แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

“นโยบายรัฐบาลมีอยู่แล้ว เรามีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งโดยหลักแล้วทำอย่างไรก็ได้ ให้ประชาชนยิ้มได้และลดความทุกข์ นั่นคือโจทย์ จากนี้ ศอ.บต. จะต้องไปดูเรื่องเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้สอดรับกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้”

นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร

เลขาธิการ ศอ.บต.

ทำเนียบฯ เตรียมพร้อมครม.ชุดใหม่ ล้างผนังด้านนอกตึกไทยคู่ฟ้า-ขยับปรับปรุงห้องตึกบัญชาการ 1

ทำเนียบฯ เตรียมพร้อมครม.ชุดใหม่ ล้างผนังด้านนอกตึกไทยคู่ฟ้า-ขยับปรับปรุงห้องตึกบัญชาการ 1

ทำเนียบฯ เตรียมพร้อมครม.ชุดใหม่ ล้างผนังด้านนอกตึกไทยคู่ฟ้า-ขยับปรับปรุงห้องตึกบัญชาการ 1

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.10 น.

ทำเนียบฯเตรียมพร้อมครม.ชุดใหม่ ล้างผนังด้านนอกตึกไทยคู่ฟ้า-ขยับปรับปรุงห้องตึกบัญชาการ 1 

วันที่ 4 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศทำเนียบรัฐบาล ก่อนนายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ในวันที่ 6 เม.ย. โดยในช่วงวันหยุด ได้มีเจ้าหน้าที่เข้ามาปรับปรุงอาคารสถานที่ โดยที่ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นที่ทำงานนายกฯ ได้มีการทำความสะอาดขัดล้างตะไคร่น้ำที่ผนังอาคารด้านนอก โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าตึก รวมถึงระเบียงชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ขณะที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรีและรมต.ประจำสำนักนายกฯ โดยในวันเดียวกันได้มีเจ้าหน้าที่้เข้ามาปรับปรุงที่ชั้น 4 ห้องทำงานของนางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนห้องทำงานอื่นๆ เจ้าหน้าที่เริ่มทยอยนำเฟอร์นิเจอร์ชุดทำงานของทำเนียบฯมาไว้ที่ห้องทำงานของบรรดารองนายกฯและรมต.ประจำสำนักนายกฯแล้ว

ดร.ณัฏฐ์ สวน ปิยบุตร บิดเบือนข้อเท็จจริง คดี 44 สส. ชี้ไม่ใช่นิติสงคราม

ดร.ณัฏฐ์ สวน ปิยบุตร บิดเบือนข้อเท็จจริง คดี 44 สส. ชี้ไม่ใช่นิติสงคราม

ดร.ณัฏฐ์ สวน ปิยบุตร บิดเบือนข้อเท็จจริง คดี 44 สส. ชี้ไม่ใช่นิติสงคราม

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.07 น.

“ดร.ณัฏฐ์” สวดหมัด “ปิยบุตร” บิดเบือนข้อเท็จจริง “คดีจริยธรรม อดีต 44 สส.ก้าวไกล” ไม่ใช่นิติสงคราม แต่ใช้อำนาจเกินขอบเขต-ล้มล้างการปกครอง

วันที่ 4 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ระบุว่า กรณี 44 สส.ก้าวไกลที่พิจารณาร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่มีอะไรฝ่าฝืนจริยธรรม แต่เป็นนิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก นั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ระบุว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล ใช้อคติทางการเมือง เป็นอารมณ์ทางการเมืองอยู่เหนือเหตุผลข้อกฎหมาย ขัดต่อคำวินิจฉัยชี้ขาด ของ ปปช.และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3/2567 ในคดีล้มล้างการปกครองฯ เพราะเสร็จเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร ไม่อยู่กับร่องกับรอย บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้พี่น้องประชาชนสับสนในข้อเท็จจริง

นายปิยบุตรฯ เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนวิชารัฐธรรมนูญ แต่ด้วยความเคารพในฐานะครูบาอาจารย์ มุมมองกฎหมายมหาชนอาจแตกต่างกัน ส่วนตนเรียนจบปริญญาเอกทางด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายพิเศษด้านกฎหมายมหาชน – รัฐธรรมนูญ สถาบันชั้นนำของรัฐหลายแห่ง มานานหลายปี ไม่เป็นสองรองใคร มวยถูกคู่ ที่รู้เท่าทันเหลี่ยมชั้นเชิงของนายปิยบุตรฯ  หากเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณะ ต้องยึดหลักความถูกต้องและยึดหลักกฎหมาย มิใช่ ความถูกใจของผู้สนับสนุนของฝ่ายตน หรือ คาดคะเน ทำให้ข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องและถูกบิดเบือนให้ผิดไปจากความเป็นจริง

จริยธรรมนักการเมือง ปรากฎในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 219 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการรัฐธรรมนูญ และผู้ตำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 โดยมาตรฐานจริยธรรมให้ใช้บังคับแก่ สส. , สว.และคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสองด้วย

ส่วนโทษในคดีจริยธรรมร้ายแรง หากศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้ง จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) ,วรรคสี่ ประกอบ พรป.ปปช. มาตรา 81 วรรคสอง

พูดภาษาชาวบ้าน คือ คดีจริยธรรม ใช้บังคับ องค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เจ้านหน้าที่ของรัฐตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ รวมถึง สส. สว.และคณะรัฐมนตรี  นับแต่การดำรงตำแหน่งเป็นต้นไป หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นอำนาจ ปปช.ไต่สวน และเป็นอำนาจศาลฎีกาพิจารณาพิพากษา อัตราโทษของ คดีจริยธรรมร้ายแรง “ไม่มีโทษอาญา” แต่เป็นโทษการเมือง  “ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดไป” หรือ ถูกประหารชีวิตทางการเมือง        

หากย้อนไป คดี อดีต 44 พรรคก้าวไกล หรือจำนวน “10 สส.พรรคประชาชน” สืบเนื่องจาก คดีล้มล้างการปกครองฯ กรณี อดีต 44 สส.ก้าวไกล ที่ได้ลงชื่อญัตติในร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงของพรรคก้าวไกล ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยระบุชัดว่า “เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เสื่อมโทรมหรืออ่อนแอลง แม้ผลไม่ได้เกิดทันที แต่มีเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน” เป็นการลดทอนพระเกียรติพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นการล้มล้างการปกครองฯ นำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล โดยผู้ร้องได้หยิบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ไปยื่นต่อ ปปช.ให้ไต่สวนในคดีจริยธรรมร้ายแรง​ โดย ปปช.วินิจฉัยชี้มูลความผิดกับ  อดีต 44 สส.ก้าวไกล

ปกติ ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย ยกเลิก แก้ไขกฎหมาย ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร โดยการทำหน้าที่ต้องอยู่ภายในกรอบของกฎหมายและต้องกระทำโดยสุจริต ถึงรัฐธรรมนูญคุ้มครองในการทำหน้าที่ สส. แต่การทำหน้าที่ สส.ของอดีต 44 พรรคก้าวไกล จงใจใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตและไม่สุจริต  ทั้งนโยบายแก้ไข มาตรา 112 พรรคก้าวไกล – นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น นำไปรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้ง 2566 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า เป็นพฤติการณ์ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ตรงนี้ ชัดเจนว่า เป็นการทำหน้าที่เกินกรอบของกฎหมายและเกินอำนาจหน้าที่ โดยมีเจตนาเล็งเห็นได้ว่า การลงชื่อในร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กระทบโครงสร้างระบอบการปกครอง เพราะพระกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบอบการปกครองไทย

นายปิยบุตรฯ ระบุว่า “การกระทำของ 44 สส.ก้าวไกล ไม่ผิดจริยธรรม แต่เป็น นิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก สั่งสอนนักการว่า อ่าสะเออะมาทำเรื่องนี้อีก”โดยพยายามโยงถึง ถูกจับ “กิโยติน”ตัดคอประหารชีวิตทางการเมือง ตรงนี้ เป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง

 ต้องอธิบายคำว่า “นิติสงคราม” คือ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการโจมตี ทำลายล้างพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อกำจัดให้ออกจากสนามการเมือง หรือให้ลดพลังอำนาจในทางการเมือง

