เริ่มแล้ว!ประชุมสภาฯนัดแรก โสภณ ชิงดำ พริษฐ์ ศึกเก้าอี้ประธานสภาฯ (ประมวลภาพ)

เริ่มแล้ว!ประชุมสภาฯนัดแรก โสภณ ชิงดำ พริษฐ์ ศึกเก้าอี้ประธานสภาฯ (ประมวลภาพ)

เริ่มแล้ว!ประชุมสภาฯนัดแรก โสภณ ชิงดำ พริษฐ์ ศึกเก้าอี้ประธานสภาฯ (ประมวลภาพ)

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

15 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.28 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) นัดแรก ที่มีนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกอาวุโสสูงสุด อายุ90ปี ทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวของที่ประชุม ทั้งนี้การเปิดประชุมนัดแรกเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าเวลาที่นัดหมาย เกือบครึ่งชั่วโมง เนื่องจากรอความพร้อมของสมาชิก ทั้งนี้ เมื่อเปิดประชุมมา นายศิโรจน์ แพทย์พันธ์ุ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้อ่านข้อบังคับการประชุมให้นายไพโรจน์ ที่มีอาวุโวสูงสุด ขึ้นมาทำหน้าที่ประธานฯชั่วคราว จากนั้นประธานฯ ได้แจ้งต่อที่ประชุมให้ สส.ทั้ง498 คน ที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผ่านการรายงานตัวต่อสภาฯ ปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พร้อมกล่าวนำปฏิญาณตน

จากนั้นได้เข้าสู่ระเบียบวาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยประธานฯได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงขั้นตอนการโหวตเลือกประธานสภาฯตามข้อบังคับการประชุมฯ ที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ และเมื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อแสดงวิสัยทัศน์เสร็จสิ้นจะมีการลงมติต่อไป ทั้งนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนลุกขึ้นเสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ โดยมีผู้รับรองถูกต้อง ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ มีผู้รับรองถูกต้องเช่นกัน

จากนั้น นายโสภณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนต้องขอบพระคุณพรรคภูมิใจไทย สมาชิกพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกที่ได้เสนอชื่อตนในการเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ตนอยู่ในสภานิติบัญญัติตนได้เห็นการทำงานตั้งแต่รุ่นสภารุ่นก่อน ตั้งแต่ยกชาร์จในการทำงานเพื่ออภิปรายให้ข้อมูล จนมาถึงยุคปัจจุบันใช้เอไอ ในการทำงาน ฉะนั้นจากประสบการณ์ที่เห็นก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย ตนหวังว่าในสภาชุดนี้จะได้ล้อมรวมเอาประสบการณ์ดีดีในอดีตและความรู้ทันสมัยในสมัยใหม่มาใช้ในการทำงานสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพี่น้องประชาชน

นายโสภณ กล่าวต่อว่า เราได้ขันอาสาพี่น้องประชาชนมาทำงานเพื่อพัฒนาแก้ปัญหาประเทศนี้โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภาและอำนาจหน้าที่ของสถาบันนิติบัญญัติก็คือสภาผู้แทนแห่งนี้มี 3 ประการ1.นำเรื่องที่พี่น้องประชาชนทุกข์ร้อนมาบอกกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ หรือตั้งญัตติตนอยากเห็นสภานี้ได้ใช้กลไกนี้นำเรื่องทุกข์ร้อนมาบอกกล่าวเพื่อให้ฝ่ายบริหารไปปฏิบัติอย่างเป็นรูป 2.การตรวจสอบระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารอยากเห็นฝ่ายตรวจสอบที่มีคุณภาพและมีความสมดุลย์เป็นเหตุเป็นผลในการทำงานทั้งสองฝ่ายเพื่อพี่น้องประชาชน 3.การบัญญัติกฎหมาย ออกกฏหมาย เราทราบดีว่าขณะนี้สถานการณ์ของโลกอยู่ท่ามกลางวิกฤต ทั้งวิกฤตของการค้าเศรษฐกิจสังคมการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของโลก รวมถึงวิกฤตความขัดแย้งจนนำไปสู่สงคราม ตนอยากเห็นสภาแห่งนี้เป็นหลักฟันฝ่าวิกฤตเหล่านี้ไปเคียงคู่กับรัฐบาล คือใช้กฎหมายใช้นิติบัญญัติในการฝ่าวิกฤต 

