โหวตรอง ปธ.สภาฯ​ มัลลิกานั่งรองคนที่หนึ่ง-เลิศศักดิ์เป็นรองฯสอง

โหวตรอง ปธ.สภาฯ​ มัลลิกานั่งรองคนที่หนึ่ง-เลิศศักดิ์เป็นรองฯสอง

โหวตรอง ปธ.สภาฯ​ มัลลิกานั่งรองคนที่หนึ่ง-เลิศศักดิ์เป็นรองฯสอง

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.30 น.

15 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 13.05 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในที่ประชุม พิจารณาวาระเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมติของที่ประชุมกำหนดให้มีรองประธานสภาฯ จำนวน 2 คน

โดย นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ลุกขึ้นเสนอชื่อ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง

น.ส.มัลลิกา กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า วันนี้ได้รับเกียรติจากทุกๆ ท่าน ให้ความไว้วางใจและต้องขอขอบคุณสมาชิกพรรคภูมิใจไทยทุกท่าน พี่ให้โอกาสและขอบคุณสมาชิกทุกพรรค ที่มอบความไว้วางใจให้ในวันนี้ อยากบอกกับทุกท่านว่าขอให้เชื่อใจ และมั่นใจว่าจะทำหน้าที่ ให้ดีที่สุด ในการประชุมก็จะเป็นการกลาง เสมอภาคเที่ยงธรรมให้โอกาสพี่น้องทุกท่าน เพื่อรับฟังความคิดเห็นของพวกเราโดยที่ทุกท่านนั้นที่เข้ามาก็ถือว่า มีความตั้งใจที่จะทำงานช่วยแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ฉะนั้นกลไกของสภาก็ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

น.ส.มัลลิกา กล่าวต่อว่า สิ่งหนึ่งที่อยากจะทำคือการแก้ไขกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศหลายท่านทราบว่าเวลาเราทำงานหลายเรื่องจะติดระเบียบ ดังนั้น จึงขอความร่วมมือกับเพื่อนสมาชิกว่า ให้ช่วยกันผลักดันกฎหมายร่างต่างๆ ญัตติต่างๆให้ผ่านมาโดยราบรื่น ให้การประชุมของพวกเรานั้นมีบรรยากาศที่มีความสร้างสรรค์มีสาระ

“อยากขอความร่วมมือทุกท่านว่าเอาเนื้อๆ ไม่เอาน้ำ จะได้เดินไปด้วยกันและต้องขออนุญาตเพื่อนๆ ด้วยว่าในการประชุมจะขอใช้ข้อบังคับระเบียบอย่างเคร่งครัดและจะบริหารเวลาในการพิจารณากฎหมายหรือญัตติต่างๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” น.ส.มัลลิกา กล่าว

จากนั้นเป็นการเลือกรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่สอง โดยไม่มีการเสนอชื่อแข่ง

นายเลิศศักดิ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนขอให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสทุกขั้นตอน ตรวจสอบได้ทุกกระบวนการ ยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภาฯ อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ตนอยากเห็นการบริหารการประชุมมีประสิทธิภาพเพื่อให้การตรากฎหมายและตรวจสอบราบรื่นมีประโยชน์ต่อประชาชน ส่งเสริม สนับสนุน อำวยความสะดวกให้สภา ใช้กลไกที่มีอยู่ของสภาฯ ทั้ง การหารือ ปัญหาของประชาชน การรตั้งกรระทู้ถาม ให้กลไกแก้ปัญหาให้ประชาบน ที่อยู่ในพื้นที่แท้จริง และอยากเห็นสภาฯ เป็นสภาของประชาชนให้ประชาชนเข้าถึงทุกกระบวนการของสภาฯ รวมถึงใช้พื้นที่สภาฯ เป็นแหล่งเรียนรู้

จากนั้น นายไพโรจน์ กล่าวขอบคุณ สส.ที่มาประชุม ส่วนการนัดประชุมครั้งถัดไปจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง จากนั้นได้สั่งปิดประชุมเวลา 13.13 น.

