อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม

อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม

อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม

เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2569 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกว่าจะมีการรับรองสส.บัญชีรายชื่อในวันที่ 4 มี.ค. ว่า “ท่านพูดแล้วหรอสาธุขอบคุณ” 

เมื่อถามว่าหลังกกต.รับรองแล้วได้วางไทม์ไลน์ไปจนถึงการตั้งคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่บอกขั้นตอนกว่าจะมาถึงการดำเดินการของตน คือต้องรับรองสส. ให้ครบ เมื่อครบแล้ว เลขาฯสภาฯจะแจ้งมา เพื่อให้ตนได้ลงนามกราบบังคมทูลขอเปิดสภาฯ มีขั้นตอนอยู่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว เมื่อถามว่าระหว่างนี้จะวางตัวผู้มาเป็นรัฐมนตรีได้แล้วเสร็จใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาเป็นว่าทุกอย่างจะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว

เมื่อถามว่าตัวเลขพรรคร่วมฯ นิ่งแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างจะเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว

เมื่อถามว่าจะมีพรรคกล้าธรรมร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ยังไม่ได้เลือกนายกฯ ต้องดูก่อนว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ทุกอย่างมีกระบวนการมีขั้นตอน ถ้าตนได้เป็นนายกฯตนก็ต้องทำในสิ่งที่คนนั้นต้องทำ ไม่ทำให้ผิดหวังไม่ทำให้เสียหายต่อประเทศไม่ทำให้ล่าช้าและจะต้องมีประสิทธิภาพถ้าตนได้เป็น แค่นั้นแหละ 

เมื่อถามว่าหากพรรคกล้าธรรมโหวตให้ทั้งพรรค จะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ทีละขั้นตอน ขอให้ได้รับการรับรองก่อน” 

เมื่อถามว่าได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ควบตำแหน่งรมว.กลาโหม เลยมีชื่อบิ๊ก ด. มาเป็นรมว.กลาโหม นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้พูดเลยผู้สื่อข่าวถามจะนั่งควบกลาโหมหรือไม่ ถ้าไม่นั่งจะคุมได้หรือไม่ ผู้สื่อข่าวเป็นคนถามเองแต่เวลาไปเขียนข่าวเขียนอีกอย่างหนึ่ง ท่านถามว่าจะนั่งกลาโหมหรือไม่ แล้วไม่นั่งจะคุมได้หรือไม่ ตนก็ต้องตอบว่าเป็นนายกฯต้องคุมทุกกระทรวง ตนไม่ได้ตอบว่าไม่นั่งกลาโหม แป๊บเดียวก็ไปพาดหัวแบบนั้นงานก็เข้าตน ฉะนั้นเรื่องตำแหน่งต่างๆยังมีขั้นตอน ตนยังไม่รู้ว่าจะได้เป็นหรือไม่เพราะยังไม่โหวตเลย ฉะนั้นก็อย่าเพิ่งเอาเป็นวันๆพรุ่งนี้ถ้ามีการรับรองสส.ครบจึงก็จะมีขั้นตอนต่อไป ตนเชื่อว่าเลขาธิการฯสภาฯ รอสส.ไปรายงานตัว ไม่ต้องห่วง สส.ไม่บอกว่ารออีก 3 วันไปรายงานตัวหรอก น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล อดีตเลขาธิการนายกฯที่อยู่กับตน แค่บอกว่าพรุ่งนี้รับรอง วันนี้ก็ไปเอาเอกสารรอไว้แล้ว ขนาดบอกว่าให้นัดไปรายงานตัวด้วยกันทุกพรรคเขานัดหมด แต่ตอนนี้ชิงไปรายงานตัว200-300 คนแล้ว อย่าไปกังวลเรื่องพวกนี้ ในส่วนที่ตนรับผิดชอบรับรองว่าไม่มีล่าช้าแน่นอน

เมื่อถามอีกว่าวันรับรองสส.จะยกไปรายงานตัวทั้งพรรคเลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ไปค่อนพรรคแล้วจะไปสองสามรอบทำไม บัญชีรายชื่ออย่างตนก็เตรียมไว้ หากวันที่ 4 มี.ค. ประกาศรับรองตอนบ่ายไปไม่ทัน วันรุ่งขึ้น 8 โมงเช้าตนก็ออกจากบ้านไปแล้วใครจะตามไปก็ไปแค่นั้นเอง ตนก็เห่อของตน 

เมื่อถามย้ำถึงกรณีมีการโยนชื่อ บิ๊ก ด. มาเป็นรมว.กลาโหม นายอนุทิน หันไปทางนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ก่อนบอกว่าตอนนี้มีแต่ บิ๊กอ้วน 

นักวิชาการกางแผนรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์มั่นคง-การทูต-เศรษฐกิจ รับมือศึกตะวันออกกลาง

นักวิชาการกางแผนรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์มั่นคง-การทูต-เศรษฐกิจ รับมือศึกตะวันออกกลาง

นักวิชาการกางแผนรัฐบาล ชูยุทธศาสตร์มั่นคง-การทูต-เศรษฐกิจ รับมือศึกตะวันออกกลาง

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

3 มีนาคม 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ในการรับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ว่า ท่าทีของรัฐบาลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างของการบริหารวิกฤตอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคง มนุษยธรรม และเศรษฐกิจ

