กสม.ออกแถลงการณ์ ขอเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปมเหตุการณ์ซอยรามฯ 53

กสม.ออกแถลงการณ์ ขอเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปมเหตุการณ์ซอยรามฯ 53

กสม.ออกแถลงการณ์ ขอเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปมเหตุการณ์ซอยรามฯ 53

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

กสม.ออกแถลงการณ์ ขอเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์-ระวังสื่อสารประเด็นอ่อนไหว ปมเหตุการณ์ซอยรามฯ 53

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ได้โพสต์แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง ขอให้เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และระมัดระวังการสื่อสารประเด็นอ่อนไหว จากกรณีเหตุการณ์ซอยรามคำแหง 53 โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ประชาชนชาวมุสลิมนับพันคนรวมตัวประท้วง “มาดามราม 53” ติ๊กต๊อกเกอร์ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่ซอยรามคำแหง 53 จากการแต่งหน้าและแต่งกายเหมือนสตรีมุสลิม แสดงพฤติกรรมที่มีลักษณะดูหมิ่นศาสนา ล้อเลียนอัลกุรอ่านผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จนนำสู่การไลฟ์สดปลุกเร้าอารมณ์และกดดันให้ติ๊กต๊อกเกอร์รายดังกล่าวโกนศีรษะเพื่อแสดงความขอโทษ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยืนยันว่า บุคคลทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการแสดงความคิดเห็น แต่การแสดงออกดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สาธารณะต้องเคารพในความเชื่อ และความศรัทธาของผู้คนในทุกศาสนา การดูหมิ่นเหยียดหยามศาสนาใดก็ตามจึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นที่ได้รับการรับรองทั้งตามหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีบุคคลใดสมควรถูกลงโทษนอกเหนือขอบเขตของกฎหมายหรือถูกกดดันบีบบังคับให้กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและเนื้อตัวร่างกาย รวมทั้งละเมิดในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

โดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ ศาสนา และอัตลักษณ์ทางเพศ กสม. ขอเน้นย้ำให้บุคคลสาธารณะและผู้คนในสังคมออนไลน์ใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารประเด็นอ่อนไหวที่ง่ายต่อการขยายและนำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง แตกแยก และการใช้ความรุนแรงต่อกัน อันไม่เป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพในสิทธิของผู้อื่นและหลักสันติภาพอันเป็นแก่นสำคัญของทุกศาสนา

ยังไม่ได้บวช! พล.อ.บุญสิน แจงภาพว่อนเน็ตเป็น AI ขอบคุณคนไทยร่วมอนุโมทนา

ยังไม่ได้บวช! พล.อ.บุญสิน แจงภาพว่อนเน็ตเป็น AI ขอบคุณคนไทยร่วมอนุโมทนา

ยังไม่ได้บวช! พล.อ.บุญสิน แจงภาพว่อนเน็ตเป็น AI ขอบคุณคนไทยร่วมอนุโมทนา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

“พล.อ.บุญสิน”ยันในโซเชียลภาพ AI ยังไม่ได้อุปสมบท ขอบคุณคนไทยร่วมอนุโมทนา เผยตั้งใจบวช 1 พรรษา ก่อนเข้าพรรษาปี 69 อุทิศบุญแด่ทหารกล้า-ประชาชน ผู้สูญเสียเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมอุปสมบทที่ จ.อุดรธานี

14 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยถึงกระแสข่าวการอุปสมบทของตน ภายหลังโลกโซเชียลมีการเผยแพร่ภาพตัดต่อผ่าน AI จนหลายคนเข้าใจว่าบวชแล้ว โดยยืนยันชัดว่า ขณะนี้ยังไม่ได้อุปสมบท แต่รู้สึกซาบซึ้งใจและขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ที่ติดตามและร่วมอนุโมทนาบุญมาอย่างต่อเนื่อง