“ในอดีตเราได้เห็นการเสนอกฎหมายส่วนใหญ่จะเป็นกฎหมายจากรัฐบาลครั้งนี้ ผมอยากเห็นเสนอกฎหมายที่ออกจากสภาแห่งนี้ให้สภาแห่งนี้เสนอกฎหมายต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือสำหรับให้ฝ่ายบริหารไปทำงาน เราได้มีกฎหมายที่ล้าสมัยเป็นจำนวนมากทางไม่สามารถบังคับใช้ได้ทั้งไม่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ผมหวังว่าในสภาชุดนี้ในเรื่องนิติบัญญัติจะต้องสังคยานา กฎหมายเหล่านั้น กฎหมายที่ทันสมัยและเป็นอุปสรรคต่อพี่น้องประชาชนมาสังคายนาปรับปรุงยกเลิกให้เร็วที่สุด ส่วนกฎหมายกฎหมายใหม่ที่จะมานำเสนอเพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารได้ไปทำงานเป็นกฎหมายที่ต้องทันสมัยเป็นกฎหมายที่ทันกับเหตุการณ์การพัฒนาการของโลกและวิวัฒนาการของประเทศปัญหาของประเทศให้ทัน ไม่ไม่ว่าจะเป็นการค้าต่างประเทศหรือสังคมจะต้องใช้กฎหมายที่ทันสมัยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ในอดีตเราเห็นการเสนอกฎหมายใช้เวลา สมัยประชุมหรือแม้แต่สมัยสภาผู้แทนราษฎรยังไม่สามารถออกกฏหมายได้ ฉะนั้นในความเห็นของตน คิดว่าประชาชนไม่พึงปรารถนา ที่จะให้สภานี้ใช้วาทกรรม เอาชนะกันโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะได้รับ ตนคิดว่าประชาชนอยากเห็นการบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือที่จะให้รัฐบาลไปทำอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นหวังอย่างยิ่งว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้จะได้ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำงานในการเสนอกฎหมาย

“สภาแห่งนี้เป็นสภาที่พึ่งที่หวังของประชาชนเป็นต้นแบบถ้าเราไม่สามารถที่จะทำสภาแห่งนี้เพื่อสร้างความศรัทธาเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีให้ ให้เป็นสภาที่สง่างามเราก็ยากที่จะทำให้คำว่าประชาธิปไตย เกิดขึ้นในประชาธิปไตยที่เราต้องการในการที่เราจะนำพาไปพัฒนาประเทศ ในส่วนของตนในฐานะ ที่ได้รับเสนอชื่อ ตนก็ภาวนาที่จะทำงานอย่างเที่ยงธรรมซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน จรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นายโสภณ กล่าว

ขณะที่ นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่งว่า ตนเข้าใจดีว่าการเสนอชื่อตนในวันนี้ เป็นการเสนอชื่อที่ไม่ได้คาดหวังให้เป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปให้ทําหน้าที่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พวกเราพรรคประชาชนชัดเจนมาโดยตลอด ว่าเราเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่ง ในการเดินหน้าเป็นแกนนําจัดตั้งรัฐบาล และวันนี้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ว่าได้รวบรวมเสียงครบเพียงพอแล้ว และคงถูกพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ในการเลือกประธานสภา แต่ในฐานะแกนนําพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาชนเรามองว่า บทบาทของเราไม่ได้จํากัดอยู่เพียงแค่การตรวจสอบรัฐบาล และการผลักดันกฎหมายในสภาเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบทบาทของการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางที่เราเห็นว่าประเทศนั้น ควรจะเดินไป เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลได้รับไว้พิจารณา และเพื่อให้เป็นทางเลือกให้ประชาชนใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคต

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ภารกิจที่สําคัญที่สุดของประธานสภาฯในเวลานี้ คือการกอบกู้ความไว้วางใจ ที่พี่น้องประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร แม้สภาผู้แทนราษฎรจะเป็นองค์กรเดียวในระดับชาติที่มาจากการเลือกของประชาชน แต่หลายครั้งสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็กลับทําลายศรัทธาของประชาชนไปมากเช่นกัน หากถามว่า แล้วประธานสภาจะสามารถทําอะไรได้ในเรื่องนี้ ข้อบังคับการประชุมสภา ที่ 9(1) บัญญัติว่าประธานสภาต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นกลางระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรค ระหว่างสมาชิกทุกคน ใครหรือพรรคไหนทําผิดข้อบังคับประธานสภาก็ต้องตักเตือน หรือใครเสนอญัตติ กฎหมายอะไร ประธานสภาก็ต้องปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากอยากให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้เป็นองค์กรที่พี่น้องประชาชนฝากความหวังไว้ได้ มี 4 เรื่องสำคัญ ที่ตนเองมองว่า 1.ประธานสภาคนต่อไปจะต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการหยุดอยู่กับที่และการเดินไปข้างหน้า อยากเห็นสภาของเราใช้ประโยชน์มากกว่านี้ จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น การจัดทําระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคําอภิปรายของ สส.ทั้งในห้องประชุมใหญ่และในห้องประชุมกรรมาธิการ และการเพิ่มความเป็นไปได้ของการประชุมออนไลน์ เพื่อให้สภาสามารถตอบสนองวิกฤตของประชาชนได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น โดยไม่ต้องรอวาระการประชุมปกติ 2.ต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างการปกปิดและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปทํางานและจ่ายเงินเดือนให้นั้น ทํางานคุ้มค่ากับภาษีหรือไม่ เช่นการจัดทําและเผยแพร่แดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนเข้ามาติดตามได้ทันที และการสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดสดประชุมคณะกรรมาธิการเช่นเดียวกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 3.ต้องไม่วางตัวเป็นกลาง ระหว่างการเผาผลาญ กับการปกป้องภาษีของประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สิ่งสุดท้ายที่ประชาชนอยากเห็น คือการเห็นผู้แทนที่เขาเลือกเข้าไปใช้ภาษีอย่างฟุ่มเฟือย แต่ประธานสภาผู้ควรเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่นํามาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ สภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ลงทุนกับการตกแต่งสภามากกว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้น หวังว่าประธานสภาคนต่อไป จะลุกขึ้นมาเป็นหัวหอกสําคัญปรับหรือตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่จําเป็น เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แม้จะต้องขัดกับสมาชิกในที่นี้ 4.จะต้องไม่วางตัวเป็นกลางระหว่างอํานาจของใครไม่กี่คนกับอํานาจของประชาชน สภาฯชุดไหนที่ไม่ปกป้องอํานาจของประชาชน ความเหมือนกับสภาที่ไม่ปกป้องเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรตนเอง

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันที่ประชาธิปไตยของเราถูกบีบให้อ่อนแอ อํานาจของประชาชนมีความอ่อนล้า เสียงของประชาชนถูกบีบให้เบาลง ตนเองหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาคนถัดไปจะถือธงนํา ในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคน ไม่ให้ถูกขัดขวาง ถูกบิดเบือน โดยอํานาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน และต้องทําทุกวิถีทางเพื่อให้การได้มาขององค์กรอิสระ เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากพี่น้องประชาชน ในฐานะตัวแทนจาก สส. 500 คนที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นประธานสภาจะต้อง มีบทบาทสําคัญในการรวมพลังทุกพรรค และสมาชิกทุกคน เพื่อมาตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อทําให้สังคมเชื่อมั่นและมั่นใจว่า การเลือกตั้งครั้งถัดไปจะเสรี เป็นธรรม และโปร่งใส

“นอกจากนี้ ประธานสภาฯคนถัดไปยังต้องทําให้การเดินหน้าจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน ทุกชุดความคิด เพื่อตอบสนองความต้องการ ที่ได้แสดงออกผ่านการทําประชามติ คําถามที่สําคัญที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่คําถามว่า ใครเป็นประธานสภา แต่คือคําถามที่ว่า 4 ปีข้างหน้านี้ สภาฯ แห่งนี้จะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอํานาจสูงสุดในประเทศ กับกลุ่มอํานาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจมีความพยายามในการครอบงําผู้แทนราษฎร” นายพริษฐ์ กล่าว

– 006

อัษฎางค์เตือนนักการเมือง ชำแหละ 6 จุดสลบพังเพราะด้อม นิ่งเฉยเท่ากับดับอนาคตตัวเอง

อัษฎางค์เตือนนักการเมือง ชำแหละ 6 จุดสลบพังเพราะด้อม นิ่งเฉยเท่ากับดับอนาคตตัวเอง

อัษฎางค์เตือนนักการเมือง ชำแหละ 6 จุดสลบพังเพราะด้อม นิ่งเฉยเท่ากับดับอนาคตตัวเอง

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.33 น.

15 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า พังเพราะด้อม | บทวิเคราะห์การตลาดทางการเมือง #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

นอกจากผมจะเรียนรัฐศาสตร์มา และผมก็เรียนบริหารธุรกิจมาด้วย วิชาการตลาดและการสร้างแบรนด์เป็นวิชาที่ผมทำคะแนนได้ดีมาก ดังนั้นผมอยากจะนำปัญหาเรื่องด้อมมาวิเคราะห์ให้ดูว่าเป็นอย่างไร และขอออกตัวก่อนว่า ผมไม่ได้เจาะจงที่ด้อมของใคร แต่พรรคการเมืองและนักการเมืองระดับแนวหน้าแต่ละคนมีด้อมกันทั้งนั้น และด้อมเหล่านี้ให้คุณและโทษไปพร้อมกัน

______________________________________________

ปรากฏการณ์ “ด้อมการเมือง” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ และเป็น “โรคติดต่อทางการเมือง” ที่ลุกลามไปในหลายกลุ่ม
บทวิเคราะห์การตลาดทางการเมือง: #พังเพราะด้อม เมื่อ Brand Loyalty กลายพันธุ์เป็น Brand Toxicity
ในสมรภูมิการเมืองยุคดิจิทัล นักการเมืองและพรรคการเมืองมีสถานะไม่ต่างจาก “แบรนด์ (Brand)” หรือ “เมน (Main)” ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนระดับฮาร์ดคอร์ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “ด้อม” นั้น คือ “Brand Evangelist” หรือลูกค้าผู้ภักดีขั้นสุดยอด

______________________________________________

คำว่า “เมน” (Main) คืออะไร?
ในวัฒนธรรมแฟนคลับ (Fandom Culture) คำว่า “เมน” ย่อมาจากคำว่า “Main” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า “หลัก” หรือ “ตัวหลัก” ครับ
ในวงการบันเทิงหมายถึง ศิลปินหรือดาราคนโปรดอันดับหนึ่งในวงกอดที่แฟนคลับคนนั้นทุ่มเทความรักและสนับสนุนอย่างเต็มที่
ในทางการเมืองและการตลาด เมื่อนำมาใช้ในบริบทนี้ “เมน” จะหมายถึง นักการเมือง พรรคการเมือง หรือผู้นำ ที่กลุ่มผู้สนับสนุน (ด้อม) มอบความจงรักภักดีให้สูงสุด (Brand Loyalty) เป็นศูนย์กลางความศรัทธาที่ด้อมพร้อมจะออกมาปกป้องและตอบโต้ทุกเสียงวิจารณ์

______________________________________________

ในทางทฤษฎีการตลาด การมี Evangelist (ลูกค้าผู้ภักดีขั้นสุดยอด) ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล แต่เมื่อใดก็ตามที่ความภักดี (Brand Loyalty) สูญเสียสมดุลและแปรเปลี่ยนเป็นความคลั่งไคล้ที่ปฏิเสธการตรวจสอบ ปรากฏการณ์ #พังเพราะด้อม จึงอุบัติขึ้น นี่คือวิกฤตทางการสื่อสารที่สามารถทำลายอนาคตของ “เมน” ได้อย่างย่อยยับ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ขั้วการเมืองใดขั้วหนึ่ง แต่เป็น “พฤติกรรมร่วม” ที่เกิดขึ้นกับฐานแฟนคลับของหลายพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นด้อมสีใดก็ตาม เมื่อความรักทำงานร่วมกับอัลกอริทึม นี่คือกลไกความเสียหายที่แบรนด์การเมืองต้องเผชิญ

1. ดาบสองคมของ “ลูกค้าผู้ภักดีขั้นสุดยอด” (Brand Evangelist)
ในด้านดี “ด้อม” คือกระบอกเสียงที่สร้าง Earned Media มหาศาล ช่วยกระจายผลงาน (Organic Reach) และเป็นเกราะป้องกันแบรนด์ในยามวิกฤต (Crisis Defense)
แต่ “เส้นแบ่ง” ระหว่างผู้สนับสนุนที่ดีกับแฟนคลับที่เป็นพิษ (Toxic Fanbase) อยู่ที่ “การเปิดรับความเห็นต่าง” เมื่อด้อมเริ่มตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์ (Gatekeeper) ที่กำหนดว่า “ห้ามวิจารณ์ ห้ามสงสัย ต้องสรรเสริญเท่านั้น” การปกป้องแบรนด์จะกลายเป็นการคุกคาม (Harassment) ต่อบุคคลภายนอกทันที

2. กับดัก Algorithm ที่ขยายความก้าวร้าว
พฤติกรรมก้าวร้าวของด้อมไม่ได้เกิดจากนิสัยส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ถูกหล่อหลอมโดยโครงสร้างของแพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดียมีระบบ Algorithm ที่ให้รางวัลกับเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์โกรธหรือความขัดแย้ง เมื่อด้อมรวมหัวกันไป “ถล่ม” ผู้ที่ตั้งคำถาม อัลกอริทึมจะยิ่งดันโพสต์เหล่านั้นให้มองเห็นมากขึ้น ด้อมอาจคิดว่าตนกำลังชนะคดีในโลกออนไลน์ แต่ในความเป็นจริง พวกเขากำลัง “ประจานความคับแคบของแบรนด์” ให้คนทั้งแพลตฟอร์มเห็น

3. กลไกการทำลายล้างภาพลักษณ์แบรนด์
• การปล้นภาพลักษณ์ (Brand Hijacking): แม้ตัวนักการเมืองจะวางตัวเป็นผู้ใหญ่ สุขุม และมีเหตุผล แต่สังคมจะนำพฤติกรรมก้าวร้าวของด้อมมาประทับตราเป็น “ภาพลักษณ์ของนักการเมือง” ทันที แบรนด์ที่เคยดูน่าเชื่อถือจะกลายเป็นแบรนด์ที่เป็นพิษ
• การหดตัวของตลาด: การเติบโตทางการเมืองต้องอาศัยเสียงจากกลุ่มสวิงโหวต แต่ความก้าวร้าวของด้อมคือการสร้างกำแพงที่ผลักไสคนตรงกลางออกไป เพราะไม่มีใครอยากเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในสังคมที่แตะต้องไม่ได้
• การทำลายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์: การที่ด้อมพุ่งเป้าโจมตีกระบอกเสียง สื่อ หรือนักวิเคราะห์ที่มีจุดยืนทางอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน เพียงเพราะมีข้อสงสัยบางประการ คือการผลักมิตรให้เป็นศัตรู ทำให้แบรนด์โดดเดี่ยวในระยะยาว
• ความเสี่ยงต่อโครงสร้างแบรนด์: ในทางการเมืองมีทั้งแบรนด์บุคคล (นักการเมือง) และแบรนด์องค์กร (พรรคการเมือง) หากแบรนด์บุคคลถูกด้อมทำให้แปดเปื้อน ความเสียหายนั้นสามารถลุกลามไปบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของพรรค (House Brand) ได้ทั้งระบบ

4. กรณีศึกษา: การบริหารจัดการ Fandom
หากมองไปที่อุตสาหกรรม K-Pop ค่ายเพลงตระหนักดีถึงวิกฤต #พังเพราะด้อม พวกเขาจึงมีระบบจัดการที่เด็ดขาด เช่น การออกแถลงการณ์เตือน หรือแบล็กลิสต์แฟนคลับที่คุกคามผู้อื่น เพื่อรักษาสถานะ (Positioning) ของศิลปิน หรือในวงการการเมืองต่างประเทศ ผู้นำที่พึ่งพาฐานแฟนคลับสุดโต่ง (Populisim) มักจะเผชิญทางตันในการบริหารประเทศจริง เพราะฐานแฟนคลับเหล่านั้นสร้างความแตกแยกจนไม่สามารถหลอมรวมเสียงส่วนใหญ่ได้

5. ภาวะวิกฤตจากความเงียบของเมน
เมื่อแฟนคลับสร้างความเสียหายและคุกคามบุคคลอื่น หาก “เมน” เลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่มีการออกมาปรามหรือกำหนดมารยาทร่วมกัน (Community Guidelines) ในทางการบริหารภาวะวิกฤต สังคมจะตีความว่านักการเมืองท่านนั้น “เห็นดีเห็นงาม” หรือ “ควบคุมฐานเสียงตัวเองไม่ได้” ซึ่งเป็นการลดทอนภาวะผู้นำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

6. ทางออกและกลยุทธ์สำหรับนักการเมือง
นักการเมืองที่ชาญฉลาดต้องไม่ปล่อยให้ด้อมนำพาแบรนด์ไปสู่หายนะ “ความเงียบ” เมื่อแฟนคลับไปรังควานผู้อื่น จะถูกตีความว่าเป็นการเห็นพ้อง สิ่งที่ต้องทำคือ…
• การกำหนดกติกาและมารยาทของกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างชัดเจน
• การออกมาปฏิเสธพฤติกรรมความรุนแรงหรือการคุกคามอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำว่า “เรารับฟังทุกคำวิจารณ์ และไม่สนับสนุนการโจมตีส่วนบุคคล” วิธีนี้ไม่ใช่การหักหลังแฟนคลับ แต่เป็นการดึงสติและยกระดับวุฒิภาวะของกลุ่มผู้สนับสนุน
• เปลี่ยนวัฒนธรรมการเชียร์จากการ “ปกป้องแบบหลับหูหลับตา” เป็นการ “สนับสนุนด้วยข้อเท็จจริงและผลงาน”

บทสรุป

ฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่งคือพลัง แต่ฐานแฟนคลับที่ก้าวร้าวและปฏิเสธเหตุผลคือ “มะเร็งร้าย” ที่คอยกัดกินการเติบโต
ปรากฏการณ์ #พังเพราะด้อม เป็นกรณีศึกษาชั้นดีที่นักการตลาดและนักการเมืองต้องตระหนัก ว่าการปล่อยให้ผู้สนับสนุนทำตัวเป็นอันธพาลไซเบอร์ ท้ายที่สุดแล้ว คนที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด… ก็คือตัวนักการเมืองที่พวกเขาพร่ำบอกว่ารักนั่นเอง

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.27 น.

จับตากล้าธรรม งดออกเสียงโหวต โสภณ นั่งประธานสภาฯ ด้าน สส.หลายคนอยากหนุนแคนดิเดตจากพรรคส้ม

15 มีนาคม 2569 รายงานข่าวจากพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยถึงแนวทางการลงมติโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันเดียวกันนี้ โดยเบื้องต้น สส.ของพรรคจะงดออกเสียงให้กับ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลังจากพรรคภูมิใจไทยมีมติเสนอชื่อพร้อมกับ นางมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม สส.พรรคกล้าธรรม หลายคนมีความเห็นไปในแนวทางที่ต้องการโหวตสนับสนุนแคนดิเดตประธานสภาฯ จากพรรคประชาชน (ปชน.) จึงต้องติดตามว่าพรรคกล้าธรรมจะลงมติไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพหรือไม่

รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

รัฐบาลเดินหน้า ผลักดันไทยศูนย์กลางถ่ายทำภาพยนตร์ภูมิภาคเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.59 น.