– 006

ไม่พลิกโผ!!! โสภณ ซารัมย์ ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานสภาฯ คนใหม่

ไม่พลิกโผ!!! โสภณ ซารัมย์ ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานสภาฯ คนใหม่

ไม่พลิกโผ!!! โสภณ ซารัมย์ ผงาดนั่งเก้าอี้ประธานสภาฯ คนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

ตามคาด! “โสภณ ซารัมย์”จาก”ภูมิใจไทย”นั่ง”ประธานสภาฯ” เสียงหนุนท่วมท้น 289 เสียง ด้าน”พริษฐ์” 123 เสียง งดออกเสียง 80 บัตรเสีย 5

15 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวของที่ประชุม พิจารณาเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีผู้ถูกเสนอชื่อ จำนวน 2 คน คือ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ต่อตำแหน่งประธานสภาฯ และขานชื่อรายบุคคลเพื่อลงคะแนนลับในคูหาตั้งแต่เวลาประมาณ 10.40 น.

ทั้งนี้ หลังจากที่ใช้เวลาลงคะแนนลับในคูหานานกว่า 1 ชั่วโมง และใช้เวลาตรวจนับคะแนน อีกประมาณ 40 นาที จนถึงเวลา 12.50 น.ผลปรากฎว่า นายโสภณ ได้รับเลือก ด้วยคะแนน 289 เสียง ขณะที่นายพริษฐ์ ได้รับคะแนน 123 เสียง งดออกเสียงจำนวน 80 เสียง บัตรเสีย 5 ใบ จาก สส.ที่เข้าร่วมประชุม 497 คน (ประธานชั่วคราวของที่ประชุมไม่ลงคะแนน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประกาศคะแนน นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นหารือกรณีบัตรเสีย 5 บัตร กรณีเขียนบนซองไม่สะท้อนเจตจำนง แต่ 3 บัตร เขียนบนบัตรลงคะแนน ที่เขียนบนหลังบัตรและเขียนไม่ชัดเจน ขอให้ประธานชั่วคราวในที่ประชุมวินิจฉัยว่า การลงคะแนนบนหลังบัตร หรือนอกช่อง ให้ถือว่าเป็นการแสดงเจตจำนงของการลงคะแนน

ขณะที่ นายวรวงศ์ วรปัญญา สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมการตรวจนับคะแนน ยืนยันว่า กรณีบัตรเสียยืนยันว่าเป็นบัตรเสีย เนื่องจากมีการเขียนคะแนนบนซองใส่บัตร

– 006

ตรรกะอะไรของ BioThai ที่ยก พิธา มาเทียบ ศุภจี

ตรรกะอะไรของ BioThai ที่ยก พิธา มาเทียบ ศุภจี

ตรรกะอะไรของ BioThai ที่ยก พิธา มาเทียบ ศุภจี

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.04 น.

การโพสต์บนเพจของ มูลนิธิชีววิถี หรือ BioThai ย่อมเป็นสิทธิ์ของทางเพจที่จะนำเสนอข้อมูลในมุมมองของตน แต่สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตคือตรรกะในการเลือกเปรียบเทียบตัวบุคคลในบทวิเคราะห์นโยบายเกษตร ที่จงใจยกนักการเมืองคนหนึ่งขึ้นมานำเสนอราวกับเป็นเจ้าของแนวคิดที่ลึกซึ้งกว่าใคร

การหยิบเอา “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” บุคคลซึ่งปัจจุบันถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ไม่มีสถานะบริหารราชการแผ่นดินและไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ มาวางขนานกับ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวจริง จึงเป็นภาพที่ชวนให้เกิดความรู้สึกย้อนแย้งอย่างยิ่ง

ภาพดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามรักษาพื้นที่ให้กับเครือข่ายอุดมการณ์เดียวกัน โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าสถานะและบทบาทของทั้งสองฝ่ายนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในโลกแห่งการบริหารราชการแผ่นดินยุคปัจจุบัน

