เอกภพ ย้ำจุดยืน ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพื่อปฏิรูประบบให้มีประสิทธิภาพ-ยั่งยืน

เอกภพ ย้ำจุดยืน ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพื่อปฏิรูประบบให้มีประสิทธิภาพ-ยั่งยืน

เอกภพ ย้ำจุดยืน ปชน. หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพื่อปฏิรูประบบให้มีประสิทธิภาพ-ยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

“เอกภพ”ย้ำจุดยืนพรรคประชาชน หนุนแก้กฎหมายบัตรทอง เพื่อปฏิรูประบบให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพิ่มสัดส่วนประชาชน-บุคลากรผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช.

26 กรกฎาคม 2569 นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยถึงจุดยืนและนโยบายของพรรคประชาชนต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ “บัตรทอง” ภายหลังชมรมแพทย์ชนบทออกมาตั้งคำถามถึงจุดยืนของพรรค ว่า พรรคประชาชนสนับสนุนการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 หรือกฎหมายบัตรทอง เพราะต้องการแก้ไขจุดอ่อนเพื่อทำให้ระบบมีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในแง่งบประมาณ คุณภาพบริการ และขวัญกำลังใจของคนทำงาน

โดยสาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมาย 7 ข้อ ประกอบด้วย 1.ปรับโครงสร้างของบอร์ด หรือ “คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดยเพิ่มสัดส่วนประชาชนผู้ใช้สิทธิและบุคลากรผู้ให้บริการ เช่น แพทย์ พยาบาล และลดสัดส่วนผู้แทนจากราชการ เพื่อแก้ไขปัญหาบอร์ดนั่งยาวและนั่งวน จนส่งผลให้บอร์ดขาดมุมมองใหม่ๆ ในการตัดสินใจ 2.สนับสนุนประชาธิปไตย ให้ตัวแทนบางส่วนในบอร์ดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อส่งเสริมการรับผิดรับชอบในการตัดสินใจ 3.สนับสนุนการใช้ข้อมูลวิชาการที่มีคุณภาพเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกชุดสิทธิประโยชน์ และปรับอัตราที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายให้โรงพยาบาล ให้สะท้อนต้นทุนจริงตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

4.ผลักดันให้เกิดชุดสิทธิประโยชน์หลักที่เป็นมาตรฐานเดียวกันของทั้ง 3 กองทุน นั่นคือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ล้มปรากฏการณ์ “โรบินฮูด” หรือการที่โรงพยาบาลเอาเงินกองทุนอื่นมาชดเชยบัตรทอง 5.เพิ่มงบประมาณและดูแลบุคลากร เติมงบประมาณสำหรับการซื้อชุดสิทธิประโยชน์หลักให้เพียงพอต่อทั้งผู้ป่วยและบุคลากร จ่ายค่าตอบแทนคนทำงานอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ทำงานได้ยาวๆ ลดภาวะสมองไหลหรือการลาออกจากระบบ 6.หาแหล่งเงินเพิ่มจากผู้ที่มีความสามารถในการจ่ายชุดสิทธิประโยชน์เสริม เช่น ผลักดันให้นายจ้างร่วมจ่ายเป็นสวัสดิการของลูกจ้าง เปิดช่องให้ประชาชนที่มีประกันสุขภาพเอกชนใช้ประกันของตัวเองจ่ายในส่วนนี้ได้ ส่วนผู้ที่ไม่มีนายจ้างและไม่มีประกันเอกชน เช่น แรงงานนอกระบบ เกษตรกร ให้รัฐร่วมจ่าย ประชาชนจะได้ไม่ต้องจ่ายเองทั้งหมด โดยหลักเกณฑ์ให้ขึ้นกับการตัดสินใจของบอร์ด และ 7.ยกระดับบริการสุขภาพปฐมภูมิ ลงทุนกับการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิทั้งที่ชุมชนและที่ทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการสร้างเสริมสุขภาพ การรักษาที่หน่วยปฐมภูมิ และส่งรักษาต่ออย่างแม่นยำ

นายเอกภพ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า แนวทางส่วนใหญ่ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นข้อเสนอนโยบายในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาของพรรคประชาชน ยกเว้นในข้อที่ 2 ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตนและเพื่อน สส.กลุ่มหนึ่ง ได้เสนอเพิ่มเติมประกอบแนวทางที่เหลือ ส่วนกระบวนการในการปรับแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพ ทางพรรคจะพิจารณาข้อเสนอต่างๆ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ของฝ่ายรัฐบาล ก่อนมีมติพรรคว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยพรรคยืนยันว่าจะ “ไม่เห็นด้วย” กับร่างกฎหมายที่ทำให้สิทธิประโยชน์ของประชาชนลดลง หรือทำให้ประชาชนมีภาระในการเข้าถึงระบบการดูแลสุขภาพมากขึ้น และพรรคจะมุ่งผลักดันให้คณะกรรมการ สปสช. มีสัดส่วนของภาคประชาชนและผู้ให้บริการมากขึ้น ลดสัดส่วนของราชการลง ตามที่ได้กล่าวมา

นักวิชาการชี้ช่อง เดินเกมเอาผิด กกต. หากส่งคดีโกง สว.ถึงศาลฎีกาล่าช้า

นักวิชาการชี้ช่อง เดินเกมเอาผิด กกต. หากส่งคดีโกง สว.ถึงศาลฎีกาล่าช้า

นักวิชาการชี้ช่อง เดินเกมเอาผิด กกต. หากส่งคดีโกง สว.ถึงศาลฎีกาล่าช้า

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.04 น.

“นักวิชาการ”ชี้ช่อง เดินเกมเอาผิด”กกต.” หากส่ง”คดีโกง สว.”ถึงศาลฎีกาล่าช้า ประเมิน 3 ทาง”กังวลตัดตอน-ฟ้องบางส่วน-คาดตัวเลข สว. 66 คนโดนสังเวย” ด้าน”สาทิตย์”เตือน”แสวง”เสี่ยงขัดกฎหมาย หากยังเมินแสวงหาข้อเท็จจริง

26 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวตอนหนึ่งบนเวที เจาะลึกหลักฐานเกี่ยวกับคดีโกง สว.ภาค 2 จัดโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ว่า ตนขอฝากไปยัง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ก่อนหน้านั้นระบุว่าข้อมูลของฝ่ายค้านจะนำไปพิจารณาว่าอยู่ในสำนวนหรือไม่ หากอยู่ในสำนวนคือเรื่องที่กำลังพิจารณา ทั้งนี้ สิ่งที่นายแสวงระบุเหมือนว่าสิ่งใดที่ไม่อยู่ในสำนวนแค่รับฟัง กับการพูด หรือ เปิดข้อเท็จจริงทุกวัน กกต.โดยนายแสวงจะไม่สนใจ ซึ่งเท่ากับว่า กกต.จะทำผิดกฎหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.ที่ใช้ระบบสืบสวนหาข้อเท็จจริงด้วยระบบไต่สวน คือ แสวงหาข้อเท็จจริง ดังนั้นนายแสวงต้องแสวงหาข้อเท็จจริง

