ จะส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไร ว่า ตนเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ขอยินดีกับนายทักษิณ และครอบครัวด้วย วันนี้เราได้เห็นภาพนายทักษิณเดินทางกลับบ้าน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เราต้องปล่อยให้นายทักษิณ ได้มีความเป็นส่วนตัว หลังจากนี้ยังมีเรื่องทางกระบวนการกฎหมายที่นายทักษิณยังต้องไปดําเนินการ ท่านต้องมีการปรับตัว และใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของท่าน ให้ท่านมีช่องว่างความเป็นส่วนตัว ตนดีใจที่ท่านได้ออกมา และบรรยากาศการเมืองหลังจากนี้ ก็มองทุกอย่างเป็นบวก ถ้าเราตั้งใจทํางานด้วยความสุจริตใจว่าสิ่งที่ทําทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ไม่มีอะไรต้องกังวล ถ้าทําคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชน ต่อให้ผิดก็ยอมรับผิด เพราะอย่างไรก็ถือเป็นความภาคภูมิใจ ถ้าคนหลายสิบล้านได้ประโยชน์แล้วเรามีความผิดก็ยอม

เมื่อถามว่าในฐานะที่นายทักษิณเป็นผู้บังคับบัญชาเก่า หลังจากนี้จะมีโอกาสไปพบเป็นการส่วนตัวหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ มีอยู่แล้ว พอทุกอย่างผ่านไป กรุงเทพฯ มีอยู่แค่นี้ การพบปะใคร โดยเฉพาะคนที่รู้จักกันมา เคารพนับถือกันมา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

กรมประพฤติวางกฎ11ข้อ

ขณะที่กรมคุมประพฤติดำเนินการ กรณีกรมราชทัณฑ์แจ้งมติคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณา วินิจจัยการพักการลงโทษ ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ให้ปลอยตัวพักการลงโทษนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร นับตั้งแต่ วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจะพ้นโทษและพ้นจากการพักการลงโทษในวันที่ 9 กันยายน 2569 โดยพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกันกับเรือนจำที่ปล่อยพักการลงโทษดำเนินการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ในทันทันที หลังจากนั้นให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ สำนักงานคุนคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ซึ่งอยู่ในพื้นที่นที่ที่ผู้อุปการะพักอาศัย ภายในระยะเวลา 3 วัน

ในระหว่างการพักการลงโทษมีเงื่อนไขที่กำหนด ในหนังสือสำคัญพักการลงโทษ จนกว่าจะพ้นการพักการลงโทษ ดังนี้ 1. พักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามที่อยู่ที่กำหนด หากจะย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนแปลงผู้อุปการะต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับอนุมัติก่อน 2. ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับนั้น ไม่ว่าโทษสถานใด ให้ผู้ได้รับการพักการลงโทษหรือผู้อุปการะแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง

3. ให้ประกอบอาชีพที่สุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ ต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบภายในกำหนดระยะเวลาการรายงานตัวครั้งต่อไป4. ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ และตักเตือนของพนักงางานคุมประพฤติ และเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมคุมประพฤติกำหนด ซึ่งจะต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ เดือนละ1ครั้ง 5. ห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่จะมีกิจธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ให้ขออนุญาตพนักงานคุมประพฤติ

ห้ามยุ่งเกี่ยวยาเสพติด

6. ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย 7. ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด

8. ห้ามเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง หรือผู้ต้องกักกันอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ/ทัณฑสถาน สถานกักขัง สถานกักกัน หรือสถานคุมขังอื่นใด 9. ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดอีก 10. เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี)- ไม่มี 11. ผู้ได้รับการพักการลงโทษ จะต้องแสดงหนังสือสำคัญพักการลงโทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจำ เมื่อมีการเรียกให้แสดง หากหนังสือสำคัญพักการลงโทษสูญหาย ให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติและขอรับฉบับแทน ถ้าไม่แสดงหนังสือสำคัญดังกล่าว พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับส่งเรือนจำก็ได้

อนึ่ง หากผู้ได้รับการพักการลงโทษฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว พนักงานคุมประพฤติต้องรายงานผลการคุมความประพฤติต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษพิจารณาเพิกถอนการพักการลงโทษต่อไป

ผู้ได้รับการพักการลงโทษ ได้เข้ารายงานตัว และรับทราบเงื่อนไขที่กำหนดข้างต้นเรียบร้อยแล้วกรณีเป็นที่สนใจของประชา ชน เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง กรมคุมประพฤติ จึงขออนุญาตนำเรียนผ่านสื่อมวลชนเพื่อโปรดทราบ

สำนักข่าวบีบีซี นิวส์รายงานว่ายุคของนายทักษิณ ใกล้อวสานแล้ว หลังมีบารมียาวนานร่วม25ปี