การเลือกบุคคลรายนี้มาเป็นตัวแทนแนวคิดเชิงโครงสร้าง สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของกลุ่มก้อนที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกับ พรรคส้ม อย่างปฏิเสธไม่ได้ ในเมื่อ BioThai ซึ่งเป็นกลุ่มเอ็นจีโอที่มีแนวคิดใกล้เคียงกับพรรคส้มต่างขับเคลื่อนประเด็นสอดรับกันมาตลอด การใช้พื้นที่ของตนเพื่อสนับสนุนคนในขบวนการเดียวกันจึงเป็นทิศทางที่เห็นได้ชัดเจน

แต่กรณีนี้ชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่า การโพสต์เพื่อพยายามดึงผู้บริหารประเทศตัวจริงที่กำลังทำงานอยู่ ลงมาวางเทียบกับบุคคลที่ไม่เคยมีประสบการณ์บริหารประเทศ และปัจจุบันทำหน้าที่เป็นเพียงคณะทำงานทางวิชาการอยู่ในต่างแดนนั้น เป็นสิ่งที่ดูขัดกับความเป็นจริงของโลกการทำงาน

ในขณะที่ฝั่งหนึ่งต้องรับผิดชอบนโยบายระดับประเทศ แต่อีกฝั่งกลับมีบทบาทเพียงผู้สังเกตการณ์ ความพยายามจับคู่เปรียบเทียบครั้งนี้จึงดูเบาบางในเชิงน้ำหนักและเหตุผลตั้งแต่ต้น

ประเด็นที่ชวนให้ฉงนใจที่สุด คือความพยายามแยกวิธีคิดด้านเกษตรออกมานำเสนอว่าโดดเด่น ทั้งที่ในความเป็นจริง ความน่าเชื่อถือไม่อาจแยกออกจากวิสัยทัศน์โดยรวมที่เขามีต่อโลกได้ โดยเฉพาะทัศนะด้านความมั่นคงที่เคยฝากไว้ในทำนองว่า “มีทหารไว้ทำไม” หรือการมองว่ายุคนี้ไม่มีการรบกันแบบเดิมแล้ว และกองทัพอาจไม่จำเป็นหากผู้นำฉลาดพอ

วิธีคิดเช่นนี้สวนทางกับวิกฤตการณ์โลกอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะไฟสงครามในอิหร่านและตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน พลังงาน และความมั่นคงทางอาหารที่สั่นคลอนไปทุกหย่อมหญ้า

ยิ่งเมื่อภาพลักษณ์ปัจจุบันที่ปรากฏ มักเน้นไปที่การใช้ชีวิตส่วนตัวในต่างแดน และความเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ส่วนตัวมากกว่าบทบาทของผู้นำที่พร้อมจะแบกรับภาระการบริหารรัฐกิจที่ตึงเครียด ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของนักบริหารที่มีวิสัยทัศน์ดูห่างไกลออกไปทุกที

สถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกในปัจจุบันจึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า วิสัยทัศน์ความมั่นคงที่เคยนำเสนอนั้นไม่สอดคล้องกับความจริงเพียงใด แต่ BioThai กลับยังเลือกที่จะนำวิธีคิดของบุคคลที่มีประวัติการประเมินสถานการณ์คลาดเคลื่อน มาวางเทียบกับมือบริหารที่มีประสบการณ์ระดับสากล และต้องรับผิดชอบชีวิตเกษตรกรท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกของจริง

การพยายามนำเสนอนักการเมืองที่ยังไม่เคยผ่านบทพิสูจน์งานบริหาร ให้ดูเป็น “นักคิดเชิงโครงสร้าง” ขณะที่มองผู้บริหารตัวจริงเป็นเพียงคนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นเพียงการแสดงออกถึงมุมมองที่อาจจะปิดบังข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ไปบ้าง

เมื่อวิสัยทัศน์พื้นฐานต่อความปลอดภัยของประเทศยังมีจุดอ่อน และการวางตัวหันไปเน้นเรื่องส่วนตัวมากกว่างานนโยบาย น้ำหนักความเชื่อถือในวิธีคิดด้านเกษตรของบุคคลที่ถูกตัดสิทธิ์และไร้สถานะทางการเมืองไปแล้ว จึงแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สังคมยอมรับว่าเป็นแนวทางที่ใช้งานได้จริงในระดับบริหาร

สิ่งที่ปรากฏจากการโพสต์ของ BioThai ครั้งนี้ จึงเป็นเพียงภาพสะท้อนของการทำงานที่สอดประสานกันของเครือข่ายอุดมการณ์ เพื่อรักษาพื้นที่ยืนให้กับคนในกลุ่มก้อนของตนเองมากกว่าการมุ่งวิเคราะห์นโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

การเห็นกลุ่มเอ็นจีโอออกมาสนับสนุนกันเอง หรือหยิบยกแนวคิดของคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาชมกันเองในพื้นที่ของตนเช่นนี้ จึงเป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ในมุมของคนภายนอกกลับมองว่าเป็นเรื่องที่ชวนให้ฉงนใจมากกว่าจะสร้างความคล้อยตาม

ในเมื่อคนในกลุ่มเดียวกันพยายามสร้างน้ำหนักให้กันและกัน โดยเลือกที่จะมองข้ามความคลาดเคลื่อนทางวิสัยทัศน์ของบุคคลที่ตนเชิดชู บทสรุปที่ออกมาจึงเป็นเพียงกิจกรรมทางการสื่อสารที่หมุนวนอยู่ในพื้นที่ของตนเองไปวันๆ เท่านั้น.

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นายกฯ ถก ศบก. เอกนิติยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ-หน้าปั๊มเพียงพอ

นายกฯ ถก ศบก. เอกนิติยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ-หน้าปั๊มเพียงพอ

นายกฯ ถก ศบก. เอกนิติยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ-หน้าปั๊มเพียงพอ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.49 น.

“นายกฯ”ถก”ศบก.” “เอกนิติ”ยันน้ำมันดิบยังมีอยู่เยอะ 90 วันสบายๆ น้ำมันหน้าปั๊มยังพอ ย้ำเงินยังไม่หมดตู้เอทีเอ็ม เร่งสื่อสารกับ ปชช. กำชับบริหารขนส่ง-โลจิสติกส์

15 มีนาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ , พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และคณะกรรมการ ศบก.เข้าร่วมประชุม โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก.ติดภารกิจตรวจราชการที่จังหวัดพัทลุง จึงวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้ามาร่วมประชุมแทน

โดย นายเอกนิติ กล่าวว่า น้ำมันดิบเรามีแน่นอน เพราะน้ำมันเอามากลั่น 90 วันสบายๆ กระทรวงพลังงานเล่าให้ฟัง วันนี้ยังเหลืออีกเยอะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เกิดในเรื่องของการบริหารจัดการในเรื่องของการขนส่ง การทำให้หน้าปั๊มประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันเพียงพอ ตามที่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) บอกว่าตู้เอทีเอ็มเงินจะหมด แต่ความจริงแล้วมันยังมีเงินอีกเยอะ วันนี้การบริหารจัดการต้องให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าน้ำมันมีอยู่เยอะ ซึ่งความต้องการจากผู้ค้าต่างๆ ได้รับการยืนยัน จากผู้ประกอบการปั้มพีทีที ปั้มบางจาก และผู้ค้ารายใหญ่ทั้งหมด ยืนยันว่าน้ำมันยังไม่หมด ยังอยู่เยอะ แต่เรื่องการบริหารจัดการการขนส่งสิ่งที่เราต้องสื่อสารกับประชาชนคือเราต้องสื่อสารว่าน้ำมันมีเพียงพอที่หน้าปั๊ม และเราต้องบริหารจัดการเรื่องการขนส่ง

“วันนี้ นอกจากประชาชนมาเติมหน้าปั๊มตามปกติแล้ว ยังมีภาคอุตสาหกรรมที่ปกติไม่ได้เติมหน้าปั๊ม ทำให้ความต้องการหน้าปั๊มมีมากขึ้น คนเลยรู้สึกว่าน้ำมันจะหมด อันนี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการ ซึ่งสรุปว่าวันนี้สิ่งที่ต้องทำคือ 1.การสื่อสารกับประชาชน ซึ่งวันนี้มีผู้ค้าน้ำมันมายืนยันว่าน้ำมันเพียงพอแน่  2.ต้องฝากกระทรวงพลังงานเรื่องการบริหารขนส่ง และโลจิสติกส์ โดยควรจะต้องมีรายละเอียดบอกเลยว่ามันตรงไหนที่กำลังใกล้ขาดก็บริหารไปเติม เลขา ศสช.บอกว่าเอทีเอ็มบางแห่งขาดก็เอาเงินมากองว่ามันมีเพียงพอ และ 3.เรื่องภาคอุตสาหกรรมที่ทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้บอกว่าจะต้องหาทางจัดการ โดยนายพิพัฒน์เสนอบริหารจัดการน้ำมันภาคอุตสาหกรรมไม่ต้องมาแย่งกับภารประชาชนอุตสาหกรรม ก็ต้องมีช่องทาง” นายเอกนิติ กล่าว

ด่วน!ปค.สั่งระงับทันที ยกเลิก ปชน.เชื่อมระบบยืนยันตัวตน เซ่นปมข้อมูลสมาชิกรั่วไหล

ด่วน!ปค.สั่งระงับทันที ยกเลิก ปชน.เชื่อมระบบยืนยันตัวตน เซ่นปมข้อมูลสมาชิกรั่วไหล

ด่วน!ปค.สั่งระงับทันที ยกเลิก ปชน.เชื่อมระบบยืนยันตัวตน เซ่นปมข้อมูลสมาชิกรั่วไหล

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.23 น.

15 มีนาคม 2569 สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง เผยแพร่เอกสาร “กรณีข้อมูลของประชาชนเกิดการรั่วไหลในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อตัว-ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และข้อมูลอื่นๆ เป็นต้น”

ตามที่ปรากฏข่าวสารกรณีพรรคประชาชน ได้ตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอกในการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาต นั้น

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน สํานักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอเรียนชี้แจง ดังนี้

1.การดําเนินการของหน่วยงานรัฐ

(1) กรมการปกครอง โดยสํานักบริหารการทะเบียน ได้แจ้งยกเลิกการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบพิสูจน์ และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงใช้โปรแกรมสําหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจําตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น.เป็นต้นไป และได้แจ้งให้จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลให้กรมการปกครองทราบ เพื่อคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และดําเนินการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสําคัญของข้อมูล และพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ กับทุกหน่วยงานด้วยนโยบาย การรักษาความลับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

(2) กรณีที่มีการนําข้อมูลบัตรประจําตัวประชาชนของประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือใช้เกินวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกําหนด หรือการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมิได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ที่เหมาะสม หากตรวจพบว่ามีการกระทําความผิด สํานักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง จะพิจารณาเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือร้องเรียนเพื่อให้มีการพิจารณาโทษทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กับผู้กระทําความผิด ต่อไป

2.กรณีหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับการอนุญาตให้เชื่อมโยงข้อมูล มีการปล่อยปะละเลยให้มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทําผิดกฎหมาย หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยไม่ชอบ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่

(1) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

– เปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรโดยมิชอบ

(2) พระราชบัญญัติบัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

– เข้าถึงข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจําอันมิใช่ข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนบัตรโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร

(3) พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA)

– การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีฐานกฎหมาย

– โทษ: โทษทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา

(4) พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560

– หากมีการนําข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น

(5) กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง

– หากการได้มาของข้อมูลนําไปใช้เกี่ยวกับการสมัครสมาชิกพรรค หรือกิจกรรมทางการเมืองโดยมิชอบ ทั้งนี้ การพิจารณาความผิดต้องขึ้นอยู่กับ ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ

3.สิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล

หากมีการนําข้อมูลหน้าบัตรประชาชนของบุคคลไปใช้โดยมิชอบ เช่น บริการทางการเงิน เปิดบัญชีทําธุรกรรมต่างๆ เป็นต้น จนทําให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเสียหาย เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิด ที่มีโทษอาญา และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่

(1) ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(2) ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 – 268 ซึ่งมีโทษจําคุกสูงสุดถึงสิบปี และหรือมีโทษปรับสูงสุดถึงสองแสนบาท

(3) ความผิดเกี่ยวกับการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(4) ความผิดเกี่ยวกับเปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร ตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 49 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(5) หากมีการเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจําโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตรจะเป็นความผิด ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

(6) ร้องเรียนต่อสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีอํานาจหน้าที่ในการตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ตรวจสอบการกระทําที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายที่ทําให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

4.แนวทางการจัดทําบัตรประจําตัวประชาชนใหม่

ในกรณีที่ประชาชนมีความกังวลว่าข้อมูลบนบัตรประชาชนอาจถูกนําไปใช้ในทางมิชอบ สามารถดําเนินการได้ ดังนี้

(1) ติดต่อ สํานักทะเบียนอําเภอ/เขต เพื่อขอทําบัตรประชาชนใหม่

(2) กรณีมีเหตุจําเป็น เช่น ข้อมูลอาจถูกนําไปใช้ในทางมิชอบ เจ้าหน้าที่สามารถพิจารณาดําเนินการออกบัตรใหม่ได้ตามระเบียบแต่ยังคงต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่ระเบียบกฎหมายกําหนด (ค่าธรรมเนียม 100 บาท)

(3) โดยเลขประจําตัวประชาชนยังคงเดิม แต่จะมีเลขหลังบัตร (Laser ID) ใหม่

พิพัฒน์–นิพนธ์ ร่วมทำบุญ 109 ปีเมืองหาดใหญ่ ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีฯ

พิพัฒน์–นิพนธ์ ร่วมทำบุญ 109 ปีเมืองหาดใหญ่ ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีฯ

พิพัฒน์–นิพนธ์ ร่วมทำบุญ 109 ปีเมืองหาดใหญ่ ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีฯ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

“พิพัฒน์–นิพนธ์” ร่วมทำบุญเมืองหาดใหญ่ ตักบาตรพระ 1,109 รูป เนื่องในโอกาส 109 ปีเมืองหาดใหญ่ ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีฯ

15 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ร่วมงาน โครงการทำบุญเมืองหาดใหญ่ ตักบาตรพระ 1,109 รูป ภายใต้แนวคิด “109 ปี เมืองหาดใหญ่ รวมใจเติมบุญ หนุนพลัง Soft Power เยียวยามหาอุทกภัย” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ซุ้มประตูไชน่าทาวน์ ถนนศุภสารรังสรรค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ภายในพิธีมี พระเทพวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสงขลา เจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยประชาชนชาวสงขลาและผู้ศรัทธาจำนวนมากร่วมทำบุญตักบาตร บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเปี่ยมด้วยความศรัทธา

การจัดงานในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นการรวมพลังของชาวหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาในการทำความดีร่วมกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 109 ปีเมืองหาดใหญ่ พร้อมทั้งสะท้อนพลังของวัฒนธรรม ศรัทธา และความร่วมมือของประชาชนในการฟื้นฟูเมืองหลังจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา

กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเมืองหาดใหญ่ ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการที่เมืองหาดใหญ่กำลังกลับมามีชีวิตชีวา และพร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้มาเยือนจากทุกพื้นที่อีกครั้ง.

อ.วันวิชิต แนะรัฐสื่อสารข้อเท็จจริง เชื่อพลังงานไทยยังมั่นคง แม้สถานการณ์ไม่ปกติ

อ.วันวิชิต แนะรัฐสื่อสารข้อเท็จจริง เชื่อพลังงานไทยยังมั่นคง แม้สถานการณ์ไม่ปกติ

อ.วันวิชิต แนะรัฐสื่อสารข้อเท็จจริง เชื่อพลังงานไทยยังมั่นคง แม้สถานการณ์ไม่ปกติ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.12 น.

15 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ภายใต้บริบทความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนว่า ณ ปัจจุบันประเทศไทยยังมีความมั่นคงทางพลังงาน ถึงจะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติของปริบทโลกก็ตาม แน่นอน มีผลกระทบ ต่อการให้บริการประชาชนแน่แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตและรัฐบาลยังสามารถรับมือได้ กระนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ควรถูกสื่อสารต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในประเด็นความไม่แน่นอนของสงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานโลกในระยะต่อไป

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า ในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน การสื่อสารของภาครัฐมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยควรยึดหลักข้อมูลข้อเท็จจริง อธิบายบริบทเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานโลก และทำให้ประชาชนเข้าใจภาพรวมอย่างรอบด้าน เพื่อลดความตื่นตระหนกจากกระแสข่าวในโลกออนไลน์

“สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องกล้าพูดกับประชาชนว่า ขณะนี้สถานการณ์โลกไม่ปกติ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งย่อมมีผลต่อเศรษฐกิจและพลังงานทั่วโลก ประเทศต่างๆ จึงต้องเตรียมมาตรการรองรับ” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยรังสิต ยังเห็นว่า การรับมือกับสถานการณ์พลังงานในช่วงเวลานี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลเท่านั้น แต่ประชาชนเองก็ต้องปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการเตรียมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

“การสื่อสารที่ชัดเจนว่าประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จะทำให้สังคมเข้าใจและพร้อมปรับตัวมากขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว การรับมือกับวิกฤตระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและประชาชน” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

ทั้งนี้ ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่า หากรัฐบาลสามารถสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และอธิบายทิศทางการบริหารจัดการพลังงานของประเทศได้อย่างชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ และทำให้สังคมสามารถรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์โลกได้อย่างมีสติและเป็นระบบมากขึ้น

สำหรับประชาชนขอให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องระดับโลก จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ ใช้น้ำมันอย่างประหยัด และวางแผนการเดินทางล่วงหน้า , หลีกเลี่ยงการตุนเชื้อเพลิงเกินความจำเป็น ซึ่งอาจสร้างความตื่นตระหนกในสังคม , ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ , ปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน เช่น ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

“ประชาชนก็จำเป็นต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก ทั้งในเรื่องพลังงาน เศรษฐกิจ และรูปแบบการใช้ชีวิต ซึ่งอาจต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่”

ท้ายที่สุด การรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชน ทั้งในด้านการสื่อสารข้อมูล การใช้พลังงานอย่างมีสติ และการเตรียมพร้อมต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

– 006

ชมสด!ประชุมสภาฯนัดแรก โหวตประธานสภาฯ-รอง ปธ.คนใหม่

ชมสด!ประชุมสภาฯนัดแรก โหวตประธานสภาฯ-รอง ปธ.คนใหม่

ชมสด!ประชุมสภาฯนัดแรก โหวตประธานสภาฯ-รอง ปธ.คนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.56 น.

15 มีนาคม 2569 การประชุมนัดแรกของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เริ่มเวลา 09.30 น.โดย นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ประธานสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว เปิดการประชุม ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่ทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในการประชุมวันนี้ มีสมาชิกร่วมประชุมครบองค์ประชุม ซึ่งเรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญ

ก่อนจะเปิดให้มีการเสนอชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎร โดย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายโสถณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จากนั้น นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน ชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

เหล่าผู้แทนฯดี๊ด๊า ตบเท้าประชุมสภาฯคึกคัก (ประมวลภาพ)

เหล่าผู้แทนฯดี๊ด๊า ตบเท้าประชุมสภาฯคึกคัก (ประมวลภาพ)

เหล่าผู้แทนฯดี๊ด๊า ตบเท้าประชุมสภาฯคึกคัก (ประมวลภาพ)

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.51 น.

เหล่า ’ผู้แทนฯ‘ ดี๊ด๊า ตบเท้าประชุมสภาฯคึกคัก! ’ภูมิใจไทย‘ พรึ่บแต่งโทนน้ำเงินพร้อมเพรียง ขณะที่พรรคอื่นทักทายจับมือกันชื่นมื่น

15 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.28น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร  ชุดที่ 27 ปีที่1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อให้สส. ได้กล่าวปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ สำหรับบรรยากาศการประชุมก่อนการประชุม  สส.แต่ละพรรคเดินเข้าห้องประชุม ซึ่งเป็นไปด้วยความคึกคัก

โดยพรรคภูมิใจไทยพร้อมใจกันใส่เสื้อโทนสีน้ำเงิน นำทีมโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เดินเข้าห้องประชุมเคียงคู่มากับนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ ของพรรคภูมิใจไทย พร้อมบรรดาแกนนำพรรค เดินเข้าห้องประชุมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งจัดโซนให้นั่งพรรคร่วมรัฐบาล จะอยู่ฝั่งซ้ายห้องประชุม ขณะที่ฝ่ายค้านจะอยู่ฝั่งขวาของห้องประชุม 

โดยพรรคภูมิใจไทย ได้นัดกันใส่เสื้อโทนสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีของพรรค นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะสส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินนำสส.เข้าสู่ห้องประชุม เคียงข้างมากับนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ แคนดิเดตประธานสภาฯ ของพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทักทาย สส.ต่างพรรค โดยมีนายจุลพันธ์ อรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เข้าไปจับมือด้วยความยินดี 

ขณะที่พรรคเพื่อไทย 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้นั่งเคียงคู่กัน นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ โดยมีสส.พรรคเพื่อไทย เข้าไปถ่ายรูปเป็นระยะๆ

นอกจากนี้แล้วยังพบว่านายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินเข้าไปจับมือและพูดคุย กับนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย แคนดิเดต รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ของพรรคเพื่อไทยด้วย

อย่างไรก็ตามในส่วนของพรรคกล้าธรรม ที่นั่งอยู่ด้านหน้าห้องประชุม ได้เดินเข้ามาพร้อมกัน โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาพรรค นำสส.พรรค เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ธรรมนัส เผยมติกล้าธรรม งดออกเสียงโหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

ธรรมนัส เผยมติกล้าธรรม งดออกเสียงโหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

ธรรมนัส เผยมติกล้าธรรม งดออกเสียงโหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.38 น.

“ธรรมนัส”เผยมติ”กล้าธรรม” งดออกเสียงโหวตประธานสภาฯ-รองประธาน กำชับ สส.ศึกษาข้อบังคับก่อนพูด ลั่นทำหน้าที่ให้ดีเพราะคนที่บ้านดูอยู่

15 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.20 น.ที่ห้อง 202 อาคารรัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมเป็นประธานการประชุม สส.เพื่อหารือถึงทิศทางการโหวตประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่เข้าสู่การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เต็มรูปแบบหลังจากที่เมื่อวันที่ 14 มี.ค.ก็ยินดีกับทุกท่านที่มาถึงวันนี้ ทุกคนมีความยากลำบากกว่าจะมาถึงวันนี้ ปฏิญาณตนเมื่อเข้าประชุมสภาเราก็ต้องกล่าวปฏิญาณตนทำหน้าที่ ซึ่งพวกท่านสามารถพูดได้ตลอดเวลา ท่านอยากจะพูดอะไรก็พูดได้แต่ก็ต้องอ่านข้อบังคับให้ดีๆ ตนเป็น สส.มา 3 สมัย ยังจำไม่ได้เลย ต้องทำหน้าที่ให้ดีเพราะคนที่บ้านดูอยู่ว่าเมื่อไหร่ท่านจะกดไมค์พูด ซึ่งก็มีการถ่ายทอดสดทีวีรัฐสภา โดยส่วนใหญ่จะมีการประชุม สส.ในวันพุธและวันพฤหัส ยกเว้นในกรณีที่มีวาระสำคัญ เช่น การประชุม 2 สภา สส.และ สว.

จากนั้นเวลา 09.25 น. ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยภายหลังประชุมพรรคกล้าธรรม ถึงทิศทางการโหวตประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ว่า ที่ประชุม สส.พรรคกล้าธรรม มีมติงดออกเสียงในการเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