รัฐบาลเดินหน้าผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชีย เตรียมเข้าร่วมงาน FILMART 2026 ระหว่าง 17-20 มีนาคม ณ ฮ่องกง ตั้งเป้าดึงกองถ่ายฮ่องกง – จีน ลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 1,500 ล้านบาท

15 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมร่วมออกคูหานิทรรศการในงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ระหว่างวันที่ 17 – 20 มีนาคม 2569 ณ Hong Kong Convention and Exhibition Centre เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยตั้งเป้าดึงดูดกองถ่ายภาพยนตร์และซีรีส์จากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย คาดสร้างมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวจะนำเสนอข้อมูลศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับนานาชาติ พร้อมประชาสัมพันธ์ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Cash Rebate) สูงสุด 30% รวมถึงการขออนุญาตถ่ายทำ และการอำนวยความสะดวกของหน่วยงานภาครัฐ ระบบการให้บริการด้านกองถ่าย สถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย สตูดิโอ อุปกรณ์การถ่ายทำ และบุคลากรด้านการผลิตภาพยนตร์ที่มีความพร้อมในการรองรับกองถ่ายจากทั่วโลก

“สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ปี 2568 พบว่า กองถ่ายจากฮ่องกงเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเป็น อันดับที่ 7 สร้างมูลค่าการลงทุนกว่า 302 ล้านบาท ขณะที่กองถ่ายจากสาธารณรัฐประชาชนจีน อยู่ใน อันดับที่ 3 ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 372 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสนใจของผู้ผลิตคอนเทนต์จากทั้งสองตลาดที่มีต่อประเทศไทย การเข้าร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market (FILMART) ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชีย พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ผลิตภาพยนตร์ ผู้จัดจำหน่ายคอนเทนต์ และผู้ให้บริการด้านการผลิตจากนานาประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

จับตา!มติกล้าธรรม อรรถกร ยัน ธรรมนัส-นฤมล ไม่บังคับโหวต ปธ.สภาฯ

จับตา!มติกล้าธรรม อรรถกร ยัน ธรรมนัส-นฤมล ไม่บังคับโหวต ปธ.สภาฯ

จับตา!มติกล้าธรรม อรรถกร ยัน ธรรมนัส-นฤมล ไม่บังคับโหวต ปธ.สภาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.40 น.

15 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงทิศทางการโหวตตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า วันนี้จะมีการหารือต่อในช่วงเช้า หลังจากเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ได้มีการหารือกันไปแล้ว ว่าอยากจะทำงานและมีแนวทางอย่างไร

เมื่อถามถึงแนวทางการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะงดออกเสียง หรือไม่เห็นชอบ นายอรรถกร ย้อนถามสื่อทีเล่นทีจริงว่า “มีให้เลือกสองทางหรือ” เมื่อถามย้ำว่า หรือพรรคกล้าธรรมจะโหวตเห็นชอบ นายอรรถกร กล่าวว่า ขอเวลา จะสรุปกันก่อนประชุม โดยมติจะเป็นเอกภาพ

เมื่อถามอีกว่า จากการหารือในเบื้องต้น ทิศทาง สส.นั้นไปทางไหนระหว่างเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ นายอรรถกร กล่าวว่า “กลางๆ” เมื่อถามย้ำว่า กลางๆ หมายถึงงดออกเสียงใช่หรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า “ยังไม่ได้พูดนะครับ แต่ก็กลางๆ เพราะมีความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่หลากหลาย ก็เลยได้ให้การบ้านกลับไปคิดหนึ่งคืน”

นายอรรถกร เปิดเผยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ไม่ได้บังคับ แต่ถามใจตั้งแต่วันแรกก็อยากให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เปิดสภาฯเลือกประธาน-รอง ปธ. ไพโรจน์ยันต้องโชว์วิสัยทัศน์ก่อนโหวต คาดจบใน 3 ชั่วโมง

เปิดสภาฯเลือกประธาน-รอง ปธ. ไพโรจน์ยันต้องโชว์วิสัยทัศน์ก่อนโหวต คาดจบใน 3 ชั่วโมง

เปิดสภาฯเลือกประธาน-รอง ปธ. ไพโรจน์ยันต้องโชว์วิสัยทัศน์ก่อนโหวต คาดจบใน 3 ชั่วโมง

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.29 น.

15 มีนาคม 2569 นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ กล่าวว่า เบื้องต้นต้องมีการปฏิญาณตนก่อน ก่อนที่จะประชุม ส่วนเรื่องการเตรียมตัวที่จะทำหน้าที่ประธานการประชุมเป็นการเตรียมพร้อมตามปกติ เมื่อถามว่า ใช้เวลานานหรือไม่ นายไพโรจน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าคงใช้เวลานานพอสมควร

เมื่อถามว่า หากมีการโหวตแข่งกันจะต้องมีการเปิดแสดงวิสัยทัศน์ใช่หรือไม่ นายไพโรจน์ กล่าวว่า ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์ ทั้งผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ซึ่งคาดว่า ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง

นายไพโรจน์ กล่าวต่อว่า ถือว่าเป็นผู้ที่มีความอาวุโสสูงสุด จึงได้ทำหน้าที่เป็นประธานสภาฯ ชั่วคราว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสภาฯ นายไพโรจน์ ถือว่ามีความอาวุโสสูงที่สุด โดยมีอายุ 90 ปี

โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล’ภูมิใจไทย’มาแรง ปชช.เชื่อมั่น ยก’ปชน.’ตัวตึงฝ่ายค้าน

โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล'ภูมิใจไทย'มาแรง ปชช.เชื่อมั่น ยก'ปชน.'ตัวตึงฝ่ายค้าน

โพลคอนเฟิร์ม รัฐบาล’ภูมิใจไทย’มาแรง ปชช.เชื่อมั่น ยก’ปชน.’ตัวตึงฝ่ายค้าน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.09 น.

15 มีนาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “Confirmed ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-11 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มี อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อเสถียรภาพทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ 291 เสียง ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.82 ระบุว่า ค่อนข้างมีเสถียรภาพทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 25.34 ระบุว่า ไม่ค่อยมีเสถียรภาพทางการเมือง ร้อยละ 21.07 ระบุว่า มีเสถียรภาพทางการเมืองมาก ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเลย และร้อยละ 0.69 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านความรู้สึกของประชาชนต่อสามพรรคฝ่ายค้านหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.73 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รองลงมา ร้อยละ 53.13 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 25.88 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ฝ่ายค้านบางพรรค จะรอการเข้าร่วมรัฐบาล ในอนาคต ร้อยละ 21.37 ระบุว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านบางคน จะให้การสนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 17.94 ระบุว่า เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร้อยละ 17.71 ระบุว่า ทั้งสามพรรค จะสร้างความกังวลให้รัฐบาล ร้อยละ 17.40 ระบุว่า พรรคประชาชนจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 14.66 ระบุว่า ทั้งสามพรรคจะไม่สร้างความกังวลให้รัฐบาลเลย ร้อยละ 6.18 ระบุว่า พรรคกล้าธรรมจะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด ร้อยละ 5.11 ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์จะสร้างความกังวลให้รัฐบาลมากที่สุด และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 291 เสียง ในวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.29 ระบุว่า เป็นไปได้มาก รองลงมา ร้อยละ 38.02 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นไปได้ ร้อยละ 10.53 ระบุว่า เป็นไปไม่ค่อยได้ ร้อยละ 7.94 ระบุว่า เป็นไปไม่ได้เลย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

คนไทยอ่วม สวนดุสิตโพลเผย 90% ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงราคาน้ำมัน-ก๊าซด่วน

คนไทยอ่วม สวนดุสิตโพลเผย 90% ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงราคาน้ำมัน-ก๊าซด่วน

คนไทยอ่วม สวนดุสิตโพลเผย 90% ผวาพลังงานพุ่ง จี้รัฐตรึงราคาน้ำมัน-ก๊าซด่วน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.46 น.

15 มีนาคม 2569 สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับมาตรการพลังงาน” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,347 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 ผลการสำรวจ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 45.88 รู้สึกกังวลมากจากข่าวการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานรองลงมาคือ ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 44.10 โดยเตรียมรับมือด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะการปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ร้อยละ 69.93 หากราคาพลังงานสูงจนกระทบต่อค่าครองชีพจะมีเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 1-3 เดือน ร้อยละ 30.51 ทั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้วยการตรึงราคาน้ำมัน/ก๊าซหุงต้มให้นานที่สุด ร้อยละ 71.05

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่า “พลังงาน” กลายเป็นความกังวลสำคัญของประชาชน ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางแต่ก็พร้อมปรับพฤติกรรมประหยัดพลังงานแต่ด้วยเงินสำรองยังจำกัดหากราคาพลังงานปรับสูงต่อเนื่องอาจกระทบค่าครองชีพได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องบริหาร ทั้งกลไกราคาการสำรองพลังงาน สื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ผู้ช่วยศาสตราจารย์อัญชลี รัตนะ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลายส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆทั่วโลก จากราคาน้ำมัน-ก๊าซที่จะปรับตัวสูงขึ้นทำให้คนไทยส่วนใหญ่เกิดความกังวลต่อภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าที่จะปรับตัวตามต้นทุนพลังงานประชาชนจึงคาดหวังมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยเฉพาะการตรึงราคาพลังงานและก๊าซหุงต้มเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแต่จากผลโพลยังพบว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ ความเปราะบางทางการเงินของประชาชนซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีเงินสำรองฉุกเฉินสำหรับใช้จ่ายเพียง 1-3 เดือน หรือบางส่วนไม่มีเงินสำรองเลยโจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงแค่การควบคุมราคาพลังงานซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตหลักแต่ต้องป้องกันการปรับราคาของสินค้าและบริการเพื่อช่วยประคองกำลังซื้อของประชาชนซึ่งจะทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักถึงภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกใช้มาตรการตรึงราคาและต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนรับทราบก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน

ติดหล่ม…ถอนตัวไม่ได้? นันทิวัฒน์ชี้ทรัมป์เดินเกมเสี่ยง ถล่มเกาะคาร์ก-ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน

ติดหล่ม...ถอนตัวไม่ได้? นันทิวัฒน์ชี้ทรัมป์เดินเกมเสี่ยง ถล่มเกาะคาร์ก-ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน

ติดหล่ม…ถอนตัวไม่ได้? นันทิวัฒน์ชี้ทรัมป์เดินเกมเสี่ยง ถล่มเกาะคาร์ก-ตั้งค่าหัวผู้นำอิหร่าน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.36 น.

15 มีนาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า Go so Big

วันก่อนทรัมป์บอกว่าหมดเป้าหมายในการโจมตีอิหร่าน​ เหมือนส่งสัญญาณถอย

แต่แล้ว​ กลับถล่มเกาะคาร์กฐานการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน​ และประกาศส่งกองกำลังภาคพื้นดินบุกยึดเกาะ​ นี่ใช่แผนการยึดบ่อน้ำมันของอิหร่านไหม

หรือนี่คือหล่มใหญ่ให้อเมริกันติดติดกับดักติดหล่มในสงครามที่ถอนตัวไม่ได้​ ต้องสู้ยืดเยื้อ

ครอเมริกันต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในสงคราม​ ร้ำมันแพง​ ค่าครองขีพสูงขึ้นมาก​ และออกมาต่อต้านทรัมป์​ ต่อต้านสงคราม

เท่านั้นยังไม่พอ​ ประกาศให้ค่าหัวผู้นำอิหร่าน​ 10 ล้านเหรียญ​ เหมือนให้ค่าหัวโจร​ นี่เป็นการเหยียดหยามผู้นำประเทศอื่นมากไปไหม

หากอิหร่านตอบโต้ให้ค่าหัวทรัมป์บ้างคงสนุกกันไปใหญ่​

นี่ใช่สงครามที่มีเกียรติ​ไหม หรือกลายเป็นการต่อสู้ของการล่าอาณานิคม​ แย่งชิงทรัพยากร

วันนี้​ ผู้นำกลุ่มประเทศอ่าว​ วางเฉยและห้ามใช้ดินแดนของตนเองในการโจมตีอิหร่าน​ ที่เสียหายแล้วเสียหายไป​ จะไม่ยอมเสียหายเจ็บตัวไปมากกว่านี้​ กลุ่มรัฐในอ่าวหลายประเทศประสานผ่านรัสเซียให้ช่วยเป็นคนกลาวกับอิหร่าน​ คุยอะไรกันบ้างไม่รู้​ แต่ถ้าจะเดา​ คงเดาว่า​ ชั้นไม่เกี่ยว​ เราดีกันนะ​ อย่าโจมตีรัฐในอ่าวไปมากกว่านี้

อิหร่านมีความอึดมาก​ ทนรับแรงกระแทกจากการโจมตีทางอากาศของอเมริกันได้​ ไม่ยอมแพ้​ แถมตีโต้กลับ​ ถล่มฐานทัพอากาศทำลายเครื่องบินเติมน้ำของอเมริกันเสียหายจำนวนมาก​ เท่ากับลดขีดความสามารถในการบินระยะไกลของเครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดของอเมริกัน

อิหร่านยังไม่ลดการโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธ

ชนิดต่างๆทุกวันทุกคืน​ ชาวยิวจะทนกันไปได้อีก

นานแค่ไหน​ ยิ่งข่าวลือเนทันยาฮูเสียชีวิตเป็นความจริง​ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิสราเอลจะมาเร็วมาก​ อิสราเอลจะขอถอนตัวเลิกรบกับอิหร่านไหม

คนไทยอย่าประมาท​ ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง​ เงิน

ทองของมีค่า​ อย่าให้ขาดมือ

โปรดติดตามตอนต่อไป

สมชัย เปิด 5 รายชื่อ คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต.

สมชัย เปิด 5 รายชื่อ คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต.

สมชัย เปิด 5 รายชื่อ คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต.

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.15 น.

15 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต. (ชื่อชั่วคราว) ประกอบด้วยบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ 5 คน คือ

1. รศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

2. น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการ พีเน็ต หรือ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย

3. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw หรือโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน

4. นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการ We Watch หรือ เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์เลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย

5. นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

การประชุมคณะกรรมการครั้งแรก จะมีขึ้นในเวลา 14.00 น. ณ ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจะมีการแถลงข่าวร่วมกันถึงรายละเอียดกองทุน ในเวลา 15.00 น.