‘อนุทิน’สั่งเชือดแก๊งค้าน้ำมัน เหิมกักตุน-เก็งกำไร ประวิงเวลา/ไม่ส่งให้ปั๊ม แสวงหาประโยชน์มิชอบ

‘อนุทิน’สั่งเชือดแก๊งค้าน้ำมัน เหิมกักตุน-เก็งกำไร ประวิงเวลา/ไม่ส่งให้ปั๊ม แสวงหาประโยชน์มิชอบ

‘อนุทิน’สั่งเชือดแก๊งค้าน้ำมัน เหิมกักตุน-เก็งกำไร ประวิงเวลา/ไม่ส่งให้ปั๊ม แสวงหาประโยชน์มิชอบ

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’สั่งเชือดแก๊งค้าน้ำมัน เหิมกักตุน-เก็งกำไร ประวิงเวลา/ไม่ส่งให้ปั๊ม แสวงหาประโยชน์มิชอบ สุราษฎร์หาย57ล้านลิตร ไล่บี้DSIตั้งเป็นคดีพิเศษ

นายกฯ อนุทิน นำทีมแถลงใหญ่ สารภาพมีแก๊งค้าน้ำมัน แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เก็งกำไรประวิงเวลา ไม่ยอมส่งให้ปั๊มทำชาวบ้านเดือดร้อน ด้าน รมว.ยุติธรรม พบคลังสุราษฎร์น้ำมันล่องหน 57 ล้านลิตร สั่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ด้านกองทัพเรือพบเรือน้ำมันจอดพิรุธกลางทะเลผิดปกติกว่า 20 เที่ยวมากกว่า 50 ล้านลิตร ฝ่ายปลัดกระทรวงพลังงานระบุเข้าข่ายวิกฤตแล้ว

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล.

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พล.ต.อ. ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รอง ผบ.ตร. นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมกันแถลงข่าว

โดยนายกฯ กล่าวว่า การแถลงวันนี้เพื่อต้องการชี้แจงในส่วนของการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงความพยายามปราบปราม ผู้ที่พยายามกักตุน และลักลอบขายน้ำมันออกไปจากระบบของประเทศ หรือผู้ที่ทำผิดกฎหมายที่ฉวยโอกาสในการทำให้น้ำมันของประเทศถูกนำไปขายด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รวมทั้งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขการป้องกันปราบปรามการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 ทำการตรวจสอบติดตาม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุน จนทำให้ประชาชนเกิดความเดือดร้อน

เอาเปรียบประชาชน

ซึ่งตนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมไม่ว่าใครก็ตามที่เอาเปรียบประชาชนทำลายความมั่นคงด้านพลังงานของชาติ หากพบว่าเป็นใครมีอิทธิพลแค่ไหน ก็จะถูกดำเนินการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดเฉียบขาด ซึ่งตนได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม โดยดีเอสไอ ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจติดตามผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ และผู้ค้าระดับกลางที่รับน้ำมันจากผู้ค้าหรือจ็อบเบอร์

กักตุนแสวงหากำไร

นายกฯ กล่าวต่อว่า ผลการตรวจสอบระบบการขนส่งน้ำมันทั้งหมดจนถึงวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พบรูปแบบการกักตุน และหากำไร ดังนี้ 1.มีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเล โดยลอยลำเรือไว้ไม่ให้ฟีดน้ำมันเข้ามาในคลังตามเวลาปกติ เพื่อหวังว่าจะมีการประกาศเพิ่มราคาขายปลีกน้ำมัน จึงค่อยฟีดน้ำมันเข้ามาในระบบเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้น 2.มีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการน้ำมัน และ 3.การขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังทำการตรวจสอบขยายผลว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลใดหรือกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายใดบ้าง เกี่ยวกับปริมาณของน้ำมันของเรือขนส่งทางทะเล เราเชื่อว่ามีการลักลอบขนถ่ายกลางทะเล ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการสอบสวน และขยายผล

รัฐต้องชดเชย5หมื่นล้าน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนความผิดปกติที่ได้รับการตรวจพบจากการรายงานปริมาณน้ำมัน จากหน่วยตรวจสอบคือกรมเจ้าท่า และกรมธุรกิจพลังงานกับข้อมูลปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นที่ได้จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต โดยจะตรวจสอบยืนยันจากฐานข้อมูลการเดินเรือของ ศรชล. และจะขยายผลการตรวจสอบจากทางบกไปยังประเทศเพื่อนบ้านว่ามีการดำเนินการที่ผิดเงื่อนไข เช่น มีการส่งออกน้ำมันเกินที่ได้ขออนุญาตไว้หรือไม่

“การกระทำทั้งหมดเป็นการค้ากำไรเกินควร จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก ทำให้รัฐบาลต้องใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาส่วนต่างของต้นทุนมากขึ้น จนถึงปัจจุบันกองทุนน้ำมันได้ชดเชยทำให้เกิดการขาดทุนกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่เอาไปสนับสนุนให้กองทุนน้ำมันลิตรละ 17 บาท เรามีเจตนารมณ์ที่ต้องการสนับสนุนประชาชนผู้ใช้น้ำมันที่เป็นคนไทย และผู้สัญจรตามท้องถนน ไม่ใช่สนับสนุนให้เกิดการกักตุนลักลอบน้ำมันของไทยไปขายยังต่างประเทศ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการปราบปรามเรื่องพวกนี้อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะการขาดน้ำมันทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา“นายกฯ กล่าว

ขยายผลเป็นคดีพิเศษ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนจะมอบหมายให้ดีเอสไป ได้ตรวจสอบขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินคดีอย่างเฉียบพลันต่อไป ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลขอยืนยันต่อประชาชน ว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาความเดือดร้อน และให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สังคมได้ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และหลังจากนี้จะใช้มาตรการเชิงป้องกันในการเฝ้าระวังจากสิ่งที่ได้ตรวจพบ ควบคู่กับการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดต่อไป

สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ในยุคที่มีวิกฤติขนาดนี้ยังมีคนคิดเอาเปรียบ สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องร่วมมือกันดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด คาดว่าเราจะสามารถหยุดการกระทำผิดกฎหมายนี้ เพราะตั้งแต่มีเหตุการณ์ก็มีความต้องการน้ำมันมากกว่าเดิมเกือบ 20 ล้านลิตร แสดงว่ามีการซื้อหรือถ่ายน้ำมันออกไปจากระบบ เราไปตรวจสอบในระบบการผลิตและภาคอุตสาหกรรมก็ไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะต้องใช้นำ้มันขนาดนี้จึงสันนิฐานได้ว่าต้องมีการลักลอบหรือกักตุน โดยรวมทีมบูรณาการหน่วยงานปราบปรามไปตรวจสอบและได้พบสิ่งผิดปกติเหล่านี้ โดยลดการกักตนไปได้ 7-10 ล้านลิตรต่อวัน แต่ก็ยังมีการใช้มากเกินปกติอยู่ จึงต้องขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่าถ้าใช้อย่างปกติเรื่องการบริหารสถานการณ์น้ำมันจะไม่มีคำว่าขาดแคลน ตอนนี้เราสั่งน้ำมันดิบยืนยันออเดอร์ไปจนถึงต้นเดือน มิ.ย.แล้ว และจะให้วิธีหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆด้วย และหลังจากดำเนินการคิดว่าการที่จะมีน้ำมันออกจากระบบก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น ขอย้ำว่ารัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางให้ปริมาณน้ำมันในประเทศไทยถูกควบคุมและใช้ในประเทศไทยมากที่สุด

สุราษฎร์ล่องหน57ล้านลิตร

ด้าน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แถลงว่า จากนโยบายนายกรัฐมนตรีมอบให้กระทรวงยุติธรรมทำการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ดำเนินการจากปลายทางคือสถานีน้ำมันหรือปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง เข้าไปทำการตรวจสอบต่อเนื่องมาถึงต้นทางคือคลังน้ำมัน 2.มอบกรมการสอบสวนคดีพิเศษ ทำการตรวจสอบจากต้นทางคือตั้งแต่โรงกลั่นมาคลังน้ำมันเมื่อเอาข้อมูลมาชนกัน ซึ่งที่ผ่านมาผลการดำเนินการในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบการกระทำผิดและมีการจับกุมจำนวนหลายราย เช่น ในส่วนของพื้นที่จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และตรวจพบกระทำความผิดในการกักตุนน้ำมันของผู้ค้ามาตรา 7 และมาตรา 10

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนของการตรวจสอบทางต้นทาง ตนขอยกเคสการดำเนินการที่จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางมีเรือขนบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปที่จังหวัดคลังน้ำมัน 6 แห่ง ใน จ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันจำนวนทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางก็มีน้ำมันหายไปบางส่วน มีน้ำมันถึงปลายทางในคลังของจ.สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 160 ล้านลิตร ซึ่งหายไปจำนวนทั้งสิ้น 57 ล้านลิตร นี่คือในส่วนของข้อมูลทางทะเล

ยึดมาตรฐานเดียวกัน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การดำเนินการในเรื่องของคดีต่างๆ เราจะดำเนินการเป็นรูปแบบเดียวกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเราจะเอาเคสจ.สุราษฎร์ธานี ดำเนินการเกี่ยวกับขนถ่ายทางทะเล ในมาตรการในการต่างๆโดยเอกสารต่างๆ เราได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทั้งหมดแล้วเกี่ยวกับเรื่องตั้งแต่ น.ม.9 แบบรายงานการจ่ายน้ำมันภายในประเทศ (สถานีต้นทาง) น.ม 10 เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ การคงคลังเกินเวลาจำเป็น การเดินทางเกินเวลาที่จำเป็น ในส่วนนี้ก็จะให้ทางดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ แล้วก็ดำเนินการ จะมีการเรียกมาสอบปากคำหากพบการกระทำผิดก็จะแจ้งข้อหาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า โดยจะมีชุดป้องกันการกักตุนน้ำมัน และหลังจากนี้จะตั้งวอร์รูมที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และจะรายงานข้อมูลในเรื่องของปริมาณน้ำมันทุกระบบ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบ ประเทศไทยสามารถผลิตเองได้จำนวนเท่าไหร่ เป็นตัวเลขที่เราจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

โรงกลั่นไม่มีส่วนกักตุน

เมื่อถามว่า สรุป โรงกลั่นไม่เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ทั้งนี้ ในส่วนโรงกลั่น ได้เข้าทำการตรวจสอบทั้งระบบเอกสาร และพิสูจน์ทราบภายในถังน้ำมัน ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน จะมีน้ำมันเหลือคงถังเพียงแค่ที่เขาไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้เท่านั้นเอง

เมื่อถามว่า ในส่วนของเรือน้ำมันที่พบเวลาเดินทางเกินปกติ สามารถเข้าไปยึดหรืออายัดน้ำมันไว้ได้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตรวจสอบแล้วน้ำมันก็อยู่ที่คลังแล้ว ในการเดินทางเรายังไม่สามารถไปยึดได้ เพราะไม่ได้กระทำผิดยังไง นอกจากว่าเป็นในส่วนที่เราดำเนินคดีในพื้นที่จ.อ่างทอง อ.แม่สอด จ.นครสวรรค์

ประวิงเวลาเดินเรือ

พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ กล่าวว่า จากสถานการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงในห้วงเดือนมี.ค. จากการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ถึงมาตรการงดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งได้มีประกาศออกไปเมื่อ 6 มี.ค.นั้น พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบ สกัดการส่งออกน้ำมันทางทะเลมาโดยตลอด

พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ในช่วงมี.ค. มีการเน้นย้ำการปฏิบัติ ซึ่งเกิดเหตุการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จากภาวะสงครามทำให้การขนส่งน้ำมันขาดตอน และเกิดภาวะการกักตุนน้ำมันในประเทศไทย ซึ่ง ศรชล.ได้ร่วมกับหน่วยต่างๆ ลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะใน จ.สุราษฎร์ธานี ในส่วนของเส้นทาง พฤติกรรม การเดินเรือที่มีการขนส่งน้ำมัน เส้นทางเดินเรือทางทะเลของไทย

ทอดสมอเป็นเวลานาน

จากการตรวจสอบการวิเคราะห์จากฐานข้อมูล ในเดือนมี.ค. มีเที่ยวเรือ 96 เที่ยว พบความผิดปกติในการเดินเรือ จากการเปรียบเทียบจากการเดินเรือปกติ มีการเดินเรือช้าขึ้นกว่าเดิมอยากมีนัย ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดการกักตุนน้ำมัน ด้วยการชะลอการเดินทาง หรือการประวิงเวลาการเดินเรือ พบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือผิดปกติจากเดิมที่เคยเดินเรือ 1 วัน มีจำนวน 13 เที่ยว มีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 35,764,709 ลิตร ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณมาก แม้จะเป็นเพียงแค่ 1 วัน แต่มูลค่าของการปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทำให้มีมูลค่าสูง และอีกกลุ่มจะใช้เวลาปกติ ช้าลง 2 วัน มีอยู่จำนวน 7 เที่ยวเรือ ซึ่งมีปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 16,235294 ลิตร ซึ่งหากรวมทั้ง 2 กลุ่มมีอยู่ประมาณ 50 ล้านลิตร ถือเป็นปริมาณน้ำมันที่มีนัย จะต้องมีการตรวจสอบต่อไป

นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของศรชล. ได้พบพฤติกรรมของเรือบางกลุ่มมีการเทียบเรือกลางทะเลเป็นเวลานาน ทั้งตามแนวชายแดนและฝั่งไทย ซึ่งอาจจะมีการขนถ่ายน้ำมัน ซึ่งในเบื้องต้นมีการตรวจสอบข้อมูลแล้ว แต่อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยละเอียด และจะดำเนินการต่อ หากพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่ง ศรชล.มีการดำเนินการในการตรวจสอบเส้นทาง หลังจากนั้น ศรชล.จะประสานกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) การส่งข้อมูลต่างๆ เพื่อที่จะดำเนินการให้มีผลทางคดี หากมีการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย

ตรวจเข้มกว่าปกติ

เสนาธิการทหารเรือ กล่าวอีกว่า ตนขอยืนยันในฐานะเลขาธิการศรชล. ในการปฏิบัติ เราเน้นเรื่องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทั้งในการปฏิบัติของ ศรชล. และทางกองทัพเรือ ฉะนั้นตนยืนยันว่า นโยบายของรัฐบาล และศรชล. มีการตรวจสอบการเดินเรืออย่าง เข้มข้น และจะไม่ให้มีการลักลอบการขนส่งน้ำมัน ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล การปฏิบัติของศรชล. ช่วงนี้เข้มข้นกว่าปกติ และจะไม่ให้มีการเล็ดลอดออกไปเป็นอันขาด

