แสวง ย้ำเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกพัทยา จะเรียบร้อยที่สุด ตั้งเป้าไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ

แสวง ย้ำเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกพัทยา จะเรียบร้อยที่สุด ตั้งเป้าไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ

แสวง ย้ำเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกพัทยา จะเรียบร้อยที่สุด ตั้งเป้าไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

แสวง ย้ำเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกพัทยา จะเรียบร้อยที่สุด ซักซ้อมเข้ม กปน.ทำหน้าที่ ตั้งเป้าไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่โรงแรม Tsix5 พัทยา จ.ชลบุรี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานเปิดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรครั้งที่ 1 ในประเด็นการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพ, ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, สมาชิกสภาเมืองพัทยา และนายกเมืองพัทยา (กรณีดำรงตำแหน่งครบวาระ) กล่าวว่า ตามแผนจะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ช่างอีกไม่นานชาวกรุงเทพฯและชาวพัทยาจะเอาไปใช้สิทธิ์เลือกผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่ เป็นสมาชิกสภากรุงเทพ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกเมืองพัทยานายกพัทยา

พร้อมขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในการเลือกตั้งสส. ครั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลพื้นฐานน่าจะเป็นกระบวนการการเลือกตั้งหรือข้อมูลเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือผู้สมัคร เพื่อให้ประชาชนใช้ในการตัดสินใจร่วมกับสิ่งที่พรรคการเมืองหรือผู้สมัครได้ร่วมกันหาเสียงในเวลาเลือกตั้ง ถือว่าสื่อมวลชนได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติและสำนักงานกกต.

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้ง ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภากรุงเทพ นายกเมืองพัทยา และสมาชิกในพัทยานั้นขอให้มั่นใจอย่างหนึ่งเรามีประสบการณ์เรารู้ความต้องการความรู้สึกของประชาชนแต่เราไม่สามารถทำตามใจประชาชนได้แน่นอน แต่สิ่งที่เราต้องทำคือทำให้ดีที่สุดครั้งนี้สิ่งที่เราจะทำให้ประชาชนสบายใจคือการการเลือกตั้งที่น่าจะเรียบร้อยที่สุด

เนื่องจากพื้นที่จำกัด ที่กทม. กับพัทยา กรรมการประจำหน่วย (กปน.)เราจะหาจาก9 ใน4 คน ซักซ้อมกฎอย่างเข้มข้น และการขีดคะแนนในหน่วยต้องให้ประชาชนเห็นทุกเรื่อง ทุกอย่างยกเว้นคะแนนในหีบ อย่างอื่นต้องให้ประชาชนเห็น ส่วนประชาชนก็ต้องออกใบเสร็จและเฝ้าระวังว่า กปน. ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ กปน. อาจจะไม่รู้ทุกเรื่องแต่ประชาชนที่ประท้วง ต้องฟังและบันทึกเอาไว้ เป็นอย่างนี้จะเรียบร้อยทุกหน่วย เวลาเลือกตั้งแต่ละครั้ง คนร้อง กปน.เยอะมาก ซึ่งหากผิดเราจะขึ้นบัญชีไว้คงช่วยได้บ้าง ตนตั้งเป้าไว้ว่า จะไม่ให้เกิดความผิดพลาด ในการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา 

แสวง เผย ทราบดีคนคาดหวังช่วงจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องยึดหลักการ ทำตามใจฝ่ายไหนไม่ได้

แสวง เผย ทราบดีคนคาดหวังช่วงจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องยึดหลักการ ทำตามใจฝ่ายไหนไม่ได้

แสวง เผย ทราบดีคนคาดหวังช่วงจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องยึดหลักการ ทำตามใจฝ่ายไหนไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

“เลขาฯแสวง” เปิดใจกลางวงสัมมนาสื่อ ร่ายยาว กกต.รับรู้ประชาชนอยากปฏิรูป “องค์กรอิสระ” บอกทราบดี คนคาดหวังช่วงจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องยึดหลักการมากกว่าถูกใจ ฉะนักการเมืองทำอะไรก็อ้างประชาชน ชี้องค์กรอิสระ ยึด “ประชาธิปไตยของชาติ” ตรวจสอบฝ่ายการเมืองที่แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว สะท้อนบทเรียน 3 รัฐธรรมนูญ ชี้ชัดปัญหาอยู่ที่คน กฎหมายเปลี่ยนแต่คนหน้าเดิม 100%

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมทรี ซิกตี้ไฟว์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในกิจกรรมสัมมนาสื่อมวลชนสัญจร ครั้งที่ 1 การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดใจถึงการทำงานของ กกต. ว่า ทุกการเลือกตั้ง ตนอยากจะพูดคุยเรื่องคนคาดหวังกับ กกต. ซึ่งความคาดหวังทุกอย่าง กกต. ทราบดี ก่อนหน้านี้มีคนวิพากษ์วิจารณ์แสดงความเห็นเหมือนกับว่าต้องปฏิรูปองค์กรอิสระ จนถึงในช่วงการทำประชามติ มีการเอาการปฏิรูปองค์กรอิสระเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“จริงๆเป็นเรื่องดี แปลว่าประชาชนสนใจความเป็นไปของบ้านเมือง เห็นว่าบ้านเมืองควรจะมีการพัฒนาด้วยตัวของประชาชนเอง ทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายที่รัฐธรรมนูญได้ออกแบบไว้” นายแสวง กล่าว

นายแสวง กล่าวต่อว่า ส่วนมากประเด็นที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์คือ กกต. เราไม่ยึดโยงกับประชาชน หรือตั้งคำถามว่า กกต. เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญออกแบบไว้หรือไม่ จริงๆความสำคัญหรือความจำเป็นขององค์กรอิสระ อยู่เฉยๆไม่ได้ตั้งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นตัวศาลรัฐธรรมนูญเอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กกต. หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งหมดมีความจำเป็น มีที่มาที่ไป องค์กรอิสระพวกนี้ขึ้นมาเพราะระบบการเมืองที่ไม่สามารถตอบสนองต่อประชาชนได้ หรือการเมืองรูปแบบประชาธิปไตยแบบคลาสสิกมีข้อจำกัด

นายแสวง อธิบายว่า อย่างแรก คือข้อจำกัดในเรื่องประสิทธิภาพ โดยสังคมที่มีลักษณะซับซ้อนและมีกลุ่มผลประโยชน์มากมาย การจัดสรรผลประโยชน์ให้ไปทุกกลุ่มมีปัญหา อย่างที่สองคือความชอบธรรม ทั้งความชอบธรรมในเรื่องปริมาณ ซึ่งขณะนี้ ค่าเฉลี่ยของการใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยลงทั่วโลก นักการเมืองทั่วโลก เวลาจะทำอะไรจะอ้างประชาชน บอกว่าเลือกตั้งมาได้เสียงข้างมาก เวลาจะเสนอนโยบายอะไรก็จะอ้างประชาชนแล้วประชาชนคือใคร อันนี้เป็นปัญหาอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมืองไทย

ประเทศไทยเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากรอบเดียว คนชนะ ชนะ 40 ก็ถือว่าชนะ ทั้งที่มีคนแพ้อีก 60 ถือว่าเป็นปัญหา หรือการไปอ้างเหตุผลนโยบาย  ซึ่งถ้าตอบสนองต่อผลประโยชน์ประชาชนจริงๆได้ อาจจะไม่เกิดองค์กรก็ได้ แต่จริงๆไม่ใช่ มันเป็นทั่วโลก

นายแสวง กล่าวต่อว่า หลักแรก ตอนที่ยังไม่มีองค์กรอิสระ เขาเรียกว่าประชาธิป ไตยแบบคลาสสิค คืออำนาจอธิปไตยของประชาชน  แต่องค์กรอิสระเกิดจากหลักการประชาธิปไตยของชาติ ชาติมีมากกว่าประชาชน  องค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อตรวจสอบฝ่ายการเมือง ถามว่าจริงๆยึดโยงหรือไม่ ทุกประเทศยึดโยงกับประชาชนอยู่แล้ว แล้วแต่รูปแบบของแต่ละประเทศ

นายแสวง ระบุว่า ประเทศไทยผ่านวุฒิสภา ก็อยู่ที่ว่าวุฒิสภาของเราออกแบบเป็นอย่างไร เราก็มีทุกอย่างมาแล้ว เรามีสภาผัวเมีย พัฒนากัน ทั้งแต่งตั้ง  ทั้งอะไรก็มีมาหมด น่าจะยังไม่ลงตัว ทุกวันนี้ จึงมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะทำอย่างไรให้วุฒิสภาที่เป็นผู้แทนปวงชาวไทยเหมือนกัน จะบอกว่าไม่ยึดโยงก็ได้ มันอยู่ที่การออกแบบ ไม่ได้บอกว่าองค์กรอิสระปัจจุบันไม่ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ ท่านอาจจะไม่สบายใจเรื่องที่มาจากวุฒิสภาก็ได้ เพราะท่านบอกว่าองค์กรอิสระไม่ยึดโยง ซึ่งวุฒิสภาก็ออกแบบมาจากการเลือกของประชาชน ก็เป็นไปตามกฏหมาย

นายแสวง ย้ำว่า องค์กรอิสระมีเพื่อมาตรวจสอบฝ่ายการเมือง มันเป็นแบบนั้นจริงๆ องค์กรอิสระทั่วโลกเกิดขึ้นตามหลักประชาธิปไตยเป็นของชาติ ที่ยุโรปมีก่อนเรา เราเอาเขามา เพียงแต่ว่าจะอยู่อย่างไรให้มีความสุข สงบสุข ตอนนี้ผ่านประชามติมาแล้ว ก็ไปดูว่าควรจะเป็นอย่างไรต่อ

นายแสวง กล่าวว่า องค์กรอิสระ พูดภาษาชาวบ้านคือทำงานไม่ถูกใจชาวบ้าน มันมีหลายแบบ ถูกกฎหมาย ถูกใจทุกหลักการ ถูกหลักการน่าจะดีที่สุด เพราะเป็นความยุติธรรมตามธรรมชาติ แต่ไม่ถูกใจประชาชน กฎหมายออกแบบแบบนี้ ไม่ว่าองค์กรอิสระหรือใครก็ตามต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมาย  บางครั้งความถูกใจทางการเมืองคือต้องการชนะ  มีอยู่แค่นี้ เพียงแต่ว่าชนะ มันจะมีกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมได้อย่างไร แบบนี้ถึงจะเป็นทางออกของบ้านเมืองที่จะไปข้างหน้าได้ ตราบใดที่กฎหมายออกแบบอย่างหนึ่ง การปฏิบัติเป็นอีกแบบหนึ่ง ความต้องการของคน ซึ่งมีหลายกลุ่มหลายขั้ว เป็นอีกแบบหนึ่ง ลำบากแน่นอน

นายแสวง เล่าว่า ตนเคยเป็นหัวหน้าทีมงานร่างรัฐธรรมนูญ สมัยปี 2540 เราก็บอกว่าเรามีรัฐธรรมนูญที่ดีมาก แต่พอรัฐธรรมนูญ 2560 ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ปราบโกง แต่ดัชนีคอร์รัปชันของเราก็ไม่รู้ว่าร่วงไปอันดับที่เท่าไหร่ อยู่ในท้ายๆ การเมืองก็ยังอยู่ที่เดิม การคอร์รัปชันก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม สรุปแล้วอยู่ที่คน เพราะไม่ว่าเราจะแก้หรือจะมีกฎหมายดีอย่างไร ตนอยู่มา 3 รัฐธรรมนูญ คนที่มาจดทะเบียนทางการเมืองเป็นคนหน้าเดิม 100% ผู้สมัครก็คนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปไหน เปลี่ยนแต่กฎหมาย ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็เป็นคนไทยเหมือนเดิม เราใช้ชุดความรู้เดิมกับกติกาใหม่ สุดท้ายก็ไม่ได้ไปไหน ลองมาคิดดูว่าปัญหาพวกนี้มันอยู่ตรงไหน เราจะปฏิรูปองค์กรอิสระอย่างเดียวพอหรือไม่ หรือเราต้องหาได้มากกว่านี้เพื่อให้การเลือกตั้งดี

“ผู้เล่นดี ผู้เลือกดี กรรมการดี 3 อย่างนี้ดี มันก็ไปได้ดี ที่เล่าให้ฟัง เพราะคนคาดหวัง กกต. มาก เราก็พยายามทำสิ่งที่ท่านคาดหวัง ท่านรู้สึก เรารู้ว่าประชาชนต้องการอะไร แต่มันมีข้อจำกัดในเรื่องการต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฏหมาย การแข่งขันต้องมีกติกา ไปทำตามใจฝ่ายไหนไม่ได้ ถ้าไปทำตามสิ่งที่ฝ่ายอยากได้ แสดงว่าบ้านเมืองไม่มีกฎเกณฑ์” นายแสวง กล่าว

เปิดเมนูออเดิร์ฟ Thai Fusion มื้อค่ำ รัฐบาล-เจ้าสัว ฝีมือนศ.มรภ.สวนสุนันทา

เปิดเมนูออเดิร์ฟ Thai Fusion  มื้อค่ำ รัฐบาล-เจ้าสัว ฝีมือนศ.มรภ.สวนสุนันทา

เปิดเมนูออเดิร์ฟ Thai Fusion มื้อค่ำ รัฐบาล-เจ้าสัว ฝีมือนศ.มรภ.สวนสุนันทา

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.19 น.

เปิดเมนูออเดิร์ฟ Thai Fusion  มื้อค่ำ รัฐบาล-เจ้าสัว ทาร์ตยำส้มโอ-ข้าวสามสีผัดพริกเกลือ ฝีมือนศ.มรภ.สวนสุนันทา สะท้อนแนวคิด รัฐ–เอกชน–การศึกษา ร่วมสร้างเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับผู้บริหารระดับสูงจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้การจัดเลี้ยงอาหารค่ำในวันนี้ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) โดยได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานจริง ร่วมกับโรงแรมวังสวนสุนันทา เพื่อเป็นเวทีให้น้องนักศึกษาภาคการโรงแรม ได้ฝึกปฏิบัติงานในสถานการณ์ระดับประเทศ ภายใต้มาตรฐานการรับรองผู้นำภาคธุรกิจชั้นนำของประเทศความสำคัญกับการพัฒนา-ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคบริการของไทย ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ในขั้นตอนการเตรียมอาหารสำหรับจัดเลี้ยงในงาน นักศึกษาได้มีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบเมนู โดยนำวัตถุดิบภายในประเทศมารังสรรค์เป็นอาหารในรูปแบบ Thai Fusion Set อาทิ ทาร์ตยำส้มโอ  กุ้งหวานแตงโม ข้าวสามสีผัดพริกเกลือปลาย่างสมุนไพร  ส่วนการตกแต่งสถานที่และโต๊ะอาหารใช้อุปกรณ์จากทางมหาวิทยาลัยทั้งหมด และการจัดดอกไม้ดำเนินการโดยคณะคหกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาสถาบันการศึกษาของไทย นำน้อง ๆ นักศึกษาภาคการมาร่วมกิจกรรมช่วงงานเลี้ยงค่ำ โดยเปิดอิสระให้มีการนำเสนอเมนูอาหารและการจัดตกแต่งสถานที่ เพื่อเปิดเวทีให้น้อง ๆ นักศึกษาได้นำความรู้และวิชาการ มาปฏิบัติจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสสำคัญเช่นนี้  สะท้อนหลักคิดและวิธีการบริหารงานของนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับ การให้โอกาสและเปิดรับการทำงานในรูปแบบใหม่ ๆ  ซึ่งค่ำคืนนี้ น้องนักศึกษาจะได้แสดงศักยภาพ เรียนรู้จากสถานการณ์จริง และเป็นแรงบันดาลใจในอาชีพเชื่อมต่อกับภาคธุรกิจจริงได้โดยตรง  

“การเปิดเวทีให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในงานระดับนโยบายและการต้อนรับผู้นำภาคธุรกิจ เป็นการสร้างประสบการณ์ตรง เสริมความมั่นใจ และเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” น.ส.รัชดา กล่าว

ทั้งนี้ การจัดเลี้ยงอาหารค่ำครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีสานต่อความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพของความร่วมมือ 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ที่ทำงานเชื่อมโยงกัน ภายใต้แนวคิดสร้างคน สร้างโอกาส สร้างเศรษฐกิจ  ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบ อาหารไทย และอุตสาหกรรมบริการของประเทศ 

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 8 รูป เจ้าคุณชุมพร-หลวงปู่ฤาษีตาไฟ ขึ้นชั้นราช

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ  8 รูป เจ้าคุณชุมพร-หลวงปู่ฤาษีตาไฟ ขึ้นชั้นราช

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ 8 รูป เจ้าคุณชุมพร-หลวงปู่ฤาษีตาไฟ ขึ้นชั้นราช

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 8 รูป ดังนี้

1. พระวชิรรัตนาภรณ์ หรือ “เจ้าคุณชุมพร” วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เป็น พระราชวชิรรัตนาภรณ์

2. พระมงคลกิจโกศล หรือ “หลวงปู่ฤาษีตาไฟ” วัดเทพหิรัณย์ จ.ชัยนาท เป็น พระราชวัชรกิจโกศล

3. พระครูสิริธรรมโกวิท วัดดอนเกลือ จ.ร้อยเอ็ด เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระสิริวัชรธรรม

4. พระครูสารกิจประยุต วัดธัญญาวาส จ.มหาสารคาม เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระวชิรกิจประยุต

5. พระมหาจงยุทธ กิตติยุตโต (เปรียญธรรม 9 ประโยค) วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง จ.หนองคาย เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระศรีวัชรกิตติ

6. พระครูสุทธิวโรภาส วัดท่าสะแบง จ.ร้อยเอ็ด เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระสุทธิวัชโรภาส

7. พระครูวิจิตรธรรมรัตน์ วัดนามะตูม จ.ชลบุรี เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ มีนามว่า พระภาวนาวชิรวัตร

8. พระครูปลัดปิฎกวัฒน์ นิวัฒน์ วัดเชิงเขา จ.สระบุรี เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระวชิรธรรมวัฒน์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 15 พ.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน.

ชัชชาติ ลาออกผู้ว่าฯ กทม. กกต.แจงขั้นตอนเลือกตั้งใหม่-ปลัดรักษาราชการแทน

ชัชชาติ ลาออกผู้ว่าฯ กทม. กกต.แจงขั้นตอนเลือกตั้งใหม่-ปลัดรักษาราชการแทน

ชัชชาติ ลาออกผู้ว่าฯ กทม. กกต.แจงขั้นตอนเลือกตั้งใหม่-ปลัดรักษาราชการแทน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

“ชัชชาติ”ยื่นลาออกผู้ว่าฯกทม. ด้าน”ผอ.กกต.กทม.”ระบุต้องจัดเลือกตั้งใน 60 วัน เป็นกรอบพร้อมเลือก สก.

15 พฤษภาคม 2569 ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) เปิดเผยภายหลังการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของ นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ที่ยื่นต่อปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่า ขั้นตอนนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยจะแจ้งมายังกรุงเทพมหานคร และกรุงเทพมหานครก็จะแจ้งมายังสำนักงาน กกต.กทม.ให้รับทราบตามขั้นตอน ซึ่ง กกต.กทม.จะต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 60 วัน โดยอยู่ในกรอบเวลาสามารถจัดพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ได้

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการส่งเรื่องมาถึง กกต.กทม.ในวันจันทร์ 18 พฤษภาคม 2559 โดยปลัด กทม.จะทำหน้าที่รักษาราชการแทนจนกว่าจะมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ตั้งเข้ามาทำหน้าที่

มีรายงานว่า นายชัชชาติ ได้ยื่นหนังสือลาออกก่อนที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 โดย กกต.ได้เห็นชอบแผนให้จัดการเลือกตั้ง 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเป็นการเลือกพร้อมกับนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา

ปธ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เตือนปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ทำฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ

ปธ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เตือนปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ทำฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ

ปธ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เตือนปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ทำฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เผย ภาคเอกชนเสนอ 3 แนวทางต่อรัฐบาล ก่อนคุยนายกฯ เย็นนี้ เตือนปัญหาสินบนเข้าขั้นวิกฤติ ชี้ เป็นต้นเหตุฉุดศักยภาพแข่งขัน-ภาพลักษณ์ประเทศ หวัง หน่วยงานเรียกรับสินบนยอมรับความจริง-เร่งแก้ไข

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายมานะ นิมิตรมงคล เป็นประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) กล่าวภายหลังการประชุมหารือร่วมกับคณะทำงาน Zero corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ว่า วันนี้ได้มีข้อคิดเห็น และข้อเสนอต่อรัฐบาลใน 3 ประเด็นหลัก โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชัน ที่เป็นปัญหาวิกฤติที่จำเป็นต้องใส่ใจ และมาแก้ไขปัญหาร่วมกัน ถือเป็นปัญหาระดับชาติที่ภาคเอกชนพร้อมให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือกับภาครัฐ โดยทุกข้อเสนอนายปกรณ์ ให้การตอบรับทั้งหมด และจะนำไปเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในช่วงเย็นวันนี้ แต่ขอยังไม่เปิดเผยรายละเอียด ขอให้เป็นประเด็นที่พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีก่อน

นอกจากนี้ ยังมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่คณะทำงาน กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคประชาชน ว่า หน่วยงานภาครัฐใดบ้างที่เรียกรับสินบนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเปิดเผยไปแล้วทั้งหมด 26 หน่วยงาน และจัดอันดับให้เห็น 10 อันดับแรกที่เรียกรับสินบนบ่อย และ 10 อันดับแรกที่เรียกรับจำนวนสินบนสูง ซึ่งได้ชี้แจงให้ทราบว่าที่ผ่านมาทุกหน่วยงานของรัฐที่ภาคเอกชน และประชาชนต้องไปขอใช้บริการ หรือมีอำนาจอนุญาต อนุมัติต่างๆ จะมีเรียกรับสินบนทั้งสิ้นมากน้อยรุนแรงแตกต่างกัน และการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า อะไรหนัก อะไรมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่อยากเห็นไม่ได้หวังว่าจะเกิดการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการต่อว่า บั่นทอน หรือ ตำหนิ หน่วยงานเหล่านั้น แต่หวังว่าทุกหน่วยงานจะยอมรับความจริง แล้วนำไปดำเนินการแก้ไข  และจากนี้ไปได้รณรงค์ให้ภาคเอกชน และภาคประชาชน หากเจอคอร์รัปชันการเรียกรับสินบนที่ไหน ขอให้ช่วยกันร้องเรียน อย่ายอมทนอยู่แบบนี้ เพราะเป็นต้นทุนการทำธุรกิจ

ทั้งนี้ จากข้อมูลการสำรวจจะเห็นว่าบริษัทต่างๆต้องจ่ายสินบน ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมาก ประมาณร้อยละ 48 ของภาคเอกชนที่ไปติดต่อหน่วยงานแล้วจะต้องจ่ายสินบน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ทำให้ประเทศไทยเสียศักยภาพในการแข่งขัน และทำให้เสียชื่อเสียง สิ่งเหล่านี้คนไทยรู้ นักธุรกิจรู้ และคนต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยก็รู้ ซึ่งเขาไม่ชอบ และนี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คะแนนของประเทศไทยตกต่ำ

เมื่อถามว่า ผลสำรวจของ กกร. ได้สำรวจหรือไม่ว่ามาจากนักการเมือง หรือราชการ นายมานะ กล่าวว่า ผลสำรวจไม่ได้เจาะจง แต่ระบุชื่อหน่วยงาน และไม่ได้ระบุว่าเป็นนักการเมือง หรือราชการ แต่ในทางปฏิบัติราชการทุกระดับจำนวนมากจะทำสิ่งเหล่านี้ต่อ ซึ่งเราไม่อยากได้ยินใครมาอธิบายว่า เป็นปัญหาของตัวบุคคล เพราะพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เกิดมาต่อเนื่องยาวนาน เป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นปัญหาวัฒนธรรมในการทำงานของหน่วยงานในระบบราชการ ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล ขออย่าพูดแบบนั้น เพราะเป็นการตัดปัญหาออกไปแล้วจะไม่เกิดการแก้ไขได้เลย 

สว.สำรอง ประเดิมร้อง กมธ.กฎหมาย สอบปม ประภาศ นั่ง ป.ป.ช. ทั้งที่มีคดีติดตัว จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่

สว.สำรอง ประเดิมร้อง กมธ.กฎหมาย สอบปม ประภาศ นั่ง ป.ป.ช. ทั้งที่มีคดีติดตัว จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่

สว.สำรอง ประเดิมร้อง กมธ.กฎหมาย สอบปม ประภาศ นั่ง ป.ป.ช. ทั้งที่มีคดีติดตัว จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

สว.สำรอง ประเดิมร้อง กมธ.กฎหมาย สอบปม ประภาศ นั่ง ป.ป.ช. ทั้งที่มีคดีติดตัว ข้องใจให้เข้ามาช่วย ศักดิ์สยาม หรือไม่ จี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ด้าน โรม รับลูกเตรียมชงเข้าที่ประชุมพร้อมเรียกทุกฝ่ายสอบด่วน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เข้ายื่นหนังสือต่อนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน  ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน  สภาผู้แทนราษฎร จากกรณีนายประภาศ คงเอียด กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.) เคยถูกต้องต่อศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และศาลอุทธรได้ประทับรับฟ้องแล้วในคดีที่กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการคัดเลือกผู้รับงานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า สายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ -มีนบุรี (สุวินทวงศ์) โดยเป็นคดีที่เกิดก่อนที่นายประภาศจะได้รับเลือกเป็นป.ป.ช.  ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2568  โดยที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบด้วยเสียง 173 ต่อ 6 เสียง ในขณะที่นายประภาศเป็นจำเลยที่ 5 ในคดีดังกล่าว และเมื่อเข้าไปตรวจสอบข้อมูลจะไม่พบว่ามีการกระทำความผิด จึงไม่ทราบว่าเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่ 

นอกจากนี้ทั้งที่นายประภาศมีคดีอาญาติดตัว ไม่ทราบว่าในกระบวนการสรรหาของ สว.ปล่อยให้ผ่านมาได้อย่างไร และยังมาตัดสินตีตกคดีของนายศักดิ์ สยาม  ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ซึ่งค้านสายตาพี่น้องประชาชนที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หมายความว่านายประภาศใช้กลยุทธ์อะไรในการหลบคดี โดยที่ไม่ให้คณะกรรมการสรรหาฯรู้ว่าตนเองมีความผิดในคดีดังกล่าว และได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หมายความว่ากระบวนการสรรหาปล่อยผ่านในเรื่องนี้ จึงต้องการให้คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯตรวจสอบเรื่องนี้ว่าการเข้ามาของนายประภาศเข้ามาโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อช่วยเหลือใครหรือไม่เพื่ออุ้มคดีของอดีตรมว.คมนาคมให้ออกไปจากความรู้สึกของประชาชนที่ทุกคนรับรู้อยู่แล้วว่าเป็นคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นนายประภาศควรจะรู้ตัวเองควรจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว  

ด้านนายรังสิมันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องร้องเรียนเรื่องแรก โดยทางกรรมาธิการจะรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ซึ่งสิ่งที่ตนได้รับมามีคำพิพากษาด้วย จึงต้องศึกษาอย่างละเอียด ซึ่งต้องหารือในที่ประชุม และแจ้งว่าจะมีแนวทางอย่างไรต่อไป เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ หากเป็นไปอย่างที่ร้องเรียนจริงก็กระทบกับหลายหน่วยงาน

ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น สีหศักดิ์ ถก รมว.ตปท.อิหร่าน ช่วยเรือไทยพ้นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น สีหศักดิ์ ถก รมว.ตปท.อิหร่าน ช่วยเรือไทยพ้นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น สีหศักดิ์ ถก รมว.ตปท.อิหร่าน ช่วยเรือไทยพ้นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

วันนี้ 15 พฤษภาคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ภาพและข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ เผยแพร่ภารกิจสำคัญของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการเดินทางเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยมีข้อความทั้งหมด ระบุว่า “เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับ ดร. เซย์เยด อับบาส อะรอกชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ BRICS และประเทศหุ้นส่วน ประจำปี 2569 ณ กรุงนิวเดลี

รองนายกรัฐมนตรีฯ แสดงความขอบคุณต่อฝ่ายอิหร่านสำหรับการสนับสนุนที่ช่วยให้เรือพาณิชย์ไทยจำนวน 3 ลำ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย และขอรับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการช่วยให้เรือที่ยังคงติดค้างอยู่สามารถเดินทางผ่านได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ไทยพร้อมจะส่งความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมไปยังอิหร่านผ่านสภากาชาดในไม่ช้า

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเห็นพ้องถึงการยุติความขัดแย้งด้วยการเจรจาและแนวทางการทูต เพื่อนำมาสู่สันติภาพที่ยั่งยืน”

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กระทรวงการต่างประเทศ

ปลัด มท.เก้าอี้ยังปึ้ก! อนุทิน เอ่ยปากการันตี ใครทำงานพระคลังข้างที่ เจริญรุ่งเรืองทุกคน

ปลัด มท.เก้าอี้ยังปึ้ก! อนุทิน เอ่ยปากการันตี ใครทำงานพระคลังข้างที่ เจริญรุ่งเรืองทุกคน

ปลัด มท.เก้าอี้ยังปึ้ก! อนุทิน เอ่ยปากการันตี ใครทำงานพระคลังข้างที่ เจริญรุ่งเรืองทุกคน

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

“อนุทิน”ยันใครทำงานพระคลังข้างที่ เจริญรุ่งเรืองทุกคน ดู”ปลัด มท.”จะไปไม่ไปแหล่ แต่พออยู่โครงการนี้ยังแน่นอยู่

15 พฤษภาคม 2569 ที่ห้องเกียรติคุณพรรณนา 2 อาคารเกียรติคุณพรรณนา (อาคารอำนวยการ) สำนักงานพระคลังข้างที่ ถ.นครราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ร่วมงานแถลงข่าว โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่” ประเภทเพลงลูกกรุง เพลงลูกทุ่ง และเพลงไทยร่วมสมัย ครั้งที่ 3 ปี 2569

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่มีคุณค่า ที่สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ของชาติ เยาวชนจะได้เรียนรู้ผ่านบทเพลงเหล่านี้ ซึ่งผ่านความรักและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตนยังจำบรรยากาศการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี ประทับใจในความสามารถ ความตั้งใจ และพลังของเยาวชนจากทั่วประเทศ ซึ่งตอกย้ำว่า เวทีแห่งนี้สามารถสร้างโอกาสแรงบันดาลใจและคุณค่าที่ดีให้กับสังคมไทยได้อย่างแท้จริง สิ่งที่น่าชื่นชมอีกประการหนึ่งคือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และภาครัฐภาคเอกชน วงการดนตรี และศิลปินและผู้ฝึกสอน สื่อมวลชน และหน่วยงานต่างๆ ที่วงการสนับสนุนโครงการนี้และมีเป้าหมายร่วมกัน และชื่นชมสำนักงานพระคลังข้างที่ และทุกหน่วยงาน ที่ได้ร่วมกันจัดโครงการอันทรงคุณค่า ถือว่าพวกเราทุกคนได้ทำงานนี้แล้วเจริญรุ่งเรืองทุกคน ถามปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ จะไปไม่ไปแหล่ แต่พอมาอยู่โครงการนี้ยังแน่นอยู่

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาเยาวชน และส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการนี้จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตนมีความสนใจมีความชื่นชอบชื่นชมในเรื่องของเพลงอยู่แล้ว ยิ่งได้มาพบกับผู้ที่ร่วมจัดงาน ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาจารย์และครู เป็นผู้ที่สนับสนุนในเรื่องของการดนตรีและเพลงต่างๆ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้มาทำเรื่องนี้เพื่อให้มันเป็นนโยบายหรือเป็นภารกิจ แต่เราทำเพื่อความรัก ซึ่งเพลงสมัยเก่าเยุคสมัยถือว่าเป็นการสอนให้เห็นว่า ประเทศของเรามีความเจริญทางด้านวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก และเราต้องสนับสนุนและสืบสานต่อไป เนื้อหาในเพลงต่างๆ ล้วนแล้วแต่สามารถนำไปใช้ดำรงชีวิตได้ ซึ่งการดำรงชีวิตของตน การทำงาน การใช้ชีวิตหลายๆ อย่าง เมื่อสักครู่เพลงที่ร้องบนเวที ตนเพิ่งเคยได้ยินเพลง “ไม่เคยรักใครเท่าเธอ” เดี๋ยวจะไปหัดร้องให้คนที่บ้านฟัง หวังว่าพวกเราทุกคนจะชื่นชอบและได้รับความรื่นรมย์ เมื่อเราเข้าถึงเสียงเพลงเข้าถึงดนตรี ความละเมียดละมุนละไมก็จะเกิดขึ้นสติปัญญา ก็จะเกิดความสำนึกผิดชอบชั่วดี และเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเอง คนใกล้ชิดเรายืนยันการสนับสนุนอย่างเต็มที่ วันที่ 31 ต.ค.ถ้ายังเป็นนายกฯ ไปร่วมงานแน่นอน

จากนั้น นายอนุทิน ขึ้นเวทีร่วมร้องเพลง “ขอพบในฝัน” ของ นายชรินทร์ นันทนาคร ศิลปินแห่งชาติ

– 006

ผศ.ดร.เชษฐา ชี้คลายล็อก 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุน เป็นผลดีกับผู้บริโภค ราคาสินค้า-บริการ ถูกลง

ผศ.ดร.เชษฐา ชี้คลายล็อก 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุน เป็นผลดีกับผู้บริโภค ราคาสินค้า-บริการ ถูกลง

ผศ.ดร.เชษฐา ชี้คลายล็อก 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุน เป็นผลดีกับผู้บริโภค ราคาสินค้า-บริการ ถูกลง

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

“ผศ.ดร.เชษฐา” ชี้คลายล็อก 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุน เป็นผลดีกับผู้บริโภค ราคาสินค้า-บริการ ถูกลง หลังแข่งขันเพิ่ม ดึงเทคโนโลยี เงินลงทุน-จ้างงาน เชื่อ ไม่ใช่ปล่อยเสรีไร้การกำกับ

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความเห็นต่อกรณีรัฐบาลเดินหน้าปรับปรุงร่างกฎกระทรวงภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนใน 8 กิจการ ว่า

โดยส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลกำลังเดินมาถูกทาง เพราะมาตรการดังกล่าวไม่ใช่การเปิดเสรีแบบไร้เงื่อนไข แต่เป็นการลดขั้นตอนซ้ำซ้อนในกิจการที่มีลักษณะเฉพาะ ใช้เงินลงทุนสูง ใช้เทคโนโลยีสูง และส่วนใหญ่มีหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายเฉพาะอยู่แล้ว โมเดลลักษณะนี้ หลายชาติกำลังทำกันอยู่ เพื่อดึงการลงทุนเข้าประเทศ ไทยรอไม่ได้

สำหรับ 8 กิจการดังกล่าว ได้แก่ 1. ธุรกิจโทรคมนาคมแบบไม่มีโครงข่ายของตัวเอง 2. ธุรกิจบริหารการเงิน 3. ธุรกิจการบริหารภายในเครือข่าย 4. ธุรกิจการรับค้ำประกันหนี้ภายในประเทศ 5. ธุรกิจการขุดเจาะปิโตรเลียม 6. ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินรูปแบบต่าง ๆ ที่มีหลักทรัพย์เป็นประกัน ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 7. ธุรกิจเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และ 8. ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่เพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ

ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ เรื่องนี้ไม่ใช่การปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่เป็นการจัดระเบียบกติกาให้ทันกับสภาพเศรษฐกิจยุคใหม่ ลดขั้นตอนทางธุรการที่ไม่จำเป็น และทำให้ประเทศไทยดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศได้มากขึ้น

“ทั้ง 8 กิจการนี้ไม่ใช่ธุรกิจรายย่อยทั่วไป ไม่ใช่การมาแย่งอาชีพคนไทย แต่เป็นกิจการที่ต้องใช้ทุนสูง ใช้ความรู้เฉพาะทาง และต้องมีระบบกำกับดูแลอยู่แล้ว การลดขั้นตอนจึงเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกด้านเอกสารและกระบวนการ ไม่ใช่การยกเลิกการควบคุม” ผศ.ดร.เชษฐา ระบุ

ผศ.ดร.เชษฐา อธิบายว่า หากต่างชาติเข้ามาลงทุนในกิจการเหล่านี้มากขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือเงินลงทุนใหม่ เทคโนโลยีใหม่ การจ้างงานใหม่ และเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม การเงิน พลังงาน และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในยุคดิจิทัล

ในมุมของผู้บริโภค ผศ.ดร.เชษฐา เห็นว่า การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นย่อมทำให้ประชาชนมีโอกาสได้รับบริการที่ดีขึ้น และราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น เพราะเมื่อมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาด ผู้ประกอบการเดิมก็ต้องปรับตัว ทั้งด้านคุณภาพ ราคา นวัตกรรม และบริการหลังการขาย

“พูดง่าย ๆ คือ คนที่จะลำบากอาจเป็นทุนธุรกิจเดิมที่ต้องเจอคู่แข่งมากขึ้น แต่คนที่ได้ประโยชน์คือผู้บริโภค เพราะการแข่งขันทำให้ราคามีแนวโน้มลดลง และคุณภาพบริการดีขึ้น นี่เป็นกลไกตลาดพื้นฐาน” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

ผศ.ดร.เชษฐา ยกตัวอย่างว่า หากมีการแข่งขันในธุรกิจพลังงานมากขึ้น ประชาชนอาจมีโอกาสได้เห็นต้นทุนด้านพลังงานที่แข่งขันได้มากขึ้น หรือหากธุรกิจโทรคมนาคมมีผู้เล่นที่มีศักยภาพเข้ามาเพิ่มขึ้น ก็อาจช่วยกดดันให้ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าโทรศัพท์ หรือบริการดิจิทัลต่าง ๆ มีราคาถูกลง และมีคุณภาพดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.เชษฐา ย้ำว่า การเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลละทิ้งการกำกับดูแล เพราะธุรกิจเหล่านี้ยังอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะและหน่วยงานกำกับเฉพาะ เช่น ธุรกิจโทรคมนาคมยังอยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช. ธุรกิจบริหารการเงินอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ขณะที่ธุรกิจขุดเจาะปิโตรเลียมก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและหน่วยงานด้านพลังงานอย่างเคร่งครัด

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า การดำเนินการของรัฐบาลเป็นการลดความซ้ำซ้อนของขั้นตอนอนุญาต ไม่ใช่การยกเลิกกฎกติกา หรือเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจโดยไม่มีเงื่อนไขตามที่มีการตีความกันในบางส่วน

“การอำนวยความสะดวกของภาครัฐเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การกำกับควบคุมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่าเอาสองเรื่องนี้มาปนกัน การลดขั้นตอนเอกสารไม่ได้แปลว่าไม่มีกฎหมายคุม เพราะกฎหมายเฉพาะยังอยู่ครบ และหน่วยงานกำกับยังต้องทำหน้าที่เหมือนเดิม

อย่าลืมว่าประเทศที่ต้องการเดินหน้าเศรษฐกิจยุคใหม่ ต้องกล้าเปิดพื้นที่ให้การแข่งขัน แต่ต้องเปิดอย่างมีกติกา กรณีนี้จึงไม่ใช่การขายชาติ ไม่ใช่การปล่อยผี แต่คือการปรับระบบราชการและกฎระเบียบให้ทันโลก โดยยังมีกฎหมายเฉพาะคอยกำกับดูแลอย่างชัดเจน” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวทิ้งท้าย