เสื้อแดงปักหลักหน้าเรือนจำรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษ 11 พ.ค. ก่อแก้ว คาดคนให้กำลังใจล้น

เสื้อแดงปักหลักหน้าเรือนจำรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษ 11 พ.ค. ก่อแก้ว คาดคนให้กำลังใจล้น

เสื้อแดงปักหลักหน้าเรือนจำรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษ 11 พ.ค. ก่อแก้ว คาดคนให้กำลังใจล้น

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.01 น.

เสื้อแดงปักหลักหน้าเรือนจำคลองเปรมคึกคักรอต้อนรับ ทักษิณ พักโทษออกเรือนจำ 11 พ.ค. ก่อแก้ว คาดคนแห่ให้กำลังใจล้น เชื่ออดีตนายกฯ ไม่เคลื่อนไหวทางการเมือง ฝากถึงฝ่ายแค้นเลิกยุ่งกับท่าน

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศกลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางมาให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีกำหนดพักโทษและจะได้รับการปล่อยตัวในเช้าวันที่ 11 พ.ค. โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาปักหลักอยู่บริเวณทางเท้าตลอดแนวรั้วหน้าเรือนจำ เพื่อให้กำลังใจนายทักษิณตั้งแต่ช่วงเช้า โดยบรรยากาศในช่วงบ่ายเริ่มคึกคักมากยิ่งขึ้น มีการตั้งเวทีปราศรัยย่อยสร้างความบันเทิง มีการติดตั้งป้ายยินดีต้อนรับการกลับมาอดีตนายกฯ ในดวงใจ มีการวางขายของที่ระลึก พร้อมทั้งอาหารเครื่องดื่มให้กับผู้มาร่วมกิจกรรม

จากนั้นเวลา 15.40 น. นายก่อแก้ว พิกุลทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ ทีมงาน รมว.แรงงาน ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง เดินทางมาพบปะรวมทั้งให้กำลังใจพี่น้องเสื้อแดงที่มาร่วมกิจกรรมให้กำลังใจอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่สำคัญได้นำลอตเตอรี่รวม 700 ใบมาแจกให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อเป็นการขอบคุณพี่น้องเสื้อแดงที่เดินทางมาให้กำลังใจนายทักษิณในวันนี้

นายก่อแก้วให้สัมภาษณ์การจัดกิจกรรมคนเสื้อแดง เพื่อรอรับนายทักษิณพ้นเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค.ว่า ตามกำหนดการทางราชทัณฑ์จะปล่อยตัวนายทักษิณ เนื่องจากการพักโทษในวันที่ 11 พ.ค.ตั้งแต่ 07.00-08.00 น. คนที่อยู่กรุงเทพฯ เรานัดมารอตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นต้นไป สำหรับประชาชนที่มาจากต่างจังหวัด เนื่องจากต่างคนต่างมา และไม่แจ้งจำนวนที่ชัดเจน แต่มากันเยอะ จึงเตรียมการให้มารวมตัวที่เรือนจำคลองเปรมในช่วงเย็น จัดเวทีเพื่อพบปะ มีการจัดอาหารและน้ำให้ นอกจากนี้มีประชาชนที่มาจากต่างจังหวัด ไม่มีที่พักก็จะนอนที่นี่ บางคนวางแผนจะมีการทำกิจกรรมจนถึงเช้า และไปรับนายทักษิณออกจากเรือนจำ แล้วก็แยกย้าย คาดว่าวันนี้มีประชาชนจำนวน 1000 คน มารวมตัวที่นี่ในช่วงเย็น มารำลึกฟื้นความทรงจำ คนที่มีใจเหมือนกัน คนที่เป็นผู้รักประชาธิปไตย รักความถูกต้อง และรักห่วงใยนายทักษิณที่เป็นนายกฯ ในดวงใจ 

นายก่อแก้ว กล่าวต่อว่า ส่วนพรุ่งนี้เราไม่ทราบว่าจะมีคนมาจำนวนเท่าไหร่ เพราะต่างคนต่างมา มาไม่ต้องแจ้งไม่ต้องนัดหมาย ให้มาช้าสุดไม่เกิน 07.00 น. เพื่อรับท่านออกจากเรือนจำ มั่นใจว่าหลาย 1000 คน เราเตรียมต้อนรับเท่าที่จะทำได้ ใครสะดวกใครว่างก็มาเจอกันที่เวทีหน้าเรือนจำ เราจะอยู่กันถึงเช้า และช่วงเช้าใครสะดวกก็ขอให้มารับนายทักษิณกลับบ้าน เรามีอาหารเช้าง่ายๆ หลังจากที่ท่านออกมาแล้ว ไม่แน่ใจว่าทางราชทัณฑ์จะให้ท่านพบปะกับประชาชนหรือไม่ ตนไม่อยากก้าวล่วง

เมื่อถามว่าแกนนำและสส.พรรคจะมีการเตรียมตัวมารับที่บริเวณด้านหน้าหรือไม่ นายก่อแก้ว กล่าวว่า คงจะมีมาเยอะ เพราะสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค สส. หรือคนที่ช่วยงานพรรคทุกรูปแบบ ก็จะมารับเยอะ เพราะถือว่าท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย และท่านเป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ได้สร้างผลงานกับประเทศมากมาย ในฐานะลูกน้องก็มากันเยอะ ตนก็จะมาแน่นอน แต่ไม่ได้สอบถามชัดเจน เป็นความสมัครใจ ใครไม่ติดภารกิจก็จะมา

เมื่อถามว่าแม้ว่านายทักษิณจะออกจากเรือนจำ ไม่มีการห้ามพูดถึงเรื่องการเมือง แต่มีบางกลุ่มที่จับตาดูว่าออกมาแล้วมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง จะต้องสื่อสารอย่างไร นายก่อแก้ว กล่าวว่า ตนเชื่อว่านายทักษิณคงไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ท่านอายุเยอะ อยากอยู่กับหลานอยากพักผ่อน ที่ผ่านมาที่เป็นปัญหาเราต้องยอมรับว่านายทักษิณเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ ที่มีความเฉลียวฉลาด มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มักจะมีสื่อมวลชน นักวิชาการ หรือนักการเมือง อยากให้ออกมาแสดงความคิดเห็นในมิติต่างๆ ทั้งแก้ไขปัญหาประเทศ คนถามท่านเยอะอาจจะตอบไม่ได้ เรื่องนี้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ให้ความเห็นในฐานะผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์ วิสัยทัศน์ว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาประเทศชาติอย่างไร ก็รู้แต่ต้นว่าท่านมาที่นี่เพื่อที่จะอยู่กับครอบครัวเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่นไม่คาดหวังอะไรอยู่แล้ว แล้วคนเสื้อแดงก็ห่วงท่าน ไม่อยากให้ท่านต้องมาเผชิญชะตากรรมที่ไม่สามารถคาดเดาได้ในอนาคต  อยากให้มีความสุขกับครอบครัวในบั้นปลายชีวิต อยากให้ท่านให้คำแนะนำบ้านเมืองในยามจำเป็น ไม่อยากให้ใครรู้สึกว่าท่านกำลังขับเคลื่อนเพื่อเดินเกมทางการเมือง แล้วฝากสื่อมวลชนถ้าไม่จำเป็นอย่าดึงท่านออกมาให้ท่านอยู่กับหลานบ้าง ถ้าท่านให้ความเห็น ให้คำแนะนำ จะถูกติงว่าเคลื่อนไหวทางการเมือง

“ฝากไปยังฝ่ายแค้น ความขัดแย้งทางการเมืองเราผ่านมา 20 ปี หลายท่านที่โกรธแค้นโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยไม่รู้ว่าโกรธอะไรนักหนา โกรธจะเป็นจะตาย ขณะท่านอยู่ในเรือนจำก็จะไปอุทธรณ์ไม่ให้พักโทษ อยากให้ติดคุกต่อ ติดคุกซ้ำอีก ไม่รู้หัวจิตหัวใจทำด้วยอะไร ปากบอกนับถือศาสนาพุทธ แต่จิตใจโหดเหี้ยม ไร้ความเมตตากรุณา ไม่น่าเชื่อว่าสังคมไทยเป็นถึงขนาดนี้ อยากฝากถึงฝ่ายแค้นทุกท่าน อย่าไปยุ่งกับท่าน ให้นายทักษิณได้อยู่กับครอบครัว ให้มีความสุขกับลูกกับหลาน อย่าดึงท่านมาอย่าไปแหย่ อย่าไประราน ต่างคนต่างอยู่ ที่ผ่านมาก็ให้แล้วกันไป อนาคตขอให้อยู่กันสงบสุข เพื่อสังคมได้เดินหน้าไปด้วยดี” นายก่อแก้ว กล่าว

เมื่อถามว่ากลุ่มมวลชนบางคนก็มองว่าอยากให้กลับมาเป็นนายกฯ มองอย่างไร นายก่อแก้ว กล่าวว่า ตนเข้าใจ เพราะพี่น้องจำนวนมากมีความเชื่อมั่นว่า ท่านเป็นคนที่มีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาประเทศ มีความสามารถสูงยิ่ง เป็นบุคคลที่มีความสามารถหานักการเมืองท่านใดเทียบได้ในปัจจุบัน ทุกคนบอกว่าถ้าท่านมาเป็นผู้นำประเทศ ท่านน่าจะแก้ปัญหาประเทศได้ดีกว่าท่านอื่นๆ ตามข้อกฎหมายท่านถูกตัดสินทางการเมืองเนื่องจากถูกจองจำ ติดคุกตามคำพิพากษาของศาล ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวการเมืองได้ ไม่สามารถมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ได้ แต่ท่านสามารถดำรงอยู่ในหัวใจคนไทยได้ตลอดไป

เมื่แถามว่าการที่นายทักษิณได้รับการพักโทษ แต่ต้องใส่กำไล EM (Electronic Monitoring) มองเรื่องนี้อย่างไร นายก่อแก้ว กล่าวว่า เรื่องการใส่กำไล EM เป็นเงื่อนไขของการพักโทษตามระเบียบราชทัณฑ์ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับมติของอนุกรรมการ กำไล EM มีไว้ให้กับการพักโทษผู้ต้องขังและเพื่อติดตามตัว กรณีพวกเขาหนีไประหว่างพักโทษ หรือกระทำผิดระหว่างพักโทษ แต่นายทักษิณเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศ ที่มีคนรักมากมาย เป็นอดีตผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นพรรคเพื่อไทย ตอนนี้ร่วมรัฐบาลอยู่ด้วย และมีที่อยู่ที่เป็นหลักแหล่ง ท่านเข้ามาประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดี ไม่คิดที่จะหนีไปไหนอีกแล้ว ต้องการมาอยู่กับครอบครัว การติด กำไล EM ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่เรื่องนี้เข้าใจได้เพราะในการพิจารณาก็มีมิติทางการเมืองเกี่ยวข้องอยู่ ไม่ได้ว่าอะไรใคร แต่ตนจำไว้ว่าใครทำอะไรกับลูกพี่ตนเท่านั้นเอง

ขอบคุณภาพจาก :  เฟซบุ๊ก สีดาอัญ

เปิดไทม์ไลน์ ทักษิณ ออกจากเรือนจำพักโทษ-ติดกำไล EM พรุ่งนี้

เปิดไทม์ไลน์ ทักษิณ ออกจากเรือนจำพักโทษ-ติดกำไล EM พรุ่งนี้

เปิดไทม์ไลน์ ทักษิณ ออกจากเรือนจำพักโทษ-ติดกำไล EM พรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.43 น.

เปิดไทม์ไลน์ ทักษิณ ออกจากเรือนจำพักโทษ-ติดกำไล EM พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรุ่งนี้ (จันทร์ที่ 11 พ.ค.2569) นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะถึงกำหนดออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อเข้าสู่กระบวนการพักโทษ และคุมประพฤติอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้การติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM ตามมติคณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ โดยการพักโทษจะมีผลจนกว่าจะครบกำหนดโทษในวันที่ 9 ก.ย.2569 

สำหรับไทม์ไลน์ในวันที่ 11 พ.ค.2569 เริ่มจากขบวนรถครอบครัว นายทักษิณ จะเคลื่อนขบวนถึงเรือนจำกลางคลองเปรมในเวลา 07.30 น. 

จากนั้นเวลา 07.50 น. นายทักษิณ เดินออกจากเรือนจำฯ ต่อมาเวลา 08.00 น. นายทักษิณ ออกมายืนเคารพธงชาติหน้าประตูเรือนจำฯ และทักทายมวลชนแกนนำ พร้อมขอบคุณมวลชนที่คอยให้กำลังใจ

ก่อนที่เวลา 08.05 น. นายทักษิณ จะขึ้นรถออกจากเรือนจำฯ 

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการพักโทษครั้งนี้ ใช้เกณฑ์มาตรฐานการพักโทษเดียวกับผู้พักโทษทั่วไป ไม่มีกำหนดเงื่อนไขพิเศษทางการเมือง และไม่มีข้อห้ามเรื่องการแสดงความคิดเห็น หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ หากมีการฝ่าฝืนเงื่อนไขคุมประพฤติ อาจถูกเพิกถอนการพักโทษ และกลับไปรับโทษในเรือนจำต่อไป 

พินทองทา โพสต์ซึ้งถึง ทักษิณ รับ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังสิ้นสุดลง

พินทองทา โพสต์ซึ้งถึง ทักษิณ รับ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังสิ้นสุดลง

พินทองทา โพสต์ซึ้งถึง ทักษิณ รับ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังสิ้นสุดลง

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.45 น.

พินทองทา โพสต์ซึ้งถึง ทักษิณ รับ 8 เดือนที่ผ่านมาขมและกลืนยากที่สุด ลั่น การรอคอยกำลังสิ้นสุดลง ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์คลิปบรรยากาศครอบครัวชินวัตรเข้าเยี่ยมนายทักษิณที่เรือนจำกลางคลองเปรม ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมาพร้อมข้อความผ่านแอพพลิเคชันอินสตาแกรม และแท็กถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายพานทองแท้ ชินวัตร ระบุว่า “เรื่องราวมากมายและยาวนานของเราผ่านมาเกือบ 20 ปี เหมือนชีวิตมีหลาย episodes ยอมรับว่า ep.นี้ ขมและกลืนยากที่สุด (8 เดือนมานี้) เพราะเราเห็นคนที่เรารักต้องผ่านเรื่องราวนี้ เวลาแต่ละวันในคลองเปรมนี้ แม้ท่านไม่เคยทำให้พวกเราลำบากใจเลยก็ตาม

คุณพ่อไม่เพียงแต่อดทนและปล่อยวาง คุณพ่อยังมักให้แง่คิดในการใช้ชีวิต ส่งรอยยิ้มให้ลูกๆหลานๆสบายใจกลับไปทุกครั้งที่มาเยี่ยม มันไม่ง่ายเลยแต่คุณพ่อพยายามมากๆลูกๆทราบดี คุณพ่อยังบอกหลายครั้งให้พวกเราไม่ต้องห่วง  และฝากความห่วงใยไปด้านนอกให้พวกเราไปบอกทุกๆคนที่มาคอยรอเราให้ไม่กังวล และทุกข์ใจไปในการรอคอยนี้

สุดท้ายนี้การรอคอยกำลังจะสิ้นสุดลงเอมและครอบครัวขอขอบคุณทุกๆกำลังใจ  ทุกกำลังใจจริงๆที่คอยส่งมาให้พวกเราตลอดการเดินทางอันยากนี้ ทุกๆน้ำตาที่แม้เราไม่รู้จักกันแต่มาอดทนยืนรอในความร้อน และร้องไห้จับมือ บีบมือพวกเราเพื่อส่งกำลังใจให้เราทุกครั้งที่มาเยี่ยมมันมีความหมายมากมาย

และที่ขาดไม่ได้ขอบพระคุณคุณพ่อ คุณแม่ ที่เลี้ยงดูพวกเราทั้งสามคนด้วยความรักความอบอุ่นทำให้เรามีกันและกันแบบนี้ไม่ปล่อยมือ”

อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษี 50 ล้าน ลั่นไม่มีผู้ใหญ่สูงกว่าคลียร์ได้

อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษี 50 ล้าน ลั่นไม่มีผู้ใหญ่สูงกว่าคลียร์ได้

อนุทิน บินด่วนระนอง ตรวจโกดังสินค้าหนีภาษี 50 ล้าน ลั่นไม่มีผู้ใหญ่สูงกว่าคลียร์ได้

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

นายกฯ ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่หาดฟรีด้อม จ.ภูเก็ต บินด่วนระนอง หลังรับรายงานตรวจยึดสินค้าหนีภาษีกว่า 50 ล้านบาท ยันให้ความเป็นธรรมผู้ประกอบการ นำหลักฐานเสียภาษีมาแสดง ลั่นไม่มีผู้ใหญ่สูงกว่าคลียร์ได้

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาการใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณหาดฟรีด้อม ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต ในเวลา 14.30 น.เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากมีภารกิจสำคัญในการเดินทางไปยังจังหวัดระนอง 

จากนั้นเวลา 15.30 น.นายอนุทิน เดินทางมายังจ.ระนอง ลงพื้นที่โกดังบริษัท168 ทรานสปอร์ต โลจิสติกส์ จำกัด ซึ่งเป็นโกดังไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ที่บริเวณถนน4080 ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง จ.ระนอง 
โดบเจ้าหน้ากองบังคับการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามและความมั่นคงรูปแบบใหม่และปราบปรามภัยแทรกซ้อน 14 จังหวัดภาคใต้ ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่ แจ้งว่ามีการลักลอบจัดเก็บสินค้าหนีภาษี ของชาวต่างชาติซึ่งเป็นชาวพม่า 
จึงประสานกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร(ชุดปฏิบัติภัยแทรกซ้อน ร.25พัน2) และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองระนอง ได้เข้าทำการควบคุมสินค้าใน โกดังดังกล่าว  ซึ่งในขั้นต้นได้ตั้งข้อสงสัย ว่าเป็นสินค้าลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านกรรมวิธีทางศุลกากร ซึ่งในการตรวจสอบเบื้องต้น พบสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องจักรผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่(ใช้ในโรงงานและโรงแรม)และเครื่องปรับอากาศแบบร้อนและแบบเย็น มีมูลค่ารวมกว่า 50 ล้านบาท จึงได้ร่วมกันตรวจยึดสินค้า พร้อมประสาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมคัดแยกสินค้า และทำการตรวจสอบ  ที่มาของสินค้า ต่อไป 

โดยนายกฯ ได้เดินตรวจสอบสินค้าหนีภาษีภายในโกดังดังกล่าว พร้อมสอบถามว่า รู้จักกับเจ้าของหรือไม่ มีหลายอย่างเลยทั้งตู้เย็น ตู้แช่ เป็นต้น

จากนั้นนายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า  ความจริงตนลงพื้นที่จ.ภูเก็ตดูเรื่องบุกรุกที่สาธารณะ และตนได้รับรายงานการตรวจจับสินค้าเถื่อนรายใหญ่ที่ระนอง จึงเข้ามาตรวจสอบเพราะรัฐบาลมีนโยบายมุ่งปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เมื่อมาเห็นโกดังนี้รู้สึกตกใจเพราะมีการเก็บกักตุนสินค้าที่เชื่อว่าไม่ได้เสียภาษี น่าจะเป็นการแจ้งว่าเป็นสินค้าผ่านแดนไม่เกิน 30 วันแต่ถ้าเกิน 30 วันสินค้าจะตกเป็นของแผ่นดิน และเท่าที่ทราบสินค้าเหล่านี้น่าจะเกิน 30 วันแล้ว อย่างไรก็ตามเราจะให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการนำหลักฐานการเสียภาษีมาแสดง หากเสียภาษีอย่างถูกต้องก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่เสียภาษีคงดำเนินคดีและสืบไปถึงต้นตอว่ามีเครือข่ายอย่างไรบ้าง โดยโกดังแห่งนี้มีสินค้าทุกรูปแบบตั้งแต่ของทั่วไปจนถึงแอร์ 2,000 กว่าเครื่อง ปั้มน้ำ ตัวแช่แข็ง จากการสอบถามผู้ร่วมจับกุม มีการรายงานว่าหลังจากจับกุมได้มีโทรศัพท์ลึกลับเข้ามาให้ล้มเลิกการจับกุม และรีบออกจากสถานที่เพราะรู้จักนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงมีโทรศัพท์จากฝั่งพม่าเข้ามาด้วย 

นายกฯ กล่าวต่อว่า ต้องชื่นชมผู้จับกุมที่ไม่กลัวไม่มีความหวั่นไหว วันนี้พวกตนมาอยู่ตรงนี้แล้วก็ไม่มีผู้ใหญ่ที่สูงกว่านี้มาเคลียร์เรื่องนี้ได้คงไม่ต้องกังวลอะไร เราดำเนินคดีอย่างเต็มที่และการปราบปรามจะมีเรื่อยๆอย่างน้อยปราบไม่ได้ก็จะยึดให้เป็นของแผ่นดิน อย่างไรก็ตามสินค้าที่ยึดได้วันนี้เป็นของทั่วไปยังไม่มีอะไรเป็นอันตรายต่อความมั่นคง จากนี้หากพิสูจน์การเสียภาษีไม่ได้ก็ต้องยึดเป็นแผ่นดินต่อไป หากใครยังลักลอบนำเข้าต้องขอบคุณล่วงหน้าไม่รอดพวกเราแน่นอน

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.18 น.

ไพศาล ชวนจับตา ทักษิณ ออกเรือนจำพรุ่งนี้ คนแห่รับ เชื่อสะเทือนนักการเมืองเหนือกฎหมายบางพวก

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พรุ่งนี้พ่อใหญ่แม้วออกจากเรือนจำ จะมีผู้คนไปต้อนรับจำนวนมาก และ อาจ เดินทางไปส่งที่บ้านจันทร์ส่อง หล้าเป็นขบวนใหญ่ แม้ไม่ถึงกับเรียกว่ามืดฟ้ามัวดิน ที่อาจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

แต่ย่อมส่งผลสะเทือนต่อนักการเมืองบางพวกที่ตั้งตัวอยู่เหนือกฎหมาย อยู่เหนือศาลและเหนือกว่าศาลรัฐธรรมนูญ

จะทำให้คุณค่า การถูกจำคุก สูงส่ง ยิ่งกว่า การตั้งตนอยู่เหนือกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของระบอบการเมืองใหม่มากมายนัก คอยดูกันไปก็แล้วกัน”

ศาลรธน. มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือส่ง ปมบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรธน.หรือไม่

ศาลรธน. มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือส่ง ปมบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรธน.หรือไม่

ศาลรธน. มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือส่ง ปมบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ด ชอบด้วยรธน.หรือไม่

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

ศาล รธน.มีคำสั่งให้ ศรีสุวรรณ ทำความเห็นเป็นหนังสือ กำหนด 5 ประเด็น ส่งศาลกรณีบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดชอบด้วย รธน.หรือไม่ 

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด พร้อมจัดส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กรณีที่ได้ร้องเรียนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า การที่ กกต.จัดทำบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 13 ก.พ.2569 องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้เสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งอาจทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในการใช้สิทธิของผู้เลือกตั้งได้ อันทำให้การเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ และการออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2566 ข้อ 129 วรรคสอง ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 และ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 มาตรา 84 และมาตรา 86 หรือไม่ ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาเมื่อ 18 มีนาคม 2569 โดยกำหนดเป็นเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 แล้ว

เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ศาลจึงมีหมายคำสั่งเรียกให้องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินได้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดทั้งสิ้น 5 ประเด็น เช่น การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สภาพการเห็นรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด และวิธีการใดที่ทำให้ทราบผลการลงคะแนนของบุคคลอื่นหรือสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากรหัสดังกล่าว การโต้แย้งคัดค้าน ร้องเรียน หรือแจ้งความบัตรเลือกตั้งดังกล่าวก่อนที่สื่อมวลชนจะนำเสนอ รวมทั้งให้จัดส่งพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องให้ศาลทั้งหมดด้วย

นายศรีสุวรรณ ระบุว่า องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เห็นว่าคำถามดังกล่าวอาจจะเป็นการตั้งประเด็นไต่สวนที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของคำร้อง เพราะหัวใจของปัญหาอยู่ที่การมีอยู่ของบาร์โค้ดนั้นทำให้การเลือกตั้งนั้นลับหรือไม่ลับเท่านั้น แต่ก็มิอาจก้าวล่วงดุลยพินิจของศาลได้ แต่อย่างไรเสียองค์กรฯจะเร่งทำความเห็นพร้อมรวมรวมข้อมูล พยานหลักฐาน และขอให้สอบพยานอื่นเพิ่ม ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันตามที่ศาลกำหนดตามมาตรา 27 วรรคสาม ของ พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรม นูญ 2561 เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเที่ยงตรงและศักดิ์สิทธิ์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มิให้ผู้ใดมาใช้อำนาจและเล่ห์เหลี่ยมนอกกฎหมาย เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อไป 

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส.

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส.

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส.

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

หมอวรงค์ แจงยิบ 5 ข้อ หลัง หมออ๋อง แฉตั้งญาตินั่งผู้ช่วย สส. ชี้เรื่องเก่า 15 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำผิดระเบียบ ยันเดินหน้าปฏิรูปสิทธิประโยชน์นักการเมืองต่อ ลั่นหากข้องใจอีก พร้อมชี้แจง ไม่ต้องไปฟ้องผ่านสื่อ

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 จากกรณีที่ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภา คนที่ 1 และอดีตสส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มีคนส่งเอกสารการตั้งคนนามสกุลเดียวกับตัวเอง 3 คน มาเป็นผู้ช่วยสส. ของหมอคนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ผิดกฏหมายอะไร แค่แสดงนิสัยน่ารังเกียจแค่นั้นเอง” จากนั้นได้มีการเผยแพร่เอกสาร นายวรงค์ เดชกิจวิกรม แต่งตั้ง 5 คน คือ นางเฉลิมศรี จันทร์หิรัญ นางวัชรา จำเนียรสุขสกุล นายสรชัย เดชกิจวิกรม นายศรีศักร เดชกิจวิกรม และนางอุไรวรรณ เดชกิจวิกรม โดยลงนามสำเนาถูกต้องโดย นายกานต์ รัตกสิกร นิติกรปฎิบัติการ

ล่าสุด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ชี้แจงคุณหมออ๋อง

ปรากฏว่ามีความพยายาม ให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ไปขุดเรื่องในอดีต เกี่ยวกับการตั้งผู้ช่วยส.ส. ตั้งแต่สมัยผมยังเป็นส.ส.เขต ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งผ่านมาน่าจะไม่น้อยกว่า 15 ปีมาแล้วว่า ผมตั้งผู้ช่วย 5คน และเป็นคนนามสกุลเดียวกัน 3 คน

ผมยินดีอธิบายนะครับว่า

1.ผมไม่เคยตำหนิใคร ที่จะตั้งพี่น้องมาเป็นผู้ช่วย เพราะผมถือว่า เป็นการตั้งเพื่อการประสานงานส่วนตัวของส.ส. (ไม่ใช่รัฐมนตรี ที่เป็นงานส่วนรวม และมีผลประโยชน์) และสมัยนั้นก็ไม่มีระเบียบห้าม

2.การที่ผมตั้งพี่น้องผม ร่วมกับคนอื่น มาเป็นผู้ช่วย เพราะเขาสามารถช่วยงานผมได้ดี ไม่ได้ทำอะไรให้ผมเสียหาย และผมก็ไม่ได้เอาตำแหน่งไปขาย เพื่อหาผลประโยชน์

3.ผมเข้าใจว่าคุณหมออ๋องและสื่อบางท่าน เอาเรื่องผม มาเผยแพร่ ว่าผมตั้งผู้ช่วย5คน โดยมี3คนเป็นพี่น้องผม จึงเป็นของเก่า ผ่านมาไม่น้อยกว่า15ปีมาแล้ว และผมก็ไม่ได้ทำผิดระเบียบ ซึ่งปัจจุบันนี้ ผมได้ตั้งผู้ช่วยผมเพียง 3คน จากที่ให้มา8 คน ตามที่ผมประกาศเจตนารมณ์ไว้ชัดเจน

4.ผมยังยืนยันที่ อยากปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์นักการเมือง ที่มากเกินความจำเป็น ทั้งยกเลิกบำนาญส.ส./ส.ว. ลดผู้ช่วยจาก8 คนเหลือ3คน ยกเลิกการศึกษาดูงานต่างประเทศ เพื่อประสิทธิภาพ และสร้างสำนึกที่ดีของนักการเมือง

5.ผมยังมีความเชื่อว่า การจัดการทุจริตคอรัปชั่นของประเทศ ต้องเริ่มจากการจัดการที่สภา ทำสภาให้น่าเชื่อถือ เพราะที่นี่คือศูนย์รวมทุกอย่างของอำนาจ ถ้าจัดการที่นี่ได้ ส่วนราชการต่างๆก็จะง่ายขึ้น
ถ้ามีอะไรข้องใจ ผมยินดีชี้แจงให้ทราบครับ ไม่ต้องผ่านสื่อหลายขั้นตอน สร้างความสับสนเปล่าๆ เพราะผมไม่มีอะไรต้องปิดบัง จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบ” 

วรงค์ จี้ หมออ๋อง สอบด่วน แฉยับ! สส.กินหัวคิวผู้ช่วย-ลาออกยังรับบำนาญ

วรงค์ จี้ หมออ๋อง สอบด่วน แฉยับ! สส.กินหัวคิวผู้ช่วย-ลาออกยังรับบำนาญ

วรงค์ จี้ หมออ๋อง สอบด่วน แฉยับ! สส.กินหัวคิวผู้ช่วย-ลาออกยังรับบำนาญ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

10 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์คลิปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #ถึงคุณหมออ๋องอีกครั้ง

ถ้าคุณหมออ๋องพอมีเวลา น่าจะช่วยไปตรวจสอบ

1.พรรคการเมืองบางพรรค เอาโควต้าผู้ช่วยส.ส. ที่มีมากถึง8คน ไปตั้งเพื่อใช้งานพรรค ไปตั้งผู้สมัครที่สอบตก ให้มีรายได้ เข้าข่ายการทุจริตหรือไม่ เพราะเจตนาเขาให้มาเป็นผู้ช่วยส.ส.

2.มีกระแสข่าวว่า ส.ส.บางคน เอาตำแหน่งผู้ช่วยที่มากถึง8คน ไปหารายได้เข้าตัว จริงไหม ช่วยตรวจสอบน่าจะดีนะครับ

3.ส.ส.บางคนลาออกไปเอง เพื่อไปลงสมัคร ผู้บริหารท้องถิ่น สมควรให้ประชาชนเลี้ยงดูด้วยเงินบำนาญเป็นหมื่น ตลอดชีวิตหรือไม่ ถ้ายังให้ประชาชนเลี้ยงดู จะไปดูแลประชาชนในท้องถิ่นอย่างไร

คุณหมออ๋องช่วยตรวจสอบ หาคำตอบก็ดีนะครับ

#ยกเลิกบำนาญสสสว
#ลดผู้ช่วยจาก8เหลือ3

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

นายกฯ นำคณะนั่งรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ทางเดียวกันไปด้วยกัน รณรงค์ Carpool ลดใช้พลังงาน พร้อมรับฟังรายงานการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายรัฐบาลจากผู้ว่าฯ ภูเก็ต ตลอดเส้นทาง

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสร็จสิ้นภารกิจกำชับ และติดตามการแก้ไขปัญหาบุกรุกชายหาดสาธารณะพื้นที่ จ.ภูเก็ต นายอนุทิน พร้อมด้วยนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ขึ้นรถบัสปรับอากาศ Smile Bus เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต โดยไม่มีขบวนรถติดตามใด ๆ

การเดินทางโดยรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ในลักษณะ Carpool เป็นการรณรงค์การใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดการใช้พลังงาน ซึ่งรถบัส 1 คันสามารถใช้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก และยังช่วยลดปัญหาการจราจร ทำให้การสัญจรเดินทางไปมาระหว่างสถานที่ต่าง ๆ เป็นไปโดยสะดวก ทางเดียวกันไปด้วยกัน

ทั้งนี้ ในระหว่างที่นายกฯ นั่งบนรถบัสคันดังกล่าว ได้ให้ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มานั่งที่นั่งข้างนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งได้บรรยายและรายงานถึงบริเวณพื้นที่ต่าง ๆ ตามเส้นทางที่รถบัสผ่าน เพื่อติดตามการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้สามารถบริหารจัดการเวลาเพื่อที่จะรับฟังสภาพปัญหา อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพื่อประชาชนอย่างทันท่วงที และยั่งยืนต่อไป

สำหรับรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ในขณะนี้เปิดให้บริการ หมวด 1 จำนวน 3 เส้นทางในเขตอำเภอเมืองภูเก็ต สายที่ 1 จากสะพานหินไปเซ็นทรัลภูเก็ต สายที่ 2 จากท่าเรืออ่าวฉลองมาห้างสินค้าซุปเปอร์ชีป และสายที่ 3 จากท่าเรือรัษฎาไปสวนน้ำอันดามันดา ราคา 15 บาทตลอดสาย โดยสำหรับนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ พระภิกษุสงฆ์ และผู้พิการ ไม่เสียค่าใช้จ่าย

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.54 น.

’สว.วิวรรธน์‘ สอนเชิง ’ฝ่ายค้าน-นักการเมือง‘ ใช้ ’หลักรัฐศาสตร์‘ มองให้มากกว่า ’ตัวบทกฎหมาย‘ ศก.ประเทศกำลังทรุดติดหล่ม ลามขวางปชช.ลืมตาอ้าปาก หลังเดินเกมเตรียมยื่นศาลฯตีความพรก.กู้เงิน4แสนล้านขัด รธน. ยันหนุนสุดลิ่มเดินหน้า ’คนละครึ่งพลัส‘ ด่วนจี๋ กระตุ้นกำลังซื้อจาก ’รากหญ้า‘ เป็นฟันเฟืองส่งต่อ ‘เอสเอ็มอี’

