อนุทิน โพสต์มาอุดรฯ ร่วมส่ง สส.หรั่ง เขต 3 อุดรฯ พรรคภูมิใจไทย ในงานพระราชทานเพลิงศพ

อนุทิน โพสต์มาอุดรฯ ร่วมส่ง สส.หรั่ง เขต 3 อุดรฯ พรรคภูมิใจไทย ในงานพระราชทานเพลิงศพ

อนุทิน โพสต์มาอุดรฯ ร่วมส่ง สส.หรั่ง เขต 3 อุดรฯ พรรคภูมิใจไทย ในงานพระราชทานเพลิงศพ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.51 น.

อนุทิน โพสต์มาอุดรฯ ร่วมส่ง สส.หรั่ง เขต 3 อุดรฯ พรรคภูมิใจไทย ในงานพระราชทานเพลิงศพ ที่วัดป่าพระธรรมวิสุทธิมงคล

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 26 ก.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “มาอุดร ส่ง สส.หรั่ง ธุระพล พรรคภูมิใจไทย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายหรั่ง ธุระพล (สส.หรั่ง) สส.อุดรธานี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ที่วัดป่าพระธรรมวิสุทธิมงคล บ้านหนองสระใคร ต.เชียงหวาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี โดยนายหรั่ง ธุระพล อายุ 69 ปี สส. เขต 3 จังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ที่เสียชีวิตจากโรคประจำตัว เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลกรุงเทพอุดรธานี

เลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด คึกคัก! ฝนตกไม่เป็นอุปสรรค ปชช.แห่ใช้สิทธิ์แล้วราว 50%

เลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด คึกคัก! ฝนตกไม่เป็นอุปสรรค ปชช.แห่ใช้สิทธิ์แล้วราว 50%

เลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด คึกคัก! ฝนตกไม่เป็นอุปสรรค ปชช.แห่ใช้สิทธิ์แล้วราว 50%

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

เลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด คึกคัก!! ฝนตกไม่เป็นอุปสรรค ประชาชนแห่ใช้สิทธิ์แล้วราว 50% ผอ.กต.จว.-นอภ.ธวัชบุรี ยันสถานการณ์เรียบร้อยดีทุกหน่วย พร้อมสำรองไฟสว่างครบ

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 คณะสื่อมวลชนสัญจร เดินทางไปสังเกตการเลือกตั้ง นายกฯ อบจ. ร้อยเอ็ด เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 1 วัดสระหลวงวนาราม ตำบลยางใหญ่ ตำบลจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด โดยนางพรรณวิภา สังฆทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ด (ผอ.สนง.กกต.จว.ร้อยเอ็ด)  ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์ฝนตกในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เนื่องจากมีการทำฝนเทียมแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งไม่เป็นที่กังวลต่อการออกมาใช้สิทธิ์ของประชาชน พบว่าแม้ฝนจะตก แต่ประชาชนยังทยอยออกมาใช้สิทธิ์ ซึ่งหน่วยเลือกตั้งนี้มีจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 605 คน พบว่าทยอยมาใช้สิทธิ์เกือบ 50% แล้ว คาดว่าน่าจะใกล้เคียงกับเป้าหมาย 60 % พร้อมย้ำว่าแม้ฝนจะตกแต่ยังไม่มีรายงานว่ามีเหตุขัดข้องในหน่วยเลือกตั้งใดเกิดขึ้น

สำหรับหน่วยเลือกตั้งที่วัดสระหลวงวนาราม เป็นหนึ่งหมู่บ้านใน’โครงการหมู่บ้านรณรงค์ไม่ขายเสียง’ของ กกต. ซึ่งเป็นโครงการที่เพิ่งเปิด ขณะนี้มีจำนวน 300-400 หมู่บ้าน โดยจะทยอยเปิดไปเรื่อยๆ โดยจะมีการทำประชาคมในหมู่บ้านเพื่อร่วมลงนามกล่าวคำปฏิญาณว่าจะไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง และจากที่ได้เฝ้าสังเกตสถานการณ์ ถือว่าพื้นที่นี้ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

เมื่อถามถึงการเตรียมความพร้อมในช่วงการนับคะแนนเพื่อป้องกันเหตุพายุจนทำให้เกิดไฟดับ ที่อาจเกิดข้อครหานั้น นางพรรณวิภา กล่าวว่า หน่วยเลือกตั้งจะมีการเตรียมความพร้อมเรื่องของระบบไฟ ซึ่งหากไม่สามารถดำเนินการนับคะแนนได้ ตามระเบียบกฎหมาย ก็สามารถประกาศงดการนับคะแนนไว้ก่อนได้ แต่เท่าที่มีการเลือกตั้งที่ผ่านมายังไม่มีการประกาศงดการนับคะแนนในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด สำหรับการเลือกตั้งในวันนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ปกติ ยังไม่มีเหตุที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษจากที่เราป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ต่อจากนั้น คณะได้เดินทางมาที่หน่วยเลือกตั้งที่ 9 หมู่ที่ 9 ศาลาวัดปรางค์กู่ บ้านปรางค์กู่ ตำบลมะอึ อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อดูความเรียบร้อยหน่วยเลือกตั้ง หลังจากที่ฝนตกกระหน่ำอย่างหนัก โดยมี นายจิรศักดิ์ ศรีบุญลือ นายอำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เผยกับสื่อมวลชนว่า ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ของอำเภอ ธวัชบุรี จะออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันตั้งแต่เช้า เนื่องจากอยู่ระหว่างช่วงฤดูการทำนา จึงรีบออกจากบ้านเพื่อเดินทางมาใช้สิทธิ์และเมื่อเสร็จสิ้นการลงคะแนนก็จะเดินทางไปที่ทุ่งนาของตนเอง และยังมีประชาชนบางส่วนที่เข้าไปทำงานในเมืองจะกลับมาใช้สิทธิ์ในช่วงเวลา 15.00 น เป็นต้นไป คาดว่าจะเดินทางมาใช้สิทธิทัน เพราะระยะทางการเดินทางจากตัวเมือง มายังหน่วยเลือกตั้งแห่งนี้มีระยะทางที่ไม่ไกลมากนัก

เมื่อถามว่าฝนตกเช่นนี้มีจุดใดที่รายงานเกิดปัญหาเหตุน้ำท่วมหรือไม่ หรือแจ้งเหตุกรณีที่ประชาชนไม่สามารถมาใช้สิทธิ์ได้ นายจิรศักดิ์ กล่าวว่า ในพื้นที่ของเรายังไม่ได้รับการรายงาน และวันประชุมคณะกรรมการประจำหน่วยนั้น เราได้แจ้งเหตุป้องกันไปด้วย ส่วนการนับคะแนนในแต่ละหน่วยหลังจากปิดการลงคะแนน เวลา 17.00น. เราได้แจ้งความประสงค์เรื่องอุปกรณ์แสงสว่างเพื่อนำมาใช้สำหรับการนับคะแนน และทางศูนย์หรือหน่วยเลือกตั้งที่ตนได้รับมอบหมายได้เตรียมเรื่องไฟฟ้าไว้ทั้งหมดแล้ว และคาดว่าจะไม่มีปัญหาอุปกรณ์เรื่องแสงสว่างในการนับคะแนน

เมื่อถามว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในพื้นที่ออกมาใช้สิทธิ์กันกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว นายจิรศักดิ์ กล่าวว่า อยู่ระหว่าง 45-55% แต่เป้าหมาย คือ พยายามให้มีบัตรเสียน้อยที่สุดไม่เกิน 2% เนื่องจากช่วงนี้อยู่ระหว่างปิดการเรียนการสอน และมีประชาชนในพื้นที่ธวัชบุรี ออกไปทำงานต่างจังหวัดส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ ช่วงเช้าที่ตนออกตรวจมีความเรียบร้อย ส่วนใหญ่ประชาชนออกไปใช้สิทธิ 50% หลังจากที่ออกตรวจ 6-7 หน่วย

เมื่อถามว่า กังวลเรื่องการนับคะแนนในส่วนของอำเภอหรือไม่ นายจิรศักดิ์  ยืนยันว่า ไม่กังวล เนื่องจากเราได้ซักซ้อมกันหลายวันแล้ว และมีคณะกรรมการที่ตรวจสอบอยู่ด้วยนั้น  การนับคะแนน เราได้เตรียมอุปกรณ์แสงไฟเพื่อกันเหตุฉุกเฉินกรณีไฟดับเรียบร้อยแล้ว

สมชัย ชี้ หาก กกต.ฉลาด เช็กสายการบินหาตัวคนซื้อตั๋ว ชี้เป็นหลักฐานมัดขบวนการโกงชัดเจน

สมชัย ชี้ หาก กกต.ฉลาด เช็กสายการบินหาตัวคนซื้อตั๋ว ชี้เป็นหลักฐานมัดขบวนการโกงชัดเจน

สมชัย ชี้ หาก กกต.ฉลาด เช็กสายการบินหาตัวคนซื้อตั๋ว ชี้เป็นหลักฐานมัดขบวนการโกงชัดเจน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.13 น.