“ผมขอฝากไปยัง กกต.หากปฏิเสธการแสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวน วันหนึ่งหากตัดสินใจไปในทางที่ไม่ฟ้อง หรือไม่ยื่นศาลคดีฮั้ว สว.เจอ 157 แน่นอน และหากเจออย่าลืมคดีของคุณวาสนา เพิ่มลาภในอดีตด้วย ทั้งนี้ เป็นประเด็นใหญ่และเชื่อว่าจะมีคนออกมาให้ข้อเท็จจริงอีกมาก จึงเป็นหน้าที่ของ กกต.ชุดใหญ่ แสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนทั้งหมด นอกจากนั้นมองว่า กกต.ไม่มีทางอื่นนอกจากส่งศาล ขณะที่กระบวนการที่ผิดปกติ และมีข้อพิรุธต่อการทำงานของ กกต.ที่ไม่รับสำนวนของดีเอสไอ หรือข้อมูลใหม่ๆ ถือว่า กกต.เป็นนองค์กรที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จึงต้องส่งศาลเท่านั้น” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังพบว่ามีประเด็นข่มขู่พยาน วิปฝ่ายค้านต้องแสวงหาความร่วมมือเพื่อคุ้มครองพยานเพื่อให้เรื่องนี้เดินไปสู่ข้อเท็จจิง เพราะการฮั้ว สว.คือรัฐประหารประชาธิปไตยที่ปล่อยไว้ไม่ได้

ด้าน นางสิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในกระบวนการได้มาของ สว.ไม่ชอบบการซื้อเสียง แต่การได้มาของ สว.เป็นการซื้ออิทธิพลจากอิทธิพลเพื่อยึดกุมรัฐ ซึ่งคล้ายกับการโกงข้อสอบของท้องถิ่น ที่ให้ฝ่ายปกครอง อำเภอ และจังหวัด พิจารณาคุณสมบัติ มาถึงการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กลุ่มที่พยายามทำเรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญแต่ใช้โครงข่ายอิทธิพล ยึดกุมอำนาจรัฐ

นางสิริพรรณ กล่าวว่า ในแง่ของกฎหมายเห็นว่ามี 2 ระดับ คือ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว.จะจบบที่ศาลฏีกา และกฎหมายอาญาในคณะชุดที่ 26 พิจารณาอั้งยี่ ซ่องโจร ทั้งนี้ การพิสูจน์ปราศจากข้อสงสัยอันสมควรพิสูจน์โดยกฎหมายอาญา แต่ กกต.ที่ควบคุม พ.ร.ป.สว.ใช้เพียงหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่าเท่านั้น ที่จะส่งไปศาลฏีกา ทั้งนี้ได้เห็นข้อมูลจำนวนมาก จาก กรรมการตรวจสอบ จากพยานปากคำ เป็นหน้าที่ของ กกต.ใช้แค่หลักฐานอันพึงเชื่อได้ว่า ไม่มีหน้าที่พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย เพราะเป็นหน้าที่ของศาล ซึ่ง กกต.มีหน้าที่คุมกติกา ต้องไม่ยื้อเวลาเพราะต้นทุนความล่าช้าเป็นต้นทุนความไม่ชอบธรรม ขอบเขตอำนาจที่ส่งศาลฏีกา พึงเชื่อได้ว่า หรือคิดเป็นอื่นได้แล้ว

“กับสิ่งที่ กกต.ดำเนินการในคดีนี้ มีความเป็นไป 3 ทาง คือ 1.สั่งฟ้อง หากสั่งฟ้องทั้งหมดเป็นชัยชนะของสังคมไทย 2.ไม่ฟ้องเลย หรือยกคำร้องทั้งหมด จะถูกตั้งคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบและสังคมไทยสูญเสียของสภาสูง และ 3.ฟ้องบางส่วนที่มีความเป็นไปได้สูง ทั้งนี้ต้นไม้ที่เป็นพิษ ตัดปลายที่เป็นพิษ แต่รากแก้วที่เป็นพิษยังอยู่ จะแตกหน่อสร้างมลพิษต่อ ทั้งนี้ ปรากฎการณ์ได้มาของ สว.ได้เห็นการใช้อิทธิพล เทคโนโลยี เครือข่ายยึดกุมอำนาจรัฐ สิ่งที่กังวลใจคือการตัดตอนผู้เสียหายบางส่วน ให้สังคมรับรู้ว่าถูกรับผิดชอบแล้ว” นางสิริพรรณ กล่าว

นางสิริพรรณ กล่าวด้วยว่า ต้องยุติกระบวนการเลือก สว.ก่อนเลือกตั้งรอบหน้า ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ ขอให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ รายมาตราว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เพราะหากมีกระบวนการตัดตอนคดีฮั้ว สว.เชื่อว่าจะต้องคงเสียงข้างมากในสภาสูงไว้ 1 ใน 3 ซึ่งตัวเลขที่คาดว่าจะถูกฟ้อง คือ สว. 66  คน ที่ต้องถูกสละตำแหน่งเพื่อให้ สว.สำรองขึ้นมาทำหน้าที่ แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญได้

“การเอาผิด กกต.ด้วยมาตรา 157 อาจจะเป็นไปได้อยาก เพราะกกต.จะอ้างว่าทำตามกฎหมาย แต่มีอีกช่องทางที่จัดการกับ กกต.ได้ หากทำงานล่าช้าหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือ ศาลปกครอง โดย สว.สำรอง สามารถดำเนินการฟ้องร้อง กกต.ได้ ซึ่งดิฉันหวังว่า กกต.จะทำหน้าที่พยุงความชอบธรรมและความเชื่อมั่นในการจัดการเลือกตั้งกลับมา” นางสิริพรรณ กล่าว

ยิ่งชีพ ฮึ่มกลับ! อนุทิน-รมต.-สส.ภูมิใจไทย เคลียร์มาเลยชัดๆ ปมฮั้ว สว. อย่าดีแต่ฟ้อง

ยิ่งชีพ ฮึ่มกลับ! อนุทิน-รมต.-สส.ภูมิใจไทย เคลียร์มาเลยชัดๆ ปมฮั้ว สว. อย่าดีแต่ฟ้อง

ยิ่งชีพ ฮึ่มกลับ! อนุทิน-รมต.-สส.ภูมิใจไทย เคลียร์มาเลยชัดๆ ปมฮั้ว สว. อย่าดีแต่ฟ้อง

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

“ยิ่งชีพ”ฮึ่มกลับ! “อนุทิน-รมต.-สส.ภูมิใจไทย”เคลียร์มาเลยชัดๆ ปม”ฮั้ว สว.” อย่าดีแต่ฟ้อง ลั่นถ้าพูดผิด ออกมาแก้ข่าวให้ผมหน้าหงายเลย ยันพร้อมแฉข้อมูลขบวนการทุจริต โยงเอี่ยวบุคคลสำคัญในรัฐบาล

26 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLAW) กล่าวบนเวที “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)” ที่จัดโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วทฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ว่า เรียน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตอนที่ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่น่าเชื่อถือ จะไม่หยุดดำเนินคดี จะฟ้องร้อง ก็ถือว่าเป็นเกียรติที่นายกรัฐมนตรีได้พูดถึงตน นักข่าวถามถึงการดำเนินคดี ท่านตอบว่าจะมาถามทำไม คดีนี้เริ่มก่อนเป็นนายกฯ ท่านพูดว่าท่านไม่ได้สงสัย ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ทำไมท่านไม่ปฏิเสธก่อนแล้วค่อยอธิบาย ท่านบอกจะฟ้องตนแต่ยังไม่ตอบเลยว่าถ้าเจอกับ น.ส.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.สำรอง จริงหรือไม่ ได้พูดคุยกับ น.ส.กุสุมาลวตี ตามที่กล่าวหาหรือไม่ ที่โรงแรมพูลแมน รางน้ำ ที่มีประชุมร่วมระหว่าง สว.ที่ได้รับเลือกจำนวนมากตามที่มีพยานเคยพูดไว้ ไปจริงหรือไม่ ตนไม่ทราบว่าถือศีลข้อ 4 อยู่หรืออย่างไร เรียน นายประเทือง มนตรี สว.ขอบคุณที่พูดถึงแล้วออกมาชี้แจงทำให้พวกเราได้ประโยชน์ ตนเคยได้รับข้อมูลจากพยานว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ นางนาที รัชกิจประการ ท่านออกมาชี้แจงว่า นางนาทีเป็นน้องสาว และยังชี้แจงว่า น้องสาวไม่ได้อยู่ร่วมในห้องห้องประชุมทำโพยตอนชี้แจง ตนก็กลับไปเช็กข้อมูลกับพยาน ซึ่งพยานยืนยันไหมว่า ไม่เห็นนางนาทีอยู่ในห้องประชุม จึงขออภัยกับนางนาทีที่กล่าวถึง

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า นี่คือตัวอย่างที่ดีของการชี้แจงข้อเท็จจริงทำให้เราได้มีการตรวจสอบและผิดตรงไหนก็ยอมรับ พยานบอกอีกว่าผู้ที่พบเห็นว่าอยู่ในห้องประชุมด้วยคือ น.ส.ปกรกานต์ รัชกิจประการ ลูกสาว ก็แปลว่าเป็นลูกสาวของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม พยานไม่แน่ใจจึงไม่ขอสรุปเอง ตนขอถามนายพิพัฒน์ว่า น.ส.ปกรกานต์ ใช่ลูกสาวหรือไม่ ได้ไปอยู่ร่วมในห้องประชุมทำโพยหรือไม่ ถ้าได้รับข้อกล่าวหาและตรวจสอบกับลูกสาวหรือไม่อย่างไร ตนยังไม่เคยเห็น นายพิพัฒน์ ชี้แจงอะไร นอกจากนี้ ยังมีพยามบอกว่ามีคนที่ชื่อ นายอธิวัฒน์ มนตรี เป็นผู้ประสานงานการประชุมและแจกเสื้อเหลือง นายพิพัฒน์รู้จักคนนี้หรือไม่ เป็นญาติของใครหรือไม่ ขอนายพิพัฒน์ช่วยตอบด้วย

นายยิ่งชีพ ยังกล่าวถึง นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย ไปแจ้งความที่อำนาจเจริญ แต่ก็ไม่ชี้แจงอะไร ตนไม่แน่ใจว่าก่อนแจ้งความได้อ่านหรือไม่ว่าตนพูดอะไรบ้าง เพราะถ้าชี้แจงจริงและได้อ่าน ตนอาจหน้าหงายไปแล้ว อาจจะหนักกว่าฟ้องอีก หลังจากตนนำเสนอข้อมูลชุดหนึ่งมีประชาชนได้แจ้งข้อมูลหลังไมค์ว่า ข้อมูลของตนมีส่วนคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ นางสุขสำรวย สามีชื่อ พ.ต.อ.ชัชนันต์ พรบุตร แต่ตนไปเรียก พ.ต.อ.วิเชียร โชคพิพัฒน์ทวี เป็นสามี ทั้งสองคนเป็นตำรวจที่อำนาจเจริญ มีความเชื่อมโยงและมีพยานรู้เห็นว่าว่า พ.ต.อ.วิเชียร เป็นคนชักชวนคนมาสมัคร สว. ส่วนนางสุขสำรวย กับ พ.ต.อ.วิเชียร เป็นอะไรกัน ทำงานอย่างไร นางสุขสำรวย ต้องชี้แจงเอง หากสิ่งที่นำเสนอเหลวไหลและผิดพลาดหมด ถ้าชี้แจงมาตนก็คงหน้าหงายไปแล้ว แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่พูดถึง นางสุขสำรวย ว่ามีการพูดคุยกันว่ากลุ่ม 14 เต็มแล้ว จะเป็นโหวตเตอร์หรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ หรือกรณีที่มีพยานพูดถึง นายกนก ศรศิลป์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพนา เล่าว่า นายกนก เป็นผู้จัดหา สว.และเชื่อมโยงกับ นางสุขสำรวย จริงหรือไม่ มีผู้สมัคร สว.อย่างน้อยสองคนคือ นางสุพรรษา วันทนียกุล ความสัมพันธ์อย่างไร และนางวรรณา วันทนียกุล กลุ่ม 14 จังหวัดสงขลา มีความเกี่ยวข้องหรือไม่ ถึงจะแจ้งความดำเนินคดีแต่ก็ยังชี้แจงได้ตนผิดได้ไม่มีปัญหา อีกคนที่ยังไม่ชี้แจงอะไรเลยคือ นายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย มีผู้ถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินชื่อ นายนายสุบิน ศักดา มีประวัติรับโอนเงินจากผู้ถูกดำเนินคดีจาก นายนิสิตรา หมั่นชัย เป็นเสมียนของพรรคภูมิใจไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสุบิน โอนเงินไปให้ผู้สมัคร สว.จังหวัดสุราษฎร์ธานี 10 คน