แต่กรณี ปปช.วินิจฉัยชี้มูลความผิดร้ายแรงในคดีจริยธรรม กับอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล โทษ คือ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง(1) ,วรรคสี่ ประกอบ พรป.ปปช. คดีจริยธรรม เป็นกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนที่ อดีต สส.44  ของพรรคก้าวไกลเข้าสู่อำนาจในปี 2566  มิใช่ เป็นการตัดทอนกำลังหรือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อทำลาย สส.พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่เป็นการกระทำส่วนตัวล้วนๆ

 ส่วนนายปิยบุตรฯ ระบุว่า นิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก น่าจะอ่านนิยายน้ำเน่ามาเยอะ ไม่ได้เป็นการใช้นิติสงครามทำลายล้างทางการเมือง ทั้งกลไก กฎหมาย หาก ปปช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ผู้ถูกร้องทั้ง 44 คน หากมีพยานหลักฐานใหม่ ย่อมนำไปหักล้างทำลายน้ำหนัก ข้อมูล ปปช.พิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมได้

ส่วนกรณี ไอซ์ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อวยยศ ยกความดีความชอบของ 10 สส.พรรคประชาชน ผลงานของแต่ละคน มาเทียบกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส.และ สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นอคติส่วนตัวของนางสาวรักชนกฯ เป็นคู่ขัดแย้งในคดีอาญา ต้องแยกจากกัน สส.พรรคประชาชนจำนวน 10 คนที่ถูกดำเนินคดีจริยธรรม หากแพ้คดีจะถูกประหารชีวิตทางการเมือง ไม่อาจมาเล่นการเมืองได้อีก เพราะการทำหน้าที่ สส.ของแต่ละคน เป็นไปอำนาจหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรยกทวงบุญคุณกับประชาชนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมายเพราะจริยธรรมสูงกว่าความรับผิดชอบทางการเมือง

ส่วน “กิโยติน” เป็นอุปกรณ์ประหารชีวิตด้วยการตัดศรีษะ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประหารชีวิตในฝรั่งเศสช่วงปฏิวัติ คศ.1792 เพื่อความเสมอภาคและมนุษยธรรม จนกระทั่งยกเลิกโทษประหารชีวิต ในปี คศ.1981 ไม่สามารถเทียบเคียงกับคดีจริยธรรมในไทยได้ เพราะคำว่า เครื่องประหารกิโยตินในฝรั่งเศส กับกรณีศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคสี่ เป็นบทลงโทษเฉพาะตามกฎหมาย ดังนั้น โทษถูกตัดสิทธิกับเครื่องประหาร จึงไม่อาจเปรียบเทียบกันได้

อนุทิน ชี้แจงเหตุเงียบไอ้โม่งตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ยันสงกรานต์น้ำมันพอ

อนุทิน ชี้แจงเหตุเงียบไอ้โม่งตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ยันสงกรานต์น้ำมันพอ

อนุทิน ชี้แจงเหตุเงียบไอ้โม่งตุนน้ำมัน เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ยันสงกรานต์น้ำมันพอ

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

นายกฯ เผย ใกล้ได้ข้อสรุปเจรจาลดค่ากลั่น บอกต้องไม่บีบบังคับเกินไป หวั่น หยุดกลั่นปัญหาทวีเพิ่ม ย้ำ ราคาต้องเป็นไปตามกลไกตลาด อุ้มตลอดไม่ได้ แต่รัฐหามาตรการอื่นด้วยแทน ยืนยัน ช่วงสงกรานต์​น้ำมันพอ  เปิดสาเหตุเงียบเรื่องไอ้โม่ง เพราะไม่อยากให้ข่าวรั่ว ชื่นชมเจ้าหน้าสืบเชิงลึก แค่ 1 สัปดาห์​ รู้เส้นทางทั้งหมด 

วันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 15.20 น. ที่โลตัส บางกะปิ​ นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.มหาดไทย​ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องของการลดค่ากลั่น ว่า ใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว พยายามเจรจากับโรงกลั่น แนะนำตัวเลขต่างๆมาหารือกัน เท่าที่ได้รับรายงานมา ทุกรายยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า