สมชัย สอนมวย กกต. บอก หากฉลาด เช็กสายการบินหาตัวคนซื้อตั๋วเครื่องบิน ชี้เป็นหลักฐานมัดขบวนการโกงชัดเจน

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “เวทีเปิดพยาน คดีฮั้ว สว. โชว์หลักฐานตั๋วเครื่องบิน ที่ขบวนการฮั้ว ซื้อให้ผู้ผ่านเข้ารอบประเทศ จากภูเก็ต เข้า กรุงเทพ

หาก กกต. ฉลาด ติดต่อกับ สายการบินขอชื่อ ผู้ซื้อ ผู้จ่ายเงิน หากซื้อเป็นกลุ่มให้แก่ผู้สมัครจากภูเก็ต แปลว่า มีขบวนการฮั้ว มีการทำผิด กฎหมายเลือก สว. ชัดเจน”

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันจันทร์ที่ 27 ก.ค.นี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ จะนำรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เสนอต่อ ครม. โดยมีรายชื่อที่คาดว่าจะมีการเสนอแต่งตั้งโยกย้าย ดังต่อไปนี้

นายศรัญญู  พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมปศุสัตว

นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์  ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) 

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวง และการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมชลประทาน

นางสาวอิงอร ปัญญากิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ หรือรองปลัดฯ

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมหม่อนไหม หรือ ที่เดิม 

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่เดิม

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

มีรายงานข่าวแจ้งด้วยว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ นายสุริยะ ต้องการที่จะมีการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรให้เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากการขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตร ช่วง 90 วันที่ผ่านมา การบริหารงานในกรมต่างๆ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และอาจจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตร เพื่อขับเคลื่อนงานให้ได้ต่อไป

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

‘รักษาการอธิบดี สถ.’ ยกคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ‘ขรก.ท้องถิ่นสายงานผู้บริหารอปท.’ มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี ยืนรับทักทายยันหน้าห้องสอบ กำชับคุมเข้มโกง เน้นโปร่งใส-รัดกุม-ตรงไปตรงมา เตือนอย่าตกเป็นเหยื่อหลงกลคนไม่หวังดี-ใครแอบตกลงรีบคืนเงินด่วน หากพบทุจริตฟันไม่เลี้ยง

26 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมด้วยนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายกริชชัย ศิลปรายะ ผู้ตรวจราชการกรม นายเทพสุริยา สะอาด ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยในการสอบ และระบบการตรวจข้อสอบ โดยมี นายอุดมเวท โต๋วสัจจา ผู้อำนวยการโครงการศูนย์สอบธรรมศาสตร์ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชม ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา

โดยนายนิรัตน์ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ได้มีการเตรียมความพร้อมของสนามสอบอย่างปลอดภัย รัดกุม ซึ่งวานนี้(25ก.ค.)เป็นการขนส่งข้อสอบและกระดาษคำตอบไปยังสนามสอบต่าง ๆ อย่างปลอดภัย มีการเก็บรักษาและกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน ส่วนเช้าวันนี้แต่ละสนามสอบมีความพร้อมทั้งห้องสอบ และมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย กรรมการคุมสอบได้ประชุมซักซ้อมความเข้าใจเพื่อจำแนกหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบเด็ดขาด 

“กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะดำเนินการจัดสอบอย่างตรงไปตรงมา มีความตั้งใจ และมีการกำหนดเป้าหมายในการสอบเพื่อสร้างความเป็นธรรม ให้โอกาสกับทุกคนที่เข้าสอบ” นายนิรัตน์ กล่าว

