กรณ์ ขยี้แผลปล่อย ทุนเทา กลืน ตลาดทุนไทย ด้าน เอกนิติ แจงหากประธาน ก.ล.ต.มีเอี่ยว สั่งปลดแน่

กรณ์ ขยี้แผลปล่อย ทุนเทา กลืน ตลาดทุนไทย ด้าน เอกนิติ แจงหากประธาน ก.ล.ต.มีเอี่ยว สั่งปลดแน่

กรณ์ ขยี้แผลปล่อย ทุนเทา กลืน ตลาดทุนไทย ด้าน เอกนิติ แจงหากประธาน ก.ล.ต.มีเอี่ยว สั่งปลดแน่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

กรณ์ ขยี้ซ้ำแผลปล่อย ทุนเทา อัปยศ กลืน ตลาดทุนไทย บี้รัฐบาลเร่งจัดการ ด้าน เอกนิติ แจงไม่นิ่งเฉย หนุนไฟเขียวแก้ข้อกำหนดใหม่ห้ามกลุ่มผิดกม.ยุ่งเกี่ยวส่งคนร่วมนั่งปธ.กรรมการบริษัท กำชับ ก.ล.ต.-ปลัดคลัง ยึดกม. โปร่งใส เน้นธรรมาภิบาล ขอรอผลสืบหาหลักฐาน ปธ.ก.ล.ต. เอี่ยวเทา หากพบผิดถอดถอนแน่ ยัน กู้ 4 แสนล้าน วิกฤตจริงด้านค่าครองชีพ คนละบริบทกับช่วงปี 40-แฮมเบอร์เกอร์

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า มีหลายประเด็นที่อยากตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ ทั้งการพิจารณาของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องการถามคือ กรณีโรงกลั่นน้ำมันบางจากหลวมตัวเปิดทางกลุ่มทุนเทา เสนอผู้มาเป็นกรรมการบริษัท2รายตั้งแต่ปี2568 ต่อมาทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ได้กล่าวหากลุ่มดังกล่าวเชื่อมโยงทุนเทานายเบน สมิธ นำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์ และบริษัทต่างชาติหลายบริษัทคว่ำบาตรไม่ทำธุรกรรมกับทางบางจาก 

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า บางจากจึงมีข้อเสนอแก้ข้อบังคับบริษัทเพื่อสกัดกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีโดยปปง. สามารถส่งตัวแทนมาเป็นกรรมการบริษัทได้แต่กลุ่มที่มีปัญหาได้คัดค้าน จนบางจากต้องถอย สุดท้ายในวันประชุมผู้ถือหุ้นจึงมีคะแนนเสียงไม่พอในการแก้ข้อบังคับ ทั้งๆที่ผู้บริหารบางจากมีเจตนาดีในการต่อสู้กำจัดทุนเทา แต่ทำไม่สำเร็จ ดังนั้นคำถามแรกที่ตนมีต่อรมว.คลัง คือระหว่างนี้ทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ทำอะไร ทำไมเงียบเฉย ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเลย ขณะเดียวกันกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับ ก.ล.ต. และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ในบางจาก ถึงศิโรราบต่อกลุ่มทุนเทา มันเป็นเรื่องอัปยศของตลาดทุนไทย

“แม้ ก.ล.ต.เป็นองค์กรอิสระ แต่รมว.คลัง มีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอน ประธาน ก.ล.ต.ได้ ซึ่งขณะนี้มีปัญหาข้อร้องเรียนในองค์กรอิสระ หากบอกว่าทำอะไรไม่ได้เป็นข้ออ้างที่อ่อนเกินไป ทั้งนี้ทุนเทาในตลาดทุนไทยระดับความอัปยศมีเข้มข้นมากขึ้น ปัญหาคือ ก.ล.ต.ไม่ทำงาน และรมว.คลังไม่ขยับ ในกรณีบริษัท ฟินันเซีย โดยสิ้นเดือนมี.ค. กองทุน ซีเอไอ ของ เบน สมิธ เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นบริษัทฟินันเซีย 44%  พบเงื่อนงำคือการขายหุ้นสูงกว่าราคาตลาด เพื่อให้ผู้ถือหุ้นปฏิเสธ และ ก.ล.ต. ทราบการถือหุ้นที่แท้จริง ที่ถือหุ้นรวมกัน เท่ากับกลุ่มทุนเทาเป็นเจ้าของ เพราะถือหุ้นเกิน 60% โดยไม่พบการตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยในราคาที่สูงที่สุด ซึ่งรมว.คลังหนีไม่ได้เพราะมีหน้าที่กำกับดูแล ซึ่งรัฐบาลจะจัดการกับขบวนการที่ทุนเทา ถือหุ้นในตลาดทุนไทยอย่างไร” นายกรณ์ กล่าว

ด้านนายเอกนิติ ชี้แจงว่า ในส่วนของราคาน้ำมันที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง(คตร.)ดำเนินการ ได้พิจารณาค่าการกลั่น นำเสนอ ครม. 7 เม.ย. มีข้อสรุป พบค่าการกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกินจริงและมีข้อเสนอให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินดูแลประชาชนและทำระบบให้โปร่งใส ปรับค่าการกลั่นลง และประเมินผลต้นทุนจริง หลังจากที่ค่าน้ำผันผวนต้องทำอย่างตรงไปตรงมา และมติ ครม. ให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน รับข้อเสนอแนะไปดำเนินการ เมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยลดค่าการกลั่นส่วนเกินเดือนมี.ค. 2 บาทต่อลิตร และเม.ย. ลด 5 บาทต่อลิตร

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า กรณีรัฐบาลการออกพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านบาท ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าวิกฤตจริงหรือไม่ว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนวิกฤตปี2540 ที่เกี่ยวกับค่าเงิน ทุนสำรองหมด แบงค์ล้ม ส่วนวิกฤตตอนแฮมเบอร์เกอร์ เกี่ยวกับผลกระทบด้านการส่งออก จีดีพีหดตัว แต่วิกฤตครั้งนี้คือวิกฤตค่าครองชีพ กระทบคนตัวเล็กตัวน้อย กระทบชาวบ้าน และมาเป็นแบบระลอกจากสงครามตะวันออกกลาง ตามมาด้วยวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันวันนี้ยังสูง ยังรบกันไม่จบ แล้ววิกฤตที่ตามมาคือวิกฤตต้นทุน กระทบขนส่ง กระทบค่าครองชีพ กระทบกำลังซื้อของประชาชน นี่คือความจำเป็นเร่งด่วน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 
ถ้าเราไม่หยุดวิกฤตตอนนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้น จะแก้ยากขึ้น

นายเอกนิติ ชี้แจงต่อว่า ส่วนประเด็น ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานอิสระ ที่มีการกำกับดูแลโดยกระทรวงการคลัง ตนให้นโยบาย กำชับ ก.ล.ต. โดยเรื่องบริษัทบางจาก กระทรวงการคลัง ถือหุ้น 16% ผ่านกองทุนวายุภักดิ์ การกำกับดูแลได้มีการเห็นชอบข้อบังคับกำหนดการแต่งตั้งบุคคลที่มาจากบริษัทที่มีปัญหาผิดกฎหมายแล้ว ตนไม่เคยนิ่งเฉย ให้นโยบายที่เน้นธรรมาภิบาล โปร่งใส ชัดเจน ตนทำหน้าที่เต็มที่ ดูแลผู้ถือหุ้นรายย่อย 
 
“ที่บอกว่ากรรมการบริษัทบางจาก ในส่วนของผู้แทนกระทรวงการคลังไม่ทำอะไรนั้น ผมกำชับให้กรรมการอิสระที่เป็นผู้แทนกระทรวงการคลังทำหน้าที่เต็มที่ โดยให้ยืนยัน และเปลี่ยนผู้แทนจากบริษัทที่มีปัญหาข้อกฎหมายให้ออกจากบอร์ดชุดย่อยที่สุ่มเสี่ยง และยังให้ผู้แทนกระทรวงการคลังสนับสนุนอย่างเต็มความสามารถ ไม่ให้ผู้แทนบริษัทที่ถูกดเนินคดีเข้ามายุ่งเกี่ยว” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวด้วย สำหรับการหาหลักฐานในประเด็นประธาน ก.ล.ต. ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเทานั้น ตนกำชับให้เลขา ก.ล.ต. และปลัดกระทรวงการคลัง ยึดกฎหมาย เมื่อการสอบสวนชัดเจนตามกฎหมาย หากเป็นผู้ผิดและผิดคุณสมบัติ ประธาน ก.ล.ต. จะถอดถอนแน่ ส่วนเรื่องทุนเทาได้ทำงานร่วมกับกระทรวงยุติธรรมอย่างใกล้ชิด ยืนยันว่าตนได้ทำหน้าที่ส่วนที่รับผิดชอบตามกฎหมายอย่างเต็มที่

โฆษกรัฐบาลยัน ข่าวปลอม ไม่มีประกาศหยุดยาว 5 วันต่อเนื่อง มิ.ย.-ก.ค.

โฆษกรัฐบาลยัน ข่าวปลอม ไม่มีประกาศหยุดยาว 5 วันต่อเนื่อง มิ.ย.-ก.ค.

โฆษกรัฐบาลยัน ข่าวปลอม ไม่มีประกาศหยุดยาว 5 วันต่อเนื่อง มิ.ย.-ก.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

โฆษกรัฐบาลยัน “ข่าวปลอม” หยุดยาว 5 วันต่อเนื่อง เดือน มิ.ย.และ ก.ค. หลังโซเชียลฯ แชร์กระหน่ำหยุดฟันหลอเพิ่มเติม ย้ำครม.ยังไม่มีการหารือเรื่องนี้

14 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 11.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการแชร์ในโซเชียลฯ จำนวนมาก โดยอ้างข่าวจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า จะเสนอ ครม.ให้กำหนดวันหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจะทำให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่อง ในเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม 2569 โดย น.ส.รัชดา ปฏิเสธว่า ข่าวดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” ปัจจุบันยังไม่มีการหารือ หรือประกาศวันหยุดยาว แต่อย่างใด ดังนั้นขอประชาชนอย่าหลงเชื่อการสร้างข่าวเท็จที่แชร์กันในโซเชียลฯขณะนี้

ทั้งนี้ในตารางปฏิทินกำหนดวันหยุดคือวันที่ 30 พ.ค.ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์ที่ 31 พ.ค.ซึ่งเป็นวันหยุดเนื่องในวันวิสาขบูชา และวันจันทร์ที่ 1 มิ.ย.เป็นวันหยุดชดเชยวันวิสาขบูชา ส่วนวันพุธที่ 3 มิ.ย.จะเป็นวันหยุดเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทำให้มีวันที่เป็นฟันหรอ คือวันที่ 2 มิ.ย.ซึ่งหากมติครม.ให้หยุดก็จะทำให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่องถึง 5 วัน

ส่วนในเดือนกรกฎาคมจะมีวันหยุดตามปฏิทินคือ วันอังคารที่ 28 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และวันพุธที่ 29 ก.ค. ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา ดังนั้นจะมีวันที่เป็นฟันหรอคือวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. ซึ่งหากมติครม.ให้หยุดก็จะทำให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่องถึง 5 วันเช่นกัน

ปกรณ์ หารือทูตออสเตรเลีย เดินหน้าหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ หนุนไทยสู่ OECD

ปกรณ์ หารือทูตออสเตรเลีย เดินหน้าหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ หนุนไทยสู่ OECD

ปกรณ์ หารือทูตออสเตรเลีย เดินหน้าหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ หนุนไทยสู่ OECD

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

“ปกรณ์” หารือทูตออสเตรเลีย เดินหน้าหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ หนุนไทยสู่ OECD พร้อมยกระดับความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

วันที่ 14 พ.ค.นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวแอนเจลา แม็กดอนัลด์ (H.E. Ms. Angela Macdonald) เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โดย รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตออสเตรเลียที่ได้แสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ พร้อมกล่าวชื่นชมบทบาทในการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมืออันใกล้ชิดตลอดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย 

ขณะที่ทางเอกอัครราชทูตออสเตรเลียได้ชื่นชมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ ทั้งด้านการทหาร วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระดับประชาชน ซึ่งสะท้อนความเป็นหุ้นส่วนทวิภาคีที่เข้มแข็ง

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความสัมพันธ์และความร่วมมือที่สำคัญ ดังนี้

1. การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการทบทวนด้านเทคนิคของคณะกรรมการ OECD พร้อมขอบคุณออสเตรเลียที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ภายใต้กรอบความร่วมมือประเทศลุ่มแม่น้ำโขง–ออสเตรเลีย (Mekong–Australia Partnership: MAP) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายออสเตรเลียชื่นชมการบริหารจัดการของไทย โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับการทำงานภาครัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย ยังได้กล่าวชื่นชมการสนับสนุนทุนการศึกษาของรัฐบาลออสเตรเลียภายใต้กรอบ MAP 

2. การป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นความท้าทายร่วมของทั้งสองประเทศ โดยรองนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่แท้จริงของไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงการส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันดิจิทัล (digital literacy) ให้แก่ประชาชน

3. แผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย (Joint Plan of Action to Implement the Thailand – Australia Strategic Partnership) ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อผลสำเร็จของแผนปฏิบัติการร่วมฯ ฉบับที่ 1 ปี 2565 – 2568 โดยเฉพาะความร่วมมือด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ เศรษฐกิจ และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมต่อยอดความร่วมมือในประเด็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในอนาคต

ทั้งนี้รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวอวยพรเอกอัครราชทูตออสเตรเลียในโอกาสที่จะครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมเน้นย้ำการสานต่อความร่วมมือกับออสเตรเลียในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

เสรีพิศุทธ์ล่าชื่อฝ่ายค้าน ยื่น ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัย อนุทิน-ไชยชนก ผิดจริธรรม

เสรีพิศุทธ์ล่าชื่อฝ่ายค้าน ยื่น ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัย อนุทิน-ไชยชนก ผิดจริธรรม

เสรีพิศุทธ์ล่าชื่อฝ่ายค้าน ยื่น ปธ.สภาฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัย อนุทิน-ไชยชนก ผิดจริธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.16 น.

14 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เปิดเผยว่า วันนี้ตนจะมีการหารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาชน , พรรคประชาธิปัตย์ , พรรคกล้าธรรม และพรรคไทยรวมพลัง ในการเข้าชื่อยื่นต่อประธานสภาฯ พิจารณาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย , นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรณีประพฤติผิดไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 160 (4) (5) ให้ความเป็นรัฐมนตรีจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสาม ประกอบมาตรา 82 หรือไม่

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้จัดทำข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักข้อกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว ในประเด็น คือ 1.กรณีถือครองที่ดินเขากระโดง ซึ่งยังผิดกฎหมาย เอามาใช้ประโยชน์เพื่อตัวเอง แม้ว่าศาลจะมีการพิพากษาไปแล้วว่าที่ดิน 5 พันกว่าไร่ เป็นที่ของการรถไฟ บางส่วนย้ายออกไป แต่ปัจจุบันก็ยังมีคนเข้าไปอยู่เยอะแยะ ทั้งสนามฟุตบอล สนามแข่งรถ บ้านผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี อยู่ที่นี้หมด และ 2.ประเด็นการนำเงิน นำประชาชน ไปอุดหนุนการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบมาตั้งแต่ปี 2561 และยังถึงปี 2570

“เพราะฉะนั้น พฤติกรรมเหล่านี้นอกจากไม่ซื่อสัตย์สุจริต ฝ่าฝืนจริยธรรมมาตรา 160 (4) (5) เป็นเหตุให้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีทั้งสิ้น ตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสาม ส่วนนายไชยชนก เข้ามาเป็น รมว.ดีอี นอกจากไม่คืนที่ดินแล้ว ยังรายงานบัญชีทรัพย์สินว่าเป็นผู้บริหารสนามแข่งรถ สนามฟุตบอลต่างๆ ผิดกฎหมายทั้งนั้น เลยต้องถอดถอนด้วย” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องนี้ตนก็จะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีกับนายอนุทิน , นายไชยชนก ตลอดจน ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมที่ดิน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157 และ พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 โดยในส่วนของนายไชยชนก อาจจะโดนเรื่องการบุกรุกตามกฎหมายที่ดินด้วย หลังเสร็จสิ้นเรื่องนี้ตนก็จะลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับตระกูลชิดชอบทั้งหมด กรณีบุกรุกที่ดินเขากระโดง แล้วถ้าหากผู้ว่าการรถไฟคนใหม่ยังนั่งเฉยเดี๋ยวโดนด้วย

ทบ.แฉเขมรยิงป่วนไม่เลิก หวังล่อไทยตอบโต้ ปั่นเป็นประเด็นโลก ยันไร้สัญญาณอาวุธหนัก

ทบ.แฉเขมรยิงป่วนไม่เลิก หวังล่อไทยตอบโต้ ปั่นเป็นประเด็นโลก ยันไร้สัญญาณอาวุธหนัก

ทบ.แฉเขมรยิงป่วนไม่เลิก หวังล่อไทยตอบโต้ ปั่นเป็นประเด็นโลก ยันไร้สัญญาณอาวุธหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

โฆษก ทบ.แฉกัมพูชายิงปืนป่วนรายวัน 400 กม.ตลอดแนว สร้างสงครามข่าวสาร หวังไทยตอบโต้เป็นประเด็นโลก เผยยันยังไม่พบสัญญาณใช้อาวุธหนัก ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก อย่าเชื่อเฟกนิวส์ ยกคลิปเสียง”นายกฯอนุทิน”เปิดด่าน

14 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทย.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยกรณีทหารกัมพูชายิงอาวุธปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชาตลอดแนวพื้นที่บ้านโอร์เสม็ด ตรงข้ามด่านชายแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ รวม 11 นัด ว่า ที่ผ่านมาพบว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูง รวมถึงรัฐบาลกัมพูชา มักพูดอย่างหนึ่ง แต่การปฏิบัติในพื้นที่กลับเป็นอีกแบบหนึ่ง

พล.ต.วินธัย ระบุว่า นับตั้งแต่มีการหยุดยิง ยังคงได้ยินเสียงการยิงด้วยอาวุธปืนมาอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเป็นเสียงระเบิด ซึ่งมองว่าเป็นพฤติกรรมยั่วยุ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มุ่งทำลายชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนและกำลังพลไทย เพียงแต่สร้างความรำคาญและความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน

“ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเกิดเหตุลักษณะนี้หลายครั้ง เชื่อว่าเหตุการณ์ไม่ได้เพิ่งเกิดเฉพาะครั้งนี้ที่เป็นข่าว แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดแนว 400 กว่ากิโลเมตรชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองกำลังในพื้นที่ได้รายงานข้อมูลเข้ามาโดยตลอด” โฆษกกองทัพบก กล่าว

ทั้งนี้ ประเมินว่าสาเหตุหลักมาจากการขาดวินัยของทหารกัมพูชา ขณะเดียวกันบางกรณียังมีเจตนายั่วยุ เพื่อให้ฝ่ายไทยใช้อาวุธตอบโต้ ก่อนนำไปขยายผลกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้อาวุธก่อน

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า บางครั้งฝ่ายกัมพูชาพยายามพาบุคคลหรือสื่อมวลชนต่างชาติ โดดยเฉพาะอินฟูฯ เข้ามาใกล้พื้นที่หวงห้าม เมื่อทหารไทยยิงเตือนตามขั้นตอน กลับนำภาพหรือข้อมูลไปเผยแพร่ว่าไทยเป็นฝ่ายใช้อาวุธก่อน ซึ่งกองทัพไทยรับรู้และรู้เท่าทันวิธีการดังกล่าวแล้ว

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์ขณะนี้ กัมพูชายังคงให้น้ำหนักกับ “สนามรบข้อมูลข่าวสาร” มากกว่าการปะทะกันทางทหาร เห็นได้จากทุกครั้งที่เกิดเหตุ ผู้นำหรือโฆษกกองทัพกัมพูชา มักรีบออกมาปฏิเสธข้อเท็จจริง ทำให้สะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารและสายการบังคับบัญชาระหว่างระดับนโยบายกับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่

เมื่อถามว่า หากเกิดเหตุยิงเข้ามาจริง แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงปฏิเสธ ไทยจะรับมืออย่างไร พล.ต.วินธัย กล่าวว่า หากการใช้อาวุธส่งผลกระทบเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย ฝ่ายไทยพร้อมตอบโต้ทันที โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหน่วยรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากบริบทและความสัมพันธ์ในพื้นที่แตกต่างกัน

ส่วนกรณีประชาชนตามแนวชายแดนเกิดความวิตกจากกระแสข่าวที่เผยแพร่รวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย โฆษกกองทัพบก ย้ำว่า เหตุยิงที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะ “ยิงยั่วยุ” ยังไม่ส่งผลต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ขอให้ประชาชนติดตามการแจ้งเตือนจากกลไกทางราชการ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือฝ่ายปกครองในพื้นที่ หากยังไม่มีสัญญาณเตือน ก็สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

“ยืนยันว่ากองทัพไม่ได้นิ่งนอนใจ และยังติดตามสถานการณ์วันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าจะยกระดับไปสู่การใช้อาวุธหนักต่อกัน จึงเหลือเพียงสนามการสื่อสารที่ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้เป็นหลัก” พล.ต.วินธัย กล่าว

นอกจากนี้ เมื่อถามถึงกรณีข่าวปลอม หรือเฟกนิวส์ โดยเฉพาะคลิปเสียงปลอมของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดน ซึ่งถูกเผยแพร่ในฝั่งกัมพูชา โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจแก่สังคม และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก

“กรณีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรีนั้น เชื่อได้ยากอยู่แล้ว ขอให้ประชาชนรู้เท่าทันการสื่อสารในยุคปัจจุบัน เพราะหลายกรณีมีเป้าหมายสร้างผลกระทบต่อฝ่ายไทย จึงต้องใช้วิจารณญาณในการบริโภคข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากภาครัฐเป็นสำคัญ” พล.ต.วินธัย กล่าว

ป.ป.ช.แจงย้ายบิ๊กล็อต! กางกฎเหล็ก ห้ามนั่งเกิน 4 ปี สกัดเส้นสาย-ป้องกันอิทธิพลครอบงำ

ป.ป.ช.แจงย้ายบิ๊กล็อต! กางกฎเหล็ก ห้ามนั่งเกิน 4 ปี สกัดเส้นสาย-ป้องกันอิทธิพลครอบงำ

ป.ป.ช.แจงย้ายบิ๊กล็อต! กางกฎเหล็ก ห้ามนั่งเกิน 4 ปี สกัดเส้นสาย-ป้องกันอิทธิพลครอบงำ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.02 น.

ป.ป.ช.แจง 3 ปมย้ายบิ๊กล็อต ล้างพนักงานนั่งครบ 4 ปี หมุนเวียนเก้าอี้ป้องกันอิทธิพลครอบงำ ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเชิงลบ

14 พฤษภาคม 2569 จากกรณีที่มีกระแสข่าวสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมปรับโครงสร้างภายในและการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรสำนักงาน ป.ป.ช.หลายตำแหน่ง โดยอาศัยแนวปฏิบัติของศาล อัยการ โดยกำหนดไม่ให้พนักงาน ป.ป.ช.อยู่ในตำแหน่งเดิมไม่เกิน 4 ปี ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบุคลากรบางคนที่เป็นอนุกรรมการของกรรมการ ป.ป.ช.รายหนึ่ง แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรม

รายงานข่าวจาก ป.ป.ช.แจ้งว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2 โดยเป็นระเบียบที่ลงนามโดยประธานกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับความโปร่งใส และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารคนให้สอดคล้องกับโครงสร้างองค์กรแบบใหม่

เนื่องจากระเบียบว่าด้วยการบริหารทรัพยากรบุคคลฉบับที่ 5 ได้กำหนดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่า ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหากทำงานในหน้าที่เดิมติดต่อกันครบ 3 ปี หรือข้าราชการที่เป็นผู้อำนวยการกลุ่มและผู้อำนวยการศูนย์หากทำงานครบ 4 ปี เลขาธิการ ป.ป.ช.จะต้องดำเนินการย้ายไปปฏิบัติหน้าที่อื่นทันที แม้จะมีข้อยกเว้นในกรณีที่เลขาธิการเห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่ยังไม่ควรย้าย แต่ต้องแจ้งให้ทาง กปปช.

ขณะเดียวกันสำนักงาน ป.ป.ช.มีความจำเป็นที่ต้องเคร่งครัดข้อกำหนดให้พนักงาน ป.ป.ช.อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี ดังนี้ 1.ป้องกันบุคลากรของ ป.ป.ช.และครอบครัวที่ทำงานในจังหวัด ภาค ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่ให้ถูกอิทธิพลข่มขู่ในการทำหน้าที่ 2.ป้องกันไม่ให้บุคลากรของ ป.ป.ช.ใช้อำนาจหน้าที่ ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลในเชิงลบในภารกิจ พื้นที่ที่ตนปฏิบัติในช่วงดำรงตำแหน่ง

3.รัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้มีองค์กรอิสระเกิดขึ้น โดย ป.ป.ช.คือหนึ่งในนั้น รากฐานของ ป.ป.ช.คือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบในวงราชการ (สำนักงาน ปปป.) และตอนที่ ป.ป.ช.แยกออกมาเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้น พบว่า มีการโอนย้ายข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช.มาด้วย และบางส่วนยังรับราชการใน ป.ป.ช.จนถึงวันนี้ พบว่าบางรายยังทำงานในกลุ่มงาน ภารกิจ พื้นที่เดิม (ปปช.จังหวัด/ปปช.ภาค/ปปช.ส่วนกลาง) แต่ขยับตำแหน่งขึ้นในสำนักเดิมโดยไม่ได้โยกย้ายไปไหน ดังนั้น สมควรต้องปรับปรุง

“ในอดีตนั้นสำนวนคดีคงค้างในสำนักงาน ป.ป.ช.กว่า 3,000 คดี และบางคดีสำคัญขาดอายุความไปแล้ว แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้เร่งรัดดำเนินการจนคดีคงค้างเหลือไม่กี่ร้อยคดี และจะสั่งพิจารณาได้ทันก่อนขาดอายุความ บวกกับสำนวนคดีใหม่ๆ ที่ปรากฏ สำนักงาน ป.ป.ช.วางแนวปฏิบัติว่า สำนวนคดีต้องยุติใน 2 ปี และขยายเวลาได้ 1 ปีเท่านั้น”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ตอนนี้บุคลากรของ ป.ป.ช.มีกว่า 2,000 คนทั่วประเทศ และภายใน 2 ปีข้างหน้าจะเพิ่มบุคลากรอีก 1,500 คน เพื่อรองรับการทำงานเชิงรุกตามแนวคิดของสำนักงาน ป.ป.ช.นั้น เพราะการทุจริตมีหลายระดับจนประเทศเสียหายหลายแสนล้านบาทต่อปี หากดำเนินการล่าช้า และดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2568 ประเทศไทยได้คะแนน 33 จาก 100 คะแนน ทำให้อันดับร่วงลงมาอยู่ที่ 116 ของโลก และเป็นอันดับ 7 ในอาเซียน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง

“ดังนั้น การแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรใน ป.ป.ช.ครั้งนี้ได้ดำเนินการโดยมีองค์คณะกรรมการจากหลายฝ่ายใน ป.ป.ช.ดำเนินการแบบโปร่งใส แต่อาจมีบางรายไม่พอใจการดำเนินการนี้ และขอใช้สิทธิทางกฎหมาย ดังนั้น หากมีการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อน สำนักงาน ป.ป.ช.กำลังพิจารณากรณีว่าจะใช้สิทธิทางกฎหมายหรือไม่”

ยกฟ้อง ป่าน ทะลุฟ้า คดีมาตรา 116-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ยกฟ้อง ป่าน ทะลุฟ้า คดีมาตรา 116-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ยกฟ้อง ป่าน ทะลุฟ้า คดีมาตรา 116-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

14 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยกฟ้อง! คดีของ “ป่าน” กตัญญู ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา ม.116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีถูกกล่าวหาเป็นแอดมินเพจทะลุฟ้า โพสต์เชิญชวนให้มาร่วมชุมนุม เมื่อปี 64”

พร้อมทั้งโพสต์ข้อความในคอมเมนต์ อีกว่า วันที่ 14 พ.ค. 2569 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ กตัญญู หมื่นคำเรือง หรือ “ป่าน” ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีที่ ป่าน ถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจ “ทะลุฟ้า” และโพสต์ข้อความเชิญชวนให้เข้าร่วมการชุมนุมจำนวน 2 โพสต์ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 โดยก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี ไม่รอการลงโทษ

ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่า การปรากฏตัวของจำเลยในที่ชุมนุมนั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาตามฟ้อง อย่างไรก็ดี รายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็มยังต้องติดตามต่อไป

ย้อนอ่านข่าวคดีนี้: https://tlhr2014.com/archives/61755

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ พรุ่งนี้ จัดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง จับตา เจ้าสัว ระดับประเทศเข้าร่วมพรึ่บ

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ พรุ่งนี้ จัดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง จับตา เจ้าสัว ระดับประเทศเข้าร่วมพรึ่บ

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ พรุ่งนี้ จัดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง จับตา เจ้าสัว ระดับประเทศเข้าร่วมพรึ่บ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ พรุ่งนี้ จัดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เผย นายกฯ-รมต. ร่วมรับฟังเสียงสะท้อนตรงจากเอกชน หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน จับตา เจ้าสัว ระดับประเทศตบเท้าเข้าร่วมพรึ่บ

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ช่วงเย็นวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค.) รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพ เชิญภาคเอกชนทุกภาคส่วนร่วมในงาน“ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งเป็นงานสำคัญครั้งแรกของรัฐบาลในการจัดเวทีนี้ เพื่อเป้าหมายจับมือภาคเอกชนเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน รัฐบาลจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด เราตั้งใจรับฟังเสียงของทุกภาคส่วน และภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจบรรลุผลได้ จึงนำมาสู่ความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการจัดเวทีรับฟังเสียงจากภาคเอกชน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีผู้แทนเข้ามาเสนอประเด็นให้นายกรัฐมนตรีรับฟัง ซึ่งจะเป็นเวทีเปิดใจรับฟังของภาครัฐ จะมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับฟัง ซึ่งรูปแบบการจัดจะจัดเป็นเก้าอี้นั่งนำเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เวทีครั้งนี้สะท้อนความจริงจังของรัฐบาลในการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ โดยจะรับฟังข้อเสนอจากผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน 10 กลุ่ม ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  กลุ่มการเงิน เกษตรและอาหาร ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ โรงแรมและท่องเที่ยว ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยี 

“เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาล ในเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เราต้องไปด้วยกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน และในมิติอื่นๆ จะมีเวที รับฟังเสียงประชาชนในส่วนอื่น เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจขับเคลื่อนงานทุกด้านโดยรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน”

เมื่อถามว่า จะมีเจ้าสัวระดับประเทศมาเข้าร่วมหมดหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า โดยภาพรวมตอบรับมา ขอให้ไปติดตามว่าจะมีท่านใดมาบ้าง แต่โดยภาพรวมคือได้รับความสนใจ 

เมื่อถามว่า นอกจากรัฐบาลรับฟังแล้ว จะมีการขอความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า คงต้องมีการพูดคุย อธิบายกันด้วย กรณีภาคเอกชนมีคำถาม ณ จุดนั้น หากรัฐบาลต้องการสร้างความเข้าใจ ขอความร่วมมือ นายกรัฐมนตรีคงได้ชี้แจง แต่ หลักๆ คือรับฟัง อยากให้ผู้ประกอบการได้พูดถึงความคิดเห็นสิ่งที่ทำอยู่ สิ่งที่ทำอยู่อยากให้เพิ่มเติมอะไรบ้างหรือมีข้อกังวลใด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะรับฟังอย่างเต็มที่  โดยที่ผ่านมาการรับฟังจากภาครัฐ เวลาไปรับฟังเสียงจากภาคเอกชนคือผ่านสมาคม แต่ครั้งนี้คือตัวแทนของสมาคมพูดเอง และคนอื่นจะอยู่รับฟัง ดังนั้นจะเป็นข้อมูลที่ตรง ลึก และนายกรัฐมนตรีได้รับฟังถึงหูจริงๆ โดยไม่ได้มีการสกรีน เรียกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงมาเล่าให้นายกรัฐมนตรีฟัง และเราจะได้หาจุดร่วม ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันระหว่างรัฐบาล และเอกชน

ถาวร กระทุ้งสรรพากร! บี้ฟ้องล้มละลาย ทักษิณ เซ่นหนี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน

ถาวร กระทุ้งสรรพากร! บี้ฟ้องล้มละลาย ทักษิณ เซ่นหนี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน

ถาวร กระทุ้งสรรพากร! บี้ฟ้องล้มละลาย ทักษิณ เซ่นหนี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

14 พฤษภาคม 2569 นายถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรื่องภาษี 17,000 กว่าล้านบาท เกรงว่ารัฐจะไม่ได้เงินเลย ระยะเวลาบังคับชำระภาษีค้างจะหมดประมาณกลางปี 70 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 เรื่องนี้ไม่ใช่การบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 ซึ่งถ้าเป็นกรณี 271 จะหมดปี 78 เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาอ่านเมื่อพฤศจิกา 68 มีคนไม่เข้าใจและเข้าใจผิดเรื่องนี้กันเยอะ ภาษีคงจะไม่ได้ตามจำนวนดังกล่าวแน่นอน เบื้องต้นทราบว่าบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ ไม่มีใครออกมาเล่นเรื่องนี้เลยทั้ง ๆ ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์เงินแผ่นดิน น่าเศร้าครับ

กรณีนี้ในการยึดทรัพย์ ใช้ประมวลกฎหมายรัษฎากรมาตร 12 จึงขอแจ้งไปยังอธิบดีกรมสรรพากรให้ใช้อำนาจอย่างเคร่งครัด

ในกรณีที่นายทักษิณชินวัตรมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ 17,629 ล้านนี้ได้ขอให้กรมสรรพากรพิจารณาฟ้องนายทักษิณ ชินวัตรเป็นบุคคลล้มละลายเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่สามารถชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้กรมสรรพากรได้

ผมขอฝากไปยัง สส ฝ่ายค้านติดตามและช่วยพิจารณาดำเนินการด้วยครับ

นายกฯ หารือทูตบาห์เรน เดินหน้ายกระดับความร่วมมือการค้า-ลงทุน ย้ำไทยหนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

นายกฯ หารือทูตบาห์เรน เดินหน้ายกระดับความร่วมมือการค้า-ลงทุน ย้ำไทยหนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

นายกฯ หารือทูตบาห์เรน เดินหน้ายกระดับความร่วมมือการค้า-ลงทุน ย้ำไทยหนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

นายกฯ หารือทูตบาห์เรน เดินหน้ายกระดับความร่วมมือการค้า-ลงทุน-ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์-ความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำไทยสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเคาะลีล ยะอ์กูบ อัลคัยยาฏ  เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ 

โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีต่อเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ ไทยให้ความสำคัญกับบาห์เรนในฐานะมิตรประเทศและหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมเน้นย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานและใกล้ชิดระหว่างไทยกับบาห์เรนในทุกระดับ ทั้งราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน ซึ่งทั้งสองประเทศเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูต ในปีหน้า ด้านเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ยินดีที่ได้เข้ารับหน้าที่ประจำประเทศไทย เนื่องจากเคยเป็นนักการทูตประจำการในประเทศไทยมาก่อน จึงมีความคุ้นเคยและความเข้าใจเกี่ยวกับไทยเป็นอย่างดี

นายกรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ยังยินดีต่อพัฒนาการความร่วมมือระหว่างกัน และเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญและความพร้อมในการขยายความร่วมมือ

ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายยินดีผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกัน ส่งเสริมการลงทุนสองทาง และแสวงหาโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่าจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนของภาคเอกชนระหว่างไทยและบาห์เรนเพิ่มมากขึ้น ด้านเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ยินดีส่งเสริมการนำเข้าสินค้าไทย โดยบาห์เรนมีที่ตั้งใกล้กับซาอุดีอาระเบียและอีกหลายประเทศในตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ จึงพร้อมเป็นประตูนำเข้าสินค้าไทยสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้น

ด้านการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไทยนับเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวบาห์เรน โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งในปี 2568 มีชาวบาห์เรนเดินทางมายังประเทศไทยจำนวนกว่า 3 หมื่นคน อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรียังคงต้องการส่งเสริมให้ชาวบาห์เรนเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ในไทยเพิ่มมากขึ้น ด้านเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ชื่นชมศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลของไทย พร้อมเห็นพ้องที่จะต่อยอดความร่วมมือในด้านดังกล่าวให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยยืนยันบทบาทการเป็นแหล่งผลิตและส่งออกอาหารคุณภาพที่เชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของบาห์เรน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเน้นย้ำความสำคัญของการใช้การเจรจาและการลดความตึงเครียด อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป นายกรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ยังคงยืนยันที่จะผลักดันความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศต่อไป

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่า เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนฯ จะมีบทบาทสำคัญในการสานต่อและยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต พร้อมอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง