เปิดทำเนียบถกเจ้าสัว นายกฯ อนุทิน นัดนักธุรกิจ แก้ปมธุรกิจสร้างงานให้ปชช.

เปิดทำเนียบถกเจ้าสัว นายกฯ อนุทิน นัดนักธุรกิจ แก้ปมธุรกิจสร้างงานให้ปชช.

เปิดทำเนียบถกเจ้าสัว นายกฯ อนุทิน นัดนักธุรกิจ แก้ปมธุรกิจสร้างงานให้ปชช.

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

“นายกฯ” บอกคุยเจ้าสัวแก้ข้อติดขัดธุรกิจมุ่งสร้างงานปชช. 

วันนี้ 15 พฤษภาคม 2569  เมื่อเวลา 16.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนพูดคุยกับกลุ่มเจ้าสัว คาดหวังอะไรว่า วันนี้เราให้ผู้ประกอบการได้แนะนำให้ความเห็นแล้วรัฐบาลจะรับฟังนำความคิดเห็นข้อชี้แนะต่าง ๆ พยายามอำนวยความสะดวกให้มากที่สุดเพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้งผู้ประกอบการ ประชาชน และประเทศ 

อนุทิน ชาญวีรกูล

เมื่อถามว่าจะนำความคิดเห็นเหล่านั้นไปต่อยอดในการขับเคลื่อนเศรฐกิจอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็รับฟังเขาว่าแต่ละภาคส่วนเป็นอย่างไรบ้าง เขาคาดหวังอะไรที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและทำให้เขาขยายกิจการได้ ให้เขาสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประเทศหรือตรงไหนติดขัด และภายใต้การบริหารของรัฐบาลที่ตนเป็นหัวหน้า ต้องการให้ขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจไปด้วยกัน รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ จะไปขับเคลื่อนอะไรโดยไม่ถามผู้ประกอบการก็อาจไม่ตรงความต้องการ หรืออาจไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด อยากให้ผู้ประกอบการที่ส่วนใหญ่รู้จักกันสนิทแนบแน่นอยู่แล้วมาพูดเปิดอกกันรัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำทุกอย่างให้เศรษฐกิจแข็งแรงมีศักยภาพ มีอนาคต มีความยั่งยืน

เมื่อถามว่าการพูดคุยครั้งนี้จะขอความร่วมมืออะไรจากผู้ประกอบการหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเราสามารถทำให้เขาได้ดำเนินกิจการเติบโตขยายตัวได้ ช่วยเราจ้างแรงงานให้มีอัตราการทำงานของประชาชนสิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้าไปให้เศรษฐกิจได้ขับเคลื่อนขยายตัว  

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

บิ๊กแมตช์เศรษฐกิจ เจ้าสัวธนินท์-เจ้าสัวสหพัฒน์ นั่งประกบ อนุทิน ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนกู้เศรษฐกิจชาติ

บิ๊กแมตช์เศรษฐกิจ เจ้าสัวธนินท์-เจ้าสัวสหพัฒน์ นั่งประกบ อนุทิน ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนกู้เศรษฐกิจชาติ

บิ๊กแมตช์เศรษฐกิจ เจ้าสัวธนินท์-เจ้าสัวสหพัฒน์ นั่งประกบ อนุทิน ผนึกกำลังรัฐ-เอกชนกู้เศรษฐกิจชาติ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.20 น.

‘อนุทิน’ล้อมวงคุยCEO ชั้นนำระดับปท. ‘เจ้าสัวซีพี-เจ้าสัวสหพัฒน์‘นั่งประกอบข้าง ลั่นรัฐบาล-เอกชน ต้องเดินคู่กัน ลั่นรัฐบาล-เอกชนต้องเดินไปด้วยกัน เสริมความมั่นคง-แข็งแกร่งเศรษฐกิจประเทศ ชี้เมื่อประเทศประสบความสำเร็จทุกคนคือผู้ชนะ ยันรบ. พร้อมอำนวยความสะดวกไม่ยึดติดบริบท-กฎหมายเดิม

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 15 พ.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากภาคธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ

อนุทิน

โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว. ศึกษาธิการ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม 

ทั้งนี้นายภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ กรรมการบริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด (มหาชน) ได้นั่งขนาบข้างนายกฯ

อนุทิน

นอกจากนี้ยังมีนายสารัชถ์  รัตนาวะดี ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทกัลฟ์ ดีเวลลอป้มนท์ จำกัด (มหาชน) นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ผู้บริหารบริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้ต้องขอกล่าวคำว่ายินดีต้อนรับผู้ประกอบการภาคเอกชนทุกท่านที่ได้ให้เกียรติรัฐบาลได้มาพบกันกับพวกเราวันนี้ หัวข้อคือผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปตนพูดจบก็เหลือแต่ท่านพูดแล้ว พวกตนก็ฟังอย่างเดียวและประมวลเรื่องต่างๆเพื่อนำเป็นบทสรุปในการที่จะทำให้ทุกอย่างได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ประกอบการ ซึ่งทางรัฐบาลชุดนี้ถือว่าเป็นผู้ที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันไปกับรัฐบาล ต่างคนต่างไปไม่ได้ เพราะว่ามันจะทำให้เป้าหมายเราไม่สามารถบรรลุ  วันนี้เป้าหมายคือรัฐบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านเพื่อที่จะทำให้เราสามารถส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการภาคส่วนให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเงินระหว่างประเทศ เรื่องของเทคโนโลยีเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาที่ที่ผ่านมา รัฐบาลเราให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคเสริมศักยภาพให้กับภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาด้านกฎระเบียบต่างๆขั้นตอนการอนุญาตที่มีความซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นต้นทุน ของการดำเนินธุรกิจตลอดจนปัญหาการขาดแคลนแรงงานและทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเปิดประตูสู่อุตสาหกรรมสีเขียวที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

อนุทิน

นายกฯ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมวงนี้ต้องถือว่าไม่มีหัวโต๊ะทุกคนถือว่าเป็นหัวโต๊ะ ตนก็ได้แทรกให้รัฐมนตรีหลายท่านอยู่ในการประชุมนั่งแซมกับท่านด้วย เมื่อสัปดาห์ก่อน ตนได้ไปประชุมอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ ก็ได้ไปเสนอเรื่องการผลักดันการให้ความสำคัญกับทางพลังงานโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร ย้ำว่าอาเซียนจะต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันและเกิดกลไกลในการต่อรอง ซึ่งจะเป็นการยกระดับความสำคัญของอาเซียนในทางภูมิศาสตร์ด้วย ซึ่งทุกประเทศต้องกราบเรียนว่าพูดถึงเรื่องพลังงานสะอาดพูดถึงเรื่องโลจิสติกส์ พูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารทุกประเทศพูดเหมือนกันไม่ได้นัดหมาย แต่เน้นใน 3 ประเด็นนี้ ซึ่งตนคิดว่าสำหรับประเทศไทยเรามีความแข็งแรงและมีศักยภาพเป็นอย่างมากใน 3 ประเด็นนี้ที่จะขับเคลื่อนให้อาเซียนของเราเป็นศูนย์กลางที่จะทำให้ โลกทั้งใบให้ความสำคัญและประเทศไทยของเรา เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ฉะนั้นโอกาสในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น พูดง่ายๆว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ตนได้กราบเรียนคือรัฐกับเอกชนต้องไปด้วยกันและในความเป็นรัฐบาลชุดนี้เราพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกทุกๆอย่างวันนี้เราไม่ยึดติดอยู่กับบริบทเดิมๆ หรือยึดติดกับกฎหมายเก่าๆ และขั้นตอนที่หลากหลายและที่สำคัญความยุติธรรมให้ทุกท่านได้มีโอกาสในการประกอบธุรกิจและดำเนินธุรกิจในการว่าจ้างแรงงานเสริมสร้างศักยภาพให้กับประเทศให้กับกิจการของท่าน เพราะรัฐบาลถือว่าประเทศไทยถ้าเราจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งไปได้ เราจะขาดพวกท่านไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ตนได้ปรารภหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายท่านตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)จึงได้ขอให้มีการ จัดการพบปะกันในวันนี้ขึ้น เพื่อรับฟังความเห็นจากท่านทั้งหลายเพื่อที่เราจะได้นำมาประยุทธ์และนำมาทำให้ความต้องการความคาดหวังทั้งหลายของท่านได้เป็นส่วนที่จะทำให้ท่านบรรลุเป้าหมาย เมื่อท่านประสบความสำเร็จ ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จ ทุกคนถือว่าเป็นผู้ชนะนี่คือวัตถุประสงค์ของวันนี้

“ผมขอให้ท่านได้หารือกันในวงนี้เต็มที่และถ้ายังไม่หน่ำใจเดี๋ยวเราไปทานข้าวเย็นกันวันนี้ ขออนุญาตให้รัฐบาลเป็นเจ้ามือและเป็นเจ้าภาพในการร่วมรับประทานอาหารเย็นกับนักธุรกิจชั้นนำผู้ประกอบการชั้นนำของประเทศ เพื่อใช้ทุกแนวทางและทุกข้อมูลที่ได้จากท่านเพื่อทำประโยชน์ให้กับประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายกฯ กล่าว

อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน
อนุทิน

อนุทิน ประกาศลั่น ยุคนี้ต้องไม่มีสินบน สั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับเงิน

อนุทิน ประกาศลั่น ยุคนี้ต้องไม่มีสินบน สั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับเงิน

อนุทิน ประกาศลั่น ยุคนี้ต้องไม่มีสินบน สั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐเรียกรับเงิน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

“อนุทิน” ลั่นยุคนี้ต้องไม่มีสินบน เตรียมสั่ง ครม.เช็กบิล หลัง กกร.แฉ 10 หน่วยงานรัฐ เรียกรับเงิน ยอมรับดัชนีคอร์รัปชันไทยรั้งท้าย เหตุจาก “ความรู้สึก” ฝังใจ ลั่นต้องล้างตราบาป ไม่สร้าง “ดิจิตอลฟุตปริ้นท์” แย่ๆทิ้งไว้ หวังกู้ความเชื่อมั่นประเทศกลับคืนมา

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.50 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)เปิดเผยข้อมูล 10 หน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวข้องกับการเรียกรับค่าใช้จ่ายพิเศษหรือสินบน ว่า จะต้องไม่มีหน่วยงานไหนที่ทําเช่นนั้นได้ ซึ่งเราก็รับฟังจากภาคเอกชนดังกล่าว และวันนี้ได้พบกับอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมิอง ซึ่งเป็นหนึ่งในนั้น ตนจึงบอกว่า เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อกรมโยธาธิการฯอยู่ในการกํากับดูแลของกระทรวงมหาดไทย และปัจจุบันไม่ได้มีเรื่องในการอนุญาตอะไรเลย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตรวจ เขาก็บอกว่าบางทีต้องไปดูก่อน คําว่าโยธาฯมีทั้งเทศบาล จังหวัด   และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ใช้คําว่าโยธา แต่ไม่ใช่กรมโยธาธิการ และผังเมือง ซึ่งอันนั้นไม่สําคัญ ที่สําคัญคือต้องไม่ให้มีเรื่องพวกนี้ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในเมื่อมีเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนมาเช่นนี้ นายกฯ จะให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ตนจะนําเรื่องนี้แจ้งให้ รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงทราบ เพื่อให้ไปติดตามว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้ หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดอันดับความเชื่อมั่นในเรื่องของคอรัปชั่นจัดอันดับให้ประเทศเราอยู่ในลำดับรั้งท้าย ตนจึงถามว่าไปทําการศึกษาหรือวิเคราะห์กันมาอย่างไร เขาบอกว่าใช้ดัชนีความรู้สึกในการถาม ตนคิดว่ามันไม่พอ และเชื่อว่าในหลายปีที่ผ่านมาเราใช้หลักธรรมาภิบาล เพราะมีองค์กรอิสระต่างต่างๆคอยตรวจสอบเรื่องคอร์รัปชั่น โดยที่รัฐบาลเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ จริงๆแล้วในทางปฏิบัติ ก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งจะเห็นว่ามีการดําเนินคดีลงโทษผู้กระทําผิดมากมาย แต่อาจจะเป็นความรู้สึกที่มีมานานแล้ว อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องล้างตราบาป จากนี้ไปเราต้องไม่ทําอะไรที่ไม่ดี คําว่าตราบาปสมัยเก่าใช้คําว่า Stigma(สติ๊กม่า) เดี๋ยวนี้ใช้คําว่าดิจิตอลฟุตปริ้นท์ เราอย่าให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นจะฝังไปในจิตใจคน ถามกี่ครั้ง ๆ ก็บอกว่าโกง เพราะเราสร้างแนวทางมาไว้ไม่ดี ก็ต้องแก้ไขตรงนี้ 

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก พรก.กู้เงิน แก้วิกฤตพลังงาน

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก พรก.กู้เงิน แก้วิกฤตพลังงาน

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก พรก.กู้เงิน แก้วิกฤตพลังงาน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.00 น.

“ดร.ณัฏฐ์”  ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก “พรก.กู้เงิน” ผลกระทบพลังงาน เป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน เป็นภัยความมั่งคงในทางเศรษฐกิจ จำนวนเงินถือทั้งฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัย ภายใน 60 วัน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า การตรากฎหมายของฝ่ายบริหาร โดยคณะรัฐมนตรี เป็นพระราชกำหนด หรือ พรก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 โดย พรก.ที่ออกโดยฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะชื่อต่อท้ายด้วยอะไร ถือเป็นอำนาจและกระบวนการตรากฎหมายของคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 172 เป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปัดป้องภัยพิบัติสาธารณะ โดยมีเงื่อนใขในการตรา พรก. เมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สามารถตรา พรก. ได้

ปัญหาพลังงานขาดแคลน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นปัญหาความต่อเนื่อง ถือเป็นความเดือดร้อยของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ย่อมมีผลทางตรงและทางอ้อม ทำให้สินค้าอุปโภค บริโภค มีราคาสูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อขยับ ทำให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้กระบบต่อต้นทุนการผลิต ทำให้อุปทานการผลิตเพิ่มราคาสูงขึ้นไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การตราพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 โดยให้อำนาจกระทรวงการคคลังกู้เงินมาใช้แก้ปัญหาพลังงาน ถือเป็นความจำเป็น

ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงราคาสูง หากรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ไข ย่อมลุกลาม ย่อมเป็นห่วงโซ่อุปทาน รายรับของประชาชนไม่พอรายจ่ายเพราะหมดเงินไปกับซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไปเติมรถจักรยานยนต์ รถยนต์ หรือรถบรรทุก ทั้งการใช้ยานพาหนะ ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงตามกลไกภาวะสงครามตะวันออกกลาง ถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ถือเป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

กรณีที่ฝ่ายค้านนำเไปเปรียบเทียบกับ วิกฤติความร้ายแรงในวิกฤติต้มยำกุ้ง ธนาคารล้ม หรือวิกฤตืโตควิด 19 สามารถนำไปเทียบเคียงกันไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงต่างกัน แม้ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ด้วยความเข็มแข็งตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล แต่การตราพระราชกำหนด(พรก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กับ พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ในประเด็นหนี้สาธารณะคงค้างภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งเพดานสูงสุดไว่ไม่เกินร่อยละ 70 ของ GDP แยกต่างหากจากกัน ถือเป็นคนละส่วนกัน แม้จะมีผลผูกพันกับประชากรทุกคน โดยเฉลี่ยต่อหัวประชากรที่เกิดใหม่ด้วยก็ตาม

แต่การที่จะพิจารณาว่า เงินกู้ส่วนสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ อีก 2 แสนล้านบาท ไม่ใช่จำเป็นเร่งด่วน นั้น อาจสงสัยได้ แต่ในการบริหารจัดการของรัฐบาล ต้องดำเนินงานต่อเนื่องจากกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่กระบวนการพระราชกำหนดกู้เงิน ต้องพิจารณาเนื้อหาทั้งฉบับ มิใช่ว่าจะแยกแต่ละรายการว่า ส่วนนี้เร่งด่วน ส่วนนี้ไม่เร่งด่วน เป็นการตีความเข้าข้างตนเอง เมื่อพระราชกำหนดกู้เงินประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รัฐบาลจะต้องนำไปขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน

กรณี สส.ฝ่ายค้าน เห็นว่า พรก.กู้เงินไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยรวบรวมรายชื่อ  สส.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า หรือจำนวน 100 คน ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรและให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นเพื่อวินิจฉัย โดยมาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้รอการพิจารณา พรก.นั้นไว้ก่อน จนกว่าจะได้รับแจ้งการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ

ส่วนที่ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้ระยะเวลาพิจารณาระยะเวลาเท่าไหร่ ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ

โดยพี่น้องประชาชนมีความสงสัยว่า เมื่อพระราชกำหนดออกโดยคณะรัฐมนตรี เหตุใดต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งเป็นเงื่อนไขของกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารที่นำไปใช้ชั่วคราว โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคสาม บัญญัติโดยไม่ชักช้า ในระหว่างสมัยประชุมจะต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการให้เรียกประชุม และต้องนำมาให้รัฐสภา หากไม่อนุมัติหรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติแต่วุฒิสภาไม่อนุมัติ และสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรให้ พรก. นั้นตกไป แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้ป็นไปในระหว่างที่ใช้ พรก.นั้น

‘มัลลิกา’ ลุยชิงศึกผู้ว่ากทม. ลั่นลงแล้วต้องชนะ ฟาดชัชชาติ ‘มีคะแนนเป็นล้านก็หายได้’

'มัลลิกา' ลุยชิงศึกผู้ว่ากทม. ลั่นลงแล้วต้องชนะ ฟาดชัชชาติ 'มีคะแนนเป็นล้านก็หายได้'

‘มัลลิกา’ ลุยชิงศึกผู้ว่ากทม. ลั่นลงแล้วต้องชนะ ฟาดชัชชาติ ‘มีคะแนนเป็นล้านก็หายได้’

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

“มัลลิกา” มั่นมาก ลุยศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม. เตรียมเปิดนโยบายเร็วๆนี้ ฟาด “ชัชชาติ” ไร้ผลงาน มีคะแนนเป็นล้านก็หายเป็นล้าน

15 พฤษภาคม 2569 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อิสระ เปิดเผยกับ “แนวหน้าออนไลน์” ถึงบรรยากาศขณะนี้ที่ผู้มีชื่อเสียงเปิดตัวมาหลายคนท้้งสังกัดพรรค และอิสระ ว่า ไม่รู้สึกกลัว ตนไม่ได้เพิ่งมาทำงานการเมืองเมื่อวาน มีประสบการณ์ทางการเมืองมาพอสมควร เข้ามาสู่โลกโซเชียลหลายปีแล้ว เตรียมนโยบายพร้อมแล้ว และจะประกาศในเร็วๆ นี้

ถามว่าการลงแข่งครั้งนี้จะเกิดการไปตัดคะแนนกับใครหรือไม่ ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ทุกคนมีคะแนนของตัวเอง ตนก็มีคะแนน และได้หาเสียงมาระยะหนึ่งแล้ว

ถามอีกว่าอะไรทำให้มั่นใจว่าจะไม่แพ้ ดร.มัลลิกา กล่าวว่า ตนไม่ได้ลงมาเพื่อแพ้ แต่มาเพื่อชนะ จะทำให้ชนะให้ได้

ส่วนที่สื่อต่างๆระบุว่า ความนิยมของดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังดี และมีโอกาสได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 หลังจากครั้งแรกได้คะแนนมากว่า 1.3 ล้านเสียง ดร.มัลลิกา กล่าวว่า มีเป็นล้านก็หายเป็นล้านได้ เพราะ 4 ปีที่ผ่านมาไม่มีผลงาน ซึ่ง 1 ล้านที่ตกลงไปนั้น ทุกก็สามารถไปหยิบมาได้

คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ถกนัดแรก มีมติตั้งอนุฯ 3 ชุด ยันจะเร่งให้ทันกรอบ 90 วัน

คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ถกนัดแรก มีมติตั้งอนุฯ 3 ชุด ยันจะเร่งให้ทันกรอบ 90 วัน

คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ถกนัดแรก มีมติตั้งอนุฯ 3 ชุด ยันจะเร่งให้ทันกรอบ 90 วัน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.12 น.

มติ คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ นัดแรก ตั้งอนุฯศึกษา 3 ชุด ดูความเป็นไปได้ของโครงการ – สิ่งแวดล้อม เผยรับฟังความเห็นทุกกลุ่ม ยึดดูด้านเศรษฐกิจ- ภูมิรัฐศาสตร์ เล็งนำผลการศึกษา สนข. – สว. นัดถกครั้งสอง มิ.ย.นี้ ยัน เร่งศึกษาให้ทันกรอบ 90 วัน ชี้หากไม่ทันเล็งขอนายกฯขยายเวลา

เมื่อเวลา 14.50 น. วันที่ 15 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ให้สัมภาษณ์ภายการประชุมนัดแรก ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมหารือถึงข้อมูลพื้นฐานต่างๆในการทำงาน ซึ่งมีเวลา 90 วัน ดังนั้น การจะศึกษาใหม่ตั้งแต่ต้นจึงเป็นไปไม่ได้ คณะกรรมการจึงใช้ผลการศึกษาที่มีอยู่ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นผลการศึกษาล่าสุดที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก รวมถึงรายงานจากวุฒิสภาที่ได้ศึกษาไว้มาประกอบในการทำงานด้วย ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาจะดูสมมติฐานแนวโน้มของปัญหาต่างๆในปัจจุบัน และอนาคต การขนส่งสินค้าของโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะเชื่อมทั้งสองฝั่ง รวมถึงความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ พร้อมยืนยันว่า การทำงานจะพิจารณาผลกระทบทุกมิติ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม และจะมีการรับฟังความเห็นภาคประชาชนด้วย

นายดนุชา กล่าวว่า วนอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน และนักวิชาการเข้าร่วมด้วย 2.คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม และผู้แทนหน่วยงานเป็นกรรมการ และ 3.คณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ โดยมีปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน ซึ่งจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ รวมถึงการปรึกษาเชิงสาธารณะ โดยพิจารณาทั้งข้อกังวล รวมถึงนำความห่วงใยในพื้นที่มาร่วมประกอบการพิจารณาด้วย  ทั้งนี้ อนุกรรมการทั้ง 3 คณะ จะรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไปในช่วงเดือนมิถุนายน
      
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะรับฟังเสียงนักวิชาการรวมถึงเอ็นจีโอด้วยหรือไม่ นายดนุชา กล่าว่า จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาด้วยทั้งหมด  เมื่อถามว่า จะออกเป็นลักษณะของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เหมือนกับ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า อันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งต้องไปดูก่อนว่าถ้าโครงการมีลักษณะในเชิงธุรกิจ กลไกในแง่ข้อกฎหมายก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เบื้องต้นจะดูเรื่องความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการก่อน ส่วนเรื่องของกฎหมายยังไม่มีการพูดถึงในขณะนี้ แต่ยืนยันว่า จะรีบดำเนินการ โดยกรอบ 90 วันจะนับจากวันที่ประกาศตั้งคณะกรรมการชุดนี้
      
นายดนุชา ยืนยันด้วยว่า จะนำเรื่องเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ มาประกอบการพิจารณาด้วย แต่ก็ต้องดูว่าการศึกษาในอดีตกับปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งผลการศึกษาของสนข. ทำไว้เมื่อปี 2566 ดังนั้น วันนี้ต้องดูเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และจะต้องปรับให้เป็นปัจจุบัน
     
เมื่อถามว่า คิดว่ากรอบการศึกษา 90 วันเพียงพอหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า จะพยายามทำให้เต็มที่ แต่หากไม่ทันก็จะขอนายกรัฐมนตรีขยายเวลา

ชัชชาติ ชี้แจงด่วน! ยันยังไม่ส่งหนังสือลาออก แค่เตรียมเอกสารไว้ คาดส่ง 18-19 พ.ค.นี้

ชัชชาติ ชี้แจงด่วน! ยันยังไม่ส่งหนังสือลาออก แค่เตรียมเอกสารไว้ คาดส่ง 18-19 พ.ค.นี้

ชัชชาติ ชี้แจงด่วน! ยันยังไม่ส่งหนังสือลาออก แค่เตรียมเอกสารไว้ คาดส่ง 18-19 พ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. ที่ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกระแสข่าวเตรียมยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งว่า ขณะนี้ยังไม่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. 

แต่จัดเตรียมหนังสือลาออกไว้ เพื่อยื่นต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย วันที่ 18-19 พ.ค.นี้ จากนั้นจะบินไปอเมริกา เพื่อแสดงความยินดีบุตรชายรับปริญญา

และวันที่ 28 พ.ค. จะมาสมัครผู้ว่าฯ กทม. พร้อมเปิดตัวทีมงาน รวมทั้ง แถลงผลงานตลอดรยะเวลา 4ปีที่ผ่านมา ตลอดจนนโยบายที่จะเดินหน้าต่อไปในวันเดียวกัน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ชัชชาติ ลาออกผู้ว่าฯ กทม. กกต.แจงขั้นตอนเลือกตั้งใหม่-ปลัดรักษาราชการแทน

รัฐสภา 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน 34 ร่างกฎหมาย ด้าน อภิสิทธิ์ สอนมวย รัฐบาล ทิ้งท้าย

รัฐสภา 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน 34 ร่างกฎหมาย ด้าน อภิสิทธิ์ สอนมวย รัฐบาล ทิ้งท้าย

รัฐสภา 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน 34 ร่างกฎหมาย ด้าน อภิสิทธิ์ สอนมวย รัฐบาล ทิ้งท้าย

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

’รัฐสภา‘ 611เสียง! ไฟเขียวยืนยัน ‘34ร่างกฎหมาย’  เปิดขั้นตอนดันพิจารณาต่อในสภาฯ ด้าน ‘อภิสิทธิ์’ สอนมวย ’รัฐบาล‘ ทิ้งท้าย อย่าดูแคลน-แบ่งแยกงานสภาฯ ย้ำภาคประชาชนแสดงเจตจำนงชัด ไม่ควรถูกกล่าวหาไม่ยืนยันร่างกม.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 15.40 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ที่รัฐสภามิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา147 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ จำนวน 34 ฉบับ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายอีกครั้งภายหลังนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปว่า ขอบคุณรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ชี้แจง ซึ่งความจริงตอนที่ตนอภิปรายได้ระบุว่าความเหมาะสมจริงๆแล้วควรจะเป็นรัฐมนตรี (ครม.) ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แต่ละฉบับมาตอบ จริงๆรัฐมนตรีพยายามอธิบายว่าการยืนยันหรือไม่ยืนยันกฎหมายนั้น ท่านไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง เอาเฉพาะร่างของครม. พรรคการเมือง หรือภาคประชาชน แต่พวกเราที่อยู่ในสภาฯ มานาน เมื่อกฎหมายผ่านวาระที่ 1 รับหลักการ เรามักจะพูดเสมอว่าเจ้าของคือสภาฯ แล้ว ไม่มีกฎหมายรัฐบาลหรือกฎหมายฝ่ายค้าน พรรคนั้นหรือพรรคนี้ ซึ่งคำชี้แจงในทำนองว่า ยังมีปัญหาความเห็นแย้ง ตนไม่อยากให้รัฐบาลดูแคลนการทำงานของสภาฯ หลายฉบับกรรมาธิการฟังทุกฝ่ายมาแล้วจึงได้มีข้อสรุป สิ่งที่เราต้องการในวันนี้คือสภาฯ สามารถสานต่องานของสภาฯ ชุดที่แล้วได้ 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า มีกฎหมาย 2 ฉบับที่คำชี้แจงของท่านทำให้ตนไม่สบายใจ คือ 1. เรื่องการรายงานเคลื่อนย้ายมลพิษ ซึ่งในคำอธิบายกับกลายเป็นว่า ท่านบอกว่าภาคประชาชนไม่ได้แสดงเจตจำนงในการที่จะยืนยัน ซึ่งคนกลุ่มที่เสนอกฎหมายฉบับนี้ ได้ยื่นหนังสือและแถลงข่าว นอกจากนั้นยังเดินสายพบกับพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งตนเมื่อได้รับเรื่องจากพวกเขาได้โทรหารัฐมนตรี 2 คน สส.พรรครัฐบาล 1 คน ว่าเขาประสงค์จะยืนยันและตนเห็นด้วยกับเขา ฉะนั้น ไม่จริงที่บอกว่าเขาไม่ได้แสดงเจตจำนง

“วันนี้ทำของเขาตกแล้ว อย่าไปโทษเขาว่าเป็นเพราะเขาไม่ยืนยัน เพราะผมคนหนึ่งและเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกอีกหลายพรรค ก็ได้พบกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งการที่ท่านบอกว่าไม่เป็นไร รัฐบาลปล่อยตกไปเขายืนยันได้ ถูกต้องครับ แต่ความต่างกลับกลายเป็นว่า ถ้าท่านยืนยันเราตั้งต้นจากการมีร่างที่ทุกฝ่ายเห็นชอบด้วยกันแล้ว เพราะผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการแล้ว แต่ที่เขายืนยันได้ตามสิทธิ์ เหมือนกับเสนอกฎหมายใหม่ กลับยากขึ้นไปอีก แล้วถามว่าผมทราบหรือไม่ว่าทางรัฐบาลคิดเรื่องการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้วเอาสาระตรงนี้ใส่เข้าไป ผมทราบ แต่ถ้าใส่ใจจริงๆ ท่านจะพบว่าการแก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับนั้น จะต้องเสียเวลาอีกมากเพราะรื้อกฎหมายเกือบทั้งฉบับ ในขณะที่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรายงานและเคลื่อนย้ายมลพิษ ถ้าเราผ่านตรงนี้ไปก่อนจะเป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับประชาชนที่ต้องอยู่กับเรื่องเหล่านี้ และเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเองในเรื่องของ OECD ท่านยืนยันได้หรือไม่ว่าถ้าภาคประชาชนยืนยันกฎหมายฉบับนี้ ถ้าถูกตีความว่าเป็นกฎหมายการเงิน นายกฯ จะเซ็นรับรองให้ทันที หรือถ้าเข้ามาอยู่ในระเบียบวาระ รัฐบาลจะยืนยันเลื่อนระเบียบวาระนั้นมาให้เขาก่อน ถ้าเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าก็ยังเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนขึ้นว่าเราจะได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า กฎหมายอสม. ที่ท่านพูด ความจริงเถียงมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว แล้วเขาก็ยืนยันว่า เรื่องอายุไม่เกิน 60 ปี เขาหมายถึงตอนที่จะรับเข้ามาเป็นอสม. แต่อสม. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้วและอายุเกิน 60 ปี เขา ก็ยังยืนยันหลักที่บอกว่าจะพ้นจากการเป็นอสม. ด้วยเงื่อนไข เช่น ตาย ลาออก หรือไม่ผ่านการประเมิน ตนเห็นใจ รัฐมนตรีที่แปลกอยู่ว่าจะต้องมาชี้แจงแทนทุกกระทรวง แต่ข้อเท็จจริงคืออย่างน้อยที่สุด 2 ฉบับนี้ อยากให้ทางรัฐบาลช่วยทำให้สามารถกลับเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาให้เร็วที่สุด และย้ำว่ากฎหมายใดที่พวกเรารับหลักการแล้วเป็นของพวกเราทุกคน ไม่ต้องแบ่งแยก

ทั้งนี้ หลังจากที่สมาชิกรัฐสภา อภิปรายเสร็จสิ้นและ นายภราดร ชี้แจงต่อที่ประชุมอีกครั้งแล้ว จึงได้ลงมติ โดยที่ประชุมได้ใช้วิธีการลงมติครั้งเดียว ว่าจะเห็นชอบร่างกฎหมายที่ ครม. ร้องขอต่อรัฐสภา ทั้ง  34 ฉบับ หรือไม่ มติของที่ประชุม เห็นชอบ 611 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง จากนั้นนายโสภณ ได้สั่งปิดประชุมทันทีในเวลา16.20น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่รัฐสภา ลงมติเห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับจะกลับไปสู่ขั้นตอนที่ค้างอยู่ ยกเว้นหากเป็นร่างกฎหมายที่อยู่ในขั้นตอนกมธ.ของสภาฯ ทางสภาฯ ต้องตั้งกมธ.ชุดใหม่ขึ้นมาพิจารณา ขณะที่วาระกมธ.ของสว. นั้นจะให้วิปวุฒิสภาพิจารณาว่าปรับเปลี่ยนกมธ.หรือให้ชุดเดิม ทำงานต่อ

สำหรับขั้นตอนของร่างกฎหมายที่ค้างอยู่นั้น แบ่งเป็น โดย 1.ร่างกฎหมายที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และส่งคือสภาฯ จำนวน  1 ฉบับ 2.อยู่ในชั้นกมธ.วุฒิสภา พิจารณาเสร็จแล้วรอเข้าวาระพิจารณา 4 ฉบับ 3.อยู่ในชั้น กมธ.ของวุฒิสภา  จำนวน 3 ฉบับ 4.รอการพิจารณาของวุฒิสภาวาระที่หนึ่ง จำนวน 5 ฉบับ

5.อยู่ในส่วนที่กมธ.สภาฯ พิจารณาเสร็จแล้วรอพิจารณาวาระสอง จำนวน 5 ฉบับ  6.อยู่ระหว่างพิจารณาของ กมธ.สภาฯ จำนวน 1 ฉบับ และ 7.รอพิจารณาวาระที่หนึ่ง 

‘จาตุรนต์’ แนะ ‘รัฐบาล’ แสดงความจริงใจหนุนแก้ รธน. ลดครหาเงื่อนไขแค่จัดตั้งรัฐบาล

‘จาตุรนต์’ แนะ ‘รัฐบาล’ แสดงความจริงใจหนุนแก้ รธน. ลดครหาเงื่อนไขแค่จัดตั้งรัฐบาล

‘จาตุรนต์’ แนะ ‘รัฐบาล’ แสดงความจริงใจหนุนแก้ รธน. ลดครหาเงื่อนไขแค่จัดตั้งรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

‘จาตุรนต์’ แนะ ‘รัฐบาล’ แสดงความจริงใจหนุนแก้ รธน. ลดครหาเงื่อนไขแค่จัดตั้ง รบ. ชี้ รัฐธรรมนูญ 2560 ผูกปัญหาเศรษฐกิจทั้งระบบต้องแก้พร้อมวิกฤตประเทศ 

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 15 พ.ค.ที่รัฐสภา นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ผลประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีประชาชนเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถึง 21.6 ล้านเสียง แต่ปรากฎว่าหนึ่งในร่างที่ ครม. ถูกตีตกไปคือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรีระบุว่า เรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายแต่เป็นคำสั่งของประชาชน หากท่านมองว่าเรื่องนี้ใหญ่กว่านโยบายจริงก็ต้องตอบให้ชัดว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการอย่างไรต่อ ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย และการที่พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 พฤษภาคม ก็ถือเป็นท่าทีที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อกระบวนการที่ทุกฝ่ายเคยร่วมกันผลักดันมา อย่างไรก็ตาม ตนต้องข้อสังเกตว่าหากการยกร่างรัฐธรรมนูญตั้งอยู่บนความกังวลเรื่องความขัดแย้งมากเกินไป หรือกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นร่างที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ทั้งหมด อาจทำให้ประเทศไม่ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาดีและเป็นประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีความเห็นว่าควรพักเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไว้และให้แก้ปัญหาปากท้องก่อนนั้น ตนมองว่าเป็นตรรกะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ได้ทำให้ฝ่ายบริหารเสียเวลาในการแก้ปัญหาประเทศหรือปัญหาปากท้องแต่อย่างใด เพราะการแก้รัฐธรรมนูญแยกไม่ออกจากวิกฤตที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่ ปัญหาปากท้องจะแก้อย่างเดียวโดยไม่แก้ปัญหาเศรษฐกิจทั้งระบบก็ไม่ได้ ดังนั้น การจะรับมือกับวิกฤตและแก้ปัญหาปากท้องได้ด้วย จึงต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะปัญหาหลายด้านผูกอยู่กับโครงสร้างที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ทั้งระบบนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่อ่อนแอ องค์กรอิสระที่มีอำนาจสูงแต่ตรวจสอบยาก ระบบป้องกันการทุจริตที่เสื่อมประสิทธิภาพ ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่กลายเป็นกรอบจำกัดการปรับโครงสร้างประเทศ ปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และความสามารถของประเทศในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจทั้งระบบ 

“ฉะนั้น ผมจึงอยากให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนให้ชัดว่า การแก้รัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องรอให้แก้ปัญหาอย่างอื่นเสร็จก่อน แต่ต้องเดินหน้าอย่างรวดเร็ว จริงจัง และร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งนี้ สภาชุดที่แล้วเคยพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรวดเร็วมาแล้ว ครั้งนี้จึงต้องแสดงให้เห็นว่ายังมีความตั้งใจและจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดข้อครหาว่าความรวดเร็วในครั้งก่อน เป็นเพียงเงื่อนไขในการที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ทั้งในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองและผู้นำรัฐบาลประกาศต่อรัฐสภาว่าจะสนับสนุนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ เพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่ให้เกิดข้อครหาต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี รวมถึงทำให้ประชาชนยังมีความหวังต่อผลประชามติ 21.6 ล้านเสียง” นายจาตุรนต์ กล่าว 

แสวง เผย กกต.เริ่มพิจารณาคดีฮั้ว สว.สำนวนใหญ่แล้ว ยันคดีไม่ขาดอายุความ

แสวง เผย กกต.เริ่มพิจารณาคดีฮั้ว สว.สำนวนใหญ่แล้ว  ยันคดีไม่ขาดอายุความ

แสวง เผย กกต.เริ่มพิจารณาคดีฮั้ว สว.สำนวนใหญ่แล้ว ยันคดีไม่ขาดอายุความ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

แสวง เผย กกต.เริ่มพิจารณาคดีฮั้ว สว.สำนวนใหญ่แล้ว ยันคดีไม่ขาดอายุความ เร่งสะสางคำร้องเกือบ 5,000 เรื่องให้จบภายใน 1 ปี จัดประชุมทุกวันจันทร์ถกคดีฮั้ว สว.เต็มวัน เหตุเอกสาร-พยานหลักฐานจำนวนมาก ชี้สังคมอาจมองล่าช้า เพราะความรู้สึกไปไวกว่าข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีฮั้ว สมาขิกวุฒิสภา (สว.) ว่า ขณะนี้ กกต. ได้เริ่มดำเนินการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับสว. ซึ่งถือเป็นสำนวนขนาดใหญ่แล้ว นอกจากนี้ยังมีสำนวนร้องเรียนอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอีกจำนวนมาก เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีการเลือกตั้งต่อเนื่องกัน โดยปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาประมาณเกือบ 5,000 เรื่อง ซึ่ง กกต. ดำเนินการแล้วเสร็จไปกว่า 2,500 เรื่อง และยังเหลืออีกประมาณ 2,500 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี ยืนยันว่าคดีของสำนักงานกกต. ไม่เคยขาดอายุความ เว้นแต่กรณีมีเหตุเฉพาะที่ต้องขอขยายเวลาออกไป เช่น คดีฮั้ว สว. ซึ่งจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ทำให้เร็ว ถูกต้องเป็นธรรม

นายแสวง ยังกล่าวอีกว่า การประชุมของ กกต.มีการกำหนดไว้ว่าใน1 สัปดาห์ การประชุมพิจารณาคำร้อง จะใช้ 1 วันสำหรับการพิจารณาคดีฮั้ว สว.เต็มๆ เช่น กำหนดทุกวันจันทร์พิจารณาคำร้องคดีฮั้ว สว. ส่วนวันอังคารประชุมเรื่องการบริหารกับสำนวนทั่วไป และมีการประชุมวันพุธอีกวันหนึ่ง ซึ่งที่ประชุม กกต.จะกำหนดเลือกวันอีกครั้งหนึ่ง ส่วนสาเหตุที่ต้องใช้เวลาประชุม 1 วันเต็มเพื่อพิจารณาคดีฮั้ว สว. เนื่องจากมีเอกสารพยานหลักฐานจำนวนมากที่ต้องใช้เวลา แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จวันใด

นายแสวง กล่าวว่า ทั้งนี้การทำงานของ กกต. แม้บางครั้งสังคมอาจรู้สึกว่าการดำเนินการยังไม่เห็นผลชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีข่าวทุจริตที่เกิดขึ้น บางครั้งเราได้ดำเนินการนำพยานหลักฐานไปที่ศาลแล้ว แต่ความรู้สึกของประชาชนมักไปไวกว่าข้อเท็จจริง ยกตัวอย่างกรณีในคดีที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ แม้สังคมจะตั้งข้อสงสัยและเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการทันที แต่ตามกระบวนการทางกฎหมาย กกต. ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะต้องรอศาล ซึ่งเราต้องทำตามกฏหมายเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา