นายกฯย้ำรัฐบาลเอาจริง ไม่มีประนีประนอมกับขบวนการค้ายา ลั่นถือเป็นศัตรูของประเทศ

นายกฯย้ำรัฐบาลเอาจริง ไม่มีประนีประนอมกับขบวนการค้ายา ลั่นถือเป็นศัตรูของประเทศ

นายกฯย้ำรัฐบาลเอาจริง ไม่มีประนีประนอมกับขบวนการค้ายา ลั่นถือเป็นศัตรูของประเทศ

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

นายกฯ นำทีมตำรวจ-ฝ่ายความมั่นคง แถลงผลงานปราบยาเสพติด 8 เดือน ย้ำรัฐบาลเอาจริง ไม่มีประนีประนอมกับขบวนการค้ายา ลั่นถือเป็นศัตรูของประเทศ พร้อมเตือนผู้ค้ายา เลิกเสียก่อนถูกทำลาย ยันตราบใดยังเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะเดินหน้ากวาดล้างเข้มข้นต่อเนื่อง

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติปราบปรามเครือข่ายยาเสพติด ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ห้วงวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 11 พฤษภาคม 2569 โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรี เผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการติดตามขยายผล การจับกุมและปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง และจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน ภายใต้นโยบายของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้จำนวนมากถึง 184,000 คดี พร้อมตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ได้แก่ ยาบ้า 915 ล้านเม็ด, ไอซ์ 34,116 กิโลกรัม, เฮโรอีน 756 กิโลกรัม, คีตามีน 5,222 กิโลกรัม, ยาอี 274,880 เม็ด และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดรวมมูลค่ากว่า 7,143 ล้านบาท 

ผลการปฏิบัติการทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันต่อสู้กับผู้ผลิตและผู้ค้ายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุนการปฏิบัติอย่างเต็มกำลัง รวมทั้งช่วยเหลือและปกป้องคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ขอให้ทุกคนได้ร่วมกันทำงานอย่างจริงจัง และยกระดับการจัดการปัญหายาเสพติด แสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศให้ครบทุกมิติ ตนขอเน้นย้ำว่า รัฐบาลมีความจริงจังกับเรื่องนี้ และให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก มุ่งมั่นเอาชนะกระบวนการการค้ายาเสพติดให้ได้อย่างเด็ดขาด เพราะยาเสพติดเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิต ประชาชน และสังคมไทย ตนขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองทัพ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ข้าราชการ อาสาสมัครทุกท่าน ที่ได้ร่วมปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท เสียสละ เสี่ยงทั้งชีวิตเพื่อเข้าไปช่วยกันขจัดภัยที่ร้สยแรงต่อประเทศชาติ และความสงบสุขของประชาชน 

อีกทั้ง ขอชื่นชมในความมุ่งมั่นตั้งใจ ดำเนินการโดยปราศจากความเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ หลายครั้งเป็นอันตรายจากการปะทะกัน ด้วยคุณงามความดีของพวกเราทุกคน ไม่มีใครบาดเจ็บ ไม่มีใครเสียชีวิต นี่คือสิ่งที่ตนรู้สึกปลื้มใจและดีใจเป็นอย่างมากอย่าง การที่มาอยู่ตรงนี้จะเห็นว่า 2-3 เดือนมาที เป็นภาพเดิมๆ ทั้งหมด ภาพแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่าพวกเราเอาจริงเอาจัง ไม่มีการประนีประนอมหรือเจรจาใดๆ กับผู้กระทำผิด เราสำนึกในความอันตรายของสิ่งเหล่านี้ต่อประเทศ เราโชคดีมีความเป็นสหายกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการ ป.ป.ส. และผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนระดับปฏิบัติการก็คบค้าสมาคมเป็นพี่เป็นน้องกันมาตลอด การติดต่อส่งข้อมูลข่าวสาร การให้การสนับสนุน ให้กำลังใจจากตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ไปยังเจ้าหน้าที่ทุกคน ระดับบังคับบัญชาและปฏิบัติ เราทำทุกรูปแบบทั้งทางการและผู้ปฏิบัติงาน เพื่อนร่วมงาน ทำให้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง “ไม่ต้องเกรงกลัวต่ออิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีอิทธิพลไหนมาทำให้คนที่อยู่ต่อหน้าตรงนี้ไขว้เขวได้เป็นอันขาด นี่คือความมั่นคงของประเทศไทย ไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงได้“ อยากเตือนผู้ที่ยังกระทำผิด คิดว่าที่ผ่านมา 6-7 เดือน ท่านก็คงบาดเจ็บไปเยอะ กำไรทั้งหมดก็อยู่ตรงนี้ ยิ่งเพิ่มจำนวนเข้ามาในระบบเท่าไหร่ ก็ไม่พ้นความสามารถของเจ้าหน้าที่ไทย ในการขจัดและปราบปรามการกระทำผิดได้ เราถือว่าท่านเป็นศัตรู ไม่ใช่คนที่ปรารถนาดีกับประเทศ พวกเราทุกคนมีหน้าที่ที่ทำให้พินาศ มลายหายไปอยู่บนพื้นแผ่นดินนี้ไม่ได้ เลิกเสีย ไปหาสิ่งอื่นที่ถูกกฎหมายทำ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่ออีกว่า สำหรับประชาชนลูกหลานเยาวชนที่ตกเป็นทาสของสิ่งเหล่านี้ ขอให้เชื่อเถอะว่าไม่มีประโยชน์ การเสพสิ่งเหล่านี้ การขายการลำเลียงการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้เสพค้าผู้สนับสนุนล้วนแต่มีคดีร้ายแรงติดตัว เป็นคดีที่ยอมความไม่ได้ เป็นคดีที่ทำให้ต้องพลัดพรากจากคนที่รัก ครอบครัว อิสรภาพที่เคยมีอยู่ มีบทลงโทษที่รุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต ต่อให้รอดการประหาร โทษเบาที่สุดจำคุกเป็น 10 ปีขึ้นไปหรือจำคุกตลอดชีวิต ไม่ใช่สิ่งดีสำหรับพวกท่าน เรายอมไม่ได้พวกเราทุกคนเคยเห็นผู้ค้า ผู้ขนส่ง ผู้ร่วมกระบวนการค้ายาเสพติดทุกคนเวลาพูดกับเขา ความเป็นพ่อเป็นแม่ความห่วงใยครอบครัว ทุกอย่างพรั่งพรูออกมา เราสงสารแต่เราไม่สามารถลดหย่อนได้เลย ยืนยันว่าตราบใดที่ตนยังเป็นหัวหน้ารัฐบาลชุดนี้ สิ่งเหล่านี้ก็จะดำเนินต่อไป และจะยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นไปเรื่อยๆ ตนให้การสนับสนุนทุกรูปแบบอย่างเต็มที่ การที่จะดำเนินการปราบปรามสิ่งเหล่านี้จะมีแต่ความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น จึงขอเตือนด้วยความห่วงใยว่า พวกเราไม่ต้องการดำเนินคดีในข้อหานี้กับท่าน เพราะรู้ว่าดำเนินคดีไปก็หมายถึงการสูญเสียชีวิต  แม้ไม่อยากทำแต่จำเป็นต้องทำด้วยความเด็ดขาด ไม่ให้สิ่งเหล่านี้ทำลายประเทศและเยาวชน ขอชื่นชมผู้ปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง และมั่นใจว่าเราจะทำหน้าที่ของเราเช่นนี้ต่อไป มายังไงเราจับได้หมด ยืนยันว่าจับได้ในทุกรูปแบบ

เนติวิทย์ จ่อคุก หลังศาล รธน. มีมติเอกฉันท์ กฎหมายเกณฑ์ทหารไม่ขัด รธน.

เนติวิทย์ จ่อคุก หลังศาล รธน. มีมติเอกฉันท์ กฎหมายเกณฑ์ทหารไม่ขัด รธน.

เนติวิทย์ จ่อคุก หลังศาล รธน. มีมติเอกฉันท์ กฎหมายเกณฑ์ทหารไม่ขัด รธน.

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชบัญ ญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2567 มาตรา 27 และมาตรา 45 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวสืบเนื่องจากศาล แขวงสมุทรปราการส่งคำโต้แย้งของ นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรม และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง จำเลยในคดีหมายเลขดำที่ อ.3118/2568ซึ่งถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาหลีกเลี่ยงเกณฑ์ทหารตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 หลังจากเมื่อ 5 เม.ย. 2567 นายเนติวิทย์เดินทางไปยังสถานที่ณ สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เมื่อ 5 เม.ย.2567 ที่เทศบาลบางปู จ.สมุทรปราการ และได้อ่านแถลงการณ์อารยะขัดขืน ไม่เข้าร่วมการบังคับเกณฑ์ทหาร เนื่องจากเห็นว่าขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน เป็นระบบที่เหลื่อมล้ำหลายมาตรฐานไม่ได้ทำให้เกิดความเสมอภาคของพลเมือง ประชาชนชาวไทยทุกคนควรมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกได้ว่าจะเข้ารับราชการทหารหรือไม่โดยไม่ถูกบังคับ

โดยศาลแขวงสมุทรปราการได้สืบพยานเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2568 และเนติวิทย์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการในวันดังกล่าวขอให้ส่งคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่ามาตรา 27 และมาตรา 45 พ.ร.บ.รับราชการทหารซึ่งเกี่ยวกับการเรียกชายไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปเข้ารับการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารและการกำหนดโทษในกรณีไม่เข้ารับการตรวจเลือกนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

สำหรับพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2567 มาตรา27 และมาตรา 45ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา26 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31ระบุว่า มาตรา 27ทหารกองเกินซึ่งถูกเรียกต้องมาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือก ตามกำหนดหมายนั้นโดยนำใบสำคัญทหารกองเกิน บัตรประจำตัวประชาชน และประกาศนียบัตรหรือหลักฐาน การศึกษามาแสดงด้วย ถ้าไม่มาหรือมาแต่ไม่เข้ารับการตรวจเลือก หรือไม่อยู่จนกว่าการตรวจเลือกแล้วเสร็จ ให้ถือว่าทหารกองเกินนั้นหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือก เว้นแต่

(1) ข้าราชการซึ่งได้รับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยปัจจุบันทันด่วนให้ไปราชการอันสำคัญยิ่ง หรือไปราชการต่างประเทศโดยคำสั่งของเจ้ากระทรวง

(2) นักเรียนซึ่งออกไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

(3) ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ราชการ หรือโรงงานอื่นใด ในระหว่างที่มีการรบหรือการสงคราม อันเป็นอุปกรณ์ในการรบหรือการสงครามและอยู่ในความควบคุมของกระทรวงกลาโหม

(4) บุคคลซึ่งกำลังปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยทหารในราชการสนาม

(5) เกิดเหตุสุดวิสัย

(6) ไปเข้าตรวจเลือกที่อื่น

(7) ป่วยไม่สามารถจะมาได้ โดยให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้มาแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือก

กรณีตาม (1) (2) (3) หรือ (4) ต้องได้รับการผ่อนผันเฉพาะคราวจากรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย

มาตรา 45 บุคคลใดหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนไม่มาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือก เข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายเรียกของนายอำเภอ หรือมาแต่ไม่เข้ารับการตรวจเลือก หรือไม่ อยู่จนกว่าการตรวจเลือกแล้วเสร็จ หรือหลีกเลี่ยง หรือขัดขืนด้วยประการใด ๆ เพื่อจะไม่ให้เข้ารับราชการทหาร กองประจำการตามพระราชบัญญัตินี้ หรือบุคคลใดเข้ารับราชการทหารกองประจำการแทนผู้อื่น หรือเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยสัญญาว่าจะช่วยเหลือผู้หนึ่งผู้ใดมิ ให้ต้องเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี

ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง ศาลรธน.ยังให้รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง ศาลรธน.ยังให้รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง ศาลรธน.ยังให้รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญ

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.20 น.

ศาลรธน.ยังรอความเห็นพยาน-ผู้เชี่ยว ชาญ ปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาอภิปรายในคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน( ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 21 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะ ในฐานะผู้ถูกร้อง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ถ้อยคำพยาน ความเห็นและพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

นายกฯ ตั้งคกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ แก้ปัญหาค่าพร้อมจ่าย รอบด้าน โปร่งใส ยึดประโยชน์ประชาชน

นายกฯ ตั้งคกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ แก้ปัญหาค่าพร้อมจ่าย รอบด้าน โปร่งใส ยึดประโยชน์ประชาชน

นายกฯ ตั้งคกก.ศึกษาโครงสร้างค่าไฟ แก้ปัญหาค่าพร้อมจ่าย รอบด้าน โปร่งใส ยึดประโยชน์ประชาชน

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

นายกฯ ตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงสร้างค่าไฟ ลุยแก้ปัญหา “ค่าพร้อมจ่าย” รอบด้าน โปร่งใส ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทำลายแรงจูงใจลงทุนระบบไฟฟ้าประเทศ 

วันที 12 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาราคาไฟฟ้าในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนจากสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญทั้งค่าความพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment (AP) และค่าพลังงานไฟฟ้า หรือ Energy Payment (EP) ที่ถูกหยิบยกเป็นข้อห่วงกังวลจากประชาชนและภาคเอกชนในช่วงค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นรองประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย  อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงาน กกพ. และผู้แทนภาคประชาชน

น.ส.รัชดา กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องกับธรรมเนียมการทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน ทั้งในส่วนค่าความพร้อมจ่ายและค่าพลังงานไฟฟ้า รวมถึงทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้การแก้ไขเป็นไปตามกฎหมาย เป็นธรรมแก่คู่สัญญาทุกฝ่าย และสอดคล้องกับภาระต้นทุนที่ประชาชนต้องรับผิดชอบ

การดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลมีความเข้าใจว่าค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนสำคัญของครัวเรือนและภาคธุรกิจ แต่การแก้ไขปัญหาจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ใช้เพียงมาตรการเฉพาะหน้า เพราะระบบไฟฟ้าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงพลังงาน การลงทุนระยะยาว และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ รัฐบาลต้องใช้กระบวนการที่โปร่งใส ดึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมวิเคราะห์ปัญหาและหาทางออก ด้วยเป้าหมายหลักคือทำให้ระบบพลังงานไทยมีความมั่นคง โปร่งใส แข่งขันได้ และประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยจะเดินหน้าแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าอย่างจริงจัง บนหลักกฎหมาย ความเป็นธรรม และการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

“ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน รัฐบาลไทยไม่ได้มองเพียงการประคองสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ใช้วิกฤตนี้เป็นโอกาสทบทวนโครงสร้างค่าไฟให้เป็นธรรมขึ้น ประชาชนต้องได้รับการดูแล ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายต้องอยู่ได้ มีแรงจูงใจลงทุนและพัฒนาระบบไฟฟ้าไทยต่อไป” น.ส.รัชดา กล่าว

เกี่ยวอะไรกับผม!? พิพัฒน์ ยัวะโดนถามปม อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้ โครงการแลนด์บริดจ์

เกี่ยวอะไรกับผม!? พิพัฒน์ ยัวะโดนถามปม อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้ โครงการแลนด์บริดจ์