เมื่อถามย้ำว่า แนวโน้มน่าจะได้ลดราคาใช่หรือไม่ นายอนุทิน ชี้ไปที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะกล่าวว่า ประธานบอร์ด ปตท.อยู่นี่ ขณะนี้กำลังดูตัวเลขอยู่ พยายามเจรจาลดราคาอยู่ แต่ก็ต้องให้ทางโรงกลั่นน้ำมันอยู่ได้ด้วย ไม่ใช่ไปบีบบังคับ จนรู้สึกว่าหากขายแบบนี้แล้วไม่คุ้มค่าการกลั่น เกิดเขาหยุดกลั่นน้ำมันขึ้นมา ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาทวีเพิ่มขึ้นไปอีก ขณะนี้ที่ได้รับรายงานมา ก็มั่นใจว่าปริมาณน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์จะเพียงพอ 

เมื่อถามว่าลงพื้นที่วันนี้ก็มีคนมาร้องเรียนเรื่องของราคาน้ำมันให้ช่วยเหลือ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องอธิบายให้ทุกคนได้ฟัง ส่วนใหญ่จะบ่นเรื่องน้ำมันแพง แต่จริงๆแล้วราคาตรงนี้ กองทุนน้ำมันยังอุ้มอยู่ลิตรละประมาณ 17 บาท  แต่อุ้มตรงนี้ ไปตลอดไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องหาช่องทางอื่นในการลดภาระให้กับประชาชน ซึ่งการเจรจาค่าการกลั่นก็เป็นอีกทางหนึ่ง แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะขอความร่วมมือจากประชาชน ค่าน้ำมันไทยไม่ได้เป็นคนกำหนดและไทยไม่มีทรัพยากรประเภทนี้ อยู่ในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้า 100% ดังนั้นช่วงไหนที่มีวิกฤตการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ก็จะต้องใช้น้ำมันให้ประหยัดมากขึ้น 

“ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่จากที่เคยใช้รถคนละคัน ก็อาจจะต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน บ้านไหนที่มีรถไฟฟ้า อาจจะต้องนำรถไฟฟ้าออกมาใช้มากขึ้น ส่วนการไปเติมน้ำมันก็ให้ไปเติมแบบในภาวะปกติ ไม่ต้องขนแกลลอน​ไปตุนเอาไว้ เพราะจะทำให้เกิดการขาดน้ำมันในระบบ” นายอนุทินกล่าว 

เมื่อถามว่าการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีเรื่องวิกฤตพลังงานอยู่ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มี โดยจะเป็นการพูดถึงการปรับโครงสร้างพลังงาน ในช่วงที่โลกมีวิกฤตการณ์ ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ส่งออกน้ำมัน รวมถึงการเตรียมพร้อมสภาวะ​ข​าดแคลนน้ำมัน และสภาวะความผันผวนของราคาน้ำมัน 

เมื่อถามว่า มีการรายงานความคืบหน้ากรณีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรแล้วหรือไม่ นายอนุทิน​ กล่าว​ว่า​ ขณะนี้ทุกหน่วยงานดำเนินการขยายผล และพร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่ค้ากำไรเกินควร รวมไปถึงผู้ที่กักตุนน้ำมัน เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ได้ตรวจสอบพบ ถือเป็นการที่ทำให้เราควบคุมปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น เพราะต้องการให้น้ำมันจากโรงกลั่น ทุกลิตรไปถึงมือพี่น้องประชาชน และสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ไม่ใช่นำไปกักตุนเอาไว้เพื่อเก็งกำไร แบบนั้นทำไม่ได้ ต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สามารถลงไปสืบได้ในเชิงลึก 

“ที่ผมเงียบมาตลอด เพราะต้องการทราบข้อมูลการกระทำผิดไม่ให้ข่าวรั่วออกไป เราทราบแม้กระทั่งว่าเรือลำไหนไปลอยลำ อยู่กลางทะเล ใช้เวลามากเกินควร ที่จะเดินทางจากจุดรับน้ำมันมาจุดส่งน้ำมันได้ แสดงว่าเป็นการถ่วงเวลา เพราะค่าน้ำมันช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ขึ้นทุกวัน เขาจึงใช้วิธีการถ่วงเวลา ซึ่งเราใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็สามารถติดตามเส้นทางของคนเหล่านี้ได้หมด เชื่อว่าจากนี้ไป การควบคุมปริมาณน้ำมัน จะไม่มีการรั่วไหลออกไป ทั้งลอยลำอยู่กลางทะเล ทั้งถ่ายทอดออกไปนอกประเทศ ผ่านทางช่องทางธรรมชาติต่างๆ” นายอนุทินระบุ 

เมื่อถามว่า ครม.นัดพิเศษ วันที่ 6 เมษายน​ จะมีการนำเรื่องน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมครมด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีบ้างประเด็น เช่น การจัดตั้ง ศบก.ใหม่แทนชุดเดิมกำลังจะสิ้นสุดไปพร้อม ครม.เดิม ที่จากนี้ไปจะเน้นเรื่องของการควบคุมราคาน้ำมัน รวมถึงการหามาตรการอื่นๆในการช่วยเหลือประชาชน ขณะนี้นายเอกนิติ นิติ​ทัณฑ์​ประภาศ​ รอง​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การคลัง ได้เสนอเป็นโมเดลคร่าวๆแล้ว ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทาง ที่จะช่วยลดภาระประชาชน ในส่วนของค่าครองชีพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างที่บอกราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับตลาดโลก จะอุ้มตลอด โดยใช้กองทุนน้ำมันไม่ได้ จึงต้องนำมาตรการอื่นๆมาช่วยเหลือประชาชนด้วย 

จับตา! ครม.นัดแรก รัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล พิพัฒน์ ปรับราคาน้ำมันใหม่

จับตา! ครม.นัดแรก รัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล พิพัฒน์ ปรับราคาน้ำมันใหม่

จับตา! ครม.นัดแรก รัฐบาลรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล พิพัฒน์ ปรับราคาน้ำมันใหม่

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

จับตา! ครม.นัดแรก  รัฐบาลเตรียมรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ดึงฐานข้อมูล “พิพัฒน์” ปรับราคาน้ำมันใหม่ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค

วันที่ 4 เมษายน 2569.มีรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก ในวันที่ 6 เมษายนนี้ พิจารณาแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการแกะรอยและรื้อโครงสร้างพลังงานไทยครั้งสำคัญ เช่นเดียวกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์  รมว.พลังงาน ที่เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่น พร้อมปรับเวลาประกาศราคาน้ำมันใหม่ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางหนาแน่น   

แหล่งข่าวด้านพลังงาน เปิดเผยว่า การเดินหน้าแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรมในครั้งนี้ ได้มีการนำฐานข้อมูลเชิงลึกที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ได้ศึกษากลไกราคาอย่างละเอียดเอาไว้ ส่งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนรีได้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่นที่เคยพุ่งสูงผิดปกติ จากราคา 2 บาทต่อลิตร ขยับขึ้นเป็น 6–7 บาทต่อลิตร ในเดือนมีนาคม ก่อนจะปรับสูงขึ้น 12–14 บาทต่อลิตร ในเดือนเมษายน  ซึ่งนายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างราคาน้ำมันอาจจะมีการบวก “ค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium)” รวมถึงค่าขนส่งและค่าประกันภัย ที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงในปัจจุบัน ทั้งที่ประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าสูตรการคำนวณราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นมีการบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริงและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน

แหล่งข่าว เปิดเผยด้วยว่า ข้อมูลที่นายพิพัฒน์ทำไว้ ได้ถูกนายเอกนิตินำมาขยายผลต่อยอด​ สั่งการให้กระทรวงพลังงานพิจารณา “ตัดต้นทุนส่วนเกิน” ออกจากราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น พร้อมทบทวนความจำเป็นของ War Premium เพื่อสะท้อนราคาที่เป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น นโยบายนี้ไม่เพียงมุ่งลดราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง เพื่อดูแลต้นทุนภาคขนส่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ และส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนในทุกระดับ โดยที่รัฐบาลจะเร่งให้ทันกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์นี้