ตรวจสอบคลังน้ำมันเพิ่ม

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปนม.ตร.) กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายดูเรื่องสถานีบริการต่างๆในวิกฤติน้ำมันขาดแคลน โดยในช่วงที่เกิดเหตุวิกฤติ จากการสุ่มสถานีบริการที่มีการปิดตัวลง เรามีการย้อนลงไปว่ามีคลังน้ำมันไหนบ้างที่ทำหน้าที่ในการส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการต่างๆ พบว่า มี สถานีบริการทั้งหมด 27 แห่ง 12 จ็อบเบอร์ ที่ทำหน้าที่ส่งไปยังสถานีบริการน้ำมันที่ปิดตัวลง จากจำนวน 39 แห่ง ที่ตรวจสอบทั้งหมด พบว่ามี 6 แห่งที่น่าสงสัย และเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมัน และมีการจับกุมเพิ่มเติมในการขนส่ง

ภาคเหนือชลอจ่ายน้ำมัน

พล.ต.อ.ธัธชัย กล่าวว่า ตัวอย่าง ที่น่าเชื่อว่ามีการกักตุน ประเด็นแรก การที่มีน้ำมันในคลังแต่จ่ายน้อยลง เราพบว่าบางคลัง ปกติในเดือน ก.พ.จะดำเนินการจ่ายน้ำมันอยู่ 18 ล้านลิตร แต่เดือน มี.ค. พบจ่ายลดลงเหลือแค่ 11 ล้านลิตร ซึ่งที่ผ่านมาโรงกลั่นได้มีการส่งน้ำมัน และการกลั่นน้ำมัน 100% ไม่มีการขาดในตลาด แต่พอไปถึงคลังมีการจ่ายผิดปกติ ลักษณ์เก็งกำไร ซึ่งมีคลังหนึ่งทางภาคเหนือปกติจ่ายน้ำมัน 2 ล้านกว่าลิตรต่อวัน แต่ช่วงวิกฤติพบจ่ายอยู่แค่ประมาณ 1.2 ล้านลิตร เราจึงตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันต่างๆในภาคเหนือตอนล่าง พบว่ามีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันอย่างมาก จึงน่าเชื่อว่า มีส่วนในการกักตุน อีกส่วนพบว่าบางคลังไม่มีน้ำมันประมาณ 4 แห่งที่ไม่มีน้ำมัน และถูกลดโควตาลง ขณะที่โรงกลั่นมีการส่งน้ำมันอย่างเต็มที่ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม อาจเป็นการนำน้ำมันไปไว้ที่อื่นหรือมีประเด็นอื่น อย่างไรเรากำลังตรวจสอบ ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้คลังน้ำมันไม่มีน้ำมันจ่ายมา ในขณะที่โรงกลั่นมีการจ่ายน้ำมันมา

ไม่ยอมจำหน่ายหน้าปั้ม

พล.ต.อ.ธัธชัย กล่าวว่า เราตรวจสอบพบจับกุมสถานีบริการน้ำมัน ใช้วิธีการสั่งน้ำมันแต่ไม่ลงน้ำมัน กลับข้ามไปจำหน่ายบริเวณภายนอก ซึ่งได้ราคามากกว่าหน้าปั๊ม 10 บาท เช่น ส่งให้ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเกษตรกรรม โดยไม่จำหน่ายหน้าปั๊ม ซึ่งเรามีการจับกุมเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาช่วงวิกฤติ พบว่ามีสถานีบริการน้ำมันได้สั่งน้ำมันไปลงที่ลาดกระบัง แต่แท้จริงไปลงที่นครสวรรค์และพบว่ามีการกักตุนน้ำมันบริเวณหลังปั้ม ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมแบบนี้อยู่หลายที่ ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลส่วนเรื่องการส่งออกมีการลักลอบส่งออกที่ อ.แม่สอด มีการลักลอบใช้รถบรรทุกน้ำมันจำนวน 40,000 ลิตร ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งที่เราตรวจพบ และจะมีการขยายผลเรื่องการลักลอบส่งออก

ลอบขนน้ำมันโยนศุลกากร-ตร.

เมื่อเวลา15.15น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้เรียก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ตึกไทยคู่ฟ่า ทำเนียบรัฐบาล

โดยเลขาฯศอ.บต.กล่าวถึงเรื่องการลักลอบส่งน้ำมันออกนอกประเทศนั้นว่าเป็นเรื่องของศุลกากรและตำรวจ ศอ.บต.ดูเรื่องพัฒนา ซึ่งยอมรับว่าในภาคใต้มีปัญหาเรื่องน้ำมันอยู่บ้าง โดยทางดีเอสไอ ได้ลงพื้นที่ไปแล้วและทางจังหวัดก็ลงพื้นที่สุ่มตรวจ ดังนั้น เรื่องภาวการณ์กักตุน ไม่น่าจะมีปัญหา

ดีเซล47.74บาท/ลิตร

หลังจากที่เมื่อวันที่ 2 เม.ย. คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซลลง 3.51 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร น้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร ถือเป็นการปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร รวมไปถึงยังมีหลายฝ่ายกังวลถึงค่าการกลั่นที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 14 บาท/ลิตร

ชี้วิกฤตรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในขณะนี้ว่า เป็นวิกฤตที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยานจากสถานการณ์ปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชนติดลบแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แม้จะมีวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทรองรับได้ประมาณอีก 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง

“วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากในประวัติศาสตร์ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ประกอบการ และประชาชน กระทรวงพลังงาน พยายามอย่างเต็มที่ในการหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกิน หรือ Windfall มาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะให้ความร่วมมือ” นายประเสริฐ กล่าว

การันตีน้ำมันเพียงพอช่วงสงกรานต์

น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก. แถลงผลการประชุม ศบก.ว่าในเรื่องพลังงาน ในที่ประชุม ศบก.ราบรื่นดีโดยกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปั๊มน้ำมันต่างๆ จะไม่ขาดแคลนน้ำมันถ้าประชาชนใช้ในปริมาณปกติเช่นเดียวกับปีที่ผ่าน ๆ มา อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงคมนาคมได้มีการเตรียมแผนสำรองเอาไว้ โดยจะมีรถน้ำมันไปให้บริการเป็นจุดสำรองต่างๆ ในกรณีที่มีการใช้มากในบางพื้นที่ด้วย

โฆษก ศบก. กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีข่าวดีเช่นกัน ในเรื่องการดูแลราคาสินค้าและบริการตามกรอบกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์ทำได้ เรื่องการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าและบริการ หากร้านไหนไม่ปิดป้ายแสดงสินค้าจะเป็นความผิด เรื่องของการจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินสมควรหรือการกักตุนสินค้า จะมีกฎหมายดำเนินการได้ ขอให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นการกระทำดังกล่าวให้แจ้งที่สายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 ขณะเดียวกัน ยังมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงการธงฟ้าราคาประหยัด ขณะนี้เริ่มมีการนำสินค้าอุปโภคบริโภครายการสำคัญมาลดราคาแล้ว

ชาวนาบางส่วนอาจต้องหยุดทำนา

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยกล่าวว่า ราคาน้ำมันดีเซลวันนี้อยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตร คาดว่า อีกไม่นานจะแตะระดับลิตรละ 50 บาทซึ่งอยู่ในระดับสูงและกดดันต้นทุนภาคการเกษตรโดยตรง ขณะเดียวกัน ยังพบปัญหาการเข้าถึงน้ำมันในบางพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดอุทัยธานีที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ทำให้เกษตรกรจัดหาน้ำมันเติมรถเกี่ยวข้าวได้ไม่เพียงพอ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การเก็บเกี่ยวล่าช้าและเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของผลผลิต พร้อมกันนี้ ราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิตยังอยู่ในระดับสูง สวนทางกับราคาข้าวเปลือกที่ยังอยู่ในระดับประมาณ 5,000–6,000 บาทต่อตัน ทำให้รายได้สุทธิของเกษตรกรลดลง และอาจทำให้บางส่วนจำเป็นต้องหยุดทำนา ซึ่งจะส่งผกระทบต่อรายได้ ค่าครองชีพ และภาระหนี้สินในระยะต่อไป

แท็กซี่เบตง-ยะลาจ่อขึ้นค่าโดยสาร

ที่คิวรถแท็กซี่ยะลา เบตง นายมนัส บือนา นายคิวรถแท็กซี่ ยะลา – เบตง เปิดเผยว่า ในช่วงหลังวันที่ 6 เม.ย.2569อาจจะมีการปรับราคาค่าโดยสารขึ้นซึ่งในวันนี้ยังคงตรึงราคาค่าโดยสารคนละ 230 บาทในอัตราเดิม เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากนั้นจะมีการประชุมหารือของผู้ประกอบการรถแท็กซี่ยะลา – เบตง หลังวันที่ 6 เม.ย. ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดีเซลยังคงปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็จะพิจารณาปรับเพิ่มค่าโดยสาร เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

มะนาวเบตงพุ่งกิโลละ 140 บาท

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าเกษตร ที่ตลาดเทศบาลเมืองเบตง จังหวัดยะลา พบว่า มะนาว มีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการร้านอาหารต้องปรับตัวอย่างหนัก โดยพบว่า ราคามะนาวคุณภาพดี โดยเฉพาะมะนาวแป้นรำไพ ที่มีจุดเด่นเรื่องเปลือกบาง น้ำเยอะ และกลิ่นหอม ราคาจำหน่ายพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 130 – 140 บาท ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ช่วงนี้ มะขามเปียก กลายเป็นสินค้าขายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีราคาถูกกว่าและสามารถใช้ทดแทนมะนาวได้

ทำเนียบฯลงตัว! อนุทิน จ่อตั้ง อรรถพล-เพิ่มพูน นั่งที่ปรึกษานายกฯ

ทำเนียบฯลงตัว! อนุทิน จ่อตั้ง อรรถพล-เพิ่มพูน นั่งที่ปรึกษานายกฯ

ทำเนียบฯลงตัว! อนุทิน จ่อตั้ง อรรถพล-เพิ่มพูน นั่งที่ปรึกษานายกฯ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.21 น.

ทำเนียบฯลงตัว ! แบ่งห้องทำงานรองนายกฯ-รมต.ประจำสำนักนายกฯ ด้าน“วันนอร์”นั่งตึกบัญชาการ 2 จ่อตั้ง“อรรถพล-เพิ่มพูน”นั่งที่ปรึกษานายกฯ

วันที่ 3 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคณะรัฐมนตรี อนุทิน 2 ในส่วนของรองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ห้องทำงานจะอยู่ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด ถือว่าส่วนใหญ่ลงตัวแล้ว

โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ใช้ห้องทำงานเดิมที่ชั้น 4  ขณะชั้นเดียวกัน จะมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งใช้ห้องเดิมของนายโสภณ ซารัมย์ อดีตรองนายกฯ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ชั้น 4 เช่นกัน

ส่วนชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 เป็นห้องทำงานนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ซึ่งใช้ห้องเดิมตั้งแต่ครม.อนุทิน 1 และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์  ใช้ห้องทำงานเดิมของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกฯ และมี 3 รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายภราดร ปริศนานันทกุล ร่วมอยู่ชั้น 3

ส่วนชั้น 2 เป็นห้องทำงานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ห้องทำงานเดิมของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขณะที่ชั้น 1
เป็นห้องทำงานของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จากพรรคเพื่อไทย(พท.) ซึ่งเคยเป็นห้องทำงานเดิมของนายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรองนายกฯ

ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เบื้องต้นห้องทำงานจะใช้ที่ตึกสำนักนายกรัฐมนตรี(สลน.) ฝั่งตรงข้ามตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) ซึ่งได้มีการปรับปรุงใหม่

ส่วนนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภาและที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ซึ่งจะมานั่งเป็นประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จะนั่งทำงานที่ตึกบัญชาการ 2

ขณะเดียวกัน มีรายงานด้วยว่า นายกรัฐมนตรี เตรียมตั้งนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน และพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอนุทิน 2 ด้วย

ครม.นัดพิเศษ อาจมีหารือเรื่องวิกฤตน้ำมัน เหตุเรื่องเร่งด่วน พร้อมถกเตรียมแถลงนโยบาย

ครม.นัดพิเศษ อาจมีหารือเรื่องวิกฤตน้ำมัน เหตุเรื่องเร่งด่วน พร้อมถกเตรียมแถลงนโยบาย

ครม.นัดพิเศษ อาจมีหารือเรื่องวิกฤตน้ำมัน เหตุเรื่องเร่งด่วน พร้อมถกเตรียมแถลงนโยบาย

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.44 น.

เลขาฯครม.เข้าพบนายกฯ หารือเตรียมพร้อมประชุมครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.ถกเตรียมนโยบายรัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา เผยอาจหารือแก้วิกฤติพลังงาน เหตุเรื่องเร่งด่วน แต่ขอดูข้อกม.ก่อน พร้อมจ่อประชุมครม.นัดแรก 11 เม.ย.

เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเข้าพบนายกรัฐมนตรีว่า เป็นการหารือเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิเศษ ในวันที่ 6 เม.ย. ที่จะมีการหารือในเรื่องหลักๆ ถึงการเตรียมนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการแถลงต่อรัฐสภา ในวันที่ 9 – 10 เม.ย. เพราะ ครม. ต้องเห็นชอบก่อนที่จะไปแถลงต่อรัฐสภา และเรื่องทั่วไปอย่างเรื่องระเบียบวาระการประชุม เวลาการประชุม ห้องประชุม ครม.

นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า รวมถึง อาจจะมีการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ อย่างเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องรอดูว่าสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ส่งรายชื่อมาหรือยัง

เมื่อถามว่า การประชุม ครม. พิเศษจะมีโอกาสได้หารือถึงการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันในขณะนี้ด้วยหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า มีสิทธิ เพราะเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากมีผลกระทบทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องดูข้อกฎหมายว่าจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน แต่เรื่องนี้ทางนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ดูให้อยู่แล้วในเรื่องของกฎหมายว่าอันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้

นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า สำหรับตำแหน่งข้าราชการการเมืองขณะนี้ยังไม่มีการส่งรายชื่อมาเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติแต่อย่างใด โดยต้องตรวจสอบเข้มเช่นเดียวกับ ครม. ผ่าน 7 หน่วยงาน 14 ข้อ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว จะมีการประชุมครม.นัดแรก ในวันที่ 11 เม.ย.

