สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

สีหศักดิ์ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

“สีหศักดิ์”ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้ในหลายภารกิจเพื่อพัฒนาประเทศ มั่นใจการประนอมภาคบังคับ ปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลได้

1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ  ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก ตอนหนึ่งว่า งบประมาณที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับจัดสรร ขอสภาฯ อย่าได้ปรับลด เพราะก่อนหน้านี้ถูกลดลงแล้ว 10% ซึ่งงบประมาณที่ได้จะทำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การทูต 2.0 ที่ประสานกับกระทรวงต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ ขับเคลื่อนประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจ หาตลาดใหม่ ส่วนประเด็นเรื่องการทูตกับประเทศกัมพูชา ขณะนี้ได้เข้าสู่การประนอมภาคบังคับภายใต้ อันครอส ซึ่งตนมั่นและพร้อมเต็มที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของไทย

นายสีหศักดิ์ ชี้แจงต่องบประมาณส่วนของยุทธศาสตร์แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ วงเงิน  8,400 ล้านบาท โดยยอมรับว่าตนได้รับหน้าที่ประธานคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลเพื่อแก้สถานการณ์ชายแดนใต้ ตนต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ลงพื้นที่เพราะปัญหายืดเยื้อกว่า 20 ปี ถูกทุ่มงบประมาณจำนวนมาก แต่ประเด็นไม่ใช่งบประมาณเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าใช้งบที่ได้รับจัดสรรอย่างไร 

“ปีนี้ไม่มีงบบูรณาการ แต่การจัดสรรงบทุกหน่วยงานทำแบบบูรณาการ ไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อให้เกิดผลงานให้มากที่สุด ว่าใครรับผิดชอบ โดยงบประมาณจัดทำภายใต้ยุทธศาสตร์ที่มีเอกภาพ ครอบคลุมทุกมิติปัญหาภาคใต้ กระบวนการพูดคุย และประชาชน  รวมถึงการศึกษา  สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดทำให้การจัดสรรงบประมาณที่มีประชาชนศูนย์กลาง ประชาชนปลอดภัย กินดีอยู่ดี มีสิทธิเสียงกำหนดอนาคตของตนเอง” นายสีหศักดิ์ ชี้แจง 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนั้นนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ซักถามถึงการเข้าร่วมประนอมภาคบังคับที่อาจทำให้เกิดประเด็นเสียผลประโยชน์ โดยนายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่า การเจรจาภายใต้เอ็มโอยูที่ยกเลิก ทั้งไทยและกัมพูชาร่วมเป็นภาคีอันครอส โดยกัมพูชา เข้าร่วมเมื่อเดือนมี.ค.68 ดังนั้นจึงอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน 

โดยการยินยอมเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับภายใต้อันครอส เป็นเจตนารมณ์ที่ตกลงร่วมกันของผู้นำของประเทศไทย คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯไทย และ นายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ที่ตกลงกันที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ช่วงประชุมสุดยอดอาเซียน ทั้งนี้ไม่ใช่กระบวนการทางศาล แต่คือการประนอมของทั้งสองฝ่าย

“หากไม่เข้ากระบวนการ การเจรจาต่างๆ เช่น เอฟทีเอ จะไม่มีความเช่ือมั่นในข้อตกลงที่มีพันธกรณี ที่สำคัญกระบวนการไม่ใช่ศาล แต่คือการประนอม ที่ผ่านผู้เชี่ยวชาญไม่ได้เน้นต่อสู้ทางคดี แต่เป็นการหาทางออกของกติการะหว่างประเทศและความเที่ยงธรรมทุกฝ่าย ส่วนข้อเสนอนั้นไม่ใช่สุดท้าย เพราะต้องคุยกันสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่ามีอะไรที่รับกันได้หรือไม่” นายสีหศักดิ์ ชี้แจง

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก! เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ปชช.ใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.07 น.

ไทยช่วยไทย พลัส ครบเดือนแรก เงินสะพัดกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิกว่า 25 ล้านคน หนุนเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากประชาชนและผู้ประกอบการ โดยหลังสิ้นสุดการดำเนินโครงการในเดือนแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น.) มียอดการใช้จ่ายรวม 43,218.39 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จ 25,686,181 ราย และเกิดการใช้จ่ายผ่านร้านค้ากว่า 1.03 ล้านร้านค้า สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นกำลังซื้อ กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

ทั้งนี้ โครงการเริ่มต้นอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกของการใช้สิทธิ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมียอดใช้จ่ายรวม 2,039.74 ล้านบาท ก่อนที่ยอดใช้จ่ายจะขยายตัวต่อเนื่องจนมียอดสะสม 43,218.39 ล้านบาท ภายในเดือนแรก สะท้อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการและการมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

ด้านผู้ประกอบการ มีร้านค้าที่ลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้ว 1,073,146 ร้านค้า และมีร้านค้าที่เกิดการใช้จ่ายผ่านโครงการ 1,035,299 ร้านค้า ครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไป ร้านค้ารายย่อย ร้านค้าชุมชน และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Food Delivery ซึ่งเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น มีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และขยายโอกาสทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ผ่านการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจในทุกพื้นที่ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลการดำเนินงานในเดือนแรกสะท้อนความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลจะติดตามผลการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสร้างกำลังซื้อภายในประเทศ เสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ แก้ กม.เพิ่มโทษ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.14 น.

ทรงศักดิ์ ยัน ไทยไม่ใช่ทางผ่าน ยาเสพติด ชี้ หากรู้มีช่องโหว่ตรงไหนต้องบังคับใช้กฎหมายเข้ม บอกคนกล้าทำผิด เพราะโทษเบา เสนอ ถอดบทเรียน- แก้กฎหมายเพิ่มโทษยาเสพติด

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลการปราบปรามยาเสพติด ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการสู้รบบริเวณชายแดนไทย- เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นสาเหตุทำให้มียาเสพติดทะลักเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ว่า ส่วนตัวมองว่าเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องนี้ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ซึ่งยิ่งเรามีข้อมูลการเล็ดรอดของยาเสพติดตามแนวชายแดนยิ่งต้องไปเฝ้าระวัง จึงมองว่าไม่ได้เป็นประเด็นอะไร อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่ 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ขณะนี้มีการใช้คำถึงขั้นว่าประเทศไทยเป็นประเทศทางผ่านของยาเสพติด นายทรงศักดิ์ ตอบกลับทันทีว่า ”เป็นทางผ่านไม่ได้หรอก“ ถ้าเรามีมาตรการป้องกันให้มันดี มันไม่สามารถผ่านไปได้ ยกเว้น การมีช่องที่ปล่อยปละละเลย ซึ่งในหลักการทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏหมายอยู่แล้ว 

“ผมมีความคิดของผมว่าคนที่กล้ากระทำสิ่งเหล่านี้ สืบเนื่องมาจากที่เรียกว่าระวางโทษ จึงต้องไปทบทวนดูว่า ระวางโทษเรื่องนี้เบาไปหรือไม่ ทำให้คนไม่เกรงกลัวบทบัญญัติของกฎหมาย ถ้าคนมันกลัวกฎหมายจนไม่กล้าทำ ก็คงไม่มี รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ ถ้าโทษหนักจนรับไม่ไหวก็คงไม่มีคนกล้าทำ แต่ถ้าโทษยังรับไหว ยังมีช่องว่าง การกระทำความผิดก็เกิดขึ้นอย่างแน่นอน“ 

นายทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้หากมาดูตัวเลขของราคายาเสพติด ราคาไม่ได้แพงเหมือนเมื่อก่อน เนื่องจากปริมาณมีมาก ราคาจึงถูก จึงขอย้ำว่าต้องดูเรื่องของโทษว่าเบาไปหรือไม่ จึงทำให้คนไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และต้องมาถอดบทเรียนในเรื่องนี้ 

เมื่อถามว่า มีการเสนอกฎหมายเพิ่มโทษหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า มีการพูดกันอยู่ในหลายเวที แต่ก็ต้องไปแก้ที่ตัวกฎหมาย อย่างคนที่เข้าสู่กระบวนการบำบัดยาเสพติด แต่ก็ยังกลับเข้าไปสู่วังวนเดิม เท่ากับตัวเลขยังไม่ได้ลดลง เราจึงต้องไปถอดบทเรียนในเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดการแก้ไข 

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

ทรงศักดิ์ ยัน เดินหน้าฟ้อง กฤต แม้ขอโทษ-รับผิดปมคลิปเสียงแล้ว ลั่นจะใช้สิทธิ์ตาม กม.ถึงที่สุด

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

ทรงศักดิ์ ยังไม่จบ! ยืนยันเดินหน้าฟ้อง นายกฤต แม้ออกมาขอโทษและยอมรับไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคลิปเสียง ชี้ ถูกแอบอ้างชื่อจนเสียหาย กระทบความน่าเชื่อถือ ย้ำความจริงต้องได้รับการพิสูจน์ และจะใช้สิทธิ์ตามกฎหมายถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อีกครั้งภายหลังจากนายพงศกร เสาร์ทน หรือ “นายกฤต” ออกมายอมรับว่าตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องคลิปเสียงที่มีการแอบอ้างชื่อ ว่า เท่าที่ทราบ “นายกฤต” ได้ให้ข้อมูลนี้ กับ ป.ป.ช. ด้วย ซึ่งเป็นไปตามคลิปที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวช่องหนึ่ง

เมื่อถามว่าทราบเรื่องที่ “นายกฤต“ ออกมาขอโทษแล้วใช่หรือไม่ พร้อมระบุ นายทรงศักดิ์ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เขาพูดไปตามทำนองแบบนั้น แต่ตนยังไม่สบายใจ เพราะคนที่พูดไปทำให้ตนเสียหายแล้ว แล้วมากลับคำพูดสังคมที่ติดตามอยู่เขาจะเชื่อหรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าสังคมยังคลางแคลงใจในตัวของตนอยู่ แต่ก็ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน ตนจึงพยายามเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง ว่าเมื่อถูกเอ่ยชื่อไปให้เสียหายแล้วจะได้รับความเป็นธรรมจากสิ่งเหล่านี้อย่างไร

“ยืนยันว่า การยื่นฟ้องแจ้งความ นายกฤต ก่อนหน้านี้ ยังคงเดินหน้าต่อไป การขอใช้สิทธิ์ดังกล่าว เพราะมีคนนำชื่อตนไปอ้างให้เสียหาย ซึ่งความเสียหายคือเรื่องไม่จริงที่เกิดขึ้น จึงต้องดำเนินการกับบุคคลที่ทำให้เกิดความเสียหายอย่างถึงที่สุด และผมเชื่อว่าเวลามีข่าวแบบนี้ ร้อยทั้งร้อย พันทั้งพัน ล้านทั้งล้าน เขาจะมีความเชื่อว่าใช่ อันนี้ เป็นความรู้สึกที่กระทบกระเทือนจิตใจ ผมไปเกี่ยวข้องตรงไหน และเมื่อเกิดความเสียหาย แค่คำขอโทษเท่านั้นใช่ไหม และสังคม ประชาชนที่รับรู้ว่ามีชื่อผม เค้าไปหักล้างได้มากน้อยแค่ไหน ตอนข่าวไม่ดีคนจะรู้เยอะ ตอนข่าวดีคนจะรู้น้อยมาก“

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

เลขาฯ สภาพัฒน์ เผย ถกอนุฯ แลนด์บริดจ์ ศุกร์นี้ ประเมินความคุ้มค่า 3 ด้าน-ข้อกม. ยันรับฟังเสียงปชช.