มท.1ลั่นไร้กำนัน-ผญบ.รบ.เป็นง่อย

เวลา 11.00น.วันดียวกัน ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในการมอบนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยนายกฯ กล่าวว่า เป็นเกียรติมากที่ได้มีโอกาสเรียนเชิญท่านทั้งหลายได้มาร่วมพบปะกันในวันนี้เท่าที่ทราบมาน่าจะเป็นครั้งแรก ตนจึงหารือกับทีมงานในกระทรวงมหาดไทยแล้วเห็นว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คือปราการด่านแรก เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่เวลาประชาชนประสบความทุกข์ หรือต้องการที่พึ่งพิง ท่านคือคนที่พี่น้องประชาชนจะนึกถึงและไปหา ฉะนั้น ตนมีหน้าที่ที่จะทำให้ท่านได้สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขาได้ ท่านจะต้องทำตัวเป็นคนกลางระหว่างภาครัฐกับประชาชน และช่วยเหลือนายอำเภอ และรับผิดชอบการบริหารงานระดับท้องที่สนับสนุนการปฏิบัติงานและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย ด้วยภารกิจเช่นนี้ ขอให้ทุกท่านเชื่อว่าท่านมีความสำคัญกับพวกตนมากจริงๆ ไม่มีพวกท่าน เรียกได้ว่าพวกตนก็แทบเป็นง่อยเลย

ต้องดูแลลูกบ้าน-ปราบอันธพาล

นายกฯกล่าวอีกว่า ช่วงนี้มีการกระทำต่างๆที่ผิดกฎหมายเยอะไปหมด ตนก็ต้องขอวิงวอนให้ทุกท่านได้ทำการศึกษากฏหมายเบื้องต้นในการเป็นผู้บริหารหน่วยงานท้องถิ่น ท่านไม่ต้องถึงขั้นเรียนจบนิติศาสตร์ ถ้าท่านไม่มีเวลา แต่กฎหมายเบื้องต้นกฎหมายทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เราต้องดูแลเพื่อสร้างความสงบสุขให้กับบ้านเมืองท่านก็ควรจะมีความรู้ความเข้าใจเอาไว้ ตนก็ต้องอาศัยท่านเป็นผู้ที่ต้องใช้กฎหมายดังกล่าว แต่ท่านต้องไม่เป็นผู้มีอิทธิพลเอง ท่านเป็นผู้มีอิทธิพลในเรื่องของคุณงามความดีให้กับประชาชนคำว่าผู้มีอิทธิพลตนไม่อยากจะใช้คำนี้เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ท่านทั้งหลายก็มีอิทธิพลเหมือนตนท่านเสนออะไรมา ถ้าพวกตนไม่ยอมรับฟัง ตนจะอยู่ได้ไหม มันอยู่ไม่ได้ อันนี้คือเป็นอิทธิพลในทางที่ดี พูดง่ายๆท่านต้องช่วยตนปราบมาเฟีย คำว่านักเลง นักเลงในเชิงที่ดีก็มี เมื่อวานตนใช้คำว่าปราบกุ๊ย และปราบอันธพาล วันนี้ขอใช้คำว่าปราบอันธพาลดีกว่า

มารค์แย้มผู้ว่าฯโปรไฟล์ดี-คนรุ่นใหม่

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการสัมมนาว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) พรรคประชาธิปัตย์ ว่า การจัดสัมมนาในวันนี้ (11พ.ค.) เป็นปกติที่ก่อนพรรคจะส่งผู้สมัคร โดยจะมีการประชุม เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจทั้งการทำงานในกรอบพรรค ข้อกฎหมายการเลือกตั้ง และอื่นๆ เนื่องจากเมื่อสัปดาห์ก่อนพรรคได้อนุมัติผู้สมัคร ส.ก.ครบทุกเขตแล้ว จึงได้เชิญว่าที่ผู้สมัครส.ก.มาพูดคุยกัน

เมื่อถามว่า การสัมมนาในวันนี้ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จะมาร่วมงานด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ เปิดเผยแล้วว่า จะเปิดตัวในวันที่ 16พ.ค.นี้ จึงขอยังไม่เปิดเผยว่า เป็นบุคคลใด แต่ยืนยันว่า เป็นผู้ชาย มีชื่อเสียงในสังคม ขอย้ำว่าให้รอการเปิดตัว ในวันที่ 16 พ.ค.นี้ เมื่อถามว่า ผู้สมัครผู้ว่าฯเมื่อเปิดตัวแล้วจะว้าวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าสื่อมวลชนจะว้าวมั้ย แต่คำใบ้คุณสมบัติว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.คือเป็นคนรุ่นใหม่ อายุไม่ถึง 60 ปี หน้าตาดี โปรไฟล์ดี แต่ขอให้รอการเปิดตัววันที่ 16พ.ค.นี้

ครม.จ่อถกยิงสด‘บอลโลก2026’

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ประชุมครม.)พรุ่งนี้(12พ.ค.)รัฐบาลจะมีการหารือวาระสำคัญคือเรื่อง การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026)โดยการหารือเรื่องนี้ใน ครม.ต้องหารือกันเรื่องการจัดซื้อลิขสิทธิ์จากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เพื่อให้ทันตามกรอบเวลาที่กระชั้นชิด และถือเป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้มีกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2569 นี้โดยการแข่งขันจัดขึ้น ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก

ทั้งนี้การหารือเรื่องนี้ใน ครม.เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายหลักที่จะส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยสามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการมอบความสุขและกระตุ้นให้เยาวชนเกิดแรงบันดาลใจในการเล่นกีฬา ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาวะทางร่างกายและจิตใจของคนในประเทศ