ในมิติความมั่นคงและการคุ้มครองประชาชน ต้องชื่นชมการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของคนไทยในภูมิภาคเป็นอันดับแรก มีการเตรียมแผนอพยพ การประสานงานเชิงรุก และการดูแลคนไทยในอิหร่านเป็นพิเศษ สะท้อนภาวะผู้นำที่ตั้งอยู่บนหลักความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ในด้านการทูต บทบาทของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีความชัดเจนและเป็นมืออาชีพ โดยยืนยันแนวทางสันติวิธี การเจรจาทางการทูต และการลดการเผชิญหน้า ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมเชิงระบบ ทั้งการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง และการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศ แสดงให้เห็นว่าการทูตไทยยังคงยึดหลักสมดุล สร้างสรรค์ และไม่เลือกข้างในความขัดแย้ง

ขณะเดียวกัน ในมิติเศรษฐกิจ การที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรียกประชุมด่วนร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และภาคเอกชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์รับมือนโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นรูปธรรม การประเมินสถานการณ์ภายในกรอบเวลา 150 วัน การพิจารณากลยุทธ์เร่งรัดการส่งออกเพื่อลดผลกระทบระยะสั้น การจัดทำจุดยืนการเจรจาที่ชัดเจน และการประสานงานภายในประเทศเพื่อให้เกิดเอกภาพ ล้วนแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่กำลังวางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของนโยบายสหรัฐฯ

โดยรวมแล้ว ท่าทีของรัฐบาลครั้งนี้สะท้อนการบริหารวิกฤตแบบสมดุล คือ ดูแลคนไทยอย่างใกล้ชิด รักษาจุดยืนทางการทูตที่สร้างสรรค์ และเตรียมมาตรการเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ระบบระหว่างประเทศกำลังเผชิญความผันผวนสูงเช่นปัจจุบัน

ช่วงเช้าผ่าน! 3สส.ภูมิใจไทย รายงานตัวต่อสภาฯ วันที่ 6 ยอดรวม 118 คน

ช่วงเช้าผ่าน! 3สส.ภูมิใจไทย รายงานตัวต่อสภาฯ วันที่ 6 ยอดรวม 118 คน

ช่วงเช้าผ่าน! 3สส.ภูมิใจไทย รายงานตัวต่อสภาฯ วันที่ 6 ยอดรวม 118 คน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.28 น.

ช่วงเช้าผ่าน! 3สส.ภูมิใจไทย รายงานตัวต่อสภาฯ วันที่ 6 ยอดรวม 118 คน  

เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการเปิดรับรายงานตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต ชุดที่ 27 ต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ (3มี.ค.) ซึ่งเปิดให้รายงานตัวต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ตั้งแต่ช่วงเช้าเวลา 08.30 น. จนถึงเวลา 12.00 น. มีสส.พรรคภูมิใจไทย มารายงานตัว 3 คน ได้แก่ นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์  สส.เพชรบูรณ์ นายพิษณุ พลธี สส.ปทุมธานี และนายนพ ชีวานันท์ สส.พระนครศรีอยุธยา

ทำให้ขณะนี้มี สส.มารายงานตัวแล้วทั้งสิ้น 118 คน จาก 8 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคโอกาสใหม่ ยังเหลืออีก 278 คน

พีระพันธุ์ชงรัฐบาลตรึงราคาน้ำมันด่วน! รับมือวิกฤตอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

พีระพันธุ์ชงรัฐบาลตรึงราคาน้ำมันด่วน! รับมือวิกฤตอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

พีระพันธุ์ชงรัฐบาลตรึงราคาน้ำมันด่วน! รับมือวิกฤตอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.

“พีระพันธุ์”เสนอรัฐบาลเร่งตรึงราคาน้ำมันทันที โดยใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ.2516 รับมือวิกฤต”อิหร่าน”ปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อชูโมเดล”คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ”

3 มีนาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แถลงข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการรับมือวิกฤตการณ์พลังงาน จากกรณีสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสายหลักของโลก โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งพิจารณาออกมาตรการ “ตรึงราคาน้ำมันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน” เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาของผู้ค้า และบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนโดยเร่งด่วน พร้อมเสนอแนวทางการบริหารจัดการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า สำหรับการแก้ปัญหาในระยะสั้น จากกรณีที่มีรายงานว่ากระทรวงพลังงานเตรียมใช้พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เพื่อห้ามการส่งออกน้ำมันนั้น ในทางปฏิบัติข้อกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจรัฐมนตรีเพียงการ “ห้ามจำหน่าย” แต่ไม่ครอบคลุมถึงการ “ห้ามส่งออก” ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันที่เป็นปัญหาภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

ดังนั้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด รัฐบาลควรพิจารณาบังคับใช้ พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแก่นายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว ในการประกาศห้ามส่งออกหรือนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงการสั่งตรึงราคาน้ำมันในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว พรรครวมไทยสร้างชาติได้เสนอโมเดลจัดตั้ง ระบบคลังน้ำมันสำรองของประเทศ (Strategic Petroleum Reserve – SPR) เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืน แทนการพึ่งพากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มักก่อให้เกิดภาระหนี้สินสาธารณะมหาศาล โดยมีหลักการสำคัญคือ การเปลี่ยนรูปแบบจากการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เป็นการจัดเก็บสำรองเป็น “น้ำมันเชื้อเพลิง” จากผู้ค้าแทน เมื่อเกิดภาวะน้ำมันแพงในตลาดโลก รัฐบาลจะสามารถนำน้ำมันสำรองที่มีต้นทุนต่ำเหล่านั้น ออกมาจัดจำหน่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

นายพีระพันธุ์ ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศที่มีอยู่ราว 60 วันนั้น เป็นเพียงน้ำมันหมุนเวียนเพื่อการค้าในระบบ ซึ่งหากเกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนอย่างรุนแรง ปริมาณดังกล่าวจะถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว การจัดตั้งระบบคลังน้ำมันสำรองของประเทศจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสำรองน้ำมันของไทยได้อีกถึง 90 วัน

“พรรครวมไทยสร้างชาติได้ดำเนินการยกร่างกฎหมายว่าด้วยคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวให้รัฐบาลพิจารณา เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างเป็นรูปธรรม” นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

นายกฯ เรียกถกด่วนติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง กต.คาดยืดเยื้ออย่างน้อย 4 สัปดาห์

นายกฯ เรียกถกด่วนติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง กต.คาดยืดเยื้ออย่างน้อย 4 สัปดาห์

นายกฯ เรียกถกด่วนติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง กต.คาดยืดเยื้ออย่างน้อย 4 สัปดาห์

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

นายกฯ เรียกประชุมด่วนติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯเร่งอพยพชาวอเมริกันออกนอกพื้นที่ จับตามาตรการช่วยเหลือคนไทยเพิ่มเติม ด้าน อธิบดีกรมเอเชียใต้ฯ รายงานคาดสถานการณ์ยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อย 4 สัปดาห์

เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2569 เวลา 10.55 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมของศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ร่วมกับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยที่ประจำการในประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อรับทราบพัฒนาการของสถานการณ์ดังกล่าว และความคืบหน้าเกี่ยวกับการดูแลและช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง

โดยนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมติดตามสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยได้เชิญเอกอัครราชทูต ที่เกี่ยวข้องกับการอพยพร่วมประชุม โดยมอบหมายให้อธิบดีกรมเอเชียใต้รายงานสถานการณ์

จากนั้นนางอุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา รายงานว่า สถานการณ์สู้รบล่าสุดจากการหาข้อมูลในพื้นที่ และสื่อแต่ละประเทศรายงาน โดยประเมินสถานการณ์ว่าน่าจะยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อยกว่า 4 สัปดาห์ และมีแนวโน้มที่สหรัฐอเมริกาจะยกระดับความขัดแย้งขึ้นอีก

ซึ่งในส่วนการโจมตีในพื้นที่ต่างๆ ในอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล พบว่ามีการเข้าไปโจมตีอย่างต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเตหะราน โดยมีเป้าหมายยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รวมไปถึงเป้าหมายทางพลเรือนด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของการบริหารจัดการภายในอิหร่าน ระบอบการปกครองหลังจากสูญเสียผู้นำสูงสุดไปแล้ว มีการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ภายในไม่กี่วันนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน คณะผู้นำรักษาการชั่วคราว (Interim Council) ในส่วนของอิสราเอลก็มีการโจมตีอิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่โจมตีทางภาคกลางและภาคเหนือของอิสราเอล สำหรับการโจมตีในพื้นที่อื่น อิสราเอลก็ได้มีการโจมตีขยายพื้นที่ออกไป ไม่เฉพาะอิหร่าน แต่ออกไปยังเลบานอน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศได้จัดห้องวอร์รูมติดตามสถานการณ์จากสถานเอกอัครราชทูตในตะวันออกกลางตลอด 24 ชั่วโมงด้วย เพื่อมอนิเตอร์ข่าวและข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ

มีรายงานข่าวว่า อิหร่าน ได้ประกาศปิด “ช่องแคปฮอร์มุซ” พร้อมจะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านเข้ามา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นสูงสุดต่อเนื่อง ขณะที่

มนพร งงข่าวนั่งรองปธ.สภาฯ คนที่ 2 แจงพรรคยังไม่ได้คุยกัน ลั่นตำแหน่งไหนก็จะทำให้ดีที่สุด

มนพร งงข่าวนั่งรองปธ.สภาฯ คนที่ 2 แจงพรรคยังไม่ได้คุยกัน ลั่นตำแหน่งไหนก็จะทำให้ดีที่สุด

มนพร งงข่าวนั่งรองปธ.สภาฯ คนที่ 2 แจงพรรคยังไม่ได้คุยกัน ลั่นตำแหน่งไหนก็จะทำให้ดีที่สุด

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

มนพร งงข่าวนั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 แจงพรรคยังไม่ได้พูดคุยกัน บอกต้องรอกระบวนการแรกเสร็จสิ้นก่อน ส่วนกระบวนการสองจะเป็นอย่างไรเป็นหน้าที่ กก.บห.พรรค ลั่นทำได้ทุกตำแหน่ง-จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2569 นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวนั่งตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ว่า ตนก็งง เพราะพรรคยังไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกัน ไม่ทราบว่าส่งข่าวมาจากไหน ขณะนี้กระบวนการรายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎรก็ยังไม่เสร็จสิ้น พรรคยังไม่มีการเรียกประชุม อีกทั้งตนก็ยังไม่ได้ไปรายงานตัว ซึ่งจะไปรายงานตัวในวันที่ 4 มีนาคม