นายยิ่งชีพ กล่าวด้วยว่า อีกทั้ง นายสุบิน ตนไม่แน่ใจว่าแอบอ้างเป็นคนของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ หรือแอบอ้างเป็นผู้ช่วยของนายพิชัย หรือไม่ หรือนายพิชัย รู้จักกับบุคคลนี้หรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการโอนเงินต่างๆ ที่กล่าวมาหรือไม่ ต้องออกมาชี้แจง ถ้าตัดสินใจจะฟ้องตนหรือไม่ในอนาคตเป็นเรื่องรอง ถ้าไม่เกี่ยวข้องจริงๆ การชี้แจงสำคัญกว่า

ขโมยร้องจับโจร? ศุภชัย ฉะ สว.เทวฤทธิ์ ปมเลือก สว. ยันฝ่ายตรงข้ามยังไม่ถูกชี้มูลผิด

ขโมยร้องจับโจร? ศุภชัย ฉะ สว.เทวฤทธิ์ ปมเลือก สว. ยันฝ่ายตรงข้ามยังไม่ถูกชี้มูลผิด

ขโมยร้องจับโจร? ศุภชัย ฉะ สว.เทวฤทธิ์ ปมเลือก สว. ยันฝ่ายตรงข้ามยังไม่ถูกชี้มูลผิด

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

26 กรกฎาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ท่าน สว.เทวฤทธิ์ ชี้แจงตามที่ผมได้แสดงความเห็นอย่างน่าสนใจ

ท่านบอกว่าการชุมนุมกันที่เมืองทอง ของ สว.ประชาชน หรือ สว.สีส้ม มี กกต.มาสังเกตการณ์ด้วย

แต่ท่านกล้าปฏิเสธมั้ยว่าก่อนจะมาพบกันที่เมืองทองจนล้นห้องมากมายขนาดนั้น ท่านก็คงนัดแนะพบกันก่อนหน้าแล้ว จะกี่ครั้งกี่หนตัวท่านๆก็คงทราบกันดี และทุกคราวก็คงไม่มี กกต.อยู่ด้วย แต่เป็นการปิดลับ

ที่แน่ๆ ตอนท่านเจอมาพบกัน ท่านคงไม่ได้นัดมาร้องคาระโอเกะ แต่ท่านคงระดมสมองกัน วางแผนกัน คิดสูตรกัน ว่าจะทำวิธีไหนเพื่อจะได้รับเลือกเป็น สว.และบุคคลที่ท่านจะเลือกก็คือคนกลุ่มนี้แหละ ไม่ข้ามไปเลือกคนอื่นนอกกลุ่ม สว.สีส้ม หรือ สว.ประชาชนเหมือนใครที่ออกมาบอกว่าไม่เห็นจะผิดตรงไหน เพราะนัดคนที่“คอเดียวกัน“

และเมื่อมีการเลือกกันตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับประเทศ ผมก็มั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าท่าน สว.เทวฤทธิ์ ก็จะเลือกผู้สมัครจากกลุ่มที่นัดพบกันนี้ หรือในทางกลับกันผู้สมัคร“คอเดียวกัน”ก็เตรียมตัวตั้งหน้าตั้งตาเพื่อจะเลือก ท่าน สว.เทวฤทธิ์ ตามแผนที่วางไว้และที่ท่านได้มาเป็น สว. ก็เพราะเหตุนี้

แต่หลังจากนั้น เมื่อผลการเลือก สว ออกมา สว ฝ่ายท่านได้น้อยกว่าที่คาดหวัง ซึ่่งคงเป็นหนามที่ทิ่มแทงหัวใจท่านอยู่ ก็เลยโจมตีฝ่ายอื่นว่า มีการฮั้วเลือก สว

จากนั้น ขับเคลื่อน ป่าวร้อง กล่าวหา กดดัน ปั่นกระแส ร้องเรียน กล่าวหา ใช้วาทกรรม โฆษณาชวนเชื่อ ฯลฯ สอดประสานกับกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง และนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง จนมวลชนจำนวนหนึ่งปักใจเชื่อไปแล้วว่า ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคู่แข่งขันทางการเมืองนั้น มีพฤติกรรมความผิดไปแล้ว ทั้งๆ ที่ ยังไม่ได้ถูกชี้มูลขั้นต้นเลยด้วยซ้ำ

ท่านกล่าวหาว่าเขาเป็นโจร ทั้งทั้งที่เขาไม่ได้เป็น หากเขาเป็นโจร

กรณีของท่านคงจะเป็น “ขโมยร้องจับโจร”กระมัง

เจาะหลักฐานฮั้ว สว.ภาค 2 ไอติมแฉขบวนการลึกกว่าแค่โพย เตรียมการจ้าง สมัคร-โหวต ทั่วประเทศ

เจาะหลักฐานฮั้ว สว.ภาค 2 ไอติมแฉขบวนการลึกกว่าแค่โพย เตรียมการจ้าง สมัคร-โหวต ทั่วประเทศ

เจาะหลักฐานฮั้ว สว.ภาค 2 ไอติมแฉขบวนการลึกกว่าแค่โพย เตรียมการจ้าง สมัคร-โหวต ทั่วประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

“ฝ่ายค้าน”ใช้รัฐสภา เปิดเวทีเจาะหลักฐาน”ฮั้ว สว.ภาค2” ด้าน”ไอติม”เผยขบวนการลึกกว่าแค่โพย เตรียมการจ้าง”สมัคร-โหวต”ทั่วประเทศ ฟันชัด”มงคล”คนส่งโพย ไม่ใช่ใครแปลกหน้า จี้”กกต.-ดีเอสไอ”เร่งทำหน้าที่ตรงไปตรงมา อย่าเกียร์ว่าง

26 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน นำจัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)” โดยมีผู้ร่วมอภิปรายและพยานบุคคลร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.สำรอง พ.ต.อ.สมยศ สีหาบัว ผู้สมัคร สว.จังหวัดภูเก็ต นายสมนึก สุชัยธนาวนิช

โดย นายพริษฐ์ กล่าวเปิดเวทีว่า คดีโกง สว.แม้จะถูกพูดถึงและมีการขับเคลื่อนมา 2 ปี แต่ที่กังวลใจคือ เรื่องไปไม่ถึงศาล เพราะหน่วยงานที่ตรวจสอบอาจทำหน้าที่ไม่ตรงไปตรงมา เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ 4 ใน 7 กกต.ที่ถูกเห็นชอบโดย สว.ชุดปัจจุบัน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกียร์ว่างและยังมีการเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วที่มีการจัดงานภาคแรก เป็นการสื่อสารเพื่อให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบหน่วยงานตรวจสอบทำงานตรงไปตรงมาหรือไม่ สิ่งที่เราทำได้คือการทำให้เรื่องนี้อยู่ในแสงสว่าง สังคมไม่กระพริบตา โดย 2 สัปดาห์ที่แล้ว เรามีการเปิดหลักฐานเกี่ยวกับโพยฮั้ว สว.

