วัส ติงสมิตร จับประเด็นวิเคราะห์ 4 มิติสำคัญ พยานกลับคำในคดีฮั้ว สว. ตามมุมมองกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาและพยานหลักฐาน

13 กันยายน 2569 เวลา 08:09 น.

13 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พยานกลับคำ” ในคดีฮั้ว สว. ตามมุมมองกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและพยานหลักฐาน

ปรากฏการณ์ “พยานกลับคำ” ในคดีทุจริตหรือการฮั้วเลือกตั้งระดับชาติอย่างคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ดังที่ปรากฏในข่าวหลายวันที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีศึกษาชั้นดีที่สะท้อนถึง “ยุทธวิธีทางคดี” และ “ดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน” ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งสามารถนำบรรทัดฐานทางนิติศาสตร์และคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญมาจับประเด็นวิเคราะห์ได้เป็น 4 มิติสำคัญ ดังนี้

1.การชั่งน้ำหนักคำให้การ 2 ครั้ง: “คำให้การครั้งแรก” VS “คำกลับคำครั้งที่สอง”

ในคดีอาญาและคดีเลือกตั้ง หากพยานบุคคลให้การต่อพนักงานสอบสวนหรือกรรมการสืบสวนและไต่สวนไว้ 2 ครั้งโดยมีสาระสำคัญขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลฎีกาไทย (ตามแนวฎีกาที่ 63/2533 และ 2627/2543) จะไม่พิจารณาเพียงว่า “ถ้อยคำครั้งหลังสุดคืออะไร” แต่จะมุ่งพิจารณา “บริบทและสภาพแวดล้อมขณะทำคำให้การ” เป็นหลัก

• ความน่าเชื่อถือตามสภาพแวดล้อม (Contemporaneous Statement):

คำให้การครั้งแรกที่ทำขึ้นในระยะกระชั้นชิดกับเหตุการณ์ มักได้รับน้ำหนักสูงกว่า เพราะพยานยังไม่มีเวลาคิดไตร่ตรอง ปั้นแต่งเรื่อง หรือถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

• แรงจูงใจและการเปลี่ยนผ่านของอำนาจรัฐ:

ข้อสังเกตที่ว่า “การกลับคำครั้งที่สองเกิดขึ้นในยุคที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งมีอำนาจทางการเมือง” เป็นประเด็นทางข้อเท็จจริงที่ศาลและองค์กรอิสระ (กกต./ป.ป.ช.) ต้องนำมาชั่งน้ำหนักอย่างยิ่ง หากคำให้การครั้งที่สองมีลักษณะ “บ่ายเบี่ยงเพื่อช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” อย่างขัดต่อเหตุผลและขัดต่อสภาพความเป็นจริงในสังคม แนวทางของศาลฎีกาที่วางไว้คือ ศาลสามารถปฏิเสธคำเบิกความ/คำให้การครั้งที่สอง และเลือกรับฟังคำให้การครั้งแรกที่บริสุทธิ์กว่าได้

2. หลัก “พยานแวดล้อมกรณี” และ “พยานวัตถุ” เหนือกว่าพยานบุคคล

ในคดีอาญา พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ (มาตรา 226 แห่ง ป.วิ.อ.)

ในคดีทุจริตการเลือกตั้ง หรือคดีฮั้ว สว. พยานบุคคลเพียงปากเดียวจัดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการเท่านั้น องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาต้องใช้ระบบ “พยานหลักฐานประกอบ (Corroborating Evidence)” เข้ามาร่วมวินิจฉัย ซึ่งพยานหลักฐานประเภทอื่นมีความน่าเชื่อถือและมั่นคงกว่าพยานบุคคล (ซึ่งแปรเปลี่ยนได้ง่าย) เช่น:

• พยานวัตถุและพยานอิเล็กทรอนิกส์: ภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่เห็นการยื่นโพย, ประวัติการโทรศัพท์ (Call Detail Records), ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง (Location Data)

• พยานเอกสารและพยานเอกลักษณ์: โพยใบสั่ง, รายชื่อผู้สมัคร, เส้นทางการเงิน (Financial Trail)

• พยานสถิติและความสอดคล้อง: ผลการลงคะแนนที่ตรงกับโพยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

หากพยานบุคคลกลับคำโดยอ้างว่า “ไม่มีการทำโพยอยู่จริง” แต่ข้อเท็จจริงยันด้วย พยานวัตถุ (กล้อง CCTV) และ พยานเอกสาร (โพยที่จับกุมได้จริง) คำให้การกลับคำของพยานปากนั้นจะกลายเป็นคำให้การเท็จทันที และถูกหักล้างด้วยพยานหลักฐานอื่นที่แน่นหนากว่า

3. มาตรฐานการรับฟังพยานหลักฐานในคดีเลือกตั้ง: หลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” (ตาม พ.ร.ป.สว. 2561 มาตรา 62)

จุดตัดทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในคดีเลือก สว. คือ “มาตรฐานการพิสูจน์” (Standard of Proof) ที่แตกต่างจากคดีอาญาปกติ

• คดีอาญาทั่วไป: ใช้หลัก “พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย” (Beyond a Reasonable Doubt) หากพยานหลักฐานสับสนหรือพยานกลับคำจนเกิดความสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

• คดีเลือก สว. (พ.ร.ป. สว. 2561 มาตรา 62): ในการใช้อำนาจของ กกต. เพื่อส่งเรื่องต่อศาลฎีกา กฎหมายใช้หลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (Reasonable Grounds to Believe) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยืดหยุ่นกว่า Beyond a Reasonable Doubt ในคดีอาญาทั่วไป

ดังนั้น ในชั้นสืบสวนและไต่สวนของ กกต. กกต. ไม่จำเป็นต้องรอให้พยานบุคคลยันคำให้การ 100% หรือปราศจากข้อสงสัย หากมีพยานแวดล้อม พยานเอกสาร โพยใบสั่ง เส้นทางการเงิน และกล้อง CCTV ที่เมื่อนำมารวมกันแล้ว “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริตในการเลือก หรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม เกิดขึ้นจริง กกต. ย่อมมีหน้าที่และความชอบธรรมตามกฎหมายในการชี้มูลและส่งเรื่องไปศาลฎีกา พยานกลับคำ 1 ปาก ไม่มีผลทำให้สั่งยกคำร้องได้

4. ภาระหน้าที่ขององค์กรอิสระ (กกต.) กับการตรวจสอบทางการเมือง

กกต. มีหน้าที่ยื่นรายงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นกระบวนการตรวจสอบทางการเมือง (Political Accountability) ส่วนทางนิติศาสตร์ กกต. ในฐานะองค์กรไต่สวน มีหน้าที่ทำความจริงให้ปรากฏ (Search for Substantive Truth)

• ห้ามสรุปคดีแบบตื้นเขิน: กกต. จะอ้างเพียงว่า “พยานหลักเบิกความกลับคำ จึงไม่มีหลักฐานเพียงพอ” ไม่ได้ หากยังมีพยานบุคคลอีกหลายร้อยปากและพยานทางวิทยาศาสตร์/การเงินที่ยังไม่ได้ถูกทำลาย

• ความรับผิดทางอาญาของพยาน: หากพบว่าการกลับคำเป็นการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน พยานปากดังกล่าวต้องถูกดำเนินคดีอาญาตาม ป.อ. มาตรา 172 เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง

สรุป

ในเชิงนิติศาสตร์ คดีฮั้ว สว. ตามข่าวนั้น “การกลับคำของพยานบุคคล 1 ปาก ไม่ใช่จุดจบของคดี” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ พ.ร.ป.สว. 2561 มาตรา 62 เปิดช่องให้ใช้มาตรฐาน “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” หากพนักงานสอบสวนหรือ กกต. รวบรวมพยานหลักฐานในลักษณะ “โครงข่ายพยาน” (Chain of Evidence) ทั้งเส้นทางการเงิน โพยใบสั่ง และกล้องวงจรปิดไว้อย่างสมบูรณ์ คำให้การกลับคำนั้นจะกลายเป็นเพียง Inconsistent Statement ที่ไม่มีน้ำหนัก และไม่สามารถหักล้างพยานวัตถุ พยานแวดล้อมกรณี และมาตรฐานตามกฎหมายเลือกตั้งได้เลย

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
13/9/69

#พยานกลับคำ #คดีฮั้วสว #กกต #กฎหมายพยานหลักฐาน #พรปสว2561 #นิติศาสตร์ #วัสติงสมิตร

สวนดุสิตโพลเผย คนไทย 40% เมินชุมนุมทางการเมือง 69% มองเศรษฐกิจปากท้องเป็นหลัก

13 กันยายน 2569 เวลา 07:48 น.