นอกจากนี้ โดยหลักการก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องออกมายืนยันก่อนว่ามีพรรคร่วมรัฐบาลพรรคใดบ้าง เนื่องจากขณะนี้เราทราบจากเพียงหน้าสื่อเท่านั้นว่าจะไปจับมือกับพรรคใดบ้าง

เมื่อถามว่า หากพรรคติดต่อมาพร้อมที่จะทำหน้าที่หรือไม่ นางมนพร กล่าวว่า ตนทำได้ทุกหน้าที่ เพราะเราเป็นผู้แทนราษฎร เราต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพรรค ไม่ว่าจะตำแหน่งไหนก็ตาม ที่สำคัญคือพี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจและเลือกเราเข้ามาทำงานอีกสมัยหนึ่งตนก็จะทำหน้าที่ทุกหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ตำแหน่งอะไรตนก็ทำสุดชีวิต ทุ่มเททุกอย่างให้เต็มที่ 

นางมนพร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ต้องรอให้กระบวนการแรกเสร็จสิ้นก่อน ส่วนกระบวนการที่สองจะเป็นอย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ที่จะดูว่าใครที่มีความเหมาะสมในตำแหน่งใดบ้าง ย้ำว่าตนสามารถทำงานได้ทุกหน้าที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน และจะทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด 

กกต.ดีเดย์พรุ่งนี้! เตรียมประกาศรับรอง สส.ปาร์ตี้ลิสต์

กกต.ดีเดย์พรุ่งนี้! เตรียมประกาศรับรอง สส.ปาร์ตี้ลิสต์

กกต.ดีเดย์พรุ่งนี้! เตรียมประกาศรับรอง สส.ปาร์ตี้ลิสต์

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

ประธาน กกต.เผยเตรียมประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ พรุ่งนี้ ไม่กังวลคนยื่นฟ้อง ย้ำทำหน้าที่ตามกฎหมาย

3 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.ได้เข้าตรวจเยี่ยมพร้อมสอบถามภาพรวมการเข้ารับหนังสือรับรองของ สส.ใหม่ และให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ถึงการประกาศรับรอง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ว่า น่าจะสามารถรับรองได้ภายในวันพุธนี้ (4 มี.ค.) และไม่มีการขยายกรอบเวลาการเข้ารับหนังสือรับรอง ที่ต้องเสร็จสิ้นภายในวันที่ 6 มี.ค.

ส่วนที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับ กกต.เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการเลือกตั้ง นั้น ประธาน กกต.ระบุว่า ไม่มีความกังวลใจ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ของเราตามกฎหมาย และเป็นสิทธิของผู้ยื่นเรื่องฟ้องร้อง และ กกต.ก็จะสู้คดีต่อไป ไม่มีอะไร

ขณะที่ในเช้าวันนี้ กกต.เปิดให้ สส.ใหม่ เดินทางเข้ารับหนังสือรับรอง โดยมีเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ซี่งคนแรกที่เดินทางมารับหนังสือรับรอง คือ นายวรายุทธ จงอักษร สส.เขต 2 จ.ยโสธร พรรคภูมิใจไทย

โดย นายวรายุทธ ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคนัดหมายให้ สส.เขต ไปรายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 5 มี.ค.ซึ่งที่บ้านอยู่ในช่วงงานขาวดำ เนื่องจากมารดาเสียชีวิต จึงได้เดินทางมารับหนังสือรับรองในวันนี้ ส่วนการเดินทางไปรายงานตัวก็จะดูเวลาสะดวกอีกครั้ง

พร้อมระบุถึงการเป็น สส.สมัยแรก ว่า ตนรู้สึกดีใจและภูมิใจ เพราะมีความตั้งใจเข้ามาทำหน้าที่ เนื่องจาก จ.ยโสธร เป็นจังหวัดทางผ่านและประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ดังนั้น เมื่อตนมายืนอยู่ในจุดนี้ ก็อยากให้บ้านของเราพัฒนาไปมากกว่านี้ และสิ่งที่ต้องการผลักดันโดยมอง 2 มุม คือ มองในมุมของโลก ซึ่งมีทั้งเหตุการณ์สงครามทั้งที่เกิดขึ้นที่อิหร่าน และสงครามการค้า ก็เป็นผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเกษตรกร เช่น น้ำมันและปุ๋ยมีราคาแพงขึ้นแน่นอน โดยคนที่เป็นรัฐบาลและผู้แทนราษฎรจะต้องหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และในเรื่องพืชผลทางการเกษตร ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา เป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญ จึงต้องผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นให้ได้ หากเกษตรกรสามารถขายสินค้าเกษตรให้มีราคาสูงขึ้นได้ก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ในช่วง 100 วันแรกของการทำหน้าที่ สิ่งที่ต้องการทำเพื่อชาวยโสธร คือเรื่องราคาข้าวนาปรังให้สูงขึ้น เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูกาลผลิตข้าวนาปรัง และเป็นความหวังของพี่น้องเกษตรกรและชาวนาด้วย

เทพไท ถามรัฐบาล จับ เบน สมิธ แล้ว 10 นักการเมืองสายเทาหายไปไหน?

เทพไท ถามรัฐบาล จับ เบน สมิธ แล้ว 10 นักการเมืองสายเทาหายไปไหน?

เทพไท ถามรัฐบาล จับ เบน สมิธ แล้ว 10 นักการเมืองสายเทาหายไปไหน?

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

3 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทวงถามชื่อ10นักการเมือง เอี่ยวสแกมเมอร์

หลังจากมีรายงานว่า ตำรวจกองปราบปราม รวบรวมพยานหลักฐาน จนศาลอนุมัติหมายจับ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1155/2569 ลง 26 ก.พ.69 และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1156/2569 ลง 26 ก.พ.69 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน”

ซึ่งหลังจากข่าวนี้ออกมาผ่านสื่อมวลชน มีนักข่าวไปสอบถามเรื่องนี้ต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ซึ่งนายอนุทินได้ตอบว่า การออกหมายจับนายเบน สมิธ เป็นการทำตามกฏหมาย ไม่มีอิทธิพลใดๆ และบอกว่ารัฐบาลไม่เข้าข้างคนผิด ไม่มีปัญหาเรื่องนักการเมืองบางพรรคเข้าเอี่ยว รวมไปถึงบอกว่า ถ้าใครมีความผิดก็ต้องจับให้หมด ไม่ต้องดูชื่อ และหมายจับนายเบน สมิธ ถ้าหากทำให้คนในประเทศเดือดร้อน ก็ต้องจับทั้งหมด

ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก ที่นายอนุทินมีท่าทีเอาจริงเอาจังและขึงขัง แม้ว่านายเบน สมิธ ผู้ต้องหาจะมีความคุ้นเคย หรือเคยถ่ายรูปร่วมกัน หรือเคยเจอกันก็ตาม แต่เมื่อมีความผิดก็ว่าไปตามกฎหมาย ยึดหลักกฏหมาย เป็นเรื่องดีที่สุด แต่ที่น่าแปลกใจมากกว่านั้นก็คือ รัฐบาลชุดนี้ได้เอาจริงเอาจังกับการปราบปราม หรือการจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์หรือไม่

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนมีการเลือกตั้ง จะเห็นท่าทีของพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายไชยชนก ชิดชอบรัฐมนตรีว่การกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี ได้ออกมาเปิดเผยชื่อของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ ว่ามีอยู่ประมาณ 10 คน และบอกว่ากำลังรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อจะออกหมายจับ ทำให้สังคมรอคอยว่า จำนวน 10 คนนี้ มีนักการเมืองชื่ออะไรบ้าง และสังกัดพรรคการเมืองใดบ้าง รอว่าจะมีการออกหมายจับ หรือจับกุมก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ หรือจะนำเอาประเด็นเรื่องการออกหมายจับ หรือการจับกุมนักการเมืองเหล่านี้ เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือตัวประกันทางการเมืองหรือไม่

มีประชาชนอยากทราบข้อมูล เพราะเคยมีนักการเมืองบางคนที่มีชื่อไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ เว็บพนันออนไลน์ ได้ย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล เมื่อไม่กล้าเปิดชื่อนักการเมืองเหล่านั้นออกมา จึงทำให้คนสงสัยว่า มีการปกปิด มีการช่วยเหลือหรือไม่ จนถึงบัดนี้การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ก็ยังไม่ทราบว่า 10 คนที่เป็นรายชื่อของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ หรือเกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติดมีใครบ้าง และได้รับเรื่องเข้ามาเป็นส.ส.ในสภาหรือไม่

อยากจะเรียกร้องไปยังพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายไชยชนก ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี ได้ออกมายืนยันและแถลงความคืบหน้าว่า สิ่งที่เคยประกาศไว้ก่อนการเลือกตั้ง ได้ดำเนินการไปถึงไหน หรือว่าการเลือกตั้งจบสิ้นไป ทุกอย่างก็จบไปพร้อมกับการเลือกตั้ง และอยากใช้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้มีการเปิดเผยชื่อออกมา และจับกุมผู้กระทำผิดทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ หรือปฏิบัติแบบรูปหน้าปะจมูก

ถ้าหากไม่เอาจริงเอาจังกับแก๊งสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนันออนไลน์ หรือขบวนการยาเสพติด กลุ่มทุนสีเทาที่เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจของสังคมไทย จะไม่มีวันหายไปจากสังคมไทย

ปิยบุตร แยกทางพรรคส้ม ลั่นต่อจากนี้ขอเขียน-พูดอย่างอิสระ

ปิยบุตร แยกทางพรรคส้ม ลั่นต่อจากนี้ขอเขียน-พูดอย่างอิสระ

ปิยบุตร แยกทางพรรคส้ม ลั่นต่อจากนี้ขอเขียน-พูดอย่างอิสระ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.03 น.

3 มีนาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ภายหลังการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงให้พรรคประชาชนครั้งสุดท้ายในเวทีปราศรัยที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมก็จบภารกิจตามที่พรรคประชาชนใช้งานผมเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม 13 วันหลังวันเลือกตั้ง พรรคประชาชนได้เชิญผมเป็นวิทยากรบรรยายให้กับว่าที่ ส.ส.และอดีตผู้สมัครของพรรคทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ซึีงผมได้ตอบรับคำเชิญ บรรยายไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ผมจะนำคำบรรยายนี้มาเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษรในเพจต่อไป

นอกจากนี้ ก็เป็นตัวตั้งตัวตีจัดวงธรรมชาติกลุ่มย่อย ปลอบใจ ให้กำลังใจ กับผู้ผิดหวัง ยินดีกับผู้สมหวัง ให้ข้อคิดกับคนที่แพ้และชนะเลือกตั้ง ขอบคุณทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังในการหาเสียงและรณรงค์ ไปหลายวงตามสมควร

จนถึงตอนนี้ ก็น่าจะชัดเจนว่า ผมปลดเปลื้องพันธะผูกพันกับพรรคประชาชนได้ครบถ้วนตามภารกิจแล้ว จึงขอกลับมาใช้ความรู้ที่พอมีอยู่บ้าง คิด พูด และเขียน อย่างอิสระ ไม่ได้เกี่ยวกับหรือกระทำในนามของพรรคแต่อย่างใด

ผมยังมีงานเขียนที่ค้างไว้อยู่ ได้แก่ กำเนิดพรรคอนาคตใหม่, ทฤษฎีที่นำมาประยุกต์ใช้ในการตั้งพรรค, ทฤษฎีพรรคการเมืองแบบมาร์กซิสต์และแบบซ้าย, รวมคำปราศรัยการเมืองและบทวิจารณ์และข้อเสนอถึงพรรค, บันทึกการเดินทาง ทัศนศึกษา ในประเทศต่างๆ และคำบรรยายในชั้นปริญญาโท 2 หัวเรื่อง (บรรยายครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะลาออกมาตั้งพรรคการเมือง)

นอกจากนี้ ผมได้รวบรวมข้อเขียนที่อยู่ในเพจ คลิป การสัมภาษณ์ คำบรรยาย และผลงานทั้งหมด นำไปไว้รวมในเว็บไซต์ของผม (กำลังทำ คาดว่าไม่เกินหนึ่งเดือน น่าจะเผยแพร่ได้) และในปีนี้ จะพยายามทำต้นฉบับและออกหนังสือให้ได้ 1 เล่ม
ขอเอาใจช่วยให้พรรคประชาชนประสบความสำเร็จ

แลไปข้างหน้า

จนกว่าเราจะพบกันอีก

สมช.คุมเข้มสถานทูต‘คู่ขัดแย้ง’ รับมือขั้นสูงสุด ประเมินการสู้รบลากยาว

สมช.คุมเข้มสถานทูต‘คู่ขัดแย้ง’ รับมือขั้นสูงสุด ประเมินการสู้รบลากยาว

สมช.คุมเข้มสถานทูต‘คู่ขัดแย้ง’ รับมือขั้นสูงสุด ประเมินการสู้รบลากยาว

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมช.คุมเข้มสถานทูต‘คู่ขัดแย้ง’ รับมือขั้นสูงสุด ประเมินการสู้รบลากยาว เปิดแผนอพยพคนไทย

นายกฯถกด่วน สมช.รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลางประเมินสถานการณ์ยืดเยื้อแน่ สั่งเตรียมแผนอพยพคนไทยออกจากอิหร่านผ่านชายแดนตุรกี จ่อคุยรัฐบาลอิหร่านให้หลักประกันความปลอดภัย-อำนวยความสะดวก เผย ‘ตร.-ฝ่ายการข่าว’คุมเข้มสถานทูต‘สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน’ พร้อมเฝ้าระวัง นทท.ต่างชาติ ด้านกองทัพไทย ยืนยันยกระดับความพร้อมสูงสุด

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช.และผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือถึงการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

เร่งอพยพคนไทยกลับให้เร็วที่สุด

โดยนายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องของการช่วยเหลือพลเมืองไทย ที่อยู่ในประเทศที่มีปัญหาตอนนี้ ได้ดําเนินการด้านการทูต โดยเราจะให้การช่วยเหลือทุกรูปแบบ ประชาชนไทยที่อยู่ในอิหร่านก็จะเร่งให้การช่วยเหลือนํากลับประเทศไทยให้เร็วที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ส่วนประเทศอื่นๆจะประสานงานผู้ที่มีความประสงค์ที่จะเดินทางกลับ จะมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป

กต.อยากเห็นสันติวิธีแก้ไขปัญหา

ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมว่า ประเด็นหลักที่มีการประชุมคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะนี้ที่มีการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯและอิสราเอล ต่ออิหร่าน ซึ่งท่าทีของไทย มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว เพราะมีผลกระทบต่อสันติภาพความมั่นคงในภูมิภาคของโลก

“เราอยากให้มีการแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ด้วยการเจรจาทางการทูต บนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศ “นายสีหศักดิ์ ระบุ