“มาถึงวันนี้เราก็เห็นแล้วว่า 1 ในผู้สมัครที่ยื่นโพยให้ กกต.ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็น นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งเราได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่าก่อนที่จะมาเป็นโพยในการเลือก สว.วันนั้น มีขบวนการที่มีการเตรียมการกันมาก่อนล่วงหน้า ไม่ใช่แค่ขบวนการของการจัดทำโพยแล้วแลกเปลี่ยนคะแนนกันอย่างเป็นระบบ แต่เป็นขบวนการจ้างคนมาสมัคร จ้างคนมาโหวตกระจายตัวไปในหลายจังหวัดทั่วประเทศ” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว เป็นการตอกย้ำรายละเอียดและองค์ประกอบของคดีนี้ชัดเจนขึ้น แต่เท่านั้นไม่พอ เวลานี้เราทุกคน ไม่รู้ว่า กกต.จะมีมติชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องใคร จะยกคำร้องใครในวันไหน ดังนั้น ทุกวินาทีหลังจากนี้จนกว่า กกต.จะมีมติ ตนเห็นว่าหากพวกเรามีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมที่สามารถนำเสนอต่อสาธารณะได้ เกี่ยวกับขบวนการดังกล่าวก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อสังคมในการร่วมกันตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต.ที่กำลังจะลงมติในเร็วๆ นี้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องมาจัดงานอีกครั้งในวันนี้เพื่อนำเสนอข้อมูลบางส่วนและรวบรวมข้อมูลบางส่วนที่อาจจะยังกระจัดกระจายอยู่ให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

มติ กมธ.ที่ดินฯ ลุยไล่บี้เอาผิดคดีรุกป่าภูเก็ต ลั่นต้องรื้อจริง-เพิกถอนโฉนดมิชอบ ทวงคืนอุทยานสิรินาถ

มติ กมธ.ที่ดินฯ ลุยไล่บี้เอาผิดคดีรุกป่าภูเก็ต ลั่นต้องรื้อจริง-เพิกถอนโฉนดมิชอบ ทวงคืนอุทยานสิรินาถ

มติ กมธ.ที่ดินฯ ลุยไล่บี้เอาผิดคดีรุกป่าภูเก็ต ลั่นต้องรื้อจริง-เพิกถอนโฉนดมิชอบ ทวงคืนอุทยานสิรินาถ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.10 น.

มติ”กมธ.ที่ดินฯ” เดินหน้าไล่บี้เอาผิด”คดีรุกป่าภูเก็ต” คู่ขนานนโยบาย”ภูเก็ตโมเดล” ลั่นต้อง”รื้อจริง-เพิกถอนโฉนดมิชอบ” ทวงคืน”อุทยานสิรินาถ”

26 กรกฎาคม 2569 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า มติที่ประชุม กมธ.ฯ ได้เห็นชอบรายงานผลการลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม จ.ภูเก็ต เพื่อเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดี เพิกถอนเอกสารสิทธิ และบังคับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำพื้นที่ของรัฐอย่างจริงจัง ซึ่งมติสอดรับกับกรณีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งเปิดปฏิบัติการ “ภูเก็ตโมเดล” บังคับคดีตามคำพิพากษาศาล รื้อถอนโรงแรมและวิลล่าหรูที่รุกล้ำอุทยานแห่งชาติสิรินาถ เพื่อทวงคืนพื้นที่ป่ากว่า 25 ไร่ กลับมาเป็นสมบัติของแผ่นดิน

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่และประชุมร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ กรมป่าไม้ กรมที่ดิน และหน่วยงานใน จ.ภูเก็ต พบว่า พื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ มีคดีสำคัญอย่างน้อย 9 คดี ทั้งกรณีโรงแรม รีสอร์ท บริษัท และบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุทยาน บางคดีศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดและผู้บุกรุกออกจากพื้นที่แล้ว ขณะที่บางคดียังอยู่ระหว่างเพิกถอนเอกสารสิทธิ บังคับรื้อถอน หรือพิสูจน์ความชอบด้วยกฎหมายของโฉนดที่ดิน กมธ.ฯ จึงมีข้อเสนอให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ไม่ปล่อยให้กระบวนการล่าช้าจนผู้ประกอบการยังสามารถใช้พื้นที่และประกอบกิจการต่อไปได้

นอกจากนี้ กมธ.ฯ ยังเสนอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดภูเก็ตเข้าร่วมตรวจสอบแนวเขตและระยะร่นของสิ่งปลูกสร้าง พร้อมให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 ยื่นรังวัดแนวเขตต่อกรมที่ดินได้เอง โดยไม่ต้องรอให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อปิดช่องว่างที่ทำให้การบังคับคดีติดขัด

น.ส.กุลวลี กล่าวอีกว่า สำหรับบริเวณหาดนุ้ย ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด กรรมาธิการฯ เห็นว่าต้องแยกการตรวจสอบออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน คือ การดำเนินคดีกับผู้บุกรุกและสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมาย กับการพิสูจน์สิทธิของประชาชนที่นำหลักฐานมายืนยันว่าอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในพื้นที่มาตั้งแต่ปี 2493 ก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดินและก่อนประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงมีมติให้กรมป่าไม้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต กรมที่ดิน และ ส.ป.ก. เร่งจัดทำรายงานข้อเท็จจริง แนวเขต และสถานะของที่ดินทั้ง 7 แปลงเสนอกรรมาธิการฯ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดกับผู้บุกรุก แต่ไม่กระทบประชาชนที่อาจมีสิทธิโดยชอบ

“คำพิพากษาศาลต้องได้รับการปฏิบัติ ผู้บุกรุกไม่ว่าจะเป็นบุคคล บริษัท โรงแรม หรือรีสอร์ทรายใหญ่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายมาตรฐานเดียวกัน ขณะเดียวกัน ประชาชนที่อยู่มาก่อนและมีหลักฐานก็ต้องได้รับความเป็นธรรม เราต้องทวงคืนพื้นที่ของรัฐโดยไม่สร้างความอยุติธรรมครั้งใหม่ ซึ่งนายสุชาติเคยประกาศเดินหน้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่อุทยานสิรินาถ หาดนุ้ย และหาดฟรีด้อม หลังคำอุทธรณ์บางส่วนถูกยก ยืนยันว่าจะดำเนินการกับผู้บุกรุกโดยไม่มีข้อยกเว้น” ประธาน กมธ.การที่ดินฯ กล่าว

สุชาติ นำทีม ทส. หารือผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกยูเนสโก ตอกย้ำนโยบายรัฐบาลอนุทิน เดินหน้าคุ้มครองมรดกโลก

สุชาติ นำทีม ทส. หารือผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกยูเนสโก ตอกย้ำนโยบายรัฐบาลอนุทิน เดินหน้าคุ้มครองมรดกโลก

สุชาติ นำทีม ทส. หารือผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกยูเนสโก ตอกย้ำนโยบายรัฐบาลอนุทิน เดินหน้าคุ้มครองมรดกโลก

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.56 น.

“สุชาติ”นำทีม ทส. หารือผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกยูเนสโก ตอกย้ำนโยบายรัฐบาลอนุทิน เดินหน้าคุ้มครองมรดกโลก ยกระดับบทบาทไทยบนเวทีนานาชาติ

26 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 นำคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เข้าหารือกับ Mr. Lazare Eloundou Assomo ผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลก (World Heritage Centre) ระหว่างการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 48 ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการ BEXCO นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี

นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ควบคู่กับการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อนการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกตามมาตรฐานสากล พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การพัฒนา และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ นำไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

การหารือครั้งนี้เป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความร่วมมืออันดี โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์และการบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกในระดับนานาชาติ พร้อมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับศูนย์มรดกโลกให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดย นายสุชาติได้กล่าวขอบคุณศูนย์มรดกโลก รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรที่ปรึกษาของศูนย์มรดกโลก ที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือ ภายหลังการประกาศให้วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ส่งผลให้ประชาชนชาวไทยมีความยินดีกับเรื่องดังกล่าว เนื่องจากการขึ้นทะเบียนมรดกโลก จะเป็นประโยชน์ด้านความมั่นคงทางวัฒนธรรม ศาสนา และสามารถสร้างความสามัคคีให้กับคนในชาติ อีกทั้งมีส่วนส่งเสริมเรื่องการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชน โดยแต่เดิมมีอาชีพหลักด้านการเกษตร จะสามารถมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ นายสุชาติได้กล่าวถึงการเสนอ “เชียงใหม่ : นครหลวงของล้านนา” เป็นแหล่งมรดกโลกในปีต่อไป โดยฝ่ายไทยยืนยันว่าจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์และข้อเสนอแนะขององค์การยูเนสโกอย่างเคร่งครัด สำหรับประเด็นแหล่งมรดกโลกกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ นายสุชาติ ได้แจ้งต่อผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลกว่า ได้ดำเนินการตามข้อแนะนำของศูนย์มรดกโลกแล้ว

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการศูนย์มรดกโลก กล่าวชื่นชมประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมเป็นรัฐภาคีของศูนย์มรดกโลกหลายปี และมีความเข้าใจกระบวนการเสนอแหล่งมรดกโลกเป็นอย่างดี จึงขอให้ประเทศไทยถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องดังกล่าว ให้แก่ประเทศที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก ซึ่งนายสุชาติได้กล่าวตอบรับถึงความพร้อมของประเทศไทยในการสนับสนุนประเทศดังกล่าวในระยะถัดไป

การพบหารือในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการอนุรักษ์มรดกโลกในเวทีนานาชาติ ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับศูนย์มรดกโลก และเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือด้านการอนุรักษ์มรดกโลก เพื่อส่งต่อคุณค่าอันล้ำค่านี้ให้แก่คนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

‘ดร.เลอพงษ์’ ชี้มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่เอาด้วย แบ่งแยกดินแดนใต้ ชี้อ้างถูกกดขี่ฟังไม่ขึ้น

'ดร.เลอพงษ์' ชี้มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่เอาด้วย แบ่งแยกดินแดนใต้  ชี้อ้างถูกกดขี่ฟังไม่ขึ้น

‘ดร.เลอพงษ์’ ชี้มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่เอาด้วย แบ่งแยกดินแดนใต้ ชี้อ้างถูกกดขี่ฟังไม่ขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นบาดแผลเรื้อรังที่มักถูกผูกโยงเข้ากับประเด็นทางศาสนาและการกดขี่ ท่ามกลางกระแสความรุนแรงที่ยังคงคุกรุ่น ล่าสุด เฟซบุ๊กของทีมโฆษก กอ.รมน. ได้แชร์คลิปของ ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีต อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติในประเทศอิหร่าน และยังเป็นอดีตนายกสมาคมนักศึกษาไทย-อิหร่าน ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการก่อเหตุ และยืนยันข้อเท็จจริงว่าพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้การสนับสนุนความรุนแรงที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

ตั้งคำถามถึงนิยามคำว่า “กดขี่” บนแผ่นดินที่ให้อิสระเสรี

ดร.เลอพงษ์ ได้แสดงจุดยืนต่อต้านแนวคิดการแบ่งแยกดินแดนเพื่อตั้งรัฐอิสลาม โดยระบุว่า ข้ออ้างเรื่องการถูกกดขี่นั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมไทย และได้ตั้งคำถามสำคัญว่า คำว่า “กดขี่” ในบริบทนี้มีนิยามอย่างไร เพราะในความเป็นจริง ประเทศไทยให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนทุกศาสนาอย่างเต็มที่ พี่น้องมุสลิมสามารถใช้ชีวิตและประกอบศาสนกิจได้อย่างอิสระเสรี เช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพุทธ ฮินดู พราหมณ์ คริสต์ หรือยิว ที่ต่างก็สามารถมีศาสนสถานและประกอบพิธีกรรมของตนเองได้ สภาพสังคมเช่นนี้สะท้อนชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ใช่ “ดารุลฮัรบ” หรือแผ่นดินแห่งสงคราม มุสลิมในไทยคือพลเรือนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นบนความหลากหลายได้อย่างสันติ

การสังหารผู้บริสุทธิ์ คือบาปมหันต์ที่ผิดหลักศาสนา

ต่อประเด็นการใช้ความรุนแรง ดร.เลอพงษ์ ได้ประณามการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ ประชาชน พระสงฆ์ ครูอาจารย์ หรือแม้กระทั่งเด็ก ดร.เลอพงษ์ ได้ทวงถามถึงหลักการทางศาสนาที่ผู้ก่อเหตุใช้เป็นข้ออ้าง ว่านำมาจากส่วนใดของคัมภีร์อัลกุรอานหรือคำสอนของท่านศาสดา เพราะในความเป็นจริง หลักการอิสลามที่ถูกต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การสังหารผู้บริสุทธิ์เพียงหนึ่งคน เปรียบเสมือนการสังหารมนุษยชาติทั้งโลก ซึ่งถือเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่และร้ายแรงอย่างมาก ไม่มีข้ออ้างใดที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวได้

มุสลิมไทยกว่า 90% ปฏิเสธความรุนแรง ชี้ถูกผู้ไม่หวังดีชักใย

นอกจากนี้ ดร.เลอพงษ์ ยังได้ชี้แจงถึงท่าทีของประชาคมมุสลิมในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม โดยยืนยันว่ามุสลิมกว่าร้อยละ 90 ไม่ว่าจะเป็นนิกายซุนนี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และมีท่านจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำ หรือนิกายชีอะห์ ต่างก็ไม่ยอมรับและต่อต้านกระบวนการก่อความไม่สงบที่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ทั้งมุสลิมและชาวไทยพุทธ ไม่มีกลุ่มใดให้การสนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ส่วนกลุ่มที่ยังคงก่อเหตุความรุนแรงนั้น เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยที่ถูกล้างสมอง ปลูกฝังแนวคิดที่บิดเบือน และตกเป็นเครื่องมือของแผนการบางอย่างที่อาจมีสื่อหรือแม้แต่ประเทศอื่นคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อบั่นทอนความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย

ทำความรู้จัก “ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีต” กระบอกเสียงจากตะวันออกกลาง

ท่าทีอันแข็งกร้าวและตรงไปตรงมาของ ดร.เลอพงษ์ ได้รับความสนใจและมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือสูง สืบเนื่องมาจากภูมิหลังที่เจาะลึกอยู่ในโลกอิสลาม ปัจจุบัน ดร.เลอพงษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่งในประเทศอิหร่าน และยังเป็นอดีตนายกสมาคมนักศึกษาไทย-อิหร่าน ในแวดวงสื่อสารมวลชนก็เป็นที่รู้จักในฐานะนักวิชาการและแหล่งข่าวผู้รายงานสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มักจะนำเสนอข้อมูล ภาพ และคลิปวิดีโอจากพื้นที่จริงฝั่งตะวันออกกลางโดยตรง

กอ.รมน. ย้ำจุดยืนร่วมปฏิเสธความรุนแรง ขับเคลื่อนสันติสุข

ทั้งนี้ในแคปชั่นของวีดีโอดังกล่าว กอ.รมน. ที่ได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า ความรุนแรงและการกระทำของขบวนการแบ่งแยกดินแดน เป็นเพียงการกระทำของคนกลุ่มหนึ่งที่บิดเบือนหลักศาสนา และใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของพี่น้องมุสลิมทั้งประเทศรวมถึงในพื้นที่ชายแดนใต้

ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา อยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าความรุนแรงคือทางออก ทั้งนี้ กอ.รมน. ยืนยันความพร้อมในการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าสร้างความเข้าใจ เคารพความหลากหลาย และปฏิเสธความรุนแรง เพื่อขับเคลื่อนสันติสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป

รัฐเปิดตัว ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ ผนึกกำลังร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรฯหวังลดค่าครองชีพ

รัฐเปิดตัว ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ ผนึกกำลังร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรฯหวังลดค่าครองชีพ

รัฐเปิดตัว ไทยช่วยไทย x Local Low Cost 1–15 ส.ค. นี้ ผนึกกำลังร้านค้าท้องถิ่น จัดโปรฯหวังลดค่าครองชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.53 น.

รัฐบาลเดินหน้า “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” 1–15 ส.ค. ผ่านร้านค้าท้องถิ่นกว่า 800 สาขา ลดค่าครองชีพ–เปิดตลาดให้ SMEs และสินค้าชุมชน

26 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ามาตรการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการฐานราก ผ่านกิจกรรม “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” ระหว่างวันที่ 1–15 สิงหาคม 2569 โดยความร่วมมือกับเครือข่ายร้านค้าส่งและค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 130 ราย รวมประมาณ 800 สาขา ทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาพิเศษ ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการ SMEs และผู้ผลิตสินค้าชุมชน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายในกิจกรรม ร้านค้าที่เข้าร่วมจะนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยสินค้าที่ร่วมรายการจะได้รับส่วนลดสูงสุด ร้อยละ 60 อาทิ ข้าวสาร น้ำปลา ซอสปรุงรส และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะจัดพิธีเปิดกิจกรรมอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ณ ร้านตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ สาขานาดี จังหวัดอุดรธานี

นางสาวลลิดา กล่าวว่า จุดเด่นของโครงการนี้คือการใช้เครือข่ายร้านค้าท้องถิ่นเป็นกลไกเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ช่วยให้สินค้า SMEs และสินค้าชุมชนมีพื้นที่จำหน่ายเพิ่มขึ้น เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจระดับจังหวัดและระดับชุมชน

“กิจกรรม ‘ไทยช่วยไทย x Local Low Cost’ มีเป้าหมายเดินหน้าควบคู่กันทั้งการช่วยประชาชนลดภาระค่าครองชีพ และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยใช้ร้านค้าท้องถิ่นกว่า 800 สาขาเป็นเครือข่ายกระจายสินค้า เชื่อมผู้ผลิตในชุมชนกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้กำลังซื้อที่เกิดขึ้นช่วยหล่อเลี้ยงทั้งครัวเรือน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจในพื้นที่ไปพร้อมกัน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ร้านค้าท้องถิ่นถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เพราะมีความใกล้ชิดกับผู้บริโภค เข้าใจความต้องการของคนในพื้นที่ และมีศักยภาพในการกระจายสินค้าของผู้ประกอบการรายเล็กสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จึงไม่เพียงช่วยลดค่าครองชีพในระยะสั้น แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและสร้างโอกาสในการเติบโตของธุรกิจชุมชนในระยะยาว

“รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษจากกิจกรรม ‘ไทยช่วยไทย x Local Low Cost’ และติดตามรายชื่อร้านค้า สาขา และสินค้าที่ร่วมรายการผ่านช่องทางของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ส่วนลดร้อยละ 60 เป็นอัตราสูงสุดของสินค้าที่ร่วมรายการ ซึ่งรายละเอียดสินค้าและอัตราส่วนลดอาจแตกต่างกันในแต่ละร้านและแต่ละสาขา” นางสาวลลิดา กล่าว

ธนพร จวก ไอติม-เป๋า ILAW เลือกปฏิบัติ! ปมวิจารณ์ฮั้ว สว. ย้อนถามทำเองเรียกว่าจัดตั้ง พอคนอื่นทำเรียกว่าโกง?

ธนพร จวก ไอติม-เป๋า ILAW เลือกปฏิบัติ! ปมวิจารณ์ฮั้ว สว. ย้อนถามทำเองเรียกว่าจัดตั้ง พอคนอื่นทำเรียกว่าโกง?

ธนพร จวก ไอติม-เป๋า ILAW เลือกปฏิบัติ! ปมวิจารณ์ฮั้ว สว. ย้อนถามทำเองเรียกว่าจัดตั้ง พอคนอื่นทำเรียกว่าโกง?

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.49 น.

26 กรกฎาคม 2569 ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง วิจารณ์การเคลื่อนไหวของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) กรณีตรวจสอบข้อกล่าวหา “ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา” ว่า มีลักษณะเลือกหยิบข้อเท็จจริงบางส่วนมาใช้โจมตีฝ่ายการเมืองตรงข้าม ทั้งที่ในช่วงการเลือก สว.ปี 2567 กลุ่มการเมืองหลายฝ่าย รวมถึงเครือข่ายสีส้ม ต่างก็มีความพยายามจัดทีมผู้สมัครและบริหารคะแนนอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกัน

ดร.ธนพร กล่าวว่า ก่อนการเลือก สว.ได้เคยวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ต้นว่า พรรคประชาชนจำเป็นต้องพยายามเข้าไปมีอิทธิพลต่อองค์ประกอบของวุฒิสภา เพราะหากต้องการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปองค์กรอิสระ หรือรับมือกับคดีการเมืองต่างๆ การมีเครือข่ายสนับสนุนในวุฒิสภาถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ในช่วงดังกล่าว จะเกิดการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร สว.จากกระทั่งฝ่ายสีส้มเอง ที่มีทั้งการจัดเวทีพบปะ การเช่าสถานที่ การนำผู้สมัครมาทำความรู้จัก ตลอดจนความพยายามรวบรวมกลุ่มบุคคลที่มีแนวคิดทางการเมืองใกล้เคียงกัน

“ถ้าจะพูดกันตรงๆ เรื่องการจัดทีม การรวมกลุ่ม หรือการบริหารจัดการผู้สมัคร พรรคประชาชนและเครือข่ายที่สนับสนุนพรรคส้มก็มีการจัดตั้งอย่างเปิดเผย มีการเช่าสถานที่ที่เมืองทองธานี และมีการนำผู้สมัครมาพบปะกัน” ดร.ธนพร กล่าว

ดร.ธนพร ระบุว่า สิ่งที่นายพริษฐ์ นายยิ่งชีพ และพรรคประชาชนต้องตอบสังคมคือ เหตุใดพฤติกรรมการรวมกลุ่มของฝ่ายตนจึงถูกอธิบายว่าเป็นการสร้างความรู้จักและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้สมัคร แต่เมื่อเป็นการรวมกลุ่มของฝ่ายตรงข้ามกลับถูกตีตราว่าเป็น “กระบวนการฮั้ว” ทั้งหมด การตรวจสอบคดีฮั้ว สว.จึงต้องแยกให้ออกระหว่างการรวมกลุ่มหรือแนะนำตัว ซึ่งกติกาเปิดโอกาสให้ทำได้ กับการใช้เงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนเพื่อแลกกับคะแนนเสียง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง

“ฮั้วในความหมายที่เป็นความผิด จะต้องมีหลักฐานมากกว่าการพบปะหรือรู้จักกัน ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการจ่ายเงิน มีผลประโยชน์ตอบแทน หรือมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนตำแหน่งและเงินเดือนกันจริง ถ้ามีเส้นเงินก็ว่ากันไปตามหลักฐาน แต่จะเหมารวมว่าทุกคนที่พบกันหรือจัดกลุ่มกันเป็นผู้กระทำผิดทั้งหมดไม่ได้” ดร.ธนพร กล่าว

ดร.ธนพร ย้ำว่า การตรวจสอบเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่ต้องตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่กล่าวหาว่าเฉพาะฝ่ายตรงข้ามมีการจัดตั้ง ขณะที่การจัดทีมของฝ่ายตนกลับถูกมองว่าเป็นกิจกรรมตามปกติ พรรคประชาชน และเครือข่ายจึงไม่ควรหลีกเลี่ยงคำถามว่า ในช่วงก่อนการเลือก สว.เครือข่ายของตนเองมีบทบาทในการรวบรวมผู้สมัคร จัดกิจกรรม หรือวางยุทธศาสตร์คะแนนอย่างไรบ้าง และมีความแตกต่างจากสิ่งที่กำลังกล่าวหาฝ่ายอื่นตรงจุดใด

“ถ้าจะตรวจสอบก็ตรวจสอบให้หมดทุกสี อย่าใช้มาตรฐานแบบของตัวเองทำได้ แต่พอฝ่ายอื่นทำกลับเรียกว่าฮั้ว เพราะข้อเท็จจริงคือทุกฝ่ายต่างก็พยายามเข้าไปมีบทบาทในวุฒิสภา เพียงแต่สุดท้ายฝ่ายส้มและฝ่ายแดงแพ้เกมการจัดตั้งให้กับฝ่ายสีน้ำเงินเท่านั้น” ดร.ธนพร กล่าว

ดร.ธนพร สรุปว่า เกมตรวจสอบฮั้ว สว.ของพรรคส้ม อาจสร้างแรงกระเพื่อมทางการสื่อสารและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ฝ่ายสีน้ำเงินได้บางส่วน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสมการอำนาจในระยะสั้น ตรงกันข้าม หากพรรคส้มยังคงโจมตีฝ่ายอื่นโดยไม่ชี้แจงบทบาทของเครือข่ายตนเองอย่างตรงไปตรงมา ก็อาจถูกตั้งคำถามกลับว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นการรักษาความสุจริตของกระบวนการเลือก สว.อย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงความพยายามเอาคืน หลังฝ่ายตนพ่ายแพ้ในการช่วงชิงอำนาจในวุฒิสภา

ดร.ธนพร เห็นว่า ผู้ที่นำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะก็ควรยึดหลักความเป็นธรรมและความเป็นมืออาชีพ โดยเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลจากทุกด้าน อย่าเลือกที่รัก มักที่ชัง ไม่รีบด่วนสรุป ไม่ตัดสินบุคคลล่วงหน้า และไม่เลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว อาจทำให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน และลดความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ

“ประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นฝ่ายหนึ่งชนะหรืออีกฝ่ายแพ้ แต่ต้องการเห็นความจริงปรากฏผ่านการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นธรรม และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย หากใครกระทำผิดก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย แต่หากใครไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ไม่ควรถูกตัดสินจากกระแสหรือข้อกล่าวหาเพียงอย่างเดียว” ดร.ธนพร กล่าว