พล.อ.บุญสิน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้เข้ากราบหลวงปู่ศิลา ซึ่งท่านได้เมตตามอบเครื่องอัฐบริขารสำหรับใช้ในพิธีอุปสมบทให้เป็นสิริมงคล พร้อมตั้งใจแน่วแน่ว่า จะอุปสมบทเป็นระยะเวลาประมาณ 1 พรรษา เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่เหล่าทหารหาญตามแนวชายแดนทั่วประเทศ โดยเฉพาะกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดใจ พล.อ.บุญสิน ตั้งใจบวช 1 พรรษา อุทิศบุญแด่ทหารกล้า-ประชาชน)

“ผมตั้งใจบวชแทนคุณแผ่นดิน อุทิศบุญให้พี่น้องทหารและประชาชนที่สูญเสีย” พล.อ.บุญสิน กล่าว

ทั้งนี้ กำหนดการอุปสมบทเบื้องต้น คาดว่าจะมีขึ้นก่อนวันเข้าพรรษาเล็กน้อย ซึ่งปี 2569 วันเข้าพรรษาตรงกับวันที่ 30 กรกฎาคม โดยวันและเวลาที่แน่ชัดยังต้องรอพระอุปัชฌาย์พิจารณาอีกครั้ง

พล.อ.บุญสิน ยังกล่าวขอบคุณประชาชนที่ร่วมส่งกำลังใจและร่วมอนุโมทนาบุญผ่านทุกช่องทาง พร้อมยืนยันว่า เมื่อถึงวันอุปสมบทอย่างเป็นทางการแล้ว จะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้งว่า จำพรรษาอยู่ ณ วัดใด

สำหรับสถานที่อุปสมบทนั้น จะจัดขึ้นที่ จ.อุดรธานี โดยหลังเสร็จพิธีและเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว หากประชาชนผู้มีจิตศรัทธาต้องการร่วมทำบุญ ใส่บาตร หรือสนทนาธรรม ก็สามารถเดินทางมาร่วมอนุโมทนาได้ หลังการอุปสมบทเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

ประชาชนได้ประโยชน์อะไร! หมอวรงค์ข้องใจรัฐ กู้เงิน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

ประชาชนได้ประโยชน์อะไร! หมอวรงค์ข้องใจรัฐ กู้เงิน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

ประชาชนได้ประโยชน์อะไร! หมอวรงค์ข้องใจรัฐ กู้เงิน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.32 น.

ประชาชนได้ประโยชน์อะไร! “หมอวรงค์”ข้องใจ”รัฐบาล” กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน ดันสู่”พลังงานสะอาด”ผ่าน”3 แผนงาน”ผิดปกติ ส่อเอื้อ-ถูกครอบงำจากนายทุน บี้เปิดแผนใช้เงินทั้งหมด

14 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงถึงการตั้งข้อสังเกตกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ในส่วนของการใช้จ่ายเงินก้อนที่สอง คือ การกู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่อ้างว่าจะมีการลดการใช้จ่ายฟอสซิล ตนฟังแล้วตกใจมาก เพราะหากดูจากแผนงานทั้ง 4 แผนงานแล้ว พบว่า มีแผนงานที่จะติดตั้งโซลาร์รูฟให้หน่วยงานราชการ , การเปลี่ยนรถอีวีให้หน่วยงานราชการ , การติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าให้หน่วยงานราชการ และการพัฒนาทักษะของประชาชน โดยใน 3 แผนงานแรกนั้น ตนขอถามว่า ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ทำไมจึงต้องเร่งรัดเปลี่ยนพลังงานภายใน 1 ปี เพราะดูแล้วมีความผิดปกติ จึงทำให้ตนสงสัยว่าท่านกำลังทำเพื่อประโยชน์ให้กับนายทุนหรือไม่

“ไม่แปลกที่ประชาชนจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้หาเงินทอนได้ง่าย นอกจากนี้ ผมยังมองว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องมากกว่า และรัฐบาลกำลังถูกครอบงำโดยนายทุนกลุ่มหนึ่ง เพราะมีแต่การมุ่งไปที่เรื่องของโซลาร์ ฉะนั้น จึงขอเรียกร้องรัฐบาลเปิดเผยแผนงานรายละเอียดทั้งหมดให้สาธารณะได้รับทราบ” นพ.วรงค์ กล่าว

ณัฐพงษ์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คำมั่นทำหน้าที่ด้วยสำนึกความเป็นสส.

ณัฐพงษ์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คำมั่นทำหน้าที่ด้วยสำนึกความเป็นสส.

ณัฐพงษ์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คำมั่นทำหน้าที่ด้วยสำนึกความเป็นสส.

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.17 น.

เท้ง ณัฐพงษ์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คำมั่นทำหน้าที่ด้วยสำนึกความเป็นสส. ลั่นสรรหา องค์กรอิสระ ให้ปราศจากครอบงำ – แทรกแซง ยันเดินหน้าแก้ รธน. ตามเจตนารมย์ ปชช. ทวงถามรัฐบาล ตีตก กม. หลายฉบับ

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ 12

โดยเมื่อถึงกำหนดพิธี เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เชิญพระบรมราชโองการ พร้อมอ่านว่า สมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้เข้าบริหารประเทศ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 – 10 เม.ย. 2569 โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จากนั้น นายณัฐพงษ์ ได้ถวายบังคมต่อพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นอันเสร็จ

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายณัฐพงษ์ แถลงว่า ขอบคุณเพื่อนสมาชิก ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สภาทุกคน รวมถึงสื่อมวลชนทุกท่านที่มาร่วมในงานพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในวันนี้ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ขอให้คำมั่นสัญญากับพ่อแม่พี่น้องประชาชน และสื่อมวลชน ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ด้วยสำนึกความเป็นผู้แทนราษฎร ความเป็นตัวแทนของประชาชนในการให้ข้อเสนอแนะ และตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมา โดยยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นตัวตั้ง ตลอดจนการทำหน้าที่ในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระต่าง ๆ ให้ปราศจากการถูกครอบงำ และแทรกแซงจากกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยตนเองจะเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน โดยเร็วที่สุดเพื่อให้องค์ประกอบของรัฐสภา มีความครบถ้วนสมบูรณ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย และรัฐสภา ในฐานะองค์กร ที่เป็นศูนย์รวมอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ จะเร่งเดินหน้ากระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเจตนารมย์ของประชาชน ที่ได้ลงประชามติไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเมื่อไหร่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้โดยเร็วที่สุด คือการแสดงความจริงใจจากฝั่งรัฐบาล แต่ในส่วนของกฎหมายที่เลยกำหนด 60 วันมาแล้ว เป็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรโดยพรรคประชาชน หรือพรรคอื่นจะริเริ่มกระบวนการในส่วนนี้ด้วย ยืนยันว่าทพวกเราจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า จะทำโดยเร็วที่สุด และหากมีการแต่งตั้งวิปฝ่ายค้าน คงได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการจะเร่งกระบวนการและยื่นเข้าสู่สภาโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ในการประชุมร่วมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (15พ.ค.) พรรคประชาชนจะใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มี และในวันพรุ่งนี้ จะมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่รัฐบาลยังไม่ได้ส่งคืนกลับมา และคงจะใช้เป็นเวทีที่เราจะได้ทวงถามรัฐบาลว่า กฎหมายอีกหลายฉบับที่เป็นประโยชน์ เหตุใดรัฐบาลถึงตีตก ไม่นำกลับมาพิจารณาต่อ หลังจากที่ค้างอยู่ในสภาฯชุดที่แล้ว

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะต้องไปปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะสูตรของกรรมการยกร่าง และความไม่ชัดเจนในการแก้ไขหมวดหนึ่ง และหมวดสองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า 
คงมีการหารือกันอยู่แล้ว แต่รายละเอียดขอให้เป็นโอกาสต่อไป 

ธนกรมั่นใจ อนุทินเด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน

ธนกรมั่นใจ อนุทินเด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน

ธนกรมั่นใจ อนุทินเด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

“ธนกร”มั่นใจ”อนุทิน”เด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน ลั่นต้องจัดระเบียบใหม่ คุมเข้มนอมินีผู้มีอิทธิพลแย่งอาชีพคนไทย ชี้เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยว โดยเฉพาะเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้ให้ประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน

14 พฤษภาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติผ่านนอมินี ว่า ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เด็ดขาดและเอาจริงแน่นอน หากพบว่ามีมาเฟียต่างชาติกล้ายึดครองพื้นที่ในภูเก็ต และเกาะพะงัน รวมถึงชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะริมชายหาด นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดระเบียบใหม่ โดยคุมเข้มนอมินีผู้มีอิทธิพลที่มาแย่งอาชีพคนไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเน้นการดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและประชาชน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาท่านนายกฯ ได้ลงพื้นที่ภูเก็ต และเกาะพะงันด้วยตัวเอง เพื่อรับฟังสถานการณ์ในพื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะทั้งจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อนำมาพิจารณาวางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาปัญหามักเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นายธนกร กล่าวว่า ยืนยันว่าท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อการดำรงชีพของพี่น้องประชาชน ดังนั้น รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแน่นอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของนานาประเทศ และสร้างรายได้มั่นคงให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ การลงพื้นที่ด้วยตัวเองของท่านนายกฯ นั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแน่นอน เห็นได้จากการที่ท่านนายกฯ ได้สั่งการให้เร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

“ผมเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯ จากนี้เราจะได้เห็นการจัดการอย่างเด็ดขาดกับมาเฟียต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายแน่นอน รัฐบาลจะต้องจัดระเบียบใหม่ เพื่อคุมเข้มนอมินีที่แย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเร่งแก้ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำและระบบไฟฟ้าให้เสถียร เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวคุณภาพเดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน” นายธนกร กล่าว

เปิดสถิติ 4 เดือน! ปราบอาชญากรรมออนไลน์ 121,921 คดี เสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท

เปิดสถิติ 4 เดือน! ปราบอาชญากรรมออนไลน์ 121,921 คดี เสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท

เปิดสถิติ 4 เดือน! ปราบอาชญากรรมออนไลน์ 121,921 คดี เสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

รัฐบาลเดินหน้าปราบอาชญากรรมออนไลน์ต่อเนื่อง เปิดสถิติ 4 เดือนแรก ปี 2569 พบ 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท ยอดคดีโกงเริ่มลดลง 

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตัดช่องทางการก่ออาชญากรรมที่สำคัญของขบวนการมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของรัฐบาล ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดเผยผลการวิเคราะห์จำนวนคดีที่รับแจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงแผนประทุษกรรมของสแกมเมอร์ ตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 เมษายน 2569 ในวงรอบ 120 วัน พบว่า มีจำนวนคดี 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท ในระยะเวลาดังกล่าว ทีมวิเคราะห์ของศูนย์ ACSC พบว่ารูปแบบการหลอกลวง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

1.การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ จำนวนคดีสูงที่สุด 85,215 คดี คิดเป็น 69.9% ของคดีทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีอยู่ที่ 15,727 บาท โดยมีการผันผวนตามเทศกาล หรือฤดูซื้อของออนไลน์ จุดสูงสุดอยู่ที่เดือน มี.ค.2569 (มีจำนวน 22,908 คดี มูลค่าเสียหายรวม 353.3 ล้านบาท) ก่อนจะมีการปรับลดลงในเดือน เม.ย. (จำนวนคดี 20,823 คดี มูลค่าความเสียหาย 288.3 ล้านบาท) สะท้อนได้ว่ามาจาก seasonal-effect และผลของมาตรการเตือนภัย

2.กลุ่มหลอกลวงเชิงผลประโยชน์/ลงทุน สร้างมูลค่าความเสียหายสูงสุด 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของมูลค่าทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท (ซึ่งสูงกว่ารูปแบบที่ 1 ราว 10 เท่า) แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ ม.ค. ซึ่งมีจำนวน 10,146 คดี และลดลงเหลือ 6,642 คดี ในเดือน เม.ย. เท่ากับลดลงประมาณ 34.5% ในระยะเวลา 4 เดือน สะท้อนผลของการปฏิบัติการของศูนย์ ACSC และการรับเรื่องของ AOC (ตัดข้อมูลติดต่อ) และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดต่อเนื่อง

3.กลุ่มการโจมตีทางเทคนิคเชิงรุก และคดีฉ้อโกงเทคโนโลยีอื่น ๆ เป็นภัยคุกคามที่ต้อง อาศัยทักษะทางเทคนิคของคนร้าย หากนับเชิงปริมาณ ถือว่า น้อยที่สุด มีจำนวนคดี 673 คดี คิดเป็น 0.55% แต่ค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีกลับอยู่ที่ 211,686 บาท ถือว่าสูงที่สุด และเป็นภัยคุกคามขั้นสูง จากข้อมูลพบว่ารูปแบบนี้มีการขยายตัวอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในเดือน มี.ค. มีจำนวน 385 คดี มูลค่าความเสียหาย 87.7 ล้านบาท พบมาจากการ Phishing / Hacking ขนาดใหญ่ และคดี Ransomware ที่มีมูลค่าต่อคดีพุ่งสูง

“รัฐบาลขอเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อกดลิงก์หรือกรอกข้อความใดๆ ที่ส่งมาทางแอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มใดก็ตาม และอย่าหลงเชื่อหน่วยงานหรือใครก็ตามที่มีการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ต่างๆ ขอให้ทำการติดต่อสอบถามไปยังต้นสังกัดที่ถูกแอบอ้างก่อนทุกครั้ง ก่อนทำธุรกรรมใดๆ รวมไปถึงก่อนการลงทุนทุกครั้ง และขอให้ตรวจสอบไปที่ SEC Check first ก่อนทุกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทดังกล่าวมีจริงหรือไม่ และอย่าเพิ่งโอนเงินใดๆ หากยังไม่ได้ตรวจสอบบัญชีปลายทางให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง ที่สำคัญ ขอให้มีสติ ไม่เชื่อ และไม่โอนเงิน เด็ดขาด” นางสาวพลอยทะเล ย้ำ

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

14 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้เข้าบริหารประเทศ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๙ – ๑๐ เมษายน ๒๕๖๙ โดยมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร นั้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๐๖ ของรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ภัทร์ดารัสมิ์ แจงปมแถลงข่าวคลาดเคลื่อน ยัน ไม่มีใบสั่งการเมือง – พท.เข้าใจ

ภัทร์ดารัสมิ์ แจงปมแถลงข่าวคลาดเคลื่อน ยัน ไม่มีใบสั่งการเมือง - พท.เข้าใจ

ภัทร์ดารัสมิ์ แจงปมแถลงข่าวคลาดเคลื่อน ยัน ไม่มีใบสั่งการเมือง – พท.เข้าใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.28 น.

ภัทร์ดารัสมิ์ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ หลัง ครม.ตั้งเป็นรองโฆษก รบ. แจงปมแถลงข่าวปลดล็อก 8 กิจการไม่ต้องขออนุญาต พาดหัวคลาดเคลื่อน สื่อความหมายไม่ครบ ยัน ไม่มีใบสั่งการเมือง – พท.เข้าใจ

เมื่อเวลา 07.56 น. วันที่ 14 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สักการะศาลพระภูมิ ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งเป็นรองโฆษกฯ

โดย ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยว่า ในส่วนของงานที่กำกับดูแล ได้รับมอบหมายดูเรื่องที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์งานในกระทรวงที่พรรคเพื่อไทย (พท.) รับผิดชอบ และสิ่งสำคัญ คือ จะเน้นเรื่องการสื่อสารว่า รัฐบาลจะเดินหน้าการดำเนินงานอย่างไร 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง หลังจากออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเกิดความคลาดเคลื่อนในการแถลงมติ ครม. อนุมัติพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจ ที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 8 กลุ่มธุรกิจ ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุย ซึ่งจากกรณีที่ผิดพลาดอาจเกิดจากความคลาดเคลื่อนในเนื้อหา และการพาดหัวข่าว หลังจากนี้จะระมัดระวังในการสื่อสาร ที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เนื่องจากบางเรื่องมีเนื้อหา รายละเอียดค่อนข้างเยอะ อยากให้ติดตาม และอ่านในรายละเอียดด้วย และยืนยันว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การวางยาทางการเมืองหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่อย่างแน่นอน และเรื่องนี้ได้หารือกับพรรค พท.แล้ว ซึ่งทางผู้ใหญ่ของพรรคไม่ได้ว่าอะไร
 

สุขุมฟันธงทักษิณสู้ต่อ! จับตาสานต่อภารกิจพายิ่งลักษณ์กลับบ้าน

สุขุมฟันธงทักษิณสู้ต่อ! จับตาสานต่อภารกิจพายิ่งลักษณ์กลับบ้าน

สุขุมฟันธงทักษิณสู้ต่อ! จับตาสานต่อภารกิจพายิ่งลักษณ์กลับบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.01 น.

14 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองภายหลังการได้รับการพักโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า การกลับมามีอิสรภาพของอดีตนายกฯ รายนี้ จะทำให้บรรยากาศการเมืองไทยกลับมาคึกคักและมีสีสันมากขึ้นทันที แต่ก็ยังไม่ควรประเมินบทบาททางการเมืองของนายทักษิณต่ำเกินไป เพราะเป็นนักการเมืองที่การเมืองเพรียกหา และเจ้าตัวก็เพรียกหาการเมืองอยู่เสมอ

รศ.ดร.สุขุม กล่าวต่อว่า จากนี้ต้องจับตาความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบุคคลที่จะเดินทางเข้าเยี่ยมและเข้าพบ เพราะสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนถึงอิทธิพลและเครือข่ายทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ เพียงภาพบรรยากาศวันที่ได้รับการพักโทษ ก็สะท้อนชัดแล้วว่า ยังมีนักการเมืองและกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงจำนวนมากให้การสนับสนุน

“ระดับนายทักษิณ จะให้เงียบคงยาก เพราะเขาเป็นตัวละครสำคัญของการเมืองไทยอยู่แล้ว ดูจากคนที่ไปรับ มีแต่นักการเมือง มีแต่คนเสื้อแดง ก็สะท้อนว่ายังมีบทบาทอยู่” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

รศ.ดร.สุขุม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ หนึ่งในภารกิจสำคัญที่นายทักษิณ จะเดินหน้าต่อ คือ ความพยายามช่วยเหลือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ น้องสาว ให้สามารถกลับประเทศไทยได้อีกครั้ง เนื่องจากภารกิจดังกล่าวยังถือว่าไม่สำเร็จ และในมุมมองทางการเมือง รวมถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวนายทักษิณย่อมต้องพยายามหาทางแก้เกมต่อไป

“ภารกิจพาน้องกลับบ้านยังไม่จบ เพราะเมื่อพาน้องมาตกระกำลำบาก ก็ต้องพยายามหาทางช่วยเหลือ อีกทั้งนิสัยของนายทักษิณ เป็นคนสู้ ไม่ใช่คนยอมแพ้ง่ายๆ” รศ.ดร.สุขุม ระบุ

เมื่อถามถึงบทบาทของพรรคเพื่อไทย (พท.) รศ.ดร.สุขุม กล่าว่า พรรคเพื่อไทยยังคงคาดหวังให้นายทักษิณ เข้ามาช่วยฟื้นฟูและจัดระเบียบภายในพรรค โดยเฉพาะการประสานระหว่างคนรุ่นใหญ่และคนรุ่นใหม่ในพรรคให้สามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้

“พรรคเพื่อไทยเองก็คงหวังให้คุณทักษิณเข้ามาช่วยจัดการพรรค เข้ามาจูนทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก ให้เดินไปข้างหน้า เพราะช่วงหลังพรรคเองก็มีโจทย์และความท้าทายอยู่มาก” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

รศ.ดร.สุขม กล่าวด้วยว่า บุคคลที่น่าเป็นห่วงอาจกลายเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพราะที่ผ่านมาเป็นคนค่อนข้างเงียบ ยิ่งเมื่อนายทักษิณ กลับมา ยิ่งเงียบกว่าเดิม ดังนั้น ไม่ควรประมาทนักการเมืองสูงวัย เพราะการเมืองไทยที่ผ่านมา มีตัวอย่างให้เห็นชัดว่าหลายคนแม้อายุเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีพลังและบทบาทสำคัญทางการเมือง เช่น นายชวน หลีกภัย และ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งยังคงได้รับการยอมรับ และมีอิทธิพลทางการเมือง

“อย่าคิดว่าคนแก่จะคิดช้า ทำช้า หรือสิ้นลาย เพราะการเมืองไทย ผู้สูงวัยหลายคนยังมีพลังใจและประสบการณ์สูงมาก การกลับมาของนายทักษิณ ถือเป็นการคืนสู่เวทีของตัวละครสำคัญทางการเมืองไทย ที่จะทำให้สถานการณ์การเมืองหลังจากนี้เข้มข้นและน่าจับตามองมากขึ้นอย่างแน่นอน” รศ.ดร.สุขุม กล่าว

กลาโหม ฮึ่ม! เก็บหลักฐานเขมรผิดข้อตกลงหยุดยิง ยันพร้อมป้องอธิปไตยขั้นสูงสุด

กลาโหม ฮึ่ม! เก็บหลักฐานเขมรผิดข้อตกลงหยุดยิง ยันพร้อมป้องอธิปไตยขั้นสูงสุด

กลาโหม ฮึ่ม! เก็บหลักฐานเขมรผิดข้อตกลงหยุดยิง ยันพร้อมป้องอธิปไตยขั้นสูงสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.36 น.

“กลาโหม”ย้ำไทยไม่ต้องการความขัดแย้ง พร้อมดูแลอธิปไตยและความปลอดภัยประชาชน เก็บหลักฐานกัมพูชาผิดข้อตกลงหยุดยิง

14 พฤษภาคม 2569 พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ว่า รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้กองกำลังสุรนารีและหน่วยด้านความมั่นคงในพื้นที่ยังคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดนอย่างเต็มขีดความสามารถ

ทั้งนี้ การปฏิบัติของฝ่ายไทยและหน่วยในพื้นที่จะดำเนินการตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement : ROE) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน จากเบาไปหาหนัก ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยึดหลักความอดทน อดกลั้น และเป็นไปตามข้อตกลงร่วม รวมถึงกฎหมายและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันกองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน หากเกิดสถานการณ์รุกล้ำหรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขตามแนวชายแดน และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเป็นการยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด ทั้งนี้ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากฝ่ายกัมพูชาในบางกรณีถือเป็นการไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งฝ่ายไทยจะรวบรวมข้อมูลและบันทึกเป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

พร้อมกันนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ รวมทั้งใช้วิจารณญาณในการรับส่งข้อมูลข่าวสาร เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวบิดเบือนในยุคสงครามข้อมูลข่าวสาร