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 8-11 กันยายน 2569ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด ร้อยละ 44.65รองลงมาคือ สนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 30.02 โดยเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง คือปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ร้อยละ 69.54 รองลงมาคือ คดีทางการเมือง ฮั้ว สว. ร้อยละ 68.76ทั้งนี้มองว่าการชุมนุมทางการเมือง ช่วยสะท้อนปัญหาที่สังคมควรให้ความสำคัญ ร้อยละ 47.95โดยเห็นว่าการชุมนุมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ร้อยละ 41.86สุดท้ายคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาเหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมือง ร้อยละ 40.56

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า บรรยากาศการเมืองที่มีแรงกดดันสะสมจากทั้งปัญหาปากท้องและความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองผลโพลจึงสะท้อนว่าการชุมนุมอาจจะยังไม่ใช่คำตอบในขณะนี้แม้จะเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยโดยกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจนหรือขัดแย้งมากกว่าเป็นทางออก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เรียกได้ว่าสงบนิ่งที่สุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินสถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับเดินเข้าไปสู่จุดที่เรียกว่า ความสงบนิ่ง ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่าคนที่สนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่องมีเพียง 30.02%และเชื่อว่าการชุมนุมทางการเมืองจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใด และมีเพียง 35.60% ที่เห็นว่าเหมาะสมแล้วที่จะมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น ในฐานะนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาหลักของการเมืองไทยในช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่การเมืองไทยอยู่ในสภาวะลุ่มๆ ดอนๆมีความขัดแย้งทางการเมืองทั้งจากในและนอกสภา ส่งผลให้การเมืองไร้เสถียรภาพประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายและสิ้นหวังกับผู้นำทางการเมือง สิ่งเหล่านี้คงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะได้นำเอาผลโพลในครั้งนี้ไปขบคิดมิใช่บริหารประเทศแบบทำงานประจำไปวัน ๆ โดยมิได้สนใจความเดือดร้อนของประชาชนในเวลานีเพราะนั่นเท่ากับว่าความสงบนิ่ง อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการบ่อนทำลายความชอบธรรม (legitimacy)ของรัฐบาลจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ตนเองบริหารประเทศต่อไปได้และการเมืองไทยก็อาจวนกลับมาสู่การนับหนึ่งใหม่อีกครั้งก็เป็นได้

สะท้อนเสียงคนไทย! นิด้าโพลเผย ประชาชนกว่า 71% เอือมพฤติกรรมชาวอิสราเอล ไม่เคารพกฎหมาย จี้รัฐบังคับใช้กฎหมายเข้ม

13 กันยายน 2569 เวลา 07:24 น.

13 กันยายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ชาวยิว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดแม่ฮ่องสอน กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,410 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้ยินข่าวสารหรือมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 76.38 ระบุว่า เคยได้ยินจากข่าวผ่านจากสื่อต่าง ๆ (เช่น สื่อกระแสหลัก โซเชียลมีเดีย) รองลงมา ร้อยละ 17.45 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินข่าวใด ๆ และไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรง ร้อยละ 5.11 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์โดยตรงด้วยตนเอง ร้อยละ 4.33 ระบุว่า เคยได้รับการบอกเล่าจากคนที่มีประสบการณ์โดยตรง และร้อยละ 3.48 ระบุว่า เคยได้รับการบอกเล่าจาก คนที่ไม่ได้มีประสบการณ์โดยตรง

เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่าเคยได้ยินข่าวสารหรือมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย (จำนวน 1,164 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความรู้สึกไม่พอใจของประชาชนต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทยจากข่าวสารหรือประสบการณ์โดยตรง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 71.22 ระบุว่า ไม่เคารพกฎหมายรองลงมา ร้อยละ 46.39 ระบุว่า พูดจาไม่สุภาพ แสดงอาการดูถูกคนไทย ร้อยละ 45.96 ระบุว่า ไม่เคารพวัฒนธรรมไทย ร้อยละ 40.03 ระบุว่า ไม่เคารพวิถีชีวิตชุมชน ร้อยละ 36.43 ระบุว่า ไม่เคารพพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ ร้อยละ 31.44 ระบุว่า ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อถือครองที่ดิน ร้อยละ 29.04 ระบุว่า ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อถือครองธุรกิจ ร้อยละ 20.02 ระบุว่า แสดงอาการที่อาจจะก่อให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา ร้อยละ 19.93 ระบุว่า ตั้งสุสานชาวอิสราเอลในไทย โดยไม่มีการปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ ร้อยละ 18.47 ระบุว่า ขยายชุมชนชาวอิสราเอลในพื้นที่ใดที่หนึ่ง ร้อยละ 16.41 ระบุว่า อยู่ในประเทศไทยเกินกว่าระยะเวลาที่วีซ่าอนุญาต ร้อยละ 10.48 ระบุว่า ทำธุรกิจหรือแย่งอาชีพสงวนของคนไทย ร้อยละ 10.22 ระบุว่า เปิดให้บริการสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ทำงานที่ไม่ตรงกับใบอนุญาตทำงาน ร้อยละ 9.36 ระบุว่า ประกอบธุรกิจศูนย์เหรียญ ร้อยละ 2.41 ระบุว่า ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร และร้อยละ 1.98 ระบุว่า ไม่มั่นใจว่าข่าวที่ได้ยินมาเป็นจริงหรือไม่

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่าเคยได้ยินข่าวสารหรือมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย (จำนวน 1,164 หน่วยตัวอย่าง)เกี่ยวกับมาตรการของประเทศไทยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและ/หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 77.49 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด รองลงมา ร้อยละ 45.45 ระบุว่า รัฐควรลดระยะเวลาอนุญาตพำนักอาศัยของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 38.49 ระบุว่า ดำเนินการให้สถานทูตอิสราเอล กำกับพฤติกรรมชาวอิสราเอลในประเทศไทยอย่างเข้มงวด ร้อยละ 26.46 ระบุว่า คนไทยควรร่วมมือกันต่อต้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือ ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 23.54 ระบุว่า รัฐควรพิจารณาถึงประเด็นความมั่นคงของชาติ จากการขยายตัวของชุมชนชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 17.53 คนไทยควรร่วมมือกันต่อต้านผู้ที่ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุน พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และ/หรือ ผิดกฎหมายของชาวอิสราเอลในประเทศไทย ร้อยละ 6.62 ระบุว่า รัฐควรเนรเทศผู้ที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมายออกนอกราชอาณาจักร ร้อยละ 1.20 ระบุว่า เราควรตรวจสอบให้ดีว่าข่าวที่ได้ยินมาเป็นจริงหรือไม่ และเป็นการกระทำของชาวอิสราเอลหรือไม่ ร้อยละ 1.12 ระบุว่า เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบการท่องเที่ยว และร้อยละ 2.75 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบกับแรงงานไทยในอิสราเอล เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองและควบคุมการเดินทางเข้าประเทศ ไม่ต้องทำอะไรเลย เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะอิสราเอลเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนานของไทย เราไม่ควรทำอะไรที่รุนแรงเกินไป เพราะจะกระทบกับการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับอิสราเอล และเราควรให้อภัย เพราะต่างชาติย่อมไม่เข้าใจกฎหมายและวัฒนธรรมไทย

กดดันกกต.คดีฮั้วสว. ฝ่ายค้านขู่! ไม่ส่งศาลเรื่องไม่จบ ‘ไอติม’ร่นศึกซักฟอก ก.ย.นี้ถล่ม’หนู-นก’

13 กันยายน 2569 เวลา 06:15 น.

กดดันกกต.คดีฮั้วสว. ฝ่ายค้านขู่! ไม่ส่งศาลเรื่องไม่จบ ‘ไอติม’ร่นศึกซักฟอก ก.ย.นี้ถล่ม’หนู-นก’

“ไอติม-ปชน.” รุกหนักกดดัน กกต.ลงมติส่ง229 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ให้ศาลพิสูจน์อ้างหลักฐานมัดทั้งเส้นเงิน-นัดหมาย-โพยยังอยู่ครบ ขู่หากยกคำร้อง-ไม่ส่ง เรื่องไม่จบ พร้อมเดินหน้าตรวจสอบทุกช่องทางร่นเวลายื่นซักฟอกเป็นก.ย.นี้ ล็อกเป้า“อนุทิน-ไชยชนก”ประเด็น“โกงสอบ/ฮั้ว สว./ TH-AI” โวมีเรื่องใหม่ที่ยังไม่เคยเปิด “หมอเอก”โฆษกรบ.เย้ย“ฝ่ายค้าน”สร้าง “ศัตรูทางการเมือง” ตัวใหม่ มุ่งโจมตีรัฐบาล หลังล้มเหลวตรวจสอบทุนเทา

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวนอกสภากดดันก่อนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)พิจารณาคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ว่ากิจกรรมสัมมนาเรื่ององค์กรอิสระในวันนี้ ต้องการสื่อสารให้องค์กรอิสระปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากอิทธิพลแทรกแซงซึ่งบทบาทของ กกต.ต่อคดีดังกล่าวเป็นกรณีสำคัญที่สังคมกำลังจับตา

นายพริษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนยังยืนยันข้อเรียกร้องให้กกต.ทั้ง 7 คน ลงมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา229 คนต่อศาล ไม่ใช่การฟันธงว่าทุกคนกระทำผิดแต่เห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอให้ส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาลว่าใครกระทำผิดบ้าง โดยยกเหตุผลว่าคดีก่อนหน้านี้กกต.เคยส่งฟ้องจากหลักฐานข้อความสนทนาเรื่องการจับคู่ลงคะแนน ขณะที่ คดีนี้มีหลักฐานที่เห็นว่าแสดงถึงการทำงานเป็นขบวนการ ทั้งเส้นทางการเงิน การนัดหมาย และโพยที่นำไปใช้ในวันเลือก

“แม้ว่ากกต. 4 ใน 7 คน มีปัญหาการขัดกันของผลประโยชน์เนื่องจากได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งจาก สว.ชุดที่มีผู้ถูกกล่าวหา จึงไม่ควรใช้ดุลพินิจเป็นคุณต่อผู้ที่ให้ความเห็นชอบตนเอง ทางออกคือส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาหรืออย่างน้อยควรพิจารณาความเห็นของ กกต.อีก 3 คนที่ไม่มีปัญหาดังกล่าวแล้วลงมติไปในทิศทางเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ขัดกัน” ประธานวิปฝ่ายค้านกล่าว

ส่วนข้อสังเกตว่าการจัดกิจกรรมเป็นการกดดันกกต.ก่อนลงมติ นายพริษฐ์ยืนยันว่าการเรียกร้องให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนราษฎรโดยสิ่งที่กังวล คือ การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือใช้มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละคดี จึงต้องนำเสนอข้อมูลและตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

พยานกลับคำ‘ช้างทั้งตัว’ไม่หายไป

เมื่อถามถึงเอกสารหลุดที่เกี่ยวข้องกับพยานกลับคำให้การนายพริษฐ์ กล่าวว่า “เราจะเรียกว่าเอกสารหลุด หรือเอกสารปล่อยครับ” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อหาบังเอิญตรงกับที่สส.พรรคภูมิใจไทยอภิปรายในสภาก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ หลักฐานคดี สว.ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพยานเพียงคนเดียว แต่ยังมีพยานอีกหลายร้อยคน เส้นทางการเงิน ประวัติการติดต่อ โพยและบัตรลงคะแนน “มันมีช้างทั้งตัวครับ พยานกลับคำให้การคนเดียว ไม่ได้ทำให้ช้างตัวนั้นหายไป” นายพริษฐ์ กล่าว

ซัดพยานกลับคำให้แฉถูกกดดัน

นายพริษฐ์กล่าวว่า หากพยานอ้างว่าการให้การครั้งแรกเกิดจากแรงกดดันทางการเมือง ก็ควรตรวจสอบเช่นกันว่าการกลับคำให้การครั้งที่สอง ซึ่งเป็นคุณต่อพรรคภูมิใจไทยและเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคมีอำนาจ ได้รับแรงกดดันหรือไม่ โดยต้องนำคำให้การทั้งสองครั้งมาเทียบกับพยานและหลักฐานอื่น ไม่ใช่เลือกตั้งคำถามเพียงช่วงใดช่วงหนึ่ง คำให้การครั้งหลัง ที่ปฏิเสธเรื่องการทำโพย ขัดแย้งกับหลักฐานโดยอ้างถึงภาพกล้องวงจรปิด การพบโพยในสถานที่เลือกและรูปแบบการกระจายคะแนนทั้ง 20 กลุ่มที่มีลักษณะคล้ายกันพร้อมตั้งคำถามว่าหากอ้างว่ามีการทำโพยย้อนหลังจะอธิบายผลคะแนนที่สอดคล้องกันได้อย่างไร

ขู่14ก.ย.กกต.ไม่ส่ง-ไม่จบแน่นอน

สำหรับแนวทางหลังวันที่ 14 กันยายน นายพริษฐ์กล่าวว่าหาก กกต.ยกคำร้อง หรือไม่ส่งฟ้อง ทั้งที่หลักฐานชัดเจน “เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน” โดยกกต.ต้องเตรียมตอบคำถามในการพิจารณารายงานประจำปีในสภาสัปดาห์หน้า ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ต้องตอบคำถามในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ในทางกฎหมาย ยังต้องพิจารณาช่องทางดำเนินการต่อรวมถึงการดำเนินคดีกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งอาจต้องให้ผู้เสียหายเป็นผู้ยื่น ไม่ใช่พรรคการเมืองโดยตรง

นายพริษฐ์ยืนยันอีกว่าพร้อมดำเนินการทุกวิถีทางภายใต้กรอบกฎหมายและสิทธิที่มีเพื่อให้เกิดความยุติธรรม พร้อมย้ำว่าหากคดีโกงสว.จบลงโดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่จะได้กลับมา คือ ระบบการเมืองที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด และว่า “สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือกลัวมีบางสีอยู่เหนือกฎหมาย”

ลั่นยื่นซักฟอกรบ.ก.ย.

นายพริษฐ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานในการจัดทำรายละเอียดญัตติและรวบรวมรายชื่อรัฐมนตรีที่ต่างฝ่ายประสงค์จะอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วคาดว่าจะดำเนินการตามกรอบเวลาเดิมคือจะพยายามทำญัตติให้เสร็จ และยื่นภายในเดือนกันยายนนี้

เมื่อถามว่าส่วนหนึ่งเพราะรอดูมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เรื่องคดีฮั้วสว.หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่าไม่ได้รอตรงนั้น เพราะยังไงก็รู้ผลในวันที่ 14 กันยายน อยู่แล้ว

เมื่อถามว่ามีการล็อกเป้าเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่ามี 2-3 ส่วน ส่วนแรกคือประเด็นที่ปรากฏต่อสาธารณะ เช่น การโกงสอบท้องถิ่น คดีโกงเลือก สว. และโครงการ TH-AI Passport ส่วนที่สอง คือกลุ่มประเด็นที่เราตรวจสอบและเก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ส่วนประเด็นที่สามต้องรอดูว่าหลังจากนี้จนถึงวันอภิปรายจะมีเรื่องใหม่เข้ามาหรือไม่

ล็อกชื่อซักฟอก‘หนู-นก’ตรงกัน

นายพริษฐ์กล่าวว่าในส่วนตัวบุคคล หลังจากที่ได้มีการนัดทานข้าวกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็ได้มอบหมายให้แต่ละพรรคไปรวบรวมข้อมูล ซึ่ง 2 ชื่อที่ยืนยันเรียบร้อยแล้วและพรรคฝ่ายค้านเห็นตรงกัน คือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนจะมีใครอีกบ้างขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมจากทุกฝ่าย

เมื่อถามว่าจะมีการอภิปรายเชื่อมโยงถึงบุคคลที่บุรีรัมย์หรือไม่นายพริษฐ์กล่าวว่าต้องรอดูเนื้อหาสาระ แต่ในช่องทางทางการก็ต้องเจาะจงไปที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่หากมีหลักฐานปรากฏว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชน แต่รับใช้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหนก็ต้องรวมอยู่ในสาระการอภิปรายด้วย

20องค์กรนศ.ภาคปชช.รุมจี้กกต.

วันเดียวกัน ทางเครือข่ายนักศึกษาและประชาชน 20 องค์กร ได้ออกแถลงการณ์ในงานมองวิกฤติศรัทธาผ่านสั่งฟ้อง สว. “คืนความยุติธรรมให้คนไทย คืนอนาคตให้ประชาชน” โดยระบุตอนหนึ่งว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจากการเลือกในปี 2567 มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 คน ในจำนวนนี้138 คน เป็น สว.ชุดปัจจุบันหรือ 2 ใน 3ของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด คดีนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องบุคคลไม่กี่คน แต่เป็นคำถามถึงความชอบธรรมขององค์กรที่มีอำนาจกำหนดอนาคตประเทศ การเลื่อนการชี้ขาดออกไป ท่ามกลางข้อสงสัยของสังคม ยิ่งทำให้ประชาชนต้องถามว่า ความยุติธรรมกำลังเดินไปตามครรลอง หรือกำลังถูกยื้อเวลา นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าจะกล้ายืนอยู่ข้างความจริงหรือไม่ เพราะยิ่งความยุติธรรมมาถึงช้า ความเชื่อมั่นประชาชนยิ่งหายไป สิ่งที่น่ากังวลคือ สว.ชุดที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ รวมถึงตรวจสอบประเทศ ตลอดเวลา 2 ปี สว.ชุดนี้ ลงมติเห็นชอบบุคคลเข้าตำแหน่งแล้วอย่างน้อย 19 คน

พิสูจน์บริสุทธิ์ใจชี้ขาดฮั้วสว.โดยเร็ว

เครือข่ายนิสิตนักศึกษาและภาคประชาชนจึงขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ด้วยการเร่งชี้ขาดคดีโกงเลือกสว.ให้ได้ข้อยุติ โดยไม่ล่าช้าเกินความจำเป็น ตรงไปตรงมาโปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงของผู้มีอำนาจ ต้องยกเลิกระบบ แบ่งกลุ่มอาชีพ และเลือกกันเองและแก้ไขให้ที่มาของวุฒิสภาให้เชื่อมโยงประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงต้องปฏิรูปกระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เพื่อไม่ให้อำนาจตรวจสอบของประเทศตกอยู่ภายใต้การครอบงำของเครือข่ายทางการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ใด

‘ชวน’ชี้องค์กรอิสระกลไกตรวจสอบ

ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในการสัมมนาหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย”คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจองค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ว่า เดิมโครงสร้างการปกครอง ยึด 3 อำนาจหลัก คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบันซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยึด3 หลักนี้ในการบริหารบ้านเมืองมาตลอด เมื่อมีองค์กรอิสระเกิดขึ้นทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์กรอื่นๆ เกิดขึ้นอีกประมาณ 5-6 องค์กร ซึ่งเป้าหมายของรัฐธรรมนูญองค์กรอิสระเพื่อให้เป็นองค์กรมีการตรวจสอบ ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองทุกองค์กรรวมถึงการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมโดยองค์กรที่เกิดขึ้นใหม่ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทย และการตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชันป.ป.ช.มีหน้าที่ดูแลเพื่อควบคุมนักการเมืองและข้าราชการ รวมทั้งองค์กรอื่นๆ

ซัดโดนแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

นายชวน กล่าวว่าเมื่อองค์กรอิสระเกิดขึ้นอำนาจการตัดสินก็เปลี่ยนแปลงไปในบางเรื่อง การตัดสินบางอย่างจบลงที่องค์กรเหล่านี้ ยกเว้นบางกรณีที่จะต้องส่งศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่จุดเริ่มต้นของการสืบสวนองค์กรอิสระจะต้องเป็นผู้สืบสวน และเมื่อตนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้วรัฐบาลใหม่เข้ามา การแทรกแซงก็เริ่มเกิดขึ้น และฝ่ายบริหารล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ ด้วยการ
ฆ่าตัดตอน คือฝ่ายบริหารเข้าไปตัดสินคดีความแทนตุลาการ คือ การส่งตำรวจ
ไปฆ่าตัดตอนคนร้ายที่ภาคใต้

และว่าด้วยเงื่อนไขขององค์กรอิสระก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นแต่กลับมาเลวร้ายเนื่องจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองและวันนี้ก็กำลังจะกลายเป็นโจทก์เช่นการพิจารณางบประมาณปี2570จึงมีการคัดค้านไม่ให้จัดงบประมาณให้กับ กกต.เพราะองค์กรอิสระต้องเพิ่มคนอีกหลายพันคน ล้วนเป็นต้นทุนที่เพิ่มภาระกับภาษีของรัฐ ดังนั้นองค์กรเหล่านี้จึงเป็นภาระที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง ถ้าองค์กรเหล่านี้ ไม่ทำหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ที่ให้เป็นองค์กรสำหรับการเสริมสร้างระบบประชาธิปไตย ให้มีประสิทธิภาพ องค์กรเหล่านี้ก็จะล้มเหลวการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองขณะนี้รุนแรงจนน่าตกใจมีคดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง

“ท่านจะเอาประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หรือ แต่หนี้บุญคุณที่นักการเมืองทำไว้ ทำให้องค์กรเหล่านี้ผมเชื่อว่าลังเลใจ ลำบากใจ เพราะครั้นจะไม่ปฏิบัติตามก็ถูกกดดัน การแทรกแซงไม่ใช่เฉพาะในองค์กรอิสระ ความจริงแล้วทุกองค์กรส่งคนตัวเองเข้าไปอยู่หมด ทั้งหมดเป็นการเข้าไปยึดครองอย่างน่าตกใจ และแน่นอนการแต่งตั้งข้าราชการก็เพื่อไม่ใช่ระบบรัฐสภา เป็นระบบประธานาธิบดี คือตั้งตามอำเภอใจและอยู่นาน“ นายชวน กล่าว

ลั่นต้องยึดความซื่อสัตย์เที่ยงตรง

นายชวน กล่าวว่า โดยสรุปการเมืองในระบบประชาธิปไตยที่มีองค์กรอิสระ เป็นไปในทางบวกมาโดยตลอด การตรวจสอบเข้มข้นดีขึ้นแบ่งเบาภาระของศาลยุติธรรมไปได้มากแต่ในที่สุด การเมืองที่มีธุรกิจการเมืองเข้ามาแทรกแซง คนเหล่านี้เป็นนักการเมืองที่มองเส้นทางการเมืองเป็นธุรกิจลงทุน ซื้อสส.ซื้อเสียง และหักกำไร ดังนั้น ทุกเรื่องจึงมีประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าการเมืองในระบบที่มีองค์กรอิสระไม่สามารถตรวจสอบได้ องค์กรอิสระที่ใช้งบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาทและงานที่ทำอยู่ตอบสนองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าเราจะคุ้มครองปกป้องระบอบนี้ไว้ เราก็ต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือผู้บริหารต้องยึดมั่น ซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ดังนั้น องค์กรอิสระจะประสบความสำเร็จได้จริง ต้องยึดหลักความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาล เที่ยงตรง โดยไม่ไปเกรงใจใคร เพราะรู้ว่าความเกรงใจ ที่ทำให้กกต. ชุดหนึ่งต้องลงเอยอย่างน่าเสียดาย สังคมไทยต้องมีข้อไม่เกรงใจรวมอยู่ด้วยเพื่อบ้านเมือง องค์กรอิสระต้องตอบแทนบุญคุณด้วยวิธีอื่น อย่าเอาประโยชน์ของชาติไปตอบแทนบุญคุณ ถึงท่านได้เป็นเพราะของช่วยก็ตาม แต่บัดนี้ท่านได้เป็นก็ต้องทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ต้องยึดหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าองค์กรอิสระ เป็นประโยชน์ต่อการปกครองได้อย่างแท้จริง

หมอเอกซัดฝ่ายค้านสร้างศัตรูใหม่

ด้านนพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสการโจมตีฝ่ายรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า กำลังมีความพยายามสร้างผู้ร้ายทางการเมืองตัวใหม่ขึ้นมา เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลกลายเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีในระยะต่อไป ด้วยการฝังความเชื่อในวาทกรรมว่าเป็นระบอบสีน้ำเงิน พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีระบอบการปกครองที่ชัดเจนอยู่แล้ว คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่กลับมีการสร้างวาทกรรมใหม่ขึ้นมาดิสเครดิตกัน

“แคมเปญการเมืองของบางพรรคการเมืองในเรื่องการปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จและไม่สามารถเดินต่อได้ตามเป้าหมาย จึงเกิดการเปลี่ยนเป้าหมายทางการเมือง โดยหันมาสร้างศัตรูรายใหม่ เพื่อโจมตีฝ่ายรัฐบาลแทน การสร้างคู่ขัดแย้งหลักขึ้นมานั้น เป็นการนำประเด็นต่างๆมาเชื่อมโยงกันเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการบริหารงานของรัฐบาล การเมืองในสภาและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)เพื่อสะสมกระแสความไม่พอใจของประชาชนไปจนถึงช่วงใกล้เลือกตั้งครั้งถัดไป โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างอารมณ์ร่วม ปลุกกระแสสังคม และทำให้ประชาชนถูกชี้นำความรู้สึกไม่ยอมรับฝ่ายรัฐบาล เมื่อถึงเวลาเข้าสภาชิงชัยทางการเมือง” นพ.เอกภพ ย้ำ

เย้ยล้มเหลวย้อนปลุกโจมตีรัฐบาล

ส่วนกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วสว.นพ.เอกภพ เห็นว่าหากมีหลักฐานก็ควรเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย แต่ตั้งข้อสังเกตว่า การนำรายชื่อ หรือข้อมูลบางส่วนออกมาเปิดเผย ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุดและเป็นการออกมาเปิดเผยที่ไม่ได้มีเป้าหมาย เพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้เกี่ยวข้องที่ส่วนหนึ่งซึ่งเชื่อได้ว่าถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม และไม่มีโอกาสได้ชี้แจง แต่มีผลทางการเมืองควบคู่กันไปด้วย พร้อมย้อนถึงแนวคิดของบุคคลบางกลุ่มที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเข้าไปมีบทบาทในสภาสูง เพื่อใช้อำนาจเชื่อมโยงไปยังองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งมองว่าเป็นการนำวิธีคิด หรือสิ่งที่ตนเองเคยตั้งใจจะทำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ นำมาย้อนกล่าวหาใส่ฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน

ศุภชัยโต้มาร์ค จี้กตต.ส่งฮั้วสว.ศาล

ที่พรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จี้ให้กกต.ส่งเรื่องฮั้วสว.ให้ศาลในวันที่ 14 ก.ย.นี้ โดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นว่า ดูเสมือนว่านายอภิสิทธิ์ได้ออกความเห็นของท่าน ตนมีความเห็นแย้งกับท่านที่ท่านบอกว่า ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดให้กกต. ส่งเรื่องไปยังศาลซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัว แต่ตนอยากทบทวนให้ท่านทราบว่าอำนาจของกกต.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 เขียนไว้ชัดว่าถ้ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดต้องต้องส่งศาล แต่ในขณะเดียวกัน กกต. ก็มีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ว่า ถ้าเหตุนั้น มันไม่ควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดกกต.ก็มีสิทธิ์ที่จะยกคำร้องนี้และไม่ยื่นต่อศาล

ชี้กกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์

นายศุภชัยย้ำว่าสิ่งที่จะย้ำให้ประชาชนได้ทราบคือกกต.ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ เมื่อมีการไต่สวนสอบสวนจบแล้ว ก็ต้องส่งไปยังศาล แต่กกต.มีหน้าที่จะวินิจฉัยในเรื่องเหล่านั้นในทุกคดี และ กกต.ได้ปฏิบัติอย่างนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่อง สส.หรือท้องถิ่นทั้งหมดเป็นอำนาจของ กกต. ถ้ามีเหตุอันควรเชื่อ ก็ส่ง ไม่ได้หมายความว่า ทุกเรื่องต้องส่ง แต่ถ้าท่านไม่เชื่อท่านก็ไม่ส่ง

“วันนี้ก็พยายามที่จะกดดันบอกต้องส่งอย่างเดียว วันนี้ท่านทั้งหลายจะกดดันอย่างไรก็กดดันไปเถอะ แต่ต้องให้ความเคารพองค์กรอิสระ องค์กรอิสระมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นท่านอย่าพยายามพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว หรือบิดไปในทางที่ท่านปรารถนา ในฐานะพรรคการเมืองต้องพูดสองมุม ตนยืนยันมาตลอดและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ถ้าวินิจฉัยแล้วไม่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายที่ตั้งข้อหามา 6 ข้อหา ท่านฟ้องไม่ได้ตามที่กล่าวอ้าง คณะไต่สวนชุดที่ 26 จะฟ้องแบบเหวี่ยงแห ฟ้องทุกราย ทั้งๆที่แต่ละคนพฤติการณ์ การกระทำไม่เหมือนกันคุณจะมาจับเหวี่ยงแห อันนี้ผิด กกต. มีสิทธิ์จะถูกฟ้องได้”

ยืนยัน‘ภูมิใจไทย’ไม่ปกป้องคนผิด

นายศุภชัย กล่าวอีกว่าในการดำเนินคดี เรื่องที่มีโทษทางอาญาต้องมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดที่ชัดเจน แต่ละข้อหาต้องพิสูจน์ได้ว่า 229 รายมีการกระทำความผิดอะไรบ้าง พฤติการณ์เป็นอย่างไร ถ้าบอกจ่ายเงินจ่ายให้กับใคร ประเภทที่บอกไปอยู่ด้วยกัน โทรศัพท์หากันอันนี้พยายามทำให้สังคมไขว้เขวตนยังยืนยันว่าอำนาจกกต.ชัดเจน ถ้าเห็นมีการกระทำความผิด ก็ต้องยื่น แต่ถ้าท่านเห็นว่าไม่ผิด ยื่นไม่ได้

“วันนี้เห็นว่าใครผิด ก็ต้องว่าไปตามผิด แต่ตนยืนยันว่าเราไม่ได้ปกป้องใครก็ตามของพรรคภูมิใจไทย ที่เข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน 9 คนของพรรคภูมิใจไทยที่ตนเคยพูดตั้งแต่แรกเขาไม่ได้มีส่วนรับรู้ในเรื่องการกระทำความผิด แต่การพยายามชี้นำสังคมบิดเบือนข้อเท็จจริง จึงจำเป็นต้องมาพิสูจน์ความจริง เล่าให้ประชาชนที่สนใจฟัง”นายศุภชัย ย้ำ

คุ้มกัน กกต.แถลงข่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุม กกต.เพื่อลงมติคดีฮั้วสว.ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ซึ่งจะเริ่มในเวลา 10.00 น. มีรายงานว่าวันดังกล่าวเมื่อเริ่มการประชุม กกต.แต่ละคนจะส่งใบลงมติของตนเองที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ใน 7 ข้อกล่าวหาโดยใบลงมติดังกล่าวกกต.แต่ละคนได้รับไปตั้งแต่ครั้งจบการรับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมาจากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมจะรวบรวมผลการลงมติและขานมติ ซึ่งเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา กกต.ได้มีการประชุมทำความเข้าใจในเรื่องการลงมติดังกล่าวแล้ว

สำหรับผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ทั้ง 229 คน แบ่งเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน รมต. สส.และกรรมการบริหารพรรคพรรคภูมิใจไทย 21 คน เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน สว.สำรองและผู้สมัครสว. 50 คน

ทั้งนี้ หลังจาก กกต.มีมติแล้วจะเป็นขั้นตอนของสำนักงานฯซึ่งจะต้องมีการรวบรวมความเห็นของกรรมการแต่ละคนที่เป็นเสียงข้างมากหรือเป็นมติเอกฉันท์มาจัดทำเป็นคำวินิจฉัย โดยตามกฎหมายจะต้องดำเนินการจัดทำคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน กรณีหากเป็นมติให้มีการส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งก็จะใช้เวลาในการจัดทำคำร้อง 60 วันเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังพบว่าสำนักงานฯมีการเตรียมการเรื่องของการแถลงผลการประชุมไว้ในเย็นวันเดียวกัน โดยจะมีการเปิดให้สื่อมวลชนลงทะเบียนในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. และมีความเป็นไปได้สูงที่การแถลงจะไม่มีการระบุจำนวนเสียง กกต.ที่ลงมติว่าเป็นเท่าใด ใครเป็นเสียงข้างมากข้างน้อย รวมถึงจะไม่มีการระบุรายชื่อผู้ถูกกล่าวหากรณีที่กกต.มีมติให้ส่งศาลฎีกาฯพิจารณา แต่จะเป็นการระบุจำนวนคนเท่านั้น โดยความชัดเจนให้รอคำวินิจฉัยและคำสั่งรับฟ้องของศาลฎีกาเป็นหลัก

เชื่อมวลชนมาร่วมฟังเพียบ

นอกจากนี้ สำนักงานฯประเมินว่าอาจมีกลุ่มมวลชนต่างๆมาเกาะติดการลงมติและทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตั้งแต่เช้าจึงมีการเตรียมในเรื่องมาตรการความปลอดภัย โดยประสานกับกองบังคับการตำรวจ นครบาล 2 และตำรวจสน.ทุ่งสองห้อง ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยจำนวน 1 กองร้อย รวมทั้งมีการกันพื้นที่ให้ทั้งสื่อมวลชน และประชาชน อยู่บริเวณภายนอกสำนักงานฯ จนกว่าจะถึงช่วงเวลาใกล้แถลงข่าว จึงจะเปิดให้สื่อมวลชนเท่านั้นเข้าพื้นที่เพื่อรับฟังการแถลงข่าว

ลุ้นลงมติ7ข้อกล่าวหา

มีรายงานว่า ในการประชุมดังกล่าวกกต.จะพิจารณาลงมติสำนวนคดีข้อกล่าวหาใน 7 ข้อหา ประกอบด้วย 1. กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่นผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่ 2.ผู้สมัครยินยอมให้ กรรมการบริหารพรรค การเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่

3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนดคือ ระเบียบกกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่ 4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 1 )หรือไม่

5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใดเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 3 ) หรือไม่ 6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา 79 หรือไม่ 7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81หรือไม่ โดยการลงมติของ กกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล

2DSIได้ประกัน ปฎิเสธตลอดข้อหา มีเอี่ยวคดีโกงสอบ

13 กันยายน 2569 เวลา 06:08 น.

2DSIได้ประกัน ปฎิเสธตลอดข้อหา มีเอี่ยวคดีโกงสอบ

ตำรวจบก.ปปป.ให้ประกัน 2 DSI“วิคเตอร์-ดร.ต่อ”คดีแอบอ้างช่วยสอบท้องถิ่น เผยผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่โคราชเพิกถอนบรรจุแต่งตั้ง ขรก.สีเทาไปแล้ว 150 ราย

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ในข้อหาเรียกรับผลประโยชน์โดยแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ ซึ่งต่อมาได้มีการขยายผลการสืบสวนจนพบความเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 2 ราย ได้แก่ นายอิทธิพล ศิริเพชรภัทรกุล หรือ วิคเตอร์ อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ กองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ และ นายอนุรักษ์ ขจรฤทธิ์ หรือดร.ต่อ อายุ 46 ปี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกจับกุมตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในความผิดฐานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเป็นการตอบแทนในการจูงใจเจ้าพนักงานโดยวิธีอันทุจริต ผิดกฎหมาย หรืออาศัยอิทธิพลของตนให้กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143และความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 175

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ระบุว่า จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้ยื่นขอรับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ต้องหามีหน้าที่การงานที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง จึงอนุญาตให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวจากจังหวัดนครราชสีมา ว่าได้มีการ การดำเนินการแก้ปัญหาโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นของจังหวัดนครราชสีมา โดยมีคำสั่งเพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่น กลุ่มที่ตรวจพบความผิดปกติและเข้าข่ายทุจริตสอบแข่งขันแล้วทั้ง 150 ราย

อนุทิน ปล่อยมุก ขนมาเลยรุ่นเหนือดวง แจกสส.ในวันเกิด

12 กันยายน 2569 เวลา 22:11 น.

“อนุทิน” ปล่อยมุก ขนมาเลยรุ่นเหนือดวง แจกสส.ในวันเกิด

เมื่อเวลา 21.10 น. วันที่ 12 กันยายน 2569  ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตอบคำถามสื่อภายหลังการประชุมสส. พรรค ว่ารู้สึกแฮปปี้หรือไม่ที่ลูกพรรคอวยพรวันคล้ายวันเกิดในวันที่ 13 ก.ย.ว่า อยู่กับลูกพรรคก็ต้องแฮปปี้สิ

เมื่อถามว่าได้กำชับอะไรลูกพรรคหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็คำตอบเดิม เป็นสส. ก็ต้องอยู่กับประชาชนทุกวัน เมื่อถามอีกว่านายกฯได้มีการเปิดใจอะไรหรือไม่ในที่ประชุม เพราะได้ยินเสียงดังมาถึงข้างล่าง นายอนุทิน ตอบว่า สวดมนต์

เมื่อถามว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ บอกว่าได้อวยพรนายกฯให้พระคุ้มครอง นายอนุทิน กล่าวว่า แจกรุ่นเหนือดวง ก่อนหัวเราะ เมื่อถามอีกว่าเอามาให้เพราะไม่เอาแล้วใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขนมาเลย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจริงหรือ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดเล่น พร้อมกล่าวย้ำด้วยว่าการประชุมพรรคในวันเดียวกันนี้เป็นการประชุมปกติ เพราะวันจันทร์ อังคาร ตนไม่อยู่

ด้านนางศุภจี กล่าวว่า ได้อวยพร นายกฯ ให้พระคุ้มครอง ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่ารวมถึงนางศุภจีด้วย พระคุ้มครอง

ขณะที่ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า นายกฯอวยพรให้ตนเองมากกว่า ท่านบอกว่าตั้งใจทำงานนะ ผู้สื่อข่าวจึงแซวว่าเหมือนสั่งงานมากกว่า น.ส.ซาบีดา ตอบว่า ใช่ๆ

ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศ ลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร มีผล 16 ก.ย.-31 ต.ค. 69

12 กันยายน 2569 เวลา 20:26 น.

ราชกิจจาฯเผยแพร่ประกาศ ลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น 2.40 บาท/ลิตร มีผล 16 ก.ย.-31 ต.ค. 69

วันที่ 12 กันยายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เรื่อง การปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว

โดยที่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ยังไม่มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายในเร็ววัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก และส่งผลให้สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ยังคงมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 11/2569 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เห็นชอบให้ปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ลดลง 2.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2569 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และข้อ 3 (1) แห่งคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 15/2562 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2562 คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน จึงออกประกาศปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ดังต่อไป

(1) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 ลดลง 2.40 บาทต่อลิตร

(2) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา บี 7 ลดลง 2.40 บาทต่อลิตร

(3) ราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 20 ลดลง 2.40 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน 2569

วัฒนพงษ์ คุโรวาท

ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน

ข่าวดี! อนุทิน สั่ง เอกนิติ ขยาย ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ต่ออีก 1-2 เดือน

12 กันยายน 2569 เวลา 19:41 น.

วันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 17.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ว่าขณะนี้โครงการไทยช่วยไทยพลัสเหลือเดือนสุดท้าย ตนทราบว่ายังมีงบประมาณในส่วนนี้เหลืออยู่จากการที่ประชาชนหลายท่านไม่ได้มาลงทะเบียนประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท

ตนก็ได้สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ไปขยายการใช้ไทยช่วยไทยพลัส จะเป็น 1 หรือ 2 เดือน ก็ขอให้ครบอยู่ในวงเงินที่เรามี หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที โดยจะเป็นการใช้ต่อเนื่องไป เพราะเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี เหลืออีก 3 เดือน คือ ต.ค. พ.ย. และธ.ค. โดยงบที่เหลืออยู่ ทำได้แค่ไหนเราก็ลงไปให้พี่น้องประชาชนเพื่อลดภาระ เพราะมีภาระเรื่องค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมานี่คือสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำโดยนึกถึงประชาชนอยู่ตลอดเวลา ส่วนที่มีฝ่ายตรงข้ามวิจารณ์ตลอดนั้นตนอยู่ข้างประชาชนอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อประชาชนก็ไม่มีเหตุใดต้องกังวลเพราะตนทำเพื่อประชาชนและประเทศ

อนุทิน ขอพรปีนี้ให้ประเทศ-ปชช.มีความสุข ตอบปมอยู่ครบ 8 ปี บอกกี่ปีก็ได้ ถ้าอยู่แล้วมีประโยชน์

12 กันยายน 2569 เวลา 19:18 น.

“อนุทิน” สวมเสื้อทีมไทยแลนด์ ฉลองวันเกิดแซยิด 60 ปี โชว์ห้อยพระกริ่ง จ.สุรินทร์ เผยพรุ่งนี้ขอ ทำบุญที่บ้านอยู่กับครอบครัวเงียบ ๆ ยันไม่มีฉลอง บอกขอพรปีนี้เพียง 2 สิ่งให้ประเทศ-ประชาชนมีความสุข ตอบสื่อเป็นนายกฯ กี่ปีก็ได้ ถ้าอยู่แล้วมีประโยชน์ หลังถูกถามจะอยู่ครบ 8 ปีหรือไม่ ? พร้อมให้คำมั่นประเทศจะไม่มีวันเสียดินแผ่นดินแน่นอน ปัดตอบ “เนวิน” อวยพร บอกแค่มองตาก็รู้ใจ

วันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 17.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สวมเสื้อแบรนด์ SIRIVANNAVARI คอลเลกชั่นพิเศษ “CheerTeamThai” ที่ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทย ในการแข่งแข่งขันกีฬา “เอเชียนเกมส์“ ครั้งที่ 20 เดินลงมาที่ร้านกาแฟ “จาริสต้าร์” ซึ่งอยู่ด้านล่างของที่ทำการพรรค ภูมิใจไทย เพื่อมาตามหานางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา แต่ไม่เจอ แต่ได้เจอกับสื่อมวลชนแทน โดยนายอนุทิน กล่าวว่า “มาหาเจ๊” ซึ่งสื่อมวลชนแซวว่า “ มาตอกบัตรเข้าพรรค” นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะแซวสื่อมวลชนกลับที่หลังไปชนป้ายร้านกาแฟของภริยา ว่า “เบา ๆ ป้ายนี้เป็นอะไรยุ่งเลย อยู่ได้เพราะร้านนี้นะเนี่ย”

จากนั้นนายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์เนื่องในวันใกล้วันคล้ายวันเกิด วันที่ 13 กันยายนนี้ ซึ่งจะอายุครบรอบ 60 ปี หรือ แซยิด ซึ่งเหล่าบรรดา สส. และแกนนำพรรคได้อวยพรอะไรหรือไม่ว่า ได้มีการมอบดอกไม้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไร ต้องรอประชุมก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ทำบุญที่ไหนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ได้ทำแล้ว ทำตั้งแต่วัดไทย ที่ประเทศนอร์เวย์“

ส่วนในวันพรุ่งนี้ที่ตรงกับวันคล้ายวันเกิด จะมีไปทำบุญที่ไหนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “พรุ่งนี้ทำบุญบ้านเฉย ๆ ไม่มีพิธี ไม่มีงานเลี้ยงอะไร ขออยู่กับครอบครัว ซึ่งไม่มีการเชิญพระเกจิ เป็นการทำบุญวันเกิดธรรมดาเหมือนทุกปี มีพระที่เคารพนับถือก็นิมนต์ท่านมา ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีงานเลี้ยงอะไรเลย เพราะช่วงนี้เดินทางเยอะ ขออยู่เงียบ ๆ กับครอบครัวบ้าง“

เมื่อถามว่า ปีนี้จะขอพรอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขออยู่ทุกปี ขออยู่ทุกวัน

เมื่อถามว่า แซยิด สำหรับคนไทยเชื้อสายจีนแล้วหมายถึงอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า “ครบ 60 ปี 5 รอบ”

เมื่อถามว่า ครบ 60 ปีอยากได้อะไรเป็นพิเศษบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า อยากให้ประเทศไทยเข้มแข็ง แข็งแกร่ง และอยากให้คนไทยมีความสุขมาก ๆ แค่นี้ก็โอเคแล้ว และไม่ขอให้กับตนเอง เพราะถ้าได้แค่ 2 สิ่งนั้น ถือว่า มีค่ายิ่งกว่าของขวัญใด ๆ

เมื่อถามว่า มีอะไรอยากพูดถึงประชาชนในโอกาส แซยิด ปีนี้ ที่ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า พวกตน และรัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาล สส.ในพรรคร่วมรัฐบาล ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ และจะทุ่มเททุกอย่างที่มีอยู่ เพื่อประเทศ และประชาชน พร้อมยืนยันว่า จะไม่มีเหน็ดเหนื่อย และท้อถอยอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า มีใครอวยพรให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่ก็ถือเป็นสมัยที่ 2 แล้ว เพราะวันนี้ก็ครบ 1 ปีแล้ว ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ
ให้เป็นได้แค่ 8 ปี ไม่ระบุสมัย ตอนนี้ก็เหลือ 7 ปีแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า อยากอยู่ให้ครบ 7 ปีเลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่เราทำงาน

เมื่อถามว่า นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะครูใหญ่พรรค ได้อวยพรอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ได้หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า “มองตารู้ใจอยู่แล้ว“

ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามย้ำอีกว่า อยู่ครบ 8 ปีเลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “หากอยู่แล้ว ทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยได้เหมือนที่ได้ อยู่เท่าไรก็ได้ไม่มีปัญหา ซึ่งจะอยู่ได้ หรือไม่ได้ อยู่ที่การทำให้เห็นว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพหรือไม่ เพราะเสถียรภาพของรัฐบาลมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดคือ เสียงที่สนับสนุนรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ที่ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และทุกกฎหมายที่เสนอก็ได้รับการสนับสนุน ทั้งจาก สส. และ สว. ซึ่งร่างกฎหมาย พ.ร.บ.งบฯ ได้ครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งในมิติด้านความมั่นคงก็ขอให้ประชาชนได้มีความมั่นใจว่า รัฐบาลให้การสนับสนุน และเชื่อมั่นในกองทัพ ในยามที่เรามีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีการสู้รบกัน จึงขอความมั่นใจได้เลยว่า ประเทศไทยจะถูกคุกคาม จะไม่เสียอธิปไตย เสียแผ่นดินอย่างแน่นอน ภายใต้การทำงานของรัฐบาล และกองทัพร่วมกันแบบนี้ ในรัฐบาลชุดนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายการสัมภาษณ์ นายอนุทิน ได้โชว์พระกริ่ง ของจังหวัดสุรินทร์ ที่ห้อยติดตัวในช่วงวันเกิด โดยนายอนุทิน กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า “หลวงพ่อให้มา” ก่อนจะบอกว่า “ซินเหนียน ไคว่เล่อ” แปลว่า ขอให้มีความสุข และ “หลิ่วซือสุ่ย”แปลว่า ครบรอบอายุ 60 ปี

อนุทิน มั่นใจ ปชช. ยังเชื่อมั่นรัฐบาลนี้บริหารประเทศ ย้อน สนธิ ทำเพื่อความสะใจ ผลที่ได้ประชาชนเดือดร้อน

12 กันยายน 2569 เวลา 19:07 น.

“อนุทิน” มั่นใจประชาชนยังเชื่อมั่นรัฐบาลนี้บริหารประเทศ ย้อน “สนธิ” ทำเพื่อความสะใจ ผลที่ได้ประชาชนเดือดร้อน โวผู้นำหลายประเทศทวงเชิญเยือนไทย พร้อมให้ กต. จ่อทำจดหมายเชิญเยือนไทย บอกไปไหนได้รับการตอบรับที่ดี

วันที่ 12 กันยายน 2569 เวลา 17.15 น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์การใช้สมาธิการทำงานอย่างไร ในขณะที่กลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลออกมาตำหนิรัฐบาลขมหูว่า ตนอยู่ข้างพี่น้องประชาชนและเชื่อว่าสิ่งที่ทำแล้วอะไรก็ตามถ้าเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ตนก็ไม่มีเหตุใด ๆ ที่จะต้องกังวล เพราะตนทำเพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศของเรา ตนไปไหนก็ได้รับความร่วมมือที่ดี จากทั้งในและนอกประเทศ ผู้นำต่างชาติล้วนแต่ให้ความสำคัญ ไปประเทศนอร์เวย์ได้พบผู้นำระดับสูงของหลาย ๆ ประเทศ ในช่วงรอพิธีการ ได้พูดคุยกับทุกคน ผู้นำหลาย ๆ ชาติถึงกับทวงว่า “ทำไมไม่เขียนจดหมายเชิญมาประเทศไทย”

นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวตนคงต้องให้กระทรวงการต่างประเทศเชิญผู้นำเหล่านั้นเยือนประเทศไทย ซึ่งทุกคนให้ความเชื่อมั่นประเทศไทย และตอนนี้สถานการณ์โลกเป็นแบบนี้ เขาต้องการเรื่องของความมั่นคงทางอาหารอย่างมาก และต้องการทำเอ็มโอยูกับประเทศเราในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร

อย่างที่ตนเคยพูดทุกคนมีเหล็ก น้ำมัน แร่ธาตุ ในประเทศแถบอื่น ๆ ของโลก แต่สิ่งที่เขามีสู้เราไม่ได้คืออาหาร เขาไม่มีความอุดมสมบูรณ์ในการผลิตอาหาร เขาอาจจะมีการผลิตสินค้าทางการเกษตร แต่เทคโนโลยีการแปรสภาพให้เป็นอาหารบริโภคได้ทันที ด้วยต้นทุนที่ดีและมีคุณค่าทางอาหาร เขาสู้ประเทศไทยไม่ได้ โดยต้องมีการแลกเปลี่ยนกันในเรื่องพวกนี้

เมื่อถามถึงการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำกลุ่มมวลชนทวงคืนประเทศไทย โดยยืนยันว่าไม่ได้ไล่รัฐบาล แต่อาจทำให้รัฐบาลอยู่อย่างไม่เป็นสุข ตรงนี้คิดอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า “ทำไมถึงอยากทำให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข รัฐบาลไม่มีวันมีความสุขเพราะรัฐบาลต้องดูแลพี่น้องประชาชน แต่รัฐบาลต้องสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ตนคิดว่าที่เขาพูดคงอาจจะหมายความว่าไม่อยากให้รัฐบาลทำงานได้ ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ได้คนที่ได้รับความเดือดร้อนคือพี่น้องประชาชน ฉะนั้นคุณสนธิจะทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทยเดือดร้อนหรือ ไม่มีความสุขหรือ ทำไปเพื่ออะไร ทำไปแล้วสะใจกับนายอนุทินเท่านั้นหรือ ตนไม่มีคุณค่าพอที่จะต้องเอาไปแลกกับความสุขของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทุกวัน ทุกวินาทีอยู่แล้ว และก็ได้ทำมาพิสูจน์ให้เห็นเชื่อว่าจากการที่ตนได้สัมผัสพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดในทุก ๆ ที่ตนไปเชื่อว่าพี่น้องประชาชนยังให้โอกาสกับตน และยังเชื่อมั่นในการบริหารประเทศนี้ของรัฐบาลชุดนี้”