รัฐบาลไม่รอศาล-สภาฯ ลุยกู้4แสนล. เอกนิติชี้จำเป็นเร่งด่วน

รัฐบาลไม่รอศาล-สภาฯ ลุยกู้4แสนล. เอกนิติชี้จำเป็นเร่งด่วน

รัฐบาลไม่รอศาล-สภาฯ ลุยกู้4แสนล. เอกนิติชี้จำเป็นเร่งด่วน

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐบาลไม่รอศาล-สภาฯ ลุยกู้4แสนล. เอกนิติชี้จำเป็นเร่งด่วน ฝ่ายค้านยื่นตีความสกัด

พรรคฝ่ายค้าน ยื่นปธ.สภาฯ ส่งคำร้องให้ศาลรธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เหตุไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน ด้าน“โสภณ” กั๊กส่งคำร้องก่อน14พ.ค.หรือไม่ “อภิสิทธิ์” ชี้เหตุผล ขอกู้ฟังไม่ขึ้น “อนุทิน”ตอบ“กรณ์” บอก ฝ่ายค้าน ก็คิดอย่างนั้น พร้อมรับฟังเหตุผล แต่อย่าเอาประสบการณ์มาข่ม “เอกนิติ” ชี้อาจเห็นเงินเฟ้อปีนี้ขึ้นสูงสุด 4-5% หลังราคาต้นทุนสินค้า-อาหารขึ้น จากราคาน้ำมันและเชื้อเพลิง ย้ำภาวะวิกฤต ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน “ภราดร”พร้อมเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านทันที ไม่ต้องรอผลศาล รธน.หรือการพิจารณาของสภาฯ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่้อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ยื่นคำร้องต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่

ขอให้ช่วยจับตาสอดไส้เงินกู้2แสนล้าน

โดยนายณัฐพงษ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 ยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ ให้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่ามีความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเราอยากให้ประชาชนช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่ามีการสอดไส้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับเอามาอยู่ในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยนำเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน โดยเนื้อหาคำร้องที่ฝ่ายค้านยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญมีทางออกให้ศาลพิจารณาในทุกส่วน เป็นข้อมูลที่เชื่อว่าหากศาลได้วินิจฉัยจะเห็นว่าการปรับโครงสร้างพลังงานสามารถทำได้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือบางส่วนของมาตรการเยียวยาไม่จำเป็นต้องนำมาอยู่ในส่วนของพ.ร.ก.กู้เงิน เพราะสามารถอยู่ในส่วนสรรพสามิตได้

กรณ์’ชี้ไม่สอดคล้องรธน.มาตรา172

ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญได้เปิดช่องยืดหยุ่นให้รัฐบาลสามารถกู้เงินได้หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ความเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายค้านจึงต้องช่วยกันตรวจสอบว่านอกจากการทำงบประมาณขาดดุล 8 แสนล้านบาทในปีนี้แล้ว รัฐบาลยังมีเจตนาออกพ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางกฎหมายหรือไม่ เท่าที่ดูข้อเสนอของรัฐบาลเทียบกับการออกพ.ร.ก.กู้เงินในอดีต มีข้อสรุปว่าการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ขณะที่มาตรา 53 ของพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของประเทศระบุว่าการออกพ.ร.ก.จะกระทำได้ในกรณีที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน ต้องลองไปเปรียบเทียบว่าในอดีตที่มีการออก พ.ร.ก. ทั้งช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤตโควิด สถานการณ์ที่หากไม่มีการกู้ยืมเงินโดยเร็วสามารถนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจุจจบันได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยต่อไป

เท้ง’ระบุเขียนคำร้องรอบคอบ

เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง พ.ร.ก.ดังกล่าวจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ในคำร้องที่ฝ่ายค้านยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ศาลวินิจฉัยว่าหากรัฐบาลมีการใช้จ่ายเงินไปก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย และถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยพ.ร.ก.ดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้แต่ต้น เงินที่ใช้จ่ายไปแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะต้องเรียกคืนหรือไม่ ในคำร้องของฝ่ายค้านพยายามเขียนให้มีความรัดกุม และให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเฉพาะหน้าให้ระงับการเบิกจ่ายเฉพาะในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้านบาทที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยให้วินิจฉัยเป็นรายกรณีไป ฝ่ายค้านยืนยันว่าเราเขียนคำร้องอย่างรอบคอบ ที่ผ่านมาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาว่าคำสั่งที่ผูกพันทุกองค์กรบางครั้งไปก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายบริหาร

ทั้งนี้ ฝ่ายค้านจะเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตามพ.ร.ก.กู้เงิน คาดว่าไม่อยากให้รัฐบาลโหวตคว่ำการตั้ง กมธ.ชุดนี้ เพราะการออกพ.ร.ก.ดังกล่าวมีเพียงคณะกรรมการกลั่นกรองไม่กี่ชุดมาพิจารณาต่างจากการพิจารณางบประมาณปกติที่มีการพิจารณาคำร้องขอหลายครั้ง หากรัฐบาลไม่ได้มีเจตจาสอดไส้ ปกปิด หรือตีเช็กเปล่าก็ไม่มีความจำเป็นต้องโหวตคว่ำการตั้ง กมธ.ชุดดังกล่าว

ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า คำร้องของฝ่ายค้านที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ระงับการใช้จ่ายเงินกู้ในส่วนของการปรับโครงสร้างพลังงาน ส่วนวงเงิน 2 แสนล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ คำร้องของฝ่ายค้านเป็นการแยกเฉพาะส่วน เราเพ่งโทษเฉพาะการปรับโครงสร้างพลังงาน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยการใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวทั้งก้อนหรือเฉพาะส่วน

โสภณ’บอกจะยื่นให้เร็วที่สุด

ด้านนายโสภณ กล่าวว่า ตามกระบวนการกฎหมายหลังจากรับเรื่องจากฝ่ายค้านแล้ว ต้องตรวจสอบความถูกต้องของญัตติดังกล่าว และต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วัน ดังนั้น ตนจะปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะตนมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนจะยื่นศาลก่อนวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ที่จะมีการพิจารณากู้เงินหรือไม่นั้น ตนจะยื่นให้เร็วที่สุด

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมรัฐสภาในวันที่ 15 พฤษภาคม เพื่อพิจารณายืนยันร่างกฎหมายที่ครม.ยืนยันรับรองมา 31 ฉบับนั้น ในการประชุมวิปฝ่ายค้านได้พิจารณาจัดสรรเวลาให้ฝ่ายค้าน รัฐบาล และสว. อภิปรายโดยให้เวลา 9 ชั่วโมง โดยกรอบการอภิปรายจะให้พูดได้ทั้งในส่วนที่เห็นด้วยกับกฎหมายที่รัฐบาลรับรองมา รวมถึงกฎหมายที่ฝ่ายค้านสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ให้การยืนยันรับรอง ซึ่งสมควรที่จะอภิปรายได้บ้าง และในเดือนมิถุนายนจะมีการประชุมร่วมรัฐสภาอีกครั้งเพื่อพิจารณาวาระข้อตกลงระหว่างประเทศ

อภิสิทธิ์’ซัดเหตุผลขอกู้ฟังไม่ขึ้น

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนพรรคปชป.ได้หารือกับพรรคประชาชนถึงคำร้อง มีการพูดถึงว่า การตรา พ.ร.ก.ครั้งนี้ ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องทำเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ประเด็นหลัก คือ 1.โครงการอย่างน้อย 2 แสนล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานทั้งหมด แทบจะไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในขณะนี้เลย ส่วนในแง่ของภาวะเศรษฐกิจ ตนเห็นการชี้แจงว่า รัฐบาลอื่นก็เคยกู้เงิน ดังนั้นเราต้องพูดตามข้อเท็จจริง และเงื่อนไขของกฎหมาย คำว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะวัดจากอะไร ต้องดูตามมาตรฐานของสากล

“การกู้เงินในอดีตที่ผ่านมา 3 ครั้ง ครั้งที่1 วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตครั้งนั้นทุนสำรองของประเทศ เกือบจะหมดไปแล้ว เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง ครั้งที่ 2 ในยุคที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี การท่องเที่ยว การส่งออกติดลบ มีการคาดการณ์กันว่า จะเกิดการตกงานกันครั้งใหญ่ เศรษฐกิจหดตัว รัฐพยายามใช้เงื่อนไขที่มีอยู่ในกฎหมายทั้งหมด เช่น การทำกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติมและอะไรหมดแล้ว แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถที่จะมีเงินมาดำเนินการในการสร้างความมั่นใจถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องทำ และครั้งที่ 3 กรณีโควิด-19 ที่มีการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด ดังนั้นการเทียบสถานการณ์ปัจจุบัน ผมดูตัวเลข ที่สิ้นเดือนมีนาคม ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แถลงล่าสุด ปีต่อปี ส่งออกเป็นบวก ลงทุนเป็นบวก การบริโภคเป็นบวก และเศรษฐกิจในภาพรวมยังเป็นบวก รวมถึงประเด็นการจัดเก็บรายได้ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ก็ยังเป็นไปตามเป้าหมายอยู่ ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

เมื่อถามว่า ในร่างคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีพรรคกล้าธรรมร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่า พรรคกล้าธรรมไม่ได้ลงชื่อด้วย แต่เชื่อว่า เมื่อเรายื่นไปแล้ว ศาลจะรับไว้พิจารณา และหากศาลรับพิจารณา ก็ต้องหยุดการพิจารณาของสภา ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่า น่าจะทันในวันที่ 14 พ.ค. ที่จะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว

อนุทิน’ยันต้องเร่งแก้ปัญหาปชช.

เมื่อเวลา 10.50 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชิ่อพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อาจทําให้เสียวินัยการเงินการคลัง ว่า ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ต้องคิดเช่นนั้น เราเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาให้กับประชาชน

เมื่อถามว่า โครงการไทยเข้มแข็งในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กับโครงการไทยช่วยไทยในรัฐบาลชุดนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เจตนารมณ์คือทุกคนอยากช่วย ให้เศรษฐกิจดีขึ้น อย่าไปเปรียบเทียบเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นความขัดแย้ง สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ยืนยันได้ก็คือโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเร่งเยียวยาคลี่คลายความเดือดร้อน เศรษฐกิจให้กับประชาชน

เมื่อถามว่า การที่นายกรณ์ มีประสบการณ์ทางการเมือง ออกมาท้วงติงเช่นนี้ รัฐบาลควรรับฟังหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ส่วนที่เป็นเหตุเป็นผลเรารับฟังอยู่แล้ว ประสบการณ์ทางการเมืองทุกคนก็มีหมด ทุกคนก็ประสบความสําเร็จมาหมด ในการทํางานของแต่ละท่าน อย่าเอามาข่มมาเปรียบกัน เห็นๆกันอยู่

ส่วนกรณี นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีเพียงเอกสาร 5 ใบ นายกฯกล่าวว่า “ถือว่าเป็นประสิทธิภาพ นี่คือสิ่งที่บอกว่าคนทํางานเป็นกับคนยังไม่เคยทํางาน” โดยนายกฯเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “พูดไปเดี๋ยวก็เป็นเรื่องอีก”

เอกนิติ’เผยแนวโน้มเงินเฟ้อ4-5%

เมื่อเวลา 12.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามกรณีพรรคประชาชนยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งอยู่ในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไม่เข้าข่ายจำเป็นเร่งด่วน หรือวิกฤตว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ซับซ้อนและยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ โดยต้นเหตุจากวิกฤตมาจากต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง โดยในการประชุมอาเซียนก็มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ และประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มที่นำเข้าพลังงาน และพึ่งพิงพลังงานจากภายนอกสูง

นายเอกนิติ กล่าวว่า การพึ่งพาพลังงานสูงของประเทศไทยส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อในเดือนล่าสุดอยู่ที่ 2.9 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยสูงสุดจะขยับขึ้นไปถึง 4-5% เนื่องจากเงินเฟ้อเกิดจากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% แล้วในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมการรับวิกฤตที่จะมาเป็นระลอกๆในขณะนี้

เมื่อถามว่าในเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการใช้มาตรการทางการเงินดูแลเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะตัวเลข 4-5% จะเกินกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินทั้งปีที่ 1-3% นายเอกนิติ กล่าวว่า คำถามว่าตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปียังใกล้เคียงกับกรอบที่วางไว้ไม่เกิน 3% แต่เรื่องนี้ได้มีการหารือกับ ธปท.ในการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจอยู่แล้ว

“ต้นทางของวิกฤตมันมาจากเรื่องพลังงานก่อนใช่ไหม วิกฤตเริ่มจากวิกฤตสงคราม และ 2 วิกฤตพลังงาน วันนี้วิกฤตต้นทุน เห็นตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุด 2.9% ประเทศไทยเราพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเยอะมาก แล้วต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไทยเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันซึ่งเราผลิตไม่ได้จึงต้องแก้วิกฤตเรื่องนี้”

ย้ำจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรับมือวิกฤต

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในครั้งนี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตที่อาจลุกลาม โดยวิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากปี 2540 ที่เป็นวิกฤตสถาบันการเงิน หรือช่วงแผนไทยเข้มแข็งที่เป็นวิกฤตจากภายนอก แต่ครั้งนี้คือวิกฤตปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริงซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างมูดี้ส์ (Moody’s) ชื่นชมไทยว่าเศรษฐกิจดี แต่รัฐบาลจะกู้เงิน นายเอกนิติ กล่าวว่าการที่มูดี้ส์ชื่นชมไทย เป็นเพราะตนได้อธิบายว่าประเทศไทยมีเสถียรภาพในเรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง แต่เป็นคนละประเด็นกับปัญหาความเดือดร้อนภายในประเทศที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข และเยียวยาประชาชน จึงต้องมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ในครั้งนี้

ย้ำกรอบยุทธศาสตร์‘5T’

สำหรับการใช้จ่ายเงินกู้นั้น รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ “5T” เพื่อคัดกรองโครงการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย Targeted มุ่งเป้า เยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง Transition การเปลี่ยนผ่าน ลดภาระประชาชนควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าในระยะยาวTransform การปฏิรูป ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชนกลับมาเข้มแข็งกว่าเดิมหลังจบวิกฤต Transparency ความโปร่งใส เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดเผยเกณฑ์การคัดกรองและรายละเอียดทุกโครงการต่อสาธารณะ

นอกจากนั้นยังมีเรื่อง Together การมีส่วนร่วม โดยดึงภาคเอกชนเข้าร่วม โดยเชิญประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการด้วย

เร่งสปีดตั้งเรื่องไทยช่วยไทยพลัส

นายเอกนิติ กล่าวถึงการเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่รัฐจ่าย 60 ประชาชน จ่าย 40 ว่า ขั้นตอนขณะนี้กำลังทำเรื่องของระเบียบการกู้เงินและคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ หลังจากเสร็จสิ้นก็จะให้หน่วยงานเสนอโครงการที่ตรงตามวัตถุประสงค์เข้ามาเพื่อช่วยแก้วิกฤตปากท้องและเยียวยาประชาชน รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานภายใต้ 5 หลักการ คือ 1.พุ่งเป้า 2.ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านให้ได้ผลในระยะยาว ลดภาระของประชาชน 3.ปฏิรูปเพื่อรองรับหลังวิกฤตโดยพุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือคนให้กลับเข้มแข็งหลังผ่านวิกฤต 4.ความโปร่งใส โดยตนกำชับปลัดกระทรวงการคลังว่าจะตรงเปิดเผยทั้งหมด พร้อมกับนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมาใช้ในการเปิดเผยข้อมูล 5. การทำงานร่วมกันโดยจะมีผู้ทรงคุณวุฒิจากประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เข้ามาร่วมในการพิจารณากลั่นกรอง

เมื่อถามว่ารายละเอียดโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเสนอเข้าประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ในวันที่ 14 พ.ค. นี้ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะต้องทำระเบียบให้เสร็จก่อน เมื่อถามว่าจะสามารถเสนอครม.ในวันที่ 19 พ.ค. หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะเร่งดำเนินการ

ยอดโอนงบฯอาจไม่ถึง3หมื่นล้าน

เมื่อเวลา 12.00 น. ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการโอนงบประมาณคืนเพื่อนำมาแก้ไขสถานการณ์ความจำเป็นของประเทศว่า จากเดิมที่กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณประเมินไว้ที่ประมาณ 50,000 – 70,000 ล้านบาทนั้น ล่าสุดจากการตรวจสอบพบว่าตัวเลขงบประมาณที่จะโอนคืนอาจมีจำนวนไม่ถึง 30,000 ล้านบาท

นายภราดร กล่าวว่า สาเหตุที่ตัวเลขจำนวนเงิน น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายให้โครงการต่างๆ ดำเนินการต่อไปเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถหมุนเวียนได้ โดยมีการกำหนดเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน คือโครงการใดที่ยังไม่มีการดำเนินการภายในเส้นตายวันที่ 30 เมษายน จะต้องถูกดึงงบประมาณกลับ

สำหรับโครงการที่เป็นงบผูกพัน รัฐบาลเลือกใช้วิธีการปรับลดงบประมาณในปีแรกลง แทนการยกเลิกโครงการทั้งหมด เช่น จากเดิมที่ได้รับการอนุมัติเบิกจ่ายปีแรก 20% อาจปรับลดลงเหลือเพียง 10-15% เพื่อให้โครงการสามารถเริ่มต้นไปได้ก่อนและไม่ให้เกิดผลกระทบในภาพรวม

เดินหน้า พรก.กู้เงิน4แสนล.ทันที

สำหรับประเด็นความคืบหน้าของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท นายภราดร กล่าวว่า แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากกฎหมายได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กระบวนการทางสภายังคงเดินหน้าต่อได้ตามปกติ ขณะนี้รัฐบาลได้เสนอเรื่องไปยังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าประธานสภาฯ จะบรรจุระเบียบวาระการประชุมได้ในช่วงวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประธานสภาว่าจะบรรจุเรื่องหรือไม่

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ประสิทธิภาพของสภาฯ ไม่ได้อยู่ที่การประชุมยาวหรือสั้น แต่อยู่ที่เนื้อหาและคุณภาพของการอภิปราย หากเห็นด้วยก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก แต่หากไม่เห็นด้วยก็ควรใช้เวลาซักถามอย่างเต็มที่เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน มากกว่าการอภิปรายตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น”

นายโสภณ ซารัมย์

ประธานรัฐสภา

กรวีร์ เผย ปธ.สภา เตรียมส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน พรุ่งนี้

กรวีร์ เผย ปธ.สภา เตรียมส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน พรุ่งนี้

กรวีร์ เผย ปธ.สภา เตรียมส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน พรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.05 น.

ประธานวิปรัฐบาล เผย ปธ.สภา เตรียมส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินพรุ่งนี้ ระบุ สัปดาห์หน้าดันกฎหมายฟาสต์แทร็กของ ภท.

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีเรียกประชุม ครม.พรรค ภท. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ว่า นายกฯให้ความสำคัญกับงานสภาฯ อย่างเรื่องกระทู้ นายกฯได้ให้นโยบายว่า หากไม่มีภารกิจอะไรเร่งด่วนต้องให้ความสำคัญกับสภาฯ ให้มีการประสานงานกันระหว่างสภาฯกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อจะได้ทราบงานของสภา อย่างไรก็ตาม การประชุม ครม.พรรค ภท.มีทุกสัปดาห์ เป็นการติดตามการทำงานของกระทรวงต่างๆ ว่าแต่ละกระทรวงมีประเด็นอะไรบ้าง ปกติทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ เป็นการติดตามงานของนายกฯที่ได้มอบหมายและกำชับไปยังกระทรวงต่างๆ 

นายกรวีร์ กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 15 พ.ค. จะมีการประชุมร่วมรัฐสภาจะพิจารณากฎหมายที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยืนยันกลับมาที่รัฐสภา ถ้ายืนยันลงมติเห็นด้วยตามที่ ครม.เสนอและยืนยัน ในสัปดาห์ถัดไปจะเป็นเรื่องของการพิจารณากฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร โดยเรื่องของกฎหมายจะเริ่มสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป สำหรับกฎหมายสำคัญของรัฐบาล อาทิ กฎหมายฟาสต์แทร็ก ที่ว่าด้วยการลดขั้นตอนต่างๆ ของระบบราชการ ซึ่งได้พิจารณาและแก้ไขมาจากวุฒิสภา โดยจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จะดูว่าสามารถบรรจุวาระได้ในวันพุธที่ 20 พ.ค.ได้หรือไม่ และกฎหมายที่กำลังจะเสร็จ จะได้เร่งรัดออกกฎหมายให้เร็ว 

เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน นายกรวีร์ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิของ สส.ที่จะรวบรวมชื่อและยื่นผ่านทางประธานสภาฯ เข้าใจว่า ในวันอังคารที่ 12 พ.ค. ประธานสภาฯ จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เลยทำให้ประธานสภาฯยังไม่บรรจุระเบียบวาระ คิดว่าอย่างไรต้องรอให้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน 

สีหศักดิ์ นั่งปธ.คกก.พิเศษแก้ไฟใต้ วันนอร์ ที่ปรึกษาฯ ดึง เสธ.เอี่ยว เลขาฯ หนุนพูดคุยสันติสุขให้สำเร็จ

สีหศักดิ์ นั่งปธ.คกก.พิเศษแก้ไฟใต้ วันนอร์ ที่ปรึกษาฯ ดึง เสธ.เอี่ยว เลขาฯ หนุนพูดคุยสันติสุขให้สำเร็จ

สีหศักดิ์ นั่งปธ.คกก.พิเศษแก้ไฟใต้ วันนอร์ ที่ปรึกษาฯ ดึง เสธ.เอี่ยว เลขาฯ หนุนพูดคุยสันติสุขให้สำเร็จ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.46 น.

นายกฯ เซ็นตั้งคกก.ผู้แทนพิเศษแก้ปัญหาจชต.”สีหศักดิ์”นั่งเป็นปธ.ผนึกกำลัง”วันนอร์-บิ๊กดุลย์-เลขาฯสมช.-เสธ.เอี่ยว“ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติการเป็นรูปธรรม พร้อมหนุนพูดคุยสันติสุขให้สำเร็จ

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 139 /2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยรัฐบาลมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน คู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 – 2580)
นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 – 2570) และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568 – 2570 เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้ ให้มีคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ เป็นประธาน พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รองประธานกรรมการคนที่ 2 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นที่ปรึกษา 

ขณะที่คณะกรรมการ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณา

โดยมีพล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร เป็นกรรมการและเลขานุการ นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการ ศอ.บต. นายภพหล้า ปิยะปานันท์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงและหัวหน้าคณะทำงานประชาสัมพันธ์เพื่อความมั่นคงของ สมช. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ 1. ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หรือแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม 2. ประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรีและราชการส่วนกลางกับหน่วยงานในพื้นที่
จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งประสานงานกับรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

3. ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในการบูรณาการงาน ประสานงาน เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) นโยบายของรัฐบาล นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566-2570) และนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568-2570 รวมทั้งนโยบายที่นายกรัฐมนตรีกำหนด

4.รายงานปัญหา อุปสรรค และเสนอแนะแนวทางการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาต่อ สมช. หรือนายกรัฐมนตรีแล้วแต่กรณี 

5. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น และ 6.ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 11 พ.ค. 2569

เทียบอดีต ไทยเข้มแข็ง ยุค ปชป. ก็มีเพียง 4 หน้า หลังถูกตั้งข้อสังเกต พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยาวแค่ 5 หน้า

เทียบอดีต ไทยเข้มแข็ง ยุค ปชป. ก็มีเพียง 4 หน้า หลังถูกตั้งข้อสังเกต พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยาวแค่ 5 หน้า

เทียบอดีต ไทยเข้มแข็ง ยุค ปชป. ก็มีเพียง 4 หน้า หลังถูกตั้งข้อสังเกต พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยาวแค่ 5 หน้า

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.21 น.

เทียบอดีต “ไทยเข้มแข็ง” ยุคปชป.ก็มีเพียง 4 หน้า หลังถูกตั้งข้อสังเกต พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านยาวแค่ 5 หน้า  “เอกนิติ” ชี้เป็นกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลัง จึงไม่สามารถลงรายละเอียดทุกโครงการได้ พร้อมย้ำ พ.ร.ก.กู้เงินที่ผ่านมาใช้หลักการเดียวกัน

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยเอกสารพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีความยาวเพียง 5 หน้า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าขาดรายละเอียดที่ชัดเจน ทั้งในส่วนของวิธีการกู้ รูปแบบการใช้เงิน และรายละเอียดโครงการต่างๆ ที่จะนำเงินไปใช้

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่า ในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เคยเสนอพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 หรือโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีรายละเอียดเพียง 4 หน้าเช่นกัน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่มีความยาว 5 หน้า ว่า ต้องเข้าใจว่าพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลัง จึงไม่สามารถระบุรายละเอียดของทุกโครงการไว้ทั้งหมดได้

นายเอกนิติระบุว่า หากย้อนดูพระราชกำหนดกู้เงินในอดีตจะพบว่ามีลักษณะเช่นเดียวกัน โดยพระราชกำหนดไทยเข้มแข็งวงเงิน 4 แสนล้านบาทในสมัยพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีความยาวเพียง 3-4 หน้าเท่านั้น

สุรศักดิ์ เผย นายกฯ สั่งเข้ม คัดกรองวีซ่าทุกประเภท จ่อตั้ง ปกรณ์ นั่งคณะพิจารณา

สุรศักดิ์ เผย นายกฯ สั่งเข้ม คัดกรองวีซ่าทุกประเภท จ่อตั้ง ปกรณ์ นั่งคณะพิจารณา

สุรศักดิ์ เผย นายกฯ สั่งเข้ม คัดกรองวีซ่าทุกประเภท จ่อตั้ง ปกรณ์ นั่งคณะพิจารณา

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.03 น.

“สุรศักดิ์” เผย “นายกฯ” สั่งเข้ม คัดกรองวีซ่าทุกประเภท ปรับแผน เน้นคุณภาพ ไม่เอาปริมาณ ยกระดับการท่องเที่ยวทั้งระบบ จ่อตั้ง ”ปกรณ์“ นั่งคณะพิจารณา เตรียม ให้ กต.เสนอเข้า ครม.พรุ่งนี้ 

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย  ว่า ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการจำกัดนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย หลังจากที่มีข่าวเรื่องนักท่องเที่ยวจีน และข่าวการบุกรุกของผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะพื้นที่อุทยาน 

ส่วนจะต้องมีทบทวนเรื่องฟรีวีซ่าด้วยหรือไม่ นายสุรศักดิ์ ระบุว่า ต้องมีการทบทวน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการนอกรอบ ให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาวีซ่าทั้งหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะของนักท่องเที่ยว แต่ทุกประเภท ที่ประเทศไทยพิจารณาให้ ทั้งวีซ่า บีโอไอในเรื่องเกี่ยวกับการลงทุน วีซ่านักเรียน และยังรวมถึงวีซ่าอื่นๆ ทุกอย่าง โดยให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นคณะทำงาน ซึ่งจะมีการแต่งตั้งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ เพื่อมาศึกษาพิจารณาทบทวน วีซ่าทุกชนิด  พร้อมยืนยัน วีซ่าฟรี 60 วัน จะต้องถูกยกเลิกอยู่แล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้เสนอเข้าครม. ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะนายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่ามั่นใจใช่หรือไม่หากมีการทบทวน บกเลิกฟรีวีซ่า จะลดผลกระทบจากนักท่องเที่ยว ที่ฝ่าฝืนกฎหมายไทยได้ นายสุรศักดิ์ ระบุว่าในที่สุดบางประเภทก็ไม่ใช่วีซ่านักท่องเที่ยว  แต่บางประเภทก็เป็น มีหลายรูปแบบ ทั้งมาแต่งงานและมีภรรยาคนไทย แต่ในที่สุดทุกประเภทเราก็จะต้องมีการทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการว่าจะต้องเข้มงวดมากขึ้นในการตรวจสอบ ซึ่งปัจจุบันนี้เงินอย่างเดียวก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ จึงจำเป็นต้องตรวจสอบในมิติอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่ว่ามีเงินมาถึงแล้วจะได้วีซ่า เพราะเรื่องเงินไม่ใช่ตัวชี้วัด ว่าบุคคลนั้นเข้ามาแล้วจะไม่ก่อปัญหาให้กับประเทศ ดังนั้น จึงเป็นเหตุที่ให้เราทบทวนทุกประเภท

ส่วนคนที่ได้วีซ่าอย่างถูกต้องตามกฏหมายจะได้รับผลกระทบในการทบทวนครั้งนี้หรือไม่  นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า คนที่ถูกต้องและไม่ผิดกฎหมายตนเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา แต่ทั้งนี้ การพิจารณาในเรื่องวีซ่าต่างๆ ต้องทบทวนในเรื่องระยะเวลา เอกสาร และหลักเกณฑ์ที่จะใช้ในการยื่น ต้องพิจารณาใหม่ทั้งหมด พร้อมยอมรับว่า ในวันนี้ที่มีความเปลี่ยนแปลงไป ก็เกิดอาชญากรรม นอมินี ที่แฝงเข้ามากับวีซ่าต่างๆ และมาก่อเหตุในประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกแล้วว่า วันนี้เราต้องคัดกรอง ที่จะต้องให้วีซ่าอย่างรอบคอบมากขึ้น  และ เราจะไม่มุ่งเน้นในเรื่องการท่องเที่ยวแล้ว แต่ต้องเน้นคุณภาพไม่เน้นปริมาณ และไม่ใช่ว่ามาง่ายแล้วจะได้นักท่องเที่ยวเยอะ ที่จะทำให้เม็ดเงินขยับขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ให้พิจารณาให้วีซ่าอย่างรอบคอบมากขึ้น เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพที่มากยิ่งขึ้นทั้งระบบ