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม รับมือวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม รับมือวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติม รับมือวิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.13 น.

‘ปลัด มท.’ สั่ง ‘ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ’ ดันขับเคลื่อน 4 มาตรการเพิ่มเติมบรรเทาผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง ยึดครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย  ‘คุมเข้มราคาสินค้าเกษตร – รณรงค์ใช้ยานพาหนะสาธารณะ – ดูแลเส้นทาง – ความพร้อมสถานีบริการน้ำมันให้เพียงพอ‘ รับการเดินทางช่วงเทศกาล ’สงกรานต์‘

3เม.ย.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางของกระทรวงมหาดไทย (ศบก.มท.) เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้ขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้เร่งยกระดับมาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนจากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพราคาพลังงานและภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในวงกว้าง

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกิดผลเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทุกมิติ ตนได้ลงนามในโทรสารสั่งการด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ให้เร่งดำเนินการใน 4 มาตรการสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ 1. การกำกับดูแลต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่สุ่มตรวจและควบคุมราคาปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าและการฉวยโอกาสขึ้นราคาที่เป็นการเอาเปรียบเกษตรกร โดยกำชับว่าหากพบการกระทำผิดให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดไม่มีข้อยกเว้น 2. บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อเร่งรัดมาตรการลดภาระค่าครองชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการขนส่ง กลุ่มเปราะบาง และประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า 3. ดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการอย่างเคร่งครัด ทั้งการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work From Home) มาตรการประหยัดพลังงานโดยใช้ทรัพยากร และพลังงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า และงดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ และ 4. บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการสาธารณะในการเดินทางไป – กลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจัดหารถโดยสารสาธารณะและเพิ่มจำนวนเที่ยวการเดินทางให้เหมาะสมและเพียงพอ และกำหนดจุด/สถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้รถโดยสารสาธารณะสามารถเติมน้ำมันได้อย่างเพียงพอครอบคลุมทุกพื้นที่การเดินทาง เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดการใช้พลังงาน

นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ใช้กลไกมหาดไทยในระดับพื้นที่ สื่อสารสร้างความเข้าใจและเข้าถึงพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันทุกพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมสนับสนุนและบูรณาการทุกสรรพกำลังในการยกระดับเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทำให้พี่น้องประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในเร็ววัน

เพื่อไทย จับมือ Tesla รุกฆาตเทคโนโลยี Physical AI ปั้นไทยสู่ฮับหุ่นยนต์และยานยนต์อัจฉริยะ

เพื่อไทย จับมือ Tesla รุกฆาตเทคโนโลยี Physical AI ปั้นไทยสู่ฮับหุ่นยนต์และยานยนต์อัจฉริยะ

เพื่อไทย จับมือ Tesla รุกฆาตเทคโนโลยี Physical AI ปั้นไทยสู่ฮับหุ่นยนต์และยานยนต์อัจฉริยะ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.09 น.

เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ณ Tesla Center กรุงเทพฯ ตัวแทนพรรคเพื่อไทยนำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าพบและหารือกับผู้บริหารระดับภูมิภาคของ Tesla นำโดย Hadri Haris ซึ่งเป็น Lead – Public Affairs & Business Development (Southeast Asia Region) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบาย และทิศทางเทคโนโลยีในอนาคตของประเทศไทย และเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนระดับโลก ในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูงในอนาคต

นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยภายหลังการหารือว่า การหารือครั้งนี้ ครอบคลุมประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะในบริบทของการพัฒนาเทคโนโลยี “Physical AI” ซึ่งเป็นการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับระบบทางกายภาพ เช่น หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และยานยนต์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกในปัจจุบัน

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการ “ยกระดับทุนมนุษย์” ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอในการจัดทำ Internship Program ร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ตลอดจนการร่วมกันพัฒนา “Maker Space” กับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย และบุคลากรไทย ได้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์การทำงานจริงในระดับสากล

ขณะเดียวกัน การหารือยังครอบคลุมถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่นๆ ที่มีศักยภาพในอนาคตระยะยาว โดยเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเชิงนโยบาย ทรัพยากรมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างเต็มรูปแบบ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

สำหรับคณะผู้แทนพรรคเพื่อไทยที่เข้าร่วมการหารือประกอบด้วย ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย, ฉัตริน จันทร์หอม อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, เอนกชัย เรืองรัตนากร ผู้อำนวยการด้านแคมเปญและเครือข่ายสัมพันธ์ พรรคเพื่อไทย และ กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ผู้อำนวยการด้านวิจัยและนโยบาย พรรคเพื่อไทย

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

พรรคเล็ก พร้อมใจดัน บุญรวี อังสณา เป็น วิปรัฐบาล หนุนการทำงานของรัฐบาลในสภาฯ

พรรคเล็ก พร้อมใจดัน บุญรวี อังสณา เป็น วิปรัฐบาล หนุนการทำงานของรัฐบาลในสภาฯ

พรรคเล็ก พร้อมใจดัน บุญรวี อังสณา เป็น วิปรัฐบาล หนุนการทำงานของรัฐบาลในสภาฯ

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

3 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สส.16 คน จาก 12 พรรคการเมือง ประกอบด้วย สส.พรรคเศรษฐกิจ 3 คน พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 คน พรรคเพื่อชาติไทย 2 คน พรรครวมใจไทย พรรคใหม่ พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคมิติใหม่ พรรคไทยสร้างไทย พรรครวมพลังประชาชน พรรคทางเลือกใหม่ และพรรคโอกาสใหม่ พรรคละ 1 คน ได้ร่วมกันแสดงเจตจำนงสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการเสนอให้นายบุญรวี ยมจินดา สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมใจไทย และน.ส.อังสณา นิยมวณิชกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เป็นคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล)

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับวิปรัฐบาล ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการบริหารจัดการเสียงในสภา ด้วยจะทำหน้าที่ประสานงานและขับเคลื่อนงานสภา ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมกับควบคุมเสียงสนับสนุน และดูแลให้สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลให้มาประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง พร้อมควบคุมการลงคะแนนเสียง ให้เป็นเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน ตามแนวทางของรัฐบาล เพื่อให้ร่างกฎหมายหรือญัตติสำคัญผ่านความเห็นชอบ รวมทั้งวางแผนวาระประชุม โดยพิจารณาระเบียบวาระการประชุมสภาประจำสัปดาห์ เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานและแจ้งให้สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลทราบก่อนการประชุม และที่สำคัญอีกประการ คือ การทำหน้าประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลในการลงมติเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมควบคุมสมาชิกในพรรค หรือพรรคร่วมรัฐบาลให้มาประชุมสภา เพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนเพียงพอในการลงมติ

พรรคเล็ก

ด้านนายบุญรวี กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ สส.ทั้ง 16 ท่าน จาก 12 พรรคการเมือง ที่ไว้วางใจให้ตนมาทำหน้าที่วิปรัฐบาล การได้รับเสนอให้แต่งตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่คือภารกิจในการขับเคลื่อนกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนให้เกิดขึ้นจริง หัวใจสำคัญของวิปรัฐบาลคือ การประสานความเห็นที่แตกต่างให้เป็นพลัง ขอยืนยันว่า ตนจะใช้ประสบการณ์ในการทำงานการเมืองเข้ามาร่วมกับเพื่อนสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อให้งานนิติบัญญัติเดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีเอกภาพที่สุด

“การเป็นวิปรัฐบาลของผม จะไม่ได้ทำงานแค่คุมเสียงโหวต แต่จะเน้นการทำงานเชิงคุณภาพ เพื่อให้การประชุมสภาฯเป็นไปอย่างโปร่งใส รวดเร็ว และตอบโจทย์วิกฤตของประเทศ ประชาชนจะได้เห็นภาพลักษณ์ของสภาฯที่ตั้งใจทำงานเพื่อเขาจริงๆ แม้จะเป็นวิปรัฐบาล แต่ผมก็พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้าน เพราะเป้าหมายสุดท้าย คือการพิจารณากฎหมายที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติ” นายบุญรวี กล่าว

พุธิตา ชัยอนันต์ โพสต์เดือด อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น

พุธิตา ชัยอนันต์ โพสต์เดือด อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น

พุธิตา ชัยอนันต์ โพสต์เดือด อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.48 น.

วันที่ 3 เม.ย.2569 น.ส.พุธิตา ชัยอนันต์ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต 4 พรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊ก Phuthita Chiaianun-พุธิตา ชัยอนันต์ ระบุว่า [ หรือลมหายใจของชาวเชียงใหม่ไม่มีค่าพอที่จะอยู่ในวาระเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้เลย? อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น!! ]

เวลาผ่านพ้นไปกว่า 50 ชั่วโมงแล้ว หลังจากที่พวกเราพยายามอภิปรายและนำเสนอญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสะท้อนความตายที่ผ่อนส่งผ่านอากาศที่พวกเราหายใจ แต่ดูเหมือนว่า “ลมหายใจของชาวเชียงใหม่” จะไม่มีค่าเพียงพอที่จะถูกบรรจุอยู่ในวาระเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้

พุธิตา ชัยอนันต์

ถึงท่านนายกรัฐมนตรี และท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชาชนจ้างพวกท่านมาเพื่อเป็นที่พึ่งในยามวิกฤต ไม่ใช่ให้มาทอดทิ้งให้พวกเราต้องสู้กันเองตามยถากรรมในทะเลฝุ่นเช่นนี้ เลิกแก้ปัญหาแบบ “ผักชีโรยหน้า” ในฐานะ สส. เชียงใหม่ ดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนยุทธศาสตร์การทำงานโดยด่วน ต้องประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติฝุ่นทั้งจังหวัด และทุกจังหวัดที่ประสบวิกฤตฝุ่นพิษในตอนนี้ รัฐบาลต้องหยุดวิธีประกาศเขตภัยพิบัติไฟป่าแบบ “แยกส่วน” หรือประกาศทีละอำเภอเหมือนที่เป็นอยู่ 

เพื่อให้ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเบิกจ่ายงบประมาณฉุกเฉิน จัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงทรัพยากรส่วนกลางได้ทันที ไม่ต้องรอขั้นตอนธุรการที่ล่าช้าท่ามกลางวิกฤตชีวิต มาตรการเร่งด่วนขณะนี้ คนเชียงใหม่เราต้องการอากาศหายใจที่ปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ห้องปลอดฝุ่นให้กับเด็กเล็กและกลุ่มเปราะบางหน้ากาก N95 ที่ทั่วถึง และแผนปฏิบัติการดับไฟป่าที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยพร้อมทั้งดูแลสวัสดิภาพของคนที่อยู่หน้างานดับไฟป่า รัฐบาลต้องตอบคำถามชาวเชียงใหม่ให้ชัดว่า ท่านจะรอให้สถิติผู้ป่วยมะเร็งปอดพุ่งสูงขึ้นกว่านี้ หรือจะใช้อำนาจที่มีในมือช่วยรักษาชีวิตประชาชนเดี๋ยวนี้?อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น

พุธิตา ชัยอนันต์
พุธิตา ชัยอนันต์

กรณ์ หนุน เอกนิติ ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์

กรณ์ หนุน เอกนิติ ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์

กรณ์ หนุน เอกนิติ ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.28 น.

นายกรณ์ จาติกวณิช  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า  ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีคลังเอกนิติ  พร้อม 2 ข้อเสนอหลัก และ 7 ข้อต้องพิสูจน์ 

ผมดีใจที่ท่านเอกนิติได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน ‘คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง‘ (คตร.) และหวังว่าจะได้เห็นข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ผมและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความเห็นว่า หนึ่งเดือนที่ผ่านมาประชาชนได้แบกภาระราคานํ้ามันที่สูงเกินควร เพียงฝ่ายเดียว

ราคานํ้ามันที่สูงมากมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ

1. ราคานํ้ามันในตลาดโลกที่สูงขึ้น
2. ค่าการกลั่นที่สูงมากกว่าปกติ
3. อัตราภาษีที่สูงต่อเนื่อง

คตร. ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า

1. ต้นทุนนํ้ามันดิบของโรงกลั่นที่แท้จริงคือเท่าไร?
2. ราคาที่โรงกลั่นได้ซื้อจริงหลังจากที่ราคาตลาดโลกได้เริ่มปรับสูงขึ้น เป็นราคาที่ต่างกับราคาอ้างอิงในการคำนวณค่าการกลั่นอย่างไร
3. ราคาที่ trader ในเครือของโรงกลั่นได้ซื้อจริงและขายต่อให้โรงกลั่น ว่ามีการ transfer ถึงโรงกลั่นในราคาที่มีส่วนกำไรหรือไม่?
4. ค่าขนส่ง ‘ทิพย์‘ ที่สมมุติว่ามีการส่งจากสิงคโปร์นั้นคิดเป็นเท่าไร?
5. ต้นทุนการกลั่นที่แท้จริงของโรงกลั่นนั้นเท่าไร?
6. ส่วนกำไรของโรงกลั่นที่เกิดจากค่าการกลั่นที่ผิดปกติในช่วงเดือนที่ผ่านมา เทียบกับช่วงปกติต่างกันอย่างไร
7.  ข้อมูลปริมาณสต็อกน้ำมัน ที่เข้าออกคลังน้ำมันของผู้ค้าในแต่ละวัน

โดยต้องเปิดเผยทั้งหมดต่อสาธารณะเพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ในภาวะวิกฤตนี้

หากพบว่ามีส่วนกำไรเกินปกติ ผมคิดว่าทางรัฐบาลมีทางเลือกหลัก สองทาง คือ

1. ปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่นตามที่เหมาะสม

2. และ/หรือเก็บ ’ภาษีลาภลอย’ เพื่อเรียกคืนส่วนต่างตามที่เหมาะสม และใช้รายได้ภาษีในการลดภาระหนี้กองทุนนํ้ามันโดยตรง
และที่รัฐบาลควรทำเพิ่มเติมคือปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างมีนัย โดยที่ประชาธิปัตย์เสนอว่าในส่วนของภาษีสรรพสามิตควรปรับลด 6 บาท ย้อนหลังเป็นระยะเวลาเบื้องต้นรวม 3 เดือน
เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ วันนี้มีอย่างน้อยสองประเทศได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามันแล้ว เช่นอินโดนีเซียและออสเตรเลีย

ในขณะที่อินเดียและอังกฤษได้ประกาศใช้ภาษีลาภลอยแล้ว โดยที่ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศ EU กำลังพิจารณาข้อเสนอภาษีลาภลอยอยู่

กรณ์ หนุน เอกนิติ ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์

กรณ์ หนุน เอกนิติ ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน พร้อมเสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.28 น.

นายกรณ์ จาติกวณิช  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า  ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีคลังเอกนิติ  พร้อม 2 ข้อเสนอหลัก และ 7 ข้อต้องพิสูจน์ 

ผมดีใจที่ท่านเอกนิติได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน ‘คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง‘ (คตร.) และหวังว่าจะได้เห็นข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ผมและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความเห็นว่า หนึ่งเดือนที่ผ่านมาประชาชนได้แบกภาระราคานํ้ามันที่สูงเกินควร เพียงฝ่ายเดียว

ราคานํ้ามันที่สูงมากมาจาก 3 สาเหตุหลักคือ

1. ราคานํ้ามันในตลาดโลกที่สูงขึ้น
2. ค่าการกลั่นที่สูงมากกว่าปกติ
3. อัตราภาษีที่สูงต่อเนื่อง

คตร. ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า

1. ต้นทุนนํ้ามันดิบของโรงกลั่นที่แท้จริงคือเท่าไร?
2. ราคาที่โรงกลั่นได้ซื้อจริงหลังจากที่ราคาตลาดโลกได้เริ่มปรับสูงขึ้น เป็นราคาที่ต่างกับราคาอ้างอิงในการคำนวณค่าการกลั่นอย่างไร
3. ราคาที่ trader ในเครือของโรงกลั่นได้ซื้อจริงและขายต่อให้โรงกลั่น ว่ามีการ transfer ถึงโรงกลั่นในราคาที่มีส่วนกำไรหรือไม่?
4. ค่าขนส่ง ‘ทิพย์‘ ที่สมมุติว่ามีการส่งจากสิงคโปร์นั้นคิดเป็นเท่าไร?
5. ต้นทุนการกลั่นที่แท้จริงของโรงกลั่นนั้นเท่าไร?
6. ส่วนกำไรของโรงกลั่นที่เกิดจากค่าการกลั่นที่ผิดปกติในช่วงเดือนที่ผ่านมา เทียบกับช่วงปกติต่างกันอย่างไร
7.  ข้อมูลปริมาณสต็อกน้ำมัน ที่เข้าออกคลังน้ำมันของผู้ค้าในแต่ละวัน

โดยต้องเปิดเผยทั้งหมดต่อสาธารณะเพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ในภาวะวิกฤตนี้

หากพบว่ามีส่วนกำไรเกินปกติ ผมคิดว่าทางรัฐบาลมีทางเลือกหลัก สองทาง คือ

1. ปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่นตามที่เหมาะสม

2. และ/หรือเก็บ ’ภาษีลาภลอย’ เพื่อเรียกคืนส่วนต่างตามที่เหมาะสม และใช้รายได้ภาษีในการลดภาระหนี้กองทุนนํ้ามันโดยตรง
และที่รัฐบาลควรทำเพิ่มเติมคือปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างมีนัย โดยที่ประชาธิปัตย์เสนอว่าในส่วนของภาษีสรรพสามิตควรปรับลด 6 บาท ย้อนหลังเป็นระยะเวลาเบื้องต้นรวม 3 เดือน
เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ วันนี้มีอย่างน้อยสองประเทศได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามันแล้ว เช่นอินโดนีเซียและออสเตรเลีย

ในขณะที่อินเดียและอังกฤษได้ประกาศใช้ภาษีลาภลอยแล้ว โดยที่ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศ EU กำลังพิจารณาข้อเสนอภาษีลาภลอยอยู่

ส่องประวัติ คริส โปตระนันทน์ จากเด็กบ้านโป่งสู่สภาหอคอยงาช้าง

ส่องประวัติ คริส โปตระนันทน์ จากเด็กบ้านโป่งสู่สภาหอคอยงาช้าง

ส่องประวัติ คริส โปตระนันทน์ จากเด็กบ้านโป่งสู่สภาหอคอยงาช้าง

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.41 น.

หลังจากที่ คริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ หวิดวางมวย ปกรณ์วุฒิ สส. จากพรรคประชาชน กลางสภาเมื่อวาน ปมอ่านรายงานการเงินอุดหนุนผู้เคยเป็นสมาชิกสภาโดยใช้ AI ร่าง อย่าง ChatGPT จนกลายเป็นข่าวสนั่นลั่นทุ่งไปทั่วทั้งบ้านเมือง โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ที่ชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก

ซึ่งในวันนี้ ทืมข่าวแนวหน้าออนไลน์ ขออาสาพาทุกท่านไปรู้จักกับ คริส โปตระนันทน์ สส. บัญชีรายชื่อ จาก พรรคเศรษฐกิจ โดยเขาคนนี้เป็นนักกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายทั่วไป กฎหมายธุรกิจ กฎหมายป้องกัน ที่กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาว์นกันอยู่ ณ เวลานี้

คริส โปตระนันทน์

คริส โปตระนันทน์ เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2531 ที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ และไปเติบใหญ่ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และเมื่อ คริส มีอายุ 12 ปี เจ้าตัวได้เข้ามาร่ำเรียนที่กรุงเทพฯในระดับชั้นมัธยมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากนั้นไม่นานนัก คริสก็สอบเข้าได้ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ได้เกียรตินิยม สาขากฎหมายมหาชน

โดยหลังจากนั้นไม่นานนัก คริส โปตระนันทน์ ก็สอบเนติบัณฑิตได้ภายในเวลา 1 ปี แล้วไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านเศรษศาสตร์ เขาได้ทุนฟุลไบรท์ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบกลีย์ ที่สหรัฐอเมริกา ทางด้านกฎหมายในระดับปริญญาโท

คริส โปตระนันทน์

เส้นทางสู่เวทีการเมืองของ คริส โปตระนันทน์ เริ่มต้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2561 เมื่อ นาย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แนะนำเขา ต่อผู้เข้าร่วมประชุมว่าจะเป็นคนทำนโยบายด้านเศรษฐกิจในการประชุมใหญ่จัดตั้งพรรค

และเมื่อ พ.ศ. 2562 คริส ได้ลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของกรุงเทพมหานคร ได้เบอร์ 8 ใน เขต 6 โดยได้คะแนนไปถึง 23,980 คะแนน ซึ่งการลงเลือกตั้งครั้งนี้ของคริสได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากในโลกโซเชียล เพราะเจ้าตัวเน้นเข้าถึงประชาชนในพื้นที่และออนไลน์ โดยเขามีเอกลักษณ์ในการทำไลฟ์หาเสียงตามแคมเปญของเขาบนโลกโซเชียลมีเดีย

คริส โปตระนันทน์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2563  พรรคอนาคตใหม่ได้ประกาศผลักดันร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า เพื่อปลดล็อกอุตสาหกรรมสุราพื้นบ้าน โดย คริส รับหน้าที่ร่างกฎหมายนี้ร่วมกับ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร และทีมงานคนอื่น ๆ ของพรรคอนาคตใหม่

จนมาถึง ปีพ.ศ. 2563 พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ คริส โปตระนันทน์ ได้ปรากฎตัวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 กับการประชุมใหญ่ปรพจำปีของพรรคพลเมืองไทย และได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ในเวลานั้น พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อพรรคเป็น พรรคเส้นด้าย ก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 6 อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

คริส โปตระนันทน์

กระทั่งกาลเวลาหมุนแปรเปลี่ยนมาถึงปัจจุบันปี พ.ศ. 2569 คริส โปตระนันทน์ ชนะการเลือกตั้ง เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เข้าสู่รัฐสภาตามที่ปรากฎชื่อและภาพอยู่บนหน้าสื่อและโลกโซเชียลในเวลานี้

คริส โปตระนันทน์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก คริส โปตระนันทน์ – Chris Potranandana

เลขา ศอ.บต. ยอมรับ นายกฯเรียกถกปัญหาไฟใต้ ยันเกิดเหตุถี่ ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

เลขา ศอ.บต. ยอมรับ นายกฯเรียกถกปัญหาไฟใต้ ยันเกิดเหตุถี่ ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

เลขา ศอ.บต. ยอมรับ นายกฯเรียกถกปัญหาไฟใต้ ยันเกิดเหตุถี่ ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.22 น.

“เลขา ศอ.บต.”  ยอมรับ นายกฯ เรียกถกปัญหาชายแดนใต้พร้อมมอบนโยบายสำคัญ ยันเกิดเหตุถี่ไม่เกี่ยวเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ชี้หน้าที่คณะพูดคุย เจรจาหาพื้นที่ปลอดภัยประชาชนแล้วจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อเวลา 15.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้เรียก นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ตึกไทยคู่ฟ่า ทำเนียบรัฐบาล

นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีได้เรียกมาหารือ เกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนเรื่องของการรักษาความปลอดภัยกอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ดูแลอยู่แล้ว แต่เรื่องการเยียวยาเป็นสิ่งที่ศอ.บต. รับผิดชอบ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นถี่ในช่วงนี้ 

“วันนี้จะมีการพูดคุยถึงการพัฒนาหรือการแก้ไขยุทธศาสตร์ภาคใต้กับเหตุที่เกิดขึ้นเป็นหลัก ส่วนศอ.บต.จะดูเรื่องแผนการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมและการศึกษา รวมไปถึงการเยียวยา ทั้งนี้ศอ.บต. มีโมเดลที่จะเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องรอให้นายกรัฐมนตรีมอบนโยบายสำคัญบางเรื่องด้วย”

เมื่อถามว่าสิ่งที่นำมาเสนอจะมีส่วนกำหนดในนโยบายรัฐบาลหรือไม่ เลขาฯ ศอ.บต. ปฏิเสธพร้อมระบุว่านโยบายรัฐบาลมีอยู่แล้ว เรามีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งโดยหลักแล้วทำอย่างไรก็ได้ ให้ประชาชนยิ้มได้และลดความทุกข์ นั่นคือโจทก์ จากนี้ศอ.บต. จะต้องไปดูเรื่องเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้สอดรับกับการแก้ไขปัญหา 

เมื่อถามว่ามีอะไรจะเสริมนายกรัฐมนตรีเรื่องการแถลงนโยบายด้านความมั่นคงหรือไม่ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลเรื่องปัญหาชายแดนใต้ นายปิยะศิริ กล่าวว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และยาเสพติดเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอาจจะมีการเสนอทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งวันนี้เลขาธิการป.ป.ส. จะร่วมด้วย 

เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่รัฐบาลจะเอาการเมืองนำการทหารในการดูแลพื้นที่ภาคใต้ เลขา ศอ.บต. กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นผู้รับ แต่เข้าใจว่าการพัฒนาต้องควบคู่กับการทหารและเรื่องทางกฎหมาย เพราะเชื่อว่าการพัฒนาสุดท้ายแล้วจะนำพาความเจริญและความสุขนี่คือหน้าที่ของศอ.บต. 

เลขาฯศอ.บต.กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่มีการยกระดับการรักษาความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นไม่ได้ประมาท เพียงแต่ในพื้นที่ภาคใต้ไม่ใช่เพียงพื้นที่เมืองอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ป่าเขาซึ่งทุกคนต้องช่วยกัน 

เมื่อถามว่าที่เกิดเหตุถี่ในช่วงนี้เป็นเพราะช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลหรือไม่ เลขาฯศอ.บต. กล่าวว่าไม่ใช่เพราะปัจจัยในการเกิดเหตุมีหลายสาเหตุ พร้อมยืนยันว่าในพื้นที่ทำงานกันอย่างต่อเนื่องไม่น่าเกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวอย่างแน่นอน 

ส่วนเรื่องการลักลอบส่งน้ำมันออกนอกประเทศนั้น เลขาฯศอ.บต.กล่าวว่า
เป็นเรื่องของศุลกากรและตำรวจ ศอ.บต.ดูเรื่องพัฒนา ซึ่งยอมรับว่าในภาคใต้มีปัญหาเรื่องน้ำมันอยู่บ้าง โดยทางดีเอสไอได้ลงพื้นที่ไปแล้วและทางจังหวัดก็ลงพื้นที่สุ่มตรวจ ดังนั้นเรื่องภาวะการกักตุนไม่น่าจะมีปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามถึงคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ยังคงเดินหน้าพูดคุยอยู่หรือไม่ เพราะหลายคนวิจารณ์ว่าไม่มีความต่อเนื่อง นายปิยะศิริ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องจบที่การเจรจา และก็มีการพูดคุยกันมาโดยตลอด ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในคณะพูดคุยฯ แต่ในมุมของตนดูเรื่องการผลักดันการลดอุปสรรคของการพัฒนา ไม่ได้มีส่วนในมิติการก่อเหตุ เพื่อขอความร่วมมือฝ่ายตรงข้ามว่าต้องมีพื้นที่ปลอดภัยเพราะเงื่อนไขคือประชาชนต้องปลอดภัย คุณจะทำอะไรก็ทำ

ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการรับมือช่วงเทศกาลงสงกรานต์ เลขาฯศอ.บต. กล่าวว่า กอ.รมน.และทางจังหวัดมีการซ้อมแผนรองรับเผชิญเหตุอยู่แล้ว มีการดำเนินการเป็นพิกัด เพราะเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ใดๆ  นอกจากนี้ยังดูเรื่องของอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนกองกำลังทหารและตำรวจที่อยู่ในพื้นที่ก็มีการเพิ่มความเข้มงวดไม่อนุญาตให้ลาพัก และรวมไปถึงข้าราชการที่เป็นตำแหน่งหลักทั้งหมดด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าด้วยว่าช่วงเย็นวันนี้ ( 3 ม.ย.) นายอนุทิน พร้อมด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ จะเดินทางไปร่วมฟังสวดพระอภิธรรมศพ นางลำเนา อยู่บำรุง ภรรยา ร.ต.อ.เฉลิม อยูบำรุง อดีตรองนายกฯ ที่วัดบางบอน กรุงเทพฯ