“บทบาทของนายพิพัฒน์จึงเปรียบเสมือนคนปูทาง ให้การแก้ปัญหาครั้งนี้เดินไปได้ไกลกว่าที่เคย จากการแก้เฉพาะหน้าสู่การแก้เชิงระบบ ที่แตะถึงต้นทุนจริงของภาคพลังงาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคขนส่ง อันเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง ดังนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพลังงานไทย ชุดข้อมูลของนายพิพัฒน์จึงถือว่ามีความสำคัญและเป็นชุดข้อมูลที่รองรับการเดินหน้าเต็มกำลังของรัฐบาลชุดใหม่“ แหล่งข่าว กล่าว

อนุทิน คอนเฟิร์ม! คนละครึ่งพลัส มาแน่ หลังสิ้นเดือน เม.ย. วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น

อนุทิน คอนเฟิร์ม! คนละครึ่งพลัส มาแน่ หลังสิ้นเดือน เม.ย. วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น

อนุทิน คอนเฟิร์ม! คนละครึ่งพลัส มาแน่ หลังสิ้นเดือน เม.ย. วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

 หลัง 30 เม.ย. ได้วงเงิน 2,000 เท่าเดิม แต่ครอบคลุมมากขึ้น”

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 4 เมษายน 2569 ที่โลตัสบางกะปิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้พูดคุยกับประชาชนภายหลังลงพื้นที่ดูสินค้าโครงการไทยช่วยไทย และได้มีประชาชนสอบถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัสด้วย โดยนายกฯตอบประชาชนว่า หลังวันที่ 30 เม.ย. เมื่อประชาชนถามอีกว่าดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้เลย ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิม โดยจำนวนเงินเท่าเดิม 2,000 บาท 

ชาวบ้านกล่าวกับนายกฯอีกว่าตอนนี้เศรษฐกิจแย่อยากให้ได้เงินมากกว่าเดิม และรอนานแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า หลังแถลงนโยบายจะเริ่มดำเนินการตามนโยบายต่างๆ

ชาวบ้านถามอีกว่าจะมีโอกาสได้มากกว่าเดิมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อาจจะทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เรามี โดยจะทำเป็นช่วงๆ 

จากนั้นผู้สื่อข่าวถามนายกฯว่าที่มีข่าวจะให้ 200 บาท 10 เดือนไม่จริงใช่หรือไม่ นายอนุทินย้อนถามว่า เอาข่าวมาจากไหน ก่อนกล่าวอีกว่า คนละครึ่งมันเป็นช่วงๆไป 

นายกฯ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้า ไทยช่วยไทย แนะผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ 

นายกฯ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้า ไทยช่วยไทย แนะผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ 

นายกฯ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้า ไทยช่วยไทย แนะผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ 

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.47 น.

‘นายกฯ’ แต่งตัวชิล เดินตรวจราคาสินค้าโครงการไทยช่วยไทย แนะ ผู้ประกอบการจัดโซนเฉพาะหาง่ายต่อการซื้อ พร้อมเชิญชวนซื้อสินค้าร่วมโครงการถูกกว่า 20% เจอประชาชนปรี่ร้องช่วยหน่อยน้ำมันแพง ปล่อยแบบนี้ตายแน่ บอก หลังแถลงนโยบาย คนละครึ่งมาแน่มากกว่าพลัส ครอบคลุมมากกว่าเดิม

วันที่ 4 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่โลตัสบางกะปิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าที่โลตัสบางกะปิ โดยนายกฯ สวมชุดลำลอง เสื้อยืดกางเกงขายาวสีกรม

โดยทันทีที่เดินทางถึงมีประชาชนมาทักทายบอกได้เจอตัวจริง หล่อกว่าในทีวี มีหลายคนเข้ามาขอถ่ายภาพ พูดคุยก่อนจะบอกว่าที่ผ่านมาก็ได้รับโครงการคนละครึ่ง 

นอกจากนี้ มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาถามว่า รวยไม่ไหวแล้วหมายถึงประชาชนหรือนายทุนน้ำมัน โดยนายกฯไม่ได้ยิน เนื่องจากอยู่ระหว่างการถ่ายรูปกับประชาชน ทำให้น.ส.รัชดา พยายามเข้าไปพูดคุย โดยชายคนดังกล่าว ระบุว่า ไม่ต้องสร้างภาพประชาชนเขารู้ทัน