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2569 นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์ และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน400,000ล้านบาท โดยแบ่งวงเงินออกเป็น200,000ล้านบาท นำมาดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนแบบเร่งด่วน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส(คนละครึ่งพลัสรวมกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)ว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธานกมธ.การพาณิชย์ฯ สว. และสัมผัสธุรกิจด้านพาณิชย์ โดยเฉพาะในระดับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ Micro SME ขณะนี้การค้าขายไม่ดี ประชาชนในระดับรากหญ้าไม่มีเงิน กำลังซื้อขาด ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจขนาดย่อม และขนาดกลาง จะทำให้ติดขัด ดังนั้นหากรัฐบาลนำงบฯในส่วน200,000ล้านบาทมาทำโครงการคนละครึ่งพลัส ในระยะเวลา4เดือน จะตอบโจทย์ ตนสนับสนุนเต็มที่ ยิ่งทำเร็วก็จะยิ่งดี เพราะในระยะยาวจะทำให้ลื่นไหลขึ้น ระบบฟันเฟืองเศรษฐกิจจะดีขึ้น หมุนเวียนได้เร็วขึ้น ผู้บริโภคจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปถึง60เปอร์เซ็นต์ตามที่รัฐบาลออกให้ และอาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้2รอบ คือ200,000ล้านบาท จากรัฐบาลที่ออกให้คิดเป็น60เปอร์เซ็นต์ และ160,000แสนล้านของประชาชน ที่คิดเป็น40เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น3.6แสนล้าน กระตุ้น2รอบ ก็กลายเป็นรายได้700,000ล้านบาท 

“เราจะทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีในระดับไมโครไปได้เป็นตัวกลางให้เดินไปได้ ถ้าตัวกลางไปได้ตัวบนก็ไปได้ มันจะส่งต่อกันไปเรื่อยๆ แต่ขณะนี้โซ่เฟืองมันติดขัด ถ้ารัฐบาลมาช่วยสนับสนุนคนละครึ่งพลัสเพื่ออุ้มช่วยให้กับรากหญ้า จะทำให้กำลังซื้อ และการผลิตของเอสเอ็มอีระดับไมโครดีขึ้น ส่งต่อเป็นฟันเฟืองไปยังเอสเอ็มอีขนาดย่อมและขนาดกลาง จะทำให้ระบบเศรษฐกิจคึกคักขึ้น ระยะยาวจะดีด้วยตัวมันเอง ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความชัดเจนขึ้น จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจจะกลับมาดั่งเดิม และอาจดีกว่าเดิม” นายวิวรรธน์ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพรก.กู้เงินฯ จำนวน4แสนล้านบาท จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา172 หรือไม่ รวมถึงการปล่อยข่าวมีการสอดไส้กาสิโนในโครงการแลนด์บริดจ์ และระเบียบเศรษฐกิจภาคใต้(SEC) นายวิวรรธน์ กล่าวว่า เป็นอีกแง่มุมหนึ่ง แต่พรก.กู้เงินที่รัฐบาลกำลังจะออก ถึงแม้จีดีพีจะไม่ติดลบก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าสงครามเที่ยวนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจแย่ ประเทศไทยเราการเติบโตเราต่ำมาตลอดหลายปี ซ้ำยังได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน การหากินของรากหญ้าฝืดเคืองลงจริงๆ ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินเร่งด่วนจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ ไม่จำเป็นที่จะต้องให้มันจมดิ่งลงไปแล้วค่อยมาออกมาตรการฉุกเฉิน จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ส่วนที่มีการปล่อยข่าวมากระทบโครงการแลนด์บริดจ์ หรือSEC นั้น มันเป็นเรื่องของหลายรัฐบาลมาแล้ว มีการพูดคุย หาข้อมูลจากหลายๆฝ่าย พิจารณาข้อดีข้อเสียต่างๆ มันยังมีอีกหลายขั้นตอน ขณะเดียวมันเป็นแนวคิดในการหานักลงทุน จะต้องมีข้อเสนอแนะ ข้อต่อรองต่างๆ ยังต้องมีการหารือกันอีกหลายยก โครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนกว่าที่ต้องทำก่อน

“คนเราจะติดหล่ม ถ้าปล่อยให้ติดหล่มหนักขึ้นไปแล้วค่อยมาช่วย มันก็ใช้แรงมากกว่าปกติ ถ้าติดหล่มแล้วรีบทำเหตุการณ์ให้ดีขึ้นมา เศรษฐกิจจะไปได้เร็วกว่า ขณะนี้มันฝืดเคืองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดการหิวโหย เกิดการลักขโมย แล้วมาเป็นภาวะฉุกเฉิน ผมอยากให้นักการเมืองช่วยกันมองว่า บางครั้งตัวบทกฎหมายมันมีเขียนไว้ แต่มันต้องใช้ระบบรัฐศาสตร์มองภาพใหญ่ในภาวะเศรษฐกิจที่ตอนนี้มันติดหล่มจริงๆ” นายวิวรรธน์ กล่าว