เปิดแผนอพยพออกจากอิหร่าน

นอกจากนี้ เรามีความห่วงใยในความปลอดภัยของคนไทย ที่อยู่ในพื้นที่โดยเฉพาะอิหร่าน เพราะมีคนไทยอยู่ 200 กว่าคน ซึ่งสถานทูตไทยในกรุงเตหะราน ได้ติดต่อคนไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิดโดยให้ใช้ความระมัดระวังและให้อยู่ในที่ปลอดภัย โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญ ในการช่วยเหลือคนไทยเดินทางกลับมาประเทศ

“ขณะนี้น่านฟ้าบริเวณดังกล่าวปิดอยู่ ดังนั้นการอพยพคนไทยออกจากอิหร่าน ต้องทำผ่านชายแดนตุรกี และเดินทางกลับโดยเครื่องบิน ซึ่งคนไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับขณะนี้ 20 คนโดยจะอำนวยความสะดวกด้วยการ เดินทางทางบก โดยใช้รถยนต์ข้ามผ่านชายแดนตุรกี หากมีจำนวนไม่เยอะ ก็ใช้เครื่องบินพาณิชย์” นายสีหศักดิ์ กล่าว

นอกจากการเดินทางทางบกแล้ว เราอาจจะต้องมีการส่งเครื่องบินไปรับ ซึ่งได้มีการประสานงานกับกองทัพอากาศแล้ว เพราะฉะนั้นในทุกฉากทัศน์เรามีความพร้อม

คนไทยในอิสราเอลขออยู่ต่อ

นายสีหศักดิ์ กล่าวถึงการอพยพคนไทยในอิสราเอลว่าทางอิสราเอลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาได้ และยังไม่มีคนไทยที่ได้รับผลกระทบ และยังไม่มีคนไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางกลับ ซึ่งอิสราเอลให้ความสำคัญกับแรงงานไทย และดูแลความปลอดภัยอย่างดี

ทั้งนี้ ตนห่วงใยสถานการณ์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะในดูไบมีคนไทยที่แสดงความจำนงอยากจะกลับพันกว่าคน จะประสานงานผ่านสนามบินที่เมืองมัสกัต ในโอมาน

ส่วนประเทศที่ได้รับการโจมตีจากอิหร่าน ทั้งบาห์เรน จาการ์ตา คูเวต ได้ให้สถานทูตไทยติดต่อแล้วว่าอยากกลับไทยหรือไม่ ผ่านเมืองที่ใกล้ที่สุดในซาอุฯ

ให้อิหร่านช่วยอำนายความสะดวก

เมื่อถามว่า การอพยพคนไทยจำนวน 20 คนจากอิหร่าน จะดำเนินการเร็วที่สุดได้เมื่อใดนั้น นายสีหศัหดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่เกิดสงคราม 12 วัน การเดินทางด้วยรถยนต์ 1,000 กว่ากิโลเมตร ค่อนข้างลำบากและมีด่านต่าง ๆ ซึ่งเราจะดำเนินการทันที แต่ขอให้ประสานกับทางอิหร่านเพื่อให้เขาอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้เกิดความราบรื่น

เมื่อถามว่า จะรับรองความปลอดภัยในการเดินทางจากอิหร่านไปยังตุรกีอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราจะคุยกับฝ่ายอิหร่าน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นมนุษยธรรม และต้องขอให้เขาให้หลักประกันในเรื่องความปลอดภัย

ประเมินสถานการณ์ยืดเยื้อแน่

เมื่อถามว่า ได้ประเมินหรือไม่ว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เราประเมินว่าคงจะยืดเยื้อ เพราะเป้าหมายของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล คงไม่ใช่เรื่องของการขจัดภัยนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียวและอิหร่านมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติการโต้ตอบไปยังหลายประเทศที่มีฐานทัพอเมริกัน รวมทั้งฝ่ายไทยก็ต้องเตรียมความพร้อมในประเทศด้วย จึงขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงเดินทางไปยังภูมิภาคดังกล่าว

เมื่อถามว่า มีความกังวลเกี่ยวกับสถานทูตไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีการติดต่อกันได้ แม้จะมีสัญญาณขาดการติดต่อเป็นช่วง ๆ แต่เราก็ทำอย่างสม่ำเสมอ แต่ที่เป็นห่วงคือ ประชาชนคนไทยต้องเตรียมเสบียงน้ำและอาหารแห้งทั้งหลาย

สมช.สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง

ขณะที่นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า มติที่ประชุมสมช. วันนี้ 1.ได้มอบหมายให้ทางตำรวจและหน่วยงานด้านการข่าว ไปติดตามเฝ้าระวัง สถานที่คู่ขัดแย้ง โดยเฉพาะ สถานที่เอกอัครราชทูต ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเรื่องของกิจกรรมต่างๆ ซึ่งทางตำรวจก็ได้มีการเตรียมการรองรับไว้แล้ว และมีแผนรองรับที่ชัดเจน

และ2.ติดตามบุคคลที่เข้าออกประเทศไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่จะนำมาซึ่งความไม่สงบเรียบร้อย ซึ่งตรงนี้จะมีมาตรการในการติดตามเพิ่มเติม และ3.เรื่องสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่มีการบิดเบือนสร้างความแตกแยก สร้างความขัดแย้ง ก็จะมีการติดตามตรวจสอบให้ถูกต้องเหมาะสม

พร้อมดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า นักท่องเที่ยวทั้งอิหร่านและอิสราเอล ที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจะมีการดูแลอย่างไร นายฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะนี้พวกเขายังใช้ชีวิตปกติอยู่ ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงจะมีการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เราจะดูแลความปลอดภัยทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติประเทศไหนก็ตาม

เมื่อถามว่าจะมีการป้องกันภัยไซเบอร์อย่างไร เลขาฯสมช. กล่าว ว่า ที่ประชุม ได้ให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยงานด้านการข่าวและทาง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ไปดำเนินการในเรื่องนี้ ยืนยันว่าเราให้ความสำคัญ เพราะโซเชียลฯ ไปบิดเบือนสร้างความขัดแย้ง ระหว่างกลุ่มคนต่างๆที่มีความเห็นไม่ตรงกัน

กองทัพไทยสั่งเตรียมพร้อมสูงสุด

ส่วน พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากสมช. และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเตรียมแผนรองรับวิกฤตการณ์อย่างเต็มรูปแบบ โดย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์ และผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ตลอด 24 ชั่วโมง

พร้อมอพยพทันทีที่รัฐบาลสั่งการ

“ยืนยันจุดยืน «เป็นกลาง» ตามนโยบายรัฐบาล โดยยึดถือการปกป้องผลประโยชน์ของชาติเป็นเป้าหมายสูงสุด โดยบูรณาการร่วมกับเหล่าทัพและกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งกำลังพลและอากาศยาน เพื่อเริ่มการปฏิบัติการอพยพคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยทันทีที่มีคำสั่ง”พล.ต.วิทัย ระบุ

ผบ.ตร.ยกระดับความปลอดภัย

ทางด้านพล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีนายกฯสั่งการเร่งช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง โดยให้ทุกหน่วยพร้อมปฏิบัติการ 24 ชั่วโมงนั้น ทางพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคล สถานที่สำคัญ และสถานที่ราชการ โดยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังให้ติดตามสถานการณ์ และสืบสวนหาข่าวคนต่างด้าวที่อาจก่อเหตุ หรือกระทำความผิดกฎหมายที่จะส่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ หรือผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตามช่องทางเข้าออกตามแนวชายแดน ช่องทางธรรมชาติ รวมทั้งเตรียมมาตรการรองรับ ณ ท่าอากาศยาน ในกรณีมีการเดินทางรับคนไทยกลับเข้าประเทศไทย จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุและมาตรการรองรับความแออัดในพื้นที่ท่าอากาศยานในกรณีฉุกเฉิน

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ยังสั่งการให้ประสานข้อมูลข่าวสารกับต่างประเทศ ประเทศสมาชิก องค์การตำรวจสากล หน่วยตำรวจประเทศต้นทาง และใช้กลไกช่องทางกงสุล ในการประสานข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และให้ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

ตำรวจเฝ้าระวังเข้มพื้นที่เอี่ยวสู้รบ

พล.ต.ต.อัฎธพร วงศ์ศิริปรีดา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ได้เฝ้าระวังพื้นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งตะวันออกกลาง เช่น สถานทูต ชาบัด โบสถ์ยิว หรือที่พักอาศัยของกลุ่มชาวยิว ตลอดจนมัสยิดชุมชนชาวชีอะห์ สนามบิน พร้อมทั้งคุมเข้มระบบขนส่งมวลชน รวมถึงจุดเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น สถานีรถไฟฟ้าสยามสแควร์ และสถานีอโศก อย่างไรก็ตาม การข่าวยังอยู่ในระดับสีเขียว

นอกจากนี้ ได้มอบหน่วยงานเกี่ยวข้องหาข่าว พร้อมทั้งบูรณาการกำลังกับ 191 และสันติบาล เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงทั้ง 3 เป้าหมาย โดยเฉพาะวันที่ 3 มี.ค.จะมีพิธีรำลึกถึงเหยื่อและส่งกำลังใจให้ผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ซึ่ง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ดูแลพื้นที่เป้าหมาย พร้อมสั่งเพิ่มเติมให้ดูแลบ้านพัก ห้องเช่า ให้สำรวจกล้องวงจรปิดและมุมกล้องแต่ละพื้นที่ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี พร้อมจัดรถสายตรวจออกตรวจตามวงรอบ และตั้งจุดตรวจเฝ้าระวังเหตุ

ตรีนุช’เผยแรงานไทยขอกลับน้อย

ส่วน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน แถลงถึงผลการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีให้ความห่วงใยเรื่องของแรงงานไทย ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์เร่งด่วนในการติดตามแรงงานไทยที่อยู่ในกลุ่มตะวันออกกลางใกล้ชิด ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของประเทศอิสราเอล ประมาณ 60,000 คน เป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง ในส่วนรัฐบาลอิสราเอลได้ให้การดูแลแรงงานไทยเป็นอย่างดี และยังไม่ได้รับรายงานการขอกลับประเทศไทย โดยสถานการณ์ยังคงต้องประเมินเป็นระยะ

“นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำและแสดงความเป็นห่วง กระทรวงแรงงานได้ประสานงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ในกรณีที่คนไทยต้องการที่จะเดินทางกลับประเทศไทยได้ประสานในส่วนของการนำส่งคนไทยกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ “น.ส.ตรีนุช กล่าว