เกี่ยวอะไรกับผม!? พิพัฒน์ ยัวะโดนถามปม อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้ โครงการแลนด์บริดจ์

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

เกี่ยวอะไรกับผม!? พิพัฒน์ ปัดข่าว อาม่า กว้านซื้อที่ดินใกล้ โครงการแลนด์บริดจ์ ยันน้องชายแจงชัดในนามบริษัทแล้วว่าไม่มีสักไร่ ชิงตัดบทไม่อยากพูดเยอะเดี๋ยวเข้าตัว

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ ”อาม่า มารีน“ ไปกว้านซื้อที่ดินใกล้กับบริเวณที่จะทำโครงการแลนด์บริดจ์ว่า “อาม่าอะไร อาม่าทำไม แล้วเกี่ยวอะไรกับผม”

เมื่อถามว่าเป็นรมว.คมนาคม เชื่อมโยงกับคนในบริษัทนามสกุลรัชกิจประการ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นกรรมการบริษัท CEO ก็น้องชาย มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านเอาไปเชื่อมโยงว่าเป็นบริษัทไปกว้านซื้อที่ดิน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เขาออกมาแถลงแล้วใช่มั้ยว่าเขาไม่ได้เกี่ยว เและไม่ได้มีที่สักแปลง ดังนั้นว่างๆ ก็โทรศัพท์ถามเขาเนาะ ตนไม่ค่อยอยากจะคุยเรื่องนี้ คุยไปเดี๋ยวเข้าตัวอีก

ครม.ไฟเขียว สิทธิบัตรทองฮีโร่ ดูแลครอบครัว 27 ทหารกล้า เสียชีวิตชายแดนไทย-กัมพูชา

ครม.ไฟเขียว สิทธิบัตรทองฮีโร่ ดูแลครอบครัว 27 ทหารกล้า เสียชีวิตชายแดนไทย-กัมพูชา

ครม.ไฟเขียว สิทธิบัตรทองฮีโร่ ดูแลครอบครัว 27 ทหารกล้า เสียชีวิตชายแดนไทย-กัมพูชา

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

รัฐบาลดูแลต่อเนื่อง ครอบครัวกำลังพลชายแดนไทย–กัมพูชา ได้ “สิทธิบัตรทองฮีโร่” รักษาพยาบาลเทียบเท่าสิทธิข้าราชการ

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางดูแลครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม้เจ้าของสิทธิจะเสียชีวิตลง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากกรณีข้าราชการทหารเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 27 ราย ส่งผลให้บุคคลในครอบครัวจำนวน 40 ราย สิ้นสุดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และต้องกลับไปใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลครอบครัวของผู้เสียสละให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมและสมศักดิ์ศรี

สาระสำคัญคือ มอบหมายให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินการให้บุคคลในครอบครัวของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตดังกล่าว ได้รับ “สิทธิบัตรทองฮีโร่” หรือ UC Heroes โดยสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในขอบเขตเทียบเท่าสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ

สิทธิดังกล่าวจะคงอยู่จนกว่าผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิรักษาพยาบาลอื่นตามกฎหมาย และในกรณีบุตรของผู้เสียชีวิต ให้ได้รับสิทธิต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ โดย สปสช. จะเป็นหน่วยงานบริหารจัดการระบบและดูแลการใช้สิทธิให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด

ทั้งนี้ สปสช. ประมาณการงบประมาณในการดำเนินการไว้ปีละ 780,040 บาท โดยในปีงบประมาณ 2569 จะขอรับจัดสรรจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และในปีงบประมาณต่อไปจะเสนอขอรับจัดสรรตามกระบวนการงบประมาณประจำปี

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลตระหนักดีว่ากำลังพลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน คือผู้เสียสละอย่างสูงสุด การดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตจึงไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่คือความรับผิดชอบของรัฐที่ต้องยืนเคียงข้างครอบครัวของผู้กล้าอย่างต่อเนื่อง

“ผู้เสียสละเพื่อชาติ ไม่ควรถูกจดจำเพียงในวันที่จากไป แต่ครอบครัวของเขาต้องได้รับการดูแลอย่างสมเกียรติ นี่คือการส่งต่อความมั่นคงจากแนวหน้า สู่ความมั่นใจของครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง” นางสาวลลิดา กล่าว

บอลโลก คนไทยดูฟรีแน่ อนุทิน สั่ง กรมประชาสัมพันธ์-กสทช. เร่งปิดดีลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด

บอลโลก คนไทยดูฟรีแน่ อนุทิน สั่ง กรมประชาสัมพันธ์-กสทช. เร่งปิดดีลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด

บอลโลก คนไทยดูฟรีแน่ อนุทิน สั่ง กรมประชาสัมพันธ์-กสทช. เร่งปิดดีลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

นายกฯ ยัน ครม. ทราบแล้วเรื่อง บอลโลก สั่งกรมประชาสัมพันธ์ผนึกกำลัง กสทช. เร่งบริหารจัดการเรื่องลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ย้ำชัดจุดยืน “คนไทยต้องได้ดูฟรี” เหมือนเดิม

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้ความเชื่อมั่นถึงการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) โดยระบุว่าที่ประชุม ครม. รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่

อนุทิน ชาญวีรกูล

ทางนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ กรมประชาสัมพันธ์ เป็นตัวกลางในการประสานงานร่วมกับ กสทช. เพื่อวางแผนการดำเนินงานให้ราบรื่นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อสื่อมวลชนถามย้ำว่าคนไทยจะได้ชมฟรีหรือไม่ นายกฯ ตอบสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “ต้องฟรีสิ” ส่วนรายละเอียดเรื่องลิขสิทธิ์จะเป็นการซื้อโดยภาครัฐหรือดึงเอกชนมาร่วมสัมปทานนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ที่เกี่ยวข้อง

นพดล ลั่นขอร่วมแก้ปัญหาประเทศ หลังได้รับแต่งตั้งนั่งกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติฯ ภาคปชช.

นพดล ลั่นขอร่วมแก้ปัญหาประเทศ หลังได้รับแต่งตั้งนั่งกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติฯ ภาคปชช.

นพดล ลั่นขอร่วมแก้ปัญหาประเทศ หลังได้รับแต่งตั้งนั่งกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติฯ ภาคปชช.

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

นพดล ลั่นขอร่วมแก้ปัญหาประเทศ หลังได้รับแต่งตั้งนั่งกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติผู้ทรงคุณวุฒิผู้แทนภาคประชาชน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชน อาจารย์ประจำวิชาด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สวัสดีครับ เมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม (วานนี้) ที่ผ่านมา มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามภาพแนบ ครับ

ผมเชื่อว่า “ความมั่นคงของประเทศ” ในยุคใหม่
ไม่ได้เริ่มต้นจากความมั่นคงทางอาวุธเพียงอย่างเดียว
แต่เริ่มจาก “ความไว้วางใจ” ระหว่างประชาชนกับรัฐครับ

การที่รัฐบาล ภายใต้การนำของ
ท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล
และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เปิดพื้นที่ให้ “ภาคประชาชน” เข้ามามีส่วนร่วมในระดับนโยบายตำรวจแห่งชาติ

ไม่ใช่เพียงเรื่องของตำแหน่งครับ
แต่คือ “สัญญาณสำคัญของประเทศไทย” สัญญาณที่กำลังบอกว่า
เสียงของประชาชน กำลังถูกเชื่อมเข้าสู่ระดับนโยบายอย่างแท้จริง 

ผมขอใช้ทุกโอกาสจากนี้
ทำหน้าที่เป็น “สะพาน”
เชื่อมประชาชน ชุมชน ตำรวจบ้าน กต.ตร. ตำรวจ และรัฐบาล ให้ใกล้กันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น
และร่วมกันแก้ปัญหาของประเทศเร็วขึ้น

ผมเชื่อว่า ตำรวจที่ดีที่สุด
ไม่ใช่ตำรวจที่ประชาชน “กลัว”
แต่คือ ตำรวจที่ประชาชน “เชื่อมั่น”

และประชาชนที่เข้มแข็งที่สุด
ไม่ใช่ประชาชนที่รอความช่วยเหลือ
แต่คือประชาชนที่ลุกขึ้นมาร่วมดูแลชุมชนของตนเองร่วมกับรัฐ

ผมขอขอบพระคุณ
ท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติทุกท่าน อาทิ
ท่านปลัดกระทรวงกลาโหม
ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย
ท่านปลัดกระทรวงยุติธรรม
ท่านอัยการสูงสุด
ท่านเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
และท่านผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
ข้าราชการตำรวจทุกท่าน
กต.ตร. ทุกระดับ อาสาตำรวจบ้าน
และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ที่จะร่วมกันสร้าง “ยุคใหม่ของความปลอดภัยไทย”
ที่ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับบริการเท่านั้น

แต่เราจะเป็น “หุ้นส่วน“ ของความมั่นคงของชาติและ “หุ้นส่วน” ของความปลอดภัยของประชาชนด้วยกันครับ”

สั่งกรมประชาสัมพันธ์ หาทางถ่ายทอดสดบอลโลก 2026 รัฐบาลยันไม่ใช้งบแผ่นดิน ซื้อลิขสิทธิ์

สั่งกรมประชาสัมพันธ์ หาทางถ่ายทอดสดบอลโลก 2026 รัฐบาลยันไม่ใช้งบแผ่นดิน ซื้อลิขสิทธิ์

สั่งกรมประชาสัมพันธ์ หาทางถ่ายทอดสดบอลโลก 2026 รัฐบาลยันไม่ใช้งบแผ่นดิน ซื้อลิขสิทธิ์

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

โฆษกรัฐบาล แจงดราม่างบฟุตบอลโลก โอด คน ตำหนิรบ.หลังกระแส อนุมัติงบกลางพันล้านถ่ายทอดสด ทั้งที่ ปชช.วิกฤตอยู่ ยันไม่ใช้งบแผ่นดินซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 โยน กรมประชาสัมพันธ์ แจงรายละเอียดแหล่งเงิน ย้ำวันนี้ ครม.รับทราบเท่านั้น 

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 พฟษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีการพิจารณาในเรื่องของงบกลางใด ๆ เกี่ยวการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก  2026 มีเพียงมติ ครม. รับทราบให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ประสาน เพื่อดำเนินการให้เกิดการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งแนวทางกรมประชาสัมพันธ์มีอยู่แล้ว ที่ไม่ได้ลงในรายละเอียด เพราะว่าเดี๋ยวได้คำตอบแล้ว ก็จะเป็นข่าวดี แต่วันนี้ขอให้ข้อมูลเพียงเท่านี้ เพราะเป็นมติ ครม. สำหรับรูปแบบการดำเนินการคือ ทำให้มีการถ่ายทอดสด ซึ่งมีการเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ดังนั้นกรมประชาสัมพันธ์จึงเป็นผู้รับผิดชอบ และจะชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง

เมื่อถามว่า มีการระบุว่าครม.มีการอนุมัติงบกลาง 1,300 ล้านบาท น.ส.รัชดา กล่าวว่า ขอย้ำว่า ไม่มีการใช้งบกลาง ขอยืนยันไม่ได้ใช้งบฯ ของรัฐบาล 100 % วันนี้ไม่มีการใช้งบประมาณแผ่นดิน ส่วนแหล่งเงินจะมาจากที่ใดนั้นกรมประชาสัมพันธ์จะเป็นผู้ชี้แจงเอง 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า หากจะมีการดำเนินการหรือประสานงานในลักษณะใด ให้คนไทยได้ดูฟุตบอลโลกโดยที่ไม่กระทบงบประมาณของรัฐ น่าจะมีความสุขกันทุกคน ขอให้สบายใจได้ว่า หากกระบวนการเรื่องนี้สิ้นสุดแล้ว คงจะมีรายละเอียดชี้แจงให้ทราบต่อไป 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ขอย้ำว่าข่าวอนุมัติงบกลางถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเป็นข่าวที่ผิดตนในฐานะโฆษกรัฐบาลต้องระมัดระวังในการสื่อสารให้มากที่สุด และสิ่งที่อยากจะสื่อสารให้ประชาชนได้ทราบ คือการถ่ายทอดฟุตบอลโลก ถ้าจะเกิดขึ้นจะไม่มีการใช้งบกลาง ไม่มีการใช้งบประมาณแผ่นดิน อยากจะส่งข้อความสั้นๆ ตรงนี้ออกไป เพราะหากพูดออกไปเยอะก็จะมีการตีความกันมากมาย 

“วันนี้มีคนตำหนิรัฐบาลแล้วว่าทำไมถึงอนุมัติงบกลางในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกเป็นพันล้านบาท ทั้งที่ประชาชนอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ก็ต้องขออธิบายว่าในยามวิกฤตขณะนี้  รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะประคับประคองชีวิตพี่น้องประชาชนในเรื่องของมาตรการเงินกู้ที่จะออกมาในรูปแบบ ไทยช่วยไทยพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนเรื่องฟุตบอลโลกต้องขอให้เข้าใจว่าเป็นอีกประเด็นนึง” น.ส.รัชดา กล่าว

อนุทิน ควง รมว.สธ. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข

อนุทิน ควง รมว.สธ. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข

อนุทิน ควง รมว.สธ. ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

นายกฯ อนุทิน เยี่ยมชมนิทรรศการการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข ร่วมฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ พร้อมรมว.สธ.

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.45 น. ณ บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการวัคซีน PCV “เกาะกันปอดบวม เพื่อหนูน้อยสุขภาพดี” บูธนิทรรศการหมอพร้อม “Super App” และบูธนิทรรศการโรคไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ซึ่งมีการสาธิตการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี โดยนายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ประกาศบรรจุวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (PCV) เข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สำหรับเด็กไทย ภายหลังสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 กำหนดให้วัคซีน PCV เป็นสิทธิบริการสาธารณสุขสำหรับเด็กไทยทุกคน เพื่อป้องกันโรคร้ายแรง อาทิ ปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

สำหรับการบริหารจัดการวัคซีน กรมควบคุมโรคได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้ สปสช. อยู่ระหว่างกระบวนการจัดหาวัคซีน โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อมหน่วยบริการทั่วประเทศ ทั้งด้านระบบลูกโซ่ความเย็น การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการจัดเตรียมรายชื่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการฉีดวัคซีน PCV แก่เด็กไทยพร้อมกันทั่วประเทศได้ภายในช่วงปลายปี 2569 

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข จัดกิจกรรมกิจกรรมขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุข เพื่อประชาสัมพันธ์และขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขของประเทศให้บรรลุเป้าหมาย ดังนี้ 1. การยกระดับวัคซีนแห่งชาติ หลังผลักดันวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัส (PCV) เข้าสู่สิทธิประโยชน์ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ สำหรับให้บริการวัคซีนเด็กไทยทุกคน 2. การขับเคลื่อนเป้าหมายการกำจัดโรคไวรัส ตับอักเสบ บี และ ชี อย่างเป็นรูปธรรม และ 3. การพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัลของไทย “หมอพร้อม SuperApp” เพื่อเชื่อมโยงบริการสุขภาพของประเทศอย่างไร้รอยต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้เข้าฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วย