ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

ปิดฉากการประชุม FBINAA 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

ปิดฉากการประชุม FBINAA ครั้งที่ 26 กระชับความร่วมมือ 26 ประเทศ ผนึกกำลังปราบสแกมเซ็นเตอร์และภัยดิจิทัลข้ามพรมแดน

วันนี้ (11 มิถุนายน 2569) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในฐานะหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์การประชุม The 26th FBI National Academy Associates (FBINAA) Asia Pacific Chapter Retraining Conference เปิดเผยว่า การประชุม FBINAA ครั้งนี้ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ภายใต้หัวข้อ “United in Action: Combating Transnational Organized Crime in the Digital Age” หรือ “รวมพลังปฏิบัติการ : ต่อต้านองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในยุคดิจิทัล” โดยมีผู้แทนระดับผู้บริหารจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกว่า 150 คน จาก 26 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมประชุมระหว่างวันที่ 7–10 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร ได้เสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อย

การประชุม FBINAA

ในพิธีปิดการประชุมเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 มี พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ ประธานสมาคมศิษย์เก่าสถาบันเอฟบีไอ (FBI National Academy Associates) ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2026 เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายวิลเลียม เจ. คาร์โบน นายกสมาคมนักเรียนเก่า FBI National Academy Associates นายแอนดรูว์ เบลีย์ รองผู้อำนวยการร่วม สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศต่าง ๆ ร่วมในพิธี

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับแนวโน้มอาชญากรรมสำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะปัญหาสแกมเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อก่ออาชญากรรม การปลอมแปลงภาพและเสียง (Deepfake) และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการกระทำความผิด

การประชุม FBINAA

ผู้เข้าร่วมประชุมได้หารือถึงแนวทางการวางแผนปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายสแกมเซ็นเตอร์บริเวณชายแดนไทย และนำไปสู่การตรวจยึดอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อขยายผลไปสู่ผู้บงการและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การประชุมยังเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติจากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้การประสานงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการติดตามผู้กระทำผิดข้ามชาติเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต

การประชุม FBINAA

ทั้งนี้ ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการฉ้อโกงออนไลน์ในฐานะภัยคุกคามสำคัญของภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนจำนวนมาก แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอีกด้วย ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนแนวทางรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อาทิ การใช้ AI สร้าง Deepfake การโจมตีทางไซเบอร์ และการใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อสนับสนุนการกระทำความผิด ซึ่งเป็นความท้าทายที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการรับมือร่วมกัน

พล.ต.ท.อาชยนฯ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการตรวจสอบหลักฐานจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Meta ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และสแกมเซ็นเตอร์ในระดับภูมิภาค

การประชุม FBINAA

พล.ต.ท.อาชยนฯ กล่าวย้ำว่า ทุกประเทศต่างตระหนักตรงกันว่า อาชญากรรมสแกมเมอร์เป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ไม่มีพรมแดน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการรับมือและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีหน่วยงานใดหรือประเทศใดจะสามารถรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติในยุคดิจิทัลได้โดยลำพัง เนื่องจากภัยคุกคามในปัจจุบันมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น การตอบสนองของทุกประเทศจึงต้องเชื่อมโยงกันเช่นเดียวกัน โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การประสานการปฏิบัติ และความร่วมมืออย่างไร้พรมแดน คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนทั่วโลก

การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA
การประชุม FBINAA

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

ผิดจริยธรรมร้ายแรง! ศาลฎีกาฟัน ศุภชัย โพธิ์สุ ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต ปมถือครองที่ดิน 220 ไร่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

ศาลฎีกาสั่งตัดสิทธิทางการเมือง ตลอดชีพ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ ปมผิดจริยธรรมร้ายแรงถือครองที่ดิน220 ไร่ที่นครพนมโดยไม่มีสิทธิ

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลฎีกา ถ.ราชดำเนินใน ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ 2/2568 หมายเลขแดงที่ คมจ 3/2569 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ผู้ร้อง นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตสส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ผู้คัดค้าน เรื่องผิดจริยธรรมร้ายแรง

คดีนี้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2562 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2566 ต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นขณะที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 มีผลใช้บังคับ 

โดยผู้คัดค้านยึดถือ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม รวม 40 ใบจอง เนื้อที่ 220 ไร่ มูลค่าประมาณ 6,660,000 บาท อันเป็นการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ผู้คัดค้านเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 เรื่อยมา โดยผู้คัดค้านไม่ได้เป็นบุคคลที่ได้รับใบจอง (น.ส. 2) และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับจัดสรรที่ดินตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน อันเป็นการกระทำที่ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนและก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

ขอให้ศาลพิพากษาว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปีผู้คัดค้านให้การปฏิเสธ

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2563 นั้น ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ.นครพนม วาระที่ 4 จึงมิใช่กรณีที่ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกิน 5 ปี ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 55 (3) ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ตั้งแต่ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ.นครพนม วาระที่ 1 ถึงวาระที่ 4 รวมถึงตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง นั้น ผู้คัดค้านยังคงถือครองที่ดินตลอดมาจนกระทั่งมีการกล่าวหาผู้คัดค้าน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา จึงเป็นการดำเนินการภายในระยะเวลาที่ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิใช่กรณีเป็นเรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกิน 10 ปี นับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่มีการกล่าวหาตามมาตรา 55 (1) นอกจากนี้มาตรา 51 วรรคหก เป็นเพียงบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่ตัดอำนาจในการไต่สวน ฉะนั้น แม้ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง

     ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 หรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าแม้ขณะที่ซื้อที่ดินตามคำร้อง ผู้คัดค้านเป็นเพียงราษฎรซึ่งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่พฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านซื้อที่ดินของรัฐจำนวนมากถึง 220 ไร่ มาเป็นของตนเอง ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวอยู่ในโครงการจัดที่ดินเพื่อประชาชนซึ่งมีเจตนารมณ์ของการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจนและเกษตรกร ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นที่ไว้วางใจ และไม่ตรงไปตรงมา การซื้อขายที่ดินทั้ง 40 แปลง ซึ่งมีข้อห้ามกำหนดห้ามโอน ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่ต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 และเมื่อปรากฏว่าผู้มีชื่อตามใบจองละทิ้งที่ดินและได้ดำเนินการจำหน่ายสิทธิในที่ดินและใบจองแล้ว ย่อมมีผลทำให้ที่ดินกลับเป็นที่ดินของรัฐ หาได้แปลความว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองอยู่โดยไม่ได้มีชื่อตรงตามใบจอง จะมีสิทธินำเดินสำรวจออกโฉนดได้ทันที แต่ต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเสียใหม่โดยนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติพิจารณาอนุมัติการวางแผนการถือครองที่ดินต่อไป ไม่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้พื้นที่ป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน เป็นพื้นที่ออกเดินสำรวจ จึงไม่มีการดำเนินการของกรมที่ดินหรือจังหวัดนครพนมที่ทำให้นิติกรรมการซื้อขายที่เป็นโมฆะแล้วกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง

   การที่ผู้คัดค้านครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา จึงเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้คัดค้านย่อมตระหนักว่าตนเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จำต้องดำรงไว้ซึ่งจริยธรรม อันเป็นหลักการและเหตุผลให้ต้องมีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับ แต่ผู้คัดค้านคงยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการครอบครองที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ นอกจากเป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นเข้าทำประโยชน์แล้ว ผู้คัดค้านยังก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนเอง แทนที่ผลประโยชน์จะเกิดแก่ราษฎรตามเจตนารมณ์ของการจัดที่ดิน การครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐตามระเบียบและกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แม้ภายหลังผู้คัดค้านมีหนังสือขอสละสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำนวน 39 แปลงก็ตาม แต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ถูกกล่าวหา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว การกระทำของผู้คัดค้าน จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามคำร้อง

    พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่ง และข้อ 17 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา.

คุ้มกว่าตี๋น้อย ลอรี่ โพสต์แจงปม บุฟเฟ่ต์ AI 27 บาท/เดือน หลังเจอชาวเน็ตตั้งคำถาม

คุ้มกว่าตี๋น้อย ลอรี่ โพสต์แจงปม บุฟเฟ่ต์ AI 27 บาท/เดือน หลังเจอชาวเน็ตตั้งคำถาม

คุ้มกว่าตี๋น้อย ลอรี่ โพสต์แจงปม บุฟเฟ่ต์ AI 27 บาท/เดือน หลังเจอชาวเน็ตตั้งคำถาม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

วันนี้ 11 มิถุนายน 2569 นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ หรือ ลอรี่ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวร่ายยาวถึงความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport กระทรวงดิจิทัลฯ วงเงินงบประมาณ 1,621 ล้านบาท หลังได้เข้าร่วมเวทีเสวนาฟังข้อคิดเห็นที่กระทรวงดิจิทัลฯ จนกลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ที่ชาวเน็ตกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยมีข้อความว่า “คุ้มกว่าตี๋น้อย? “บุฟเฟ่ต์เอไอ 27บาท/เดือน” [????????] ฟัง 3 ชั่วโมงเต็ม.. ในเวทีเสวนารับฟังข้อคิดเห็น TH-AI Passport ที่เป็นประเด็นร้อน ณ กระทรวงดิจิตัล ลอรี่ในฐานะผู้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ และดูเรื่องเทคฯให้กระทรวงพลังงาน สนใจเรื่องนี้ใน 2 แกนคือ ความคุ้มค่า และ ความโปร่งใส สรุปสั้นๆ โปรเจคเอไอ 1.6พันล้านนี้ 5 ล้านคนไทยใช้งาน 14 แพลตฟอร์ม AI ใหญ่ 31 โมเดลล้ำ ทำภาพ-คลิป-วิเคราะห์ได้หมด ??? จำนวนโทเคน ยังไม่มีระบุตัวเลขชัด 27บาท/เดือน คือราคาต่อคน ที่รัฐดีลได้และจ่ายให้ (งบ1,621ล้าน หารด้วย 5ล้านผู้ใช้ หารด้วย 12เดือน) ฟังไม่ผิดครับเฉลี่ย 27บาท/คน/เดือน!! จากราคาปกติ มีเดือนละ6แบงค์แดง เพียงท่านสมัคร ChatGPT แค่ที่เดียว ..แต่ใน TH-AI Passport นี่ได้ครบจบ14แอป ต้องบอกว่าบ้าไปแล้ว สำหรับราคานี้

แถมต่อยอดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานกลาง AI ของไทยไปในตัว และเปิดให้ปชช.ไทยได้อัพสกิล SMEไทยได้ติดปีก ..’คุ้มค่า‘ แบบไม่ต้องถกเถียง อีกประเด็น‘ความโปร่งใส’ แม้จะเซ็นTORสำเร็จไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ลอรี่ ก็ขอนำเสนอแนวทางให้ กระทรวงDE พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกับภาคปชช. เพื่อกำกับติดตามตรวจรับงาน กำหนดลิมิตให้ชัด Token credit ต่อคนต่อวัน, รูปแบบTokenที่เหลือ หากไม่มีคนใช้ รัฐไม่ต้องจ่ายเงิน ..ให้เกิดการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน รีดเค้นแพลตฟอร์มนี้ให้เกิดขึ้นจริง แบบคุ้มค่าทุกสตางค์ โปร่งใสทุกอณู

ลอรี่

วันนั้นจะเกิดประโยชน์ร่วมกับปชช.ทุกฝ่าย กลุ่มผู้คัดค้าน ไม่ต้องสาดโคลนผ่านสื่อให้เหนื่อยฟรี ขอเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารกระทรวงดิจิตัล และทีมทำงานทุกท่าน รอใช้อยู่นะครับ”

หลังจากโพสต์ของ ลอรี่ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ชาวเน็ตได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เช่น

“เซ็นต์ TOR สำเร็จแล้ว แต่จำนวนโทเคน ยังไม่มีระบุตัวเลขแน่ชัด เนี่ยนะ ? ซึ่งมีการจำกัดจำนวนโทเค่นแน่นอน ถูกไหม ?”

“รอใช้เช่นกัน”

“ได้นะ27฿/เดือน สนใจๆๆๆ”

“เหนื่อยฟรีเลยเนาะครับ ซิน เคอ หยวนเปิดได้ละ”

“ทำไมต้องเอาเงินภาษีกูไปซื้อ”

ลอรี่
ลอรี่
ลอรี่

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ลอรี่ – พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ

จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ

จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ

จิรายุ-คริส บุก ป.ป.ช. ร้องตรวจสอบ ชัชชาติ ตั้งผอ.เขต-ผู้ตรวจ มิชอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.54 น.

วันที่ 11 มิถุนายน ที่2569 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถ.นนทบุรี ต.ท่าทราย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส. พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายคริส โปตระนันทน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานพรรคเศรษฐกิจ เดินทางมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต ผวจ.กทม. , รอง ผวจ.กทม. และคณะกรรมการคัดสรรข้าราชการที่เกี่ยวข้อง กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกรุงเทพมหานคร ฐานความผิด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเห็นว่า บุคคลดังกล่าวมีเจตนาให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

นายจิรายุ กล่าวว่า ตนเองมาในฐานะประชาชนคนไทยที่เกิดใน กทม. และอยู่ภายใต้การปกครองของผู้ว่าฯ กทม. มาหลายสมัย และเคยตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม. มาแล้วหลายคน และการทุจริตของ กทม. มาหลายเรื่อง และที่มาในตอนนี้นั้น ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่สามารถที่จะไปร้องใครได้ และเหตุนี้เกิดขึ้นก่อนที่นายชัชชาติ จะลาออกจากตำแหน่งไม่กี่วัน และพยานหลักฐานค่อนข้างครบ รวมไปถึงมีการกระทำความผิดซ้ำซาก ซึ่งมองว่า การเป็นผู้บริหารเมืองที่ดีจะต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่ว่าพอมีฝ่ายตรวจสอบแล้วไปกล่าวหาว่าพวกนี้เล่นการเมืองหรือไม่ โดยกรุงเทพมหานครจะต้องมีคนอย่างพวกตนเองไว้ตรวจสอบไม่ใช่ผ่านไปแบบไหลลื่นและขอยืนยันว่า ถ้าหลักฐานไม่ครบ เหตุไม่เกิด พยานไม่มี คงไม่สามารถทำได้

ดังนั้น การยื่นสำนวนในวันนี้เพื่อให้ ป.ป.ช. ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาไต่สวนในการเอาผิดผู้ว่าฯ กทม. ขณะดำรงตำแหน่งนั้น เป็นเหตุจำเป็นสำคัญ เพราะมีการแบ่งงานกันทำ โดยรายละเอียดมีการประกอบในสำนวนทั้งหมด และอีกหนึ่งประเด็นที่มายื่นเรื่องในวันนี้ คือเรื่องของการตรวจสอบทุจริต โดยมองว่า มีการบริหารงานมา 4 ปี และทำงานไปเยอะส่วนใหญ่เป็นเส้นเลือดฝอย ผู้นำสูงสุดขององค์กร จะไม่รู้ไม่เห็น เขาทำกันเองข้าราชการทำมาแล้ว ผมมีหน้าที่เซ็นไม่ได้ เพราะการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าระดับใดก็แล้วแต่ ถ้าท่านอ้างแบบนี้ ท่านต้องอ้างกับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เอง และยังมีเรื่องอีกเยอะที่จะทยอยยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. และหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า เอกสารที่นำมาในวันนี้ลงนามโดยผู้ว่าฯ ชัดเจน ซึ่งที่มาวันนี้เนื่องจาก มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต และผู้ตรวจ 17 คน หลังจากนั้นผู้ตรวจ ได้แต่งตั้งเพิ่มอีก 2 คน ตอนนี้ไม่รู้ว่าทำอะไรกันข้างใน เพราะบางทีเอกสารก็ปกปิด ไม่เปิดเผยในเว็บไซต์ แต่สุดท้ายแล้วก็มีผู้ไปร้อง ว่ากระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนวันที่ 23 มี.ค. มีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งคำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กรใน กทม. ว่าผิดกฎหมาย จากนั้น เปิดคัดสรรใหม่ 17 เม.ย. ลงนามวันที่ 30 เม.ย. ประกาศ 1 พ.ค. หมายความว่ารถหน่วยกรุงเทพมหานครนี้วิ่งเร็ว 10 กว่าวัน ได้รายชื่อทั้งหมด 17 คนเหมือนเดิม และผู้ว่าฯ ก็ลงนามเหมือนเดิม ทั้งหมดก็เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหลังจากนั้น ผู้ว่าฯ ก็ลาออก ก็มีคนไปร้องใหม่เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาว่าผิดหรือไม่ และต้องนำเอกสารมาประกอบสำนวน โดยหากพบว่ามีอีกก็จะเดินทางมาร้องอีก

สุดท้ายไม่ว่าผู้ว่าฯ จะชื่อชัชชาติหรือใครก็แล้วแต่ หากยังโยงใยกับระบอบอากง ซึ่งมันมีถึงอาม่า แต่ผมไม่อยากใช้คำพวกนี้ แต่ถ้าระบอบยังกลับเข้ามา ผมก็ขอตั้งตนเป็นผู้ตรวจสอบกรุงเทพมหานครต่อไป เพราะฉะนั้น ข้าวจะเข้าปาก ก็คงจะยากหน่อย ที่ผ่านมา ผมเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบกรุงเทพมหานครนัก จริง ๆ แล้วมีเรื่องมากมาย การมีระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ ถูกทางแล้ว เมื่อใครเข้าไปตรวจสอบ ใครเขามีหลักฐาน ผมไม่ใช่นักร้อง ผมเป็นนักตรวจสอบ ดังนั้น ต่างคนต่างให้กำลังใจกัน ท่านชอบ ก็ชอบ หากไม่ชอบ ก็ต้องฟังอย่างใจเป็นธรรม ถ้าทำดีก็เลือก ถ้าไม่ดี ก็ไม่เลือก

นายคริส กล่าวว่า วันนี้ขอทำหน้าที่ สส. เพื่อเป็นตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของ ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่แล้ว ซึ่งตามพฤติการณ์ที่นายจิรายุกล่าวไป ตนเองมองว่า เรื่องแบบนี้ไม่สามารถที่จะปล่อยไปได้ ส่วนว่าทำไมตนเอง และพรรคเศรษฐกิจ ต้องมาทำเรื่องนี้ในช่วงนี้นั้น ถ้านายชัชชาติ ไม่ลงเลือกตั้งอีกรอบก็พอจะปล่อยไปได้ แต่วันนี้ นายชัชชาติเสนอตัวเป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกรอบ คำถามคือ 4 ปีที่ผ่านมา ท่านทำถูกต้องทุกประการแล้วหรือยัง ทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือไม่ และวันนี้ตนเองเข้าใจดีว่า ประชาชนยังชื่นชอบ ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่แล้ว แต่ผู้ว่าที่ท่านชอบมีใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ มีระบอบใดระบอบหนึ่งที่เป็นระบอบการทุจริตกัดกินกรุงเทพมหานครอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ถ้าผู้ว่าที่ท่านชื่นชอบเลี้ยงลูกน้องแบบนั้นไว้ จะยังไว้ใจได้หรือไม่

นายคริส กล่าวอีกว่า วันนี้ข้อมูลที่ตนเองมีได้ส่งให้ นายจิรายุ ทั้งหมดแล้ว และมั่นใจในระดับมือทำงานที่มาตรวจสอบ กทม. มาตลอดทั้งเรื่องเรือดับเพลิง รถดับเพลิง จนประชาชนยอมรับ ดังนั้น ทำให้เชื่อมั่นในหลักฐานที่ตนเอง และนายจิรายุ มี ซึ่งหลังจากนี้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องตอบคำถามกับกระบวนการยุติธรรมว่า สิ่งที่ท่านทำในการโยกย้ายข้าราชการเมื่อ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา ทำถูกต้องแล้วหรือไม่ ช่วยพวกพ้องตัวเองหรือไม่ และวางขุมกำลังที่เป็นคนของระบอบอากงไว้หรือไม่ และหากหลังจากนี้มีการทุจริตเกิดขึ้นในเขตเหล่านี้ ประชาชนก็จะทราบได้ว่าใครแต่งตั้งคนแบบนั้นเข้าไป ก็จะต้องรับผิดชอบด้วย ยืนยันว่า สิ่งที่ทำไม่ได้ทำแค่ช่วงของการเลือกตั้งเพราะหน้าที่ของการตรวจสอบ และการปกป้องภาษีของประชาชนรวมถึงปกป้องระบบที่ถูกต้องจะเป็นของคนธรรมดาอย่างพวกเรา

‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

‘สนธิญา’ ยื่นร้องศาลอาญา ถอนประกัน ‘ไอซ์ รักชนก’ อ้างกระทำผิดซ้ำ ม.112

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.37 น.

 “สนธิญา” ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ถอนประกันตัว “ไอซ์-รักชนก” ต่อศาลอาญา โดยพบการกระทำผิดซ้ำ ปอ.มาตรา 112  กระทบต่อพระมหากษัตริย์ กระทบประชาชนหมู่มาก

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลอาญา นายสนธิญา สวัสดี  นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ,อดีตที่ปรึกษา ปธ. กมธ.กฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอถอนประกันนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก จำเลย ต่อศาลอาญา  ในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.2739/2566  โดยศาลอาญาพิพากษาจำคุก 6 ปี ในฐานความผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อให้ศาลอาญาส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งให้ถอนประกัน

นายสนธิญา กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.28 น. นางสาวรักชนกฯ โพสต์กล่าวหาใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยจังหวะใช้ละครซีรีย์เรื่อง “สอดสร้อยมาลา” มาเป็นเครื่องมือในการกล่าวหาพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ในหลายประเด็น โดยตนได้รวบรวมพยานหหลักฐานแล้วได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการกองปราบปราม ในความผิดฐานนำเข้าในระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ก่อให้ตื่นตระหนกตกใจแก่ประชาชน ในประการที่กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร และเป็นการเผยแพร่ข้อมูลโดยรู้อยู่แล้ว ว่าเป็นความเท็จ และกระทำความผิดในฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ฯ  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112  ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โดยประชาชนพบเห็นการกระทำ สามารถกล่าวโทษต่อผู้กระทำความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(8) โดยตนได้กล่าวโทษจำเลยในคดีนี้ ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา โดยพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับจำเลยในคดีนี้ตามกฎหมายแล้ว อันเป็นการกระทำโดยสุจริต ตามที่ประสบพบเจอเหตุการณ์มาจริง ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน

ต่อมาตนได้ตรวจสอบ เงื่อนไขในการปล่อยตัวชั่วคราวของนางสาวรักชนกฯ ในการปล่อยตัวนางสาวรัชนกฯ จำเลยชั่วคราว โดยศาลระบุเงื่อนไข ห้ามกระทำผิดซ้ำในข้อหาเดียวกันอีก  วันนี้ตนจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ถอนประกันตัวนางสาวรักชนกฯต่อศาลอาญาเพื่อให้ศาลอาญาส่งคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์ได้โปรดมีคำสั่งให้ถอนประกันตัวนางสาวรักชนกฯต่อไป

ตนขอเรียนต่อสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนว่า ความผิดที่ตนได้พบเห็นการกระทำ เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงในราชอาณาจักร เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ที่บัญญัติคุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ถือเป็นการคุ้มครองพระเกียรติยศ องค์พระประมุขของประเทศในระบอบการปกครองระอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งในการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 6 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คุณธรรมทางกฎหมาย มุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อมิให้บุคคลใดจวบจ้วง กระทำฝ่าฝืนกฎหมายโดยมีเจตนาลดทอนพระเกียรติพระองค์ท่าน ทั้งกระทำล้มล้างการปกครอง เซาะกร่อน บ่อนทำลาย พระมหากษัตริย์ หรือกระทำต่อปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์จะกระทำไม่ได้  ซึ่งจำเลยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมทราบเป็นอย่างดี เพราะในการเปิดประชุมสามัญครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ ทรงพระราชดำเนินในการเปิดประชุมสมัยสามัญ จำเลยเข้าร่วมประชุมจะต้องกล่าวคำปฏิญาณตน จะจงรักภักดี ต่อชาติ พระมหากษัตริย์ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 

ทั้งในขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้ จำเลยมีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ย่อมมีสามัญสำนึกมากกว่าประชาชนทั่วไป ทั้งเห็นได้จากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยสถิติโดยตรวจสอบจากข้อมูลของศาลยุติธรรม พบว่า เป็นกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม ที่เป็นเครือข่ายของจำเลยที่กระจายกันกระทำผิดทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นภัยร้ายแรงของประเทศ ทั้งย่อมมีผลต่อกระทบต่อรูปแบบการปกครองเป็นอย่างอื่น โดยจำเลยได้กระทำผิดซ้ำ โดยอาฆาตแค้นพระมหากษัตริย์​ในรัชกาลปัจจุบัน อันเป็นแรงจูงใจในการกระทำหมิ่นประมาท อาฆาต มาดร้าย แม้จำเลยจะกลบเกลือนการกระทำ แต่ผู้ร้องและประชาชนรายอื่น ย่อมเก็บหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับจำเลยได้ ภายในอายุความตามกฎหมาย การกระทำความผิดซ้ำของจำเลย เป็นเจตนาที่กระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ พระวชิรเกล้า เจ้าอยู่หัว  ทำให้ประชาชนหมู่มากเกิดความไม่สบายใจและรับไม่ได้กับพฤติกรรมของจำเลย ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม และกระทบต่อองค์พระประมุขของประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง  ทั้งยังเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงอีกด้วย โดยตนเล็งจะยื่นต่อ ปปช.ให้ไต่สวนต่อไป

อังคณา-อัญชนา ชนะอุทธรณ์คดี ไอโอ โจมตีคุกคาม ให้ กอ.รมน. ชดใช้ 2.1 แสน-สั่งลบข้อมูลบิดเบือน-โจมตีภายใน 7 วัน

อังคณา-อัญชนา ชนะอุทธรณ์คดี ไอโอ โจมตีคุกคาม ให้ กอ.รมน. ชดใช้ 2.1 แสน-สั่งลบข้อมูลบิดเบือน-โจมตีภายใน 7 วัน

อังคณา-อัญชนา ชนะอุทธรณ์คดี ไอโอ โจมตีคุกคาม ให้ กอ.รมน. ชดใช้ 2.1 แสน-สั่งลบข้อมูลบิดเบือน-โจมตีภายใน 7 วัน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.57 น.

อังคณา-อัญชนา ชนะอุทธรณ์คดี IO โดนโจมตีคุกคาม   สั่ง กอ.รมน. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2.1 แสนบาท พร้อมลบข้อมูลละเมิดภายใน 7 วัน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่ นางอังคณา นีละไพจิตร และนางอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองทัพบก กรณีที่โจทก์ถูกกระทำละเมิด ถูกเผยแพร่ข้อมูลโจมตีผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO บนสื่อออนไลน์

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ยื่นอุทธรณ์

 ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า ข้อความที่โจทก์ทั้งสองนำสืบในทำนองเดียวกันว่าข้อความ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com เป็นการใส่ร้ายป้ายสีใส่ความโจทก์ทั้งสองด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จสร้างความแตกแยกและไม่ชอบทำให้แก่โจทก์ทั้งสองมีเนื้อหาที่กล่าวถึงการทำงานของโจทก์ทั้งสองในฐานะนักสิทธิมนุษยชนว่า โจทก์ที่ 1 ตกลงรับข้อเสนอจากบุคคลที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน โจทก์ทั้งสองปกป้องแต่ผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวหาจับผิด คัดค้าน หรือไม่เห็นด้วยกับการดำเนินงานหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ โจทก์ที่ 2 หากินบนความเดือดร้อนของผู้สูญเสียเพื่อปูทางสู่องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง

เพราะโจทก์ทั้งสองปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตัว ไม่เคยรับข้อเสนอหรือต้องการแบ่งแยกดินแดน โจทก์ทั้งสองเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โจทก์ที่ 1 ทำงานร่วมกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน บุคคล หรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน การร่างรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการแก้ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างปี 2558 ถึงปี 2562 ได้รับรางวัลแมกไซไซจากมูลนิธิรามอน แมกไซไซ ในปี 2562 โจทก์ที่ 2 เป็นประธานกลุ่มด้วยใจ ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่รวมตัวกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้ต้องหา รวมไปถึงเด็กกำพร้า เด็กยากจน โจทก์ที่ 2 เคยเป็นอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ ระหว่างปี 2559 ถึงปี 2561 เป็นกรรมการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจังหวัดชายแดนใต้ ระหว่างเดือนเมษายน 2562 ถึงเดือนสิงหาคม 2562 และเป็นกรรมการศูนย์ประสานงานด้านเด็กและสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2562

โดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่ามีผู้นำข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยถ้อยคำหยาบคาย คุกคามทางเพศ บุคคลในครอบครัวได้รับผลกระทบ ได้รับความอับอาย บุคคลทั่วไปเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวโจทก์ที่ 1 ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่มั่นใจในการปฏิบัติงาน เสียใจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย โจทก์ที่ 2 เบิกความว่าข้อความดังกล่าวส่งผลกระทบต่อโจทก์ที่ 2 และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคคลในครอบครัว ผู้อ่านบทความเกิดความเกลียดชังและเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทบาทของโจทก์ที่ 2 ไม่ไว้วางใจ หวาดระแวง และหวาดกลัวโจทก์ที่ 2 เมื่อโจทก์ที่ 2 ไปพบบุคคลใด บุคคลนั้นจะรู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย เมื่อพิจารณาทางได้เสียของโจทก์ทั้งสองทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องตามที่โจทก์ทั้งสองขอ แต่เนื่องจากระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ใช้บังคับให้ยกเลิกอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม โดยบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดในมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จึงกำหนดให้โจทก์ทั้งสองคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ตามที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยที่ 1 ลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายตามฟ้องอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองออกจากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 กระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิเสรีภาพของโจทก์ทั้งสองตามฟ้อง และให้ขอโทษโจทก์ทั้งสองในเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com และหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ติดต่อกัน 7 วัน นั้น 

ทั้งนี้เห็นว่าศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ทั้งสองอย่างเหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447 บัญญัติให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งให้ผู้กระทำละเมิดจัดการตามที่โจทก์ทั้งสองขอดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ตามสมควร เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสอง และลบข้อความ รูปภาพ หรือบทความอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองออกจากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ตามที่วินิจฉัยข้างต้น ซึ่งเพียงพอที่จะแก้ไขชื่อเสียงของโจทก์ทั้งสองให้กลับคืนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการส่วนนี้ตามคำขอของโจทก์ทั้งสองอีก ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ หรือจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น มีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการชดใช้เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสองนั้น

เห็นว่าการที่โจทก์ทั้งสองอ้างในทำนองว่าโจทก์ทั้งสองได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2557 ก็ดี หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ก็ดี นั้น ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการที่จะควบคุมอำนาจรัฐและผดุงไว้ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นการทั่วไป มิใช่กฎหมายที่บัญญัติกำหนดความรับผิดของบุคคลในกรณีที่มีการทำละเมิดกันไว้เป็นการเฉพาะแต่อย่างใดไม่ ซึ่งการที่จะพิจารณาว่าผู้ทำละเมิดต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่เพียงใด ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างบุคคลไว้เป็นการเฉพาะ และโจทก์ทั้งสองก็รับมาในอุทธรณ์ว่าประเทศไทยยังไม่ได้มีการตรากฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนมีสิทธิได้รับค่าเสียหายจากรัฐ หรือกำหนดให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดมีหน้าที่ในการชำระค่าเสียหายในกรณีดังกล่าว จึงไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองในส่วนนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายตามฟ้องอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองตามฟ้องออกจากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษาถึงที่สุด กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกา ซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ทั้งสองคนละ 20,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์แต่ละคนชนะคดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

วัชระพล คาด มาเลเซีย ชัดเจนพรุ่งนี้ ปมนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์

วัชระพล คาด มาเลเซีย ชัดเจนพรุ่งนี้ ปมนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์

วัชระพล คาด มาเลเซีย ชัดเจนพรุ่งนี้ ปมนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

“วัชระพล ”เผยปัญหากุ้ง ไทย มาเลเซีย รอฝ่ายฝ่ายมาเลเซียตอบกลับอย่างเป็นทางการหลังก่อนหน้าเจรจาแก้ไขปัญหามาเลเซียควบคุมการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์คาดการณ์จะเห็นความชัดเจนพรุ่งนี้ 

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าภายหลังที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งหนังสือด่วนไปยังรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและความมั่นคงด้านอาหาร มาเลเซีย เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อขอให้ฝ่ายไทยและมาเลเซียเปิดการเจรจาแก้ไขปัญหาการนำเข้ากุ้งไทย หลังมาเลเซียออกประกาศควบคุมการนำเข้ากุ้งของไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น ซึ่งจนถึงขณะนี้ (11 มิถุนายน) ฝ่ายไทยยังไม่ได้รับการตอบกลับมาจากทางการมาเลเซียถึงความคืบหน้าดังกล่าว แต่หลังจากได้สอบถามกับนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดว่าในวันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.69) จะได้รับการตอบรับมาจากฝ่ายมาเลเซีย รวมถึงจะเห็นความชัดเจนในเรื่องการนัดหมายที่รัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายจะได้พูดคุยกัน 

วัชระพล ขาวขำ

ทั้งนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปฏิเสธกระแสข่าวว่า ตนเองและนายสุริยะจึงรุ่งเรืองกิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินทางไปเจรจา กับฝ่ายมาเลเซียในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เนื่องจากยังไม่ได้รับการตอบรับกลับ จากทางการมาเลเซีย แต่ได้แสดงความพร้อมหากฝ่าย มาเลเซียกำหนดวันมาแล้ว กระทรวงเกษตรก็พร้อมจะเดินทางไปเจรจาแก้ไขปัญหาดังกล่าวในทันที

วัชระพล ขาวขำ
วัชระพล ขาวขำ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.04 น.

ราชกิจจานุเบกษา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม มีผลตั้งแต่ 11 มิถุนายน 2569 

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกอบมาตรา 5 ตรี มาตรา 12 มาตรา 14 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้ง สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธิ์ เขมงกโร) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม โดยให้ดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดแต่งตั้ง ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

ตอบทุกคำถามเวทีชี้แจง TH-AI Passport ทำไมต้องซื้อ โปร่งใส ไม่ล็อกสเปก ย้ำชัดใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

วันนี้ 11 มิถุนายน 69 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเกี่ยวกับโครงการ THAI AI Passport ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับความสนใจและถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างกว้างขวาง โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับคนไทยจำนวน 5 ล้านคน ภายใต้งบประมาณ 1,621 ล้านบาท

บรรยากาศในเวทีเสวนามีการเปิดกว้างให้ซักถามอย่างตรงไปตรงมา โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.), ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมด้วย

และตัวแทนฝ่ายค้าน ตัวแทนภาคเอกชนที่เป็นผู้รับจ้าง ตลอดจนนักวิชาการและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมอย่างคับคั่ง การจัดเวทีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความโปร่งใส คลายข้อสงสัยในทุกประเด็น เพื่อให้โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

วิกฤตขีดความสามารถทางดิจิทัลและที่มาของเป้าหมาย 5 ล้านคน

นายพชร ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ชี้แจงว่า ดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยในภาพรวมตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดในปี 2568 ประเทศไทยรั้งอันดับที่ 89 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคอาเซียน โดยจากการประเมินอัตราการเข้าถึง AI ของประเทศไทยที่ปัจจุบันอยู่ราว 10.7% ต่ำกว่าเวียดนามที่อยู่ 23.5% และสิงคโปร์ที่อยู่ 60.9% ดังนั้น หากผลักดันให้มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคน จะช่วยให้อัตราการเข้าถึง AI ของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 22-23% ใกล้เคียงกับประเทศเวียดนาม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 16.3%  รัฐบาลจึงเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับทักษะ (Reskill) ให้กับประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างคนในเมืองและภูมิภาค

สำหรับเป้าหมายจำนวนผู้รับสิทธิ์ 5 ล้านคนนั้น มาจากการคำนวณฐานประชากรวัยแรงงานที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจประมาณ 50 ล้านคน โดยตั้งเป้าหมายนำร่องที่ร้อยละ 10 หรือ 5 ล้านคน กลุ่มเป้าหมายถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. กลุ่มนักเรียนนักศึกษา ซึ่งเป็นวัยที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเพื่อลดเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. กลุ่มบุคลากรภาครัฐ เพื่อนำ AI มาช่วยลดระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดทำข้อมูลต่างๆ และ 3. ประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย (SME) อายุ 15 ปีขึ้นไป

ในส่วนของงบประมาณ 1,621 ล้านบาทนั้น ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่เป็นการใช้เงินจากกองทุนนอกงบประมาณ หรือ กองทุน DE ซึ่งมีระเบียบรองรับอย่างชัดเจน และต้องปฏิบัติตามกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการหลายขั้นตอนเป็นระยะเวลาเกือบ 5 เดือน

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เจาะลึกความคุ้มค่า ทำไมรัฐต้องลงทุนซื้อ AI แทนการใช้ของฟรี?

หนึ่งในคำถามสำคัญจากภาคประชาชนคือ เหตุใดจึงไม่สนับสนุนให้ประชาชนใช้ AI ที่เปิดให้ใช้งานฟรีทั่วไปตามอินเทอร์เน็ต ตัวแทนผู้รับจ้างจากภาคเอกชนได้ชี้แจงว่า ระบบ AI แบบฟรีนั้นมีข้อจำกัดมากมาย เช่น ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงลึก การจำกัดจำนวนคำถามต่อวัน และข้อจำกัดในการประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการนำมาใช้ทำงานจริงหรือยกระดับทักษะในระดับมืออาชีพ โครงการ THAI AI Passport จึงได้จัดเตรียม AI ในระดับ Pro หรือ Premium ซึ่งปกติประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณ 259-299 บาทต่อเดือน

ระบบนี้ได้รวบรวมโมเดล AI ประสิทธิภาพสูงถึง 31 โมเดล จาก 14 ค่ายชั้นนำระดับโลก มาให้บริการแบบครบวงจรในแพลตฟอร์มเดียว ผู้ใช้งานจะสามารถสัมผัสกับฟีเจอร์ระดับโลก อาทิ การทำแชทเชิงลึกด้วย Claude Opus 4.8, การวิจัยข้อมูลขั้นสูงด้วย Open AI O3 และ Perplexity Sonar, การสร้างสรรค์ภาพกราฟิกด้วย Nano Banana Pro และ GPT Image 2, การตัดต่อและสร้างวิดีโอด้วย Gemini VEO 3.1 Fast, การสร้างเสียงเพลงด้วย Google Lyria 3 Pro รวมถึงการเขียนโค้ดเพื่อสร้างเว็บไซต์

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการยังมีระบบการจัดการเรียนรู้ (Learning Management System – LMS) ที่ประกอบด้วยหลักสูตรกว่า 130 หลักสูตร ซึ่งอ้างอิงกรอบการเรียนรู้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และหลักสูตรจากเจ้าของโมเดลโดยตรง เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐาน การเขียน Prompt สำหรับคนทำงาน ไปจนถึง AI สำหรับการตลาดและการบริการลูกค้าในระดับธุรกิจ ผู้ที่เรียนจบจะได้รับใบประกาศนียบัตร และมีการใช้ระบบ Gamification เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนุกและเก็บคะแนนเพื่อรักษาสิทธิ์ในการใช้งานโมเดลขั้นสูง เมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้ว ภาครัฐจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 27 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งถือว่ามีความคุ้มค่าอย่างมาก

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

เคลียร์ปมความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง และนโยบาย “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น”

นายพชร ทางปลัดกระทรวงฯ ได้ยืนยันว่ากระบวนการสืบราคากลางนั้น ดำเนินการโดยสืบค้นจากผู้ประกอบการในธุรกิจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลที่มีประวัติการทำงานขนาดใหญ่กับภาครัฐจำนวน 8 ราย และเปิดประมูลเป็นการทั่วไปอย่างโปร่งใส สำหรับข้อกังขาเรื่องงวดงานแรกที่ถูกวิจารณ์ว่าส่งเพียงกระดาษรายงานก็ได้เงินนั้น ปลัดกระทรวงฯ ชี้แจงว่า เอกชนผู้รับจ้างยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว การส่งมอบงานในงวดแรกไม่ใช่แค่การส่งแผนงานแบบกระดาษ แต่ผู้รับจ้างจะต้องส่งผลการดำเนินงานเบื้องต้น ระบบต้องสามารถเปิดทดสอบได้จริงตามเงื่อนไขในเอกสารข้อกำหนด (TOR) ส่วนงบประชาสัมพันธ์ที่มีการพูดถึงป้ายโฆษณาตามจุดต่างๆ นั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจกรรมรวมมูลค่า 35 ล้านบาท โดยงบสำหรับป้ายโฆษณาอยู่ที่ประมาณ 9 แสนบาทเท่านั้น ไม่ใช่การทุ่มงบหลายร้อยล้านตามที่เป็นข่าวลือ

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด รัฐบาลได้ปรับนโยบายการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นรูปแบบ “ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น” (Pay Per Actual Use) ซึ่งหมายความว่า หากมีประชาชนเข้ามาใช้งานจริงจำนวนเท่าใด ภาครัฐก็จะจ่ายเงินตามจำนวนคนและระยะเวลาที่มีการใช้งานจริงเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หากมีผู้ใช้งานในเดือนแรกเพียง 1 แสนคน รัฐก็จะจ่ายเงินเพียง 2.7 ล้านบาท ไม่ได้เป็นการจ่ายเหมาล่วงหน้าเต็มจำนวน 1,600 กว่าล้านบาทแต่อย่างใด

เงื่อนไขนี้จะถูกนำไปเจรจากับผู้รับจ้างเพื่อจัดทำเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญาต่อไป นอกจากนี้ เพื่อรองรับการใช้งานที่อาจจะเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก ระบบได้รับการออกแบบทางเทคนิคให้มีความสามารถในการประมวลผล (TPS) อยู่ที่ 2,500 ถึง 5,000 ธุรกรรมต่อวินาที ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนคนต่อชั่วโมง และรองรับเป้าหมาย 5 ล้านคนได้โดยไม่เกิดปัญหาระบบล่ม

ภาพจากเฟซบุ๊ค กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตัวแทนจากกระทรวง DE และตัวแทนผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ให้ความมั่นใจอย่างหนักแน่นว่า ระบบถูกออกแบบมาให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด การเข้าใช้งานระบบจะเริ่มต้นด้วยการยืนยันตัวตนผ่านระบบ Thai ID เพื่อพิสูจน์สิทธิ์และป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์นำไปขายต่อ ข้อมูลโพรไฟล์ของผู้ใช้งานและประวัติการสนทนา (Chat log) จะถูกจัดเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัยภายในเซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

แม้ว่าการประมวลผลข้อมูลหรือคำสั่ง (Prompt) จะต้องส่งไปยังตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ในต่างประเทศตามหลักการทำงานสากล แต่ผู้ให้บริการระดับโลกมีข้อสัญญาชัดเจนในการปกป้องข้อมูล (Data Protection Addendum) ว่าจะไม่มีการนำข้อมูล ทั้งข้อความ รูปภาพ หรือไฟล์เอกสารที่ประชาชนคนไทยป้อนเข้าสู่ระบบ ไปใช้เพื่อการฝึกฝน (Train) หรือพัฒนาโมเดล AI ของบริษัทตนเองโดยเด็ดขาด ในส่วนของการตรวจสอบจากฝั่งภาครัฐ กระทรวง DE จะมองเห็นเพียงข้อมูลสถิติในภาพรวมเท่านั้น เช่น ปริมาณการใช้งานรวม ฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมสูง หรือจังหวัดที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เพื่อนำไปประเมินผลโครงการ รัฐบาลจะไม่สามารถระบุตัวตน หรือเจาะจงเข้าไปดูข้อมูลการสนทนาส่วนตัวของประชาชนได้เลย ว่านาย A หรือนาง B พิมพ์คำถามหรือค้นหาข้อมูลใดบ้าง ทำให้ประชาชนสามารถใช้งานได้อย่างสบายใจและปลอดภัย

ก้าวต่อไป และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ในช่วงท้ายของการเสวนา ตัวแทนจากภาคประชาชน นักวิชาการ และฝ่ายการเมือง ได้เสนอทางเลือกในการดำเนินโครงการต่อไป โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการเรียกร้องให้แก้ไขและปรับปรุงรายละเอียดในสัญญาให้รัดกุมยิ่งขึ้น แทนที่จะล้มเลิกโครงการไปทั้งหมด ซึ่งภาครัฐก็เห็นพ้องด้วยว่าการปรับปรุงเงื่อนไขคือทางออกที่ดีที่สุด เพราะหากล้มเลิกโครงการ โอกาสในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาประดิษฐ์ของไทยอาจต้องหยุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอที่น่าสนใจจากสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ที่ต้องการให้โครงการนี้สร้างพื้นที่ทดลอง (Sandbox) และนำโมเดล AI ไปประยุกต์ใช้กับระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) เพื่อแจกจ่ายให้ผู้ประกอบการ SME ได้นำไปต่อยอดทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อรับประกันความโปร่งใสในระยะยาว กระทรวง DE รับปากที่จะพิจารณาข้อเสนอในการจัดทำหน้าจอแสดงผลสถิติการใช้งานภาพรวมแบบเรียลไทม์ (Dashboard) เพื่อให้สาธารณชนและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาร่วมตรวจสอบประสิทธิภาพของโครงการได้ตลอดเวลาว่า มีคนเข้ามาใช้งานแล้วเท่าใด และเกิดผลสัมฤทธิ์มากน้อยเพียงใด

รวมถึงรับข้อเสนอในการจัดตั้งคณะกรรมการร่วม (Steering Committee) ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรวิชาชีพ สมาคมที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน เข้ามาร่วมกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานโครงการอย่างใกล้ชิด ข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อห่วงใยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวทีประวัติศาสตร์ครั้งนี้ จะถูกนำไปประมวลผลเพื่อนำไปสู่การเจรจาปรับปรุงเอกสารแนบท้ายสัญญากับผู้รับจ้าง เพื่อให้โครงการ THAI AI Passport เป็นก้าวกระโดดที่สำคัญ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างประโยชน์สูงสุดในการนำพาคนไทยเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างภาคภูมิใจ

กกต. แจงยิบ! ปมครหาละเว้นไม่ดำเนินการเรื่อง โพย วันเลือก สว. ยันทำต่อเนื่อง

กกต. แจงยิบ! ปมครหาละเว้นไม่ดำเนินการเรื่อง โพย วันเลือก สว. ยันทำต่อเนื่อง

กกต. แจงยิบ! ปมครหาละเว้นไม่ดำเนินการเรื่อง โพย วันเลือก สว. ยันทำต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.39 น.

วันที่ 11 มิถุนายน 69 เวลา 13.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ออกเอกสารชี้แจงกรณีนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.กลุ่มสำรอง และ พ.ต.อ.มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ ออกมา กล่าวอ้างว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ละเว้นไม่ดำเนินการเกี่ยวกับโพยหรือเอกสารจดหมายเลขผู้สมัครในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศทั้งปล่อยปะละเลย ให้ผู้สมัครนำข้อมูลแนะนำตังของผู้สมัคร(สว.3) เข้าไปในสถานที่เลือกระดับประเทศ  การหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่และไม่ควบคุมการเลือก สว.ให้เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม รวมถึงการที่ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด แจ้งว่าจะมีโพยฮั้ว สว.ในวันเลือก สว.ระดับประเทศนั้น  ว่า ทั้งหมดไม่ความจริง 

โดยสำนักงาน กกต.มีการชี้แจงเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารข่าว ระหว่างช่วง มี.ค.-พ.ค.2568 มาแล้ว 3ครั้ง  อีกทั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษา เมื่อ 28 ม.ค.2568 ยกฟ้อง กกต. กรณีที่กลุ่ม สว.สำรองฟ้องว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วย กกต. ความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจากกรณีดังกล่าว

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต. ยังชี้แจงอีกว่า ในเรื่องร้องเรียนการเลือก สว. ในทำนองเดียวกันนี้  กกต.จะเร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว