จับตา! สุริยะ ชง ครม. เคาะโยกย้ายบิ๊กเกษตร 9 ตำแหน่ง ย้ำคัดจากผลงาน-ความซื่อสัตย์

จับตา! สุริยะ ชง ครม. เคาะโยกย้ายบิ๊กเกษตร 9 ตำแหน่ง ย้ำคัดจากผลงาน-ความซื่อสัตย์

จับตา! สุริยะ ชง ครม. เคาะโยกย้ายบิ๊กเกษตร 9 ตำแหน่ง ย้ำคัดจากผลงาน-ความซื่อสัตย์

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.38 น.

“สุริยะ”ชง ครม. แต่งตั้ง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ 9 ตำแหน่ง 

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จะมีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 9 ตำแหน่ง เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ครม. ได้มีการแต่งตั้งนายพีรพัฒน์ จันทรศรีวงศ์ เป็น ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนใหม่ มีระเบียบ กพ. กำกับไว้ คือ ปลัดกระทรวงฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ ต้องไปพูดคุยกับปลัดคนปัจจุบัน ทั้งสองคนได้มีการประชุมปรึกษาหารือกัน เรื่องการโยกย้ายในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงโดยพิจารณาเรื่องคุณสมบัติ ความซื่อสัตย์ สุจริต การทุ่มเททำงาน และความรู้ความสามารถ

ซึ่งทั้งหมดจะมี 9 ตำแหน่ง ที่เสนอต่อที่ประชุม ครม. ส่วนจะมีตำแหน่งใดบ้าง ขอให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบแล้วจะมีการแถลงให้รับทราบ 

‘ภราดร’ เดินหน้าฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ สวน ‘อภิสิทธิ์’ ไม่ได้ทำเพื่อปิดปาก แต่พรรคเสียหาย

‘ภราดร’ เดินหน้าฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ สวน ‘อภิสิทธิ์’ ไม่ได้ทำเพื่อปิดปาก แต่พรรคเสียหาย

‘ภราดร’ เดินหน้าฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ สวน ‘อภิสิทธิ์’ ไม่ได้ทำเพื่อปิดปาก แต่พรรคเสียหาย

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.28 น.

“ภราดร” เอาแน่ เดินหน้าฟ้อง “ยิ่งชีพ” บอก หลักฐานที่เอามาเปิด เรื่องเก่าทั้งนั้น สวน “มาร์ค” ไม่ได้ทำเพื่อปิดปาก แต่พรรคเสียหาย

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีการเดินหน้าฟ้องร้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ว่า ตนฟ้องแน่นอน ส่วนจะไปแจ้งความดำเนินคดีที่ใดนั้นตนจะแจ้งอีกครั้งหนึ่ง 

เมื่อถามถึงกรณีนายยิ่งชีพเข้าร่วมการเสวนากับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) หลังจัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)” โดยมีการย้ำถึงรัฐมนตรี รวมถึงย้ำข้อมูลที่เกี่ยวข้อง นายภราดร กล่าวว่า เรื่องเก่าทั้งนั้น

เมื่อถามย้ำว่า จะเดินหน้าฟ้องภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า เดี๋ยวหารือกันอีกครั้ง

เมื่อถามถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าไม่อยากให้มีการฟ้องปิดปาก นายภราดร กล่าวว่า “ไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปาก เสียหายครับ ไม่ใช่เสียหายเฉพาะตัว แต่เสียหายไปถึงพรรค จึงมีความจำเป็นต้องเดินหน้า”

เมื่อถามอีกว่า จะมีการเดินหน้าฟ้องร้องบุคคลอื่นอีกหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ยังไม่ได้หารือ

อนุทิน บอก เอาเลยๆ หลังไอลอว์จ่อเปิดข้อมูลเพิ่ม ชี้เป็นสิทธิ์ฟ้องส่วนตัวหรือฐานะนายกฯ

อนุทิน บอก เอาเลยๆ หลังไอลอว์จ่อเปิดข้อมูลเพิ่ม ชี้เป็นสิทธิ์ฟ้องส่วนตัวหรือฐานะนายกฯ

อนุทิน บอก เอาเลยๆ หลังไอลอว์จ่อเปิดข้อมูลเพิ่ม ชี้เป็นสิทธิ์ฟ้องส่วนตัวหรือฐานะนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.13 น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น.  ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุมผู้สื่อข่าวถามว่า ยังจะใช้สิทธิ์ฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) กรณีออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว.ในนามส่วนตัวหรือใช้ตำแหน่งนายกฯฟ้อง นายกฯกล่าวว่า เรื่องฟ้องเป็นสิทธิ์ของทุกคน

เมื่อถามอีกว่า ทางไอลอว์จะเปิดข้อมูลเพิ่มอีก นายอนุทิน กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า “เอาเลยๆ”

วันเดียวกันนี้มีครม.แจ้งลาประชุม 2 คน คือนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย

รุทธพล ยอมรับ อัยการส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้ ดีเอสไอ แล้ว

รุทธพล ยอมรับ อัยการส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้ ดีเอสไอ แล้ว

รุทธพล ยอมรับ อัยการส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้ ดีเอสไอ แล้ว

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.09 น.

“รุทธพล” รับ “อัยการ” ส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้ “ดีเอสไอ” แล้ว 

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. ในชั้นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ว่าขณะนี้ทางอัยการ ได้ส่งสำนวนกลับมาทางดีเอสไอแล้ว 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องส่งสำนวนให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  หรือ กกต. หรือไม่นั้น พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า กกต. เขาพิจารณาอยู่แล้ว

ใครรับเงิน-เอาไปคืน มท.คุมเข้ม สอบผู้บริหารท้องถิ่น

ใครรับเงิน-เอาไปคืน  มท.คุมเข้ม  สอบผู้บริหารท้องถิ่น

ใครรับเงิน-เอาไปคืน มท.คุมเข้ม สอบผู้บริหารท้องถิ่น

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใครรับเงิน-เอาไปคืน มท.คุมเข้ม สอบผู้บริหารท้องถิ่น เซมเบ้ลงตรวจถึงสนาม มธ.การันตีโปร่งใสชัวร์ จัดถ่ายทอดดูคะแนน ตร.-ปปช.สังเกตการณ์

“รองเซมเบ้” ตรวจสนามสอบเลื่อนตำแหน่งขรก.ท้องถิ่น เตือนใครรับเงินมาแล้วให้เอาไปคืน  ขณะที่ธรรมศาสตร์ เจ้าภาพจัดสอบ การันตีความโปร่งใส จัด CCTV ถ่ายทอดสดนับคะแนน และเปรียบเทียบ เปิดทางยื่นร้องคัดค้านได้ ตร.-ป.ป.ช.เข้าร่วมสังเกตการณ์

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมด้วยนายบุญประสงค์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และนายอุดมเวท โต๋วสัจจา ผู้อำนวยการโครงการศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่ ศูนย์สอบธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานประจำศูนย์สอบท้องถิ่น

นายนิรัตน์ ระบุว่าการเตรียมความพร้อมการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้เตรียมความพร้อมของสนามสอบอย่างปลอดภัย รัดกุม และเตรียมพร้อมด้านความเป็นธรรม ซึ่งเมื่อวานนี้เป็นการขนส่งข้อสอบและกระดาษคำตอบไปยังสนามสอบต่างๆ อย่างปลอดภัย มีการเก็บรักษาและกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน การสอบเช้าวันนี้แต่ละสนามสอบมีความพร้อมทั้งห้องสอบ เก้าอี้ อุปกรณ์ และมาตรฐานความปลอดภัย กรรมการคุมสอบได้ประชุมซักซ้อมความเข้าใจเพื่อจำแนกหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ ไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบเด็ดขาด หลังเริ่มสอบมีระบบมาตรฐานในการสอดส่องดูแลการใช้เวลาในห้องสอบอย่างปลอดภัย เพื่อป้องกันการทุจริตให้มากที่สุด ส่วนจะให้ความมั่นใจกับสังคมได้หรือไม่ว่าการสอบครั้งนี้จะเป็นไปอย่างโปร่งใส เพราะเป็นประเด็นที่จับตา รองปลัดกระทรวงมหาดไทยระบุว่า หากไม่มีปัจจัยอื่นมาแทรกแซง สถ.และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็จะดำเนินการจัดสอบอย่างตรงไปตรงมา หากไม่มีปัจจัยอื่นก็ไม่น่าจะมีความผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น เพราะมีความตั้งใจ มีการกำหนดเป้าหมายในการสอบเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการให้โอกาสกับทุกคนที่เข้าสอบ บวกกับการดำเนินการจัดสอบมาตรฐานของมหาวิทยาลัยอย่างตรงไปตรงมาก็ไม่น่าจะมีอะไร เมื่อเรามีบทเรียนความผิดพลาด ในเรื่องของการมีกลุ่มขบวนการ มีการหาลูกค้า แต่หากฝ่ายจัดสอบและมหาวิทยาลัยไม่เล่นด้วย กระบวนการดังกล่าวจะต้องสะดุดและไปต่อไม่ได้

นายนิรัตน์ ยังได้เตือนผู้เข้าสอบอย่าตกเป็นเหยื่อหรือหลงกลเสียเงินให้กับผู้ไม่ประสงค์ดี ให้เชื่อมั่นในศักยภาพ และความสามารถของตนเอง เนื่องจากมีการสอบเกือบทุกปี หากผู้สอบถูกจับได้ว่า ใช้พฤติกรรมการทุจริต และบุคคลนั้นเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว จะต้องถูกออกจากราชการทันที พร้อมฝากเตือนผู้ที่ไปแอบตกลงหรือเจรจาให้รีบทำการคืนเงิน เนื่องจากความผิดยังไม่ปรากฏ

สำหรับการสอบครั้งนี้ยังมีข่าวเรื่องกระบวนการทุจริตอีกหรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า เราไม่ได้มองโลกสวยว่า มันไม่มี 100% แต่เราพยายามป้องกันและส่งสัญญาณคำเตือน จะใช้คำว่าขู่ก็ได้ว่ากฎหมายมีข้อบังคับอะไร ไม่ได้มีแค่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมหาวิทยาลัย ยังมีหน่วยงานอื่นๆ เช่น ตำรวจทุกหน่วย ป.ป.ช. ปปท. ปปง. รวมถึงภาคประชาชนและภาคเอกชน ร่วมเฝ้าระวังการทุจริตด้วยเช่นกัน ดังนั้นน่าจะทำให้การกระทำผิดเป็นไปได้ยากขึ้น แม้จะเชื่อว่ามีความพยายาม แต่ยังไม่เผยตัว ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือผู้ที่เข้าสอบไม่เล่นด้วยก็จบแล้ว

ด้ายนายอุดมเวท ระบุว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เตรียมใช้ระบบตรวจข้อสอบโปร่งใสในการสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยมีการนำข้อสอบจากสนามสอบจากต่างจังหวัดทยอยเดินทางมาตรวจที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิตตลอดทั้งคืน พร้อมรถตำรวจนำขบวนและเจ้าหน้าที่ สถ. และกระทรวงศึกษาธิการร่วมเป็นสักขีพยานในการขนส่งกล่องกระดาษคำตอบเข้าสู่สถานที่เก็บและตรวจข้อสอบทันที

นายอุดมเวท กล่าวอีกว่า ภายหลังการสอบเสร็จสิ้นและปิดหีบในเวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ในกระบวนการออกและเลือกข้อสอบจะถูกปล่อยตัวออกมาเพื่อจัดทำเฉลย พร้อมเปิดให้มีการยื่นใบคำร้องทักท้วงข้อสอบ (Veto) เพื่อวิพากษ์และทบทวนความถูกต้องของคีย์เฉลยคาดว่าจะไม่เกิน 16.00 น. จากนั้นจะนำกระดาษคำตอบเข้าสู่กระบวนการตรวจด้วยเครื่องและประมวลผลในห้องเฉพาะ พร้อมเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์เข้าตรวจสอบการแกะกล่อง ตรวจนับ และสแกนกระดาษคำตอบ โดยมีทีมงานกระทรวงศึกษาธิการร่วมตรวจสอบความถูกต้องระหว่างคะแนนและไฟล์รูปภาพให้ตรงกัน

นายอุดมเวท กล่าวอีกว่า ธรรมศาสตร์จะดำเนินการถ่ายทอดสดผ่านกล้อง CCTV ไปยังห้องสอบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อให้ผู้สอบได้รับชมกระบวนการตรวจข้อสอบหลังจากเวลา 15.30 น. เป็นต้นไป และคาดว่าจะสามารถประกาศ ผลสอบได้ภายในวันที่ 27ก.ค. นอกจากนี้ หลังจากประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภายใน 1 วันโดยประมาณ ทางมหาวิทยาลัยจะเปิดให้ผู้สอบสามารถตรวจสอบสแกนใบกระดาษคำตอบของตนเองพร้อมคีย์เฉลยเพื่อเปรียบเทียบความถูกต้องได้

สำหรับเครื่องตรวจข้อสอบมี 2 ประเภท คือเครื่องตรวจภาคก. สามารถตรวจข้อสอบได้ชั่วโมงละ 4,000-5,000 ฉบับ ส่วนเครื่องตรวจข้อสอบภาคข.ตรวจได้ชั่วโมงละ 2,000 ฉบับ นายอุดุมเวทระบุว่า ไม่รู้สึกกดดันต่อความคาดหวังของสังคมเรื่องความโปร่งใสหลังมีประเด็นการทุจริตในสนามสอบที่ผ่านมา เนื่องจากสถาบันมีความคุ้นเคยในการจัดสอบและดำเนินงานคัดเลือกบุคลากรให้แก่หน่วยงานต่างๆ อยู่แล้ว และมีความมุ่งหวังว่าระบบการจัดการสอบของธรรมศาสตร์ในครั้งนี้ จะถูกนำไปเป็นต้นแบบให้กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในการจัดสอบครั้งต่อๆ ไป เพื่อปิดช่องว่างที่สังคมตั้งคำถาม

ภายหลังจากนำสื่อมวลชนดูห้องตรวจข้อสอบแล้ว นายนิรัตน์ยังได้นำสังเกตการณ์ การสแกนเครื่องมือสื่อสาร ผู้เข้าสอบทุกคนก่อนเข้าห้องสอบ โดยผู้เข้าสอบจะต้องพกบัตรประชาชน และอุปกรณ์ทำข้อสอบ ห้ามพกเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด รวมถึงนาฬิกา Smartwatchด้วย โดยจะมีจุดรับฝากของตู้ล็อกเกอร์ ให้บริการแก่ผู้เข้าสอบ ทั้งนี้ มีจำนวนผู้เข้าสอบสายงานผู้บริหารส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ 3,359 คน มีผู้เข้าสอบสนามสอบธรรมศาสตร์ กว่า 8,000 คน และมีตำแหน่งที่ว่างประมาณ 17,543 ตำแหน่ง

มาแล้ว!! ผลเลือกตั้ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด อย่างไม่เป็นทางการ เศกสิทธิ์ นายกเก่าชนะขาด

มาแล้ว!! ผลเลือกตั้ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด อย่างไม่เป็นทางการ เศกสิทธิ์ นายกเก่าชนะขาด

มาแล้ว!! ผลเลือกตั้ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด อย่างไม่เป็นทางการ เศกสิทธิ์ นายกเก่าชนะขาด

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.16 น.

มาแล้ว!! ผลเลือกตั้ง นายก อบจ.ร้อยเอ็ด อย่างไม่เป็นทางการ เศกสิทธิ์ นายกเก่าชนะขาด

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “องค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้ง (อย่างไม่เป็นทางการ) ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด วันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.2569 อัปเดต ณ เวลา 21.00 น. ดังนี้

1. นายเศกสิทธิ์ ไวนิยมพงศ์ เบอร์ 1 ได้ 330,702 คะแนน

2. นายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ เบอร์ 2 ได้ 75,440 คะแนน 

3. นายบุญชิด อุทัศพัฒนะ เบอร์ 3 ได้ 10,025 คะแนน

สถ. เปิดซิงโชว์โปร่งใส! ไลฟ์สด ตรวจข้อสอบ ขรก.ท้องถิ่นสายงานผู้บริหารอปท. ให้เห็นจะๆ

สถ. เปิดซิงโชว์โปร่งใส! ไลฟ์สด ตรวจข้อสอบ ขรก.ท้องถิ่นสายงานผู้บริหารอปท. ให้เห็นจะๆ

สถ. เปิดซิงโชว์โปร่งใส! ไลฟ์สด ตรวจข้อสอบ ขรก.ท้องถิ่นสายงานผู้บริหารอปท. ให้เห็นจะๆ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

สถ. เปิดซิงโชว์โปร่งใส! ไลฟ์สดผ่านเพจหลัก ตรวจข้อสอบ ขรก.ท้องถิ่นสายงานผู้บริหารอปท. ให้เห็นกันจะๆ สร้างความมั่นใจให้ประชาชน-ผู้เข้าสอบ เชื่อถือ-สบายใจ ขณะที่ ศูนย์สอบอื่น เข้มขนส่งข้อสอบมาตรวจที่  มธ. รังสิต มี ตร.นำ-จีพีเอส-สักขีพยาน พร้อม ถึงที่เก็บพร้อมตรวจต่อทันที

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก “ท้องถิ่นไทย” ซึ่งเป็นเพจหลักในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้ไลฟ์สดเปิดเผยขั้นตอนการตรวจข้อสอบจากศูนย์สอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ภายหลังจากที่วันนี้ (26 ก.ค.) ตั้งแต่ช่วงเช้า ได้มีการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ผู้เข้าสอบทั้งหมดจำนวน 37,359 คน โดยมีตำแหน่งว่าง 17,543 ตำแหน่งเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย ดูคลิปที่นี่

ซึ่งการไลฟ์ของเพจท้องถิ่นไทย ได้เปิดเผยให้เห็นกระบวนของเจ้าหน้าที่ที่ทำการดำเนินการตรวจข้อสอบ ทั้งภาค ก. และภาค ข. พร้อมกันกับเครื่องตรวจ 2 เครื่อง และการสแกนเก็บเอกสารต่างๆ โดยมีคณะกรรมการ ผู้สังเกตการณ์ สื่อมวลชนที่ลงพื้นไปทำข่าว เข้าร่วม เพื่อแสดงให้เห็นว่าการจัดสอบครั้งนี้ มีความโปร่งใส เชื่อถือได้ ถือเป็นครั้งแรกของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในการเปิดเผยระบบตรวจข้อสอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และผู้เข้าสอบ ที่จะสามารถติดตามดูผลได้ตลอด ขณะเดียวกันมีผู้ที่เข้ามารับชมไลฟ์สด และแสดงความเห็นชื่นชมกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจข้อสอบจากศูนย์สอบของภูมิภาคอื่น ได้แก่ ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุดรธานี – จ.ขอนแก่น ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี และภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช จะนำข้อสอบมาตรวจที่ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์สอบภาคกลาง โดยจะมีรถตำรวจนำ มีการติดตั้งสัญญาณ GPS และมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยานในการขนส่งกล่องกระดาษคำตอบเข้าสู่สถานที่เก็บ และตรวจข้อสอบทันที

แสวง โต้กลับ ฝ่ายค้าน ลั่น กกต. มีกระบวนการแสวงหา-พิสูจน์ข้อเท็จจริง

แสวง โต้กลับ ฝ่ายค้าน ลั่น กกต. มีกระบวนการแสวงหา-พิสูจน์ข้อเท็จจริง

แสวง โต้กลับ ฝ่ายค้าน ลั่น กกต. มีกระบวนการแสวงหา-พิสูจน์ข้อเท็จจริง

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.50 น.

แสวง โต้ ฝ่ายค้าน ลั่น กกต. มีกระบวนการแสวงหา-พิสูจน์ข้อเท็จจริง ต้องตรวจสอบว่าพยานที่แถลงบนเวทีตรงกับที่เคยให้การไว้หรือไม่ ยืนยันต่างคนต่างทำหน้าที่ให้เรื่องออกมาดี ไม่คิดว่าฝ่ายค้านอ้างจะฟ้องเป็นเกมการเมือง

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 ที่ จ.ร้อยเอ็ด นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านได้จัดเวทีเปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. เป็นครั้งที่ 2 โดยพาดพิงถึงนายแสวงว่า นอกจากรับฟังการเปิดเผยข้อมูลของฝ่ายค้านแล้ว ก็จำเป็นต้องแสวงหาข้อเท็จจริงด้วยตามหน้าที่ของ กกต.นั้น  นายแสวง ชี้แจงว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงต้องมีการพิสูจน์ ซึ่งเราต้องทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว โดยการรับฟังบางครั้งก็ได้เป็นความคิดเห็น แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง หรือมีหลักฐานใหม่ กกต. ก็ต้องดูว่าผู้ที่พูดนั้นเป็นพยานในสำนวนอยู่หรือไม่ ถ้าเป็นพยานในสำนวน ก็ต้องตรวจสอบว่า พยานผู้นั้นให้การไว้ในสำนวนว่าอย่างไร ตรงกับที่มาแถลงหรือไม่

ส่วนข้อสังเกตว่า พยานที่มาร่วมแถลงในเวทีของฝ่ายค้านนั้นเป็นอดีตผู้สมัคร สว. ทั้งหมด นายแสวง ย้ำว่า อยู่ที่ข้อเท็จจริง เราต้องดูว่าสิ่งที่ท่านมาชี้แจงอย่างไร เราก็ต้องตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ในการประชุมพิจารณาสำนวนคดีของ กกต. ชุดใหญ่ที่เหลืออยู่ ต้องเพิ่มกระบวนการตรวจสอบว่าสิ่งที่พยานได้แถลงนั้นตรงกับที่ให้การในสำนวนหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เรามีกระบวนการทำงาน ศาลฎีกาได้วางแนวไว้เรื่องคดี สว.เมื่อ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ระบบการไต่สวน สำนักงาน กกต. ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ข้อเท็จจริง  เพื่อให้ศาลตัดสินได้อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม มองการที่ฝ่ายค้านอาจเล่นเกมเพื่อฟ้อง กกต. ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไรนั้น นายแสวง กล่าวว่า ไม่ได้คิดว่าเป็นการเล่นเกมอะไร  แต่เป็นการที่ต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่อให้เรื่องออกมาดี

เท้ง สยบข่าวลือ พรรคส้มไม่มีนโยบาย ล้มโครงการ 30 บาท

เท้ง สยบข่าวลือ พรรคส้มไม่มีนโยบาย ล้มโครงการ 30 บาท

เท้ง สยบข่าวลือ พรรคส้มไม่มีนโยบาย ล้มโครงการ 30 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.15 น.

วันที่  26 ก.ค. 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ – Natthaphong Ruengpanyawut ระบุว่า จากกระแสข่าวที่ว่าพรรคประชาชนมีนโยบาย ‘ล้มโครงการ 30 บาท’ ผม ในนามหัวหน้าพรรคประชาชน ขอยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และพรรคประชาชนยืนยันว่าไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท หรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นสิทธิประกันสุขภาพที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและกว้างขวาง 

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ‘บัตรทอง’ เป็นระบบที่มีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพของประชาชน ช่วยให้ประชาชนไม่ว่ามีฐานะทางการเงินอย่างไร สามารถเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขได้อย่างครอบคลุม ถือเป็นความสำเร็จของระบบสาธารณสุขไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่าระบบบัตรทองของเรากำลังเผชิญความท้าทายหลายประการ ที่หากไม่ริเริ่มแก้ไขตั้งแต่วันนี้ จะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อทั้งผู้ให้บริการ เช่น โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และกระทบต่อผู้รับบริการ ซึ่งคือประชาชน 

พรรคประชาชนเห็นว่าการแก้ไขเรื่องนี้ที่ต้นตอมีความจำเป็น เราจึงสนับสนุนการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 หรือ ‘กฎหมายบัตรทอง’ โดยจุดยืนของพรรคประชาชนคือ

– แก้ไขกฎหมายเพื่อทำให้ระบบมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่งบประมาณ คุณภาพบริการ และขวัญกำลังใจของคนทำงาน 

– พรรคประชาชนจะ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดลง หรือทำให้ประชาชนมีภาระในการเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพมากขึ้น 

สำหรับกระบวนการในการปรับแก้กฎหมาย พรรคประชาชนจะพิจารณาข้อเสนอต่างๆ รวมถึงร่าง พ.ร.บ. ของฝ่ายรัฐบาล ก่อนมีมติพรรคว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ เราพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะตลอดจนข้อกังวลจากทุกฝ่าย และยินดีทำงานร่วมกันเพื่อให้การปฏิรูประบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

สุดท้ายนี้ ผมและพรรคประชาชนยืนยันอีกครั้งว่า เราไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ไม่มีแนวคิดล้มบัตรทอง และเราจะ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดลง หรือทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นเพียงเพื่อให้เข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพที่ดี เพราะระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือ ‘หลักประกันศักดิ์ศรีความเป็นคน’ ผมย้ำว่าทางพรรคมองเรื่องสวัสดิการสาธารณสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนต้องได้รับ และพรรคจะมุ่งผลักดันให้คณะกรรมการ สปสช. มีสัดส่วนของภาคประชาชนและผู้ให้บริการมากขึ้น เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ‘คนไข้ – บุคลากรทางการแพทย์ – โรงพยาบาล’ อยู่รอดและอยู่ได้ไปด้วยกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เท้ง

สุรเดช ประณามผู้ก่อเหตุยิงทหารพราน จวก รมว.กลาโหม พูดบั่นทอนกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา ลั่น อุกอาจแบบนี้ต้องไล่ล่า

สุรเดช ประณามผู้ก่อเหตุยิงทหารพราน จวก รมว.กลาโหม พูดบั่นทอนกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา ลั่น อุกอาจแบบนี้ต้องไล่ล่า

สุรเดช ประณามผู้ก่อเหตุยิงทหารพราน จวก รมว.กลาโหม พูดบั่นทอนกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา ลั่น อุกอาจแบบนี้ต้องไล่ล่า

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.07 น.

สุรเดช ประณามผู้ก่อเหตุยิงทหารพราน จวก รมว.กลาโหม พูดบั่นทอนกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา ลั่น อุกอาจแบบนี้ต้องไล่ล่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไม่อย่างนั้นย่ามใจ ติง พูดคุยสันติสุข ถูกฝาถูกตัวหรือไม่ ยกบางรัฐบาลไม่เจรจา เสี่ยงใช้วิธีก่อเหตุซ้ำเพื่อเรียกร้องอีก แนะ ยกเลิกนโยบายสองสัญชาติ ลดระดับเปิด-ปิดด่านชายแดน กดดันเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.69 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ระบุอย่าใช้คำว่าไล่ล่าและขอให้ใช้กลไกพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้แก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ หลัง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ประกาศจะไล่ล่าผู้ที่ก่อเหตุยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นายว่า การก่อเหตุครั้งนี้เป็นการกระทำอุกอาจมาก มีการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ให้เหมือนพวกเดียวกัน มีการใช้ระเบิด ที่สำคัญ ก่อเหตุตอนกลางวัน ถือว่า โหดเหี้ยมมาก ตนขอประณามผู้ก่อเหตุ และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวกำลังพล พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร แต่ที่ตนสงสัยคือ เหตุใด รมว.กลาโหมจึงพูดแบบนี้ เพราะเป็นผู้ใหญ่สูงสุดในกองทัพ ต้องมีแอกชั่นที่เข้มแข็ง งานนี้ต้องตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไล่ล่าให้ถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นจะอยู่ไม่ได้ จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ใครนึกจะฆ่าใครก็ทำได้อย่างนั้นหรือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คนร้ายมีอาวุธ มีระเบิด เป็นกองกำลังของผู้ก่อการร้ายซึ่งหลบอยู่ในพื้นที่ การพูดของ รมว.กลาโหมคนนี้ไม่ต่างอะไรกับการบั่นทอนกำลังใจทหารในพื้นที่ ถ้าตนเป็นลูกน้องก็เสียขวัญกำลังใจ เพราะรู้สึกว่าชีวิตไม่ปลอดภัย  ซึ่งรมว.กลาโหมไม่ควรพูดแบบนี้ 

นายสุรเดช กล่าวว่า สำหรับนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ควรเอาทหารนำการเมือง เพราะการเมืองเราไม่นิ่ง มีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ต้องใช้ทหารเพราะแน่นอนกว่า แต่การที่จะเอาทหารนำ หากมีผู้นำแบบ รมว.กลาโหมคนปัจจุบันจะไหวหรือไม่ ตนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่การที่ รมว.กลาโหมพูดแบบนี้เหมือนไม่มีความรับผิดชอบ มาบอกว่า ให้เจรจา แล้วคนที่เขาตายไปแล้ว ตายแบบไม่มีความผิดอะไรเลยจะทำอย่างไร ทั้งที่เขาปฏิบัติหน้าที่อยู่ อย่าคิดแค่
มีงบประมาณและเยียวยาครอบครัวเขาแล้วจบแค่นั้น ไม่เช่นนั้นผู้ก่อความไม่สงบจะยิ่งย่ามใจกันใหญ่ ทำอะไรก็ได้ เพราะไม่มีการไล่ล่า จะเปิดเจรจาอย่างเดียว ต่อไปมันจะเสี่ยงลามไปในหลายพื้นที่นอกเหนือจากจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอให้มีการยกเลิกนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับบุคคลสองสัญชาติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเปิดช่องให้มาก่อความไม่สงบในประเทศไทยและหนีออกไปอยู่อีกประเทศหนึ่งที่ตัวเองถืออีกสัญชาติ ต้องให้เลือกเอาสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง สมัยเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตนเคยพูดในสภาว่า ประเทศเพื่อนบ้านต้องมีความจริงใจ ต้องให้ข้อมูลเราด้วยว่าใครเข้าออก ไทยต้องกดดันประเทศเพื่อนบ้านมากกว่านี้ หากไม่เช่นนั้นด่านชายแดนที่เป็นด่านชั่วคราวควรปิดไปเลยหรือไม่ และถ้าเป็นด่านถาวรก็ควรลดระดับมาเป็นด่านชั่วคราวและให้ทหารคุม มีการเปิดปิดเป็นเวลา เหมือนกับที่เราทำกับกัมพูชา ในเมื่อเขามาทำร้ายคนของเรา ก็ไม่ต้องค้าขายกัน ซึ่งรุนแรงกว่า แต่กรณึนี้มีความแตกต่างกันในรายละเอียด อาจจะเริ่มต้นจากการปรับระดับก่อน เพื่อกดดันให้ประเทศเพื่อนบ้านให้ความร่วมมือ แต่ถ้ายังไม่ได้รับความร่วมมือก็ปิดด่านไปเลย ไม่ให้ค้าขายกัน ซึ่งยอมรับว่าจะได้รับผลกระทบทั้งสองประเทศ 

‘ไม่ใช่ว่า ผมจะยุให้ปิดด่าน แต่ให้ปรับระดับของด่าน ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เรื่อยๆ มาปล่อยเป็นด่านถาวรไม่ได้ ต้องเปิดปิดเป็นเวลา ทหารคุมเข้ม และยกเลิกนโยบายสองสัญชาติ ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า รัฐบาลมีความจริงใจที่จะดูแลพวกเขา ไม่เช่นนั้นจะเกิดความแตกแยกในพื้นที่จริงๆ ประชาชนจะรู้สึกว่า เขาถูกทิ้งหรือไม่ ไม่มีความจริงใจกับเขาหรือไม่ ต้องแก้ตรงนี้ และเมื่อเหตุการณ์สงบ ก็ใช้หลักเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา’นายสุรเดช ระบุ

นายสุรเดช ระบุว่า ในส่วนของการกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ตนเห็นว่า ทำกันมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ตนยังเป็น สว.  ผ่านมา 20 กว่าปี คำถามคือ เราเจรจาถูกกลุ่ม ถูกคน ถูกฝาถูกตัวหรือไม่ และกลุ่มพวกนี้ใช่กลุ่มที่เราจะเจรจาหรือไม่ ซึ่งยังไม่ทราบเลย เพราะมันอาจจะแตกกลุ่มออกมา เป็นพวกหัวรุนแรง แต่การที่ลงมือแบบนี้ เรายอมได้หรือ ปล่อยได้หรือ และตามหลักสากลรัฐบาลหลายประเทศไม่เจรจากับกลุ่มผู้ก่อการร้าย เพราะจะทำให้คนกลุ่มนี้ได้ใจและเพิ่มข้อเรียกร้อง เพื่อตัดวงจรความรุนแรง ไม่ให้บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งการเจรจาอาจเสี่ยงที่จะทำให้คนกลุ่มเหล่านี้ก่อเหตุอีกเมื่อต้องการเรียกร้องอะไรเพิ่มเติมอีก

นายสุรเดช กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้องร่วมมือกัน ต้องมีการจูงใจให้ประชาชนมามีส่วนร่วม มีค่าหัวในการนำจับผู้ก่อเหตุ รวมถึงต้องทำงานกันแบบบูรณาการกันในจังหวัด ตำรวจต้องเข้ามาช่วย จะปล่อยให้ทหารจัดการอย่างเดียวไม่ได้ และทุกภาคส่วน ทั้งพลเรือน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องช่วยกัน นอกจากนี้ ต้องสาวให้ถึงตัวบงการใหญ่ ไม่อย่างนั้นจะไม่จบ ผู้ก่อเหตุเหล่านี้ต้องมีผู้หนุนหลัง เพราะมีทั้งอาวุธ ระเบิด ต้องมีคนสนับสนุนอาวุธเหล่านี้