ไอลอว์นำทัพเดินขบวนจี้ กกต. ฟ้อง 229 ฮั้ว สว. ลั่นพร้อมแฉหลักฐานรายคนหากปล่อยรอด

13 กันยายน 2569 เวลา 11:32 น.

’ไอลอว์‘ จัดกิจกรรมเดินขบวนบี้ ’กกต.‘ มีมติสั่งฟ้อง ‘229 รายเอี่ยวโกงฮั้ว สว.’ พรุ่งนี้ ด้าน ’ยิ่งชีพ‘ ย้ำเครือข่ายในขบวนการลามโยง ’ภท.‘ ลั่นรับไม่ได้เลือกคนมาวินิจฉัยเรื่องของตัวเอง ปลุกชวนปชช.ร่วมกิจกรรมโค้งสุดท้าย ขู่มีเอกสารหลักฐานเพียบ หากสั่งไม่ฟ้องใครพร้อมแฉคนนั้น-รอดทั้งหมดก็เปิดหลักฐานทั้งกระบิ

13ก.ย.2569 เมื่อเวลา10.00น. ที่หน้าอาคาร ALL RISE (iLaw) ลาดพร้าว 25 กทม. นายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน(iLaw) ให้สัมภาษณ์ ก่อนการจัดกิจกรรมเดินรณรงค์ “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้องสว. 229“ ว่า วันนี้เป็นวันสำคัญก่อนที่ในวันพรุ่งนี้(14ก.ย.)คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะลงมติสั่งว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีต่อการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เมื่อปี2567 ที่มีที่มาอันแปลกประหลาด ฉ้อฉล และเครือข่ายผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการโกงการเลือกสว. รวมทั้งคณะกรรมการบริหารพรรค รัฐมนตรี และสส.หลายคนของพรรคภูมิใจไทย เราอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ ถ้าวันนี้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทุกอย่างเดินไปตามปกติ เราก็ไม่ต้องจัดกิจกรรมนี้ เราก็รอองค์กรอิสระจะวินิจฉัยหรือสั่งอย่างไร แต่ขณะนี้กกต. 4ใน7คน ไม่ได้เป็นองค์กรที่เป็นอิสระ แต่เป็นองค์กรที่มาจากการเลือกของสว.ชุดนี้

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า คนที่ถูกกล่าวหาเลือกคนมาวินิจฉัยเรื่องของตัวเองว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง นี่เป็นระบบที่รับไม่ได้ และทำให้ประชาชนอยู่เฉยๆไม่ได้ เชื่อว่าถ้าประชาชนไม่ช่วยกันแสดงออก สิ่งที่เกิดขึ้นคือกกต.ที่เขาเลือกมา จะสั่งไม่ฟ้องพวกเขา ระบบตรวจสอบความยุติธรรมในประเทศนี้ก็ไม่มีเลย ดังนั้นวันนี้เป็น วันสุดท้ายที่เราจะต้องส่งเสียงถึงกกต. ข้อเรียกร้องของเราชัดเจน ในวันพรุ่งนี้(14ก.ย.) คือเราต้องการให้ส่งคดีนี้ถึงมือศาลฎีกา ผู้ต้องหาทั้ง229คนต้องถูกสั่งฟ้องทั้งหมด เราไม่ได้ตัดสินว่าใครกระทำผิด แต่เราต้องการให้องค์กรที่เป็นกลางเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครผิดหรือไม่ นอกจากนี้ยังขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมกันแสดงออกในช่วง24ชั่วโมงสุดท้าย เรามีกิจกรรมในต่างจังหวัด รวมถึงกทม.ที่จะจัดกิจกรรมเดินเท้าจากลาดพร้าวไปจัดกิจกรรมที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กทม. ในเวลา16.00น.

“ถ้าผ่านวันนี้ไปแล้ว ถ้ากกต. ไม่สนใจเสียงประชาชน สั่งไม่ฟ้องคนที่เลือกพวกเขามา เราจะย้อนกลับมาถึงวันนี้ไม่ได้อีกแล้ว วันนี้จึงเป็นวันสุดท้าย และวันสำคัญ ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนออกมาแสดงออก” นายยิ่งชีพ กล่าว

นายยิ่งชีพ กล่าวด้วยว่า เรามีเอกสารหลักฐานการโกงในคดีนี้จำนวนมาก ถ้าสั่งไม่ฟ้องส่วนของคนไหน เราก็จะเอาหลักฐานส่วนของคนนั้นมาเปิดเผย ถ้าสั่งไม่ฟ้องทั้งหมดก็เปิดเผยทั้งหมด ยืนยันว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราอยากทำคือนอนเฉยๆ แล้วให้กกต.สั่งฟ้องทั้งหมด แล้วเอาเอกสารทั้งหมด ไปนำเสนอตามกระบวนการของศาลฯ เราไม่อยากเปิดเผยเอง แต่ถ้าจำเป็น หากสั่งยุติคดีไปแล้ว เราไม่เหลืออะไรแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องนำข้อมูลมาเปิดเผย ทั้งนี้ ตนไม่เห็นเหตุอะไรที่จะเลื่อนการลงมติพรุ่งนี้ออก กกต.ที่จะต้องลงมติหากใครป่วยก็ไม่ต้องมาลงมติ ขาดลงมติไปก็ได้ไม่เป็นไร ส่วนที่เห็นข่าวเรื่องกังวลความปลอดภัยในวันพรุ่งนี้นั้น ยืนยันว่าทางกลุ่มฯจะไม่ได้ไปเดินทางไปกกต.ในวันพรุ่งนี้

จากนั้นในเวลา10.30น. ทางกลุ่มไอลอว์ พร้อมด้วยประชาชนส่วนหนึ่งที่สนใจมาร่วมกิจกรรม ได้ตั้งขบวนออกเดินเท้าจากหน้าออฟฟิศไอลอว์ ในซอยลาดพร้าว 25 ซึ่งก่อนเริ่มเดินขบวน ทางกลุ่มฯได้นำป้ายผ้าที่มีข้อความระบุว่า “สั่งฟ้อง229” ขึงลงมาที่บริเวณหน้าออฟฟิศไอลอว์ เพื่อเป็นการเริ่มต้นกิจกรรมเดินขบวน โดยเส้นทางขบวนเดิน รวมถึงขบวนปั่นจักรยาน จะมุ่งหน้าไปตามถนนลาดพร้าวจนถึงห้าแยกลาดพร้าว ข้ามไปทางถนนพหลโยธิน แล้วเดินตามแนวรถไฟฟ้าบีทีเอส ก่อนจะไปถึงจุดแวะพักแรกที่บิ๊กซี สะพานควาย ปลายทางของขบวนจะอยู่ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระยะทางรวมประมาณ 12 กิโลเมตร คาดว่าจะถึงหอศิลป์กทม.เพื่อทำกิจกรรมในช่วงเย็น เวลาประมาณ16.00น.

ไทยสวนกัมพูชา ภาพเดียวลบหลักฐานไม่ได้ จี้พิสูจน์ ใครยิง-ยิงจากไหน ปมปราสาทพระวิหาร ย้ำความเสียหายชี้ความผิดไม่ได้

13 กันยายน 2569 เวลา 11:29 น.

13 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวชี้แจงกรณี ข้อกล่าวอ้าง ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า พื้นที่ภายในปราสาทพระวิหารเป็น “ที่หลบภัยของพลเรือน” ไม่ใช่ที่ตั้งทางทหาร พร้อมนำภาพพลเรือนที่อยู่ภายในปราสาทมาเป็นหลักฐานว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคืออย่านำภาพจากคนละช่วงเวลามารวมกันแล้วสร้างข้อสรุปเดียว เพราะบริบทของเหตุการณ์แต่ละช่วงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ภาพพลเรือนที่ถูกนำมาเผยแพร่จำเป็นต้องตรวจสอบให้ชัดว่าถ่ายเมื่อใด ที่ไหน และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใด หากเป็นภาพจากเหตุการณ์วันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ก็ต้องนำเสนอว่าเป็นภาพจากช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ควรนำมาใช้โดยปราศจากบริบทเพื่อพิสูจน์สถานะของพื้นที่ในเหตุการณ์อีกช่วงหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ไทยย้ำมาตลอดว่า ลําดับเหตุการณ์ (Full Timeline matters)

ส่วนที่ฝ่ายกัมพูชาระบุว่า โครงสร้างที่ไทยเรียกว่า “บังเกอร์” แท้จริงเป็นที่หลบภัย (shelter) สำหรับพลเรือนนั้น คำว่า“บังเกอร์”(bunker) หรือ ที่หลบภัย(shelter) ไม่ใช่ประเด็นชี้ขาด ประเด็นสำคัญคือพื้นที่นั้นถูกใช้ทำอะไร ณ เวลาที่เกี่ยวข้อง การมีพลเรือนอยู่ในพื้นที่หนึ่ง ไม่ได้พิสูจน์โดยตัวมันเองว่าไม่มีการใช้พื้นที่นั้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร และในทางกลับกัน การพบกำลังหรือยุทโธปกรณ์ทางทหารก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถโจมตีสถานที่นั้นได้โดยไม่มีข้อจำกัด

“สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น มีการวางกำลังหรืออาวุธหรือไม่ มีการยิงจากพื้นที่ดังกล่าวหรือบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ และหลักฐานนั้นสัมพันธ์กับวันและเวลาของเหตุการณ์หรือไม่” พล.อ.อ.ประภาส กล่าวและว่า ประเทศไทยเสนอให้พิจารณาหลักฐานตาม เวลา สถานที่ กิจกรรม และแหล่งที่มา ไม่ใช่เลือกภาพใดภาพหนึ่งแล้วใช้แทนเหตุการณ์ทั้งหมด

สำหรับกรณีฝ่ายกัมพูชาระบุว่า รายงาน UNESCO-ICOMOS พบความเสียหาย 562 จุด จึงเป็นหลักฐานว่าไทยเป็นฝ่ายทำลายมรดกโลกนั้น ต้องแยกสองคำถามออกจากกันให้ชัดเจน คือ ปราสาทได้รับความเสียหายหรือไม่ และความเสียหายแต่ละจุดเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้ก่อให้เกิด ภายใต้สถานการณ์ใด และมีความรับผิดทางกฎหมายอย่างไร การบันทึกว่ามีความเสียหาย ไม่ได้ทำให้คำถามเรื่อง การระบุแหล่งที่มา (attribution) หรือความรับผิดทางกฎหมายสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยสนับสนุนการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลาง และพร้อมให้พิจารณาหลักฐานอย่างครบถ้วน ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ พิกัด เวลา ทิศทางการยิง และข้อมูลอื่นที่สามารถตรวจสอบได้

เมื่อถามว่า หากพบว่ามีทหารหรืออาวุธอยู่ในพื้นที่มรดกโลก ไทยถือว่าสามารถโจมตีได้หรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ควรพูดง่าย ๆ ว่า “มีทหารแล้วจึงยิงได้” เนื่องจากกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกำหนดหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด โดยต้องพิจารณาทั้ง distinction, military necessity, proportionality และ precautions in attack รวมถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม

ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายก็มีหน้าที่หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในลักษณะที่อาจทำให้สถานที่ดังกล่าวตกอยู่ในความเสี่ยงจากปฏิบัติการทางทหาร ดังนั้น คำถามที่ประชาคมระหว่างประเทศควรถามอย่างเป็นกลางคือ มีการใช้พื้นที่มรดกโลกเพื่อกิจกรรมทางทหารหรือไม่ และหลักฐานคืออะไร

เมื่อถามถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายกัมพูชาที่ว่า ไทยกำลังใช้เรื่องการใช้พื้นที่ทางทหารเป็นข้ออ้างเพื่อกลบความเสียหายของปราสาท พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ขอให้ใครเชื่อคำกล่าวของไทยเพียงเพราะเป็นคำกล่าวของไทย และไม่คิดว่าคำกล่าวของฝ่ายใดควรถูกยอมรับโดยปราศจากการตรวจสอบเช่นกัน พร้อมเสนอหลักง่าย ๆ ว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ภาพหนึ่งภาพไม่ใช่ไทม์ไลน์ทั้งหมด และความเสียหายไม่ใช่คำพิพากษาเรื่องความรับผิดโดยอัตโนมัติ

หากมีข้อกล่าวหาว่าไทยทำลายมรดกโลก ก็ต้องตรวจสอบว่าใครยิง ยิงเมื่อใด ยิงจากไหน เป้าหมายคืออะไร พื้นที่นั้นถูกใช้งานอย่างไรในขณะนั้น และมีมาตรการป้องกันพลเรือนกับทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอย่างไร มาตรฐานนี้ต้องใช้กับทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน

ส่วนกรณีภาพพลเรือนที่หลบอยู่ในปราสาท ไทยปฏิเสธหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไทยไม่จำเป็นต้องปฏิเสธภาพพลเรือน และไม่ควรลดทอนความทุกข์ของพลเรือนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือกัมพูชา สิ่งที่ไทยขอคือ อย่านำความทุกข์ของพลเรือนมาใช้แทนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางทหาร หากภาพนั้นเป็นภาพจากเดือนกรกฎาคม ก็ต้องบอกว่าเป็นเดือนกรกฎาคม หากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดือนธันวาคม ก็ต้องนำหลักฐานจากเดือนธันวาคมมาพิจารณา

“สถานที่เดียวกันไม่ได้หมายความว่าเวลาเดียวกัน โครงสร้างเดียวกันไม่ได้หมายความว่าใช้งานเหมือนกัน ภาพถ่ายไม่สามารถทดแทนลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดได้” (Same place does not mean same time. Same structure does not mean same use. A photograph does not replace a full timeline.)

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนว่า ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องได้รับการคุ้มครอง และชีวิตของพลเรือนทั้งสองประเทศต้องได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน เราไม่ต้องการให้โลกเลือกข้าง แต่ขอให้โลกเลือกข้อเท็จจริง ตรวจสอบภาพพร้อมวันที่ ตรวจสอบสถานที่พร้อมพิกัด ตรวจสอบข้อกล่าวหาพร้อมหลักฐาน และตรวจสอบการปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน

และขอสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ พร้อมย้ำแนวทางว่า “ปกป้องพลเรือน ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม ตรวจสอบข้อเท็จจริง ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน” (Protect civilians. Protect cultural heritage. Establish the facts. Apply the same standard to everyone.) ซึ่งเป็นแนวทางที่จะลดความขัดแย้ง และนำทั้งสองประเทศกลับไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วยกลไกทวิภาคีและสันติวิธี

ผอ.JIC สวนเดือดเขมร อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหาไทยยึดแผ่นดิน ย้ำ!หยุดยิงไม่ใช่เส้นเขตแดน หากแน่จริงขนหลักฐานขึ้นโต๊ะ JBC

13 กันยายน 2569 เวลา 11:10 น.

“ผอ.JIC”สวนเดือด”เขมร” อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง กล่าวหา”ไทย”ยึดแผ่นดิน ลั่นไทยป้องกันประเทศ ไม่เคยล่าดินแดนใคร ย้ำ!หยุดยิงไม่ใช่เส้นเขตแดน หากแน่จริงขนหลักฐานขึ้นโต๊ะ JBC

13 กันยายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงกรณีฝ่ายกัมพูชา กล่าวหาว่าไทยใช้กำลังเข้ายึดครองดินแดน ว่า ต้องแยกข้อเท็จจริงออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจน คือ ช่วงที่มีการสู้รบ และ ช่วงหลังมีข้อตกลงหยุดยิง พื้นที่การสู้รบ ไม่ได้เปลี่ยนกรรมสิทธิ์เหนือดินแดน แต่ไทยมีหน้าที่ป้องกันพื้นที่และประชาชนของตน

“ในช่วงที่เกิดการสู้รบ หากมีกำลังฝ่ายกัมพูชาเข้ามาใช้พื้นที่ซึ่งไทยถือว่าอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทยเพื่อวางกำลัง ใช้อาวุธ หรือโจมตีกำลังและประชาชนไทย กองทัพไทยย่อมมีหน้าที่ป้องกันประเทศ ปกป้องประชาชน และดำเนินการเพื่อยุติภัยคุกคาม ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

“ดังนั้น การผลักดันกำลังฝ่ายตรงข้ามออกจากพื้นที่ที่ไทยถือว่าเป็นดินแดนของตนในระหว่างการสู้รบ ไม่ควรถูกนำไปบิดความหมายว่าไทยมีนโยบายรุกรานหรือแสวงหาดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน”

ผอ.JIC กล่าวว่า หลังการลงนาม Joint Statement (JBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 สถานการณ์เข้าสู่กรอบใหม่ ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงและคงการวางกำลัง ณ ตำแหน่งขณะหยุดยิง โดยไม่เคลื่อนกำลังเข้าหาอีกฝ่าย ขณะเดียวกัน ข้อตกลงระบุอย่างชัดเจนว่า การจัดวางกำลังดังกล่าว ไม่กระทบต่อการสำรวจและปักปันเขตแดนระหว่างประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการผ่านกลไก JBC

“นี่คือประเด็นที่ต้องพูดให้ครบ การหยุดยิงคือการหยุดการต่อสู้ ไม่ใช่สนธิสัญญากำหนดเขตแดน และแนววางกำลังก็ไม่ใช่เส้นเขตแดนใหม่”

เพราะฉะนั้น หากกัมพูชาเห็นต่างว่าแผ่นดินบริเวณใดเป็นของฝ่ายใด ก็ต้องนำหลักฐาน แผนที่ และข้อกฎหมายเข้าสู่กลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับ ไม่ใช่ตัดสินด้วยถ้อยแถลงทางการเมือง และในทางกลับกัน ไทยก็ไม่ควรใช้แนววางกำลังเป็นข้ออ้างในการตัดสินเขตแดนเช่นกัน”

ผอ.JIC กล่าวย้ำว่า ไทยไม่ต้องการดินแดนของกัมพูชาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยก็มีหน้าที่ปกป้องดินแดนและประชาชนของเรา หากมีภัยคุกคามเกิดขึ้นในพื้นที่ของไทย เรามีสิทธิและหน้าที่ป้องกันตนเอง แต่เมื่อหยุดยิงแล้ว เราก็เคารพข้อตกลง และนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา หลักของเราจึงชัดเจนมาก Defend when necessary, de-escalate when possible, and settle the boundary through agreed mechanisms.”

“เราไม่ขอให้ประชาคมโลกเลือกข้างไทยหรือกัมพูชา เราขอเพียงให้พิจารณา Full Timeline, Facts on the Ground และข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกัน ด้วยมาตรฐานเดียวกัน”

ท้ายที่สุด ไทยต้องการให้ชายแดนกลับคืนสู่ความสงบ ประชาชนทั้งสองประเทศกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และปัญหาเขตแดนได้รับการแก้ไขด้วยกฎหมาย การเจรจา และกลไกทวิภาคี ไม่ใช่ด้วยการใช้กำลัง

“Security first. Facts first. JBC for the boundary. Peace as the destination.”

รศ.ดร.สุขุม มองม็อบสนธิ ยังเห็นแต่แกนนำ ไม่เห็นมวลชนปักหลัก ตั้งคำถาม? ชุมนุมแล้วจะพาประเทศไปทางไหน

13 กันยายน 2569 เวลา 11:02 น.

13 กันยายน 2569 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผ่านรายการ “ริงไซต์การเมือง” โดยประเมินว่า แม้แต่นายสนธิเองก็น่าจะยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถจุดกระแสมวลชนได้สำเร็จหรือไม่ แต่เมื่อประกาศการเคลื่อนไหวออกไปแล้ว ก็จำเป็นต้องเดินหน้าต่อ

รศ.ดร.สุขุม กล่าวว่า ภาพการรวมตัวที่ผ่านมาเห็นบุคคลที่เป็นแกนนำและบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่เห็นฐานมวลชนขนาดใหญ่ที่พร้อมปักหลักชุมนุมระยะยาว

ผู้เข้าร่วมส่วนหนึ่งอาจเดินทางมาร่วมกิจกรรมเป็นครั้งคราว ก่อนแยกย้ายกลับบ้าน หากไม่สามารถรักษาจำนวนผู้ชุมนุมไว้ได้ มวลชนก็มีโอกาสร่อยหรอลงตามเวลา

“ที่เห็นขณะนี้เป็นกลุ่มผู้นำ แต่ยังไม่เห็นกลุ่มผู้ตามที่จะอยู่ชุมนุมได้นาน หากมาแล้วกลับ จำนวนก็ร่อยหรอลงแน่นอน” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

สำหรับเหตุผลที่นายสนธิยังต้องออกมาเคลื่อนไหว รศ.ดร.สุขุม มองว่า นี่เป็นเส้นทางทางการเมืองของนายสนธิเช่นกัน เพราะจำเป็นต้องแสดงให้สังคมเห็นว่ายังคงมีพลัง สามารถจัดกิจกรรมและนำผู้คนออกมาเคลื่อนไหวได้จริง ไม่ได้มีบทบาทเพียงจัดรายการโทรทัศน์หรือแสดงความคิดเห็นอยู่บนเฟซบุ๊กเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เห็นพลังมวลชนขนาดใหญ่ แต่รัฐบาลก็ไม่ควรประมาท เพราะการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งเริ่มต้นจากคนจำนวนน้อย ก่อนขยายตัวเมื่อเกิดเงื่อนไขหรือประเด็นที่กระทบความรู้สึกของประชาชน

รศ.ดร.สุขุม กล่าวว่า จุดอ่อนสำคัญของการชุมนุมครั้งนี้ คือยังไม่มีเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจน นายสนธิระบุว่ายังไม่ได้ออกมาขับไล่รัฐบาล แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เสนอว่า หากรัฐบาลพ้นจากอำนาจแล้ว จะให้ใครหรือกลไกใดเข้ามาทำหน้าที่แทน

การชุมนุมทางการเมืองจำเป็นต้องบอกประชาชนให้ได้ว่า เข้าร่วมแล้วจะนำประเทศไปสู่อะไร แต่การเคลื่อนไหวรอบนี้ยังไม่มีคำตอบดังกล่าว

“เมื่อเป้าหมายยังไม่ชัด คนก็ต้องถามว่าจะออกมาชุมนุมเพื่ออะไร จะไล่รัฐบาลไปสู่จุดไหน และใครจะเข้ามาแทน หากตอบไม่ได้ก็ยากที่จะระดมคนออกมาบนท้องถนน” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

ส่วนแนวทางที่อาจนำไปสู่การรัฐประหารนั้น รศ.ดร.สุขุมเห็นว่า ประชาชนปัจจุบันไม่น่าจะยอมรับเหมือนในอดีต เพราะมีบทเรียนแล้วว่าการยึดอำนาจไม่ได้ทำให้ประเทศดีกว่าการเลือกตั้ง และยังทำให้ประชาชนต้องอยู่กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นเวลายาวนาน

ดังนั้น การเคลื่อนไหวของนายสนธิรอบนี้จึงเผชิญโจทย์หนักกว่าครั้งก่อน ทั้งเรื่องจำนวนมวลชน ความพร้อมในการปักหลัก และโดยเฉพาะคำถามสำคัญที่สุดว่า จุดหมายปลายทางของการชุมนุมคืออะไร

‘วัฒนา’ ชูขอนแก่นปั้น ‘อินฟลูฯ วัยเก๋า’ สร้างรายได้-ยกระดับแพทย์รับสังคมสูงวัย

13 กันยายน 2569 เวลา 11:00 น.

13 ก.ย.2569 นายวัฒนา ช่างเหลา ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น หมายเลข 1 พร้อมด้วย นายธนิก มาสีพิทักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ขอนแก่น พรรคกล้าธรรม และ น.ส.กุลนิติ เบ้าจรรยา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดของแก่น ในฐานะผู้ช่วยหาเสียง ลงพื้นที่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น พร้อมจัดกิจกรรม “ตุ้มโฮม 60 ยังแจ๋วสูงวัยไม่สะดวกแก่” เพื่อพบปะทักทายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประชาชนและผู้สูงอายุในพื้นที่นับร้อยคน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม

โดยทางกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นได้ที่ทำพิธีเบิกขวัญ ผูกข้อมือ เพื่อเป็นกำลังใจให้ชนะการเลือกตั้ง พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดถึงปัญหาของผู้สูงวัย อาทิ การส่งเสริมอาชีพเพื่อไม่ให้คนวัย 60 ปีขึ้นไปที่ยังแข็งแรง แต่ต้องอยู่บ้านเฉยๆ ต้องการให้ อบจ. สนับสนุนการฝึกอบรมทักษะยุคใหม่, ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเชื่อมโยงโรงพยาบาล ตลอดจนพิจารณาความเป็นไปได้ในการสร้างบ้านพักคนชรา และการเปลี่ยนพื้นที่ 30 ไร่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ดึงเทคโนโลยี IT มาสร้างรายได้ให้ชุมชน

นายวัฒนา กล่าวว่า ตนมีความความตั้งใจจริงในการดูแลยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุขอนแก่น ให้มีความสุข สุขภาพกายและใจแข็งแรง ตลอดจนรู้สึกมีคุณค่าต่อสังคม และได้นำเสนอแนวคิดการขับเคลื่อนโครงการ “มหาวิทยาลัยผู้สูงอายุ” หลังรัฐบาลปลดล็อกให้ท้องถิ่นจัดทำได้ รวมไปถึงศูนย์ผู้สูงอายุใน อบต. เพื่อเปิดพื้นที่เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ภายใต้แนวคิดผู้สูงวัยยุคใหม่ “แก่ไม่เก่า เฒ่าแต่จ๊วด” สอนทั้งการทำอาหาร การดูแลสุขภาพ การสอนป้องกันภัยมิจฉาชีพไซเบอร์ และการปั้นผู้สูงวัยเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สร้างรายได้ หรือ “Influencer School” สอนใช้สมาร์ตโฟนสร้างคอนเทนต์ ให้ผู้สูงอายุและคนทุกวัยสามารถสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้แม้จะอยู่บ้านหรืออยู่ไร่นา ควบคู่ไปกับนโยบาย “1 อำเภอ 1 อินฟลู” เพื่อนำของดี ภูมิปัญญา และสถานที่ท่องเที่ยวทั่วทั้ง 26 อำเภอของขอนแก่นออกสู่สายตาคนภายนอก

“เวลาเราเล่นโซเชียล มันสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ เวลาไปไร่ไปนา ทำกับข้าว ทอผ้าสาวไหม ก็หาเงินได้ บางอย่างเราทำอยู่แล้วทุกวัน เราอาจจะมองว่าไม่น่าสนใจ แต่บางคนเขาไม่รู้ มันก็น่าสนใจสำหรับเขา เอาไปทำคอนเทนต์ได้ ถือว่าเป็นการสร้างอาชีพให้คนสูงวัยบ้านเรา“ นายวัฒนา กล่าว

นายวัฒนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมสุขภาพผ่านนโยบายการแข่งขัน “กีฬาผู้สูงอายุ” แบบเข้าถึงง่ายและสนุกสนาน เช่น เปตอง เตะปี๊บ ฟุตซอลผู้สูงวัย และเต้นแอโรบิก เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกาย สร้างเสียงหัวเราะ และกระชับมิตรภาพในชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสุขภาพจิตที่ดีและเติมเต็มพลังในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้น แนวคิดทั้งหมดที่พ่อใหญ่แม่ใหญ่เสนอมานั้นเป็นประโยชน์และตรงจุดอย่างยิ่ง  ตนพร้อมนำเสียงสะท้อนเหล่านี้ไปทบทวนและบรรจุเข้าแผนงาน อบจ.ขอนแก่น เพื่อขับเคลื่อนทั้งการยกระดับศูนย์ผู้สูงอายุ การวางระบบดูแลสุขภาพ 24 ชั่วโมง การส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ และการสร้างบ้านพักคนชราที่ต้องเอาไปพิจารณาต่อ พร้อมยืนยันว่า ความสุขและคุณภาพชีวิตของพ่อใหญ่แม่ใหญ่ทุกคนคือหัวใจสำคัญในการพัฒนาขอนแก่น โดยพร้อมจะนำทุกแนวคิดและนโยบายผู้สูงอายุไปขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง เพื่อให้ขอนแก่นเป็นเมืองที่น่าอยู่และรองรับคนทุกช่วงวัย

สะเทือนพาณิชย์! อดีตปลัดฯ ซัดเดือด โยกย้ายข้าราชการ การเมืองแทรกแซง-ก้าวก่าย ทำคนดีไม่ได้ดี

13 กันยายน 2569 เวลา 10:03 น.

13 กันยายน 2569 นายการุณ กิตติสถาพร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่เคยรับราชการกระทรวงนี้มากว่า 38 ปี ระดมตำแหน่งระดับ 10 ครบสิบปี ระดับ 11 อีก 6 ปีเต็ม และลาออกจากราชการก่อนเกษียณเพราะไม่มีตำแหน่งอะไรให้ดำรงอีกแล้ว ผมรู้สึกสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบข่าวการโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ในกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้

ผมเคยสอนข้าราชการรุ่นน้องรุ่นหลานมาหลายรุ่นว่าการเป็นข้าราชการนั้นคือการเป็นข้าของในหลวง เรารับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ฉะนั้น เราต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเต็มความสามารถของเราเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม อย่าไปรับใช้นักการเมืองเพื่อหวังผลในการเลื่อนตำแหน่ง แล้วสุดท้ายความดีที่เราได้กระทำมาก็จะเป็นเครื่องผลักดันให้เราได้ดิบได้ดีขึ้นเอง

การโยกย้ายในกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า ผมเข้าใจผิดมาโดยตลอด เพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ข้าราชการบางคน(มากกว่าหนึ่งคน)ที่ได้รับราชการมากว่า 30 ปีด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับกันทั่วทั้งในและนอกกระทรวง ทั้งในและนอกประเทศ ไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสีย กลับถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ด้อยกว่าเดิมในช่วงปลายของชีวิตราชการโดยฝีมือของผู้มีอำนาจแต่ไร้ซึ่งปัญญาที่จะใช้งานคนดีคนเก่งให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

หลายคนตำหนิว่าระบบข้าราชการอ่อนแอ รัฐบาลชุดนี้ก็บอกว่าจะปฏิรูประบบราชการ

ผมขอทำนายว่า การปฏิรูปจะไม่มีทางบรรลุผลได้ตราบเท่าที่การเมืองยังเข้ามาก้าวก่ายโดยไม่คำนึงถึงระบบคุณธรรม ตราบใดที่“คนดีไม่ได้ดี” คนดีก็จะหมดกำลังใจไปเอง

ผมขอให้กำลังใจข้าราชการดีๆทั้งหลาย (ซึ่งผมเชื่อว่ายังพอเหลืออยู่บ้างในกระทรวงพาณิชย์และทุกกระทรวง)จงพยายามทำความดีต่อไป อย่าท้อ! จงเชื่อว่าคนที่ใช้อำนาจในทางที่ผิดจะอยู่ได้ไม่นานหรอก

ไทยงัดหลักฐานโต้เขมร แฉใช้ปราสาทพระวิหาร เป็นฐานทหาร มรดกโลกไม่ใช่เกราะสงคราม

13 กันยายน 2569 เวลา 09:52 น.

“ผอ.JIC ไทย” เปิดหลักฐานโต้เขมร ใช้ “พระวิหาร” เป็นฐานทหาร ย้ำมรดกโลกไม่ใช่เกราะสงคราม ขอประชาคมโลกตรวจสอบพิกัด-ภาพอาวุธ-ไทม์ไลน์ ใครยิงจากไหน เมื่อใด

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ระบุถึงกรณีที่ฝ่ายไทยมีหลักฐานว่า ทหารกัมพูชาใช้บริเวณปราสาทพระวิหารเป็นฐานที่มั่นทางทหาร โดยไทยยืนบนหลักว่า การนำพื้นที่มรดกโลกไปใช้ประโยชน์ทางทหารเป็นประเด็นสำคัญตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อมูลที่ฝ่ายไทยนำเสนอประกอบด้วยภาพทางอากาศ พิกัด และภาพอาวุธที่ระบุว่าอยู่ในบริเวณดังกล่าว ทั้งอาวุธต่อต้านรถถัง RPG อาวุธประจำกาย และตำแหน่งอาวุธต่อสู้อากาศยาน สิ่งที่ไทยต้องการคือ ให้มีการตรวจสอบหลักฐานเหล่านี้อย่างเป็นกลาง ไม่ใช่ตัดสินจากคำกล่าวหาของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ส่วนกรณีที่ไทยกล่าวหาว่ากัมพูชาใช้พื้นที่มรดกโลกเป็นฐานยิงใส่ทหารไทยใช่หรือไม่ ผอ.JIC ระบุว่า ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่าบริเวณดังกล่าวถูกใช้ในกิจกรรมทางทหาร และมีข้อกล่าวหาที่ต้องตรวจสอบว่า มีการใช้อาวุธจากพื้นที่นั้นต่อกำลังไทย โดยฝ่ายไทยพร้อมนำเสนอพิกัด เวลา ภาพ และข้อมูลประกอบ เพื่อให้พิจารณาจากข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า หากทหารกัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานทหาร เท่ากับว่าปราสาทหมดความคุ้มครองหรือไม่ ผอ.JIC ระบุว่า ไม่ควรพูดว่าหมดความคุ้มครองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกฎหมายมีรายละเอียดและเข้มงวดกว่านั้น โดยอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1954 กำหนดให้หลีกเลี่ยงการใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมและบริเวณใกล้เคียงในลักษณะที่ทำให้เสี่ยงต่อการถูกทำลายหรือเสียหายจากการสู้รบ

เมื่อถามย้ำว่า หากมีการยิงจากพื้นที่มรดกโลก ไทยมีสิทธิตอบโต้หรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายในขณะนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะมีทหารหรืออาวุธอยู่แล้วจะโจมตีได้ทันที ภายใต้หลักคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม ต้องพิจารณาว่าสถานที่นั้นกลายเป็นวัตถุประสงค์ทางทหารหรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่ และต้องใช้มาตรการที่เป็นไปได้เพื่อลดความเสียหายต่อมรดกทางวัฒนธรรม โดยหลักดังกล่าวปรากฏชัดใน Second Protocol ปี 1999 โดยเฉพาะเรื่อง imperative military necessity และ precautions in attack

เมื่อถามย้ำอีกว่า แล้วใครควรรับผิดชอบต่อความเสียหายของปราสาท ผอ.JIC กล่าวว่า ต้องดู Full Timeline ว่าใครนำกำลังและอาวุธเข้าไป ใครใช้อาวุธ จากตำแหน่งใด เมื่อใด และฝ่ายที่ตอบโต้มีเป้าหมายอะไร จึงจะประเมินความรับผิดชอบได้อย่างเป็นธรรม ไม่ควรเริ่มเรื่องจากภาพความเสียหายเพียงปลายเหตุ

ส่วนข้อความสำคัญที่ไทยต้องการบอกประชาคมโลกคืออะไร ผอ.JIC ระบุว่า มรดกโลกต้องเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ ไม่ใช่เครื่องมือในการทำสงคราม ทุกฝ่ายมีหน้าที่ร่วมกัน อย่าใช้มรดกทางวัฒนธรรมเพื่อประโยชน์ทางทหาร และอย่าโจมตีมรดกทางวัฒนธรรมโดยปราศจากเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไทยขอเพียงมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกฝ่าย คือ ตรวจสอบข้อเท็จจริง คุ้มครองชีวิต และคุ้มครองมรดกของมนุษยชาติ

“มรดกโลกไม่ควรถูกใช้เป็นฐานทางทหารหรือเป็นเกราะกำบังการปฏิบัติการทางทหาร หากมีข้อกล่าวหาเรื่องการยิงจากพื้นที่ดังกล่าว ขอให้ตรวจสอบ Full Timeline ใครยิง จากไหน เมื่อใด และเป้าหมายอะไร ไทยพร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามมาตรฐานสากล” ผอ.JIC กล่าว

โฆษกรัฐบาลเคลียร์ชัด 3 ประเด็น พรบ.อาวุธปืน มุ่งยกระดับความปลอดภัย ย้ำ!ไม่มีข้อกำหนด ต่อใบอนุญาตทุก 1-2 เดือน

13 กันยายน 2569 เวลา 09:31 น.

13 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากที่มีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเจตนารมณ์และแนวทางในการควบคุมอาวุธปืนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตของทุกคน

1. มีข้อสังการนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจัดทำระบบทะเบียนการขออนุญาต อัตลักษณ์และประวัติอาวุธปืนแบบอิเล็คทรอนิคส์ที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน ให้สามารถสืบค้นข้อมูลแบบ real-time ได้
ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ

2. มีมติ ครม. เห็นชอบร่าง พรบ.แก้ไข พรบ.อาวุธปืนที่ใช้มานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490

สาระสำคัญการแก้ครั้งนี้เพื่อให้มีความเข้มงวดในการออกใบอนุญาต โดยเปลี่ยนจาก “นายทะเบียนท้องที่” เป็น “นายทะเบียน” ซึ่งหมายถึงอธิบดีกรมการปกครอง

ผู้ที่จะขอมีอาวุธปืน จะต้องผ่านการอบรมและมีใบรับรองการตรวจสภาพจิตซึ่งจะออกเป็นกฏกระทรวงต่อไป

การครอบครองอาวุธปืนที่ไม่ใช่ของตน และ มีเครื่องกระสุนที่ไม่ตรงกับรุ่นที่ได้รับอนุญาตครอบครองถือเป็นความผิด

*** ส่วนกรณีผู้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งกฏหมายอนุญาตให้มีอาวุธปืนและพกพาอาวุธปืนได้ จะเป็นการอนุญาตในเวลาที่มีหน้าที่ปฏิบัติภารกิจ ***

เรื่องระยะเวลาของการให้อนุญาต ซึ่งต้องมีการทบทวนคุณสมบัติทุกครั้ง เป็นจุดที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าระยะเวลาที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่ ซึ่งข้อคิดเห็นต่างๆ จะนำเข้าไปประกอบในขั้นตอนการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

*** ไม่มีประกาศหรือข้อบังคับใดๆ ที่จะให้ต้องต่อใบอนุญาติและเสียค่าธรรมเนียมทุก 1-2 เดือนตามที่มีข้อมูลเผยแพร่กัน ***

3. ไม่มีการออกเป็น พรก. ใดๆ มีเพียงแต่ร่าง พรบ. ที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขอเน้นย้ำว่า การดำเนินการปรับปรุงแก้ไขครั้งนี้เป็นไปเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของคนไทยทุกคน และในขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องครอบครองและพกพาอาวุธปืน รวมถึงนักกีฬาก็ยังสามารถครอบครองและพกพาไปปฏิบัติหน้าที่ได้

จับตา กกต. ฟันคดีฮั้ว สว.! อดีตปลัดยุติธรรมชี้ หากสืบพยานถึงเกณฑ์ ต้องส่งศาลฎีกา-อย่าตัดจบไร้คำอธิบาย

13 กันยายน 2569 เวลา 08:39 น.

13 กันยายน 2569 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วุฒิสภากับความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบอำนาจ

วันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีกำหนดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องความไม่สุจริตในการเลือก

เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความไว้วางใจในระบบตรวจสอบอำนาจของประเทศ เพราะวุฒิสภามีบทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ

รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีบทบาทให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหลาย รวมถึง กกต. ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบความสุจริตของการได้มาซึ่ง สว. เอง ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้การตรวจสอบต้องรอบคอบและโปร่งใสเป็นพิเศษ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าแต่ละองค์กรทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ โดยยึดกฎหมายและประโยชน์ส่วนรวม

หากข้อกังขาเกี่ยวกับที่มาของ สว. ไม่ได้รับคำตอบที่น่าเชื่อถือ ความสงสัยอาจส่งต่อไปถึงผู้ที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ และกระทบความไว้วางใจในการทำงานขององค์กรอิสระ แม้บุคคลเหล่านั้นจะทำหน้าที่อย่างซื่อตรงก็ตาม การคลี่คลายเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมจึงเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันเหล่านี้ด้วย

หลัก “ความรับผิดรับชอบ” หรือ “accountability” จึงมีความสำคัญ ผู้ใช้อำนาจต้องอธิบายการตัดสินใจของตนได้ ยอมรับการตรวจสอบ และรับผลตามกฎหมายเมื่อใช้อำนาจโดยมิชอบ

หลักนี้ใช้กับองค์กรอิสระด้วย

“ความเป็นอิสระ” ช่วยให้องค์กรเหล่านี้ยืนหยัดตามกฎหมายได้แม้เผชิญแรงกดดัน

ส่วน “ความรับผิดรับชอบ” ถูกตรวจสอบได้ ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าอำนาจนั้นถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

หลักทั้งสองหลักจึงต้องเดินไปด้วยกัน

ในเรื่องนี้ กกต. มีบทบาทสำคัญในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ภายหลังประกาศผลการเลือก

หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด

การยื่นคำร้องยังไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด เพราะศาลต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไป การใช้เกณฑ์พยานหลักฐานในขั้นตอนนี้อย่างถูกต้องจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่เรื่องจะเข้าสู่การตรวจสอบโดยศาล

ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต้องได้รับโอกาสชี้แจงและโต้แย้งพยานหลักฐาน ความรับผิดต้องพิจารณาจากการกระทำของแต่ละบุคคล ความสงสัยของสังคมใช้แทนหลักฐานไม่ได้

ขณะเดียวกัน เมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้มีหน้าที่ก็ต้องดำเนินการต่ออย่างตรงไปตรงมา ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน

หาก กกต. เห็นควรยุติเรื่องโดยไม่ยื่นคำร้องต่อศาล ยิ่งต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาสำคัญได้รับการตรวจสอบอย่างไร และเหตุใดข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานจึงไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการต่อ เพราะการตัดสินใจนี้มีผลต่อการที่ข้อกล่าวหาจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลในช่องทางดังกล่าว

และไม่ว่าผลจะออกมาทางใด กกต. ควรเปิดเผยเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจและตรวจสอบได้ ภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตและคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การตรวจสอบต้องแล้วเสร็จภายในเวลาที่สมควรด้วย เพราะระหว่างที่ข้อกล่าวหายังไม่มีข้อยุติ ผู้ดำรงตำแหน่งยังคงใช้อำนาจตัดสินใจในเรื่องที่อาจส่งผลต่อประเทศไปอีกหลายปี ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องอยู่กับความไม่แน่นอนและผลกระทบต่อชื่อเสียง หากจำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติม จึงควรชี้แจงว่ายังต้องตรวจสอบเรื่องใด และมีแนวทางดำเนินการให้แล้วเสร็จอย่างไร

ในฐานะคนที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรมและผลักดันหลักนิติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ผมห่วงว่า หากประชาชนไม่เชื่อมั่นว่ากลไกตรวจสอบจะทำงานได้เมื่อเรื่องเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ ความเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคก็จะอ่อนแอลง และกระทบถึงความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

ผู้มีหน้าที่พิจารณาจึงต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบครั้งนี้ เพราะการตัดสินใจมีผลต่อความน่าเชื่อถือของทั้งวุฒิสภาและระบบตรวจสอบอำนาจทั้งระบบ

ประชาชนจึงมีสิทธิคาดหวังการใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงและได้รับคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ ผู้ตัดสินใจจึงต้องพร้อมรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของตน

หลักนิติธรรมจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีผู้มีอำนาจคนใดอยู่เหนือการตรวจสอบ รวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจนั้นเอง

กิตติพงษ์ กิตยารักษ์
12 กันยายน 2569

รัฐบาลชวนอัปสกิลคนทำงาน เปิด One Platform รวม 967 หลักสูตรพัฒนาทักษะไว้ที่เดียว เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา รับโลกงานยุคดิจิทัล

13 กันยายน 2569 เวลา 08:23 น.

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิด “One Platform for Skill Development” แพลตฟอร์มรวมหลักสูตรพัฒนาทักษะจากเครือข่าย 30 แห่ง จำนวน 967 หลักสูตร ให้แรงงานและประชาชนเลือกเรียนออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งเทคนิคการขายขั้นสูง การบริการลูกค้าแบบมืออาชีพ การใช้ Generative AI และการสร้างกลยุทธ์การขายด้วย AI ช่วยเติมทักษะให้ทันความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่

13 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของกำลังแรงงานเพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน โดยเฉพาะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งส่งผลให้ความต้องการด้านทักษะของตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล และเปิดตัว “One Platform for Skill Development” เพื่อเป็นช่องทางกลางในการเข้าถึงการพัฒนาทักษะ ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ ให้แรงงาน ประชาชนทั่วไป และสถานประกอบกิจการสามารถเลือกเรียนหลักสูตรที่เหมาะกับความต้องการของตนเองได้สะดวกมากขึ้น

ปัจจุบันแพลตฟอร์มมีเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงานขึ้นทะเบียนหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์แล้ว 30 แห่ง รวม 967 หลักสูตร ครอบคลุมทักษะหลากหลายด้าน ทั้งการขาย การบริการ การพัฒนาทักษะดิจิทัล เทคโนโลยี AI ภาษา ธุรกิจ และทักษะวิชาชีพต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกพัฒนาทักษะเดิมหรือต่อยอดไปสู่ทักษะใหม่ที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการ

สำหรับหลักสูตรที่น่าสนใจ เช่น เทคนิคการขายขั้นสูงสำหรับนักขายมืออาชีพ ซึ่งเน้นทักษะการขายที่สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้จริง การบริการด้วยใจสู่การบริการที่เป็นเลิศสำหรับผู้ที่ทำงานด้านบริการ การสร้างประสบการณ์และบริการลูกค้าอย่างมืออาชีพด้วยแนวคิด Customer Centric ที่เน้นการเข้าใจความต้องการของลูกค้า รวมถึงการสร้างกลยุทธ์การขายด้วย Generative AI ที่นำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและการทำงาน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การพัฒนาทักษะในยุคปัจจุบันไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงการเข้าอบรมในห้องเรียน แต่สามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องผ่านระบบออนไลน์ โดยแต่ละคนสามารถเลือกหลักสูตรให้สอดคล้องกับงานที่ทำ หรือทักษะที่ต้องการพัฒนาเพิ่มเติมได้ตามความพร้อมของตนเอง

“รัฐบาลต้องการให้การพัฒนาทักษะเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนทำงานทุกกลุ่ม เพราะเมื่อโลกการทำงานเปลี่ยนเร็ว ทักษะที่มีอยู่ก็ต้องพัฒนาให้ทัน การเรียนรู้เพิ่มเติมจึงเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของตัวเอง ทั้งการทำงานในปัจจุบัน การเตรียมพร้อมสำหรับอาชีพใหม่ และการเพิ่มโอกาสในการมีรายได้” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ One Platform for Skill Development ยังเปิดโอกาสให้สถานประกอบกิจการนำหลักสูตรไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทักษะให้แก่พนักงานของตนเองได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับทักษะกำลังคนและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดและเลือกหลักสูตรที่เหมาะกับตัวเองได้ที่ https://oneplatform.dsd.go.th/