จากนั้นนายนิรัตน์ ได้เดินทางต่อไปยังสนามสอบในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตรวจเยี่ยมความพร้อมและความเรียบร้อยของสนามสอบโรงเรียนชลบุรีสุขบท โดยมีนายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายเจษ เสียงลือชา ท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมห้องสอบ และบรรยากาศรอบสนามสอบ ทั้งนี้นายนิรัตน์ ได้ยืนทักทายผู้เข้าสอบที่บริเวณหน้าห้องสอบด้วยตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส
พร้อมทั้ง ฝากเตือนไปยังผู้เข้าสอบว่าอย่าตกเป็นเหยื่อหรือหลงกลเสียเงินให้ผู้ไม่ประสงค์ดี ให้เชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของตนเองเพราะหากผู้สอบถูกจับได้ว่ามีการทุจริต และบุคคลนั้นเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอยู่แล้วจะต้องถูกออกจากราชการทันที ส่วนผู้ที่แอบตกลงหรือเจรจา ก็ให้รีบคืนเงิน อย่างไรก็ตาม สำหรับการสอบในครั้งนี้ นอกจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ยังมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมเฝ้าระวังการทุจริตด้วย น่าจะทำให้การกระทำผิดเป็นไปได้ยากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะผู้จัดสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร อปท. ได้ดำเนินการจัดสนามสอบแบ่งเป็น 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุดรธานี-จ.ขอนแก่น, ภาคกลาง จ.ปทุมธานี ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี และภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช รวมผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 37,359 คน โดยมีตำแหน่งว่าง 17,543 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ระบบการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการทุจริตไม่ให้ซ้ำรอยการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี2568 คาดว่าจะประกาศผลได้ช้าที่สุดวันพรุ่งนี้ (27ก.ค.)

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์ ชี้การสร้างภาพว่าไทยเป็นผู้รุกราน จะไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง

26 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา (Joint Information Center : JIC) เปิดเผยถึงกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปนเปื้อนวัตถุระเบิดตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยระบุว่า JIC ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอชี้แจงต่อสาธารณชนในหลายประเด็น

พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนและการลดผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากความขัดแย้งตามแนวชายแดน พร้อมสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างตามหลักมนุษยธรรมสากล โดยไม่เลือกปฏิบัติ

สำหรับตัวเลขและข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับจำนวนกระสุน ปริมาณลูกระเบิดย่อย และพื้นที่ปนเปื้อนที่ CMAC เผยแพร่นั้น พล.อ.อ.ประภาส  กล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชาจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว และยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบร่วม หรือได้รับการรับรองจากกลไกระหว่างประเทศที่เป็นอิสระ จึงยังไม่สามารถถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันได้

นอกจากนี้ ผอ.JIC ยังระบุว่า ประเทศไทยไม่สามารถรับรองความถูกต้องของข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่ากองทัพไทยยิงกระสุนคลัสเตอร์จำนวน 120,000–130,000 นัด หรือมีลูกระเบิดย่อยตกค้างหลายล้านลูก เนื่องจากไม่มีการนำเสนอหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์ทางเทคนิค หรือผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญอิสระที่สามารถยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้

พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เป็นกลาง และตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ หากมีความจำเป็น โดยผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน หรือผ่านองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ผอ.JIC ยังแสดงความกังวลว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่กล่าวโทษอีกฝ่ายโดยปราศจากการตรวจสอบร่วม อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ และไม่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายหลังการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุและส่งเสริมการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

“ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา กลไกทวิภาคี กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม พร้อมสนับสนุนมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยเชื่อว่าการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ ความโปร่งใส และความร่วมมือจากทุกฝ่าย มากกว่าการเผยแพร่ข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบร่วม” ผอ.JIC กล่าว

– 006

กมธ.ศาสนาฯ ผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกยูเนสโก

กมธ.ศาสนาฯ ผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกยูเนสโก

กมธ.ศาสนาฯ ผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกยูเนสโก

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา พร้อมด้วยคณะอนุกรรมาธิการด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและประเพณี ศึกษาความพร้อมการขับเคลื่อนกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำ เข้าสู่บัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโก รวมทัั้งการบูรณะกลุ่มปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์ 

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 15 -17 กรกฎาคม 2569  นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและประเพณี พร้อมด้วยนายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร กรรมาธิการการศาสนาฯ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และการผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำเข้าสู่บัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโก (ชมคลิปที่นี่) 

ในการนี้ นายดำรงค์ศักดิ์  นาคีสังข์ นายอำเภอประโคนชัย นายสมเดช ลีลามโนธรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา นายนภสินธุ์ บุญล้อม หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เจ้าหน้าที่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมบรรยายและนำชมพื้นที่ รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลของแหล่งโบราณสถาน การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ การบริหารจัดการพื้นที่ ตลอดจนความคืบหน้าของการจัดทำข้อมูลและการเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก และยกระดับการบริหารจัดการแหล่งโบราณสถานของประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ จะนำมาประกอบการติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการเสนอแหล่งมรดกโลกของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการผลักดันกลุ่มปราสาทพนมรุ้ง–เมืองต่ำเข้าสู่บัญชีมรดกโลกขององค์การยูเนสโกอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

จากนั้นคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน กลุ่มปราสาทตาเมือน ซึ่งประกอบด้วย ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อศึกษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ตลอดจนแนวทางการอนุรักษ์ บูรณะ และบริหารจัดการโบราณสถานตามหลักวิชาการ โดยมีนายวีระชัย ประเสริฐโส รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นางยุวดี มีบุญ วัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ นายพัฒนา พึ่งผล นายอำเภอพนมดงรัก นายสมเดช ลีลามโนธรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา จ่าสิบตำรวจธวัชชัย รัตนสงคราม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาเมียง และผู้บริหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) พร้อมด้วยผู้แทนกองพันทหารราบที่ 21 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของกลุ่มปราสาทตาเมือน ประกอบด้วย ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นกลุ่มโบราณสถานขอมโบราณที่มีความสมบูรณ์และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และสถาปัตยกรรม อีกทั้งยังตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมโบราณที่มีความสำคัญในอดีต สะท้อนความเจริญของอารยธรรมขอมและวิถีการเดินทางในภูมิภาค พร้อมทั้งรายงานความก้าวหน้าด้านการอนุรักษ์ การดูแลรักษา และการบริหารจัดการพื้นที่

นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร กรรมาธิการการศาสนาฯ  กล่าวว่า โบราณสถานคือมรดกตกทอดอันลํ้าค่าจากบรรพบุรุษไทย ที่ปกป้องด้วยเลือดเนื้อและชีวิต ลูกหลานไทยจงช่วยกันดูแลสืบต่อไป  ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาแนวทางส่งเสริมการคุ้มครองแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ควบคู่กับการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป 

เป๋า ไอลอว์ ลั่นพร้อมหน้าหงาย ถ้าอนุทิน-พวก ยอมออกมาชี้แจงความจริง ปมโยงเอี่ยวฮั้ว สว.

เป๋า ไอลอว์ ลั่นพร้อมหน้าหงาย ถ้าอนุทิน-พวก ยอมออกมาชี้แจงความจริง ปมโยงเอี่ยวฮั้ว สว.

เป๋า ไอลอว์ ลั่นพร้อมหน้าหงาย ถ้าอนุทิน-พวก ยอมออกมาชี้แจงความจริง ปมโยงเอี่ยวฮั้ว สว.

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.13 น.

“เป๋า ไอลอว์”ลั่นพร้อมหน้าหงาย ถ้า”อนุทิน-พวก” ยอมออกมาชี้แจงความจริง ปมโยงเอี่ยว”ฮั้ว สว.” เผยกำข้อมูลโกง แค่เศษเสี้ยวจาก 9 หมื่นหน้า เตือนถ้าศาลไม่สั่งฟ้อง เตรียมแฉสลิป”เส้นทางการเงิน”ซ้ำ

26 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมตัว หลังนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย เดินหน้าฟ้องต่อเนื่อง ว่า ยังมีข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก ส.ว. มีใหญ่มากมหาศาลเท่าที่อยู่ในสำนวนของ กกต. และ DSI ประมาณ 90,000 หน้า ส่วนที่อยู่กับเราเป็นเพียง 5% ของที่ กกต. มี รวมทั้งที่พูดออกสาธารณะไปแล้วก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ถ้า กกต. สั่งฟ้องข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเสนอในชั้นศาล ไปว่าตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าผู้ต้องหาคนไหนถูกยกฟ้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนแม้จะจบไปแล้ว เราก็ไม่มีทางอื่นต้องพยายามเอาข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเปิดเผย

เมื่อถามว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชวนไปเที่ยวที่ตังหวัดอำนาจเจริญนั้น นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ถ้าไปเที่ยวก็อยากไป แต่ถ้าเป็นหมายก็ไม่เป็นไร ก็ต้องไป ไปว่ากันตามข้อเท็จจริง ตนก็ยืนยันอีกครั้งว่า ถ้าหากออกมาชี้แจงก็จบ ถ้าชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดมวลท่านรู้ดีกว่าเยอะว่าเกิดขึ้นกับชีวิตท่าน และบุคคลรอบตัวท่านทราบ ตนทราบจากปากพยานไม่เยอะเท่าท่าน ขอเชิญชวนทุกคนที่ถูกกล่าวถึงออกมาอธิบายออกมาชี้แจงด้วยตัวเอง

นายยิ่งชีพ กล่างอีกว่า การที่สิ่งที่ฝั่งผู้ถูกกล่าวหา พูดมาตลอดคือเรื่องเป็นพยานบุคคลไม่น่าเชื่อถือ จะตอบอย่างไร นายยิ่งชีพ เผยว่า ก็แล้วแต่ ฟังพยานบุคคลมาหลายคนจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ ก่อนหน้านี้มีคำถามว่า แล้วมีเส้นทางทางการเงินหรือไม่ วันนี้ก็ตอบแล้วว่ามี มีเยอะกว่านี้ แต่ไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องเปิดเผยยกเว้นศาลไม่ฟ้อง และคดีจบ ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องเปิดเผย ส่วนพยานบุคคลจะน่าเชื่อถือหรือไม่อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน แต่ยืนยันว่าพยานบุคคลมี มีเยอะ

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ต้องเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่แต่ละคนได้แจ้งไว้ ไม่มีปัญหาอะไรใช่หรือไม่ เพราะ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย บอกว่าสามารถฟ้องแยกได้ นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ฟ้องแยกได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย แต่ตนมองว่าไม่ได้เพราะเรียนกฎหมายมา กรรมเดียวมีผู้เสียหายหลายคนก็ฟ้องที่เดียวกัน แต่ถ้าจะแยกแล้วหมายจะมา ตนก็ไปได้ ยอมรับว่าเสียเวลา แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงของกระบวนการ ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล

เมื่อถามว่า ที่บอกว่า พร้อมหน้าหงายถ้าเขาชี้แจงจริง ยอมรับใช่ไหมว่าข้อมูลบางส่วนอาจจะยังคลาดเคลื่อน และพร้อมถ้าโดนฟ้องเพิ่ม นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เรามีที่มาของข้อมูล มีการตรวจสอบทั้งระบบ เมื่อนำเสนอแล้วมีใครชี้แจงว่าจริง – ไม่จริง เราก็ตรวจสอบถูกบ้างผิดบ้างก็ว่าไป แต่ไม่มีเจตนาให้ร้ายหรือหมิ่นประมาท ทั้ง 9 คน ที่ตนเอ่ยชื่อไปมีข้อมูลเกี่ยวมากกว่านี้เยอะ ตนยังไม่ได้พูดทั้งหมด เพราะไม่มีความจำเป็น อยากฝากฝ่ายค้านไปตรวจสอบและนำเสนอมากกว่า นอกจาก 9 คน ยังมีอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องชัดเจน หากต้องถูกดำเนินคดีอะไรก็ต้องไปนำเสนอต่อศาล

เมื่อถามว่า ถ้านายกฯ หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่ตอบคำถาม ปล่อยให้คดีเดินไปตามกระบวนการเรื่อยๆ จะมีไม้เด็ดอะไรอีกบีบให้ฝั่งนั้นต้องออกมาชี้แจง นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ตนไม่มีอำนาจจะทำอะไรได้มากกว่านี้ คนที่มีอำนาจคือฝ่ายค้านที่จะต้องใช้กระบวนการสภาบีบให้นายกฯ รัฐมนตรี และฝ่ายรัฐบาลตอบคำถาม ถ้าไม่ตอบคำถามตนก็คงทำอะไรไม่ได้ พร้อมยืนยันว่า ตนยังมีข้อมูลที่จะค่อยๆ นำเสนอในโอกาสต่อไป แต่ถ้า กกต.สั่งฟ้องโดยเร็ว ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำเสนอต่อศาลในกระบวนการยุติธรรม ตนจะเลิกพูดและไปนั่งฟังในศาล

ปกรณ์ ลุยปฏิรูประบบรัฐ ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน ประเดิม ก.ย.นี้ ยุบธนาคารที่ดิน ตามด้วย ป.ย.ป.และ 4-5 องค์การมหาชน

ปกรณ์ ลุยปฏิรูประบบรัฐ ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน ประเดิม ก.ย.นี้ ยุบธนาคารที่ดิน ตามด้วย ป.ย.ป.และ 4-5 องค์การมหาชน

ปกรณ์ ลุยปฏิรูประบบรัฐ ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน ประเดิม ก.ย.นี้ ยุบธนาคารที่ดิน ตามด้วย ป.ย.ป.และ 4-5 องค์การมหาชน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

“ปกรณ์”ลุยปฏิรูประบบรัฐ “ยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน” ประเดิม ก.ย.นี้ ยุบ”ธนาคารที่ดิน” ตามด้วย”ป.ย.ป.และ 4-5 องค์การมหาชน”ที่ไม่ผ่านประเมินซ้ำ เผยมี 2 ตัวเลือก จนท.ออก-โอนย้าย ชี้โลกเปลี่ยนถ้าไม่ปรับประเทศไทยพัฒนายาก

26 กรกฎาคม 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงแนวทางการปฏิรูประบบราชการ ในเรื่องการยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนหรือไม่มีความจำเป็น ว่า การยุบหน่วยงานซ้ำซ้อน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้นโยบายมาแล้วว่าจะยุบ

โดยขณะนี้ประเมินไว้แล้วว่าหน่วยงานที่จะยุบอันดับต้นๆ จะเริ่มตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนกันยายน คือ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. (ธนาคารที่ดิน) เพราะมีการขยายระยะเวลามาหลายปีแล้ว อาจนำไปรวมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ซึ่งตอนนี้มีการฟีดควบคุมไว้ทั้งหมดแล้ว

จากนั้นจะพิจารณายุบหน่วยงานอื่นๆ ที่ซ้ำซ้อนต่อไป เช่น สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และหน่วยงานองค์การมหาชน อีก 4-5 หน่วยงานในเบื้องต้น ที่ไม่ผ่านการประเมินมาหลายปี หลังที่จากก่อนหน้านี้ให้โอกาสปรับตัวแล้ว

พร้อมย้ำว่า การยุบหน่วยงานจะค่อยๆ ทำ ไม่เช่นนั้นจะกระทบกระเทือนเจ้าหน้าที่

ส่วนกรณีถ้าหากยุบหน่วยงานและมีการออกมาชุมนุมเรียกร้องคัดค้าน นายปกรณ์ กล่าวว่า ขอเรียนตรงๆ เราต้องอยู่กันด้วยเหตุผล วิธีการเก่าๆ แบบนี้ควรเลิกได้แล้ว เพราะมันไม่ดีสำหรับประเทศ ฉะนั้น หากดูจากสถานการณ์และตัวเลขงบประมาณ และยังทำเช่นเดิมประเทศจะไปไม่ได้

“สิ่งสำคัญที่สุด เราต้องยอมรับความจริงว่า อยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว จะตั้งหน่วยงานมาเยอะแยะมันไม่ได้แล้ว เพราะโลกมันเปลี่ยนไป” นายปกรณ์ กล่าว

รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย อธิบายหลักการพิจารณายุบหน่วยงาน ว่า สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ.และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร.จะเป็นผู้ประเมินหน่วยงานราชการ ส่วนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังจะเป็นฝ่ายผู้ประเมิน โดยเกณฑ์ประเมินคือเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อน

ส่วนการบริหารจัดการอัตรากำลังหน่วยงานที่ถูกยุบไป จะมีสองแนวทาง 1.ถ้าสมัครใจออกก็เข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ 2.ย้ายไปอยู่หน่วยงานใหม่ แต่ยอมรับว่าสิทธิประโยชน์คงไม่ได้เหมือนเดิม จะต้องอิงตามระบบหน่วยงานใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินนโยบายยุบหน่วยงาน กังวลจะเป็นการเสียคะแนนทางการเมืองหรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า เรื่องนี้รัฐบาลให้ตนดำเนินการ ทุกคนก็บอกว่าดี

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า งานนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนต้องทำให้ชัดเจนภายในปีนี้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ถึงอย่างไรก็ต้องทำภายในรัฐบาลนี้ แม้อาจจะเห็นผลอีก 10 ปีข้างหน้าก็ตาม เพราะมันไม่ได้ง่ายเหมือนภาคเอกชนปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร พร้อมมองว่าสถานการณ์ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมตอนนี้เป็นไปทั่วโลก ฉะนั้นภาครัฐประเทศไทยก็ต้องปรับตัวอย่างรุนแรง ไม่เช่นนั้นจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากสถานการณ์ต่างๆ ทั้งปัญหาพลังงานหรือภาษีที่เพิ่มขึ้น พร้อมย้ำว่า วันนี้เราไม่ได้อยู่ในโลกที่เป็นปกติเหมือน 10 – 20 ปีก่อน ที่อยู่ในยุคการค้าขายอย่างไรก็รวย แต่วันนี้มันไม่ใช่

นายปกรณ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องมาช่วยกันดูแล ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างรัฐหรือเปลี่ยนวิธีการทำงาน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะนิ่งและเทียบประเทศอื่นไม่ได้ที่พัฒนาดีขึ้น ฉะนั้น อยากให้เข้าใจตรงนี้ ไม่อยากให้ดรามา

“ก็ต้องคิดเอาว่าจะเลือกเอาประเทศ หรือจะเลือกเอาตัวเอง” นายปกรณ์ กล่าว

อ.โอฬาร อ่านคดีที่มา สว. เน้นใช้กดดันทางการเมือง-กระบวนการยุติธรรม เหนือหลักฐานข้อเท็จจริง

อ.โอฬาร อ่านคดีที่มา สว. เน้นใช้กดดันทางการเมือง-กระบวนการยุติธรรม เหนือหลักฐานข้อเท็จจริง

อ.โอฬาร อ่านคดีที่มา สว. เน้นใช้กดดันทางการเมือง-กระบวนการยุติธรรม เหนือหลักฐานข้อเท็จจริง

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.54 น.

“อ.โอฬาร”อ่านคดีที่มา สว. เน้นใช้กดดันทางการเมือง-กระบวนการยุติธรรม เหนือหลักฐานข้อเท็จจริง พร้อมแนะฝ่ายตรวจสอบต้องเป็นกลาง เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

26 กรกฎาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กำลังถูกทำให้มีมิติทางการเมืองมากกว่ามิติทางกฎหมาย จนกลายเป็นพื้นที่ของการแข่งขันและการสร้างความได้เปรียบระหว่างกลุ่มการเมือง มากกว่าการแสวงหาข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

รศ.ดร.โอฬาร มองว่า ด้วยลักษณะของคดีที่มีความอ่อนไหวสูง จึงมีความพยายามของหลายฝ่ายที่จะหยิบยกประเด็นนี้มาใช้สร้างแรงกดดันทางการเมือง และสร้างความเสียหายต่อฝ่ายตรงข้าม ส่งผลให้คดีถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสสังคมและดราม่าทางการเมือง มากกว่าการพิจารณาบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย

ทั้งนี้ ในทางกฎหมาย การกล่าวหาว่ามีการฮั้วเลือก สว. จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอ สามารถพิสูจน์องค์ประกอบความผิดได้ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด หากหลักฐานยังไม่ชัดเจนหรือไม่สามารถเชื่อมโยงการกระทำความผิดได้ครบถ้วน การเอาผิดย่อมเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และกระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้

นักวิชาการรายนี้ยังเตือนว่า หากการดำเนินคดีถูกมองว่ามีความเร่งรัด ใช้มาตรฐานแตกต่างจากคดีอื่น หรือเลือกดำเนินการเฉพาะบางฝ่าย ก็จะยิ่งทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่ากระบวนการยุติธรรมกำลังทำหน้าที่ค้นหาความจริง หรือกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันทางการเมือง

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การลงโทษผ่านกระบวนการ” (Process as Punishment) ซึ่งแม้คดีจะยังไม่มีข้อยุติ แต่ตัวกระบวนการเองอาจสร้างความเสียหายทางการเมือง ทำลายความน่าเชื่อถือ และสร้างต้นทุนให้กับผู้ถูกกล่าวหาได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการพิสูจน์ถึงที่สุด

“ในรัฐประชาธิปไตย ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้วัดจากการเร่งเอาผิดใคร แต่ต้องวัดจากการบังคับใช้กฎหมายด้วยมาตรฐานเดียวกัน ยึดหลักความเสมอภาค หลักกระบวนการอันชอบด้วยกฎหมาย และตรวจสอบทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มการเมืองใดก็ตาม” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมระบุว่า สิ่งที่สังคมควรเรียกร้องไม่ใช่การเร่งรัดให้มีผู้กระทำผิดตามกระแส แต่ควรเรียกร้องให้ทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกบุคคลและทุกเครือข่ายที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายบนพื้นฐานของพยานหลักฐานและมาตรฐานเดียวกัน เพราะหากกฎหมายถูกใช้โดยปราศจากความเสมอภาค แม้ผลคดีจะเป็นไปตามข้อกฎหมาย ก็อาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและความชอบธรรมต่อสังคมได้