บิ๊กดุลย์ ขออย่ากังวล หลังพบอาวุธกองทัพอยู่ในมืออาชญากรรมข้ามชาติ

บิ๊กดุลย์ ขออย่ากังวล หลังพบอาวุธกองทัพอยู่ในมืออาชญากรรมข้ามชาติ

บิ๊กดุลย์ ขออย่ากังวล หลังพบอาวุธกองทัพอยู่ในมืออาชญากรรมข้ามชาติ

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.15 น.

“ดุลย์​” ขออย่ากังวล​ อาวุธกองทัพตกอยู่ในมืออาชญากรรมข้ามชาติ​ ย้ำ กองทัพ​ ตรวจเข้ม​ กระบอกต่อกระบอก​ เตรียมตรวจสอบ​อยู่ในมือ​ “หมิงเฉิน​ ซัน​” ได้​อย่างไร​ เร่ง​สร้างความเข้าใจคนชายแดนหาของป่า​ หวั่นซ้ำรอยถึงทหารกัมพูชา​จับ

12 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา​ 12.00 น. ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรมเจริญ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวถึงกรณีที่ นายหมิงเฉิน ซัน ครอบครองคลังอาวุธสงครามซึ่งมีปืนของกองทัพเรือรวมอยู่ด้วย​ ว่า​ การตรวจสอบเรื่องอาวุธในห้วงที่มีการ รับส่งหน้าที่ผู้บังคับหน่วยจะมีการสำรวจพิเศษ โดยมีการนับเป็นรายกระบอก ซึ่งทุกหน่วยทำอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลใจ
 
ส่วนกรณีที่หลุดไปอยู่ในมืออาชญากรรมข้ามชาตินั้น พล.ท.อดุลย์​ กล่าวว่า​ เดี๋ยวตนจะไปตรวจสอบดู

เมื่อถามถึงกรณีการให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัวจากไปหาของป่า พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า​ จากการได้รับรายงานจากหน่วยในพื้นที่ ชาวบ้านคนดังกล่าวถูกจับตัวไปตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้เข้าใจว่าอยู่ในกระบวนการของกัมพูชาเรื่องหนีเข้าเมืองแต่ขอไปตรวจสอบว่าชาวบ้านรายดังกล่าวเข้าไปทำอะไรเนื่องจากไปเพียงคนเดียว

ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 แต่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันทำความเข้าใจ กับประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

ส่วนกรณีที่ชาวบ้านออกมาระบุว่าฝ่ายความมั่นคงห้ามเข้าพื้นที่นั้น พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่าขอไปตรวจสอบก่อน

นายกฯ สั่ง ครม. เดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังมีผลบังคับใช้ บอก ศาลรธน.วินิจฉัยค่อยว่ากัน

นายกฯ สั่ง ครม. เดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังมีผลบังคับใช้ บอก ศาลรธน.วินิจฉัยค่อยว่ากัน

นายกฯ สั่ง ครม. เดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังมีผลบังคับใช้ บอก ศาลรธน.วินิจฉัยค่อยว่ากัน

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.05 น.

นายกฯ สั่งในห้องประชุมครม. เดินหน้าต่อ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หลังมีผลบังคับใช้แล้ว บอก ศาลรธน.วินิจฉัยค่อยว่ากันอีกที 

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่า ก่อนเริ่มการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้แจ้งเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ขณะนี้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4  แสนล้านบาท และมีผลบังคับใช้แล้ว รัฐบาลสามารถดำเนินการได้เลย ส่วนกรณีฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินนั้น เป็นเรื่องของสภา ให้เป็นไปตามกระบวนการ รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา แล้วค่อยมาดูรายละเอียดว่า ศาลวินิจฉัยเอาไว้อย่างไรบ้าง  

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เล่าและเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของการออก พ.ร.ก.กู้เงินแต่ละฉบับในอดีต ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญและที่วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ โดยมีการพูดถึงเนื้อหาการออก พ.ร.ก.กู้เงินในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญปี 40, 50 และ 60  โดยเนื้อหาในรัฐธรรมนูญปี 40 ระบุเรื่องกู้เงินไว้ให้ดูเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ไม่มีเหตุผลเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ส่วนเรื่องการกู้เงินในรัฐธรรมนูญปี 50 จะแตกต่างกัน มีการกำหนดให้ดูเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความจำเป็นเร่งด่วนด้วย 

ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 60 ได้กลับไปใช้หลักการเดิมเหมือนปี 40 คือ ให้ตรวจสอบเฉพาะเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนกรณีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐบาลจะเป็นผู้พิจารณาเอง

ประธาน คตร.ตรวจความพร้อม การฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ประธาน คตร.ตรวจความพร้อม การฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ประธาน คตร.ตรวจความพร้อม การฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

12 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น.  พลเรือโท รัตนะ เรืองรุ่ง รองเสนาธิการทหารเรือ สายงานกำลังพล ในฐานะ ประธานคณะกรรมการเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี ตรวจเยี่ยมการฝึกกำลังพลที่ทำหน้าที่เป็นฝีพายเรือพระราชพิธี เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ แผนกเรือราชพิธี กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร โดยมี พลเรือตรี พิสิฐ รังษีภาณุรัตน์ เจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายฝึกซ้อมกำลังพลฝีพาย ให้การต้อนรับ

การฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการเตรียมความพร้อมกำลังพลในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยก่อนหน้านี้ กองทัพเรือ ได้จัดให้มีการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ รูปแบบการพายและวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องแก่ผู้ทำหน้าที่นายเรือพระราชพิธี 58 นาย ผู้ทำหน้าที่นายท้าย เรือพระราชพิธี 104 นาย ซึ่งเมื่อการฝึกเสร็จสิ้น จะได้รับหน้าที่เป็นครูฝึกฝีพายเรือพระราชพิธีของหน่วยรับเรือที่ตนสังกัด 

ปัจุบันการฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี อยู่ในขั้นตอนของการฝึกพายเรือบนบก หรือเรียกอีกแบบว่า การฝึกพายบนเขียงฝึก เพื่อให้ฝีพายคุ้นเคยกับน้ำหนักของพาย ลักษณะ ท่าทาง ความพร้อมเพรียง ต่อด้วยการฝึกพายเรือในน้ำ เพื่อให้มีทักษะการบังคับเรือในน้ำโดยแยกตามหน่วยฝึกในพื้นที่ต่างๆ จากนั้นจะเป็นการฝึกฝีพายในหน่วยในเรือในน้ำ  ก่อนที่จะมีการฝึกจัดรูปกระบวนในแม่น้ำเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ในโอกาสต่อไป 


   
ทั้งนี้ ในส่วนของแผนปฏิบัติงานการเตรียมความพร้อมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ของกองทัพเรือ มีการเตรียมความพร้อมหลัก ประกอบด้วย การเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล การฝึกซ้อมฝีพาย การซ่อมทำเรือพระราชพิธี และการเตรียมท่าเทียบเรือ โดยในส่วนของการซ่อมทำเรือพระราชพิธีนั้น นั้น ในส่วนของการซ่อมบำรุงบำรุงเรือพระราชพิธี อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้ดำเนินการ สำรวจ และซ่อมทำเรือพระที่นั่ง และเรือรูปสัตว์ ด้วยวิธีศิลปะภูมิปัญญาประมงพื้นบ้าน การตอกหมันเรือ ซึ่งนำด้ายดิบมาตอกเข้าไป บริเวณร่องระหว่างไม้กระดานเรือให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้าเรือ จากนั้นจึงได้ชันยาเรือผสมกับน้ำมันยางยาแนวในร่องและทาทั่วทั้งบริเวณนอกลำเรือเพื่อป้องกันเพรียงกินไม้ที่จะทำให้เรือผุเร็ว ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และได้ส่งมอบให้ กรมศิลปากร ดำเนินการประดับตกแต่งตัวเรือตามแผนปฏิบัติงานการจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร โดยหากดำเนินการแล้วเสร็จจะได้จัดให้มีการอัญเชิญเรือพระที่นั่งลงน้ำเพื่อเตรียมการในส่วนของการฝึกซ้อมฝีพายในขั้นตอนต่อไป  

สำหรับรูปแบบการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ใช้เรือพระราชพิธี จำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ ซึ่งแบ่งจัดขบวนเรือเป็น 5 ริ้ว ความยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร โดยใช้กำลังพลประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้น 2,200 นาย และในขบวนเรือพระราชพิธี ประกอบด้วยเรือประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. เรือริ้วสายกลาง จำนวน 10 ลำ ประกอบด้วย
1.1 เรือพระที่นั่งทรง จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่ง สำหรับพระมหากษัตริย์ ทรงประทับ
1.2 เรือพระที่นั่งทรงสำรอง จำนวน 2 ลำ คือ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
1.3 เรือทรงผ้าไตร จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
1.4 เรือกลองใน – เรือกลองนอก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย
– เรือกลองใน คือ เรือเรือแตงโม เป็นเรือสำหรับ ผู้บัญชาการขบวนเรือ 
– เรือกลองนอก คือ เรืออีเหลือง เป็นเรือสำหรับ รองผู้บัญชาการขบวนเรือ 
– เรือตำรวจ จำนวน 3 ลำ ประกอบด้วย เรือตำรวจ 1 – 3 ซึ่งเป็นเรือของพระตำรวจ มีหน้าที่เป็นองครักษ์
1.5 เรือแซง จำนวน 1 ลำ คือ เรือแซง 7 ซึ่งเป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์ 

2. เรือริ้วสายใน จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 7 ลำ รวมเป็น 14 ลำ ประกอบด้วย
2.1 เรือประตูหน้า จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น เป็นเรือนำริ้วขบวน
2.2 เรือพิฆาต จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเสือทะยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือนำขบวนที่ใช้ในการรบ
2.3 เรือรูปสัตว์ จำนวน 8 ลำ ประกอบด้วย เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร เป็นเรือที่แกะสลักหัวเรือเป็นรูปสัตว์จริงหรือสัตว์ในเทพนิยาย เพื่อบอกถึงเรือลำใดเป็นของกรมใด หรือขุนนางผู้ใด
2.4 เรือคู่ชัก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง เป็นเรือชักลากเรือพระที่นั่ง เช่น ชักลากเรือพระที่นั่งเมื่อน้ำเชี่ยว ต้องการให้แล่นเร็วขึ้น เป็นต้น

3. เรือริ้วสายนอก จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 14 ลำ รวม 28 ลำ ประกอบด้วย
3.1 เรือดั้ง จำนวน 22 ลำ ประกอบด้วย เรือดั้ง 1 – 22 เป็นเรือป้องกันหน้าขบวนเรือ
3.2 เรือแซง จำนวน 6 ลำ ประกอบด้วย เรือแซง 1 – 6 เป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์

ไชยชนก รับ ครม.ถกซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก เชื่อคนไทยได้ดูแน่

ไชยชนก รับ ครม.ถกซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก เชื่อคนไทยได้ดูแน่

ไชยชนก รับ ครม.ถกซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก เชื่อคนไทยได้ดูแน่

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.55 น.

12 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบ 1,300 ล้านบาท ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ว่า รายละเอียดตนไม่ได้ดูแลเรื่องนี้ ขอให้ไปถามคนอื่น ส่วนงบประมาณของกสทช. จะสนับสนุนเท่าไรนั้น ขอรอดูอีกทีว่าสุดท้ายจะจบอย่างไร แต่ได้เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว เดี๋ยวตนเองจะให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้ชี้แจง 

เมื่อถามย้ำว่า คนไทยจะได้ดูบอลโลกแน่นอน ใช่หรือไม่ นายไชยชนก หัวเราะ และกล่าวว่า “ผมว่าน่าจะได้ดู”

ไอติม อ่านไต๋รัฐบาลรวมเงินกู้ในฉบับเดียว หวังบีบฝ่ายค้านต้องวิจารณ์ส่วนเยียวยาช่วยเหลือไปด้วย

ไอติม อ่านไต๋รัฐบาลรวมเงินกู้ในฉบับเดียว หวังบีบฝ่ายค้านต้องวิจารณ์ส่วนเยียวยาช่วยเหลือไปด้วย

ไอติม อ่านไต๋รัฐบาลรวมเงินกู้ในฉบับเดียว หวังบีบฝ่ายค้านต้องวิจารณ์ส่วนเยียวยาช่วยเหลือไปด้วย

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.25 น.

ไอติม ซัด รัฐบาล ฉวยโอกาสบนความเดือดร้อนประชาชน ข้องใจทำไมรวมเงินกู้ไว้ในฉบับเดียว อ่านไต๋เป็นแผนบีบฝ่ายค้านต้องวิจารณ์ส่วนเยียวยาช่วยเหลือไปด้วย เชื่อจงใจ หนีสภา พลัส เตรียมชงญัตติด่วนพฤหัสฯ นี้ ตั้ง กมธ.วิสามัญตามรอยโควิด ลั่นไร้เหตุผลที่จะไม่ตั้ง 

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางว่า คำร้องเราเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจน รัดกุม พุ่งเป้าไปที่เงินก้อน 200,000 ล้านบาทหลัง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นตีกรอบให้ชัดในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ตนและพรรคประชาชนมีความกังวลใจคือการดำเนินการของรัฐบาล ว่ารัฐบาลเลือกดำเนินการอย่างไม่ตรงไปตรงมา เพื่อหลีกหนีการตรวจสอบของสภา ตนขอใช้คำว่าอาจเข้าข่ายปรากฎการณ์ “หนีสภาพลัส” 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หนีที่หนึ่ง คือความจงใจของรัฐบาลในการนำเงิน 2 ก้อน มัดรวมไว้ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียว ซึ่งเป็นการบีบให้ฝ่ายค้านอาจจะมีท่าทีไม่เห็นด้วย ต้องแสดงความเห็นกับเงินทั้ง 2 ก้อนในคราวเดียวกัน ส่วนคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เราได้แยกเงิน 2 ก้อนอย่างชัดเจน และมองว่าเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการรวมเงิน 2 ก้อนอยู่ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียว ชัดเจนว่าเป็นการพยายามจะฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน และไปสอดไส้โครงการด้านพลังงาน หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา เพราะใช้กลไก พ.ร.ก.

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนขอตั้งคำถามกลับไปว่าหากสิ่งที่ตนพูดไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่ได้พยายามจะเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกันห bรือสอดไส้โครงการพลังงานเข้ามา คำถามคือทำไมต้องรวมอยู่ในฉบับเดียว ทำไมไม่เอาเงิน 200,000 ล้านบาทหลัง มารวมเข้ากับงบประมาณปกติ หากจะอ้างว่าไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติได้ ก็แยกออกมาเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้อีกฉบับก็ได้ แต่การเอามารวมกันมันเป็นรูปธรรมของการหนีสภาชั้นที่หนึ่งด้วยการยัดไส้

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า หนีที่สอง ต้องให้ความเป็นธรรมเพราะยังไม่เกิดขึ้น แต่เรามีความกังวลใจ โดยในวันที่14 พ.ค.นี้ พรรคประชาชนจะยื่นญัตติเพื่อตั้งคณะกรรมการธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้นี้ แม้ว่าจะยื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ พ.ร.ก.เงินกู้ก็บังคับใช้ได้แล้ว และรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ เมื่อการใช้เงินกำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ดีที่สภาจะสามารถมีกรรมาธิการวิสามัญมาตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้เงิน ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ เหมือน พ.ร.ก.เงินกู้ช่วงโควิด-19 ที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแบบนี้ขึ้นมา ดังนั้น การยื่นศาลรัฐธรรมนูญอาจทำให้วาระการลงมติอนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ชะลอออกไป แต่เมื่อการใช้เงินเกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีเหตุใด ที่สภาจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงิน จึงหวังว่า สส.รัฐบาลจะให้ความร่วมมือ และไม่พยายามใช้เสียงข้างมากเพื่อปิดกั้นการตรวจสอบ

เมื่อถามว่ากระบวนการของคณะกรรมาธิการสามัญติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถใช้ตรวจสอบในกรณีนี้ได้ใช่หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นคนละประเด็นกัน เพราะคณะกรรมาธิการสามัญติดตามงบฯ ภารกิจคือติดตามตรวจสอบงบประมาณในภาพรวม ไม่ได้เป็นภารกิจที่เจาะจง พ.ร.ก.เงินกู้ก้อนนี้ และเราเห็นว่าทุกครั้งที่มีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาโดยเฉพาะ หากมีการสกัดกั้นไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว  เราก็ต้องพยายามใช้กลไกอื่นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ตนคิดว่าไม่มีเหตุที่จะไม่ตั้ง

เมื่อถามว่านายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ระบุว่ายินดีหากมีการยื่นญัตติ ฝ่ายค้านพร้อมยื่นพรุ่งนี้เลยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เอกสารญัตติพร้อมอยู่แล้ว ถ้ารัฐบาลพร้อม ก็สามารถยื่นด้วยวาจาได้ ถ้า สส.รัฐบาล วิปรัฐบาลยินดี ก็สามารถตั้งได้เลยในวันพฤหัสบดีนี้

เมื่อถามว่าจะมีกลไกหรืออาวุธใดที่จะยับยั้งมากกว่านี้หรือไม่ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายพริษฐ์ กล่าวว่า นั่นเป็นอาวุธที่ฝ่ายค้านมีอยู่แล้ว ยังไม่นับรวมเรื่องการตรวจสอบงบประมาณ ที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม แต่ ณ วันนี้ เราพุ่งเป้าไปที่การตรวจสอบ พ.ร.ก.เงินกู้เฉพาะหน้า และไม่ได้ปิดกั้นการใช้อาวุธอื่น ในการตรวจสอบ อันที่จริงไม่ใช่เพียง พ.ร.ก.เงินกู้ แต่ยังมีอีกหลายกรณีที่เราเริ่มเห็นความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล

เมื่อถามว่าหากกระบวนการผู้นำฝ่ายค้านเสร็จสิ้น  จะพิจารณายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า อันนั้นเป็นอาวุธที่ฝ่ายค้านสามารถดำเนินการได้ทันทีอยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่าจะยื่นเลยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า  เราคงมีการหารือกันทันที แต่จะใช้เมื่อไหร่ ต้องดูข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ ว่ากลไกการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ยื่นได้ 1 ครั้งต่อปี เรามีเวลาจากวันนี้จนถึงช่วงเดือนมีนาคม 2570 ที่สามารถใช้ได้ ส่วนจังหวะเวลาจะเป็นช่วงไหน ผู้นำฝ่ายค้านคงต้องหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อน

ผอ.​สำนักข่าวกรอง​ ยอมรับ​ หมิงเฉิน​ ซัน โยงแก๊ง​สแกมเมอร์​เพื่อนบ้าน

ผอ.​สำนักข่าวกรอง​ ยอมรับ​ หมิงเฉิน​ ซัน โยงแก๊ง​สแกมเมอร์​เพื่อนบ้าน

ผอ.​สำนักข่าวกรอง​ ยอมรับ​ หมิงเฉิน​ ซัน โยงแก๊ง​สแกมเมอร์​เพื่อนบ้าน

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.19 น.

ผอ.​สำนักข่าวกรอง​ ยอมรับ​ หมิงเฉิน​ ซัน โยงแก๊ง​สแกมเมอร์​เพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์​ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ​ กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าว​ว่า​นายหมิงเฉิน ซัน​ ผู้ต้องหาชาวจีน​ครอบครองอาวุธสงคราม​ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์ในระดับหัวหน้าสั่งการ​ ว่า​ เรื่องนี้ตนพูดไม่ได้มาก แต่ก็คล้ายๆ ในลักษณะนั้น

เมื่อถามย้ำว่า มีความเชื่อมโยงกับทุนเทาสแกมเมอร์ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่​ นายฐนัตถ์​ กล่าวว่า​ ไม่ถึงขั้นนั้น​ แต่ยอมรับว่า​ มีความเชื่อมโยง

สนธิญา ร้อง ผบ.ตร. โอนคดี หมิงเฉิน ซัน ให้ CIB หรือ DSI ชี้โยงเครือข่ายจีนเทา-ภัยความมั่นคง

สนธิญา ร้อง ผบ.ตร. โอนคดี หมิงเฉิน ซัน ให้ CIB หรือ DSI ชี้โยงเครือข่ายจีนเทา-ภัยความมั่นคง

สนธิญา ร้อง ผบ.ตร. โอนคดี หมิงเฉิน ซัน ให้ CIB หรือ DSI ชี้โยงเครือข่ายจีนเทา-ภัยความมั่นคง

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.05 น.

สนธิญา ร้อง ผบ.ตร. โอนคดี หมิงเฉิน ซัน ให้ CIB หรือ DSI รับผิดชอบ ชี้โยงเครือข่ายจีนเทา-ภัยความมั่นคง

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายสนธิญา สวัสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พิจารณาโอนคดีนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับการพบคลังอาวุธสงครามในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ไปให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รับเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเห็นว่าคดีมีความซับซ้อนและขยายผลเชื่อมโยงหลายพื้นที่

นายสนธิญา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีเหตุผลสำคัญ 3 ประเด็น ประกอบด้วย ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบคดีให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางรับผิดชอบ หรือพิจารณาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ รวมถึงขอให้ตรวจสอบขบวนการปลอมแปลงสัญชาติและบัตรประชาชนให้กลุ่มจีนเทา ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว และอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตนเองเคยร้องเรียนไว้ก่อนหน้านี้

นายสนธิญา ระบุว่า จากข้อมูลที่ติดตามพบว่า นายหมิงเฉิน ซัน มีความเชื่อมโยงกับพื้นที่อำเภอเชียงดาว และเชื่อว่าผู้ต้องหารายนี้ไม่น่าจะก่อเหตุเพียงลำพัง แต่มีลักษณะเป็นขบวนการ มีบุคคลและเครือข่ายหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง เข้าข่ายความผิดลักษณะอั้งยี่ซ่องโจร และอาจเชื่อมโยงกับความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ นายสนธิญา ยังกล่าวว่า คดีดังกล่าวอาจมีความเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายบุคคลต่างชาติ รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน และมีการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงระหว่างไทย กัมพูชา และเมียนมา ซึ่งมองว่าเป็นภัยต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ตามกฎหมาย โดยหลังจากยื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ภายใน 2 วัน จะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบบุคคลและหน่วยงานที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม

นายสนธิญา กล่าวว่า ปัญหากลุ่มจีนเทาและเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ประเทศไทยต้องเร่งจัดการอย่างจริงจัง เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มีการเคลื่อนไหวใช้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นฐานปฏิบัติการ และใช้ไทยเป็นจุดเชื่อมต่อในการเดินทางและดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐดำเนินการอย่างเด็ดขาดและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่อไป

ศุภจี เคลียร์สหรัฐฯ ปมมาตรา 301 ชี้ไทยได้ดุลเพิ่ม 30% จากสินค้าผลิตโดยอเมริกา

ศุภจี เคลียร์สหรัฐฯ ปมมาตรา 301 ชี้ไทยได้ดุลเพิ่ม 30% จากสินค้าผลิตโดยอเมริกา

ศุภจี เคลียร์สหรัฐฯ ปมมาตรา 301 ชี้ไทยได้ดุลเพิ่ม 30% จากสินค้าผลิตโดยอเมริกา

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.34 น.

ศุภจี เผย คืบหน้าเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ เร่งเคลียร์ปมมาตรา 301 แจงเหตุไทยได้ดุลการค้าเพิ่มชี้ 30%  

12 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 08.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเดินทางไปเจรจาความร่วมมือทางการค้า และชี้แจงกับสหรัฐเรื่องประเด็นการสอบสวนไทยข้อหาการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐว่าในขณะนี้ทีมงานฝ่ายไทยยังคงพำนักอยู่ที่สหรัฐฯ เพื่อหารือในรายละเอียดทางเทคนิคกับทางสหรัฐในประเด็นที่มีการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง โดยประเด็นสำคัญที่ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความสนใจมี 2 เรื่องหลัก คือ เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งในเบื้องต้นฝ่ายไทยได้ส่งเอกสารคำชี้แจงในทุกประเด็นอย่างละเอียดไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา

โดยมีความเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่นำเสนอไปนั้นมีความชัดเจนและครบถ้วน และทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะผลักดันการค้าให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศต่อไป นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เร่งรัดการเจรจาในส่วนของ กรอบความตกลงทางการค้าและการลงทุน” (Trade and Investment Framework Agreement) หรือ “TIFA” ซึ่งเป็นประเด็นที่ค้างคามาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน รัฐบาลไทยและสหรัฐพร้อมจะผลักดันเรื่องนี้ร่วมกันโดยตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินการในส่วนนี้ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการเริ่มกระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ต่อไป

เมื่อถามถึงประเด็นที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) แสดงความกังวลเรื่องการเกินดุลการค้าของประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา นางศุภจี กล่าวว่า สินค้าที่ทำให้ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐเพิ่มขึ้นนั้น อย่างน้อย 30%  เป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทของสหรัฐฯ เองที่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย และอีกกว่า 20% เป็นสินค้าจากผู้ประกอบการไทยนอกจากนั้นได้มีการชี้แจงให้สหรัฐทราบถึงการป้องกันการสวมสิทธิส่งออก (Transshipment) หรือการนำสินค้าจากประเทศที่สามมาผ่านไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐ โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนในการอธิบายข้อเท็จจริงทุกประการ เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสในกระบวนการส่งออกของไทย โดยเรื่องนี้ได้มีการเน้นย้ำเพื่อให้สหรัฐคลายความกังวล และมีความมั่นใจว่าประเทศไทยได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ช็อกจนต้องส่งรพ. ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว

รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ช็อกจนต้องส่งรพ. ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว

รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ช็อกจนต้องส่งรพ. ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

รมว.ยธ. เผย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีน ช็อกจนต้องส่งรพ. ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว สั่ง ตร.จัดกำลังเฝ้า พร้อมให้ตรวจสอบหาสารเสพติด 

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษนำตัวนายหมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนในคดีซุกระเบิดซีโฟร์และอาวุธสงครามส่งโรงพยาบาลหลังมีอาการชักเกร็ง เมื่อคืนวันที่ 11 พ.ค. ว่า จากที่ได้รับรายงานเขามีอาการช็อก ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ชุดปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวน จัดกำลังเข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัย ส่วนอาการนายหมิงเฉิน ซันขณะนี้ปลอดภัย แต่รายละเอียดยังไม่มีการรายงานเข้ามา

ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุเกิดจากภาวะเครียดใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า กำลังให้เขาดูทั้งระบบ รวมถึงให้มีการตรวจสอบหาสารเสพติดด้วย แต่ขณะนี้ผลยังไม่ออก ส่วนการตรวจสอบสาเหตุอาการป่วยนั้น เจ้าหน้าที่กำลังดูในรายละเอียด และดูในเรื่องของอาการเจ็บป่วย

สีหศักดิ์ จ่อทบทวนฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว ปรับลดเหลือไม่เกิน 30 วัน

สีหศักดิ์ จ่อทบทวนฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว ปรับลดเหลือไม่เกิน 30 วัน

สีหศักดิ์ จ่อทบทวนฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว ปรับลดเหลือไม่เกิน 30 วัน

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.09 น.

สีหศักดิ์ จ่อทบทวนฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว สกัดใช้ผิดวัตถุประสงค์ ทำกระทบประเทศไทย เผย ปรับลดเหลือไม่เกิน 30 วัน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงการทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าว่า กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าวีซ่ามีหลายประเภท โดยฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวให้ระยะเวลา 60 วันอาจจะมากไป และอาจมีคนที่ไม่ได้เข้ามาเพื่อวัตถุประสงค์การท่องเที่ยว แต่อาศัยเข้ามาตรงนี้จึงต้องดูแลให้รัดกุม โดยเรื่องนี้เตรียมเสนอตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 แต่เป็นช่วงของการเลือกตั้งจึงเลื่อนออกไป และขณะนี้ต้องเร่งเสนอ โดยกระบวนการทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ต้องสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เชื่อว่าคงไม่มีปัญหา เพราะคณะกรรมการวีซ่าที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูอยู่แล้ว ตนได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าเรื่องวีซ่าปัจจุบันมีจำนวนมากที่มีการผลักดันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะเป็นวัตถุประสงค์ที่ดี เช่น เข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ แต่บางครั้งอาจเกินความจำเป็น จึงต้องมาดูหลักเกณฑ์ว่าเป็นอย่างไร มีความจำเป็นขนาดไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะได้ข้อสรุปยุบรวมหลักเกณฑ์ในการออกวีซ่าเมื่อไหร่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำลำดับแรกคือ เรื่องฟรีวีซ่า ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนักท่องเที่ยว สืบเนื่องจากกรณีชาวจีน ที่มีคนไปบอกว่าตนให้ความเห็นเรื่องวีซ่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ ความจริงไม่ใช่ เพราะก่อนหน้านี้ทำมาแล้ว นอกจากนั้นจะดูภาพรวมวีซ่า ซึ่งมีจำนวนมากว่าจำเป็นหรือไม่ และจะยุบรวมได้หรือไม่ 

เมื่อถามว่า กรณีชาวจีนจะมีเรื่องการพิจารณาลดเวลาพำนักในประเทศไทย หรือจะยกเลิกไปเลยกรณีฟรีวีซ่า นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราไม่ได้มุ่งที่ประเทศใด แต่ดูที่กิจกรรมที่อาจสร้างปัญหาให้กับประเทศไทย โดยจะต้องออกวีซ่าให้กำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยว ไม่น่าจะเกิน 30 วัน และกำหนดหลักเกณฑ์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ รวมถึงคนที่เข้ามาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของวีซ่านั้นๆ หรือไม่ เราไม่ได้เลือกปฏิบัติ แต่ใครที่เข้ามาประกอบกิจกรรมที่เราไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับภัยเรื่องความมั่นคง อย่างเช่น กรณีชายชาวจีนที่เราจับกุม เราต้องเข้มงวด