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ดนุชา เผยอนุกรรมการฯ ประเมินความคุ้มค่าแลนด์บริดจ์ประชุมศุกร์นี้ รับฟังความเห็นเอกชน นักวิชาการ สายเดินเรือ ก่อนสรุปรายงานส่งนายกฯ ส.ค.นี้ ส่วน พ.ร.บ. SEC เตรียมประเมินความจำเป็นกฎหมาย หากต้องมีรัฐบาล จะไม่ใช้ร่างกฎหมายฉบับเดิม แต่รับฟังเสียงประชาชน-ความต้องการคนในพื้นที่ ทั้งรูปแบบกฎหมายและการพัฒนาอุตสาหกรรม  

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เปิดเผยว่าในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค.นี้ ได้นัดหมายคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อรับฟังข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และนักวิชาการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการขนส่ง รวมทั้งมีข้อมูลเรื่องสายการเดินเรือมาประชุมร่วมกัน เพื่อรับฟังข้อมูลเพื่อสรุปความเห็นอย่างรอบคอบที่สุดก่อนเสนอรายงานให้กับนายกรัฐมนตรีในเดือน ส.ค.นี้

ทั้งนี้คณะอนุกรรมการฯ ให้ความสำคัญในการประเมินความคุ้มค่ามี 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านพาณิชย์ โดยพิจารณาความสมเหตุสมผลของปริมาณสินค้าที่จะเข้ามาใช้บริการตามสมมติฐานที่วางไว้
2.ด้านการขนส่งถ่ายลำสินค้า โดยต้องวิเคราะห์ขีดความสามารถในการดึงดูดสายการเดินเรือให้มาใช้บริการท่าเรือในโครงการ เนื่องจากในภูมิภาคนี้มีท่าเรือขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูงดำเนินการอยู่แล้ว
และ 3.ด้านการปฏิบัติงาน โดยประเมินกระบวนการยกขนและส่งผ่านสินค้าจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ทั้งในแง่ของต้นทุน ระยะเวลา และประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการ

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากผลการศึกษาออกมาแล้วโครงการแลนด์บริดจ์สามารถเดินหน้าได้ โครงการจะยังไม่เสร็จในเร็วๆนี้ใช่หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการนาน และต้องมีความละเอียดรอบคอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินความคุ้มค่าไปจนถึงการออกหนังสือเชิญชวนเอกชน (RFP) เนื่องจากเป็นโครงการระดับใหญ่ที่ต้องอาศัยการประเมินรอบด้าน โดยคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลจากทั้งภาควิชาการ เอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

เมื่อถามถึงข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่เรื่องการเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์กับร่าง พรบ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC ) นายดนุชา กล่าวว่าคณะกรรมการฯแลนด์บริดจ์จะนำร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวมาประเมินความจำเป็นด้วยว่าจำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ที่เป็นกฎหมายใหม่หรือไม่ เพราะอาจไม่จำเป็นต้องมีการร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมาเสมอไป

“ส่วนตัวคณะกรรมการฯ ไม่ได้มีแนวคิดว่าต้องร่างกฎหมายเฉพาะขึ้นมาใหม่เสมอไป เพราะกฎหมายปัจจุบันหลายฉบับอาจนำมาปรับใช้ได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการศึกษาว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มทุนหรือไม่”นายดนุชา กล่าว  

เมื่อถามว่ากรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมบอกกับผู้ชุมนุมว่าจะไม่ใช้ร่าง พ.ร.บ. SEC ฉบับเดิม นายดนุชากล่าวว่าในเรื่องนี้ก็จะทำให้การทำงานของคณะกรรมการฯง่ายขึ้น  ทั้งนี้ในการดำเนินการของรัฐบาลทั้งในเรื่องของโครงการแลนด์บริดจ์ และร่างกฎหมาย SEC รัฐบาลให้ความสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก รวมทั้งแนวทางการพัฒนาควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนรูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ ต้องเป็นรูปแบบที่คนในพื้นที่ยอมรับและช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

“นโยบายของรัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยมีการพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อนำรายละเอียดมาพิจารณาร่วมกับความเหมาะสมของโครงการและตัวกฎหมาย ซึ่งประเด็นด้านกฎหมายนี้จะถูกบรรจุลงในรายงานที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีด้วย” นายดนุชา กล่าว 

‘พรรคส้ม’ ไม่เห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70’ สับเละหั่นงบดูแลประชาชน แต่ประเคนงบดันโปรเจกต์ AI อู้ฟู่

'พรรคส้ม' ไม่เห็นชอบ 'ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70' สับเละหั่นงบดูแลประชาชน แต่ประเคนงบดันโปรเจกต์ AI อู้ฟู่

‘พรรคส้ม’ ไม่เห็นชอบ ‘ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70’ สับเละหั่นงบดูแลประชาชน แต่ประเคนงบดันโปรเจกต์ AI อู้ฟู่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา แกนนำพรรคประชาชน (ปชน.) ประกอบด้วย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อชี้แจงจุดยืนและข้อสังเกตสำคัญ ต่อการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฎร

มติฝ่ายค้านชัดเจน ไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยระบุว่า ทิศทางหลักของฝ่ายค้านคือไม่สามารถยอมรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ โดยแต่ละพรรคจะนำไปหารือเป็นการภายในเพื่อสรุปว่าจะลงมติ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “งดออกเสียง” ทั้งนี้ สำหรับพรรคประชาชนได้มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์แล้วว่า จะลงมติ “ไม่เห็นชอบ” อย่างแน่นอน

แผลเรื้อรังทางการคลัง และการจัดสรรงบที่สวนทางกับความจำเป็น

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ โดยชี้ให้เห็นถึง “แผลเรื้อรังทางการคลัง” ที่รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขได้ แม้รัฐบาลจะยอมรับถึงข้อจำกัดนี้ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบความผิดปกติในการจัดลำดับความสำคัญ งบประมาณของเกือบทุกกระทรวงและหน่วยงานถูกปรับลดลงถ้วนหน้า โดยเฉพาะงบสวัสดิการช่วยเหลือประชาชน แต่ในทางตรงกันข้าม หมวดหมู่ครุภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ และดิจิทัล กลับได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังนำภาษีไปช่วยเหลือใคร และไม่ได้ช่วยประชาชนอย่างแท้จริง

หั่นงบวิจัยและสวัสดิการ สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ขาดความสมดุล

นางสาวศิริกัญญา ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่ากังวล คือการปรับลดงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาประเทศผ่านกองทุนต่างๆ ลงถึงร้อยละ 30 ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงลบต่อทิศทางการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ แม้ตัวเลขงบประมาณด้านสาธารณสุขจะสูงขึ้น แต่งบสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลับถูกจัดสรรไว้ไม่เพียงพอต่อการรองรับภาระในอนาคต ส่วนงบสวัสดิการเด็กแรกเกิด ก็ถูกปรับลดลงไปถึง 500 ล้านบาท โดยอ้างอิงจากอัตราเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ซึ่ง นางสาวศิริกัญญา มองว่ารัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ปรับเกณฑ์ให้เป็น “สวัสดิการถ้วนหน้า” เพื่อดูแลเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม แทนที่จะตัดลดงบทิ้งไป

นอกจากนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังระบุว่า การจัดสรรงบสู่ภูมิภาคมีความย้อนแย้ง งบกลุ่มจังหวัดถูกตัดทอนลงไปกว่า 20,000 ล้านบาท แต่งบกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กลับได้เพิ่มขึ้นเพียง 7,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

รัฐมนตรีไร้คำตอบ ข้อกังขากระทั่งจาก สส. ฝ่ายรัฐบาล

นางสาวศิริกัญญา กล่าวเสริมว่า ตลอด 3 วันของการอภิปราย รัฐมนตรีไม่สามารถให้คำชี้แจงที่ชัดเจนได้เลยว่าเหตุใดจึงมีการตัดลดงบโครงการสำคัญ และไปเพิ่มงบให้เรื่องที่ยังไม่จำเป็น ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้แม้แต่ สส. ฝ่ายรัฐบาลเองยังตกใจที่มีหลายโครงการในพื้นที่ถูกยกเลิกไปโดยไม่ทราบสาเหตุ การที่รัฐมนตรีไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับงบประมาณในกระทรวงที่ตนรับผิดชอบได้ ถือเป็นปัญหาใหญ่และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจัดลำดับความสำคัญผิดพลาด

ทวงถามความคุ้มค่าโครงการ AI 5,000 ล้านบาท

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ นางสาวศิริกัญญา ยังคงรอคอยคำตอบ คือการชี้แจงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับ AI และระบบคลาวด์ ซึ่งได้งบไปถึง 5,000 ล้านบาท รัฐมนตรีต้องอธิบายให้ได้ว่ามีความคุ้มค่าและสมเหตุสมผลหรือไม่ ในช่วงเวลาที่งบประมาณด้านอื่นๆ ของประชาชนถูกตัดทอนลง

เดินหน้าเจาะลึกในชั้นกรรมาธิการ มั่นใจยังมี “ไขมัน” ให้รีดอีกมาก

เมื่อถามถึงการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า หากรัฐบาลไม่ชี้แจงรายละเอียดไส้ในของโครงการ ก็จะเป็นหน้าที่ของ กมธ. ที่จะต้องเจาะลึกหาเหตุผลเบื้องหลังการเพิ่มลดงบประมาณ ทางพรรคมั่นใจว่า โครงสร้างงบประมาณฉบับนี้ยังมี “ไขมัน” หรือส่วนที่ยังสามารถปรับลดได้อีกมาก เพื่อนำไปให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นกว่า

ชี้เกมประท้วงเบี่ยงประเด็น ลดทอนคุณภาพการประชุมสภา

ทางด้าน นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ได้สะท้อนถึงบรรยากาศการอภิปรายประเด็นทุจริตจัดสอบท้องถิ่น ซึ่ง สส. ฝ่ายรัฐบาลใช้สิทธิประท้วงอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการพิจารณางบวาระ 1 ที่มีการประท้วงมากที่สุด นางสาวภคมน ระบุว่า การประท้วงไม่ได้เกิดจากการอภิปรายนอกประเด็น แต่เป็นเจตนาที่ต้องการทำลายสมาธิและเบี่ยงเบนประเด็นสำคัญ ประชาชนที่ติดตามอยู่สามารถตัดสินได้เองว่า การลุกขึ้นมาประท้วงแบบไร้สาระสำคัญนั้น เป็นเพียงการทำตัวเหมือนตัวตลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองได้ลุกขึ้นทำหน้าที่และรอเช็กชื่อกลับบ้านในตอนเย็นเท่านั้น

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ขอโทษแอบอ้างชื่อ

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ขอโทษแอบอ้างชื่อ

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ขอโทษแอบอ้างชื่อ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

ทรงศักดิ์ ขอความเป็นธรรม หลัง กฤต สารภาพ ไม่มีเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น พร้อมขอโทษที่แอบอ้างชื่อ ย้ำเดินหน้าฟ้องหมิ่นฯ สร้างบรรทัดฐานการตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังกรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.ส้ม กับนายกฤต หรือนายพงศกร เสาร์ทน ซึ่งมีการพาดพิงถึงตนในประเด็นการทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น จนทำให้ได้รับความเสียหายและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด

ล่าสุด นายกฤตได้เปิดใจผ่านรายการ “เรื่องนี้ต้องเคลียร์” ทางสถานีโทรทัศน์ท็อปนิวส์  เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่า นายทรงศักดิ์ ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้างในคลิปเสียง พร้อมกล่าวขอโทษและแสดงความเสียใจที่นำชื่อของนายทรงศักดิ์ไปแอบอ้าง อีกทั้งยืนยันว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐมนตรีคนใด

“เมื่อผู้ที่อยู่ในคลิปออกมายอมรับข้อเท็จจริงแล้ว จึงอยากขอความเป็นธรรมจากประชาชนและสังคมว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมแสดงความเห็นว่า การปล่อยคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาเพื่อสร้างความเสียหาย ทำให้เกิดความพยายามล้มกระบวนการจัดสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น และดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทย”

ส่วนการดำเนินคดีกับ น.ส.ส้ม และนายกฤต ในข้อหาหมิ่นประมาท รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กรณีนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น ยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป แม้นายกฤตจะออกมา
ยอมรับว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็ตาม

“ที่ยังต้องดำเนินคดีต่อไป ก็เพื่อต้องการสร้างบรรทัดฐานว่า การตรวจสอบบุคคลสาธารณะสามารถทำได้ หากอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน หรือจงใจใส่ร้ายจนทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย โดยผู้กระทำต้องแสดงความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นด้วย” รองนายกฯ กล่าว

เรียกประชุมด่วนบ่ายวันศุกร์นี้ นายกฯ ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย

เรียกประชุมด่วนบ่ายวันศุกร์นี้ นายกฯ ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย

เรียกประชุมด่วนบ่ายวันศุกร์นี้ นายกฯ ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

“นายกฯ”ยั๊วะจัด ปมแอร์สาวขนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย สั่งข้ามประเทศ เรียกประชุม หน่วยงานปราบปรามยาเสพติด-AOT ประชุมด่วนช่วงบ่าย วันศุกร์นี้ (3ก.ค.69) ชี้ กระทบภาพลักษณ์-ผลักดันไทยเป็นฮับด้านการบิน 

วันที่ 1 ก.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีแอร์โฮสเตส สายการบินไทย ถูกตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติออสเตรเลีย (AFP) จับกุมหลังจากขนเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้า และยังมีกรณีพบชาวต่างชาติขนยาเสียสาวเดินทางจากไทยไปออสเตรเลียอีกด้วย

อนุทิน ชาญวีรกูล

แฟ้มภาพ

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้สั่งการด่วนจากประเทศฝรั่งเศส ให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติดทั้งหมด รวมไปถึงการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) มาประชุมในช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับถึงประเทศไทยวันที่ 2 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

ทั้งนี้มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีไม่พอใจเป็นอย่างมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ เนื่องจากกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ และต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบิน และตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2571 

หมอวรงค์ ชำแหละกองทุนบำนาญ สส.-สว. จี้เลิกเบียดภาษีปชช.

หมอวรงค์ ชำแหละกองทุนบำนาญ สส.-สว.  จี้เลิกเบียดภาษีปชช.

หมอวรงค์ ชำแหละกองทุนบำนาญ สส.-สว. จี้เลิกเบียดภาษีปชช.

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ วาระพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ต่อเนื่องในวันที่สาม ว่า  ในงบรายจ่ายปี2570 มีการเสนอของบประมาณให้กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา จำนวน 294ล้านบาท เพื่อจ่ายบำนาญและสวัสดิการให้สส.และสว. โดยมีรายงานคาดการณ์ ปี69 จะใช้เงินจ่ายบำนาญให้สส.และสว.สูงถึง 941 ล้านบาท

แต่มีการสมทบจากสมาชิกรัฐสภา เพียงปีละ 29.4ล้านบาท ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงเกือบ 30เท่า มองว่าเอาเปรียบประชาชนและในปีงบประมาณ 2570 เชื่อว่าจะเกิดปัญหากองทุนติดลบ เพราะตั้งงบไว้ 294ล้านบาท จะติดลบกว่า 645ล้านบาท การแก้ปัญหาอาจต้องของบกลาง แม้รัฐบาลตั้งงบกลางไว้ 9แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ภัยพิบัติ แต่งบกลางไม่ได้ตั้งไว้ เพื่อช่วยเหลือนักการเมือง ดูจากระบบบัญชีแล้วกองทุนเพื่อช่วยเหลือสมาชิกรัฐสภาน่าจะไปต่อลำบาก ขอเรียกร้องให้เสียสละ ให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นที่พึ่ง ไม่เบียดเบียนภาษีประชาชน

มท.4 เผยจ่อเปิดผลข้อเท็จจริง ทุจริตสอบท้องถิ่น ภายใน 1-2 วันนี้ อุบต้นตอหวั่นไหวตัวทัน

มท.4 เผยจ่อเปิดผลข้อเท็จจริง ทุจริตสอบท้องถิ่น ภายใน 1-2 วันนี้ อุบต้นตอหวั่นไหวตัวทัน

มท.4 เผยจ่อเปิดผลข้อเท็จจริง ทุจริตสอบท้องถิ่น ภายใน 1-2 วันนี้ อุบต้นตอหวั่นไหวตัวทัน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

‘มท.4’ เผยคกก.สอบข้อเท็จจริงจ่อแถลงเปิดผล ’ทุจริตสอบท้องถิ่น‘ ภายใน 1-2 วันนี้ ยังอุบเปิดเชิงลึกสาวถึง ’ต้นตอ‘ ของเรื่อง หวั่น ‘คนผิด’ ไหวตัวทัน ขอเวลาทำข้อมูลให้ชัวร์ ป้องวินิจฉัยผิดพลาด ยันทุกฝ่ายเข้มตั้งใจทำงาน

1 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ภายหลังคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการครบ7วันว่า การสรุปข้อมูลจากการสอบสวนข้อเท็จจริงจะครบกำหนดภายในช่วงวันที่ 2-3 ก.ค.นี้ ก่อนจะรายงานผลต่อปลัดกระทรวงมหาดไทยต่อไป สิ่งที่คณะกรรมการฯตรวจสอบ เราเห็นพฤติการณ์อยู่แล้ว ดังนั้นการสรุปข้อเท็จจริงจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการภายใน1-2วันนี้ สำหรับภาพรวมทั้งหมดว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยเฉพาะบุคคลภายนอกที่มีเยอะพอสมควร เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ แต่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย จะโฟกัสเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระทรวงมหาดไทย

“ขณะนี้มีหลายคนบอกว่าวันก่อนก็ไปเจอแล้ว จับแล้ว จนตอนนี้เงียบแล้ว ยังหาคนผิดไม่ได้ จริงๆไม่ใช่แบบนั้น เราทำงานบนข้อเท็จจริงที่มีกระจัดกระจาย มีคนเกี่ยวข้องเยอะมาก อยากขอเวลาให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯได้ทำงาน เพราะสิ่งที่แย่กว่าการทำงานช้า คือการวินิจฉัยผิด ถ้าเกิดคณะกรรมการฯไม่ชัดเจนในข้อมูล หรือไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน วินิจฉัยออกมาแล้วมีความผิดพลาด มันยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ แต่ขอให้สบายใจขั้นตอนการตรวจสอบ เพราะทุกหน่วยงานมีความตั้งใจทำเรื่องนี้อยู่แล้ว” รมช.มหาดไทย กล่าว

เมื่อถามว่าพอจะสามารถบอกข้อมูลที่สาวไปถึงต้นตอของเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ต้นตอขณะนี้ยังไม่บอก ไม่ใช่ว่าจะไม่บอก แต่ขอให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการฯสรุปข้อมูลให้แล้วเสร็จก่อน หากเปิดเผยข้อมูลเชิงรายละเอียดเยอะเกินไป มันส่งผลต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะขณะนี้ข้อมูลกระจัดกระจาย ถ้านำออกมาเปิดเผยเลย ก็อาจชี้ช่องให้เขาตั้งตัว หรือสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น 

เมื่อถามว่าในกระบวนการตรวจสอบจะมีการพิจารณาเรื่องคลิปเสียงที่มีการปล่อยออกมาหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เชื่อว่าทางป.ป.ช. และตำรวจ ก็ทำงานอยู่ ซึ่งคลิปเสียงมีมาก่อนหน้านี้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งข้อมูลเหล่านี้ให้ทางป.ป.ช.ไปแล้วด้วย ทั้งนี้ ในการแถลงสรุปข้อเท็จจริงจะแถลงเฉพาะส่วนของทางกระทรวงมหาดไทยก่อน ไม่ได้แถลงร่วมกับหน่วยงานอื่นเพราะกรอบเวลา และอำนาจหน้าที่ของแต่ละทีมตรวจสอบแตกต่างกัน