จากนั้น นายกฯ เดินต่อมาด้านใน ศูนย์การค้าโลตัสเพื่อดูบูธสินค้า ในส่วนโครงการไทยช่วยไทย ที่เป็นการลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล ช่วยประชาชนในช่วงวิกฤติตะวันออกกลาง มีสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น โดยมีการติดป้ายอย่างชัดเจนว่าร่วมโครงการไทยช่วยไทย โดยนายกฯ ได้แนะนำให้จัดสินค้าที่อยู่ในโครงการไทยช่วยไทยอยู่ในโซนเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อง่าย พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนซื้อสินค้าในโครงการเนื่องจากราคาจะถูกกว่า 20% และเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ โดยนายกฯ กล่าวกับประชาชนว่า มาวันนี้เพื่อมาสำรวจราคาสินค้า และอยากให้ซื้อสินค้าที่มีป้ายโครงการไทยช่วยไทย เพราะราคาถูก 

โดยระหว่างนายกฯเดินดูสินค้าที่ร่วมโครงการ มีประชาชน เดินเข้ามาบอกว่า นายกฯช่วยหน่อยน้ำมันแพง ไปไหนไม่ได้ ทุกวันนี้ไม่กล้าไปไหนอยู่แต่ในบ้าน สินค้าแพงนายกฯช่วยหน่อย อย่าให้ประชาชนตายแน่ๆ นายกฯช่วยด้วย ลูกสะใภ้ขายของ ขายไม่ได้เลย 

จากนั้น นายกฯได้แวะร้านนาฬิกา และได้ซื้อนาฬิกาข้อมือ CASIO ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมจึงตัดสินใจซื้อ นายกฯ บอกว่า เคยใส่ตอนเด็ก พร้อมกับยกป้ายหน้าร้านที่เขียนว่า Sale 60% 

จากนั้นเวลา 15.20 น. นายกฯ ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจราคาสินค้า ว่า ไม่เชิงเป็นการสุ่มตรวจ เพียงแต่ตนสนใจว่าหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ จัดให้มีสินค้าอุปโภคบริโภค ประหยัดกว่าราคาปกติ จึงอยากมาดูว่า การกระจายสินค้าเหล่านี้มีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด จึงมาดูที่โลตัสบางกะปิเป็นที่แรก ซึ่งผู้จัดการห้างได้รายงานว่า มีสินค้าที่ราคาต่ำกว่าปกติหลายตัว เพียงแต่อาจไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหูคุ้นตา เพราะเอาค่าการตลาดออกจึงนำมาขายถูกได้ ขอเชิญชวนให้ประชาชนเวลามาห้าง ทุกห้างไม่ใช่เฉพาะโลตัส จะมีสินค้าประเภทนี้จำหน่าย ราคาเฉลี่ยต่ำกว่าราคาทั่วไป 20-30%

ภายหลังการสัมภาษณ์ มีประชาชนเข้ามา สอบถามนายกฯ ถึงโครงการคนละครึ่งว่าสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ได้เลย ส่วนจะได้เหมือนเดิมหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า พลัสมากกว่าเดิม ซึ่งจะครอบคลุมมากกว่าเดิม ในเงินจำนวนเท่าเดิม และอาจจะทำได้หลายรอบ 

ก่อนที่ประชาชนจะบอกว่าเศรษฐกิจแย่  ซึ่งนายกฯ บอกว่า ถูก โดยหากแถลงนโยบายแล้วก็สามารถดำเนินนโยบายต่างๆได้  

จากนั้นประชาชนถามต่อว่ามีโอกาสจะได้มากกว่าเดิมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อาจจะทำบ่อยขึ้น ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่เรามี ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการนั้นก็เป็นช่วงๆ เช่นครั้งที่แล้ว 2 เดือน จะไปใช้ยาวเลยไม่ได้ 

ดรามาเดนมนุษย์! วิมล ไทรนิ่มนวล ถามแรงถึง พีระพันธุ์ งานนี้มีสะดุ้ง

ดรามาเดนมนุษย์! วิมล ไทรนิ่มนวล ถามแรงถึง พีระพันธุ์ งานนี้มีสะดุ้ง

ดรามาเดนมนุษย์! วิมล ไทรนิ่มนวล ถามแรงถึง พีระพันธุ์ งานนี้มีสะดุ้ง

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.40 น.

จากกรณีที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการใช้ถ้อยคำตอบโต้ผู้ที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานโดยใช้คำว่า “เดนมนุษย์” จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมนั้น

ล่าสุด วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีนี้ว่า “คุณพีระพันธ์บอกว่าคนที่โจมตีตนเป็น “เดนมนุษย์” แล้วที่คุณพีระพันธ์โจมตีคนอื่นเป็นเดนอะไร ? “

ข่าวที่เกี่ยวข้อง พีระพันธุ์ เดือด! ท้ากางผลงาน รมว.พลังงาน ใครทำมากกว่าผม? ซัดพวกดิสเครดิตคือ เดนมนุษย์

ดร.อานนท์ จวก ปิยบุตร ไหนบอกไม่เกี่ยวอะไรกับพรรคส้มแล้ว ทำไมยังดิ้น!!!

ดร.อานนท์ จวก ปิยบุตร ไหนบอกไม่เกี่ยวอะไรกับพรรคส้มแล้ว ทำไมยังดิ้น!!!

ดร.อานนท์ จวก ปิยบุตร ไหนบอกไม่เกี่ยวอะไรกับพรรคส้มแล้ว ทำไมยังดิ้น!!!

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.58 น.

วันที่ 4 เมษายน 2569 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ว่าหนึ่ง หมกมุ่นจงเกลียดจงชังอะไรกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เลิกเสียที

สอง อิจฉาอะไรกับพรรคการเมืองเล็กนิดเดียว อย่างไทยภักดีกับพรรคเศรษฐกิจ

สาม ไหนบอกไม่เกี่ยวอะไรกับพรรคส้มแล้ว ทำไมดิ้นเหมือนยังอยู่พรรคส้ม

ตอบสามคำถามนี้หน่อย

พรรคประชาชนระทึก! กกต.รับสอบยุบพรรค ปม Laser ID-สเปกเตอร์ซี เรียก 2 นักร้องมาให้ปากคำ

พรรคประชาชนระทึก! กกต.รับสอบยุบพรรค ปม Laser ID-สเปกเตอร์ซี เรียก 2 นักร้องมาให้ปากคำ

พรรคประชาชนระทึก! กกต.รับสอบยุบพรรค ปม Laser ID-สเปกเตอร์ซี เรียก 2 นักร้องมาให้ปากคำ

วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.27 น.

สำนักงาน กกต.เรียกสอบผู้ร้องยุบพรรคประชาชน คดีสเปกเตอร์ พร้อมพยานหลักฐาน ตลอดสัปดาห์ก่อนหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์

วันที่ 4 เมษายน 2569  รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. )ว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับคำร้องเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาชน กรณีผู้บริหารพรรคและบุคคลผู้มิใช่สมาชิกพรรคได้ร่วมดำเนินกิจการที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับบริษัท สเปกเตอร์ ชี จำกัด ซึ่งเป็นสื่อมวลชนและมีการกระทำอันเข้าข่ายลักษณะเอื้อประโยชน์และแสวงหากำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งอาจเข้าข่ายการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และกรณีพรรคประชาชนเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยให้ผู้สมัครกรอกหมายเลข Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) และอาจมีการใช้ปฏิบัติการไอโอ โดยให้ Spectre C เป็นผู้ขับเคลื่อนให้ ซึ่งอาจเป็นการครอบงำกิจกรรมของพรรค อาจเข้าข่ายการฝ่าฝืน พรป.ว่าด้วยพรรค การเมือง 2560 หรือไม่   และได้มอบหมายให้คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรค การเมือง คณะที่ 2 ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคำร้องดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด คณะกรรมการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายทะเบียนพรรคการเมือง คณะที่  2 ได้ส่งหนังสือ “ลับ” ด่วนที่สุด เรียกตัวผู้ยื่นคำร้อง อาทิ นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน  นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักวิชาการอิสระ และพยานที่เกี่ยวข้อง มาให้ปากคำที่สำนัก กกต. ในระหว่างวันที่ 7-10 เม.ย.2569 พร้อมหลักฐาน เพื่อทำความเห็นเสนอให้นายทะเบียนพิจารณาต่อไป